ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ฟิล์ม-ซูซี่ แท็กทีมประชันบู๊ใน "ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู"

ด้ายที่ผูกข้อมือกังฟูเชื่อมไปยังหลินหลินสะบัดไปมาเหมือนงู คลื่นพลังพุ่งไปหาหลินหลิน มิเชลชะงัก แต่พอจะกดฝ่ามือลงไป ร่างหลินหลินก็พุ่งขึ้นหลุดจากเงื้อมมือมิเชล

มิเชลไม่ยอม กระโดดตาม หลินหลินก็พุ่งหลบไป มิเชลโกรธจัดแผดเสียงลั่นแล้วกระโดดถีบหลินหลิน กังฟูยกฝ่ามือขึ้นร่างหลินหลินพุ่งกลับมาทางกังฟู มิเชลที่กระโดดอยู่กลางอากาศหมดแรงหล่นตุ้บลงมา

ทันทีที่กังฟูยกแขนรอรับหลินหลิน ด้ายที่มัดตัวหลินหลินก็หลุด ร่างหลินหลินพุ่งผ่านมือกังฟูไป กังฟูตาเหลือกไล่ตะครุบแต่ไม่ทัน ร่างหลินหลินหล่นตุ้บลงมากลิ้งหลุนๆไปหลายรอบ

“ตายแล้ว ซวยๆๆ” กังฟูกระโดดไปตะครุบร่างหลินหลินไว้ถาม “หลินหลิน เป็นอะไรไหม”

“โอ๊ย...เจ็บ...” หลินหลินฟื้นขึ้นมาครางเบาๆแล้วหมดสติไปอีก

มิเชลตะโกน “ฆ่ามัน!” พวกลูกน้องก็กรูกันเข้าหากังฟู มิเชลเองก็กระโดดแซงลูกน้องเข้าหากังฟู กังฟูสะบัดฝ่ามือด้ายหลุดพุ่งเข้าพันขามิเชล อีกปลายที่เคยมัดหลินหลินก็สะบัดไปพันกับเสา กลายเป็นมิเชลถูกล่ามไว้กับเสาไปทันที

กังฟูอาศัยจังหวะนั้นอุ้มหลินหลินวิ่งหนีหายไป มิเชลหยิบปืนลูกน้องวิ่งตามไป เจอรถคันหนึ่งขับสวนมา กังฟูยิ้มแหยๆ พูดลอยๆ “ขอโทษนะครับที่ต้องสู้กับผู้หญิง”

มิเชลวิ่งไล่ยิงตามหลังรถจนหมดแม็กแต่ไม่ถูกเธอเขวี้ยงปืนทิ้งอย่างหัวเสีย

ในรถคันนั้น เนตรเป็นคนขับ มีทั้งชนะ เมลดา กังฟูและหลินหลินอยู่ในนั้น อาการของชนะไม่ดี เนตรจึงขับไปโรงพยาบาลทันที ไปถึงโรงพยาบาลกังฟูบอกเมลดาให้ไปดูแลพ่อ ตนจะอยู่ดูแลหลินหลินเอง

ชนะถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินทันที ไม่นานหมอก็ออกมาบอกเนตรกับเมลดาว่าคนเจ็บเสียชีวิตแล้ว เนตรหน้าซีดเผือดบอกหมอว่า “แต่หมอที่รักษาพ่อฉันบอกว่า คุณพ่อกำลังจะหาย”

“คุณพ่อคุณไม่ได้เสียด้วยโรคมะเร็ง แต่เขาถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนร่างกายทนไม่ไหวครับ อวัยวะภายในบอบช้ำเสียเลือดจำนวนมาก”

เนตรเสียใจมาก โทษเมลดาว่าไปมีเรื่องกับคนอื่นเป็นตัวกาลีพาพวกมันมาหาพ่อทำให้พ่อตาย ระเบิดอารมณ์ใส่

“ฉันเกลียดแก พ่อตายเพราะแก แกไปเสียไปไกลๆ เดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากเห็นหน้าแกอีก ไป!!” เมลดายืนร้องไห้ก็ถูกเนตรตบหน้าทรุดลงไปแล้วจะตามไปซ้ำอีกจนพยาบาลต้องเข้าห้าม เนตรทั้งด่าทั้งไล่ เมลดาลุกขึ้นกราบแทบเท้าศพชนะ เดินหน้าร้องไห้ออกไป ก็ยังถูกเนตรด่าตามหลัง “แกไม่ใช่ลูกพ่อ ไม่ใช่น้องฉัน ไม่ต้องกลับมาอีกนะ ไปเลยไป!!” แล้วก็ผวาเข้ากอดศพพ่อร้องไห้แทบว่าจะขาดใจ

ooooooo

มิเชลกลับมาอย่างผู้แพ้ เมฆาบอกว่าถ้าพ่อรู้อาจฆ่าเธอได้ ก็พอดีจางซื่อโทร.เข้ามา เมฆารับสายบอก

จางซื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยเราจัดการทั้งหลินหลินและเมลดาหมดแล้ว

“คุณทำอะไรน่ะ ถ้าท่านอาจารย์รู้ว่าคุณโกหกท่านล่ะก็...ท่านอาจจะฆ่าคุณก็ได้นะ”

“ทำในสิ่งที่ฉันต้องการทำ ฉันไม่สนใจหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ช่างมัน ที่เราทำได้คือต้องรีบหาหลินหลินกับเมลดาฆ่ามันเสียไม่ให้พ่อรู้ความจริง ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงไม่รอดแน่” เมฆาจะเดินออกไป มิเชลเข้าไปขวางบอกเขาว่า

“นับแต่วันนี้ ฉันไม่ใช่คนของท่านอาจารย์ แต่ฉันคือคนของคุณ” แล้วโผกอดเมฆาไว้แน่น

ooooooo

เมลดากลับมาร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดอยู่บนหลังคาที่พักของกังฟู กังฟูได้แต่นั่งเป็นเพื่อนอย่างเป็นห่วง จนเช้าจึงชวนเธอไปใส่บาตร เสร็จแล้ว เมลดามาคุกเข่ากรวดน้ำที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แหงนมองท้องฟ้า รำพึง...พ่อ...

งานศพของชนะมีแต่คนใกล้ชิดมาร่วมงาน แต่มีตำรวจนอกเครื่องแบบมากระจายเป็นจุดๆ มองหาเมลดา

เมลดากับกังฟูใส่แว่นใส่วิกผมฟูมายืนดูอยู่ห่างๆ เมลดาหันไปไหว้ทางศาลาเอ่ยเสียงเครือ

“พ่อคะ หนูขอโทษค่ะ เป็นความผิดของหนูเอง ยกโทษให้หนูด้วย”

กังฟูยกมือไหว้ด้วย “คุณลุงครับ ถึงผมจะรู้จักคุณลุงแค่ช่วงสั้นๆ แต่ผมก็เสียใจมากที่คุณลุงจากไปแบบนี้ ผมโชคร้ายที่ไม่มีพ่อ แต่ถ้าผมโชคดีพอ ผมอยากมีลูกสาวที่น่ารักแบบที่ลุงมี ผมเชื่อว่าลุงคงรักและภูมิใจในลูกสาวคนนี้มาก”

เมลดาหันมองกังฟูอึ้ง กังฟูยังคงพูดต่อ...

“ผมดูออกว่าลุงเป็นคนมีเหตุผล ลุงก็คงไม่เอาเขาเป็นแพะรับบาป โทษเขาในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของเขาใช่ไหมครับ” แล้วหันมาทางเมลดา “ผมเดาว่าท่านตอบว่าใช่นะ เพราะถ้าไม่ล่ะก็ แปลว่าพ่อคุณเป็นคนมั่วมากๆ พ่อคุณเป็นคนแบบนั้นรึเปล่า” เมลดาบอกว่าพ่อเป็นคนมีเหตุผลที่สุด “งั้นท่านก็ไม่โทษคุณหรอก คุณก็เลิกโทษตัวเองได้แล้ว”

กังฟูพูดเรียบๆนิ่มๆ แต่ทำให้เมลดาหันมองไปทางศาลางานศพและยิ้มออกมานิดๆ...

ooooooo

เมฆากับมิเชลไปทานอาหารกันในร้านหรู ทั้งสองคุยกันหาสาเหตุแห่งความเพลี่ยงพล้ำ มิเชลบอกว่าเป็นเพราะตนประมาทคิดไม่ถึงว่าฝ่ายนั้นจะมาไม้นี้

“แล้วอีกอย่าง ไม่คิดว่าจะมีผู้ชายคนไหนฝึกลมปราณลิ้นมังกรได้ขนาดนี้” เมฆาถามว่ายากมากหรือ “ไม่ยากเท่าไรใช้ต่อสู้ก็ไม่ค่อยได้แถมมีอันตรายอีก แต่หมอนี่มันฝึกถึงขั้นใช้เส้นด้ายยกตัวหลินหลินได้ แปลว่ามันอาจถึงระดับสามแล้ว”

เมฆาถามว่าถึงระดับสามแล้วเป็นไง? มิเชลยิ้มเป็นนัยบอกว่า “ถ้าคุณรู้คุณจะหนาว ต่อให้ตายก็ไม่ยอมฝึกแม้แต่ขั้นที่หนึ่ง” เมฆาถามทึ่งว่าขนาดนั้นเชียวหรือ มิเชลเห็นความอยากรู้ของเมฆาก็หัวเราะขำ ทำให้เมฆายิ่งอยากรู้มาก

ooooooo

ที่ห้องเฮียหลอ...เฮียเฉินกับเฮียเก้ามองหน้าเฮียหลออย่างสยองเมื่อรู้ว่าเฮียหลอถ่ายทอดลมปราณลิ้นมังกรให้กังฟู เฮียหลอบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจแต่กังฟูเอาวิสกี้มาล่อเลยใจอ่อนถ่ายทอดลมปราณขั้นที่สองให้

กังฟูไม่เพียงฝึกเท่าที่เฮียหลอสอนแต่ฝึกหนักจนทำได้เกินอาจารย์สอน เพราะกังฟูฝึกเอาจริงเอาจังตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงวันรุ่งขึ้น เฮียหลอตื่นมาหิวข้าวจะมาบอกกังฟูหาข้าวให้กิน เห็นกังฟูยังฝึกอยู่ เฮียหลอตาเหลือกพึมพำสยอง

“แบบนี้เกินขั้นที่สองแล้ว...ภายในคืนเดียวเนี่ยนะ” แล้วก็ยิ่งทึ่งถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อกังฟูบอกว่าต้องใช้เชือกที่เล็กกว่านี้อีก

เฮียหลอบอกสองเฮียว่า “ลมปราณลิ้นมังกรของมันตอนนี้คงอยู่ที่ขั้นสองครึ่ง” เลยถูกเฮียเก้าถีบล้มชี้หน้าด่า

“ลื้อมันซี้ซั้ว ครั้งที่แล้วก็เพิ่งคุยกันหยกๆ ว่าไอ้กังฟูมันได้เลือดพ่อ สอนอะไรนิดเดียวมันก็ต่อยอดได้หมด ลื้อยังจะถ่ายทอดลมปราณให้มันอีก” เฮียหลอเสียงอ่อยว่าพอตนเห็นเหล้าก็ลืมหมด เฮียเฉินตัดบทว่าต้องหาทางไม่ให้กังฟูฝึกถึงขึ้นที่สาม เฮียเก้าบอกว่าคงห้ามไม่ได้แล้ว ยิ่งกังฟูใช้ลมปราณนี้บ่อยๆ ยังไงก็ต้องไปถึงขั้นที่สามจนได้

“กังฟูเอ๊ย...ถ้าลมปราณของลื้อถึงขั้นที่สามเมื่อไหร่ละก็...” เฮียเฉินทำหน้าสยอง สองเฮียร้องอย่างสยองยิ่งกว่าว่า

“ลื้อจะเป็นตุ๊ด!”

ooooooo

ที่สวนดอกไม้ กังฟูแต่งเป็นนางเอกงิ้วเดินออกมาชื่นชมดอกไม้ ลีลาเป็นกะเทยมาก จนเมลดาที่นั่งดูอยู่ยิ้มออกมา แต่พอเห็นกังฟูเล่นหูเล่นตาให้ก็ขำก๊ากปรบมือ ให้ กังฟูถามว่าสนุกไหม

“สนุกมาก แต่ฉันไม่มีมาลัยไปคล้องหรอกนะ” กังฟูบอกว่าไม่ต้องแค่ช่วยให้เธอหายเครียดตนก็พอใจแล้ว “นายเก่งมาก ถ้าไม่รู้มาก่อนฉันต้องนึกว่านายเป็นกะเทยแน่ๆเลย”

“ผมเล่นได้หมดทุกบทแหละครับ อืม...แต่จะว่าไป ผมก็ไม่เคยเล่นตัวนางได้ดีขนาดนี้นะเนี่ย” กังฟูมีจริตนิดๆ เมลดาเอาน้ำให้ดื่ม กังฟูยื่นมือมารับแล้วสะดุ้งนิดๆ เมื่อเห็นนิ้วก้อยตัวเองกรีดโผล่ออกไป กังฟูรีบเก็บนิ้วก้อยทำตาปริ๊บๆ

พอดีบู๊ลิ้มวิ่งหน้าตื่นมาตะโกนบอกว่าแย่แล้ว...แย่แล้ว...หลินหลิน...หลินหลินครับ...เมลดาถามว่าหลินหลินเป็นอะไร

เมื่อพากันมาถึงห้องพักกังฟูที่หลินหลินพักอยู่ หลินหลินลุกนั่งมองไปรอบๆ เมลดาถลาเข้าไปถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลินหลินมองเมลดาด้วยสายตาว่างเปล่า บอกว่า “หิว...” บู๊ลิ้มบอกว่าสงสัยยังงงอยู่ ถูกหลินหลินสวนอย่างไม่พอใจว่า

“ไม่งง บอกแล้วไงว่าหิว”

กังฟูจัดข้าวปลาอาหารมาให้ หลินหลินกินคว้าไปสวาปามหนุบหนับ...หนุบหนับ กังฟูมองอึ้ง เมลดาช่วยแก้ต่างว่า ปกติหลินหลินเป็นคนเรียบร้อยเคยได้รางวัลมารยาทดีบ่อยๆ นี่คงเป็นเพราะหิวมาก

หลินหลินกวาดกินอาหารหมดจานหมดชามวางช้อนส้อมช้งเช้งแล้วเอานิ้วเขี่ยเศษอาหารที่ซอกฟันกราม พอเขี่ยได้ก็ดีดผึง...แปะเข้าที่หน้ากังฟูพอดี กังฟูรีบหาทิชชูมาเช็ดบ่นสยอง

“นี่ได้รางวัลมารยาทดีแล้วเหรอ ไอ้พวกไม่ได้รางวัลนี่...ไม่อยากนึกเลย...”

“ฉันว่ามีอะไรแปลกๆ นะ” เมลดาผิดสังเกต แล้วเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะถามหลินหลินว่าอิ่มหรือยัง หลินหลินทำเสียงอื้อ...ห้วนๆ เมลดายื่นหน้าเข้าไปเรียก “หลินหลิน... หลินหลินจ๊ะ” ถูกหลินหลินเรอเอิ้กใส่หน้าพอดี เมลดาหลับตาปี๋แต่ยังรักษากิริยาเป็นปกติ ถาม “หลินหลิน ทำไมดูแปลกๆนะ เป็นอะไรรึเปล่า”

“ฉันชื่อหลินหลินเหรอ” หลินหลินทำหน้าแปลกใจ เมลดาอึ้งพึมพำว่าสงสัยความจำเสื่อม บู๊ลิ้มพึมพำสยองว่างานเข้าล่ะทีนี้ ส่วนกังฟูทำกระแดะยกสองมือปิดปากทำตาโตอุทาน

“โอ้ว...คุณพระ...”

บู๊ลิ้ม เมลดา แม้แต่หลินหลินหันมองขวับ กังฟูรีบเอามือลงทำหน้านิ่งกระแอมเสียงทุ้มๆให้เป็นชาย

ooooooo

พอกินอิ่ม หลินหลินก็นั่งอ่านการ์ตูนโดรา-เอม่อนท่าทางสนุกมาก บู๊ลิ้มกับกังฟูและเมลดาสังเกตอยู่ บู๊ลิ้มเล่าว่า

“ไอ้เล่มนี้น่ะ ผมเคยเห็นหลินหลินอ่านที่โรงเรียนหลายรอบแล้ว แต่นี่อ่านสนุกอย่างกับไม่เคยอ่าน ผมว่าความจำเสื่อมจริงๆนะเนี่ย”

กังฟูถามว่าต้องพาไปหาหมอไหม เมลดาบอกตนไม่กล้า กลัวพวกเมฆารู้แล้วหลินหลินต้องเดือดร้อนแน่ๆ เสนอให้ดูอาการไปก่อนก็แล้วกัน กังฟูถอนหายใจยาวตีหน้าเศร้าอย่างนางเอก บู๊ลิ้มมองเขม็ง พอกังฟูรู้ตัวก็รีบเก๊กแมน

“ศิษย์น้องเป็นอะไรรึเปล่า ดูแปลกๆ ไปนะเนี่ย”

“ไม่มีอะไรหรอกศิษย์พี่” กังฟูทำลอยหน้าแต่ยังเก๊กแมนกลบเกลื่อน

เมฆาถามมิเชลว่ารู้หรือยังว่าเมลดากับหลินหลินอยู่ไหน ตนจะหานักสืบเอกชนให้เอาไหม มิเชลบอกไม่ต้อง ตนมีวิธีที่จะทำให้เมลดามาหาตนเอง และคราวนี้จะไม่ให้พลาดเด็ดขาด

วิธีของมิเชลนั้นต่ำช้าเกินกว่ามนุษย์จะทำกัน โดยให้ลูกน้องของตนไปพังโลงของชนะจนร่างชนะที่มัดตราสังกลิ้งออกมาที่พื้นอุจาดตามาก

เจ้าหน้าที่วัดรีบมาช่วยกันเก็บบ่นว่าคนเราทำอะไรกันถึงขนาดนี้ กังฟูกับเมลดาที่มาแอบสังเกตการณ์อยู่ กังฟูให้เมลดาซ่อนตัวอยู่ข้างนอก ตัวเองเดินเข้าไปถามเนตร เธอบอกว่าตนมาถึงก็เห็นเป็นแบบนี้แล้ว “มีคนเล่าว่ามีนักเลงกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำลายงานศพพ่อฉัน ไม่มีใครกล้าห้าม” กังฟูถามว่าฝีมือใคร “ฝีมือผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ” เนตรมั่นใจ

เนตรเอารูปชนะที่วางหน้าศพซึ่งร่วงลงมาและมีรอยรองเท้าส้นสูงเหยียบกลางหน้าขึ้นไว้บนขาตั้ง ถามกังฟูว่าเมลดาอยู่ไหนแล้วส่งซองจดหมายให้บอกว่า นักเลงพวกนั้นทิ้งไว้ให้เมลดา กังฟูจะรับแต่เมลดายื่นมือมารับแทน กังฟูตกใจถาม

“คุณเม...มาทำไมครับ ตำรวจอาจอยู่แถวนี้”

เมลดาไม่สนใจตำรวจ มองไปรอบๆ พึมพำเครียดว่าพวกมันทำขนาดนี้เชียวหรือ

“เห็นไหมว่าแกสร้างปัญหาอะไรบ้าง นี่ก็เพราะแกอีกแล้ว ทำไมแกไม่ไปให้มันจับตัวซะ”

“ฉันรับผิดชอบเอง” เมลดาเดินผละไป กังฟูรีบตาม

ooooooo

เมลดาไปฉีกซองจดหมายอ่านที่ซอกเล็กๆ ข้างโรงงิ้ว ในนั้นเป็นรูปถ่ายหลายใบ ทั้งรูปที่ชนะถูกซ้อมจนสาหัส สองรูปสุดท้ายถ่ายที่ศาลาตั้งศพ

รูปแรกเป็นรูปที่ตั้งข้างโลงของชนะมีรอยรองเท้าเหยียบ เท่านั้นไม่พอ รูปที่สองเป็นรูปที่มิเชลเหยียบหัวศพชนะที่โดนมัดตราสัง! มีลายมือเขียนว่า “เจอกันที่เดิมนะที่รัก จากมิเชล”

เมลดาแค้นตาวาวโรจน์ผลุนผลันออกไป กังฟูรีบตามถามว่าจะไปไหน

“ฉันจะไปฆ่ามัน!”

กังฟูห้ามเด็ดขาดเพราะนี่เป็นกับดักของพวกนั้น เมลดาไม่สนใจ นาทีนี้ตายเป็นตาย ตนต้องแก้แค้นแทนพ่อให้ได้ กังฟูวิ่งไปขวางก็ถูกถีบกระเด็น กังฟูลุกขึ้นวิ่งตามไปก็ถูกเมลดาหันมาถีบกระเด็นไปอีกรอบ กังฟูเลยฟันคาราเต้ที่ก้านคอเมลดาร้องโอ๊ยคำเดียวแล้วหันกลับมาถามหน้านิ่งว่า “ทำอะไร!”

“เอ่อ...ตั้งใจจะทำให้คุณสลบน่ะ” กังฟูทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม เมลดาเลยสอนมวยว่าถ้าจะให้สลบต้องทำแบบนี้ แล้วเตะก้านคอกังฟูทรุดฮวบคาแข้งแล้วเธอก็ผละไปทันที

กังฟูวิ่งตาม เห็นเชือกราวตากผ้าของชาวบ้านก็คว้าติดมือไปด้วย วิ่งไปทันเมลดาเรียกแท็กซี่พอดี กังฟูขว้างเชือกราวตากผ้าพุ่งวาบไปพันขาเมลดาไว้ทั้งสองข้างจนเธอเสียหลักล้มลง หันมองพึมพำ “ลมปราณมัดบ๊ะจ่างเหรอ?” กังฟูถือปลายเชือกอีกข้างเก๊กเท่บอก “ขอโทษนะครับที่ต้องใช้วิธีนี้”

ไม่ว่ากังฟูจะขัดขวางอย่างไร เมลดาก็จะไปแก้แค้นแทนพ่อให้ได้ เล่นงานกังฟูจนหน้าตายับเยิน กังฟูบอกว่าถ้าตนยังไม่สลบก็จะห้ามเธอให้ได้

ขณะกำลังตึงเครียดนั่นเอง บู๊ลิ้มก็วิ่งหน้าตื่นมาอีกแล้ว บอกเมลดาให้ไปดูหลินหลินเร็วเข้าเมลดาเข้าไปหาหลินหลิน พูดคุยกันแล้วหลินหลินจำอะไรไม่ได้เลย โชคดีที่ยังรู้สึกดีกับเมลดาและยอมรับเธอได้ แต่เมลดายังมุ่งมั่นจะไปแก้แค้นแทนพ่อ ฝากกังฟูให้ดูแลหลินหลินให้ด้วย กังฟูบ่นงึมงำว่านึกว่าเธอจะเปลี่ยนใจแล้ว

“หลินหลินไม่ได้เป็นอะไรกับฉัน แต่พ่อคือพ่อฉัน”

“หลินหลินไม่ได้เป็นอะไรกับคุณ แต่คุณเป็นทุกอย่างของหลินหลินนะ”

เมลดาบอกว่าพ่อคือพ่อของตน กังฟูถามว่าแล้วพ่อเธออยากให้เธอทำแบบนี้หรือ เธอก็ยืนยันคำเดียวว่า “ฉันต้องทำ” แล้วก็เดินอ้าวออกไปเรียกแท็กซี่ตรงไปยังตึกร้างทันที

พอบู๊ลิ้มรู้ว่าเมลดาไปแก้แค้น ถามกังฟูอย่างไม่พอใจว่าทำไมศิษย์น้องไม่ห้าม รู้ไม่ใช่หรือว่าปล่อยเมลดาไปแบบนั้นเท่ากับไปหากับดักของศัตรู

“ศิษย์น้องไม่สามารถและน่ากลัวว่าไม่มีใครสามารถด้วย” กังฟูพูดอย่างถอดใจ แล้วเล่าสิ่งที่อาจารย์แม่เคยสอนไว้ว่า “ความแค้นนั้นน่ากลัว วันนี้ศิษย์น้องจึงรู้ว่าอาจารย์แม่พูดผิด ความแค้นไม่เพียงน่ากลัว มันยังน่าเศร้าด้วย ความแค้นไม่เพียงทำร้ายศัตรู ยังทำร้ายคนที่คิดแค้นและถึงกับทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้องอีกด้วย”

“หมายถึงศิษย์น้องเหรอ”

“เปล่า...” ตอบแล้วกังฟูมองหลินหลินด้วยความสงสาร

ooooooo

มิเชลไปรอเมลดาที่ตึกร้าง ได้ยินเสียงฝีเท้านึกว่าเมลดา แต่ที่แท้คือเมฆา เขาบอกว่าเมลดาคงไม่มาแล้ว ชวนกลับไปเถิดอย่าเสียเวลาเลย เมลดาไม่หลงกลเธอแล้วล่ะ

ส่วนเมลดากลับถึงห้องพักกังฟูเอากลางดึก กังฟูตื่นขึ้นมาถามว่าจัดการมิเชลได้แล้วหรือ

“เปล่า...ฉันเปลี่ยนใจไม่ได้ไปหามิเชล” กังฟูถามว่าทำไมหรือ เมลดาพูดถึงหลินหลินว่า “ถึงเขาจะไม่มีความผูกพันทางสายเลือดกับฉัน แต่ฉันก็ทิ้งเขาไปไม่ได้” กังฟูถามว่ารู้ใช่ไหมว่าเขารักเธอ “ฉันรู้ และนั่นก็ทำให้ฉันต้องปล่อยความแค้นไปชั่วขณะหนึ่ง ฉันจะรอจนกว่าหลินหลินโตพอจะช่วยตัวเองได้แล้วฉันจะไปหามิเชลอีกครั้ง”

“ผมว่าคุณทำถูกแล้วล่ะครับ เจ๊ปรบมือให้นะยะนังชะนี” กังฟูเผลอหลุดแต๋วอีกแล้ว พอเห็นเมลดามองก็รู้ตัว ตะครุบปากตัวเองไว้ทันทีบ่นตัวเอง “นี่อั๊วเป็นอะไรไปวะเนี่ย??”

กังฟูไปปรึกษาเฮียทั้งสามที่เป็นอาจารย์ว่า ไม่รู้ตนเป็นโรคพิลึกอะไร เฮียเฉินบอกว่ามันเกี่ยวพันกับลมปราณมัดบ๊ะจ่าง ซึ่งที่แท้คือลมปราณลิ้นมังกร เฮียเฉินบ่นว่าใครจะไปรู้ว่ากังฟูจะฝึกต่อมาถึงขั้นนี้ แล้วเฮียหลอต้นเหตุก็ชี้แจงว่า

“ลมปราณลิ้นมังกรเป็นลมปราณสายอ่อนหยุ่น ที่จริงแล้วเหมาะกับเพศหญิง เพศชายก็ฝึกได้ พวกอั๊วก็ฝึกกันแต่ฝึกถึงแค่ขั้นสอง เพราะถ้าใครไปถึงขั้นที่สาม...ก็จะกลายเป็น...ตุ๊ด!”

กังฟูตกใจถามว่า “แล้ว...แล้วศิษย์ฝึกถึงขั้นไหนแล้วครับ” เฮียหลอชี้แจงต่อไปว่า

“ที่อั๊วถ่ายทอดให้ลื้อน่ะคือขั้นที่สอง แต่ลื้อฝึกเกินขั้นที่สองไปแล้ว ดูจากหน่วยก้านแล้ว อั๊วว่าน่าจะสองจุดห้า”

กังฟูแต๋วแตกทันทีเพราะตนเหลือแค่จุดห้าเท่านั้น คร่ำครวญว่าทำไมชะตาชีวิตตนต้องอับเฉาขนาดนี้ อ้อนวอนสามเฮียให้ช่วยด้วย ตนไม่อยากเป็นตุ๊ด

สามเฮียช่วยกันพูดให้กังฟูสบายใจ กระทั่งเฮียหลอจะช่วยดันให้เป็นนางเอกงิ้วตัวจริง

“ไม่เอ๊า...ไม่เอา...อั๊วไม่เอา ถ้าท่านอาจารย์ช่วยไม่ได้ ศิษย์ไปถามอาจารย์แม่ดีกว่า” เฮียเฉินห้ามเสียงหลงว่า

“ห้ามให้เมียอั๊วรู้เรื่องนี้เด็ดขาด!”

“ไม่ให้อั๊วรู้เรื่องอะไรหา ไอ้เฉิน!” เสียงฮูหยินถาม พอได้ยินเสียงเมีย เฮียเฉินติดอ่างไปทันที คิดมุกแก้ตัวไม่ทันสะกิดเฮียหลอให้ช่วย เฮียหลอไม่กล้าเลยสะกิดเฮียเก้าต่อ เฮียเก้าจนแต้มเลยต้องรับหน้าถ่วงเวลาให้เฮียเฉินคิดแก้ตัว ทำเป็นบ่นว่ากังฟูใช้ไม่ได้ ออฟผู้หญิงมาแล้วไม่มีเงินจ่าย

ฮูหยินซักไซ้จนเรื่องชักจะลามปาม เฮียเฉินคิดมุกออกบอกให้สองเฮียอบรมกังฟูกันเองก็แล้วกัน ตนจะพาฮูหยินไปที่อื่นเอง

ooooooo

กังฟูเล่าให้เมลดาฟังที่โรงงิ้ว เมลดาถามว่ามีด้วยหรือลมปราณที่ฝึกแล้วเป็นตุ๊ด กังฟูบอกว่ามี เมลดาถามว่าถ้าอาจารย์หาทางช่วยไม่ได้เขาก็ต้องกลายเป็นตุ๊ดหรือ

“ก็...ครับ” กังฟูตอบหน้าจ๋อย เมลดาบอกว่า อย่านะ เสียดาย กังฟูถามว่าเสียดายอะไร เมลดาอึกอักตอบไม่ออก พอดีฮูหยินย้อนกลับมา พอเห็นเมลดาก็ถามว่า

“นี่เหรอ ไอ้ผู้หญิงที่ว่าลื้อติดเงินอีอยู่น่ะ” กังฟูอึกอัก ฮูหยินถามเมลดาแทนว่า “ยัยหยำฉ่า ลูกศิษย์อั๊วติดเงินลื้อเท่าไหร่ อั๊วจะจ่ายเอง”

ทีแรกเมลดาก็งง แต่พอคิดได้ก็บอกฮูหยินว่าไม่เป็นไร ฮูหยินไม่ยอมจะจ่ายให้หมดเรื่องไป เมลดายืนยันไม่คิด ถือว่าฟรีก็แล้วกัน แต่ฮูหยินขอให้คิดเงินมาดีกว่าเพราะ...

“ของแบบนี้ถ้าไม่คิดเงินมันจะกลายเป็นว่าพวกลื้อมีใจให้กัน หม่ายๆๆ อั๊วไม่เอาหลกทงมาเป็นสะใภ้ซิวจี๊มา”

“งั้นก็ตามใจ อั๊วคิดหนึ่งหมื่น”

“ไอ้หยา! หนึ่งหมื่น ลื้อเลี่ยมทองมาเหรอไงวะ ทำไมมันแพงอย่างนี้”

เมลดารำคาญเลยถามว่าถ้าเป็นลื้อจะคิดเท่าไหร่ ฮูหยินบอกว่าสามพัน เมลดาทำเสียงเยาะๆว่า ลื้อคิดแค่สามพันเหรอ ฮูหยินจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกด่า กังฟูเห็นท่าเรื่องจะบานปลายเลยคิดจะบอกความจริง ถูกเมลดาเหยียบเท้าเบรกไว้ แล้วพูดกับกังฟูว่าตนไม่คิดเงินแล้วกัน บอกฮูหยินว่าไม่ต้องคิดมาก

แค่สามสี่วันเองจิ๊บๆ แล้วสวัสดีลาไปเลย กังฟูรีบตามบอกฮูหยินว่าจะไปส่งเมลดา

ooooooo

กังฟูพาเมลดามานั่งกินตือฮวนจุกบี้ อธิบายให้เธอฟังว่า มันคือตือฮวนข้าวเหนียว เดิมทีเขาเรียกกันว่าตือฮวนจุกบี้ เมลดาบอกว่าตนไม่เคยกินเลย

กังฟูขอโทษเมลดาที่เมื่อกี้จำเป็นต้องโกหกอาจารย์แม่ว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบนั้น เมลดาบอกว่าไม่เป็นไร ตนคิดอยู่เหมือนกันว่าตนกับหลินหลินอยู่แบบนี้นานไปไม่ดีแน่ กำลังคิดจะหาห้องเช่าไปอยู่กับหลินหลินตามลำพัง หางานทำ ดูแลหลินหลินจนกว่าจะโต ถึงเวลานั้นเมฆาคงจะเลิกไล่ล่าหลินหลินแล้ว

กังฟูอาสาจะช่วยหาห้องเช่าให้ อาจจะหาแถวๆนี้เพราะอย่างน้อยก็ยังอุ่นใจที่มีตนกับบู๊ลิ้มอยู่ใกล้ๆ

เมลดากลับไปเก็บของที่บ้าน อดคิดถึงพ่อไม่ได้ ยิ่งเห็นรูปคู่ของพ่อกับแม่ก็คิดถึงวันนั้น...วันที่เธอเกือบทำรูปหล่นลงมาจนถูกพ่อดุว่า

“ระวังหน่อยสิ รูปนี้มันสำคัญกับพ่อมาก” เมลดาขอโทษชนะพูดเสียงอ่อนลงว่า “มันสำคัญกับพ่อมากกว่าที่ลูกคิด สักวันหนึ่งลูกจะเข้าใจ” แล้วชนะก็เอารูปไปวางไว้ที่เดิมเก็บของแล้วเมลดาไปที่ร้านทำผม เธอถอดวิกผมหยิกหยองทิ้งถังขยะ แล้วเดินเข้าไปทำผม

กังฟูหาห้องเช่าให้เธอได้แล้ว เป็นห้องเช่าของเฮียป้อนั่นเอง เมื่อพาเธอกับหลินหลินที่ตัดผมสั้นจนดูเหมือนเด็กผู้ชายไปที่ห้องเช่า เฮียป้อมองเมลดาแล้วถามกังฟูว่า

“เมียกับลูกลื้อเหรอ” กังฟูบอกว่าเพื่อน “โห...มีเพื่อนสวยน่ารักขนาดนี้เชียว ไปรู้จักได้ไงวะ”

“รู้จักโดยบังเอิญครับ แต่ตอนนี้เขามีเรื่องเดือดร้อน ต้องหาที่อยู่กะทันหัน อั๊วเลยพามาที่นี่” พลางพาเมลดาเดินเข้าไปดูห้องถามว่า “เป็นไง ชอบไหม”

“ตกลงค่ะ เราเช่าที่นี่ค่ะ”

ooooooo

เมลดาขอบใจกังฟูที่หาห้องพักได้น่าอยู่ ส่วนเฮียป้อก็ดูแลผู้เช่ารายใหม่หาน้ำหวานเย็นๆมาให้ดื่มชื่นใจ ถามว่าอาตี๋นี่ชื่ออะไร

กังฟูบอกว่าชื่อหลิน...เมลดารีบเติมให้ว่า ชื่อหลินปิง ส่วนตนชื่อหลินฮุ่ย กังฟูตัดบทชวนดื่มอวยพรให้พี่น้องมีความสุขกับที่อยู่ใหม่กัน

หลินหลินสงสัย ถามเมลดาว่าทำไมตนต้องเปลี่ยนชื่อและปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายด้วย เมลดาบอกว่าเราต้องหลบหนีคนบางคนที่ใจร้ายมากๆ หลินหลินถามว่าต้องหนีนานไหม และถ้าเขามาเจอเราล่ะ?

“คงนานเหมือนกันและถ้าเขาเจอเราพี่จะช่วยหลินหลินเอง พี่จะสู้กับพวกมัน แต่หลินหลินไม่ต้องห่วงพี่ ให้หนีไปก่อนเลย” หลินหลินบอกว่าไม่อยากทิ้งพี่ไป “ไม่อยากก็ต้องทำ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ เราสองคนจะไม่แยกจากกัน”

ทั้งสองยื่นนิ้วก้อยเกี่ยวกันเป็นสัญญา

ooooooo

จางซื่อฝันว่ามีเด็กเอาเมล็ดถั่วเมล็ดงามาให้ ครั้นเงยหน้ามองก็กลายเป็นผู้ใหญ่ต่อยหน้าตน พอสะดุ้งตื่น จางซื่อเล่าความฝันให้ซินแสฟัง ถามว่าฝันนี้หมายความว่าอย่างไร

ซินแสทำนายว่า “ปลูกถั่วได้ถั่วปลูกงาได้งา

คนเราทำอะไรกับใครไว้ก็จะได้สิ่งนั้นตอบแทน ถ้าในอดีตลื้อเคยช่วยคน ทายาทของเขาก็กำลังจะมาทดแทนบุญคุณ” จางซื่อถามว่าแล้วถ้าตนทำร้ายคนล่ะ “ทายาทเขาก็กำลังจะมาแก้แค้นลื้อ”

“แต่มันตายไปแล้ว มันจะเป็นผีมาหลอกหลอนอั๊วรึไง”

“หนี้มีเจ้า แค้นมาเป้า คนตายย่อมล้างแค้นไม่ได้ หากมีคนล้างแค้นกลัวว่าไม่ใช่คนตาย” ซินแสพูดแค่นั้น จางซื่อส่งเงินให้แล้วลุกเดินออกมาพึมพำอย่างกังวล

“หรือว่าจริงๆแล้วจางฟุยังไม่ตาย”

ooooooo

คืนนี้พายุมานั่งดูเนตรนภาร้องเพลงตาเชื่อม ติงลี่มาเจอทักว่าเด็กเสิร์ฟบอกว่าเขามานั่งทุกวันเลยหรือ

พายุบอกว่าเฮียไม่ต้องเลี้ยงแล้วตนเกรงใจ ติงลี่ติงว่าตนไม่ได้ถามเพราะเรื่องนั้น แต่ถามเพราะอยากรู้ว่าติดใจอะไร ถามแล้วเห็นพายุก้มหน้าไม่ตอบ ติงลี่มองไปบนเวทีแล้วหัวเราะเบาๆ พูดอย่างรู้ทันว่า

“ไม่ต้องตอบก็พอรู้ เรื่องแบบนี้นะ เฮียจะบอกให้ ก่อนอื่นต้องรวยก่อน ถ้ามีเงินอะไรก็ง่าย ถ้าไม่มีเงินอะไรก็ยาก”

พายุบอกว่าถ้าเงินหล่นจากฟ้าตนจะคอยเก็บ ติงลี่หัวเราะร่าบอกให้รอไปเถอะ โลกนี้ที่แก่งแย่งกันมากที่สุดก็คือเงินนี่แหละ ของแบบนี้รับรองไม่มีหล่นจากฟ้าแน่ ย้ำว่า “ถ้าอยากได้ต้องขวนขวาย อยากได้ต้องแย่งสิ” พายุจึงขอให้ติงลี่ช่วยชี้แนะ

“ถ้าลื้ออยากรวย ขั้นแรกลื้อต้องกล้า แต่กล้ายังไม่พอ ต้องกล้ามากกว่าคนอื่นด้วย คิดมากไม่ได้ ถึงไหนต้องถึงกัน เสี่ยงก็เสี่ยง ตายก็ตาย หลักการนี้อยู่วงการไหนก็เหมือนกันหมด เป็นพ่อค้าถ้ากลัวเจ๊งก็ไม่รวย เป็นอั้งยี่กลัวตายก็ไม่ใหญ่ ลื้อเข้าใจไหม”

“เข้าใจครับ ขอบคุณเฮียที่สั่งสอนครับ”

“อั๊วกำลังจะเอาคืนไอ้เต๋า ไปด้วยกันไหม บอกก่อนว่างานนี้อันตรายถึงตาย ถ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร เฮียไม่ว่าเลย ยังไงลื้อก็เป็นคนกันเองกับเฮียเหมือนเดิม แต่ถ้าลื้อไปด้วย เราเสี่ยงตายด้วยกัน รอดมาได้ เราคือพี่น้อง”

พายุมองติงลี่แล้วมองไปบนเวที หยุดที่เนตรนภาแว่บหนึ่ง แล้วหันประสานสายตากับติงลี่ ตอบทันทีว่า

“ผมไปครับ”

ooooooo

บู๊ลิ้มเอาหนังสือมาให้หลินหลินมากมาย หลินหลินมองหน้าถามว่าชื่อบู๊ลิ้มใช่ไหม ตนจำได้เพราะตอนตนไม่สบายบู๊ลิ้มช่วยดูแล ขอบใจมาก

ส่วนกังฟู วันนี้แต่งชุดนางโชว์แถวพัทยาเข้ามาหาเฮียเฉินกับฮูหยินแล้วลิปซิงก์อินเนอร์ล้น ท่าเต้น แรดมากจนฮูหยินถามว่า “อะไรของลื้อวะ”

กังฟูเสนออยากให้คณะเล่นงิ้วเรื่องใหม่ Phantom of the opera เพลงเลิศๆ แดนซ์กันให้โบท็อกซ์กระฉอกออกมาทางหูเลย ฮูหลินฟังแล้วถามว่ากังฟูไปฝึกลมปราณพลังหยินมารึเปล่า? เฮียเฉินติงว่าซี้ซั้วต่า กังฟูก็แค่อยากให้คณะเรามีงิ้วเรื่องใหม่ๆมาเล่นบ้างเท่านั้น

กังฟูออกอาการมากจนเฉินต้องลากออกไปหาเฮียหลอกับเฮียเก้า พอสองเฮียเห็นกังฟูสภาพนี้เท่านั้นก็ผงะ กังฟูอ้อนวอนให้อาจารย์ช่วยด้วย ตนใกล้จะเป็นตุ๊ดแล้ว

“เมียอั๊วก็เกือบจะรู้ความจริงแล้วด้วย ลื้อต้องหาทางช่วยมันเดี๋ยวนี้” เฮียเฉินบอกเพื่อนซี้ทั้งสอง

หลังจากสามเฮียสุมหัวกันคิด สุดท้ายตกลงจะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง แล้วเฮียเฉินก็บอกกังฟูว่า

“ตอนนี้ลื้อเป็นตุ๊ดเพราะลื้อฝึกลมปราณสายอ่อนหยุ่น พวกอั๊วก็เลยจะสอนลมปราณสายแข็งกร้าวให้ ถ้าลมปราณทั้งสองสายรวมตัวกันก็จะทำให้สมดุลกลับมาเหมือนเดิม”

กังฟูตัดสินใจฝึก เฮียเก้าเตือนว่าวิธีนี้อันตราย เพราะฝึกแล้ว เดี๋ยวก็เป็นตุ๊ดเดี๋ยวก็เป็นกุ๊ย จะเป็นตุ๊ดเป็นกุ๊ยสลับกันไปอย่างนี้ ไม่นานก็จะกลายเป็นคนบ้าซาจี๊ เฮียหลอถามว่าจะกล้าเสี่ยงไหม กังฟูคิดอึดใจก็บอกว่าขอเสี่ยง ไม่กลัว

แม้สามเฮียจะบอกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นแต่ก็ย้ำกับกังฟูว่า ถ้าเขาไม่ฝึก ฮูหยินจับได้พวกตนก็ต้องตายแน่ๆ ความกตัญญูทำให้กังฟูยอมเป็นบ้า แต่จะไม่ยอมให้อาจารย์โดนอาจารย์แม่ทำร้าย เมื่อกังฟูตกลงแล้วเฮียเก้าก็เริ่มอธิบายว่า

“ในหยินมีหยาง มีหยางมีหยิน ลมปราณอ่อนหยุ่นคือลมปราณลิ้นมังกร ลมปราณแข็งกร้าวที่ลื้อต้องฝึกคือลมปราณหงส์แดง” กังฟูฟังแล้วชะงักมองเฮียเก้าสีหน้าสับสน บอกว่า “แต่ศิษย์เชียร์แมนฯยู” เลยถูกเฮียเก้ายันโครมเดียวล้มกลิ้งไป เฮียเก้าบ่นหงุดหงิดว่า “มันเกี่ยวอะไรกันเล่า!?”

ooooooo

ขณะฝึกลมปราณ...กังฟูรู้สึกตัวเองอยู่ในความมืดสลัว...เห็นหน้าจางเหลียงโผล่มาจ้องใกล้ๆ บอกว่า

“จางฟุ จำได้สิ่งสำคัญที่สุดของจอมยุทธ์ ไม่ใช่แก้แค้น แต่เป็น...” พลันกังฟูก็ลุกพรวดจนสามเฮียตกใจเด้งถอย กังฟูบอกว่าเมื่อกี๊ตนฝันถึงใครบางคน เฮียเก้าพึมพำว่ายังไม่ทันไรเลยบ้าแล้วหรือ เฮียหลอถามว่าลมปราณเป็นอย่างไรบ้าง

กังฟูสำแดงพลังอ่อนหยุ่นกับแข็งกร้าวอย่างหยาบคายรุนแรงและอ่อนหวานสลับกัน เฮียเก้าบอกว่าลมปราณสองสายตีกันแล้ว แต่เวลายิ่งผ่านกังฟูก็ยิ่งสำแดงพลังรุนแรงจนเฮียเฉินกลัวบอกให้พาไปส่งโรงพยาบาลบ้าเถิด

แล้วจู่ๆกังฟูก็กลับมาเป็นปกติ บอกว่าตนไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นกุ๊ย แล้วก็ไม่ได้เป็นบ้าด้วย สามเฮียเลยโล่งอก แต่เฮียหลอเห็นอาการของกังฟูแล้วปรารภกับสองเฮียว่า

“อั๊วว่าใกล้ถึงเวลาของมันแล้วล่ะ ไอ้กังฟูมันลูกพยัคฆ์ ต่อให้เราเลี้ยงมันแบบลูกแมว ถึงเวลามันก็ต้องโตเป็นพยัคฆ์เหมือนพ่อมันนั่นแหละ”

“แล้วพ่อมันเป็นพยัคฆ์ธรรมดาซะที่ไหน เป็นโคตรพยัคฆ์อันดับหนึ่งของบู๊ลิ้ม ไอ้กังฟูก็อาจจะเป็นพยัคฆ์ร้ายอีกตัว” เฮียเฉินหวั่น เฮียหลอบอกว่าตนสนใจลมปราณแปลกๆอีกสายในตัวกังฟู เฮียเก้าถามว่าลมปราณพ่อกังฟูหรือเปล่า เฮียหลอบอกว่าตนไม่รู้ หันไปถามเฮียเฉินว่าเหมยอิงเคยเล่าอะไรให้ฟังหรือเปล่า

“ไม่แน่ใจ ตอนนั้นโดนเมียตบจนหูอื้อ คือตอนเหมยอิงพากังฟูมาหา เมียอั๊วนึกว่าอั๊วไปไข่ทิ้งไว้เลยซัดบ้องหูอั๊วจนแก้วหูอักเสบ เหมยอิงพูดอะไร อั๊วเลยได้ยินมั่งไม่ได้ยินมั่ง”

“แล้วได้ข่าวเหมยอิงบ้างไหมวะ ตอนนี้เขาเป็นยังไง” เฮียหลอถามต่อ

“ไม่รู้...ตั้งแต่อีเอากังฟูมาฝากไว้ก็หายไปเลย ไม่รู้ป่านนี้มีผัวใหม่รึยัง”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“วิว” สลัดภาพนางเอกสายหวาน สวมวิญญาณนางพญางูพันปี ใน “อสรพิษ”

“วิว” สลัดภาพนางเอกสายหวาน สวมวิญญาณนางพญางูพันปี ใน “อสรพิษ”
29 ม.ค. 2563
11:40 น.