ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ฟิล์ม-ซูซี่ แท็กทีมประชันบู๊ใน "ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู"


เมลดาที่ยังอยู่ในชุดงิ้ววิ่งมาเจอกังฟูนอนสลบอยู่ เธอเรียกเขา พอลืมตากังฟูก็เพ้อเรียก “เหลียนไฉ่หยุน...” เมลดาพยายามประคองกังฟูลุกขึ้น กังฟูก็ยังเพ้อ “ฉันจำเธอได้...”

ไม่เพียงเท่านั้น กังฟูมองหน้าเธอแล้วยิ้มอย่างมีความสุขขณะบอก “ผมรักคุณ” เมลดารู้ว่าเขาเพ้อ บอกอย่าเพิ่งพูดมากแล้วช่วยประคองออกมา แม้จะบาดเจ็บจนช่วยตัวเองไม่ได้แต่เมื่ออยู่ในอ้อมแขนของเมลดา กังฟูก็ยิ้มอย่างมีความสุข

พากลับมาถึงห้องกังฟูตัวร้อนเป็นไฟขึ้นมาอีก กระนั้นก็ยังเพ้อ “รัก...คุณเม...ผมรักคุณ...”

เมลดารู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอตัดสินใจแกะมือกังฟูที่จับมือเธอออกแล้วเดินออกไป กังฟูเอื้อมมือคว้าไว้นิ้วเกี่ยวชายชุดงิ้วตรงกับเมลดาพอดี ดิ้นประดับขาด เมลดาเดินออกไปปิดประตูแล้วพึมพำน้ำตาไหล...

“ขอโทษนะกังฟู ฉันรักนายไม่ได้...” แล้วเดินหายไปในความมืด

คืนเดียวกัน...จางซื่อนั่งที่ร้านอาหารหรู อาเฟยยืนอยู่ข้างๆ จางซื่อเอ่ยขึ้นว่า

“ที่ข้าหวาดกลัวมาตลอดคือ กลัวว่าก่อนตาย

จางเหลียงจะถ่ายทอดลมปราณเคลื่อนตะวันให้ลูกของมัน” อาเฟยบอกว่าตนไม่เคยได้ยินลมปราณเคลื่อนตะวัน “ก่อนหน้านี้ไม่มี หลังจากนี้ก็คงไม่มี เป็นลมปราณที่จางเหลียงคิดค้นขึ้นมาเอง เชื่อว่าไม่มีลมปราณนี้แล้วแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชื่อกังฟูหรือพายุก็ตาม ล้วนไม่มีลมปราณนี้”

“เกี่ยวอะไรกับคนชื่อพายุครับ”

“อั๊วคิดว่าพวกเราอาจจะเข้าใจผิด ลูกของจางเหลียงอาจไม่ใช่กังฟู แต่เป็นพายุคนที่เก่งกว่า เหมยอิงต้องให้จางฟุแก้แค้นให้พ่อมัน ไม่มีทางปล่อยจางฟุโตมาเป็นคนไร้ฝีมือหรอก ข้าว่าเหมยอิงอาจจะรู้ตัวว่าเราตามมาที่โรงงิ้ว เลยแกล้งมองกังฟูเพื่อหลอกเรา แต่ความจริง เด็กกำพร้าที่โตที่โรงงิ้วและเป็นลูกของจางเหลียงก็คือพายุ”

“ถ้าเป็นพายุก็ดี ค่อยฝีมือพอให้ข้าลงมือฆ่ามัน” อาเฟยมองเล็บที่นิ้วทั้งสองข้างของตัวเองอย่างหมายมาด

จางซื่อชำเลืองมองอาเฟยแว่บหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไร

ooooooo

คืนนี้ เมฆากับเมลดาไปทานอาหารที่ร้านหรูแล้วเมฆาก็บอกรักและขอเป็นแฟนกับเธอ เมื่อเมลดาขอเวลาเมฆาอ้อนว่า “คุณเมไม่สงสารหลินหลินเหรอครับ เขาอยากให้คุณเมเป็นแฟนผมมากเลยนะ ไม่เห็นใจผม ก็น่าจะเห็นใจหลินหลิน”

ด้วยการตื๊อของเมฆา เมลดาพยักหน้ารับ เขาจับมือเธอขึ้นจูบอย่างอ่อนโยน“ผมสัญญาว่าจะรักดูแลความรักของเราอย่างดี... ตลอดไป”

“ขอบคุณค่ะ เมก็เช่นกันค่ะ” ทั้งคู่มองกันอย่างมีความสุขกับความรักที่เริ่มต้นใหม่ แต่พอกลับถึงห้องเช่า เมลดาคิดถึงความหลังก็เจ็บปวด เธอพึมพำ “กังฟู ถึงฉันจะไม่ได้รักเมฆาลึกซึ้งมากนัก แต่บาดแผลที่เขาสร้างไว้ให้ฉันมันยังไม่หายดี หัวใจเป็นอวัยวะที่บอบบาง แค่รอยแผลเล็กๆ ก็สร้างความเจ็บร้าวลึกได้เนิ่นนาน” เมลดาลุกขึ้นต่อยเตะไปในอากาศอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด บอกกับตัวเองว่า “ถึงร่างกายฉันจะแข็งแกร่ง แต่หัวใจฉันก็ยังเจ็บปวดอยู่ และ...ฉันจะ... ไม่...รัก...ใครอีกต่อไป!”

ooooooo

กังฟูฟื้นขึ้นมา เขาเดินไปที่โรงงิ้วเจอฮูหยิน สามเฮียกับเมลดากำลังกินข้าวกันอยู่ ฮูหยินถามว่าเมื่อวานหายไปไหน กังฟูบอกว่าไม่สบาย แต่หายดีแล้ว ยิ้มสดใสแล้วจะตีลังกาให้ดู

“พอๆๆ แค่ถามเฉยๆ” เฮียเก้ารีบห้าม กังฟูเดินมาร่วมโต๊ะ ตักข้าวมานั่งกินอย่างหิวโหย เฮียหลอบอกว่ากินช้าๆก็ได้ หิวมาจากไหนกินอย่างกับหมาวัด

“ศิษย์ขออภัย เมื่อวานศิษย์ไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ เมื่อเช้าตื่นมาหิวมาก กินจนของหมดห้อง ศิษย์เลยมาหาของกินต่อที่นี่”

ตลอดเวลาที่กังฟูมา เมลดาไม่สนใจเขาเลยก้มหน้า ก้มตากินเสร็จก็เก็บชามลุกไป ฮูหยินมองกังฟูเปรยขึ้นว่า

“แปลกนะ นี่ถ้าอั๊วไม่รู้มาก่อน มาเห็นแบบนี้คงนึกว่าลื้อฝึกลมปราณสายพิสดารมา” เฮียเฉินถามว่าลมปราณสายพิสดารเป็นยังไง “เป็นลมปราณที่ขาดการสืบทอดไปแล้ว คนที่ฝึกลมปราณแบบนี้เวลาได้รับบาดเจ็บจะนอนจำศีลอยู่ บาดแผลจะหายเร็วมาก แต่พอตื่นมาก็จะกินๆๆๆ เหมือนหมีแบบไอ้กังฟูนี่แหละ”

“อั๊วเคยได้ยินว่ามีคนฝึกลมปราณแบบนี้นี่หว่า ลมปราณของไอ้จาง...” เฮียเก้าพูดไม่ทันจบก็ถูกฮูหยินเอาตะเกียบจิ้มปาก ปรามเสียงเขียวว่า

“บอกว่าหายสาบสูญก็หายสาบสูญสิวะ จะพูดชื่อใครขึ้นมาทำไม!” ฮูหยินถลึงตาใส่ เฮียเก้าเลยเงียบแต่กังฟูตั้งหน้าตั้งตาโซ้ยข้าว แต่ได้ยินอะไรแว่วๆ เลยถาม ถูกฮูหยินตัดบทว่าไม่มีอะไร เดี๋ยวกินข้าวเสร็จให้ไปตามหลินฮุ่ยมา พวกตนจะหางิ้วเรื่องใหม่ให้เล่นกัน

แต่พอกังฟูไปบอกเมลดาที่กำลังเก็บอุปกรณ์และเสื้อผ้างิ้วอยู่ในห้อง เมลดาฟังและถามโดยไม่หันมอง บอกว่ารู้แล้วเดี๋ยวตามไป กังฟูทนไม่ได้ถามว่าโกรธอะไรตนหรือเปล่าท่าทางเธอดูแปลกๆ เมลดาบอกว่าไม่มีอะไร

“ไม่จริงอ่ะ ดูคุณเมินๆ ผม ขนาดตอนนี้ยังไม่หันมาคุยกับผมเลย” เมลดาเลยหันมองแล้วก็สะดุ้งร้องว้าย เมื่อเห็นพุง กังฟูยื่นออกมาราวกับหญิงท้องแปดเดือนถามว่าอะไร

เนี่ย “สงสัยเมื่อกี๊กินเยอะไปหน่อย แหะๆ ดีใจจัง คุณเมหันมาคุยกับผมแล้ว” เมลดาบอกว่าตนเสร็จธุระแล้วไปคุยกับอาจารย์แม่เถอะ แล้วเดินผ่านกังฟูไปอย่างหมางเมิน

กังฟูกลุ้มใจไปปรึกษาเฮียป้อ เฮียป้อคาดว่าน่าจะอยู่ที่คืนสุดท้ายที่กังฟูอยู่กับเมลดา บอกกังฟูเล่าให้ฟัง

“คืออั๊วไม่สบาย พองิ้วเลิกอั๊วก็แอบกลับมาก่อนเจอนักเลงมาหาเรื่อง มันก็ซ้อมอั๊วแล้วก็หนีไป อั๊วก็ล้มลงกองอยู่ข้างทาง แล้วหลินฮุ่ยก็มาเจออั๊ว ประคองอั๊วไปส่งที่ห้อง แล้วเขาบ่นว่าในห้องมันร้อนหรืออะไรนี่แหละ อั๊วจำได้แค่นี้ ที่เหลืออั๊วลืมหมดเลย”

เฮียป้อฟังแล้วบอกว่ามันก็พูดลำบากเหมือนกัน แต่เจ๊ยี้โพล่งแทรกเข้ามาว่า “อั๊วรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

เฮียป้อกับกังฟูหันมองถามว่าเจ๊มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ๊ยี้บอกว่ามาตั้งแต่ก่อนกังฟูมา แล้วฟันธงเรื่องกังฟูว่าปล้ำหลินฮุ่ยเป็นเมียไปแล้ว กังฟูตกใจบอกว่าตนไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เจ๊ยี้ยืนยันว่าประคองกันมาขนาดนั้นเบียดๆสีๆ กันมา รับรองเรียบร้อยกันไปแล้ว

เฮียป้อบอกกังฟูว่า ในฐานะลูกผู้ชายเราควรแสดงความรับผิดชอบ กังฟูฟังแล้วทำหน้าลำบากใจมาก

ooooooo

คืนนี้ กังฟูตัดสินใจไปหาเมลดาที่ห้องเช่าพูดถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน บอกว่าตนจำไม่ชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมลดาถามว่าแล้วไง กังฟูกินปูนร้อนท้องรีบบอกว่าถึงตนจำไม่ได้แต่ก็พร้อมที่จะรับผิดชอบการกระทำของตน

“ไม่ใช่แค่การกระทำ ปากของนายด้วย” เมลดาหมายถึงเขาบอกรักตน กังฟูตกใจถามว่าตนใช้ปากทำอะไรหรือ เมลดากล่าวโทษอีกว่า “จำไม่ได้จริงๆเหรอ ไม่ใช่แค่นั้นนะ ที่ก้นของฉันด้วย”

กังฟูตกใจแทบสิ้นชีวิต รีบขอโทษและขอใช้ความตายชดใช้ความผิด เอาหัวโขกผนังเป็นการใหญ่ เมลดาถามว่าทำอะไรน่ะ

“ผมขอโทษที่ปล้ำคุณ ตอนแรกผมตั้งใจจะแต่งงานชดใช้ความผิด แต่ผมทำเกินเลยไป ผมขอตาย”

จนเมลดาบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลย สบายใจเถิด กังฟูจึงหยุดถามว่าเมื่อคืนตนทำอะไรเธอ... หรือว่า?? เมลดาเลยบอกว่า “นายบอกว่านายรักฉัน” กังฟูยิ้มแป้นถามว่า

“ผมบอกไปแล้วใช่ไหม ความจริงผมก็อยากจะบอกคุณมาสักพักแล้วล่ะ แต่ไม่ได้จังหวะเสียที”

ความลนลานของกังฟูคิดโน่นนี่ไปมากมายสุดท้ายก็คิดว่าเมลดาไม่ได้รักตน จนเมลดาต้องบอกชัดๆว่า

“ฉันไม่ได้บอกว่าฉันไม่รักนาย แต่ฉันยังไม่พร้อมที่จะคิดเรื่องนี้ พ่อฉันถูกฆ่า ฆาตกรยังลอยนวล หลินหลินยังไม่หายดี แล้วฉันก็เพิ่งถูกผู้ชายที่บอกว่ารักฉันทรยศฉันอย่างเจ็บปวด ฉันยังไม่พร้อมที่จะรักใคร”

เมลดาซึ้งใจมากเมื่อกังฟูบอกว่าตนเข้าใจและพร้อมจะเป็นกำลังใจให้เสมออย่างที่ผ่านมา บอกกังฟูตรงๆว่า

“ฉันรู้จักหัวใจตัวเองดี ถ้าไม่มีเรื่องเหล่านี้ เราคงเป็นแฟนกันไปแล้ว”

“ผมเข้าใจครับ แค่นี้ผมก็ปลื้มใจสุดแล้ว คุณเมครับ ผมพร้อมจะทำทุกอย่างให้คุณผ่านพ้นสถานการณ์แย่ๆ เหล่านั้น ขอแค่เห็นคุณมีความสุขผมก็มีความสุขเช่นกัน ความรักของผมไว้ทีหลังเถอะครับ”

“ขอบคุณมาก” เมลดายื่นหน้ามาจูบทีหนึ่ง กังฟู ตะลึงตาโต “มัดจำค่ะ ห้ามคุณไปรักใครจนกว่าฉันจะพร้อม”

“ผมจะเก็บมัดจำคุณไว้ตลอดชีวิตเลยครับ” กังฟูยิ้มเต็มหน้า เมลดายิ้มให้จากหัวใจ

ขณะเมลดาเดินมาส่งกังฟูที่หน้าบ้านเฮียป้อที่เธอเช่าห้องอยู่นั้น กังฟูบอกว่าคนที่ทำร้ายตนวันก่อนคือคนที่จับตัวพ่อเธอไป แต่เขาจำตนไม่ได้เพราะตนยังไม่ได้ลบหน้างิ้วออก เมลดาถามอย่างกังวลว่าแล้วเขารู้ไหมว่าตนกับหลินหลินอยู่ที่นี่

“ผมว่าไม่รู้ แต่เป็นเรื่องบังเอิญ เขามาตามหาคนอีกคนแต่เข้าใจผิดว่าเป็นผม แต่ยังไงก็ตามช่วงนี้คุณต้องระวังตัวหน่อย อาจจะเจอคุณโดยไม่ตั้งใจก็ได้” เมลดาขอบคุณที่บอกให้รู้ตนจะได้ระวังตัวมากขึ้น

ที่ฝั่งตรงข้ามบ้านเฮียป้อ เจ๊ยี้แต่งตัวรัดรึงมาซุ่มดูอยู่ จ้างชายฉกรรจ์สองคนคนละร้อยให้เข้าไปทำร้ายเฮียป้อให้พอเจ็บย้ำว่าอย่าให้หนัก แล้วให้ชายทั้งสองหนีไป

พอชายทั้งสองหนีไปแล้วเจ๊ยี้ทำทีเข้าไปพบเฮียป้อบาดเจ็บอยู่รีบเข้าประคองเบียดๆสีๆ แบบที่กังฟูเล่าให้ฟัง อ่อยเสียจนเฮียป้อเคลิ้มเกือบเสียท่า พอดีสามทุ่มนาฬิกาปลุกดังขึ้น เจ๊ยี้อารมณ์เสีย ถามว่าเฮียตั้งนาฬิกาตอนสามทุ่มทำไม

“วันนี้เขาทรายต่อยตอนสามทุ่ม” แล้วเฮียป้อก็หายแว้บไปเลย เจ๊ยี้หัวเสียบ่นว่าทำไมต้องมาต่อยวันนี้ด้วย... เดินอารมณ์ค้างกลับไป ส่วนเฮียป้อก็หวั่นไหวกลัวตัวเองจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับดอกท้อไม่ได้ เอาปากกาลูกลื่นมาเขียนชื่อ “ดอกท้อ” ไว้ที่ข้อมือ บอกกล่าวกับดอกท้อว่า

“ถ้าลื้อไม่คิดมาก อยากให้อั๊วมีเมียใหม่ ก็บันดาลให้ชื่อลื้อหายไป แต่ถ้าลื้ออยากให้อั๊วรักษาสัญญาอยู่เป็นโสดต่อไปก็ขอให้ชื่อลื้อชัดเจนแจ่มแจ๋วตลอดไป โอเคไหม ตกลงตามนี้นะ”

เสียงหมาหอนดังแว่วมาทันที เฮียป้อมองไปรอบตัวห่อตัวขนลุก

ooooooo

ฮูหยินเขียนบทงิ้วเรื่องใหม่เสร็จแล้วเอามาให้กังฟูท่อง กังฟูบอกว่าบทยาวจัง ฮูหยินบอกว่าสงสัยตรงไหนถามได้เลยเพราะทุกประโยคทุกหน้าอยู่ในหัวตนหมดแล้ว

กังฟูถามว่าถามอะไรก็ได้แน่นะ ฮูหยินบอกว่าถ้าตอบไม่ได้ให้เลิกเรียกฮูหยินได้เลย

“ใครคือจางเหลียงครับ”

ฮูหยินชะงักตาเหลือกถามว่าใครนะ กังฟูบอกว่าจางเหลียง ฮูหยินคว้าบทไปเปิดดูถามว่ามันอยู่หน้าไหน

“ไม่ได้อยู่ในบทหรอกครับ แต่วันก่อนมีคนมาบอกว่าผมคือลูกจางเหลียง จางเหลียงคือพ่อผมจริงหรือเปล่าครับ”

ฮูหยินถามว่าใครเป็นคนพูด กังฟูบอกว่าตน

ไม่รู้จักแต่คนนั้นเรียกตนว่าจางฟุ ฮูหยินทำท่าจะเป็นลม ขึ้นมาทันทีบอกว่าปวดหัวมาก วันนี้พอแค่นี้ให้กังฟูกลับไปก่อน แล้วรีบไล่กังฟูไปเลย พอกังฟูไปแล้วฮูหยินกุมขมับบ่น “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”

ooooooo

ฮูหยินรีบไปเล่าเรื่องคอขาดบาดตายนี้ให้สามเฮียฟัง เฮียเฉินฟันธงว่ายังไงคนนั้นก็ต้องเกี่ยวกับอสูร-เทวาแน่ๆ เรื่องนี้นอกจากพวกเราสี่คนแล้วก็มีอีกคนเดียวที่รู้คือเหมยอิง

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะเอาไงต่อไปดี” ฮูหยินร้อนใจ

“ในเมื่อชะตากรรมของไอ้กังฟูมันตามมาถึงที่นี่ก็ถึงเวลาที่เราต้องบอกความจริงทั้งหมดแล้วปล่อยมันไป”

เฮียเก้าติงว่าบุญคุณและความแค้นในยุทธภพซับซ้อนเกินไป ปล่อยกังฟูไปก็เท่ากับปล่อยไปตาย ถามเฮียเฉินว่าทำใจได้หรือ เฮียเฉินพยักหน้า “ลื้อพูดก็จริง เราเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตัวแค่นี้...ไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก”

“ลูกสาวอั๊วหายตัวไป ก็มีมันนี่แหละที่ช่วยให้อั๊วรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง” เฮียหลอเสริมเศร้าๆ

ฮูหยินติงว่าถ้าเรารั้งกังฟูไว้ความเดือดร้อนก็จะมาถึงตัวเรา เฮียเฉินตบโต๊ะปังประกาศ “อั๊วไม่กลัว” ฮูหยินสวนทันควันว่าไม่กลัวไม่ได้ เฮียเฉินเด็ดขาดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่า “ครั้งที่แล้วอั๊วเชื่อลื้อยอมหนีมาเมืองไทยจะให้หนีอีกเหรอวะ ป้ายเจ็ดผู้กล้า คุณธรรมจะเก็บมันไว้ทำไม เผามันทิ้งไปเถอะ อั๊วจะไม่หนีอีก ถ้ามีเภทภัยเข้ามาหา ลื้อพาบู๊ลิ้มหนีไป อั๊วขอสู้ตาย”

ประกาศกร้าวแล้วเฮียเฉินเดินออกไปเลย ฮูหยินตกใจ ส่วนเฮียหลอกับเฮียเก้าต่างคิดอะไรในใจ สีหน้ากลัดกลุ้ม

ooooooo

คืนนี้ พายุพาเนตรนภาไปกินอาหารขอร้องเธอให้ออกจากไนต์คลับเสีย ยอมรับว่าตนหึง

“พายุคะ มองโลกในแง่ดีเถอะ การที่ฉันได้มาอยู่กับคุณแบบนี้มันคือน้ำครึ่งแก้วจากที่เคยเป็นแก้วเปล่านะคะ” พายุบอกว่าตนต้องการให้เต็มแก้ว เธอถามว่า “คุณเลี้ยงดูฉันไหวหรือ แล้วอีกอย่าง ถ้าฉันลาออกแล้ว เฮียเขารู้เหตุผล เขาจะไล่คุณออกคุณจะเอารายได้จากที่ไหน”

พายุเงียบ เนตรสภาบอกว่าตนดีใจที่เขาหึง แต่ไม่มีประโยชน์หรอก เรารักกันแบบผู้ใหญ่ดีกว่า พายุเงียบกำหมัดแน่นพยายามข่มอารมณ์ตัวเอง

ขณะออกจากร้านนั่นเอง พายุกับเนตรนภาเจอกังฟูขี่จักรยานผ่านมา กังฟูหยุดแซว “ศิษย์พี่...ฮั่นแน่...” พายุตกใจไม่ทันเรียกกังฟูก็ขี่จักรยานผ่านไปแล้ว

พอกลับถึงโรงงิ้ว พายุเดินไปหากังฟูที่กำลังล้างจานชามกองพะเนินอยู่กับบู๊ลิ้ม เขาไล่บู๊ลิ้มให้ออกไปก่อนตนมีเรื่องจะคุยกับกังฟู บู๊ลิ้มกวนประสาทว่าที่นี่บ้านตน ตนอยากอยู่ตรงนี้ พายุโมโหเข้ามาจับคอเสื้อบู๊ลิ้มยกลอยขึ้น กังฟูบอกให้ปล่อย พายุจองหน้าตวาด “กล้าหือกับอั๊วเหรอ” กังฟูหลบตาดุร้ายนั้นบอกว่าศิษย์น้องไม่กล้า แต่ก็ยังถูกพายุตบหน้าฉาดหนึ่ง กังฟูหลบทันแต่กำหมัดซัดไปโดยอัตโนมัติดีแต่หยุดก่อนถึงหน้าพายุ แต่ก็ถูกพายุหาว่าอยากลองดีใช่ไหม ตบกังฟูอีกผัวะ

บู๊ลิ้มรีบมาขวางยอมออกไปจากตรงนั้น พายุย่างสามขุมเข้าหากังฟูถามว่าเมื่อกี๊เห็นตนกับผู้หญิง รู้ใช่ไหมว่าเธอทำงานที่ไนต์คลับเฮียติงลี่ สั่งเหี้ยมว่า

“ฟังให้ดีนะ เรื่องที่ลื้อเห็นอั๊วกับผู้หญิงนั่นห้ามบอกเฮียติงลี่เด็ดขาด ถ้าปากโป้งจะเจ็บตัว เจ็บหนักด้วยจะบอกให้”

พายุตบหน้ากังฟูอีกฉาด คราวนี้ถึงกับเลือดไหลออกจากมุมปาก กังฟูเจ็บจนไม่รู้ตัวก้มหน้าก้มตาล้างชามต่อไป

ล้างจานชามเสร็จเดินออกมาเจอเมลดายืนอยู่บ่นว่าหิวจัง เห็นปากกังฟูเลือดไหล ถามว่าไปโดนอะไรมา

กังฟูจึงเล่าให้ฟังว่าถูกพายุตบ บอกว่าเมื่อกี๊เห็นพี่สาวเธออยู่กับเขาด้วย เมลดาถามว่าเขารู้จักกันได้อย่างไร

“คงรู้จักกันที่ไนต์คลับของเฮียติงลี่น่ะครับ แต่คุณอย่าไปบอกเฮียติงลี่นะครับ” เมลดาถามว่าทำไม “พี่สาวคุณเป็นผู้หญิงของเฮียติงลี่ แต่การที่ศิษย์พี่ขู่ผมไม่ให้บอกเฮียติงลี่ก็แปลว่าสองคนนั้น คงมีอะไรกันแน่ๆ”

เมลดาเป็นห่วงเนตรนภาชวนกังฟูไปด้วยกัน ตนอยากไปเตือนเพราะรู้ว่าผู้ชายอย่างพายุนั้นอันตรายจะทำให้เนตรนภาเสียใจแน่ๆ

แต่พอไปเจอกัน กลับถูกเนตรนภาบอกว่าไม่อยากรับรู้และไม่อยากเห็นหน้าเธออีกไล่ไปให้พ้นแล้วเดินหนีไปเลย

กังฟูซุ่มดูอยู่ เดินออกมาหาเมลดาด้วยความเห็นใจ เธอบอกกังฟูด้วยเสียงสั่นเครือว่า

“ตอนแรกที่พายุตบหน้าคุณ ฉันว่าแย่แล้วนะ แต่ตอนนี้ถ้าเนตรเค้าตบหน้าฉันบ้าง ฉันยังรู้สึกดีกว่าเขาเดินไปเฉยๆแบบนี้” กังฟูถามว่าที่เธอจะเตือนเลยยังไม่ได้เตือน? “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะต้องเสียใจแน่ๆ”

“ใช่...เนตรจะต้องเสียใจ”

“เปล่า...ผมหมายถึงพ่อคุณ พี่น้องเกลียดกันเอง คนที่เสียใจที่สุดคือพ่อแม่”

เมลดาฟังแล้วอึ้ง

ooooooo

คืนนี้ติงลี่แปลกใจไม่เห็นเนตรนภามาร้องเพลง พนักงานบอกว่าพักนี้เธอมาบ้างไม่มาบ้าง ก็พอดีพนักงานเอาโทรศัพท์มาให้บอกว่าจากพนักงานที่อพาร์ตเมนต์ ติงลี่รับไปฟังแล้วถามตาวาวด้วยความโกรธว่า

“อะไรนะ! ขึ้นห้องเลยเหรอ หน้าตามันเป็นยังไงวะ”

ดังนั้น เมื่อพายุมาทำงานที่ไนต์คลับ พนักงานที่รออยู่แล้วรีบมาบอกว่าเฮียเชิญพบที่ห้องมุกมังกร พายุรีบขึ้นไปพบ

ติงลี่บอกให้นั่งก่อน แล้วเอาตะเกียบคีบหอยทอดเคี้ยวสองสามทีแล้วเอาออกจากปากน้ำลายยืดยื่นให้พายุกิน พายุอึกอักถูกติงลี่คาดคั้นให้กิน แล้วเอาหอยทอดชิ้นนั้นเข้าปากเคี้ยวแล้วยื่นให้พายุกินอีก เห็นพายุอึกอักก็ขว้างตะเกียบใส่

“เป็นไง ทีงี้แดกไม่ลง แล้วผู้หญิงของอั๊วทำไมลื้อแดกลง หา!” พายุตกใจหน้าซีด “พายุ! อั๊วจะสอนลื้อนะ คนอย่างอั๊วไม่ถือความรู้ ไม่ถือมารยาท ใครไม่เรียนหนังสือ พูดจาไม่เพราะก็ทำงานกับอั๊วได้ อั๊วถือสาอยู่สามเรื่อง อันดับหนึ่งกตัญญู คนไม่กตัญญูก็ไม่ใช่คน สองคนมีคุณธรรมน้ำมิตร สามฝีมือต้องเป็นคนเก่ง ลื้อเป็นคนเก่ง แต่ถ้าลื้อทรยศเพื่อน อกตัญญู ลื้อไสหัวออกไปจากที่นี่ได้เลย”

พายุสารภาพว่าตนผิดไปแล้ว อ้อนวอนให้โอกาสตนแก้ตัวอีกครั้ง ติงลี่ถือว่าพายุเคยช่วยชีวิตตนไว้จึงให้โอกาสหวังว่าจะไม่พลาดอีก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าตนไร้น้ำใจ พายุก้มกราบติงลี่

“รู้สำนึกก็ดี แต่ทำผิดแล้วก็ต้องถูกลงโทษ พายุ อั๊วปลดลื้อแล้ว ลื้อไม่ใช่รองหัวหน้าอีกต่อไป ออกไปได้แล้ว”

พายุร้องไห้ขอให้สงสารตนเถิด ถูกติงลี่เยาะเย้ยว่า

“นักเลงที่ไหนวะร้องไห้ ทุเรศลูกตาจริงๆ ถ้าลื้อไม่ออกไปอั๊วจะไล่ออกจากแก๊งเดี๋ยวนี้”

“ครับๆ ผมไม่ร้องแล้วครับ” พายุสะอื้นเดินถอยหลังออกไปจากห้อง พอพ้นห้องก็คำราม “อย่าให้ถึงทีอั๊วบ้างก็แล้วกันไอ้ติงลี่...” แล้วฉุกคิดว่า “ติงลี่รู้เรื่องเนตรนภาได้ไงวะ หรือว่า...ไอ้กังฟู” พายุจิกตาแค้นขึ้นมาทันที
ooooooo

คืนนี้ ขณะกังฟูกำลังเดินกลับที่พักก็ถูกคนชุดดำรูปร่างล่ำบึ้กเข้าโจมตี กังฟูต่อสู้อย่างมีสติแก้เกม ได้ทุกครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกเล่นงานจนแทบสลบ กังฟูท้าว่าแน่จริงให้ถอดหน้ากากออกจะได้ลงมือคล่องขึ้น คนชุดดำส่ายหน้า กังฟูเลยโพล่งไปว่า “ผมจำคุณได้ คุณเม”

เป็นเมลดาจริงๆ เธอถามว่าทำไมจำได้ตนอุตส่าห์แต่งเสียล่ำบึ้กแล้ว กังฟูบอกว่าตนจมูกดี เมลดาคาดคั้นจนเขายอมรับว่า จำมวยพหุยุทธได้ แม้เธอจะไม่ได้ใช้ท่าเดิมแต่แนวทางมันใช่ ตนเลยดูออก

“พอคุณใช้ครั้งนึงผมก็จำท่าได้แล้ว แล้วก็นึกภาพในหัวว่าต้องแก้ยังไง”

“รู้ตัวไหมว่านายเก่งมากเลยนะ ฉันนึกว่าจะใช้มวยพหุยุทธล้างแค้นให้พ่อฉัน แต่เอาเข้าจริงๆยังสู้นายไม่ได้เลยอย่าว่าแต่จะไปสู้กับมิเชล” กังฟูบอกว่ามวยพหุยุทธร้ายกาจมากแต่เธอยังไม่ชำนาญต่างหาก ถ้าเธอฝึกจนแตกฉานเชื่อว่าเธอสู้มิเชลได้แน่ เมลดาบ่นว่าไม่รู้จะต้องฝึกอีกกี่สิบปี “คงไม่นานขนาดนั้นหรอกครับ มา ผมจะช่วยคุณเอง”

กังฟูทั้งเป็นคู่ซ้อมและให้คำแนะนำ จนถูกเมลดาจับทุ่มกลิ้งไม่เป็นท่า พอลุกได้กังฟูยกนิ้วชม “เยี่ยม!”

ooooooo

ทั้งสองซ้อมกันอย่างหนักหน่วงรุนแรง เมลดารับได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่กังฟูก็ฝึกกันจนเมลดาทำได้

ระหว่างนั่งพัก กังฟูเอาตำรามาอ่านและทำตามแต่ต่อมาก็เริ่มพลิกแพลงจนเมลดาทักว่าท่าของเขาดูแปลกๆ

“ผมลองเอามาผสมกับมวยแปดทิศดูน่ะครับ”

เมื่อนำมวยพหุยุทธกับมวยแปดทิศประยุกต์เข้าด้วยกันแล้ว กังฟูเรียกเมลดามาลองซ้อมดู เขาตั้งท่าเท่ ตะโกน

“แปดทิศพหุยุทธ”

แต่พอประลองกันจริงๆ กังฟูถูกเมลดาต่อยหน้า เต็มๆจนเลือดกำเดาทะลัก เมลดาตกใจเข้ามาดูถามว่า เป็นไรรึเปล่า กังฟูตอบว่าไม่เป็นไรทั้งที่เลือดกำเดาไหลโกรก บอกว่าเมื่อกี๊ยังไม่คุ้นเพราะเพิ่งคิดท่าได้ ให้ลองใหม่อีกที แต่ก็ถูกเมลดาเตะก้านคอเซแซดแทบจะล้มทั้งยืน

“ผมรู้แล้ว มันไม่ใช่แปดทิศพหุยุทธ ผมเรียงผิด” พอเมลดาบุกอีกที กังฟูตะโกน “พหุยุทธแปดทิศ” แต่ก็ถูกเมลดาเอาศอกสับกลางหัวทรุดฮวบกลางอากาศ กระนั้นกังฟูก็ยังขออีกที บอกว่า “เกือบได้แล้ว อีกนิดเดียว”

แม้จะยังไม่สำเร็จ แต่กังฟูสรุปบทเรียน บอกเมลดาว่า รู้แล้วว่าพลาดตรงไหน ขออีกที เตือนเธอว่า

“คุณเมต้องระวังนะครับ พอผมเจอทางแล้วปล่อยออกมามันจะเหมือนระเบิดเลย” แล้วตะโกน “พหุยุทธ แปด...แปด...หกสิบสี่ทิศศศศ” แล้ววาดมือท่วงท่าสง่างาม

เมลดาพุ่งเข้าถีบกลางหน้ากังฟูเต็มฝ่าเท้า กังฟูล้มทั้งยืนหงายผลึ่งไม่เป็นท่า

พอเลิกซ้อมก็พากันไปกินอาหารทะเล เมลดาถามว่าไหวไหม กังฟูส่ายหน้าบอกอีกยกเดียวตนตายแน่ๆ เมลดาบ่นเสียดาย ตนนึกว่าเขาผสมผสานการต่อสู้สองแบบจนกลายเป็นวิชาใหม่ได้แล้ว

“มันคงฝืนธรรมชาติไปมังครับ มวยไทยมวยจีนคงมีพื้นฐานต่างกันมากเกินไป”

“เอาเหอะ ฉันก็ฝึกมวยไทยต่อ ส่วนนายก็ฝึกมวยจีนของนายต่อไปแล้วกัน” กังฟูถามว่าวันนี้อยากกินอาหารทะเลหรือถึงมาร้านนี้ เมลดาบอกว่า อาหารจีนเขาก็ลามก เปลี่ยนเป็นอาหารไทยเขาก็ลามกอีก ลองเปลี่ยนเป็นอาหารทะเลดู พอดีบริกรเอาเมนูมาให้ กังฟูรับไปดูแล้วยิ้มทะเล้น ยื่นให้เมลดาดูอาหารแนะนำเดือนนี้ พลางอ่านให้ฟัง

“สดจากชลบุรี หอยนมสาวยำมะม่วง พิเศษจากฮ่องกง ปลากะจู๋ แล้วก็ไข่แมงดาผัดผงกะหรี่ เออ...ผมว่าคุณเมเลือกร้านผิดแล้วล่ะ ถ้าคุณเมไม่ชอบก็ย้ายร้านดีกว่าครับ”

“ไม่เป็นไร มากับนายก็เป็นอย่างนี้ทุกที ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว สั่งมาให้หมดเลย ไข่แมงดา หอยนมสาว ปลากะจู๋ แล้วก็ขนไข่ปู”

“ปูขนไข่ครับ เอ๊ย...ปูไข่ขน...เอ๊ย...ไข่-ปูขน โอย...กว่าจะเรียกถูก”

เมลดาหัวเราะความทะเล้นหน้าเป็นของกังฟู กังฟูเองก็หัวเราะที่ทำให้เมลดาผ่อนคลายหัวเราะออกมาได้

ooooooo

คืนนี้ สันต์นำรายละเอียดของเฮียสามที่ปรึกษาของติงลี่กับพายุมาให้เมฆาที่คฤหาสน์ มิเชลชี้ที่รูปพายุบอกเมฆาว่า

“ฉันจำผู้ชายคนนี้ได้ ฉันเคยสู้กับเขา ฝีมือเขาดีมาก” เมฆาถามว่าสู้กับคนนี้หรือ? “เรื่องมันยาวเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” เมฆาจึงอ่านประวัติของทั้งสอง

“เฮียสามผ่านโลกมามาก สุขุม รู้อะไรควรไม่ควร ขณะที่พายุเป็นเด็กหนุ่ม มีความทะเยอทะยาน โลภมาก หลงผู้หญิง หยิ่งจองหองหลงตัวเอง คนแบบนี้เหมาะสมมากที่จะเป็นหนอนบ่อนไส้”

“แต่อาจารย์อาจจะอยากฆ่าคนคนนี้”

“เล่ามาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”

คืนเดียวกัน เมฆาเอาแฟ้มประวัติพายุไปยื่นให้จางซื่อดูที่ร้านอาหารหรู จางซื่ออ่านแล้วหัวเราะเบาๆ บอกว่าสมกับเป็นลูกจางเหลียงเลวเหมือนพ่อมันไม่มีผิด เมฆาถามว่า ถ้าเป็นลูกศัตรูเราก็ต้องฆ่าใช่ไหม

“ฉันจะฆ่ามันเพราะกลัวมันจะล้างแค้นให้พ่อมัน แต่เท่าที่เห็นฝีมือมันดีก็จริงแต่เทียบพ่อมันไม่ได้เลย แถมนิสัยชั่วช้าแบบนี้ เราให้มันไปทำงานที่เราไม่อยากทำจะดีกว่า...ไม่ต้องฆ่ามันหรอก”

“งั้นผมจะใช้มันทรยศติงลี่เพื่อที่เราจะได้เข้าไปแทนที่ได้”

“ดีมาก จัดการได้เลย” จางซื่อดูรูปพายุอีกครั้งแล้วยิ้มเยาะ จากนั้นเขาไปหาเหมยอิงที่คฤหาสน์หรู

บอกว่ามาลาเพราะเสร็จธุระที่กรุงเทพฯแล้ว เหมยอิงบอกว่า เรื่องของเขาตนไม่สนใจ จางซื่อถามเยาะว่าแน่ใจหรือว่าธุระของตนไม่เกี่ยวกับจางฟุ

เหมยอิงตกใจแต่ทำใจดีสู้เสือยืนยันว่าจางฟุตายไปแล้ว จางซื่อดักคอว่างั้นตนอาจเข้าใจผิดที่ไปเจอจางฟุที่โรงงิ้วฟ้าดิน คราวนี้เหมยอิงถึงกับซีด แม้จะทำเป็นไม่รู้เรื่อง ถูกจางซื่อขู่ว่า ถ้าเธอไม่รู้เรื่องตนฆ่าจางฟุเธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม

เหมยอิงถูกต้อนจนยอมรับว่าจางฟุอยู่ที่โรงงิ้ว อ้อนวอนจางซื่ออย่าฆ่าจางฟุเลย จางซื่อถามว่าจางฟุรู้จักเธอไหม เธอบอกว่าไม่รู้จัก ตนไปแอบดูจางฟุปีละครั้งเท่านั้น อ้อนวอนจางซื่ออย่าทำอะไรจางฟุเลย เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร

“เรื่องของจางฟุ ฉันจะให้เมฆาจัดการ” จางซื่อบอกแล้วเดินออกไปเลย

เมื่อเหมยอิงพบเมฆาก็อ้อนวอนเขาให้ปล่อยจางฟุไปเถิดจางฟุเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเขา อย่าทำร้ายจางฟุเลย เหมยอิงอ้อนวอนจนเมฆารำคาญบอกว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ยังไงผมก็ไม่ให้ไอ้พายุมันตายหรอก”

เหมยอิงจึงรู้ว่าพายุกับจางซื่อดูคนผิด เก็บงำความรู้สึกไว้แต่ก็สงสัยว่าพายุคือใคร ถามสวยว่ารู้จักไหม

“พายุเป็นลูกบุญธรรมคนโตของบ้านงิ้ว อายุไล่เลี่ยกับกังฟูมาก เป็นคนฉลาดไปเรียนต่อเมืองนอกเพิ่งกลับมา”

เหมยอิงถามว่าทำไมสวยรู้ประวัติเขาละเอียดจัง สวยบอกว่าเวลาไปดูงิ้วก็คุยกับคนโน้นคนนี้เลยรู้ เหมยอิงย้ำกับสวยว่า

“เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าเพิ่งแสดงพิรุธอะไรออกไปนะ”

ooooooo

คืนหนึ่ง จางซื่อฝันถึงวันที่จางเหลียงสอนกระบี่พิชิตมารให้ตน ในฝันเห็นจางเหลียงเหลียงเป็นกังฟู พอตื่นก็ไปถามหมอดูว่าคนที่ตนเห็นในฝันเป็นลูกของจางเหลียงหรือเปล่า

หมอดูพูดถึงสาเหตุแห่งการฝันว่าร่างกายไม่ปกติก็ฝันได้ หรือบางทีอาจจะเป็นลางบอกเหตุหรือตัวเขาฟุ้งซ่านเอง เพราะใครๆก็ฝันได้ แต่ไม่ใช่ทุกฝันที่ควรจะใส่ใจ

“แต่ถ้ามันเป็นฝันบอกเหตุล่ะ มันแปลว่าอะไร คนที่อั๊วเห็นในฝันหมายความว่ายังไง” จางซื่อยังกังวล

“มันไม่เป็นเพียงลูกจางเหลียง มันจะยิ่งใหญ่กว่าจางเหลียงอีกด้วย” จางซื่อถามว่ามันจะฆ่าตนไหม “ลิขิตสวรรค์ บอกไม่ได้” หมอดูตอบ รับเงินแล้วกลับไป

จางซื่อสั่งอาเฟยให้โทรหามิเชลทันที บอกว่ากังฟูอาจจะแกล้งทำเป็นไร้ฝีมือ ให้เธอไปบีบกังฟูให้แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมา มิเชลบอกว่าถ้ามันไม่มีฝีมือตนอาจพลั้งมือฆ่าเลยก็ได้ จางเหลียงย้ำว่าถ้าเผลอฆ่าก็อย่าทิ้งหลักฐานไว้ก็แล้วกัน

เฮียหลอเดินหากังฟูมาเจอเมลดา เธอบอกว่าเพิ่งแยกกันเมื่อกี๊นี้เอง กังฟูเดินกลับไปอีกทาง

ในตรอกมืดที่กังฟูเดินผ่าน เจอมิเชลออกมายืนขวางถามว่า “กังฟูใช่ไหม” กังฟูจำได้ว่าเธอคือผู้หญิงเมื่อวันก่อน เธอบอกว่าตนชื่อมิเชล ทักว่าวันนี้เขาไม่ได้แต่งงิ้ว ขอดูหน้าชัดๆ หน่อย กังฟูไม่ยอมให้ดู

“ไม่ดูก็ไม่ดู ฟังให้ดีนะ ที่ฉันยอมบอกชื่อให้คุณรู้เพราะฉันกำลังจะฆ่าคุณ แต่ฉันจะไม่ใช้อาวุธ ใช้แค่หมัดกับเท้า เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่สู้ คุณก็ตาย” กังฟูถามว่าจะฆ่าตนเรื่องอะไร “แค่คุณชื่อกังฟู นั่นก็เป็นเหตุผลแล้ว”

มิเชลตั้งท่าเตรียมบุก กังฟูตั้งท่ารับ ตะโกน “มวยแปดทิศ” มิเชลฟังแล้วแค่นหัวเราะบุกเข้าไป กังฟูเอียงหน้าไม่ให้เห็นหน้าตรงๆ บอกว่านี่คือมวยแปดทิศหันหลัง ใช้สะโพกช่วยจู่โจมแล้วต่อยสวนออกไป

แต่การต่อสู้ของกังฟูเหมือนคนไม่มีแรง ถูกมิเชลฟาดฝ่ามือใส่จนล้มกลิ้ง ถูกมิเชลหัวเราะเยาะก็ยอมรับว่าตนเพิ่งท้องเสียมาเลยหมดแรง

ทันใดนั้นเฮียหลอที่มาตามกังฟูกระโดดเข้าขวางกังฟูไว้ มิเชลถามว่าเขาเป็นใคร เฮียหลอบอกว่าเป็นอาจารย์ของมัน

“จะมาช่วยมันหรือ...งั้นก็ตายทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์เลยแล้วกัน” แล้วมิเชลก็หัวเราะเมื่อเห็นท่ามวยพิลึกกึกกือของเฮียหลอบอกว่านี่ของจริงนะไม่ใช่เล่นงิ้ว ถูกเฮียหลอปรามาสว่าเธอยังห่างไกลจากของจริงอยู่หลายลี้ “งั้นคอยดูแล้วกันตาแก่”

เฮียหลอตั้งรับสบายๆ แต่ฟาดมิเชลที่บุกมาล้มกลิ้งไป เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ทำเอามิเชลถอยกรูดแต่ยังคิดสู้เฮียหลอเขม้นมองมิเชลถามว่าตนเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า มิเชลบอกว่าไม่เคย แล้วบุกเข้ามาอีก ถูกเฮียหลอเตะพลั่กเลือดไหลมุมปากทันที มิเชลรู้ว่าสู้เฮียหลอไม่ได้ถามว่า “แกชื่ออะไร” เฮียหลอบอกว่า ชอลิ้วเฮียง เลยถูกด่าไอ้แก่อย่ามุกมาก จ้องหน้าเฮียหลอถามชื่ออีก เฮียหลอให้เธอบอกก่อนแล้วตนจะบอก มิเชลขยี้เท้าแล้วหายไปในซอกมืด

มิเชลโทร.ไปรายงานจางซื่อว่ามีคนมาช่วยกังฟูเลยรอด จางซื่อถามว่ามันเก่งกว่าเธอหรือ แล้วกังฟูล่ะ

“ถ้าไม่มีคนมาช่วย ศิษย์ฆ่ามันได้แน่” จางซื่อถามว่าทำไมเธอถึงมั่นใจ “ฝีมือมันอ่อนมาก ป้องกันตัวไม่ได้เลย ครั้งที่แล้วเป็นยังไงครั้งนี้ก็อย่างนั้น ถ้ามันเก่งจริงอย่างที่อาจารย์สงสัยคงไม่ต้องให้คนอื่นมาช่วยแบบนี้หรอก”

“ตกลงฉันเชื่อเธอ” มิเชลถามว่าจะให้ฆ่ากังฟูอีกทีไหม “ตอนนี้ยังไม่จำเป็น ขอบใจมาก” ท่าทางจางซื่อผ่อนคลายลง

ooooooo

สามเฮียกับฮูหยินนั่งคุยกันที่โรงงิ้ว เฮียหลอบอกว่าถ้าตนไม่ไปช่วยกังฟูตายแน่เพราะท้องเสียไม่มีแรง แต่ตนยืนดูกังฟูมาพักหนึ่งแล้ว ถ้ากังฟูมีแรง ผู้หญิงคนนั้นต้องแพ้ ที่กังฟูใช้คือมวยแปดทิศแต่จู่โจมเข้าจุดตายผู้หญิงได้ทุกครั้ง

เฮียเก้าไม่เชื่อ ถามว่ามวยแปดทิศจะไปสู้ใครได้ เฮียหลอบอกว่าตอนตนไปถึงผู้หญิงคนนั้นใช้ท่ากระเรียนจิกปลา เฮียเก้าบอกว่านั่นคือมวยของอสูรเทวาจริงๆ

เฮียหลอให้เฮียเก้าตั้งท่ากระเรียนจิกปลา แล้วตัวเองต่อยสวนโดนสีข้างเฮียเก้า สองเฮียร้องพร้อมกันว่าหมัดแปดทิศจริงๆด้วย เฮียหลอบอกว่าผู้หญิงคนนั้นยังจู่โจมด้วยท่าแม่ทัพโบกธง เฮียเก้าบอกว่านี่ก็ท่ามวยอสูรเทวา แล้วเฮียหลอก็แสดงให้ดู จนฮูหยินกับสองเฮียตะลึง ฮูหยินบอกว่าถ้าไม่เห็นกับตาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหมัดแปดทิศทำลายมวยอสูรเทวาได้

“กังฟู...จางฟุ...ลูกพยัคฆ์ถึงเราจะเลี้ยงมันให้เป็นสุนัขสุดท้ายมันก็ยังเป็นพยัคฆ์อยู่ดี” เฮียหลอรำพึง ฮูหยินถามว่าแล้ว ใครสอนหมัดแปดทิศให้กังฟู เฮียเก้าพูดกลบเกลื่อนว่าหมัดพื้นฐานแบบนี้ใครๆ ก็สอนได้

“ยังดีที่มันเป็นแค่หมัดแปดทิศนี่ถ้ามีวิชาลมปราณด้วยละก็...” อูหยินทำหน้าสยอง เฮียเฉินหัวเราะแหะๆ รับว่าตนเป็นคนสอนลมปราณลิ้นมังกรกับลมปราณ

หงส์แดงให้กังฟูด้วย “อะไรวะ แล้วไอ้กังฟูมันไม่เป็นบ้าได้ไง ลมปราณหยินหยางอยู่ด้วยกันแบบนี้”

“ไม่ใช่แค่นี้นะ จำตอนที่มันบอกว่ามันไม่สบายแล้วหายเองได้ไหม ไอ้เก้ายังทักเลยว่ามันเหมือนลมปราณของจางเหลียง” เฮียหลอถาม

เฮียเก้าสงสัยว่าก่อนตายจางเหลียงคงถ่ายทอดลมปราณเคลื่อนตะวันให้กังฟู เฮียหลอติงว่าตอนนั้นกังฟูยังเป็นทารกอย่างมากก็ถ่ายทอดได้ครึ่งเดียว นึกได้ว่า อย่างนี้เองตอนพวกเราถ่ายทอดลมปราณให้จึงไม่เจอลมปราณเคลื่อนตะวัน

“แปลว่า ตอนนี้ในตัวมันมีทั้งลมปราณลิ้นมังกร ลมปราณหงส์แดงและลมปราณเคลื่อนตะวันครึ่งหนึ่ง” เฮียเฉินเอ่ย ฮูหยินถึงกับยกมือตบหน้าผากตัวเอง พึมพำอย่างกังวล หนักใจ...

“อั๊วไม่รู้ล่ะ...”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"น้ำหวาน" เครียดดราม่าหนัก บท พนักงานเคลมประกัน ทำพิษ

"น้ำหวาน" เครียดดราม่าหนัก บท พนักงานเคลมประกัน ทำพิษ
27 ม.ค. 2563
17:20 น.