ตอนที่ 2
ทันทีที่ถึงวังอโยธยา หริพันธ์ตรงเข้ามากราบบนตักหม่อมชุลีผู้เป็นแม่ซึ่งลูบหัวลูบหลังอย่างปลาบปลื้มรักใคร่ ดีใจที่ลูกกลับเมืองไทยสักที เขาเองก็ดีใจเช่นกัน ตอนแรกศาสตราจารย์ที่นั่นขอให้เขา
อยู่ต่อเพื่อสอนนักเรียนแต่เขาอยากจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ ไม่อยากให้ท่านอยู่คนเดียวนานๆ
“ชื่นใจ แม่ล่ะกลัวว่าชายจะไปติดแหม่มฝรั่งที่นั่นเข้า มีหวังแม่อกแตกตาย”
หริพันธ์ไม่มีเวลาทำเรื่องไร้สาระอย่างนั้น อยู่อังกฤษมีแต่เรียนกับทำวิทยานิพนธ์ หม่อมชุลียิ่งปลื้มหนักที่เขาประพฤติตัวดีสมกับเป็นลูกของตน
“ชายต้องคู่ควรกับผู้หญิงที่ดีพร้อมเสมอกันเท่านั้น” แม้คำพูดของหม่อมชุลีจะฟังหวานหูแต่ก็แฝงความคาดคั้นอยู่ในที อบสวาทที่ยืนสำรวมอยู่ได้แต่ก้มหน้านิ่ง หริพันธ์ขอตัวเอาของไปเก็บก่อน แล้วหันไปคว้าข้าวของของตัวเอง อบสวาทกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือโดยมีหม่อมชุลีมองตามไม่วางสายตา...
หม่อมชุลีเก็บความภาคภูมิใจในตัวลูกชายไปเย้ยหยันกับรูปภาพของท่านชายสามีของตัวเองที่ติดไว้ในห้องนอน เปรียบเทียบให้ฟังว่าลูกของท่านที่เกิดกับเมียบ่าวจะมาสู้ลูกชายของตนที่ทั้งสง่าและเพียบพร้อม
“อย่ามาหัวเราะเยาะฉันนะ คอยดูต่อไปเถอะ ฉันจะไม่มีวันยอมให้ลูกประพฤติตัวเหมือนท่านเด็ดขาด” หม่อมชุลีจ้องรูปภาพของท่านชายด้วยสายตาชิงชัง พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ ตอนนั้นท่านชายพาแววมาแนะนำให้รู้จักว่าเป็นเมียอีกคนหนึ่งของท่านแถมตั้งท้องอ่อนๆอีกด้วย หม่อมชุลีแค้นแทบกระอักที่ท่านไปคว้าบ่าวมาทำเมีย ด่าทอทั้งคู่ด้วยถ้อยคำหยาบคายไม่ให้เกียรติ ท่านชายเคืองมากตวาดลั่น
“มันจะมากไปแล้วนะแม่ชุลี”
“แค่นี้ยังน้อยไป อย่าหวังว่าฉันจะยอมรับนังขี้ข้าชั้นต่ำนี่ ต่อให้ตายฉันก็จะไม่มีวันรับมันรวมทั้งเลือดเนื้อ เชื้อไขของมันด้วย” ภาพความช้ำใจคราวนั้น ยิ่งทำให้หม่อมชุลีเคียดแค้น ตะคอกใส่รูปภาพของท่านชายที่อยู่ตรงหน้า “ท่านทำกับฉันไว้แสนสาหัสจะไม่มีวันลืม ถึงท่านและ นังแววจะชิงตายไปเสียก่อน แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของท่านกับมันจะต้องได้รับผลกรรมแทนอย่าสาสม ต้องชดใช้แทนแม่ของมัน”...
ทางด้านวรรศิกาแอบเอามาลัยดอกมะลิพวงสวยมาวางหน้าโกศเก็บอัฐิของท่านพ่อ ยังไม่ทันจะอธิษฐานอะไรถึงท่าน หม่อมชุลีเปิดประตูห้องพระเข้ามาเสียก่อน โวยวายลั่นเคยบอกกี่ครั้งแล้วว่าเธอไม่มีสิทธิ์มากราบไหว้ท่านชาย แล้วปรี่มากระชากพวงมาลัย
“หญิงขอความกรุณาจากหม่อมแม่ให้หญิงได้ไหว้ท่านพ่อสักครั้งเถอะค่ะ” วรรศิกาอ้อนวอน
หม่อมชุลีนิ่งไปอึดใจก่อนจะยื่นพวงมาลัยคืนให้ คุณหญิงยังไม่ทันจะรับคืน หม่อมตัวแสบปล่อยมันทิ้งลงพื้น ใช้เท้าเหยียบแล้วเดินจากไปไม่ไยดี วรรศิกาขมขื่นใจมากเก็บพวงมาลัยยับเยินขึ้นมาแนบอก และยิ่งช้ำใจหนักขึ้นอีกเมื่อเดินผ่านหน้าห้องนอนของพี่ชายแล้วเห็นเขากับอบสวาทกำลังเล่นผีผ้าห่มกันอยู่ เธอปล่อยพวงมาลัยที่กอดแนบอกร่วงลงพื้น วิ่งหนีไปทั้งน้ำตา
ooooooo
ชนกกำลังควบคุมลูกน้องซ่อมแซมภายในวังอโยธยาอย่างขะมักเขม้นตอนที่เห็นวรรศิกาวิ่งร้องไห้ผ่านเลยไปทางด้านหลังตัวตึก ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่าโดนใครกลั่นแกล้งมาอีก แต่ไม่อยากสนใจคนที่ไม่รู้จักสู้เพื่อตัวเองจึงหันไปทำงานที่อยู่ตรงหน้าต่อไป สุดท้ายก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ วิ่งตามจนทัน
“คุณไม่เบื่อตัวเองบ้างเหรอ ปล่อยให้เขาทำร้ายทารุณเหมือนตัวเองไม่ใช่คน ไม่คิดจะสู้แล้วมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง ต่อให้คุณร้องไห้จนน้ำตาท่วมวังก็ไม่มีใครเขาเห็นใจคุณหรอกเพราะขนาดผมก็ไม่ใช่คนใจร้ายเหมือนคนบ้านนี้ ผมเห็นแล้วยังรู้สึกรำคาญเลย”
“ฉันก็ไม่เคยต้องการความเห็นใจจากใครโดยเฉพาะ คุณ ทำท่าเหมือนอยากจะช่วยเป็นเดือดเป็นร้อนแทนฉัน แต่จริงๆแล้วคุณไม่ได้ทำเพราะความเห็นใจหรือสงสารฉันหรอก เพราะถ้าคุณคิดแบบนั้นจริงคุณคงไม่มาพูดจาเยาะเย้ยถากถางในเวลาที่รู้ว่าฉันกำลังเจ็บ ให้ฉันเจ็บยิ่งขึ้น คุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนในวังนี้หรอก” พูดจบวรรศิกาวิ่งหนีไปทันที ชนกได้แต่มองอึ้งที่โดนยัยผีดิบด่า...
ฝ่ายอบสวาทเสร็จกิจกับหริพันธ์เรียบร้อย ค่อยๆย่องออกจากห้อง แต่ต้องชะงักเมื่อเหยียบพวงมาลัยดอกมะลิที่ตกอยู่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของวรรศิกา เธอตกใจมากรีบตามหาเจ้าของจนเจอ แล้วข่มขู่ไม่ให้พูดเรื่องของเธอกับหริพันธ์ วรรศิกาขู่กลับถ้าหม่อมแม่รู้เรื่องนี้มีหวังเธอได้กระเด็นออกจากที่นี่แน่ๆ อบสวาทแค้นจัดปรี่เข้าไปตบ แต่ชนกเอาท่อนแขนรับไว้ทัน อบสวาทตบคนอื่นแต่กลับเป็นฝ่ายเจ็บเองร้องโอ๊ยลั่น
“ชอบทำร้ายคนอื่นดีนักโดนซะบ้าง รู้แล้วใช่ไหมว่าเจ็บมันเป็นอย่างไร” ว่าแล้วชนกคว้าแขนวรรศิกาพาออกไป อบสวาทได้แต่มองตามเจ็บใจ ไม่นานนักชนกพาวรรศิกา
มายังมุมสงบข้างวังอโยธยา ขอโทษเธอด้วยที่เมื่อครู่นี้พูดแรงไปหน่อย ที่เขาพูดไปทั้งหมดก็แค่อยากช่วยกระตุ้นให้เธอลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเอง
“คุณรู้ไหมผู้หญิงสมัยนี้เขาไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฝ่ายเดียวกันแล้ว ไม่ผิดก็ต้องเถียง โดนทำร้ายก็ต้องปกป้องตัวเอง ไม่ใช่ยืนเป็นตุ๊กตาให้เขาทำร้ายตามใจชอบถึงแม้คนคนนั้นจะเป็นพ่อแม่เราก็ตาม”
“มีผู้หญิงที่กล้าทำแบบนั้นกับพ่อแม่จริงเหรอคะ” วรรศิกามองชนกอย่างรอคำตอบ...
ในขณะที่ชนกเล่าถึงเรื่องของยอดธิดาให้วรรศิกาฟัง หม่อมชุลีเปิดม่านห้องนอนตัวเองออกมาเห็นสองหนุ่มสาวคุยกันอย่างออกรสจึงหันไปแขวะรูปภาพของท่านชายที่ติดบนผนังห้องว่าให้ดูลูกสาวของท่านที่ร่านเหมือนแม่ของมันไม่ผิดเพี้ยน ต่อหน้าผู้ชายทำระริกระรี้ ทันใดนั้นแผนชั่วร้ายผุดขึ้นมาในสมองของเธออีกครั้ง...
เมื่อได้ฟังชนกเล่าเรื่องยอดธิดาลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองจนพ่อแม่ยอมให้ไปเรียนต่อเมืองนอกทำให้วรรศิกาทึ่งมาก เขายังยุส่งให้เธอทำแบบนั้นบ้าง เขาไม่อยากเห็นเธอถูกทำร้ายทุกวี่วันแบบนี้ เธอเขินจัดคิดว่าเขามีใจให้ แต่พอรู้ว่ายอดธิดาที่เขาพูดถึงเป็นแฟนของเขาเอง สีหน้ายิ้มแย้มของเธอกลับแข็งทื่ออีกครั้ง บอกด้วยน้ำเสียง
เย็นชาว่าเธอคงเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนใครไม่ได้ เธอโตมาแบบนี้ก็คงต้องตายไปแบบนี้ แล้วจ้ำพรวดๆจากไป
“อะไรของเขา เมื่อครู่นี้ยังคุยกันดีๆ ทำท่าเหมือนจะเป็นคนปกติแล้ว แต่อยู่ๆก็กลับเป็นผีดิบอีก เฮ้ยเสียเวลาพูดเปล่าๆ” ชนกบ่นไล่หลังด้วยความเซ็ง
ooooooo
ที่บ้านของนพ ชวนชื่นกำลังเล่าให้เจตน์ฟังว่าเจ้าของวังอโยธยาที่ชนกรับงานซ่อมแซมเป็นพี่สาว แท้ๆของตัวเองตอนที่ท่านหญิงนวลแวะมาชวนชนกไปงานเลี้ยงต้อนรับหริพันธ์ด้วยกันเพื่อจะได้ทำความรู้จักกันไว้ โดยลืมไปว่าหลานชายไปดูแลการซ่อมแซมอยู่ที่วังอโยธยา ท่านเห็นเจตน์อยู่ด้วยก็เลยวานให้ไปกับท่านหน่อย
“ไปเจอกับตานกเสียที่นั่นจะได้เป็นเพื่อนกัน ไม่อย่างนั้นตานกมันจะอิดออดหาว่าไม่มีเพื่อนไม่ยอมอยู่”
“ท่านยายรู้ทันพี่นกอีกแล้ว” ชนนีไม่วายกระเซ้า...
ในเวลาต่อมา ขณะที่ชนกเดินออกมาหน้าวังอโยธยาเพื่อจะกลับบ้าน แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นท่านยาย นวลเดินมาจากท่าน้ำกับเจตน์ รีบเข้าไปทักทายถามไถ่ว่ามาถึงนี่ได้อย่างไร ท่านให้เจตน์ขับเรือมาให้เพื่อจะมางานเลี้ยงต้อนรับหริพันธ์ และที่ชวนเขามาด้วยก็เพื่อจะได้
อยู่เป็นเพื่อนชนกที่งานเลี้ยง ชนกงง งานเลี้ยงต้อนรับอะไรไม่เห็นมีแขกมาสักคน แถมไม่มีการจัดเตรียมสถานที่ใดๆ ทั้งสิ้น สงสัยท่านยายมาผิดวันหรือเปล่า
ท่านหญิงนวลไม่ได้จำวันผิด หม่อมชุลีเฉลย
ความจริงว่ามีงานเลี้ยงต้อนรับหริพันธ์จริงๆ เพียงแต่ไม่ได้เชิญคนนอก เชิญแต่ท่านหญิงนวลเท่านั้น ชนกถึงกับหน้าชาแต่ยังไม่ทันจะอ้าปากเถียง ท่านหญิงนวลชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า ในนี้ไม่มีใครเป็นคนนอก ชนกก็เป็นลูกผู้น้องของหริพันธ์ ส่วนเจตน์ ท่านก็นับเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง ระหว่างนั้นหริพันธ์ก้าวเข้ามาในห้องรับแขก หม่อมชุลีเรียกลูกชายให้มากราบท่านยาย เขาทำตามอย่างว่าง่ายทำให้ท่านหญิงนวลชอบใจมากที่เขาเป็นถึงนักเรียนนอกแต่ไม่ลืมขนบธรรมเนียมไทยๆ
“หน้าตาหล่อเหลา ภูมิฐาน ไม่แพ้ตานกเลยนะเนี่ย... ตานก นี่ไงชายหริลูกผู้พี่ของเธอ ชายหรินี่พ่อชนก ลูกแม่ชวนชื่นน้าของชายไงจ๊ะ รู้จักกันไว้เสีย แล้วนั่นพ่อเจตน์เพื่อนตานก”
สามหนุ่มทักทายกันตามมารยาท ก่อนที่หม่อมชุลีจะเดินนำท่านหญิงนวลที่มีหริพันธ์ประคองไปที่ห้องอาหาร เจตน์หันไปแซวชนกว่าเจอคู่แข่งที่น่ากลัวเข้าให้แล้ว
ถ้าตนเป็นผู้หญิงคงเลือกไม่ถูก เพราะหริพันธ์หล่อเหลาเหมือนเจ้าชายในนิยาย คนถูกแซวยักไหล่เบ้ปาก
“แต่ฉันมองยังไงก็เหมือนท่านเคาท์แดร็กคิวล่าไม่มีผิด ถอดแบบเดียวกันมาทั้งวังเลย”
ooooooo
ขณะที่ชนกติดอยู่ที่วังอโยธยา ยอดธิดาผุดลุกผุดนั่งรอให้เขาโทรศัพท์มาหา เสี่ยย้งเห็นลูกหงุดหงิดจึงแนะให้เลิกนั่งรอนอนรอผู้ชายคนเดียว น่าจะเปิดโอกาสให้ตัวเองคบหาคนอื่นดูบ้าง หากพลาดจากชนกจะได้มีคนอื่นสำรองเอาไว้ เธอเห็นดีด้วย คว้าโทรศัพท์โทร.นัดเชนไปเจอกันที่เดิม...
งานเลี้ยงต้อนรับหริพันธ์เต็มไปด้วยความอึดอัดเนื่องจากหม่อมชุลีไม่ค่อยพอใจนักที่ชนกมาร่วมงานด้วย พาลหาเรื่องด่าว่ากระทบกระเทียบไปถึงชวนชื่น ชายหนุ่มตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัวแล้วขอตัวลุกออกจากโต๊ะอาหารไปเดินเล่นที่สวน เจตน์รีบตามไปขอร้องให้เพื่อนรักใจเย็น ชนกเย็นไม่ไหว ไม่เข้าใจทำไมท่านยายต้องชวนให้ตนอยู่ร่วมงานเลี้ยง ในเมื่อหม่อมป้าไม่อยากนับญาติกับตน
“เสียเวลาเปล่าๆ ฉันเอาเวลาไปหายอดยังจะดีเสียกว่า คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว”
“ตกลงแกคิดจะหยุดที่คุณยอดแน่ๆใช่ไหม”
ชนกตอบโดยไม่ต้องคิด ถ้าถามตอนนี้ก็คงใช่เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนเหมือนยอดธิดาสักคน เธอเหมือนเขาทุกอย่างทั้งความคิดและสิ่งที่ชอบ นั่นก็น่าจะทำให้เราสองคนไปกันได้ดี เจตน์กลับไม่คิดเช่นนั้น ตนเคยได้ยินมาว่าคู่ที่จะอยู่กันยืดต้องแตกต่างกัน
“สูตรโบราณนะสิ สำหรับฉันไม่เอาด้วยหรอก ถ้าได้เมียนิ่งๆเหมือนผีดิบฉันคงจะบ้าตาย” พูดจบชนกหัวเราะก๊ากโดยไม่รู้เลยว่าวรรศิกาแอบฟังอยู่อีกมุมหนึ่งด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย...
ด้านเชนไม่ได้มาพบกับยอดธิดามือเปล่า นำของขวัญเล็กๆน้อยๆเป็นสร้อยห้อยจี้เพชรติดมือมาฝากด้วย เธอแกล้งอิดออดไม่ยอมรับของฝากพอเป็นพิธีก่อนจะให้เขาสวมสร้อยให้ด้วยความเต็มใจ...
นอกจากตัวเองจะไม่นับญาติกับครอบครัวของน้องสาวแล้ว หม่อมชุลียังห้ามหริพันธ์ไปเกี่ยวข้องกับพวกนั้นอีกด้วย เขาไม่เข้าใจแล้วทำไมหม่อมแม่ถึงยอมให้ชนกมาซ่อมแซมวัง
“เป็นเพราะความเจ้ากี้เจ้าการของท่านยายเธอน่ะสิ แต่แม่จะยอมแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เสร็จจากการซ่อมวังเมื่อไหร่ก็ไม่จำเป็นต้องมาพบเจอกันอีก”
ooooooo
หริพันธ์มาสอนวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยซึ่งชนนีศึกษาอยู่เป็นวันแรก ทำเอานิสิตสาวๆพาตะลึงในความหล่อของอาจารย์คนใหม่ โดยเฉพาะต๋อยเพื่อนรักของชนนีถึงกับชมไม่หยุดปากว่าเขาทั้งหล่อ เท่และมีเสน่ห์ ถ้าชนนีได้เห็นต้องตะลึงแน่ๆ เธอไม่เชื่อว่าจะมีผู้ชายคนไหนทำให้ตัวเองตะลึงง่ายๆ
“มาพนันกันไหมล่ะ ถ้าเธอไม่ตะลึงจังงังเหมือนพวกเรา ฉันจะเลี้ยงไอศกรีมเธอ แต่ถ้าเธอตะลึง เธอต้องเลี้ยงไอศกรีมพวกเรา ตกลงไหม” ต๋อยท้าเหย็งๆ ชนนียิ้มรับคำท้าอย่างมั่นใจ
ปรากฏว่าชนนีแพ้พนัน ทั้งตะลึงในความหล่อของหริพันธ์และยังอึ้งที่รู้ว่าเขาเป็นลูกชายของหม่อมชุลี...
ทางด้านอบสวาทไม่เป็นอันทำอะไร เฝ้าแต่ชะเง้อคอยาวไปทางหน้าวังรอการกลับจากทำงานของหริพันธ์จนหม่อมชุลีต้องปรามให้รู้จักสำรวมมารยาทบ้าง แล้วถามหาวรรศิกาไปไหน อบสวาทใส่ไฟว่าพักนี้มักจะเห็นเธอป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆชนก บางทีก็หลบไปคุยกันสองต่อสองหลังวังบ่อยๆ ดูท่าเธอคงจะติดใจเขาเข้าให้แล้ว
“ไปตามมันมาพบฉันหน่อย” หม่อมชุลีสั่งเสียงกร้าว...
คนที่หม่อมชุลีให้เรียกหากำลังนั่งปอกผลไม้อยู่ที่เรือนครัว พอได้ยินสาเล่าให้เจียนฟังว่าชนกยังไม่มาคุมงาน เห็นลูกน้องบอกว่าเขาไปหาคนรัก วรรศิกาถึงกับปอกผลไม้พลาดทำมีดบาดนิ้วตัวเอง...
คราวนี้หม่อมชุลีไม่ได้เรียกตัววรรศิกามาเพื่อกลั่นแกล้งเหมือนครั้งก่อนๆ แต่มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เธอเป็นคนคอยดูแลชนกกับลูกน้องของเขา ทั้งอบสวาทและวรรศิกาต่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง โดยเฉพาะฝ่ายหลังต้องถามซ้ำว่าจะให้ดูแลชนกจริงหรือ
“ถ้าจะให้พูดตรงๆก็คือให้แกคอยจับตามองเพราะฉันไม่ค่อยไว้ใจพวกมันสักเท่าไหร่ แกคงไม่โง่ทำให้พวกมันรู้หรอกนะว่าฉันมีจุดประสงค์อะไร ฉันจะพูดแค่นี้ แกออกไปได้แล้ว”
วรรศิการับคำก่อนจะคลานเข่าออกไป โดยไม่รู้เลยว่านี่เป็นแผนร้ายของหม่อมชุลี...
ยอดธิดานอนหมดสภาพอยู่บนเตียงตอนที่เสี่ยย้งวิ่งหน้าตื่นเข้ามาเขย่าตัวบอกให้ตื่นได้แล้ว ชนกมารออยู่ข้างล่าง เธอตกใจมากทำอะไรไม่ถูก พอตั้งสติได้ ขอให้ป๋าลงไปรับหน้าเขาไว้ก่อน โดยไม่ลืมย้ำว่าอย่าให้เขาจับได้ว่าบ้านเราจน
“ลื้อไม่ต้องห่วง ลื้อรีบอาบน้ำแต่งตัวสวยๆลงไปเร็วๆก็แล้วกัน” พูดจบเสี่ยย้งจ้ำพรวดๆลงไปที่ห้องรับแขกชวนชนกคุยอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่อยู่ๆก็โพล่งขึ้นว่า
เมื่อไหร่จะมาขอลูกสาวของตน ชนกยังไม่ทันจะตอบคำถาม ยอดธิดาลงมาจากห้องเสียก่อน ชวนชายคนรักไปนั่งคุยกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แล้วคล้องแขนเขาออกไป ตลอดเวลาเขาเอาแต่นั่งนิ่งจนยอดธิดาอดถามไม่ได้ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
“ป๋าของยอดอยากให้เรารีบแต่งงาน แต่ยอดก็รู้ว่าตอนนี้ผมยังไม่พร้อม”
“โธ่ นกอย่าไปสนใจป๋าเลยค่ะ อย่าว่าแต่นกเลย ยอดเองก็ยังไม่อยากแต่งงาน ก็เราตกลงกันแล้วไงคะ เลิกซีเรียสได้แล้วค่ะ เรื่องป๋าเดี๋ยวยอดจัดการเอง เล่าให้ฟังดีกว่าว่านกหายไปไหนมา” ยอดธิดาออดอ้อน ขณะที่ชนกถอนใจโล่งอกที่เธอไม่เห็นดีเห็นงามไปกับพ่อของเธอ...
หลังจากชนกกลับไปแล้ว ยอดธิดาต่อว่าป๋าตัวเองยกใหญ่ที่ไปเร่งรัดเรื่องการแต่งงานกับเขา เพราะนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว พาลจะทำให้เขาตีจากเธอไปเร็วขึ้น เสี่ยย้งเกรงว่าขืนยืดเยื้อนานไปจะยิ่งทำให้ฐานะของเราย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเธอยังไม่อยากแต่งให้หมั้นไว้ก่อนก็ยังดี จะได้เอาสินสอดมาต่อทุน
“ยอดมีวิธีของยอดอยู่แล้ว ป๋าไม่ต้องห่วงหรอก” ยอดธิดายิ้มสีหน้ามั่นใจ...
ต๋อยกับเพื่อนๆของชนนีนึกสนุก เห็นหริพันธ์เดินอยู่ข้างหน้าพากันวิ่งเข้าไปยกมือไหว้ขอบคุณที่อาจารย์ทำให้พวกตนได้กินไอศกรีมฟรี อาจารย์หนุ่มนิ่วหน้าไม่เข้าใจว่าพูดเรื่องอะไร ต๋อยบอกให้เขาไปถามเจ้ามือเอาเอง แล้วชี้ไปที่ชนนีที่เดินตามมาด้านหลัง ก่อนจะขอตัวไปรอที่ร้านไอศกรีม หริพันธ์หันมามองชนนี
“ที่ว่าไอศกรีม...”
“คือ...ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มีอะไรจริงๆค่ะ ยัยต๋อยเขาล้อเล่น เอ่อ หนูขอตัวก่อนนะคะ” แววตากับยิ้มที่สดใสของชนนีทำให้หริพันธ์อดมองตามไม่ได้
ooooooo
อบสวาทชะเง้อคอยาวอยู่หน้าวัง พอเห็นรถของหริพันธ์แล่นมาจอด รีบถลาเข้าไปรับ ด้วยความกลัวว่าเขาจะสนใจพวกนักศึกษาเด็กสาวมากกว่าตัวเองก็เลยแสดงท่าทีหึงหวงจนออกนอกหน้า เขาต้องปรามเอาไว้ เธอรู้สึกตัวรีบขอโทษ หริพันธ์ออกตัวว่าตนเป็นครู ไม่ยุ่งกับนักเรียนของตัวเองอยู่แล้ว
“ได้ยินอย่างนี้พี่ก็สบายใจ” อบสวาทว่าแล้วซบหน้ากับแขนหริพันธ์
จังหวะนั้นชนกขับรถเข้ามา อบสวาทปล่อยแขนที่กอดหริพันธ์แล้วรีบดึงกระเป๋าเอกสารของเขามาถือให้อย่างไม่ค่อยพอใจ ครู่ต่อมา เธอหิ้วกระเป๋าตาม
หริพันธ์มาถึงทางเดินหน้าห้องของเขา ครั้นเห็นปลอดคนก็เข้าไปคลอเคลียโน้มคอจะจูบ แต่ถูกหม่อมชุลีขัดจังหวะเสียก่อน เท่านั้นไม่พอยังถูกท่านไล่ตะเพิดจะไปทำอะไรก็ไปทำ แล้วเรียกหริพันธ์เข้าไปคุยในห้องนอนของท่าน อบสวาทขัดอกขัดใจมากที่ถูกขัดจังหวะอีกครั้งหนึ่ง...
ในเวลาเดียวกัน วรรศิกาได้ยินชนกเล่าเรื่องที่ไปหายอดธิดาให้ลูกน้องฟังก็เศร้ามากเพราะแอบมีใจให้เขา ทนฟังต่อไปไม่ได้หนีไปนั่งทำใจอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ อบสวาทหงุดหงิดมาจากที่โดนทั้งชนกกับหม่อมชุลี ขัดจังหวะ สวีตหวานกับหริพันธ์เห็นวรรศิกานั่งเหม่ออยู่คิดจะใช้เธอเป็นที่ระบายอารมณ์ จึงปรี่เข้าไปหาเรื่อง วรรศิกาปะทะคารมกับอีกฝ่ายพอหอมปากหอมคอแล้วขยับจะไป อบสวาทแค้นที่เธอกล้าเถียงก็เลยผลักตกน้ำ
ชนกอยู่ที่สวนข้างวังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จำได้ว่าเป็นเสียงของยัยผีดิบ รีบวิ่งไปยังต้นเสียง วรรศิกาตะเกียก ตะกายอยู่ในน้ำ พยายามขอร้องให้อบสวาทช่วย แต่เธอกลับยืนเฉย วรรศิกาหมดแรงพยุงตัวต่อไปไม่ไหวค่อยๆจมลงใต้น้ำ โชคดีที่ชนกโดดลงไปช่วยไว้ทัน ด้วยความหวาดกลัวเธอกอดเขาไว้แน่น ชนกว่ายประคองเธอเข้ามาที่ฝั่ง อบสวาทไม่วายปากเสีย
“กอดกันกลมกลางวันแสกๆ หน้าด้านไม่มียางอาย”
“บ้าหรือเปล่าคุณ เขาตกน้ำผมมาช่วย กอดอะไรกัน มีสมองคิดแต่เรื่องอกุศลรึไง”
อบสวาทหน้าตึงทันที รีบดึงแขนวรรศิกาที่หนาวสั่นขึ้นมาบนท่าแล้วหยิกเต็มแรง แถมขู่จะฟ้องหม่อมชุลีว่าเธอไม่สำรวม ชนกเหลืออดสั่งให้หยุดทำร้ายวรรศิกา แล้วต่อว่าอบสวาทที่ไม่ยอมช่วยเหลือทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าเธอกำลังจะจมน้ำ ถ้าเขามาช่วยไม่ทันจะทำอย่างไร
“ก็ตกลงไปเอง อีกอย่างฉันไม่มีปัญญาช่วยหรอก”
วรรศิกาเถียงคอเป็นเอ็นว่าอบสวาทเป็นคนผลักเธอตกน้ำ ฝ่ายหลังท้าทายถ้าตนทำอย่างเธอว่าก็ให้ไปฟ้องหม่อมชุลีได้เลยแล้วเดินสะบัดออกไป ชนกยุให้เธอไปฟ้องโดยอาสาจะเป็นพยานให้ วรรศิการู้แก่ใจดี ฟ้องไปก็เท่านั้นเพราะหม่อมชุลีเชื่อคำพูดของอบสวาทมากกว่าคำพูดของเธอ
ooooooo
อาจารย์ร่วมคณะของหริพันธ์ชวนเขาไปกินข้าวกลางวันด้วยกันแต่เขาปฏิเสธ อ้างมีสอนอีกหนึ่งคาบ ความไม่มีมนุษยสัมพันธ์ของเขาเป็นที่เอือมระอาของเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย...
อารามรีบร้อนจะไปให้ทันเข้าเรียนวิชาวรรณคดีอังกฤษ ชนนีจ้ำพรวดๆไม่ทันมองทางจึงชนเข้ากับหริพันธ์อย่างจัง ทั้งหนังสือทั้งรายงานในมือกระเด็น เขาช่วยเธอเก็บเอกสารที่เกลื่อนพื้น ความใกล้ชิดทำให้เขาได้เห็นแววตาสดใสคู่นั้นของเธออีกครั้ง เริ่มประทับใจโดยไม่รู้ตัว...
ทางฝ่ายหม่อมชุลีหาเรื่องเล่นงานวรรศิกาได้ตลอดเวลา เธอจะเข้าไปเช็ดถูทำความสะอาดโกศใส่อัฐิของท่านพ่อที่ตั้งอยู่ในห้องพระก็ยังโดนขัดขวางแถมด่าว่าให้เจ็บช้ำใจอีกต่างหาก...
ที่ร้านขายเพชร ยอดธิดาเกิดถูกใจสร้อยข้อมือเพชรเส้นหนึ่งเข้าแต่เงินมีไม่พอจ่าย นับว่าโชคยังเข้าข้าง พาทีเศรษฐีบ้านนอกที่รู้จักกันมาเอาเครื่องเพชรให้แม่ของเขาพอดี เธอแกล้งบ่นว่าตัวเองจะมาซื้อสร้อยข้อมือเหมือนกัน แต่ลืมหยิบเงินมา แล้วคืนสร้อยให้เจ้าของร้านอย่างอิดออด พาทีซึ่งชมชอบยอดธิดาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอาสาจะจ่ายให้เอง เธอขอบคุณเขาที่ออกเงินให้ก่อน เดี๋ยวได้เงินจากป๋าแล้วจะเอาไปคืนเขาถึงบ้าน
“ไม่ต้องครับถือเสียว่าเป็นของขวัญจากผม แต่ถ้าคุณยอดแวะไปเที่ยวที่บ้านก็ยินดีต้อนรับเสมอครับ”...
เสี่ยย้งรู้เรื่องที่พาทีซื้อสร้อยข้อมือเพชรให้ยอดธิดาก็ปลื้มปริ่มมากที่ลูกสาวบริหารเสน่ห์เก่ง เมื่อวันก่อนได้สร้อยห้อยจี้เพชรจากเชน วันนี้ได้สร้อยข้อมือเพชรฟรีอีกเส้น ชมเปาะว่าทำดีมาก แต่เตือนว่าถึงมีทางเลือกไว้หลายๆทาง แต่ต้องจับชนกไว้ให้มั่น เธอรับรองว่าเขาไม่มีทางรอดเงื้อมือเธอไปได้...
เจียนและสาเริ่มรู้สึกถึงความเจ้ากี้เจ้าการของอบสวาทและท่าทีที่ดูจะเอาใจหริพันธ์จนออกนอกหน้า...
ระหว่างกินมื้อกลางวันด้วยกันพร้อมหน้าพ่อแม่และน้องโดยมีเจตน์มาร่วมโต๊ะด้วย ชนกไม่วายแขวะไปถึงวรรศิกา เท่าที่นพได้ฟังลูกชายพูดถึงผู้หญิงคนนี้อยู่บ่อยครั้ง ลักษณะท่าทางของเธอน่าจะเหมาะกับเขามากกว่ายอดธิดา ชนกสวนทันทีว่าไม่มีทางเป็นไปได้
“ไม่แน่หรอกค่ะเขาว่าไม่ชอบแบบไหนจะได้แบบนั้น” ชนนีว่าแล้วหัวเราะชอบใจ
“เสียใจ ทฤษฎีนี้ใช้กับพี่ไม่ได้หรอก” ชนกสีหน้ามั่นใจ...
คำพูดของพ่อตอนมื้อกลางวันที่ว่าผู้หญิงแบบ
วรรศิกาน่าจะเหมาะกับเขามากกว่ายอดธิดา ทำให้ชนกเก็บเอามาคิดระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องนอนคนเดียวจนต้องสะบัดศีรษะไล่ความคิดนั้นทิ้ง ปฏิเสธว่าไม่เห็นจะเหมาะกันตรงไหน จังหวะนั้นนพขอเข้ามาคุยด้วย เนื่องจากได้ยินมาว่าธุรกิจของเสี่ยย้งกำลังมีปัญหา
“ไม่น่านะครับ ที่บ้านก็ดูโอเค วันก่อนยอดยังซื้อเครื่องเพชรอยู่เลย คงไม่มีอะไร”
นพนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะบอกว่าท่านอาจจะเข้าใจผิดไปเอง แต่ถึงอย่างไรท่านก็อยากให้ชนกดูให้ดีๆก่อนจะตัดสินใจอะไรเรื่องยอดธิดา ถ้าไม่รีบก็ศึกษากันไปเรื่อยๆก่อน เขาตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้อยากมีสมาธิกับเรื่องงานมากกว่า ฝ่ายหญิงเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเขา เราสองคนคบกันแบบสบายๆไม่ผูกมัดอะไร พ่อไม่ต้องเป็นห่วง แม้ลูกชายจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแต่นพก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี
ooooooo
ค่ำวันเดียวกัน หม่อมชุลีเรียกอบสวาทมาซักถามเรื่องระหว่างวรรศิกากับชนก เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ท่าน้ำ แต่เท่าที่เห็นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษแต่ที่ไม่เห็นก็ไม่อาจจะทราบได้ วรรศิกามักจะหลบไปหลังเรือนครัวบ่อยๆ
“ดีแล้ว นังวรรศิกามันได้เชื้อแม่มาแรงนัก”
“ดีอย่างไรเจ้าคะ ถ้าหญิงวรรทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง คุณอาจะโดนครหานินทาไปด้วย”
“ฉันยอมโดนนินทานิดหน่อยแลกกับการกำจัดเนื้อเน่าออกจากวังอโยธยา ไม่ต้องมีนังลูกไพร่พยานของความใฝ่ต่ำของท่านชายกับความร่านของนังแวว หล่อนว่าดีไหมล่ะ”
อบสวาทถึงบางอ้อทันทีชมเปาะว่าท่านฉลาดหลักแหลมไม่มีเปลี่ยนแปลง...
แทนที่กลับห้องไปนอน อบสวาทแว่บหาหริพันธ์ที่ห้องนอนของเขา กอดเล้าโลมจนเขาเคลิ้มได้ที่
อารมณ์พิศวาทต้องชะงักเมื่อมีเสียงหม่อมชุลีเคาะประตูห้องเรียกให้ลูกชายมาเปิดรับ อบสวาทหน้าตาตื่นรีบคว้าเสื้อคลุมวิ่งไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า อารามรีบร้อนทำกำไลตกพื้น หม่อมชุลีแค่จะมาขอให้หริพันธ์ช่วยไปเร่งงานซ่อมแซมวังให้เสร็จไวๆ เนื่องจากไม่อยากเห็นหน้าชนก แล้วขยับจะไปแต่เหลือบเห็นกำไลของอบสวาท รีบกวาดสายตาไปที่ตู้เสื้อผ้าของลูกชายเห็นชายเสื้อคลุมของหลานสาวตัวแสบแลบออกมา เดาออกว่าเธออยู่ในนั้น
“จะว่าไปชายหริก็ถึงวัยออกเรือนแล้วหากเจอคนชอบพอถูกใจก็บอกแม่ อย่าทำอะไรงุบงิบเงียบๆมันน่าเกลียด แต่อย่าลืมว่าเราเป็นถึงหม่อมราชวงศ์จะคบหากับใครก็ให้เท่าเทียมกันอย่าริเอาพวกต่ำต้อยด้อยราคามาทำเมีย จะขายขี้หน้าเขา ลูกของแม่ต้องได้ดีกว่าบ้านนังชวนชื่น ดีกว่าใครทั้งหมดเข้าใจใช่ไหม”
คำพูดยุแยงของหม่อมชุลีทำให้อบสวาทที่แอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าทั้งหมั่นไส้และเจ็บใจมาก...
หลังจากเสร็จกิจกับหริพันธ์ อบสวาทที่นอนกอดก่ายเขาอยู่บนเตียงบ่นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลว่าฟังที่หม่อมชุลีพูดแล้วไม่ค่อยจะสบายใจเลย เขาปลอบว่าอย่าคิดมาก ท่านไม่รู้เรื่องของเราหรอก อบสวาทแกล้งตีหน้าเศร้า ตัวเองเป็นแค่เมียบ่าว สักวันเขาจะต้องมีครอบครัว ถ้าถึงวันนั้นให้สัญญากับเธอได้ไหมว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน หริพันธ์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะรับปาก อบสวาทซุกหน้ากับอกเขาแล้วทำเสียงออดอ้อน
“จำไว้นะคะ คุณชายเป็นเจ้าชีวิตของพี่ ของอบสวาทคนนี้ ไม่มีใครสำคัญไปกว่าคุณชายอีกแล้ว”
ooooooo
วรรศิกานำของว่างกับน้ำมาวางไว้ให้หัวหน้าคนงานของชนกแล้วหันหลังจะกลับ แต่สะดุดข้าวของที่วางเกะกะทำให้เสียหลักจะล้ม เขาคว้ามือเธอไว้ทันเป็นจังหวะเดียวกับชนกเดินเข้ามาพอดี เห็นเขาประคองเธออยู่ก็โวยวายเสียงลั่น ห้ามทำอะไรรุ่มร่ามแถวนี้ วรรศิการีบแก้ตัวแทนว่าไม่มีอะไรสักหน่อย
“ไม่มีได้ยังไง เขาจับมือคุณอยู่นะ...พี่ทำอย่างนี้กับลูกค้าได้ไง เสียประวัติบริษัทเราหมด” ชนกไม่เปิดโอกาสให้ลูกน้องแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น ไล่ตะเพิดกลับบริษัท วรรศิกาต้องเป็นฝ่ายอธิบายให้เขาเข้าใจว่าไม่มีอะไรจริงๆ หัวหน้าคนงานของเขาแค่ช่วยไม่ให้เธอสะดุดของหกล้มเท่านั้น ชนกขอโทษคนของตัวเองที่เข้าใจผิด แล้วหันกลับมาจะขอโทษวรรศิกาแต่เธอเดินลิ่วออกไปเสียก่อน เขารีบเดินตามจนทันกันบริเวณสวนข้างวัง ตัดพ้อทำไมต้องเดินหนี เธอจะอยู่ให้อายลูกน้องของเขาหรือ อยู่ๆก็โดนเขาต่อว่าทั้งที่ยังไม่ได้ถามอะไรสักคำ
“ผมแค่ไม่อยากให้คุณโดนดุว่าสนิทสนมกับผู้ชายแบบที่หม่อมป้ากับคุณอบชอบว่าบ่อยๆ”
คุณหญิงของวังอโยธยาชินแล้ว ไม่ว่าจะทำตัวแบบไหนหม่อมแม่ก็เล่นงานเธอได้ตลอด ชนกยุให้เข้มแข็งเสียบ้างไม่ใช่หงอแบบนี้ เธอรีบตัดบทถ้าจะมาเทศน์กันเรื่องเดิมๆเธอขอตัวก่อนแล้วขยับจะไป แต่เขาคว้าแขนไว้ เธอไม่ทันระวังตัวเซเข้าไปปะทะกับอกของเขา ต่างฝ่ายต่างอึ้งวรรศิกาได้สติรีบดันตัวออก ทั้งคู่ไม่ทันเห็นอบสวาทแอบมองอยู่ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องหม่อมชุลีหวังจะให้เล่นงานวรรศิกาที่ไปกอดกับผู้ชาย แทนที่จะได้รับคำชมกลับโดนเล่นงานเสียเอง อบสวาทได้แต่เก็บความแค้นเอาไว้ในใจ...
ตกค่ำ ต๋อยชักชวนชนนีให้หนีพ่อแม่มาเปิดหูเปิดตาที่ไนต์คลับ ยอดธิดาบังเอิญมาเที่ยวที่นี่กับเชนเช่นกัน พอเห็นชนนีก็จำได้จากรูปถ่ายที่ชนกเคยให้ดู รีบชวนเชนไปเที่ยวที่อื่น ชนนีเห็นหลังยอดธิดาไวๆไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า ต๋อยหาว่าเธอตาฝาดไปเอง แล้วลากแขนเธอไปนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ
โลกกลมอย่างเหลือเชื่อ หริพันธ์มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่คลับนี้เช่นกัน เพื่อนหญิงคนหนึ่งของเขาชวนไปเต้นรำที่ฟลอร์ เขาจำต้องออกไปเต้นด้วยตามมารยาท ครั้นเพลงจบเธอไม่ยอมให้เขากลับโต๊ะชวนเต้นต่อ
“เดี๋ยวก่อนแล้วกัน ผมขอเข้าห้องน้ำก่อน” หริพันธ์เดินแยกมาด้วยสีหน้าเบื่อๆ...
ทางด้านชนนีออกจากห้องน้ำของไนต์คลับเพียงลำพัง เจอนักเที่ยวกลางคืนจอมหื่นสองคนคิดจะทำ
มิดีมิร้ายช่วยกันจับตัวจะลากเข้าห้องน้ำ เธอพยายามดิ้นหนีพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ แต่โดนหนึ่งในพวกนั้นปิดปากเอาไว้ โชคดีที่หริพันธ์มาช่วยไว้ทัน เล่นงานทั้งคู่จนหนีกระเจิดกระเจิง
ooooooo










