ตอนที่ 11
เช้านี้เม่งฮวยอารมณ์ดีมาก ลุกขึ้นมาแต่งตัวจะไปดูก้องเกียรติ แต่ไม่ทันออกไปอาตั่วตี๋ก็เข้ามาหาอาม้าแล้ว เม่งฮวยโผเข้ากอดลูกชายถามว่าเมื่อคืนทำไมไม่มาหา อาม้าคอยตั้งนาน
"เมื่อคืนผมเอาเอกสารจากที่ทำงานกลับมาตรวจที่บ้านน่ะครับ นั่งตรวจเพลินไปหน่อย มารู้ตัวอีกทีก็ดึกมากแล้วเลยไม่อยากมารบกวนอาม้าครับ พอตอนเช้าผมก็เลยรีบ
มาหานี่ไงครับ วันนี้วันหยุดผมตั้งใจจะมาทานข้าวเป็นเพื่อนอาม้าครับ"
"ฮ่อๆ ลีๆๆ" เม่งฮวยมองลูกชายอย่างปลื้มใจเป็นที่สุด
เมื่อถึงเวลาอาหาร เจ้าสัวกับเม่งฮวยพูดคุยกับก้องเกียรติที่คอยคีบอาหารให้ทั้งสองคน เม่งฮวยยิ้มแย้มอย่างภูมิใจอวดคุณนายหมายเลขถัดๆไปให้รู้ว่าเมื่อคืนเจ้าสัวมานอนที่ห้องตน
เจ้าสัวถามก้องเกียรติถึงการค้าขายกับจีน จากนั้นถามว่าแล้วเรืองยศเป็นอย่างไรบ้าง พอก้องเกียรติบอกว่าตอนตนลงมายังไม่ตื่น เจ้าสัวอุทาน
"ไอ้หยา...คนค้าขายตื่นสายมังไม่ลีนา"
"แหมอาเฮีย ก็วันนี้เป“นวันหยุด อาเฮียเองก็น่าจาตื่นสายๆ เมื่อเช้าอั๊วบอกให้นอนต่อๆ เฮียก็ไม่เชื่ออั๊ว" เม่งฮวยคุยอวดพลางชำเลืองมองคุณนายรองๆไปทีละคน
เยนหลิงขมวดคิ้วนิดหนึ่งแต่พยายามข่มอารมณ์ตัวเอง โรสทำเป“นไม่สนใจหัวเราะคิกคักหยิบน้ำชาซดโฮกๆจนเยนหลิงมองอย่างไม่พอใจเตือนให้เบาๆหน่อย โรสไม่สนใจ เยนหลิงเลยพูดตรงๆ
"โรส มีคนนั่งทานอาหารกันอยู่หลายคน เธอควรจะยกเว้นกิริยาที่ไม่ดีเอาไว้บ้าง"
โรสถามว่าไม่ดีตรงไหน พอเยนหลิงบอกว่าก็ที่ซดน้ำชาเสียงดัง โรสก็ลอยหน้าอ้างว่าตนก็ซดเหมือนเจ้าสัวกับเม่งฮวยนั่นแหละ เม่งฮวยโพล่งขึ้นว่าตนไม่ได้ซดเสียงดังเท่าตัวเองสักหน่อย
"น่ารำคาญจริงๆ" เจ้าสัวพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด ทุกคนชะงักกึกหน้าจ๋อยไปตามกัน แล้วเจ้าสัวก็เล่าเหมือนจะสอนว่า คนจีนถือว่าการกินอาหารเสียงดังๆถือว่าเป“นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าอาหารมีรสชาติอร่อย ส่วนคน
ไทยกินเงียบๆถึงจะมีมารยาทผู้ดี แล้วถามเยนหลิงว่า "อาเยนหลิง ลื้อไม่ได้เป“นคงไทยนี่นา ทำไมถึงต้องมาคิดมากกับเรื่องเล็กๆแบบนี้"
เยนหลิงหน้าถอดสีเมื่อถูกถามแทงใจดำลุกพรวดออกไปทันที เจ้าสัวฉุนขาดตวาดว่าอะไรกัน เม่งฮวยประชดว่า "อีเปงผู้ลี" โรสผสมโรงว่า "ตีนโต"
"หยุด!" เจ้าสัวตวาดดังกว่าเก่า ทุกคนชะงักกึก แล้วเจ้าสัวก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อ ก้องเกียรติคีบโน่นคีบนี่ให้ป๊ากับม้า แล้วยังเผื่อแผ่ไปถึงโรส ถูกเม่งฮวยพูดเบาๆอย่างไม่พอใจว่าอีตักเองก็ได้ ก้องเกียรติหัวเราะขำๆแล้วหันไปทางคำแก้ว
"คำแก้ว ฉันไม่ค่อยเห็นเธอตักกับข้าวทานเลย กับข้าวไม่อร่อยหรือ"
พอคำแก้วบอกว่าอร่อยแต่ตนอิ่มแล้ว ก้องเกียรตินึกได้ขอนุญาตเจ้าสัวว่าเรืองยศจะสอนคำแก้วเป่าขลุ่ย เม่งฮวย สอดขึ้นค้านเสียงแข็ง เจ้าสัวก็ติงว่ารบกวนเรืองยศเปล่าๆ
ก้องเกียรติบอกว่าคำแก้วเคยบอกตนว่าเธอมีขลุ่ย เจ้าสัวหน้าไม่สบายใจเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตัวเองสั่งให้คนเอาขลุ่ยของคำแก้วไปเผา ยอมรับว่าคำแก้วเคยมีขลุ่ย แล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นอนุญาตให้สอนคำแก้วเป่าขลุ่ยบอกว่าคำแก้วจะได้มีอะไรทำ
คำแก้วยิ้มดีใจ แต่เม่งฮวยไม่พอใจมาก ทำหน้าตึงก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่มองใครเลย
ooooooo
แต่พอก้องเกียรติไปบอกเรืองยศ กลับถูกเรืองยศพูดอย่างไม่พอใจว่าตนไม่เคยรับปากจะสอนเป่าขลุ่ยให้คำแก้ว คราวหลังจะทำอะไรน่าจะถามตนก่อน ว่าเสียจนก้องเกียรติต้องขอโทษ เรืองยศเสนอว่า
"ใหญ่ นายก็ไปสอนให้เขาเองสิ อยากให้เขาเรียนขลุ่ยนักไม่ใช่หรือ" ก้องเกียรติบอกว่าตนยังเป่าไม่เก่ง เรืองยศประชดว่า "แต่นายเต็มใจที่จะสอน แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนี่"
ก้องเกียรติต้องขอร้องเรืองยศให้ไปช่วยสอนเพราะตนรับปากกับคำแก้วไปแล้ว สุดท้ายเรืองยศก็ยอมอย่างไม่เต็มใจ
คำแก้วไปรอที่ศาลาท่าน้ำริมคลองอยู่ก่อนแล้ว ครู่หนึ่งเห็นก้องเกียรติเดินมากับเรืองยศ แต่พอเรืองยศเห็นคำแก้วก็ชะงัก ก้องเกียรติจึงจูงมือเขาพาเดินไปที่ศาลา แนะนำเรืองยศแก่คำแก้ว บอกเธอว่าเรียกเรืองยศว่าอาจารย์ก็แล้วกันจะได้ฟังดูขลัง
"ได้ค่ะ" คำแก้วอมยิ้มมองทั้งสองแล้วอดพูดไม่ได้ว่า "คุณชายทั้งสองท่าทางรักกันดีจริงๆ แก้วเพิ่งเคยเห็นสุภาพบุรุษสองท่านเดินจูงมือกันก็วันนี้เอง"
ก้องเกียรติชี้แจงว่าตนสองคนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เรียนโรงเรียนเดียวกันทั้งที่ฮ่องกงและที่อเมริกา เรืองยศย้ำให้ชัดจงใจให้สะกิดความคิดคำแก้วว่า
"ใช่! เราสองคนรักกันมาก" แล้วก็พูดเป็นปริศนายิ่งขึ้นเมื่อก้องเกียรติบอกว่าจะยกขลุ่ยของตัวเองให้คำแก้ว แต่พอเห็นสีหน้าเรืองยศก็แก้เป็นว่าให้เธอยืมเพราะขลุ่ยนี้อาจารย์เรืองยศให้ตนไว้ ต่อไปถ้าเธอเป่าได้ตนจะหาให้ใหม่ เรืองยศก็แทรกขึ้นอย่างจริงจังว่า "ถูกต้องแล้ว สิ่งของบางอย่างก็ยอมยกให้กันไม่ได้ง่ายๆหรอก"
ก้องเกียรติรู้ถึงนัยของคำพูดนั้น มองหน้าเรืองยศแล้วบอกคำแก้วให้ตั้งใจเรียน
ooooooo
เรืองยศเริ่มสอนด้วยการยกขลุ่ยขึ้นอธิบายให้ คำแก้วฟังว่าการเป่าขลุ่ยไม่ยาก แต่ต้องถอดจิตถอดใจให้กับมัน คำแก้วพูดอย่างไม่มั่นใจตัวเองว่ากลัวตัวเองจะทำไม่ได้เพราะใจชอบล่องลอยไปเรื่อย
"ถ้าอย่างนั้นคงมีปัญหาหน่อย แต่ฉันบอกก่อนนะว่าฉันสอนได้แต่วิชาขลุ่ย จะให้สั่งสอนหัวใจของเธอด้วยคงไม่ไหว"
ก้องเกียรติรู้ถึงอารมณ์ของเรืองยศ เลยพูดเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศว่า
"ขลุ่ยจีนมีช่องตัวโน้ตทั้งหมดเจ็ดช่องสำหรับอารมณ์ทั้งเจ็ด ช่องนึงสำหรับอารมณ์นึง เราต้องเอาอารมณ์ทั้งหมดมาผสมผสานกัน คุณสมบัติของนักขลุ่ยจำเป็นต้องมีหลากหลายอารมณ์ โดยเฉพาะสองอารมณ์ที่สำคัญที่สุดก็คือ อารมณ์สง่าสวยสดงดงามกับอารมณ์เศร้าหมองระทมทุกข์ ทั้งหมดนี้เธอต้องกลั่นกรองมาจากความรู้สึกของเธอจริงๆ คำแก้ว เธอมีครบทั้งสองอย่างนี้ไหม"
"เกรงว่า...แก้วจะมีแต่อารมณ์ที่สองคืออารมณ์ทุกข์"
"มีแค่นั้นก็ดีถมไปแล้ว ความทุกข์คืออารมณ์หนึ่งในเจ็ด แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือความว่างเปล่า คือหัวใจที่ไม่รู้สึกอะไรเสียเลย ถ้าเธอเป็นอย่างนั้นเธอจะไม่มีวันเป่าเพลงขลุ่ยได้ไพเราะ" เรืองยศแทรกขึ้น
"อาจารย์เรืองยศช่วยเป่าให้แก้วฟังเป็นตัวอย่างสักเพลงได้ไหมคะ แก้วอยากฟังเพลงขลุ่ยอาจารย์เรืองยศเป่าค่ะ"
เรืองยศยกขลุ่ยขึ้นจดริมฝีปาก เสียงเพลงขลุ่ยของเขา
ฟังดูอ้อยสร้อย พลิ้วไหว อ่อนโยน โศกเศร้าอาดูร และสวยงามยิ่งนัก เสียงไพเราะจับใจประหนึ่งร่ำไห้จากก้นบึ้งของหัวใจที่จมอยู่กับความเศร้า
ก้องเกียรติดุจต้องมนตร์ขลัง เขาทรุดตัวลงนั่งเอนศีรษะหลับตานิ่งพิงเสาที่สลักลวดลายมังกร เอ่ยขึ้นเบาๆ
"เพลงนี้ชื่อ...ความอาดูรแห่งฤดูใบไม้ร่วง..."
ooooooo
เม่งฮวยไม่พอใจมากเรียกอาฮุ้งมาสั่งให้ไปบอกก้องเกียรติว่ามีแขกมา อาเตียให้มาคุยกับแขก อาฮุ้งทำหน้างงๆ พอถูกเม่งฮวยตวาด "ไปซีวะ" อาฮุ้งก็จ้ำอ้าวไป
พอไปบอกก้องเกียรติ เขาลุกขึ้นจะเดินไปทางตึกใหญ่ เรืองยศถามว่าแล้วเรื่องเรียนขลุ่ยจะเอายังไง ก้องเกียรติบอกให้รออยู่ที่นี่ก่อน สอนคำแก้วไปเรื่อยๆเดี๋ยวจะมา
คำแก้วรู้ทันเม่งฮวย จู่ๆก็ด่าออกมา "โกหก" ทำเอาเรืองยศสะดุ้ง พอเรืองยศถามว่าใคร คำแก้วก็กลบเกลื่อนบอกว่าไม่ได้ว่าอาจารย์ แล้วให้เป่าขลุ่ยต่อเพราะเมื่อกี้ยังเล่นไม่จบ
"เพลงจบแล้วคำแก้ว พอเราหมดสิ้นอารมณ์ด้วยกันทั้งสองคน ดนตรีก็ถึงจุดจบ มันสูญสิ้นความไพเราะได้อย่างง่ายดายถ้าอารมณ์ถูกรบกวน เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหมคำแก้ว พอก้องเกียรติลับตัวไปให้เป่ายังไงก็ไม่มีวันที่จะไพเราะ"
คำแก้วซาบซึ้งในวาจาที่คมคายของเรืองยศ แต่คิดเอาว่าเขาหมายถึงตน พึมพำเสียงอ่อนโยน "ค่ะ...พอคุณชายใหญ่ ไม่อยู่ก็..." พอรู้สึกตัวก็รีบเปลี่ยนกลบเกลื่อนว่า
"แก้วเพิ่งรู้ว่าดนตรีจะฟังได้ไพเราะจะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง อาจารย์เรืองยศคะ ขอบคุณมากที่บอกแก้ว" เรืองยศจะกลับ คำแก้วขอเดินไปส่ง เขาปฏิเสธเสียงห้วนว่าไม่ต้อง แต่พอนึกได้ก็พูดเสียงอ่อนลงว่าไม่รบกวนเธอดีกว่า แต่คำแก้วก็ยังเดินไปส่งเขาจนได้
ระหว่างทาง ก้องเกียรติถามคำแก้วว่าอยากเรียนอีกเมื่อไหร่ เธอบอกว่ายังไม่ทราบ
"ถ้าอย่างนั้นให้ก้องเกียรติเป็นคนนัดก็แล้วกัน เขาจะยังอยู่ที่นี่ต่ออีกหลายวัน ก้องเกียรติน่ะเขาชอบเธอมากรู้ไหม เขาสรรเสริญเธอให้เพื่อนๆฟังเสมอ" เรืองยศพูดสีหน้าไม่ปกติเพราะพูดเองจากอารมณ์
แต่คำแก้วฟังแล้วอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก พอหันมองเรืองยศอีกทีเขาเดินเข้าตึกเล็กไปแล้ว
ooooooo
ก้องเกียรติหงุดหงิดมากเมื่อรู้ว่าถูกเม่งฮวยหลอกเพื่อแยกตนออกจากคำแก้ว เขาถามอย่างขุ่นใจว่าตนคุยด้วยดีทั้งกับเยนหลิง โรส แล้วทำไมจะคุยกับคำแก้วไม่ได้ เพราะทุกคนคือแม่เลี้ยงของตน และเราอยู่บ้านเดียวกันจะไม่ให้พูดคุยกันได้อย่างไร
เม่งฮวยสั่งว่าต้องเชื่อตน ก้องเกียรติย้ำว่าตนจะไม่ทำตามในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เม่งฮวยโกรธจัดไล่ก้องเกียรติออกจากห้อง พูดอย่างโกรธและน้อยใจว่า
"อั๊วขอแค่นี้ลื้อก็ให้ไม่ได้ ต่อไปลื้อจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ ลาวังให้ลี"
ระหว่างที่ทั้งสองโต้เถียงกันนี้ โรสแอบฟังอยู่ประตูหนึ่ง และอาเง็กก็แอบฟังอยู่อีกประตูหนึ่ง พอสองแม่ลูกทะเลาะกันรุนแรง โรสก็หมุนตัวกลับเดินอ้าวไปหาคำแก้วแถวสนามหลังตึก ให้คำแก้วไปห้ามสองแม่ลูก
คำแก้วบอกว่าตนเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องแม่ลูกขืนรุ่มร่ามเข้าไปยุ่งคนอื่นจะคิดอย่างไร โรสทำเป็นไม่พอใจ อ้างว่าสองคนทะเลาะกันเพราะคำแก้ว ตนอุตส่าห์มาเตือนอย่าทำเป็นไรเดียงสาอยู่เลย
ระหว่างนั้นกิมลั้งจอมสาระแนวิ่งอ้าวมาแอบฟังหูผึ่ง
"แก้วจะไปตรัสรู้ได้ยังไง แก้วรู้อยู่อย่างเดียวว่าถ้าใครดีกับแก้วคุณนายใหญ่เป็นต้องทนไม่ได้ ไม่รู้ว่าคุณนายใหญ่เห็นแก้วเป็นตัวอะไร นี่คงคิดว่าแก้วจะเล่นลามกกับลูกชายของตัวเองล่ะสิ" คำแก้วน้ำตาคลอระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างกดดัน ด่าเสียงดังว่า
"โง่บัดซบ จิตใจสกปรกโสโครก ทำไมถึงเป็นคนแก่ที่ไม่มีความคิด ไม่มีสมอง โง่เง่าที่สุด ทำไมจิตใจคนเราถึงโสมมได้เพียงนี้ บัดซบ...บัดซบที่สุด!"
ระหว่างนั้นเยนหลิงกำลังเงี่ยหูฟังอยู่แถวประตู อาเง็กวิ่งแจ้นขึ้นไปรายงาน แต่พอเยนหลิงถามว่าสองแม่ลูกทะเลาะกันเรื่องอะไร อาเง็กก็เล่าได้กระท่อนกระแท่น เลยถูกเยนหลิงด่าว่าพูดเสียยืดยาวมีใจความอยู่นิดเดียว อาเง็กเลยวิ่งลงไปแอบฟังต่อให้อีก
เยนหลิงยิ้มในหน้าอย่างสะใจกับเรื่องราวที่ได้ยิน
ooooooo
โรสกับคำแก้วยังโต้เถียงกันอยู่ที่เดิม พอโรสเห็นคำแก้วมีอารมณ์ก็ทำทีใจเย็นเข้าไปปลอบโยน คำแก้วเหลือบเห็นกิมลั้งเลยตะโกนด่าสาปแช่งอย่างโกรธจัด โรสยังทำเป็นใจเย็นปลอบโยนว่า
"อย่าโมโหโทโสไปเลยนะน้องสาว เราต้องยืนหยัดต่อสู้ และเป็นตัวของตัวเองต่อไป อย่าซาลุ่งซาเทืองกับเงาเบี้ยวๆบูดๆข้างหลัง ถ้าเลาไม่ผิดจริงจะต้องไปกัวอาไล ต่อให้ปิศาจมาเคาะหน้าปาตูก็อย่าไปกัวมัง!"
คำแก้วเลยเสนอว่าถ้าโรสอยากเล่นบทคนกลางไกล่เกลี่ยจริงๆก็ไปห้ามเองตนไม่สนใจ
"อาคำแก้ว ลื้อใจลำจิงๆ อั๊วเพิ่งเห็นใจของลื้อก็วันนี้เอง อั๊วนึกว่าลื้อเป็งคนลี ที่แท้ก็ใจลำเหมืองอีกา"
"แก้วใจดำเหมือนอีกาก็เพราะว่าแก้วอยู่ในหมู่ของอีกาไม่ใช่เหรอโรส" คำแก้วโต้อย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตเป็นที่สุดแล้ว
ooooooo
อาเง็กลงไปแอบฟังแล้ววิ่งขึ้นมาจะรายงานอีก เยนหลิงบอกว่าไม่ต้องเล่าตนจะลงไปดูเอง ปรากฏว่าลงไปเจอโรสกำลังแอบฟังอยู่ก่อนแล้ว ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน โรสด่าเยนหลิงว่าสอดรู้สอดเห็น
เยนหลิงสอดเข้าไปในห้องรับแขกที่เม่งฮวยกำลังตึงเครียดกับก้องเกียรติอยู่ ถูกเม่งฮวยด่าว่าไม่ใช่เรื่องของลื้ออย่ามาสอด เยนหลิงทำเป็นมารยาทดีขอโทษที่เข้ามาในเวลาที่ไม่เหมาะสมแล้วแสดงความเห็นใจก้องเกียรติ จะมาช่วยอธิบายว่าทั้งก้องเกียรติและคำแก้วเป็นคนดีไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย
ก้องเกียรติซึ้งใจมากเข้าไปไหว้ขอบคุณเยนหลิง
ที่ช่วยพูดให้ เยนหลิงพูดอย่างมีเมตตาสูงว่าตนเห็นก้องเกียรติเหมือนลูกของตนคนหนึ่ง เลยถูกเม่งฮวยด่าว่า "ลูกอั๊วไม่ใช่ลูกลื้อ ออกไป!"
เมื่อถูกด่าถูกไล่ เยนหลิงก็ทิ้งมาดผู้ดีทะเลาะกับเม่งฮวยจนกระทั่งจะตบตีกัน ก้องเกียรติต้องเข้ามาหย่าศึกเลยถูกเม่งฮวยหาว่ามาช่วยเยนหลิง
โรสแอบฟังอยู่แกล้งตะโกนขึ้นว่า "นายมา" ทุกอย่างเลยหยุดชะงัก โรสทำเป็นบ่นเสียงดัง "อ้าว! นายกลับไปทำไมล่ะ"
เม่งฮวยโผล่มาดูไม่เห็นเจ้าสัว ถามโรส โรสยิ้มหวานบอกว่ากลับไปแล้ว เม่งฮวยจับได้ว่าโรสโกหก แต่เมื่อศึกสงบแล้วเม่งฮวยจะเดินออกจากห้องไปด้วยความแค้นใจอย่างที่สุด
จังหวะนั้นเองโรสเข้าไปกระซิบเตือนก้องเกียรติว่า
"อาคุงชายใหญ่ ที่อาคุงนายใหญ่อีเตือง ต้องเชื่อไว้มั่งนะ"
คำเตือนของโรสทำให้ก้องเกียรติยืนอึ้ง แล้วรู้สึกผิดขึ้นมาเสียใจที่มีเรื่องกับอาม้า เขาทรุดลงคุกเข่าขอโทษอาม้า เม่งฮวยสะอื้นในอกจนเสียงสะท้านเป็นห้วงๆด้วยความ สะเทือนใจแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ก้องเกียรติยังนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อกลับไปที่ตึกเล็ก เรืองยศบอกว่าได้ยินเสียงทะเลาะกับอาม้าแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ตนคนเดียวที่รู้สึกว่าเขากับแม่เลี้ยง...
เรืองยศพูดไม่ทันจบก็ถูกก้องเกียรติบอกให้หยุด เรืองยศยังจะพูดต่อเลยถูกตวาด
"บอกให้พอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"
เลยกลายเป็นต่างฝ่ายต่างเครียดไม่พอใจกันขึ้นมาอีกคู่หนึ่ง
ooooooo
คำแก้วเกิดความเบื่อหน่ายกับชีวิตจนไปนั่งเศร้าที่บ่อเก่า ยิ่งคิดยิ่งเห็นสภาพของที่นี่ก็ยิ่งเบื่อหน่ายหวาดหวั่นและเมื่อกลับมาที่ห้องก็นั่งหลับคอพับอยู่ที่โซฟาจนอาอึ้มมาเห็นมองอย่างสงสารและห่วงใย
จนตื่นขึ้นมาเห็นอาอึ้มยืนมองอยู่ อาอึ้มบอกว่าจะได้เวลากินข้าวแล้วลุกไปล้างหน้าล้างตาเสียเถอะ คำแก้วบอกว่าตนไม่หิว ถามอาอึ้มว่าจะทำอย่างไรดีตนอยู่ที่นี่ไม่มีความสุขเลย อยากกลับไปอยู่เชียงดาว อยากกลับบ้าน
อาอึ้มถามคำแก้วว่ารู้ไหมว่าความสุขอยู่ที่ไหน แล้วอาอึ้มก็บอกว่าความสุขอยู่ที่ใจ เราต้องใจเย็นๆอย่าใจร้อน อย่าเอาไฟมาไว้ในใจเรา
คำแก้วร้องไห้อย่างอัดอั้น อาอึ้มปลอบโยน บอกว่าเดือนหน้าจะมีงานเลี้ยงวันเกิดเจ้าสัว ให้คำแก้วแต่งตัวสวยๆ เจ้าสัวจะได้รักเยอะๆ
"แก้วต้องทำอะไรบ้างอาอึ้ม" คำแก้วถามพลางเช็ด
น้ำตาอย่างรู้สึกสบายใจขึ้น
"ตื่นเช้าๆมาใส่บาตรกะท่านเจ้าสัวซีฮะ" อาอึ้มแนะด้วยความรักและสงสาร
ooooooo
งานฉลองวันเกิดเจ้าสัวมาถึงแล้ว ทั่วทั้งบริเวณบ้านถูกจัดตกแต่งอย่างดีที่สุด
เช้าตรู่ เจ้าสัวพร้อมคุณนายทั้งสี่ แต่งตัวสวยงามออกไปยืนใส่บาตรที่หน้าบ้าน เจ้าสัวใส่ชุดจีนใหม่เอี่ยม คุณนายที่ 1, 2 และ 3 แต่งแบบจีนคอตั้งดูสวยสง่า โรสแต่งเด่นกว่าเพื่อนด้วยชุดแดง
แต่ที่เด่นและแปลกกว่าทุกคนคือคำแก้ว เธอแต่งแบบไทย ซิ่นยกไหมสีทองตัดกับดอกดวงสีชมพูอ่อนหวาน เสื้อเรียบๆ สีเดียวกับดอกผ้าซิ่น เกล้ามวยสูงแบบชาวเหนือ ประดับด้วยปิ่นหยกเม็ดงาม ส่วนที่คอสวมสร้อยหยกเขียวใสราวมรกต เป็นสร้อยที่เจ้าสัวให้ในวันรับคำแก้วเข้ามาในฐานะคุณนายที่ 4
เพราะอาอึ้มสอนคำแก้วไว้ว่า วันเกิดเจ้าสัวต้องแต่งตัวสวยๆ ต้องยิ้มๆตลอดเวลา เจ้าสัวนั้นเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่นกกาต้องมาอาศัย เราต้องเป็นนกมีสมอง เราต้องเกาะต้นไม้ใหญ่ ย้ำกับคำแก้วว่า วันเกิดเจ้าสัวต้องทำตัวดีๆ อย่าทำหน้าเศร้าให้ยิ้มไว้ตลอดเวลา
ดังนั้น วันนี้คำแก้วจึงอารมณ์แจ่มใสยิ้มแย้มดูสวยเด่นสดใสกว่าทุกคน
เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เมื่อแขกนำของขวัญมาอวยพรวันเกิด เจ้าสัวเอาของขวัญไปวางรวมกันที่โต๊ะซึ่งจัดไว้เฉพาะ ในนั้นมีแจกันกังไสใหญ่คู่หนึ่ง ผูกโบแดงที่แจกันและมีไม้มงคลปักประดับอยู่
เด็กๆวิ่งไล่เล่นกันอย่างสนุกสนาน ดึงกันไปลากกันมา จนไปกระแทกถูกแจกันหล่นลงมาแตก ทุกคนตกใจมากถือเป็นลางไม่ดี โดยเฉพาะเม่งฮวยโกรธเด็กๆมาก ลงโทษตีทั้งตี๋เล็กและยี่หรงด่าลั่น
"ไอ้พวกตัวซวยไปให้พ้นทั้งสองคน อย่ามาให้เห็นหน้าอีก จาไปลงนารกที่ไหนก็ไป!"
เด็กๆร้องไห้เรียกหาแม่ โรสพรวดเข้ามาถามตี๋เล็กว่าใครตี ตี๋เล็กชี้ไปที่เม่งฮวย โรสตวาดท้าเม่งฮวยให้ตีตี๋เล็กให้ตายไปเลยจะได้หมดเสี้ยนหนาม
ขณะทั้งสองกำลังทะเลาะกันอย่างเผ็ดร้อนนั่นเอง เยนหลิงก็เข้ามาถามยี่หรงว่าใครทำหนู ยี่หรงกระซิบบอกว่า "ยายแก่" เม่งฮวยได้ยินจนได้ด่าเยนหลิงว่าสอนลูกให้เรียกตนว่ายายแก่หรือ
เยนหลิงกับเม่งฮวยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนเม่งฮวยโกรธจัดตบหน้าเยนหลิงอย่างแรง เยนหลิงยังรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง บอกว่าวันนี้เป็นวันมงคลของเจ้าสัวไม่อยากให้มีเรื่องรุนแรงชีวิตนายจะเสื่อมเสีย มีแต่คนที่ไม่มีความคิดเท่านั้นที่มาตบตีกันเหมือนผู้หญิงตลาด
เม่งฮวยจะเข้าไปตบอีกฉาด อาฮุ้งรีบดึงเม่งฮวยไว้ เลยได้แต่ด่าทอทะเลาะกันโขมงโฉงเฉง จนคำแก้วทนไม่ได้ไม่อยากให้เรื่องบานปลายเลยพูดไกล่เกลี่ยว่า
"เอะอะโวยกันอย่างนี้ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย ถึงยังไงมันก็แตกไปแล้ว อีกอย่างมันก็เป็นแค่แจกันใบเดียว" ถูกเม่งฮวยด่าว่าพูดชุ่ยๆ แจกันนั่นราคาแพงกว่าค่าตัวลื้อเสียอีก ด่าคำแก้วว่า
"จำใส่ซาหมองเล็กๆของลื้อไว้ล่วยว่ามันไม่สำคัญว่าอาไลแตก แต่เฮียเป็นคนถือเรื่องโชคลาง วันมงคลจะมีอะไรแตกไม่ล่าย" ไม่เพียงเท่านั้นยังด่าคำแก้วว่าเจ้าสัวไปเอาคนป่าแล้งน้ำใจมาเป็นเมียถึงได้ซวยกันหมด
"ว่ายังไงนะคะ นี่ตกลงมันกลายเป็นความผิดของแก้วอีกแล้วหรือนี่ งั้นเอาเป็นว่าแก้วปากพล่อย พูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระมิหนำซ้ำยังแส่ไม่เข้าเรื่องเข้ามาก้าวก่ายวุ่นวายกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง"
เม่งฮวยด่าว่าน่าจะเอาไปตัดลิ้นเสียให้เข็ด คำแก้วเสียใจหันหลังวิ่งไปทางบ่อเก่า เม่งฮวยด่าตามหลังว่ากำเริบเสิบสานอีกแล้ว จ้องจิกตามคำแก้วไปด้วยสายตาที่เกลียดชังอย่างเข้ากระดูกดำ
ooooooo
สายๆขณะแขกเหรื่อและบรรดาคุณนายทั้งสามกำลังยิ้มแย้มแจ่มใสอวยพรเจ้าสัวอยู่นั้นก้องเกียรติเอะใจว่าคำแก้วหายไปไหน
คำแก้วเดินออกจากงานเลี้ยงไปอย่างอารมณ์แตกสลายตรงไปที่บ่อน้ำเก่า พรวดไปยืนเกาะขอบบ่อจ้องมองลงไปภายในบ่อพลันก็ขนลุกซู่เมื่อหูแว่วเสียงพระสวด มองหาที่ไหนก็ไม่มีพระ ครู่หนึ่งเสียงค่อยๆเงียบหายไป คำแก้วทรุดลงนั่งพิงปากบ่ออย่างหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตในยามนี้
ก้องเกียรติออกมาเดินหาคำแก้วจนเจอที่บ่อเก่า เป็นเวลาที่คำแก้วลุกขึ้นมองลงไปในบ่ออีกครั้ง คราวนี้รู้สึกสับสนวิงเวียนพลันน้ำในบ่อก็อลวนราวกับถูกแกว่งกวนด้วยมือมารพรายน้ำเดือดพลุ่งพล่านในโสตประสาทแว่วเสียงสะอื้นไห้อยู่ไกลๆฟังวังเวงชวนสยอง
"คำ...แก้ววว...คำแก้ววว...กระโดดลงมา...กระโดดเถิดดดด..."
พลันคำแก้วก็สะดุ้งเมื่อเสียงก้องเกียรติร้องเรียกเบาๆเธอได้สติพลิกตัวกลับมาทัก เขาบอกว่านึกแล้วว่าเธอต้องอยู่ที่นี่คำแก้วบอกว่าตนปวดหัวมีเรื่องทะเลาะกันทีไรตนปวดหัวทุกที
"คำแก้ว เธอปวดหัวเพราะโดนใครว่าหรือ" ก้องเกียรติถาม คำแก้วหลบตาส่ายหน้า เขาจึงเสนอ "เธอไปนอนพักผ่อนก่อนดีกว่าคำแก้วแล้วตอนเย็นๆค่อยลงมา ถ้าได้พักสักหน่อยคงจะคลายอาการปวดหัวได้บ้าง ไม่ต้องลงมาทานมื้อกลางวันก็ได้ แขกเยอะแยะไม่มีใครสังเกตเห็นหรอก เอาไว้เธอค่อยลงมาตอนอาหารเย็นก็ได้เพราะมื้อเย็นจะมีแต่คนในครอบครัวไม่มีแขก"
คำแก้วถามว่าเขามาตามตนทำไม ก้องเกียรติอึกอักนิดหนึ่งก่อนบอกว่าเป็นห่วงแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตนถึงเป็นห่วงเธอนัก
เป็นคำพูดที่ทำให้คำแก้วเขินอายแก้มร้อนผ่าวเพราะทั้งจากที่เรืองยศบอกเธอว่าก้องเกียรติชอบเธอและความเป็นห่วงจากปากของชายหนุ่มเอง ทำให้ความรู้สึกของคำแก้วยิ่งอบอวลอบอุ่นอย่างประหลาด ทั้งคู่ต่างขยับเข้าหากันอย่างไม่รู้สึกตัว แต่พอได้สติก้องเกียรติก็หันหลังเดินกลับไปที่ตึกทันที
คำแก้วเด็ดพวงชมพูช่อหนึ่งมองดอกพวงชมพูในมือแล้วเดินกลับตึก
ooooooo
พอเข้าห้องคำแก้วมองดอกพวงชมพูเอาไปวางไว้ที่หัวเตียง อดคิดถึงบ่อเก่านั้นขึ้นมาไม่ได้ลุกเดินไปยืนมองที่ระเบียงเห็นพวงชมพูห้อยระย้าแล้วให้รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาดจึงหันกลับเดินมาในห้องด้วยความรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
ครู่ใหญ่โรสขึ้นมาตาม คำแก้วบอกว่าตนไม่ค่อยสบายคงลงไปกินกลางวันไม่ได้ ทีแรกโรสก็ย้ำว่าไม่สบายยังไงก็ต้องลงไปเพราะมีแขกผู้ใหญ่เยอะ แต่เมื่อคำแก้วบอกว่าไม่สบายจริงๆ โรสก็รับปากจะไปแก้ตัวกับเจ้าสัวให้เองแต่ไม่รู้นายจะเชื่อหรือเปล่า
เมื่อโรสออกไปแล้วคำแก้วจึงเอาดอกพวงชมพูไปใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่ภาพที่เห็นในบ่อน้ำยังวนเวียนในความนึกคิดตลอดเวลาจนคำแก้วขวัญผวา นั่งหอบเหงื่อผุดเต็มใบหน้า
พอเงยหน้าอีกทีเห็นอาอึ้มมาตามไปเจี๊ยะข้าวมื้อเย็น บอกว่าแขกเจ้าสัวกลับไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่คนในบ้านเท่านั้น คำแก้วบอกว่าตนไม่อยากลงไปเพราะรู้สึกจิตใจหดหู่ ยังไงบอกไม่ถูก พออาอึ้มถามว่าเป็นอะไร คำแก้วตอบอย่างไม่หายหวาดหวั่นว่า
"แก้วกลัว...อาอึ้ม แก้วฝันเห็นบ่อนรกนั่นอยู่เรื่อย" อาอึ้มฟังแล้วเงียบจ้องหน้าคำแก้วนิ่งก่อนบอกว่าถ้ากลัวก็อย่าไปแถวนั้น แล้วอาอึ้มก็พูดเป็นนัยให้คำแก้วคิดว่า
"ถ้ากลัวอาไลก็จงอย่าเข้าไปใกล้ จำไว้แค่นี้ อย่าเอาไฟมาใส่ตัว"
คำแก้วสะดุดใจในคำพูดของอาอึ้ม เธอนิ่งอึ้ง มองหน้าอาอึ้มนิ่งอย่างค้นหา
ooooooo
คำแก้วซบหน้าอยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้ง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้าซีดหมองคล้ำเศร้าสร้อยของตัวเอง ฉุกคิดขึ้นมาถึงกิมลั้งที่มีมารยากอดขาเจ้าสัวที่โถงบันไดชั้นล่าง คิดแล้วถามตัวเองว่า "นังกิมลั้งมันยังฉลาด รู้จักใช้เสน่ห์มารยาหญิงยั่วยวนเอาใจนาย แล้วเราล่ะคำแก้ว..."
คิดดังนั้นแล้ว คำแก้วลุกไปเปิดตู้หยิบชุดกี่เพ้าสีฟ้าออกมาใส่ แต่งหน้าทำผมเปลี่ยนจากมวยผมเป็นปล่อยสยายสองข้างหูสับหวีมุกเป็นช่อดอกไม้ไหว สำรวจจนมั่นใจแล้ว หยิบของขวัญเดินลงไปที่ห้องอาหารอย่างสง่างาม
ทันทีที่คำแก้วปรากฏตัว เสียงเฮฮาในห้องอาหารก็เงียบลงทันที ทุกสายตามองมาที่คำแก้ว เธอสบตาก้องเกียรติยิ้มให้กันแล้วจึงเดินไปนั่งประจำที่ของตัวเอง
คำแก้วรู้สึกเสียหน้าจนวางตัวไม่ถูกเมื่อเห็นท่าทีเย็นชาเมินเฉยของเจ้าสัว ตัดสินใจเอาของขวัญเดินไปมอบให้ เจ้าสัวไม่รับ บอกให้เอาไปวางรวมกันที่โต๊ะวางของขวัญ ซ้ำยังถูกเม่งฮวยตำหนิว่าของขวัญวันเกิดทำไมไม่ผูกโบสีแดง ด่าว่าโง่ อยู่มาตั้งหลายปียังไม่รู้เรื่อง
การถูกมองเหมือนเป็นส่วนเกินทำให้คำแก้วฮึดขึ้นมาคิดจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาใจเจ้าสัว
"นายคะ...นายวันนี้เป็นวันมงคลของนาย แก้วไม่ค่อยมีเงินเลยไม่มีปัญญาหาซื้อของขวัญแพงๆมาให้ ถ้าอย่างนั้นแก้วขอให้อย่างอื่นเป็นของขวัญให้นายแทนนะคะ" พลางเธอเดินอ้อมไปข้างหลังเจ้าสัวยกสองแขนโอบรอบคอแล้วก้มลงจุมพิตแก้มซ้ายขวาของเจ้าสัว ทำเอาทุกคนมองกันตาค้าง ทุกคนมองเจ้าสัวในฐานะประมุขของตระกูลอย่างสังเกตท่าที
แม้ลึกๆแล้วเจ้าสัวจะพอใจการกระทำนี้ แต่ในกาลเทศะนี้เจ้าตัวหน้าแดงก่ำไม่พอใจถือว่าเป็นเรื่องขายหน้า เจ้าสัวผลักคำแก้วออกห่างพูดเกือบเป็นตวาด
"อาคำแก้ว ลื้อรู้จักระวังกิริยาบ้างซี่ อย่าทำซี้ซั้วต่อหน้า คงอื่น!" พูดแล้วเจ้าสัวเบือนหน้าไปทางอื่นขึงขังจริงจังเสียจนคำแก้วตะลึง ตีหน้าไม่ถูก น้อยใจขึ้นมาว่าตนทำอะไรก็ผิดหมด หันมองคนอื่นๆเห็นเม่งฮวยเบะปากทำเหยียดหยาม เยนหลิงเย็นชาอย่างไม่พอใจ ส่วนโรสยิ้มนิดๆชอบใจที่คำแก้วกล้าทำสุดท้ายมองไปทางก้องเกียรติ เห็นความรวดร้าวในดวงตาเขา
คำแก้วตัดสินใจเดินออกจากห้องอาหารไปอย่างเร็ว อาอึ้มรีบตามไปติดๆ แว่วเสียงเจ้าสัวบอกทุกคนที่โต๊ะอาหารว่า
"เอ้า...เจี๊ยะ...ๆ...ๆ"
ooooooo
อาอึ้มตามคำแก้วกลับมาที่ห้องถามอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมคำแก้วทำอย่างนี้ เธอบอกว่าทำตามที่อาอึ้มสอน อาอึ้มทำหน้าตระหนกบอกว่าอาอึ้มไม่ได้สอนให้ ทำอย่างนี้ ไม่ได้บอกให้จูบเจ้าสัว
"ก็อาอึ้มบอกให้แก้วทำตัวดีๆให้ยิ้มๆให้ทำตัวให้นายรัก แต่แก้วมันโง่...โง่เง่าเบาปัญญา แก้วคิดได้แค่นั้น...แก้วผิดใช่ไหม ผิดมากใช่ไหม"
คำแก้วน้ำตาทะลักแล้วฟุบลงที่โซฟาร้องไห้โฮออกมาอย่างอัดอั้น อาอึ้มสงสารจับใจเดินมาโอบคำแก้วไว้ลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน
เสร็จจากอาหารมื้อเย็นที่แม้ทุกคนจะพยายามยิ้มแย้มแต่ภายในต่างเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ จนเมื่อลุกจากโต๊ะอาหาร เม่งฮวยเดินหัวเสียเข้ามาในห้องรับแขก บ่นอย่างไม่พอใจมากว่ามีแต่เรื่องซวยๆทั้งเช้าทั้งเย็น
เจ้าสัวเดินมาได้ยินถามว่าจะบ่นอะไรนักหนา มันไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไรเลย เม่งฮวยกลับหาว่าเจ้าสัวแก้ตัวแทนคำแก้ว
โรสหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ เจ้าสัวถามฉุนๆว่าหัวเราะอะไร เยนหลิงแสดงบทผู้ดีเตือนเจ้าสัวว่าอย่าโกรธมากไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เลยถูกโรสแขวะว่าทำเป็นผู้ดีน่าหมั่นไส้
"โรส อย่าหาเรื่องกันดีกว่า" เยนหลิงหันปราม
"หาเลื่อง หาเลื่องอาไล ไม่มีใครไปหาเลื่องอาไลเลย ไม่ต้องหาก็มีเลื่องอยู่แล้ว มีเลื่องเยอะแยะ" โรสลอยหน้าหัวเราะอีก
เม่งฮวยด่าโรสว่าพูดจากวนประสาทอีกหน่อยก็เป็นบ้าหรอก เยนหลิงซ้ำเติมทำนองเดียวกัน ถูกโรสย้อนเอาว่าตนเป็นคนพูดภาษาคนเดินตามถนน ไม่เหมือนเยนหลิงดัดจริตพูดภาษาผู้ดี
เยนหลิงหันไปเอาใจเจ้าสัวบอกให้ไปพักผ่อนก่อน เจ้าสัวบอกว่าตนยังไม่ไป ให้พวกคุณนายทั้งหลายไปกันก่อน แต่ไม่มีใครขยับเลยต่างคุมเชิงกันอยู่ เจ้าสัวเลยบอกว่าถ้าไม่มีใครไปตนจะไปเอง
เจ้าสัวลุกขึ้นจะเดินออกไป เม่งฮวยรีบลุกไปเกาะแขนบอกเจ้าสัวว่าวันนี้วันแซยิดอย่าหงุดหงิด ถูกเจ้าสัวสะบัดหลุดแล้วเดินออกไป โรสหัวเราะเสียงแหลมเย้ยเม่งฮวย เลยถูกเม่งฮวยหันมาด่า
"น่าเกียก น่าเกียกทั้งสองคง!"
เม่งฮวยด่าแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป เยนหลิงเดินเชิดผ่านโรสไปอีกคน โรสยังหัวเราะระรื่นมองทั้งสองคนอย่างสะใจ แล้วก็คิดถึงทรงชัยขึ้นฉับพลัน...ยิ้มหวานแล้วรีบเดินออกจากห้องไป










