ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ฟิล์ม-ซูซี่ แท็กทีมประชันบู๊ใน "ร้ายรักพยัคฆ์กังฟู"


ที่ถนนสายหนึ่งในย่านคนจีน...

ทหารสี่คน แบกเกี้ยวที่ตบแต่งสวยหรู มีแม่ทัพผู้หนึ่งขี่ม้านำขบวนมา แต่ที่กลางถนน มีชายคนหนึ่งสะพายดาบเล่มใหญ่ นั่งบนเก้าอี้ มองมาที่ขบวนอย่างใจเย็น

“บังอาจ นี่เป็นขบวนเกี้ยวองค์หญิงหลานหลิง ถ้าไม่อยากตาย รีบไสหัวไป” แม่ทัพไล่ตะเพิด

“บังเอิญนัก ข้ากำลังตามหาองค์หญิงหลานหลิงพอดี” ชายคนนั้นตอบอย่างท้าทาย แม่ทัพถามว่าสารรูปอย่างนี้มีธุระอะไรกับองค์หญิง “มีคนจ้างให้ข้ามาฆ่าองค์หญิงไงล่ะ ข้าคือนักฆ่าดาบเดียว ซิมเซ่งอี่”

นักฆ่ากระโดดขึ้นฆ่าแม่ทัพในดาบเดียว พวกคนแบกเกี้ยวตกใจทิ้งเกี้ยววิ่งหนีไปหมด นักฆ่าแผดเสียงหัวเราะอย่างผยอง กระโดดแทงดาบเข้าไปในเกี้ยว เกี้ยวระเบิดออกมา กังฟูที่อยู่ในเกี้ยวชักกระบี่ฟาดฟันนักฆ่า จนนักฆ่าถอยออกอย่างตื่นตกใจ ถามว่า “เจ้าเป็นใคร อยู่ในเกี้ยวองค์หญิงได้ยังไง”

“ยี่สิบปีก่อน เจ้าเข่นฆ่าครอบครัวของขุนนางตงฉินคนหนึ่ง วันนี้ข้าจะมาล้างแค้นให้พวกเขา”

“หรือว่าเจ้าคือ...” นักฆ่าจ้องหน้าถาม

“ถูกต้อง ลูกชายของอำมาตย์สี่ ข้าคือ สี่เหวินเฉียง ข้ารู้ว่าเจ้าจะฆ่าองค์หญิง ข้าจึงปลอมตัวมาในเกี้ยว ซิมเซ่งอี่ วันนี้คือวันตายของเจ้า”

นักฆ่าระเบิดหัวเราะกึกก้อง ประกาศว่า “ข้าจะฆ่าให้ตายทั้งพ่อทั้งลูก”

กังฟูทำท่าคารวะ เงยหน้าพูด “ฟ้าเป็นพยานวันนี้ ข้าจะล้างแค้นแทนพ่อของข้า ล้างแค้นให้อาอี๊ อาโกว ตั่วเจ็ก ยี่เจ็ก โซ้ยเจ็ก ยี่ซิ่ม โซ้ยซิ่ม อากู่ อากิ๋ม อาเหล่าอึ้ม อาเหล่าโกว...”

“เฮ้ย...เยอะไปแล้ว”

“อย่าเพิ่งขัดสิวะ...ลืมเลย...ถึงใครแล้วเนี่ยเอ่อ ...บรรพบุรุษทุกท่าน ข้าจะล้างแค้นให้พวกท่านเดี๋ยวนี้” พูดจบกังฟูก็ตั้งท่ากระบี่ ตะโกนก้อง “เซียนเหินจากฟ้า” แล้วกระโดดพุ่งลงมาพร้อมแทงกระบี่ นักฆ่ายกดาบ

เล่มใหญ่รับ เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังลั่นเกิดประกายไฟกระเด็นวิบวับ...วิบวับ

ooooooo

ที่ห้องพักกังฟูในตึกแถว กังฟูนอนอ่านนิยายกำลังภายใน ตาอ่านหนังสือมือก็หยิบถั่วลิสงคั่วเกลือใส่ปากกินไปอ่านไปอย่างดื่มด่ำในอารมณ์

บู๊ลิ้มวัย 12 ปี เพื่อนวัยใสของกังฟู ย่องมาหย่อนหินก้อนเล็กๆใส่ในชามถั่ว กังฟูหยิบกินเพลินพอเคี้ยวถูกก้อนหินก็คายออกมาดู บู๊ลิ้มหัวเราะคิกคัก กังฟูถามว่าศิษย์พี่แกล้งศิษย์น้องทำไม บู๊ลิ้มบอกว่าดีที่ไม่เอาอึหมาใส่ลงไป

“ก็อ่านแล้วมันมันส์นี่หว่า ศิษย์น้องอยากเป็นจอมยุทธอย่างในนิยายกำลังภายในมาก แก้แค้นให้บรรพชน เข่นฆ่าพวกอธรรม พิทักษ์สาวงามผู้สูงส่ง วะ วะ ว้าว” แล้วกังฟูก็หันมาหาบู๊ลิ้มประสานมือคารวะ “สหายให้เกียรติมาเยือน มิทราบมีอันใดสอนสั่ง”

“คำสอนสั่งมิกล้าใช้ เพียงแต่มีเรื่องเล็กน้อยมาบอก”

“เชิญท่าน ข้าพเจ้าล้างหูรอรับฟัง”

“บัดนี้เวลาสิบโมงแล้ว ได้เวลาทำงานของท่านจอมยุทธ์แล้ว”

กังฟูชะงักหันขวับไปดูนาฬิกาที่ฝาห้อง ดีดตัวผึงลุกขึ้นทันที

ครู่เดียว รถหกล้อคันเล็กๆที่ดัดแปลงแต่งเป็นร้านขายติ่มซำ-ซาลาเปา-ขนมจีบ มีชื่อติดข้างตัวถังรถอย่างเก๋ไก๋ว่า “ติ่มซำสะท้านบู๊ลิ้ม”

“เร่เข้ามาครับ เร่เข้ามา ติ่มซำสะท้านบู๊ลิ้มอร่อยเหาะที่สุดในสามโลก ขนมจีบ ติ่มซำ ซาลาเปา หมั่นโถว ทำกันสดๆ นึ่งกันร้อนๆ รับรองหอเจี๊ยะ...หอเจี๊ยะ...” บู๊ลิ้มทำเสียงก้องเรียกลูกค้าสุดฤทธิ์? พอลูกค้าเริ่มเข้า

มามุง บู๊ลิ้มก็พยักหน้าให้ศิษย์ผู้น้อง

กังฟูศิษย์ผู้น้องก้าวเข้ามาหน้าใสกิ๊ง ใส่ผ้ากันเปื้อนมีผ้าขนหนูคาดที่หน้าผาก ตรงมาที่โต๊ะนวดแป้ง จัดแจงนวดแป้งอย่างทะมัดทะแมง นวดเสร็จโยนแป้งใส่มือไปมาซ้ายขวา...ซ้ายขวา แล้วตบแป้งลงบนโต๊ะพร้อมเสียง “ย้ากกกก!!” สะท้านโลกันตร์

ขณะกังฟูกำลังแสดงการนวดแป้งโชว์ลูกค้านั่นเอง มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาแต่ไกล เป็นเสียงตำรวจไล่จับนักวิ่งราวสองคน นักวิ่งราวหนีตำรวจวิ่งมาชนลูกค้าของบู๊ลิ้มกระเด็นไปชนโต๊ะนวดแป้งล้มระเนระนาด

กังฟูมองตามด้วยสีหน้าของผู้ผดุงความยุติธรรม ตะโกนฝากร้านไว้กับศิษย์พี่แล้วไล่ตามนักวิ่งราวไปทันที ตำรวจวิ่งตามมาติดๆ แต่พอวิ่งมาถึงนักวิ่งราวก็หายไปแล้ว พอตำรวจไป นักวิ่งราวทั้งสองก็ค่อยๆโผล่หัวออกมา มันหัวเราะสะใจที่หลบรอดสายตาตำรวจ แต่ไม่ทันไรกังฟูก็ก้าวเข้ามาขวาง สั่งให้เอาของที่วิ่งราวมาไปคืนเจ้าของเสีย

“หึ...ไอ้น้อง หุ่นอย่างกับกุ้งแห้งแบบนี้ อย่าทำตัวเป็นฮีโร่หน่อยเลย อยู่เฉยๆน่ะดีแล้วจะได้ไม่เจ็บตัว” มันจะเดินผ่านกังฟูไป ถูกกังฟูเตะกระป๋องน้ำอัดลมใส่หัวโป๊ก มันหันกลับมาสะบัดคอซ้ายขวา กร๊อบ...กร๊อบ... ตั้งท่าเล่นงานทันที

กังฟูผู้ผดุงธรรม ถูกโจรชักอีโต้คมกริบที่เหน็บหลังเอวออกมาวัดแกว่ง กังฟูหันไปคว้าท่อนไม้ใกล้มือขึ้นมาสู้อีโต้ ถูกอีโต้ฟันฉับๆๆ ท่อนไม้ถูกตัดสั้นลง...

สั้นลง จนเหลือแค่ฟุตเดียว กังฟูชักเสียว พอมันฟันมาอีกฉับ คราวนี้ไม่เอาท่อนไม้รับแต่หลบฉากแทน เจ้ากรรม! หลบไม่พ้นเลยโดนอีโต้เฉี่ยวเข้าที่ต้นแขนจนเลือดไหล

“หึๆๆ ไปเป็นพระเอกต่อในนรกเถอะมึง” มันเงื้ออีโต้สุดแขนหมายฟันทีเดียวคอขาดกระเด็น กังฟูหลับตาปี๋

“หยุด! วางมีดลงเดี๋ยวนี้!!” เสียงตำรวจช่วยชีวิตไว้ โจรจวนตัวปฏิบัติตามคำสั่งวางอีโต้ กังฟูเป่าปากโล่งอก เอามือกุมแผลที่แขน หน้าเบ้อย่างเจ็บปวด

ooooooo

ที่ตรอกโรงงิ้ว...มีป้ายคณะงิ้วฟ้าดินเป็นอักษรจีน ที่หน้าเวที “เฉิน หน้าหล่อ หนึ่งในสามผู้พิทักษ์ธรรมแห่งสำนักฟ้าดิน” สามีของฮูหยินเจ้าของคณะงิ้ว ยืนดูนักแสดงสาวร้องและร่ายรำบทนางงิ้วอยู่ เอามือลูบคางแล้วส่ายหน้า

“ไม่ได้ๆ จะเล่นงิ้วให้คนดูประทับใจ แค่ร้องเป็นรำเป็นมันไม่พอนะจ๊ะหนู” แล้วเฮียเฉินก็โอบไหล่อย่างเนียนๆ สอนนิ่มๆ ว่าไม่ต้องห่วง เฮียรับรองว่าจะถ่ายทอดทุกอย่างให้หนูเอง แล้วเฮียเฉินก็สอนให้ฝึกลมปราณ สูดลมเข้าปอดยกหน้าอกขึ้น ปากสอนแต่ตาเฮียเฉินมองเนินอกนางงิ้วตาเป็นมัน

หารู้ไม่! ฮูหยิน ผู้ได้ชื่อว่า “ฮูหยิน หนึ่งสตรีผู้กล้า เจ้าสำนักฟ้าดิน” ยืนจิกตามองอย่างเอาเรื่อง ลมปราณแห่งความหึงหวงแผ่พลังจนม้านั่งสั่นสะเทือน กระดาษปลิวว่อน และโคมที่แขวนอยู่ตกลงมาใกล้ๆเฮียเฉิน

เฮียเฉินหันขวับ ปะทะเข้ากับรังสีอำมหิตที่แผ่จากฮูหยินก็ถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก บอกนางงิ้วให้ฝึกไปก่อนเฮียเรียกลมปราณเยอะไปหน่อยรู้สึกหน่วงๆ แล้วเผ่นแน่บลงจากเวทีอ้อมไปหลังโรงงิ้ว ฮูหยินจิกตามองตาม คำรามในคอ

“คิดจะหนีเรอะ ไอ้เฉิน!!”

ooooooo

เฮียเฉินวิ่งเข้าไปในห้องเก็บเครื่องดนตรีและอุปกรณ์งิ้วหวังพึ่งเฮียหลอ ผู้ได้ชื่อว่า “เฮียหลอ หมาตื่น หนึ่งในสามผู้พิทักษ์ธรรมแห่งสำนักฟ้าดิน”

เฮียหลอนอนกอดไหเหล้ากรนคร่อก...คร่อก... เฮียเฉินปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น หันไปเห็นฮูหยินเดินแผ่

รังสีอำมหิตเข้ามาก็บ่น “ถึงเวลาเดือดร้อนทีไร ช่วยไม่ได้ สักที...โธ่เว้ย!!”

ไม่รอให้วิบัติมาถึง เฮียเฉินแผ่นแน่บจากเฮียหลอ พอฮูหยินเดินมาถึงหางตามองเฮียหลอแว่บหนึ่งแล้วไล่ล่าเฮียเฉินต่อไป พอทั้งเฮียเฉินและฮูหยินไปแล้ว เฮียหลอค่อยๆปรือตาพึมพำอย่างโล่งอก

“รอดตัวไป...ไม่งั้นซี้แหงแก๋แน่ๆ” เฮียหลอยกไหเหล้าขึ้นกรอกปากอย่างดื่มด่ำในรสชาติราวกับเห็นสวรรค์อยู่รำไร

ooooooo

ที่โรงครัว... เฮียเก้า ผู้ได้ชื่อว่า “เฮียเก้า เก้านิ้ว หนึ่งในสามผู้พิทักษ์ธรรมแห่งสำนักฟ้าดิน” กำลังควงมีดสับกะหล่ำปลีกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว

“ไอ้เก้า...ไอ้เก้า...ช่วยอั๊วด้วย...” เฮียเฉินวิ่งตับแลบเข้ามา

“อีกแล้วเหรอวะไอ้เฉิน เมื่อไหร่ลื้อจะเลิกยั่วโมโหอาซ้อเขาเสียที” เฮียเก้าถามอย่างรู้ทันว่าเกิดอะไรขึ้น เฮียเฉินปฏิเสธว่าเปล่า ตนสอนเด็กใหม่ให้หัดงิ้วเท่านั้นเอง

“เห็นจะจะคาหนังคาเขา จ้องหน้าอกตาถลนแบบนั้น เฮียยังกล้าบอกว่าหัดงิ้วให้เด็กอีกเหรอ” ฮูหยินตวาดถามแล้วหันไปคว้าทวนที่ใช้ประกอบการแสดง ก้าวเข้าหาเฮียเฉินกับเฮียเก้าที่พลอยฟ้าพลอยฝนไปกับเขาด้วย

เฮียเฉินดันเฮียเก้าออกไปรับหน้า ถูกฮูหยินขู่ว่าถ้าจะช่วยเพื่อนก็คิดให้ดีๆ

“ไอ้เฉินมันก็ดีแต่เจ้าชู้ ให้เอาจริงมันก็ไม่กล้าหรอกฮูหยิน เคยเห็นไหมหมาที่เก่งแต่เห่าน่ะ” พอฮูหยินถามว่าจะช่วยเพื่อนจริงๆหรือ พลางกระชับกำทวนแน่น เฮียเก้ากลืนน้ำลายเอื๊อก... “เอ่อ...ในคณะงิ้วนี้ ใครจะกล้ากับอาซ้อล่ะ โชคดีนะไอ้เฉิน เรื่องผัวๆเมียๆ เจรจาต้าอ่วยกันเองเว้ย” แล้วเฮียเก้าก็ทำท่ารำงิ้วออกไป

“ไอ้เก้า...ไอ้เก้า!!” เฮียเฉินร้องเรียกทำเนียนจะตามออกไป ถูกฮูหยินพุ่งทวนไปปักฉึกที่เสาเฉียดหน้าเฮียเฉินไปนิดเดียว เฮียเฉินหยุกกึกไปไม่เป็นเลย ฮูหยินเดินเข้าหาเฮียเฉินที่ถอยไปจนชนฝา เลยได้แต่มองฮูหยินตาปริบๆอย่าง...จนตรอก

ผลของการฝึกลมปราณที่แค่ได้มองเนินอกสยิวของเฮียเฉิน คือถูกฮูหยินลงโทษให้คุกเข่ายกน้ำชาขอขมาฮูหยินในสภาพบอบช้ำ สารภาพผิดให้สัญญาว่าจะไม่ยั่วโมโหอีก ฮูหยินจ้องหน้าอบรมสั่งสอนผัวตัวแสบ

“คนที่ไม่เชื่อตัวเอง คำพูดจะสับสน คนที่ใส่ร้ายคนดี คำพูดจะเรรวน คนที่จิตใจหงุดหงิดร้อนรนจะพูดมาก คนที่กำลังจะทรยศคำพูดจะส่อความละอายใจ” แล้วเน้น
เสียง “และคนที่มีคุณธรรมสูงจะพูดน้อย”

“ชะ...ชะช่ายจ้ะ ถูกต้องตามตำราอี้จิงเลยจ้ะเมียจ๋า แต่เฮียขอเสริมอีกอย่างนะจ๊ะ” เฮียเฉินทำตาปริบๆ สำออยเสียงหวาน “และคนที่รักเมียมากกกก ต่อให้พูดว่ารักน้ำไหลไฟดับก็ไม่เท่ากับจูบเดียวที่ให้เมีย” เฮียเฉินดึงมือฮูหยินไปจูบ แค่ถูกเฮียเฉินจูบมือฮูหยินก็สั่นสะเทิ้นเคลิ้มจนลืมตัว พอนึกได้ก็รีบชักมือกลับบ่นงอนๆว่า

“พอได้แล้วเฮีย ก็เพราะเฮียชอบทำแบบนี้ไง ยั่วให้โกรธแล้วก็มายั่วให้รัก”

แล้วเฮียเฉินก็ได้รับอภัยจากฮูหยิน แต่ปรามว่า “จำไว้ด้วย ต่อไปอย่าทำให้อารมณ์เสียอีก รู้ใช่ไหมว่าจะเป็นยังไง”

ระหว่างนั้น คนงานและลูกศิษย์คณะงิ้วถืออุปกรณ์เดินผ่านมา ฮูหยินถามว่าใครเห็นกังฟูไหม ตั้งแต่เช้าอาจารย์ยังไม่เห็นหัวมันเลย ลูกศิษย์คนหนึ่งบอกว่าสงสัยจะไปมีเรื่องมา เห็นเจ็บตัวเลือดเต็มเลย ฮูหยินชักสีหน้าไม่พอใจทันที

บู๊ลิ้มแอบดูพ่อกับแม่อยู่หน้าเสีย ตกใจ บ่นเบาๆ “ซวยแล้วศิษย์น้อง”

ooooooo

บู๊ลิ้มวิ่งอ้าวไปหากังฟูที่กำลังพันแผลที่โดนฟันอยู่ ร้องบอกอย่างตระหนกว่า

“งานเข้าแล้ว...งานเข้า แม่ศิษย์พี่รู้เรื่องที่ศิษย์น้องไปมีเรื่องมาแล้ว รีบไปจากที่นี่ก่อนเถอะ ตอนนี้แม่กำลังอารมณ์เสียด้วย ถ้าเจอหน้าศิษย์น้องละก็...ล้งเล้งเม้งแตกแน่”
กังฟูแค่หันมองบู๊ลิ้มแล้วจัดการกับแผลของตนต่อ บู๊ลิ้มเร่ง “ยังนั่งอยู่อีก เดี๋ยวก็โดนด่าหูตูบเหมือนทุกครั้งที่ศิษย์น้องแอบเอามวยกังฟูไปใช้กับคนข้างนอกหรอก”

“แต่ที่จริงศิษย์น้องก็ไม่ได้ทำอะไรผิด การฝึกมวยกังฟูเป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย และกฎข้อนึงของการฝึกก็คือ ช่วยผู้ที่อ่อนแอกว่า ส่วนคนที่ใช้แต่พลังแล้วข่มเหงคนอื่น คนนั้นต่างหากที่ไม่ควรฝึกกังฟู”

กังฟูลุกไปดูหุ่นไม้ฝึก แล้วออกหมัดปัดป่ายเพลงมวยกับแขนหุ่นที่ยื่นออกมาจากเสาไม้ บู๊ลิ้มพึมพำว่าตนเข้าใจ แต่ว่า...บู๊ลิ้มหยุดกึกเมื่อเห็นแม่มายืนกอดอกหน้าตึงอยู่ ฮูหยินโบกมือให้ลูกชายออกไปแล้วเดินเงียบๆเข้าไปข้างหลังกังฟูที่กำลังฝึกมวยกับแขนหุ่นไม้อย่างตั้งใจ ออกหมัดไปก็บ่นไปว่า

“ขนาดพี่พายุ อาจารย์หญิงยังฝึกให้ได้ แล้วทำไมต้องมาห้ามเราฝึกด้วย” แต่พอหันมาเห็นฮูหยินหรืออาจารย์หญิงยืนอยู่ก็หน้าเสีย ฮูหยินสั่งให้เอาหุ่นไม้ฝึกมวยไปเก็บที่ห้องเก็บของ อย่าให้เห็นมันที่นี่อีก เสร็จแล้วให้ตามไปที่โรงงิ้ว พร้อมที่จะรับการลงโทษที่ฝ่าฝืนคำสั่งอาจารย์

กังฟูหันมองหุ่นไม้อีกครั้งก่อนเดินตามอาจารย์หญิงออกไปด้วยสีหน้าไม่ยอมแพ้ บู๊ลิ้มเห็นแล้วทั้งสงสารและตกใจ

เมื่อไปพบอาจารย์หญิงหรือฮูหยินที่เวทีโรงงิ้ว กังฟูอ้อนวอนว่าตนทำตามคำสั่งของอาจารย์หญิงมาตลอดแล้วทำไมถึงไม่ให้โอกาสตนบ้าง ฮูหยินบอกว่าขืนให้โอกาสป่านนี้เขาคงเป็นกุ๊ยข้างถนนไปแล้ว

กังฟูบอกว่าตนไม่เคยคิดรังแกคนอื่น บู๊ลิ้มที่ตามมาลุ้นก็ช่วยพูดว่ากังฟูเป็นคนดีชอบช่วยเหลือคนอื่น

แม่ควรให้โอกาส เลยถูกฮูหยินไล่ให้เข้าบ้านไป แล้วเอ่ยกับกังฟูว่า

“ฉันดีใจนะกังฟูที่เธอเป็นคนดีมีคุณธรรมตามที่ฉันพร่ำสอนเธอมาตลอด” กังฟูขอโอกาสอีกครั้ง สาบานต่อหน้าป้ายสำนัก คุกเขาอ้อนวอนและสัญญาว่าจะไม่ใช้วิชาของสำนักไปทำเรื่องผิดๆ ฮูหยินบอกให้ลุกขึ้นแต่ยืนยันจะไม่ให้เขาฝึกวรยุทธ์ กังฟูจะท้วงติงอีก ก็ถูกเสียงดังใส่ว่า “กังฟู! ที่เธอเป็นคนดีได้เพราะการสั่งสอนเลี้ยงดูจากอาจารย์ แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเธอแต่ถ้ายังไม่พอใจอีกก็เชิญออกไปจากสำนักฟ้าดินได้ เพราะที่นี่ไม่เลี้ยงคนที่ไม่ฟังคำสั่งอาจารย์”

กังฟูได้แต่อุทานเรียก “อาจารย์หญิง...” อย่างผิดหวังเศร้าเสียใจ อาจารย์หญิงลุกเดินเข้าข้างในอย่างใจแข็ง

ooooooo

เฮียเฉินเดินมาเจอฮูหยินมายืนไม่สบายใจอยู่ที่มุมหนึ่ง เฮียเฉินเอ่ยอย่างใจเย็นว่าจนป่านนี้แล้ว อดีตของกังฟูคงไม่น่าห่วงแล้วกระมัง

“เฮียไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี ที่ยุทธภพวุ่นวายมาตลอดก็เพราะคำว่า 10 ปีล้างแค้นก็ยังไม่สายนี่แหละ” เฮียเฉินติงว่าเดี๋ยวนี้ยุทธภพเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ไม่เหมือนสมัยบรรพบุรุษเราแล้ว “ฉันไม่เถียงว่าโลกมันเปลี่ยนไป แต่คนไม่ได้เปลี่ยนนี่เฮีย คนมันก็ยังเหมือนเดิม ยังชิงดีชิงเด่น ยังโกงกิน ยังละเลยคุณธรรม ต่อให้โลกพัฒนาไปอีกร้อยปี ถ้าใช้วรยุทธ์ในทางที่ผิดมันก็คืออาวุธอันตรายดีๆนี่เอง”

“เราเลี้ยงไอ้กังฟูมาตั้งแต่มันแบเบาะ คุณธรรมของพวกเราซึมซับอยู่ในตัวมันหมดแล้ว”

“แต่สายเลือดมันไม่ใช่ ชาติกำเนิดมันเป็นลูกพยัคฆ์ จะให้มันเปลี่ยนไปเป็นมังกรคงไม่ได้”

เฮียเฉินทำท่าจะโต้แย้งอีก ถูกฮูหยินชี้หน้าปราม “พอได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะความเจ้าชู้ของเฮีย เห็นผู้หญิงแล้วใจอ่อนทุกที สำนักดินฟ้าของเราก็คงอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับสำนักอื่นๆในยุทธภพ ให้ผิดคำสั่งของบรรพบุรุษ”

ถูกตำหนิติปรามเข้าแบบนี้ เฮียเฉินก็พูดไม่ออก เป็นอันว่าไงว่าตามกัน เดินตามฮูหยินไปหน้าจ๋อยๆ

ooooooo

เมลดา...สาวสวยวัย 23 ปี ผู้มีสองบุคลิกในคนเดียว เพราะแม่เป็นนางรำเธอจึงรำได้อย่างอ่อนช้อยหาตัวจับยาก แต่เพราะพ่อเป็นครูมวยไทยเก่า เธอจึงได้รับการฝึกฝนมวยมาจนแข็งแกร่งเผชิญหน้ากับอันตรายได้โดยหน้าไม่เปลี่ยนสี

สองพ่อลูกยังซ้อมมวยฝึกมวยกันอย่างสม่ำเสมอ แม้เธอจะฝึกได้ดีแต่ ชนะ ผู้เป็นพ่อก็ยังบอกว่า เก่ง แต่ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เธอทำหน้างอนๆ ถอดนวมบอกว่าไป
ทำงานดีกว่า

“งานพิเศษที่บ้านเจ้าสัวน่ะเหรอ พ่อนึกว่าจะเป็นงานประจำของลูกไปแล้วเสียอีก” เมลดาบอกว่าเพราะมีลูกศิษย์น่ารัก “ลูกศิษย์น่ารักหรือพี่ชายเขาน่ารักกันแน่”

พอถูกพ่อแซวเมลดาก็เขิน บอกกับรูปของแม่ว่าคืนนี้ช่วยมาเข้าฝันพ่อด้วย เอาให้หัวโกร๋นไปเลย หยอกพ่อแล้วก็พากันหัวเราะร่าเริง แล้วเมลดาก็ออกไปทำงาน

เมลดาไปสอนรำไทยให้กับหลินหลินวัย 13 หน้าตาสดใสน่ารักลูกสาวของเจ้าสัวเพ้งกับซ้อสอง

มาดามเหมยอิง เมียหลวงของเจ้าสัว รักและเอ็นดูเมลดามาก บอกว่าถ้าเบื่องานประชาสัมพันธ์ที่ทำอยู่เมื่อไรให้บอก จะจ้างให้มาดูแลหลินหลินแบบเต็มเวลาเลย

“แม่ใหญ่ไม่ต้องขอหรอกค่ะ เพราะอีกหน่อยพี่เมเขาก็ต้องลาออกจากงานแล้วมาอยู่ที่นี่กับหลินหลินทุกวันอยู่แล้ว” แล้วหลินหลินก็บอกแม่ใหญ่ว่าพี่เมกับพี่เมฆาเขาตกลงเป็น...หลินหลินพูดได้แค่นั้นก็ถูกเมลดาเรียกขัดขึ้นเลยหยุด

“อ๋อ...ในที่สุดก็เป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆ ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอกจ้ะ รู้แบบนี้แล้วฉันยิ่งดีใจที่ลูกชายฉันเลือกผู้หญิงถูกคนและถูกใจฉันเสียที” เหมยอิงแตะแขนเมลดาอย่างสนิทสนมเอ็นดู หลินหลินแอบชูแม่โป้งเชียร์เมลดาสุดฤทธิ์

ooooooo

เมฆา ชายหนุ่มหน้าตาดี สุภาพเรียบร้อย เป็นลูกชายของเหมยอิงที่เกิดกับจางซื่อ เป็นพี่ชายต่างพ่อของหลินหลิน เขาหยอกน้องสาวอย่างเอ็นดูที่เป็นแม่สื่อให้รักกับเมลดาจนสำเร็จ

พอมีผลงานหลินหลินก็ทวงหนี้ให้เมฆาพาไปเลี้ยงมื้อใหญ่และช็อปปิ้ง เมฆาบอกว่าตนไม่ลืมไปตอนนี้เลยก็ได้ให้ชวนเมลดาไปด้วย แต่ระหว่างนั้น สันต์ ลูกน้องคนสนิทของเมฆาเดินผ่านมาสบตากับเมฆาแว่บหนึ่ง เมฆาหันบอกหลินหลินกับเมลดาให้นั่งรถไปด้วยกันก่อน ตนมีงานต้องเคลียร์นิดหน่อยแล้วจะตามไปเจอกันที่ห้าง

ระหว่างที่เมลดากับหลินหลินนั่งรถไปนั้น ถูกโจรเรียกค่าไถ่ขับรถปาดหน้าลากคนขับรถลงไปทุบต้นคอจนสลบ แล้วเปิดประตูหลังกระชากตัวเมลดากับหลินหลินลงจากรถ เมลดาเป็นห่วงหลินหลินจึงใช้เชิงมวยที่พ่อสอนให้เล่นงานคนที่คุมเธออยู่แล้วไปช่วยหลินหลิน แต่เธอก็ถูกมันลุกขึ้นชกที่ท้องจนจุกตัวงอ คนร้ายอีกคนยกปืนขู่กันหลินหลินออกไป สั่งเมลดาว่า

“บอกไอ้เจ้าสัว ถ้าอยากได้ลูกสาวคืน อย่าให้เรื่องถึงตำรวจแล้วรอรับโทรศัพท์เรียกค่าไถ่” แล้วมันก็พาหลินหลินไป

เมลดาเป็นห่วงหลินหลิน รีบกลับไปที่รถ หยิบมือถือที่ตกในรถโทร.ถึงเมฆาทันที

“คุณเมฆา ช่วยหลินหลินด้วย หลินหลินถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่!!”

ซ้อสองแม่ของหลินหลินร้องไห้ฟูมฟายด้วย

ความตกใจเป็นห่วงลูก ครู่หนึ่งเจ้าสัวเพ้งกับเมฆาเข้ามา เหมยอิงซ้อใหญ่ถามว่าได้ข่าวหลินหลินอย่างไรบ้าง เจ้าสัวบอกว่าให้คนของเราออกตามหาแล้วแต่ยังไม่ได้เรื่องอะไรเลย เหมยอิงเสนอว่ามันต้องการเท่าไหร่ก็ให้มันไป ตนเป็นห่วงหลินหลิน เจ้าสัวเพ้งคิดจะแจ้งตำรวจ เมฆาติงว่าอย่าเพิ่งดีกว่า ให้เหตุผลว่า

“เท่าที่ผมคุยกับเม พวกมันกล้าลงมืออุกอาจกลางถนนได้แบบนี้ มันคงเตรียมตัวมาอย่างดี ที่มันสั่งว่าอย่าให้เรื่องถึงตำรวจคงไม่ใช่แค่ขู่” แล้วเสนอว่าทางที่ดีเราควรจ่ายเงินให้มันก่อนแล้วค่อยเรียกตำรวจจัดการดีกว่า เกรงมันจะลงมือกับหลินหลิน

เมลดากลับมาในสภาพใบหน้ามีรอยฟกช้ำ เธอถามทันทีที่เจอเมฆาว่าหลินหลินเป็นอย่างไรบ้าง พอรู้ว่าเขาจะเอาเงินไปให้มัน เธอขอไปด้วย เมฆาหว่านล้อมว่าอย่าไปเลยมันอันตรายเกินไป พูดจนเธอต้องยอมแล้วเขาจึงขึ้นรถไปกับสันต์

เมลดามองตามรถไป สีหน้าครุ่นคิด แล้วตัดสินใจ!

ooooooo

เมลดาเอารถออกตามรถของเมฆาไป แต่แล้วรถของเมฆาก็หลุดไป เมื่อรถของเธอเกือบชนกับรถมอเตอร์ไซค์ของกังฟูที่กำลังกลับรถ เธอหักรถหลบจนไปเกยบนทางเท้าหัวกระแทกพวงมาลัย

กังฟูเสียใจที่อาจารย์หญิงไม่ให้เรียนวรยุทธ์ออกมาผ่อนคลายเลยกลับยิ่งเครียดเมื่อเกิดปัญหา โดยเฉพาะถูกเมลดาโวยวายโทษว่าเพราะเขาทีเดียวทำให้ตนเสียงาน แล้วรีบไปสตาร์ตรถเพื่อตามเมฆา แต่สตาร์ตไม่ติด กังฟูเห็นเธอร้อนใจถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม ทีแรกเธอก็ปฏิเสธอย่างฉุนเฉียว แต่พอเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของเขาก็ฉุกคิดได้ บอกเขาว่า

“ฉันมีเรื่องจำเป็นต้องรีบตามเพื่อนฉันไปเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณช่วยฉันได้ ฉันมีค่าจ้างให้”

เมฆากับสันต์มาถึงโกดังร้างแล้ว พอลงจากรถก็ถูกคนร้ายเอาปืนจ่อสั่งให้หยุดถามว่ามากันแค่นี้แน่นะแล้วเข้าตบตามตัว เมื่อไม่พบอาวุธจึงพาเข้าไปข้างในบอกว่า หลินหลินยังไม่มีแม้แต่รอยขีดขวน แต่ถ้าเขาตุกติกรับรองว่าเด็กนั่นจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆแน่

“เงินอยู่นี่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีตำรวจมาเกี่ยวข้องแน่นอน ฉันสัญญา” เมฆาเอ่ย คนร้ายพอใจสั่งให้เดินเข้าไปรับตัวเด็กเลย

ooooooo

ภายในโกดัง...หลินหลินนอนหมดสติอยู่ที่พื้น มีผ้าปิดตาและมัดมือเอาไว้ คนร้ายสองคนถือปืนเฝ้าอยู่

มิเชล สาวสวยเซ็กซี่นักสังหารมือฉกาจ เข้ามาในโกดัง มีเสียงเล็กน้อย คนร้ายที่เฝ้าอยู่ถามกันว่า “ใครวะ!!” แต่มันมองหาก็ไม่เห็นอะไร มันท้าแน่จริงให้ออกมา พลางส่ายปืนไปรอบตัว

ไวปานสายฟ้า มิเชลประชิดตัวจับมันปลดปืนและแยกปืนออกเป็นชิ้นๆอย่างรวดเร็ว คนร้ายอีกคนพุ่งเข้าชกต่อยมิเชล เธอยืนกับที่แค่เอี้ยวตัวฉากหลบไปมา ปล่อยให้มันชกจนเหนื่อยแต่ไม่ถูกแม้แต่หมัดเดียว

มันเลยชักมีดออกมากวัดแกว่ง มิเชลมองอย่างสมเพช เธอกระดิกนิ้วท้า พอมันวิ่งเข้ามาก็เจอวิชามวยกังฟูแค่ท่าพื้นๆก็เลือดกบปากถอยกรูดยอมแพ้

มิเชลหางตาไปทางหลินหลินที่ยังนอนหมดสติอยู่อย่างไม่สนใจแม้แต่น้อย เธอยิ้มร้ายแล้วร่ายรำเชิงมวยก่อนจะปล่อยวรยุทธ์อัดกระแทกผ่านอากาศ
จนเป็นแรงอัดก้อนใหญ่ใส่สองโจรจนกระเด็นลอยไปกระแทกกับเสาร่วงลงมาคอหักตายคาที่ มิเชลยืนมองผลงานตัวเองอย่างพอใจ

กังฟูพาเมลดามาถึงหน้าโกดังร้าง เธอเห็นรถของเมฆาจอดอยู่ มั่นใจว่าหลินหลินต้องอยู่ที่นี่แน่ เธอจ่ายเงินให้กังฟูแล้วไล่ให้เขากลับไปได้แล้ว

กังฟูบ่นว่าพอส่งถึงที่แล้วไล่อย่างกับหมูกับหมาอย่างนี้เลยหรือ ควักเงินที่รับมาคืนให้บอกว่าตนช่วยใครไม่เคยหวังผลตอบแทน เมื่อไม่อยากให้ตนยุ่ง ก็ลาเลยแล้วกัน

แต่พอกังฟูจะกลับไป เมลดานึกขึ้นได้ ร้องบอก 

“เดี๋ยวก่อน”

ooooooo

เมื่อเดินเข้ามาถึงข้างใน คนร้ายสั่งเมฆาให้หยุดตรงนี้ส่งเงินมาแล้วเดี๋ยวจะพาเด็กมาส่ง เมฆาถามว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าน้องสาวตนจะปลอดภัย

“มาถึงนี่แล้วแกไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น เอามา!!” คนร้ายที่ 1 ตวาด เมฆากอดกระเป๋าเงินไว้แน่น มันเอาปืนตบเขาผัวะ สันต์ขยับจะเอาเรื่องแต่ถูกปืนจ่อบอกว่า อยากให้ทุกอย่างง่ายก็ต้องทำตัวง่าย เมฆาจึงส่งกระเป๋าเงินให้มัน แต่พอมันจะเดินเข้าไปก็ผงะชะงักเมื่อเห็นพวกมันที่เฝ้าหลินหลินคนหนึ่งถูกจับมัดห้อยหัวลงในสภาพที่ตายอย่างน่าสมเพช มันหันปืนใส่เมฆาทันที!

เมฆายืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน

ที่ด้านหน้าโกดัง เมลดาเรียกกังฟูไว้บอกว่าตนกำลังเดือดร้อนอยู่อยากให้เขาช่วยอีกเรื่องหนึ่ง คือให้โทร.ตามตำรวจมาที่นี่ กังฟูให้เธอบอกมาดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ขณะเมลดากำลังลังเลนั่นเอง เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง เธอตกใจอุทาน

“เมฆา!!!”

ในโกดังร้าง ขณะคนร้ายเอาปืนจ่อเมฆานั้น มันถูกมิเชลมาหักคอมันจากข้างหลังทำให้กระสุนเฉียดเมฆาไปเส้นยาแดงเดียว สันต์ไม่พอใจชักปืนจ่อมิเชล เมฆาร้องห้าม สันต์บอกว่าถ้ามิเชลมาช้ากว่านี้เขาโดนยิงไปแล้ว

“ฉันรู้ว่ามิเชลจงใจ เธอก็แค่อยากทดสอบว่าฉันมีคุณสมบัติกล้าและบ้าบิ่นพอที่จะล่มหัวจมท้ายกับอสูรเทวารึเปล่า” แล้วเมฆาก็เข้าไปลูบแก้มมิเชลอย่างกรุ้มกริ่ม ถูกเธอปัดมือออกอย่างไร้อารมณ์บอกเขาว่า

“ฉันทำหน้าที่ปิดปากไอ้พวกนี้เสร็จแล้ว ที่เหลือก็คือหน้าที่ของคุณ”

“หึๆๆเรื่องนั้นไม่ต้องห่วง กลับไปบอกเขาด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนแน่”

“แต่กำลังมีเรื่องนอกเหนือจากแผนที่เราวางเอาไว้” เมฆาถามหมายความว่าไง? “ข้างนอกนั่น คนที่ไม่เกี่ยวข้อง คุณควรกำจัดให้พ้นทาง”

เมฆาหันมองไปข้างนอก พอหันกลับมาอีกทีมิเชลก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

ooooooo

เมลดาจะเข้าข้างใน กังฟูจับตัวไว้ไม่ยอมให้เข้าเพราะอันตราย เลยถูกเมลดาชกเข้าที่ลิ้นปี่จนจุกแล้ววิ่งเข้าไปในโกดัง

เมฆาถามว่าเธอมาที่นี่ได้ยังไง เธอบอกว่าเป็นห่วงเขาและหลินหลินเลยแอบตามมา เมื่อกี้ได้ยินเสียงปืนถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ

“ผมเอาค่าไถ่มาให้พวกมัน แต่พวกมันทะเลาะกันเองเรื่องส่วนแบ่ง ผมเลยฉวยโอกาสช่วยหลินหลินออกมา” เมลดาถามว่าแล้วพวกมันล่ะ “มีพวกมันฆ่ากันตายเองไปสองคน แต่มีบางคนที่หนีไปได้พร้อมกับเงิน”

ระหว่างนั้น กังฟูตามเข้ามา สันต์ไม่รู้จักเลยยกปืนเล็งใส่ เมลดาบอกว่าเขาเป็นพลเมืองดีช่วยพาตนมาที่นี่ เมฆาพยักหน้า สันต์จึงลดปืนลง

“ตอนนี้หลินหลินปลอดภัยแล้ว ผมว่าเรารีบพากลับบ้านดีกว่า ปล่อยให้สันต์จัดการเคลียร์กับตำรวจทางนี้ไป”

เมลดาพยักหน้าแล้วพากันออกไป ทิ้งกังฟูยืนมองตาปริบๆ แต่พอหันมองสันต์พบกับแววตาไม่เป็นมิตร กังฟูยิ้มให้แต่สันต์ยังจ้องหน้าถมึงทึง

ooooooo

ที่คณะงิ้วดินฟ้า ขณะฮูหยินกำลังรำไทเก๊กอยู่ เห็นบู๊ลิ้มจะไปโรงเรียน ถามว่ากินข้าวหรือยัง บู๊ลิ้มบอกว่าไม่ค่อยหิว

“ลูกกำลังจะโทษแม่ที่เป็นคนไล่กังฟูไปใช่ไหม” ฮูหยินถาม บู๊ลิ้มเงียบ “สิ่งที่แม่สอนสั่งให้กังฟูทำตาม มันคือความหวังดีของแม่ ถ้าเขาไม่รักดีไม่รู้จักความกตัญญู ก็สมควรแล้วที่ต้องไปจากที่นี่”

“ใช่แล้วครับอาจารย์หญิง เพราะว่าผมยังรักและยังกตัญญูต่อผู้มีพระคุณผมจึงไม่ยอมไปจากที่นี่” กังฟูเอ่ยแทรกขึ้น ฮูหยินกับบู๊ลิ้มหันมอง บู๊ลิ้มวิ่งไปหากังฟูด้วยความดีใจ ส่วนฮูหยินหรืออาจารย์หญิงยืนมองกังฟูนิ่ง

กังฟูไปคุกเข่าลงตรงหน้าฮูหยิน “ศิษย์สำนึกผิดที่ทำให้อาจารย์ไม่พอใจ ยกโทษให้ศิษย์ด้วย” กังฟูให้สัญญาว่า “จะเชื่อฟังอาจารย์หญิง จะไม่แอบฝึกมวยอีกแล้ว”

ฮูหยินเดินไปหยิบกระบี่ชักออกจากฝัก ถามกังฟูว่า

“รู้ไหมว่าทำไมกระบี่ต้องมีฝัก...ที่กระบี่ต้องมีฝัก เพราะต้องซ่อนคมเอาไว้ไม่ให้ชักออกมาฆ่าฟันกันง่ายๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอพร้อมสำหรับการฝึกจริงๆ เธอถึงจะได้รับอนุญาต” เมื่อกังฟูพยักหน้าเข้าใจ ฮูหยินโยนฝักกระบี่ให้บอกว่า “ตอนนี้ที่ฉันให้เธอได้คือฝักกระบี่เท่านั้น” แล้ววางกระบี่บนเก้าอี้แถวนี้
กังฟูถามว่าอาจารย์ยกโทษให้แล้วใช่ไหม ฮูหยินไม่ตอบ บอกให้ไปส่งบู๊ลิ้มเดี๋ยวจะสาย สั่งทิ้งท้ายว่า

“แล้วอย่าลืมเก็บกระบี่ให้ด้วยล่ะ”

กังฟูดีใจรีบเก็บกระบี่สอดใส่ฝัก เฮียเก้าที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ พอเห็นกังฟูเอากระบี่ใส่ฝักก็เข้ามาจะถาม แต่ฮูหยินย้อนกลับมาสั่งกังฟูว่า

“เกือบลืมไปแน่ะ ไปส่งบู๊ลิ้มแล้วแวะไปรอรับพายุที่สนามบินด้วย วันนี้เขาจะกลับมาจากเมืองจีนแล้ว”

พอฮูหยินไป กังฟูถามเฮียเก้าว่าเมื่อกี๊จะพูดอะไร เฮียเก้าบอกว่าไม่มีอะไร ช่างมันเถอะ แต่พอไปเจอเฮียเฉินที่ดวดเหล้าเมานอนก่ายกันกับเฮียหลอ ก็สะกิดถามเฮียเฉินว่า สอนวิชายุทธ์ให้กังฟูหรือเปล่า เฮียเฉินด่าว่าซี้ซั้วต่า เฮียเก้าเล่าว่า

“แต่เมื่อกี๊อั๊วเห็นไอกังฟูจับกระบี่ ท่ามันบอกว่ามันคือจอมยุทธ์” ถูกเฮียเฉินด่าอีกว่าเหลวไหล ฟลุกมั้ง หรือไม่เฮียเก้าก็ตาถั่ว ขณะเฮียเก้ากำลังงงๆว่าตัวเอง

ดูผิดได้ยังไงนั่นเอง เฮียหลอก็หันมาบอกว่า

“อั๊วรู้แล้ว...ตอนนั้นไง” ทั้งเฮียเฉินและเฮียเก้ามองลุ้นว่าเฮียหลอนึกอะไรออก เฮียหลอจึงทบทวนให้ฟังว่า

ตอนที่ทำบ๊ะจ่างไม่ทันและถูกฮูหยินคาดโทษว่าถ้าตนไปตลาดกลับมาแล้วยังไม่เสร็จ “พวกลื้อตาย!!”

กลัวต้องตาย สามเฮียซึ่งมีหน้าที่ตักและห่อ ให้กังฟูเป็นคนมัด แต่กังฟูมัดช้าจนบ๊ะจ่างกองเป็นพะเนิน สามเฮียจึงช่วยกันฝึกลมปราณมัดบ๊ะจ่างให้

“เฮ้ย...ตอนนั้นเราแค่สอนมัดบ๊ะจ่างนะ มันเกี่ยวอะไรกับท่าจับกระบี่วะ” เฮียเก้าติง เฮียหลอถอนใจก่อนบอกความบ้องตื้นของพวกตนว่าเพราะเรามัวแต่นึกว่ามันเป็นพวกซื่อบื้อ ลืมไปว่ามันสืบสายเลือดมาจากใคร

“จริงของลื้อ ม้าดีแค่เห็นแส้ก็วิ่งได้ เราสอนมันนิดเดียว มันกลับรู้ได้มากมาย เราพลาดไปจริงๆ”

สามเฮียตกลงกันว่าเราเงียบๆไว้ก่อน ถ้าโชคดีกังฟูคงได้แค่ช่วยเรามัดบ๊ะจ่างไปเรื่อยๆ

ooooooo

บู๊ลิ้มยุให้กังฟูแอบฝึกวิทยายุทธ์ กังฟูบอกว่าเป็นลูกผู้ชายรักษาสัจจะไม่ได้ก็อย่าเป็นเสียดีกว่า แล้วเตือนบู๊ลิ้มว่าควรตั้งใจเรียนให้สมกับที่พ่อแม่เสียเงินมากมายส่งไปเรียนโรงเรียนดีๆ ไม่ต้องห่วงตนหรอก

“แม่พยายามจะให้ศิษย์พี่เหมือนพี่พายุ แต่อยากรู้นักถ้าศิษย์พี่ได้นิสัยแย่ๆเหมือนพี่พายุมา แม่จะดีใจหรือเสียใจ” กังฟูเตือนว่าพายุเป็นพี่ชาย “ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆซะหน่อย ก็เด็กรับมาเลี้ยงเหมือนกับศิษย์น้อง แต่ทำไมรักไม่เท่ากันก็ไม่รู้” พูดแล้วนึกได้รีบขอโทษกังฟูเพราะก็เป็นเด็กที่พ่อกับแม่ตนเอามาเลี้ยงเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรหรอกศิษย์พี่ รีบไปโรงเรียนกันดีกว่า เดี๋ยวรถจะติด” กังฟูเปิดประตูรถให้บู๊ลิ้มขึ้นนั่งแล้วขับไปส่งบู๊ลิ้ม นึกได้ถามว่าเมื่อคืนหายไปไหน “อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ใช้สติครุ่นคิดแต่ดันไปเจอเรื่องตื่นเต้นเลยเสียเวลาไปให้ปากคำตำรวจอยู่ทั้งคืน”

บู๊ลิ้มดูหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เจอพาดหัว

“ลูกสาวเจ้าสัวพันล้าน รอดหวุดหวิด โจรเรียกค่าไถ่”

“ลูกสาวเจ้าสัวพันล้าน?” บู๊ลิ้มดูรูปแล้วตกใจเพราะรู้จักหลินหลิน

ooooooo

เมลดาดูแลให้หลินหลินนอนหนุนตักอยู่ทั้งคืน เหมยอิงขอบใจเธอมาก บอกว่าเป็นโชคดีของหลินหลินที่มีผู้หญิงดีๆอย่างเธอคอยดูแล ถามเมลดาว่า

“รับปากฉันได้ไหมว่าเธอจะมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา” แล้วหันไปถามเมฆา “ใช่ไหมเมฆา ผู้หญิงดีๆอย่างนี้อย่ามัวแต่ชักช้าอยู่ล่ะ” เหมยอิงย้ำกับเมฆาว่า “ถ้าผู้หญิงดีๆอย่างเมลดาหลุดมือไปล่ะก็ อย่าหวังว่าแม่จะรับคนอื่นมาเป็นสะใภ้”

เมฆาเลยขอเมลดาแต่งงานต่อหน้าเหมยอิง อ้างว่าถ้าถูกปฏิเสธแม่จะได้ช่วย เมลดาขอให้พอเถอะ เพราะเรื่องที่เราควรพูดกันคือหลินหลินต้องได้รับการดูแล คนร้ายที่ลักพาตัวหลินหลินก็ยังลอยนวลอยู่

“จ้ะเมลดา แต่รับปากฉันนะ ว่าถ้าผ่านพ้นเรื่องร้ายๆนี้ไปได้เมื่อไหร่ เธอจะไม่ปฏิเสธฉัน”

เมลดายิ้มรับ แล้วหันไปมองเมฆา และเมื่อเดินมาส่งเธอที่รถ เมฆาบอกว่าตนใจหายมากที่เมื่อคืนเห็นเธอตามไป เมลดาบอกว่าตนเป็นห่วงเขาและหลินหลิน

“แต่คุณก็เห็นแล้วว่าผมจัดการทุกอย่างได้” พอเมลดาพยักหน้าเขาย้ำ “งั้นต่อไปนี้คุณสัญญากับผมถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก คุณต้องไม่เข้าไปยุ่ง” เมลดารับคำ เขาหอมที่หน้าผากเธอแล้วเปิดประตูรถให้ระหว่างนั้นมีรถอีกคันหนึ่งขับเข้ามา หญิงสาวสวยแต่งสูททะมัดทะแมงลงจากรถพร้อมชายหนุ่มในชุดสูทสีดำ ทั้งสองเดินมาหาเมฆาจับมือกันแล้วเดินเข้าไปในคฤหาสน์

เมลดามองหญิงชายคู่นั้นอย่างสงสัยว่าเป็นใคร ที่แท้คือมิเชลกับทีมงานที่เมฆาพามาพบเจ้าสัวและเหมยอิงเพื่อมาเป็นบอดี้การ์ดให้เจ้าสัวกับหลินหลิน เจ้าสัวไม่ชอบให้มีคนมาคอยติดตามเพราะดูเหมือนเจ้าพ่อมากกว่านักธุรกิจ

เมฆาหว่านล้อมจนเหมยอิงคล้อยตามและซ้อสองก็พูดอย่างวิตกว่าไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับหลินหลินอีก

“ก็ได้” เจ้าสัวตกลง แต่กำชับเมฆาว่า “แกต้องสืบมาให้ได้นะ หาตัวไอ้คนที่จ้องทำลายครอบครัวให้เจอ”

“ครับพ่อ” เมฆารับคำ หันสบตากับมิเชลแว่บหนึ่ง

ooooooo

บู๊ลิ้มโดดเรียนไปด้อมๆ มองๆ หาบ้านเมลดาเพื่อจะถามข่าวเรื่องหลินหลิน บังเอิญกังฟูส่งบู๊ลิ้มแล้วรถเสียเพิ่งซ่อมเสร็จขับมาเจอบู๊ลิ้ม เลยจับได้ว่าโดดเรียน

บู๊ลิ้มยอมรับว่าเป็นห่วงเพื่อนอยากรู้ว่าเป็นยังไงบ้าง เลยถูกกังฟูแซวว่าคงไม่ใช่แค่เพื่อนใช่ไหม บู๊ลิ้มพลั้งปากว่า

“โอ้ยยยย ใช่แฟนก็ดีสิ อุ๊บ...” บู๊ลิ้มรีบเอามือปิดปากแล้วเดินหนีเอาดื้อๆ กังฟูตามไปคว้าแขนไว้ พอดีเมลดามาถึงนึกว่ากังฟูรังแกเด็ก ลงมาด่าเปิง จนบู๊ลิ้มต้องขอร้องบอกว่ากังฟูเป็นลูกศิษย์คณะงิ้วแม่ตน เมลดาจึงยอมหยุด

พอพากันเข้าไปคุยในบ้าน เมลดาบอกบู๊ลิ้มว่าเป็นห่วงเพื่อนนั้นดี แต่ถึงกับโดดเรียนมาแบบนี้ตนไม่เห็นด้วย บู๊ลิ้มขอโทษ บอกว่าตนอยากไปเยี่ยมหลินหลิน แต่เขา

คงไม่ให้ตนเข้าบ้าน ถูกกังฟูขัดคอดักคอหนักเข้าเลยโต้เถียงกัน จนเมลดาสั่งให้หยุด ก็พอดีชนะหิ้วอาหารกลับมา บอกว่าดีแล้วให้เมลดาชวนเพื่อนกินข้าวด้วยกันเสียเลย

“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ พอดีคุยธุระกันเสร็จแล้วค่ะ” เมลดาตัดบทเหมือนไล่ทั้งสองกลับกลายๆ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

แคท เล่นแรง ระบายความแค้น ดักขา แป้ง สะดุดล้มหวิดแท้ง ใน "เรือนสายสวาท"

แคท เล่นแรง ระบายความแค้น ดักขา แป้ง สะดุดล้มหวิดแท้ง ใน "เรือนสายสวาท"
21 ม.ค. 2563
08:20 น.