ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ฟิล์ม-ซูซี่ แท็กทีมประชันบู๊ใน "ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู"



กังฟูกับเมลดาเดินกลับมาที่โรงงิ้ว ต่างแปลกใจที่เห็นป้ายหน้าโรงงิ้วเปลี่ยนจาก โรงงิ้วฟ้าดิน กลายเป็น “เจ็ดผู้กล้าคุณธรรม” เมลดาถามว่าคืออะไรหรือ กังฟูคาดว่าคงเป็นโปรโมตงิ้วเรื่องใหม่ เดี๋ยวไปถามอาจารย์ดู

พอดีเดินมาเจอเฮียเฉิน เฮียเฉินบอกว่ามาก็ดีแล้วพวกเรากำลังจะประชุมกัน บอกให้เมลดารอข้างนอกก่อนก็แล้วกัน

ขณะเดินเข้าไปด้วยกันนั้น กังฟูบอกเฮียเฉินว่าตนมีเรื่องจะบอกแต่เอาไว้บอกในที่ประชุมเลยก็ได้ แต่เจอฮูหยินพอดี

“เรื่องของลื้อไว้ทีหลังกังฟู การประชุมครั้งนี้อั๊วไม่ให้ลื้อเข้าร่วมด้วย” เฮียเฉินถามว่าทำไม ก็เรื่องนี้เกี่ยวกับกังฟูด้วย ฮูหยินถือคำสั่งตนเป็นเด็ดขาดไล่กังฟูไปที่อื่นก่อน แล้วด่าเฮียเฉิน “ลื้อจะบ้าเหรอ ถ้าเกิดไอ้กังฟูมันไปสมคบกับพวกอสูรเทวาล่ะ อย่าลืมสิว่ากังฟูมันเป็นลูกเจ้าสำนักอสูรเทวานะ”

พอเฮียเฉินคล้อยตามก็ถูกฮูหยินอบรมพักใหญ่ว่าไม่ให้ประมาทแล้วถามว่าให้ไปตามพายุมาประชุมด้วยตอนนี้อยู่ไหน เฮียเฉินบอกว่าเฮียเก้ากำลังไปตาม

ขณะเมลดาเดินเลี่ยงไปจากกังฟูนั้น เจอเฮียเก้ากับพายุเข้าพอดี เมลดาสวัสดีศิษย์พี่ตามธรรมเนียม พายุถามเฮียเก้าว่าเขารู้จักตนด้วยหรือ พอรู้ว่าเป็นนางเอกงิ้วก็ตาวาวรำพึงว่า ไม่นึกว่าตัวจริงจะสวยอย่างนี้ ตรงสเปกตนเลย เฮียเก้าหัวเราะร่าบอกว่าเสียใจด้วยเพราะเธอมีแฟนแล้ว เป็นแฟนของกังฟู

“มันเป็นไปได้ยังไง คนขี้แพ้แถมจนอย่างกับหมาอย่างไอ้กังฟู จะมีแฟนสวยน่ารักแบบนั้นได้ไง” พอถูกเฮียเก้าอบรมว่าผู้หญิงสวยไม่ใช่จะมองหาแต่ผู้ชายหล่อๆรวยๆเสมอไป บางทีเขาก็มองแค่ผู้ชายนิสัยดีอยู่ด้วยแล้วมีความสุขก็พอ ถูกพายุหัวเราะเยาะว่า “อย่าทำเป็นรู้ดีเลยครับ ถ้าเก่งจริงทำไมอาจารย์เก้ายังไม่มีแฟนล่ะ บอกให้ไหมว่าทำไม เพราะอาจารย์ไม่หล่อแล้วก็จนด้วย”

เฮียเก้าฟังแล้วอึ้ง ส่วนพายุมองตามเมลดาไปตาเป็นมัน

ooooooo

เมื่อเข้าประชุม เฮียเก้าถามว่าแล้วกังฟูล่ะ ฮูหยินบอกว่ากลัวจะมาเป็นไส้ศึกเลยเอาเฉพาะพวกเรา บอกว่าเรื่องนี้ต้องเท้าความถึงอดีตเพราะพายุอาจจะยังไม่รู้เรื่อง แล้วฮูหยินก็เล่าแต่พอคร่าวๆว่า

“เมื่อก่อน อั๊ว อาเฉิน อาหลอ อาเก้า เราสี่คนรวมตัว

กันเป็นเจ็ดผู้กล้าคุณธรรม ผดุงความเป็นธรรมในบู๊ลิ้ม ต่อสู้กับพวกพรรคมาร”

พายุขัดขึ้น ถามว่าเจ็ดผู้กล้าคุณธรรมแล้วอีกสามคนล่ะ? ฮูหยินบอกว่ามีแค่สี่คนนี่แหละ เฮียหลอชี้แจงว่า

“เราจะเอาอย่างเจ็ดผู้กล้าแห่งกังหนำที่เป็นอาจารย์ของก๊วยเจ๋ง ต่อมาพวกเราพยายามหาคนมาร่วมกลุ่มแต่ยังไงก็หาได้แค่สี่คนแต่ป้ายชื่อเขียนไปแล้วก็เลยต้องเลยตามเลย”

“ติงต๊องจริงๆ” พายุพึมพำเบา แต่ฮูหยินหูดีถามว่าไงนะ! พายุรีบบอกว่าไม่มีอะไรให้เล่าต่อเลย ฮูหยินเล่าต่อว่า

“ต่อมายุทธภพเกิดจอมมารจางเหลียงตั้งสำนักอสูรเทวา พวกเราสู้มันไม่ได้เลยหนีมาเมืองไทย ต่อมา จางเหลียงถูกคนฆ่าตาย คิดไม่ถึงน้องสาวจางเหลียง

กลับพาลูกของมันชื่อจางฟุหนีมาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา อั๊วเห็นแก่คุณธรรมจึงรับเลี้ยงมันไว้”

“แต่ในที่สุดอสูรเทวาก็ตามมาหาเรื่องพวกเราจนได้ ครั้งนี้เราจะไม่หนีเราจะสู้กับมัน พายุ เรารู้ว่าเรื่องนี้ลื้อทำใจลำบาก เราจึงจะถามลื้อก่อนว่าจะร่วมมือกับพวกเราไหม” เฮียเฉินถาม พายุบอกว่าอาจารย์ชุบเลี้ยงตนมา ตนขอร่วมด้วย

“แต่ลื้ออาจจะต้องสู้กับกังฟูนะ ทำใจได้ไหม เพราะลูกของจางเหลียงที่ชื่อจางฟุก็คือกังฟูนั่นเอง”

พายุอึ้งไปชั่วขณะ ถามว่ากังฟูคือลูกจางเหลียงเรื่องนี้ไม่ผิดพลาดใช่ไหม ฮูหยินยืนยันว่าเหมยอิง

อาของจางฟุเป็นคนอุ้มมาฝากเอง พายุถามว่าแล้วตนล่ะ ตนเป็นลูกใคร พอเฮียเก้าบอกว่าเป็นลูกคนงานก่อสร้างที่เราจ้างมาปรับปรุงโรงงิ้วแล้วถูกไฟช็อตตาย พายุก็หน้าเจื่อนนิ่งเงียบนั่งซึม

ฮูหยินบอกว่าถ้าพายุร่วมมือด้วยดี พวกเราเจ็ดผู้กล้าคุณธรรมจะขอสู้ตายกับอสูรเทวาไม่มันก็เราต้องพังทลายสิ้นซาก

“ปราบโจรต้องปราบหัวหน้า เราจะวางกับดักหลอกจางซื่อมาแล้วรุมฆ่ามัน พายุ...ลื้อเตรียมตัวไว้จางซื่อไม่เก่งกาจเท่าจางเหลียงแต่ก็นับเป็นยอดฝีมือ ห้ามประมาทมันเด็ดขาดเข้าใจไหม” เฮียหลอเตือน พายุพยักหน้าซึมๆ ฮูหยินย้ำอีกครั้งว่า

“ข้อสำคัญห้ามใครพูดเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะกังฟู ไม่อย่างนั้นถ้าจางซื่อรู้เรื่อง คนที่ตายจะกลายเป็นพวกเรา”

ทุกคนพยักหน้า มีแต่พายุที่นั่งซึมเหม่อลอยอย่างผิดหวังสับสน...และทำใจไม่ได้ที่ “คนโง่ๆ” อย่างกังฟูเป็นลูกชายอัจฉริยะอย่างจางเหลียง แต่ตนที่เป็น “ยอดฝีมือ” กลับเป็นลูกคนงานก่อสร้าง

ooooooo

ขณะจางซื่อนั่งจิบน้ำชาอยู่ในห้องทำงานของเมฆานั้น มีตำรวจมาแจ้งว่าพบศพชายชื่อสันต์ในตัวมีนามบัตรเป็นพนักงานที่นี่

จางซื่อให้อาเฟยไปดู กำชับว่า ให้ตามตำรวจไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นและอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับเมฆา รู้อะไรให้มาบอกตนโดยตรง อาเฟยตามตำรวจไปดูศพที่นิติเวช เขาก้มดูหน้าศพใกล้มากและดูรอยฟกช้ำตามตัวอย่างละเอียดบอกเจ้าหน้าที่ว่าคล้ายๆคนของตนเท่านั้นแล้วเดินออกไปเลย

“ตอนที่เขาดูศพ เขาดูแต่รอยฟกช้ำ ปกติเวลาเชิญคนมาดูว่าใช่คนที่เขารู้จักหรือเปล่า เขาจะดูแค่หน้าก็พอ แต่นี่ท่าทางเหมือนหมอที่กำลังหาสาเหตุการตายมากกว่า” เจ้าหน้าที่บอกกันเองอย่างรู้สึกแปลกๆ

หลินหลิน เป๋งกุ่ย และบู๊ลิ้ม เล่นบอลกัน หลินหลินเกิดอุบัติเหตุหกล้มหัวฟาดพื้นจนหมดสติ เป๋งกุ่ยเอาตัวรอดบอกว่าตนไม่เกี่ยว บู๊ลิ้มเห็นอาการหลินหลินไม่ดีจึงเรียกแท็กซี่พาไปโรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่เหมยอิงกับหลินหลินเป็นคนไข้ประจำของหมอสุกิจ หมอจำหลินหลินได้ บอกพยาบาลให้โทร.แจ้งเหมยอิง เหมยอิงบอกสวยเเล้วรีบไปที่โรงพยาบาล

เมฆาผ่านมาได้ยินเหมยอิงเล่าให้สวยฟัง เขาอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา

เมลดากับกังฟูกลับมาถึงห้องพัก รู้จากเฮียป้อว่าหลินหลินอยู่โรงพยาบาลจึงรีบตามไป

ยังไม่ทันมีใครมาถึงโรงพยาบาล หลินหลินก็รู้สึกตัวแล้ว เธอมองหมอแล้วยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะหมอสุกิจ”

ooooooo

เฮียเก้าตามมาเจอพายุที่นั่งเหม่ออยู่แถวโรงงิ้วบอกว่าพวกเราคิดวิธีต่อสู้กับจางซื่อได้แล้วรีบไปฟัง ด้วยกัน

ฮูหยินแจ้งแก่ทุกคนว่าเรามีวิทยายุทธ์ที่จะใช้สู้กับจางซื่อได้แล้ว นั่นคือค่ายกลดอกเหมย เฮียเฉินอธิบายแก่พายุว่า

ค่ายกลดอกเหมยเป็นค่ายกลโบราณ บุกรุกโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่ให้ศัตรูได้พักจนสุดท้ายมันก็ต้องตายคาค่ายกล เฮียหลอบอกว่าค่ายกลนี้ต้องใช้คน 5 คน ฉะนั้นพายุต้องร่วมฝึกด้วยเพื่อให้ลงมือสอดคล้องกัน

หลังจากฟังคำชี้แจง พายุถามว่าเรื่องกังฟูเป็นลูกจางเหลียงและตนเป็นลูกช่างก่อสร้างนี้ นอกจากอาจารย์ทั้งสี่แล้วมีใครรู้เรื่องนี้อีกไหม ฮูหยินบอกว่าไม่มี เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด พายุฟังแล้วโล่งใจ ลงมือฝึกกับอาจารย์ทั้งสี่

เหมยอิงกับสวยรีบนั่งแท็กซี่ไปที่โรงพยาบาล ครู่เดียวรถเมฆาก็เข้ามา เขาบอกมิเชลว่าหลินหลินรอดไปได้หลายครั้งแล้วเราพลาดอีกไม่ได้เพราะถ้าจางซื่อรู้เราเดือดร้อนแน่ มิเชลบอกว่าตนจะเก็บหลินหลินให้ได้เพราะหลินหลินยังรู้เรื่องที่เขาฆ่าเจ้าสัวเพ้งด้วย มิเชลลงจากรถเดินเข้าไปในโรงพยาบาล ครู่หนึ่งเมฆาก็ขับรถออกไป มิเชลเข้าไปเห็นเหมยอิงกับสวย

รถเมฆาออกไปไม่ทันไร กังฟูกับเมลดาก็นั่งสามล้อมาถึง ทั้งสองลงจากรถวิ่งเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างร้อนใจ

อาเฟยดูศพสันต์แล้วกลับมารายงานจางซื่อว่าศพนั้นเป็นสันต์ลูกน้องเมฆาจริงๆ ถูกฆ่าตายด้วยวิทยายุทธ์ไม่มีบาดแผลจากอาวุธ จางซื่อถามว่าเห็นอะไรบ้าง

“ร่องรอยการต่อสู้บนศพแบ่งได้สองช่วงระยะห่างกันประมาณหนึ่งวัน ร่องรอยมีเพียงรอยหมัดน่าจะเกิดจากการต่อสู้พลังหมัดรุนแรงเข้าเป้าเกือบถึงขั้นฆ่าคนตายได้ในหมัดเดียว”

“สันต์เป็นมือขวาของเมฆา ย่อมต้องมีฝีมือเก่งกล้ากว่าคนธรรมดา จัดการกับคนระดับนี้ได้ในหมัดเดียว แปลว่าคนลงมือคนแรกต้องมีวิทยายุทธ์สูงพอสมควร เข้าขั้นยอดฝีมือคนหนึ่ง” จางซื่อวิเคราะห์ อาเฟยเห็นด้วยแต่ร่องรอยมีน้อยจนตนบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร แล้วอาเฟยก็เล่าต่อว่า

“บาดแผลชุดที่สอง เข้าจุดชีวิตสองจุด ส่วนหมัดที่เหลืออีกสิบกว่าหมัดเป็นการชกมั่วซั่วเน้นแรงไม่เน้นจุด คนลงมือคนแรกทำให้สันต์บาดเจ็บ คนลงมือคนที่สองจึงเป็นฆาตกรที่ฆ่าสันต์”

อาเฟยวิเคราะห์ว่าคนที่ทำร้ายสันต์มีสองคน คนแรกลงมือขณะต่อสู้กันหมัดเดียวก็เห็นผลแสดงว่าเป็นคนซื่อตรงเปิดเผย ส่วนคนที่สองลอบทำร้ายจู่โจมไม่ยั้งแสดงว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์โหดเหี้ยม จางซื่อถามอาเฟยว่าคาดเดาได้หรือยังว่าใครคือฆาตกร อาเฟยไม่กล้าคาดเดา

“ฉันจะบอกให้ ฆาตกรมีฝีมือสูงพอสมควรแปลว่าต้องไม่ใช่พวกปลายแถว มันลอบทำร้ายได้แปลว่าเป็นคนที่สันต์รู้จักจึงไม่ทันระวังตัว การฆ่าแบบนี้เป็นการฆ่าปิดปาก ...ภารกิจล่าสุดของสันต์คือเก็บศพของติงลี่ที่อพาร์ตเมนต์เมียน้อย แต่ตอนนี้ศพติงลี่หายไป คนสุดท้ายที่รู้ว่าศพติงลี่อยู่ที่ไหนคือสันต์”

“ทำไมต้องฆ่าสันต์เพราะติงลี่”

“ตรงกันข้ามมันฆ่าสันต์เพราะไม่มีศพติงลี่เพราะ

ติงลี่ยังไม่ตาย สันต์รู้เรื่องนี้จึงจะรายงาน แต่ก็ถูกฆ่าปิดปาก”

อาเฟยฟังการวิเคราะห์แล้วถามว่านี่เป็นการลงมือของติงลี่หรือ ถามว่าเรื่องนี้ต้องบอกเมฆาหรือไม่

“ไม่”

จางซื่อไม่ให้บอกเพราะนี่จะเป็นบททดสอบถ้าเมฆาถูกฝ่ายตรงข้ามฆ่าได้ก็แสดงว่าไม่ดีพอที่จะสืบทอดอสูรเทวา

ooooooo

เหมยอิงกับสวยเข้าไปในห้องพักของหลินหลิน เจอบู๊ลิ้มนอนหลับอยู่ที่โซฟา สวยจำบู๊ลิ้มได้ เมื่อหมอ เข้ามาทั้งเหมยอิงและบู๊ลิ้มคุยกับหมอถึงอาการความจำเสื่อมของหลินหลิน แต่เวลานี้หลินหลินจำหมอได้แล้ว

หมอบอกว่าผลการสแกนทุกอย่างเป็นปกติดี แปลว่าถ้าหลินหลินเคยได้รับความกระทบกระเทือน ตอนนี้ร่างกายเยียวยาตัวเองจนหายดีแล้ว การที่เธอล้มกระแทกวันนี้อาจทำให้สมองกลับมาทำงานตามปกติ แต่จะเป็นเฉพาะแค่ช่วงสั้นๆหรือหายขาด ขอให้เราดูตอนหลินหลินฟื้นก่อนดีกว่า

เวลาเดียวกันนี้ มิเชลเข้ามาในโรงพยาบาลทำร้ายพยาบาลแล้วเอาชุดมาใส่ เดินไปดูยาที่เนอร์สสเตชั่นเลือกยาที่ต้องการ มีพยาบาลมาเห็นถามว่ามาจากวอร์ดไหน ก็ถูกมิเชลหลอกให้ช่วยดูยาแล้วทำร้ายจนหมดสติลากร่างไปไว้ในห้องน้ำ

จากนั้นไปที่ห้องพักหลินหลินซึ่งเวลานี้มีสวยเฝ้าอยู่คนเดียว สวยเห็นเป็นพยาบาลเข้ามาจึงไม่ได้สนใจหันไปดูทีวีที่พระเอกนางเอกกำลังมีเลิฟซีนกันอยู่ สวยจิกหมอนเคลิ้มไปกับเขาด้วยจนไม่สนใจอะไรเลย

มิเชลตรงไปหาหลินหลินจับแขนขึ้นมาเตรียมฉีดยา หลินหลินลืมตามอง กะพริบตาถี่ๆ ยิ้มหวานให้ถามว่า

“ฉีดยาเหรอคะ” แล้วชวนคุย มิเชลหวังผลมากกว่าฆ่าหลินหลิน หลอกถามถึงเมลดา ถามที่อยู่ หลินหลินบอกว่าความจำเสื่อมแต่ให้เอากระดาษมาจะวาดแผนที่ให้ พอมิเชลวางเข็มฉีดยาหันไปหยิบกระดาษปากกา หลินหลินก็คว้าเข็มฉีดยาลุกพรวดไปปักที่ก้านคอมิเชลทันที ตะโกน

“แกฆ่าพ่อแม่ฉัน!”

มิเชลตกใจจับหลินหลินเหวี่ยงออกไป ก็พอดีเมลดากับกังฟูมาถึง มิเชลลุกขึ้นยืนไม่มั่นคงวิ่งโงนเงนหนีไป เมลดาให้กังฟูอยู่กับหลินหลินตัวเองไล่ตามมิเชลที่หนีลงไปทางบันไดหนีไฟ แต่พอไล่ตามทัน มิเชลอยู่ในสภาพโงนเงน เมลดามองงงๆ ก็พอดีเมฆาขับรถมาเรียกมิเชลให้ขึ้นรถ เมลดาปล่อยให้มิเชลขึ้นรถหนีไป

ooooooo

เหมยอิง สวย และบู๊ลิ้มอยู่ในห้องหลินหลิน กังฟูจึงขอตัวไปดูเมลดา วิ่งไปเจอเมลดายืนอยู่คนเดียวถามว่ามิเชลล่ะ เมลดาบอกว่าเขาบาดเจ็บเราเลยไม่ได้สู้กัน บอกกังฟูอย่างไม่หายแค้นว่า

“ฉันแค้นเขามาก ฉันอยากฆ่าเขาด้วยมือของฉันเอง แต่พอเห็นสภาพเขาเป็นแบบนั้นแล้ว ฉันทำเขาไม่ลง ฉันเลยปล่อยให้เขาหนีไป” บอกกังฟูว่า ไม่รู้ว่าทำถูกหรือ เปล่าแต่ตนสู้กับมิเชลในสภาพนั้นไม่ได้จริงๆ อยากแก้แค้นแทนพ่อแต่ทำเขาไม่ลง กังฟูบอกว่าเธอทำถูกแล้ว เพราะพ่อเธอสอนให้เป็นนักสู้ไม่ได้สอนให้เธอเป็นอันธพาล

“คงเป็นอย่างที่นายพูด ฉันจะล้มมิเชลในแบบที่พ่อสอนฉัน”

กังฟูประสานมือแบบจอมยุทธ์ “นับถือจริงๆครับ หัวใจคุณยิ่งใหญ่มาก นับถือ...นับถือ...” แล้วจับมือกันกลับเข้าไป

เมฆาพามิเชลไปรักษาที่คลินิกแห่งหนึ่งที่เมฆาเคยช่วยไว้ หมอบอกเมฆาว่าถ้าพาเธอมาช้ากว่านี้เธอ ตายแน่ๆ แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว อีกสองสามวันก็ออกจากคลินิกไปหาที่นอนพักได้ แต่ถ้าออกแรงอีกอาจจะตายได้

มิเชลบอกเมฆาว่าตนพลาดอีกแล้ว คราวนี้อาจารย์คงต้องรู้เรื่องแน่ๆ แต่บอกเมฆาว่า ไม่ต้องห่วงตนจะรับผิดชอบเองจะบอกอาจารย์ว่าตนโกหกเขา เมฆาบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร ตอนนี้ต้องพักผ่อนรักษาตัวให้แข็งแรงเป็นปกติให้เร็วที่สุดก่อน

ooooooo

เหมยอิงพาหลินหลิน เมลดา กังฟูและบู๊ลิ้มไปทานอาหารกัน หลินหลินเล่าว่าความจำตนกลับมาตั้งแต่ฟื้นที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ตนกลัวถูกมิเชลฆ่าเลยแกล้งทำเป็นจำเขาไม่ได้

เหมยอิงชมหลินหลินว่าฉลาดมาก ขอบใจเมลดาที่ดูแลหลินหลินตลอดมา ขอบใจบู๊ลิ้มจอมยุทธ์น้อยและขอบใจกังฟูสำหรับทุกอย่างที่เขาทำเพื่อหลินหลิน กังฟูบอกว่าไม่เป็นไรตนแค่ทำสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น

“เธอรู้ไหมเธอพูดเหมือนใคร เหมือนพ่อเธอ...พ่อเธอคือพี่ชายของฉัน”

ทุกคนตะลึงอึ้งโดยเฉพาะกังฟู เหมยอิงบอกว่าเขาชื่อจางฟุพ่อเขาชื่อจางเหลียง รู้จักกันในนามจอมมารจางเหลียง

“เขาเป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะ ไม่มีใครสู้เขาได้เขาตั้งใจจะรวมยุทธภพให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อลดความขัดแย้ง แต่ถ้ามีคนไม่เห็นด้วยก็จะโดนปราบจนสิ้นซาก จนเลือดนองทั่วยุทธภพ ผู้คนจึงเรียกเขาเป็นจอมมาร”

กังฟูถามทำไมถึงโหดร้ายแบบนี้

“เขาบอกว่าจะทำการใหญ่ต้องไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย แต่พอแม่เธอตั้งครรภ์ เขาก็เปลี่ยนไป ตั้งใจจะเปลี่ยนวิธีการใช้อ่อนสยบแข็ง ใช้อหิงสาเป็นอาวุธ แต่ยังไม่ทันทำตามความคิดก็ถูกพวกเดียวกันหักหลัง พ่อกับแม่เธอตายส่วนฉันพาเธอหนีมาเมืองไทย คนที่ฉันรู้จักและไว้ใจได้ก็มีแต่เฮียเฉิน แล้วก็โชคดีที่เขารับอุปการะเธอ”

เหมยอิงหยุดนิ่งหนึ่งอย่างสะเทือนใจกับเหตุการณ์ในอดีต มองหน้ากังฟูแล้วเล่าต่อ...

“ต่อมาฉันแต่งงานกับพ่อหลินหลิน ฉันเป็นห่วงเธอแต่ก็กลัวพวกอสูรเทวามารังควานนานๆจึงแอบมาดูความเป็นไปของเธอเป็นระยะ ฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นเธอ ยิ่งเห็นเธอโตขึ้นเป็นผู้ชายแบบที่ฉันต้องการ ฉันยิ่งดีใจ”

ooooooo

สามเฮีย ฮูหยินและพายุร่วมกันซ้อมค่ายกล

ดอกเหมยอย่างเอาจริงเอาจัง ด้วยลีลาที่ทั้งสวยงามและอันตราย

ระหว่างพักจิบน้ำชากับขนมจันอับ ฮูหยินชมว่า

“ค่ายกลดอกเหมยของพวกเราร้ายกาจจริงๆ เพิ่งซ้อมกันไม่กี่ครั้ง แต่ลงมือสอดคล้องประสานกันเหมือนฝึกกันมาเป็นสิบปี”

เฮียหลอชมพายุว่าร้ายกาจมาก ยังหนุ่มแต่ฝีมือกลับสูงไม่เป็นรองพวกเรา เฮียเก้าคิดย้อนไปว่าตอนอยู่ฮ่องกงถ้ามีพายุอยู่ด้วย พวกเราไม่ต้องกลัวจางเหลียง ชนมันเลย พายุฟังแล้วพูดอย่างอ่อนน้อมว่าพวกอาจารย์ชมเชยตนเกินไปแล้ว

ทั้งเฮียเฉิน เฮียหลอ และเฮียเก้า ต่างแสดงความ ชื่นชมภูมิใจในตัวพายุ ฮูหยินยิ้มแป้นพูดอย่างมีความสุข มากว่า

“ลูกรักของอั๊ว”

“อาจารย์ทั้งสี่เปรียบเหมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้า ศิษย์มีหน้าที่ต้องกตัญญูต่อพวกท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ต้องการคำชมเชยจากอาจารย์”

“เออ...ไม่ชมก็ได้วะ ทุกคนตามอั๊วมานี่” เฮียเฉินลุกขึ้นเดินออกไป ทุกคนตามไปงงๆ ไปถึงหน้าโรงงิ้ว ทุกคนจุดธูป เฮียเฉินกล่าวนำว่า “พวกเราศิษย์อาจารย์ เกิดไม่พร้อมกัน แต่ขอปฏิญาณจะตายพร้อมกัน เพื่อทำลายล้างจอมมาร เสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อส่วนรวม” ทุกคนพูดพร้อมกันว่า

“ตายพร้อมกันเพื่อทำลายล้างจอมมาร เสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อส่วนรวม” แล้วทั้งห้าก็ปักธูปลงตรงธรณีประตู

“เราใช้ชื่อเจ็ดผู้กล้ามานานเกินไปแล้ว ไร้สาระมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องประกาศให้โลกรู้ว่าครั้งนี้เราเอาจริง” เฮียเฉินมองขึ้นไปบนป้ายเจ็ดผู้กล้าคุณธรรม แล้วกระโดดขึ้นไปสะบัดกระบี่ไปบนป้ายตรงตัวเลขเจ็ดของภาษาจีนถูกคมกระบี่ขีดเส้นเพิ่มให้กลายเป็นเลขห้า ชื่อป้ายถูกเปลี่ยนเป็น “ห้าผู้กล้าคุณธรรม”

เฮียหลอชมว่าชื่อนี้เยี่ยมมาก เฮียเก้าประกาศว่าพวกเราห้าคนขอพิชิตจางซื่อให้ได้ พายุเสริมว่า

“ได้ร่วมสู้กับพวกอาจารย์ ศิษย์แม้ตายก็ไม่เสียดาย ชีวิต”

“พูดได้ดีพายุ พูดได้ดี” ฮูหยินน้ำตาคลอกอดพายุอย่างปลื้มปีติ พายุจับมือฮูหยินบีบแน่น...

ooooooo

เหมยอิงยังเล่าถึงอดีตที่ตนติดตามดูความเจริญเติบโตของกังฟูมาให้เจ้าตัวฟังว่า

เห็นความซุ่มซ่าม เฟอะฟะ ไม่มีวี่แววจอมยุทธ์ของกังฟูแล้ว นึกบอกพี่ชายขำๆว่า

“จางเหลียง ลูกชายพี่ ซีปังโต้ว ซื่อบื้อจริงๆฮิๆ”

กังฟูพูดอย่างน้อยใจว่าที่ตนเป็นอย่างนี้เพราะพวกอาจารย์ไม่มีใครสอนกังฟูให้เลย แม้แต่ขั้นพื้นฐานก็ไม่สอนให้ เหมยอิงบอกว่าดีแล้วเพราะไม่มีใครอยากเห็นจอมมารจางเหลียงคนที่สอง

“ถึงพ่อผมจะเป็นยังไง แต่ผมไม่ใช่พ่อ ที่ผ่านมาพวกอาจารย์ก็เลี้ยงดูผมให้ผมโตเป็นคนดี” เหมยอิงบอกว่าเป็นคนดีก็ดีแล้ววรยุทธ์ไม่จำเป็นสำหรับคนดีหรอก แต่กังฟูติงว่า “แต่ผมอยากเป็นจอมยุทธ์พิทักษ์คุณธรรม

ถ้าผมได้ฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่แรก วันนี้ผมอาจจะเอาชนะจางซื่อก็ได้ เอาชนะมิเชลก็ได้ แล้วทุกคนรวมทั้งคุณก็จะไม่มีใครต้องเดือดร้อน”

“ฉันรู้ว่าเธออยากเป็นวีรบุรุษ จางเหลียงพ่อของเธอก็เริ่มต้นด้วยความคิดที่ดีงามแบบนี้ รวบรวมทุกสำนักเป็นหนึ่งเดียว ขจัดความแตกแยก แต่สุดท้ายเขาก็เป็นจอมมารของบู๊ลิ้ม”

“ทำไมทุกคนถึงเอาความดีเลวของพ่อมากำหนดความดีเลวของผม ผมกับพ่อไม่ใช่คนคนเดียวกัน” กังฟูอารมณ์ขึ้น จนเหมยอิงต้องบอกให้ใจเย็นๆจางฟุ เขาแย้งทันทีว่า “ผมไม่ใช่จางฟุ ผมชื่อกังฟู” แล้วลุกเดินไปอย่างขุ่นมัวใจ

ooooooo

กังฟูไปนั่งมองไปในแม่น้ำที่โป๊ะท่าเรือข้ามฟาก จนเมลดาเดินมานั่งด้วย บอกว่าเหมยอิงเล่าให้ตนฟังหมดแล้วท่านร้อนใจมากที่เขาเข้าใจผิดแบบนี้

กังฟูตัดพ้อว่าฮูหยินเลี้ยงตนด้วยความจำใจกลัวว่าเมื่อโตไปตนจะกลายเป็นจางเหลียง บารมีจางเหลียงคงทำให้ทุกคนเกรงกลัวจนตัวสั่น อาจารย์แม่เลี้ยงตนมาด้วยความกลัวไม่ใช่ความรัก แต่ตนรักและเคารพพวกอาจารย์เหมือนพ่อแม่จริงๆ

เมลดาพยายามชี้ให้เห็นว่าถ้าท่านกลัวเขาจะเป็นจอมมารก็หักแขนหักขาเสียแค่นี้เขาก็เป็นจอมมารไม่ได้แล้ว ท่านเลี้ยงเขามาอย่างดี จะบอกว่าท่านไม่รักได้ยังไง แม้กังฟูจะสงบลงบ้างแต่ก็ยังติดใจไม่หายเรื่องที่ท่านไม่ยอมสอนวิทยายุทธ์ ทั้งยังห้ามเรียนเด็ดขาดด้วย ทั้งที่ตนอยากฝึกวิทยายุทธ์ใจแทบขาด พูดอย่างน้อยใจว่า

“พวกท่านเลี้ยงผมมากับมือ ทำไมไม่เชื่อว่าผมจะเป็นคนดีตามที่ท่านสอนสั่ง”

“กังฟู นายลองมองเรื่องนี้จากมุมของท่านดูนะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่าโตขึ้นนายจะเป็นคนดี คนบางคนมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์สั่งสอนอบรม แต่โตมาก็เป็นอาชญากรใจบาป คนบางคนโตมาท่ามกลางสังคมแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นแต่กลับเป็นคนดีมีธรรมะ เราไม่รู้ซึ้งถึงจิตใจคน ถ้าเขาสอนวิทยายุทธ์ให้แล้วนายเอาไปสร้างความเดือดร้อนเขาจะรู้สึกผิดแค่ไหน”

กังฟูก็ยังรำพึงรำพันว่าพวกเขาไม่ไว้ใจตนเลย เมลดา บอกว่าตอนนี้เขาก็มีวิทยายุทธ์แล้ว เป็นโอกาสดีที่เขาจะพิสูจน์ให้พวกท่านเห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไร กังฟูจึงได้คิด เห็นด้วยกับเมลดา เอ่ยอย่างมีกำลังใจว่า

“จริงของคุณ ผมจะสู้กับพวกจางซื่อ ผมจะแสดงให้พวกอาจารย์เห็นว่าผมคือกังฟู ลูกของพวกท่าน ไม่ใช่ทายาทจอมมารของจางเหลียง”

เพื่อความปลอดภัยของเหมยอิงและหลินหลิน กังฟูและเมลดาพาทั้งสองไปอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่าของเฮียป้อ เหมยอิงปรารภกับเมลดาว่าหวังว่าจะผ่านช่วงนี้ไปได้เร็วๆ เพราะสงสารหลินหลินเหลือเกิน

“หลินหลินเป็นเด็กเข้มแข็งกว่าที่เราคิดค่ะ”เมลดาเอ่ย เหมยอิงคิดถึงที่หลินหลินรับมือกับมิเชลแล้วเห็นด้วย

ooooooo

เพื่อเตรียมสู้กับพวกอสูรเทวา ฮูหยินบอกเมลดาว่าช่วงนี้โรงงิ้วมีเรื่องวุ่นวายมากมาย งิ้วเรื่องใหม่คงต้องงดไว้ก่อน ตัวเธอเองไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องมาที่โรงงิ้ว จบเรื่องแล้วจะติดต่อไปหาเธอเอง

ฮูหยินมอบเงินล่วงหน้าไว้ใช้ระหว่างไม่ได้เล่นงิ้ว เมลดาขอบคุณแต่ไม่รับเพราะตนยังพอมีใช้ แต่พอเธอออกไปก็เจอพายุชวนไปเป็นเลขาตน เมลดาขอบคุณแต่ขอหางานดีๆทำเอง ถูกพายุประชดว่าต้องงานกับกังฟูใช่ไหมถึงจะเรียกว่าเป็นงานดี เยาะเย้ยว่าคนอย่างกังฟูไม่มีอะไรดีเลย อนาคตก็ต้องจมปลักอยู่ในโรงงิ้วซอมซ่อนี่แหละ

“คุณอาจจะมองว่าที่นี่ซอมซ่อ แต่ฉันมองว่าที่นี่อบอุ่น คุณอาจจะมองกังฟูว่าไม่มีอะไร แต่ฉันมองว่าเขามีทุกอย่างเหนือกว่าคุณ อย่างน้อยเขามีความกตัญญูรู้คุณเหนือกว่าคุณ กังฟูไม่มีวันบอกว่าโรงงิ้วที่ชุบเลี้ยงเขามาจนโตเป็นสถานที่ซอมซ่อห่วยๆเด็ดขาด”

พายุแค้นใจด่าเมลดาว่าอวดดีไปเถอะ สักวันเธอต้องเป็นผู้หญิงของตน จากนั้นไปหาเนตรนภาที่อพาร์ตเมนต์ของเธอ บังคับเธอเป็นเมียอย่างโหดเหี้ยมห่ามหื่น เนตรนภาได้แต่หวีดร้องด้วยความเจ็บปวดหวาดกลัวและชิงชัง

จางซื่อจับได้ว่าเมฆากับมิเชลโกหกเรื่องกำจัดหลินหลินได้แล้ว ให้อาเฟยไปบังคับพาตัวมาที่สำนักงานอสูรเทวาในกรุงเทพฯ พอนำตัวเข้าไปในห้อง จางซื่อสั่งให้ปิดห้องแล้วบอกเมฆาว่าตนรู้เรื่องหลินหลินแล้ว แต่จะ ให้โอกาสแก้ตัวในฐานะที่เป็นลูก ให้เขาฆ่ามิเชลเสีย เมฆาลังเล จางซื่อขู่ว่าถ้าเขาไม่ฆ่ามิเชล ตนก็จะฆ่าทั้งสองคนเอง

เมฆาไม่อาจฆ่ามิเชลได้ เธอจึงเอาดาบพาดคอจะฆ่าตัวตาย จางซื่อไม่ยอม ตั้งนาฬิกาทรายบอกว่ามีเวลาให้ตัดสินใจแค่นี้ มิเชลทำท่าจะฆ่าตัวตายแต่พอจางซื่อเผลอก็กระโจนเข้าใส่หมายให้จางซื่อฆ่าตน แต่จางซื่อรู้ทันบอกว่าในโลกนี้มีแต่เมฆาเท่านั้นที่จะฆ่าเธอได้ มิเชลจึงขอให้เมฆาฆ่าตนเสีย เมฆายอมตายไปด้วยกันแต่ไม่ยอมฆ่าเธอ ฉวยโอกาสพาเธอหนีออกจากห้อง บอกให้มิเชลหนีไปเสีย เพราะเชื่อว่าจางซื่อไม่ฆ่าตนแน่

จางซื่อออกมาจะตามมิเชล ถูกเมฆาชักปืนยิงไม่ยั้งแต่จางซื่อเพียงยกมือหมุนเป็นวงก็ปัดกระสุนกระเด็นหมด บอกเมฆาว่าเป็นลูกกล้ายิงพ่อบังเกิดเกล้า ตนชอบ แต่ที่เกลียดคือเขาฆ่าผู้หญิงที่ตัวเองรักไม่ลง ด่า “อ่อนแอจริงๆ!!” เมฆาบอกจางซื่อว่าจะทำอะไรตนก็เชิญเลย

“ฉันจะไม่ให้แกตายง่ายๆหรอก ถึงแกจะเป็นลูกฉัน แต่ในเมื่อแกทรยศฉันถึงสองครั้ง แกก็ต้องรับโทษตามกฎ”

ooooooo

มิเชลขับรถหนีไป อาเฟยขี่มอเตอร์ไซค์ตามไม่ลดละ พอทันก็ปาดหน้าขวางถนนจนมิเชลวิ่งลงจากรถเข้าไปในโรงงิ้วตะโกนเรียก “พ่อ...ช่วยฉันด้วย”

เฮียหลอได้ยินเสียงแว่วๆ ชวนเฮียเก้าไปดูมิเชลถูกอาเฟยทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมจนล้มลุก คลุกคลาน กังฟูมาเจอโดดเข้าขวาง มิเชลถามว่ามาช่วยตนทำไม

“ผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าผมผ่านมาแล้วเห็นเรื่องนี้ผมทนดูคุณถูกฆ่าไม่ได้” มิเชลบอกให้ไปเสีย เขาสู้อาเฟยไม่ได้หรอก “ถึงผมจะสู้เขาไม่ได้ แต่อย่างน้อยร่างกายผมก็ยังแข็งแรงอยู่” แล้วหันบอกอาเฟย “ที่ฉันเกลียดที่สุดคือการรังแกคนไม่มีทางสู้ เป็นวิธีการของคนขี้ขลาด ถึงวิทยายุทธ์สูงส่งระดับไหนก็เป็นแค่คนขี้ขลาด”

กังฟูต่อสู้กับอาเฟยอย่างสูสี มิเชลบอกกังฟูเมื่อเห็นอาเฟยตั้งท่าไม้ตายเล็บที่นิ้วค่อยๆเป็นสีดำว่าระวังวิชามีดอสูรแต่มันไม่ทันลงมือตำรวจก็มาถึง อาเฟยชี้หน้ากังฟูแบบฝากไว้ก่อนแล้วหนีหายไป กังฟูรีบประคองมิเชลหนีไปเช่นกัน

อาเฟยกลับไปบอกจางซื่อว่าเอาตัวมิเชลมาไม่ได้ จางซื่อบอกไม่เป็นไรตนจะส่งคนไปฆ่ามันเอง จางซื่อเอาแมลงกู่ซึ่งเป็นหนอนพิษชนิดหนึ่งเป็นวิชามารของพวกชนเผ่าทางตอนใต้ของจีน เอามีดกรีดมือเมฆา เอาแมลงกู่วางที่ปากแผล แมลงกู่ค่อยๆเคลื่อนไหวดูดเลือดแล้วมุดเข้าไปในเนื้อชำแรกไปจนถึงต้นคอแล้วหายเข้าไปในหัว ร่างเมฆาเริ่มกระตุกเหมือนได้รับความเจ็บปวด อาเฟยดูอย่างสะอิดสะเอียนในขณะที่จางซื่อหัวเราะสะใจ

ooooooo

กังฟูพามิเชลไปที่ห้องพักตัวเองเพราะเกรงว่าไปอยู่กับเมลดาแล้วหลินหลินจะทำใจช่วยเธอไม่ได้ ทั้งกังฟูและเมลดาช่วยดูแลมิเชลอย่างมีมนุษยธรรม ต่างรู้สึกตัวเองรักคนไม่ผิด

จางซื่อเรียกพายุไปจะให้ฆ่าหลินหลินถ้าทำสำเร็จจะให้ขึ้นนั่งตำแหน่งของเมฆา พายุทำเป็นถ่อมตน จางซื่อประกาศ

“คำพูดของฉันคือประกาศิต ใครไม่เชื่อต้องตาย” บอกพายุว่าเขาเป็นคนฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยม แต่อย่าเอามาใช้กับตนไม่อย่างนั้นจะเสียใจ ขู่แล้วสั่งให้ไปกำจัดหลินหลินเสีย บอกว่าหลินหลินอยู่กับหลินฮุ่ยและกังฟูที่ช่วยไว้

พายุทรยศทันที บอกจางซื่อว่าทั้งสองอยู่โรงงิ้วฟ้าดินกับตน แล้วบอกว่าพวกเจ็ดผู้กล้าที่โรงงิ้ววางแผนจะฆ่าจางซื่อด้วยแผนค่ายกลดอกเหมย จางซื่อชมว่าพายุทำได้ดีมาก ยิ้มเหี้ยมพึมพำ “เจ็ดผู้กล้าคุณธรรมงั้นเหรอ หึๆ”
แล้ววันต่อมา ขณะที่กังฟูกำลังกวาดลานโล่งหน้าโรงงิ้ว อาเฟยก็ขับรถเข้ามาจอด กังฟูทิ้งไม้กวาดทันที

“ใจเย็น วันนี้ไม่ได้มาหาเรื่อง” อาเฟยเอ่ยอย่างเป็นมิตร“แล้วมาทำไม”

อาเฟยหยิบซองจดหมายสีแดงขึ้นมาให้ดูแทนคำตอบ...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.