กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

เงารักลวงใจ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของมูลนิธิบ้านทอฟ้า ซึ่งเป็นบ้านเด็กกำพร้าที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำสายเล็กๆสวยงามและต้นไม้หลากหลายชนิด... ข้าวหอม หญิงสาววัย 18 ปี หน้าตาสวยน่ารักในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงกำลังรดน้ำต้นกุหลาบด้วยใบหน้ามีความสุข

ทันใดนั้นเองเสียงของตกกระแทกพื้นดังมาจากด้านหลังซึ่งเป็นบ้านพักที่ตกแต่งอย่างสวยงามโอ่อ่าผิดไปจากบ้านหลังอื่นๆในบริเวณบ้านทอฟ้าทั้งหมด

ในบ้านหลังนั้น เติม...หนุ่มใหญ่กระโดดหลบเศษแก้ว ที่ตกแตกกระจายโดยที่มือยังถือถาดอาหาร...เสียงด่าทอตะโกนตามมาดังสนั่นลั่นบ้าน

"โธ่เว้ย...ก็บอกแล้วไงว่าไม่หิว แกจะเอามาทำไม"

เติมเบ้หน้าอยากจะร้องไห้เต็มที พยายามตื๊อผู้ที่ปฏิเสธอยู่อย่างไม่ลดละ

"โธ่ คุณหนูครับ ทานข้าวซะหน่อยเถอะครับ ตั้งแต่มาถึงคุณหนูเล่นไม่ทานอะไรเลย เกิดคุณท่านรู้เข้า ผมได้โดนแพ่นกบาลกันพอดีสิครับ"

"เรื่องของแก ไม่เกี่ยวกับฉัน!"

เติมเครียดจัดจนปัญญาจะตื๊อ ได้แต่เดินบ่นตัวเองออกมา ไม่รู้จะทำยังไงดี...ข้าวหอมวิ่งเข้ามาสีหน้าตื่นเต้น ถามลุงว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอ?

"ไม่มีอะไรหรอก พอดีคุณหนูของลุงเขาหงุดหงิดนิดหน่อย"

ข้าวหอมมองเข้าไปเห็นเศษแก้วที่พื้น "แต่หนูว่าอย่างนี้ไม่เรียกว่านิดหน่อยมั้งคะ ว่าแต่ลุงเจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ"

"ลุงไม่เจ็บหรอก แต่ถ้าคุณหนูของลุงไม่ยอมกินข้าว รับรองว่าลุงได้เจ็บตัวแน่"

"แล้วนี่พ่อแม่เขาไปไหนเหรอคะ ทำไมถึงปล่อยให้ลูกเกเรอย่างนี้"

"อ๋อ คุณท่านไม่ได้มาด้วยหรอก ท่านส่งแต่คุณหนูมาคนเดียว แล้วก็ให้ลุงคอยดูแล"

"ถ้างั้นเอาอย่างนี้ดีไหมคะ เดี๋ยวหนูเอากับข้าวขึ้นไปเอง เรื่องรับมือกับเด็กหนูถนัดอยู่แล้ว" พูดจบข้าวหอม หยิบถาดอาหารจากมือลุงเติมเดินเข้าบ้านไปเลย...

ข้าวหอมเข้ามามองหาคุณหนูของลุงเติม กระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนรถเข็น ข้าวหอมเห็นว่าไม่ใช่เด็กอย่างที่คิดก็ชะงักแปลกใจ ส่วนชายหนุ่มขาพิการที่อยู่บนรถเข็นได้ยินเสียงฝีเท้าก็เลื่อนเก้าอี้หันมาทันที ข้าวหอมชะงักเล็กน้อย มองสำรวจชายหนุ่มหน้าตาดี อายุน่าจะมากกว่าเธอไม่เกินห้าปี

"เธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง" น้ำเสียงของเขาไม่พอใจ

"คือ...ฉันเอาข้าวมาให้คุณ"

"ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่กิน นี่ไอ้เติมมันสั่งให้เธอเอามาใช่มั้ย...ไอ้เติม ไอ้เติม"

"เดี๋ยว ฉันว่าคุณทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ลุงเขาอุตส่าห์ เอาข้าวมาให้กินยังจะไปด่าเขาอีก คิดว่ารวยแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง"

ชายหนุ่มชะงักกึก เลื่อนเก้าอี้หันมามองเอาเรื่องเด็กสาวด้วยความโมโห

"ฉันจะด่าใคร แล้วมันธุระอะไรของเธอ เลิกยุ่งเรื่องคนอื่นแล้วออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้"

"ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไปแน่ คิดว่าฉันอยากอยู่ รองรับอารมณ์คนบ้าอย่างคุณรึไง ฉันจะวางข้าวของคุณไว้ตรงนี้แล้วกัน อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ตามใจ" ข้าวหอมวางถาดอาหารกระแทกกระทั้น แล้วเดินออกไปอย่างไม่ไยดี...ชายหนุ่มไม่สบอารมณ์ พูดงึมงำหาว่าเธออวดดี

ครู่ต่อมา ข้าวหอมเข้าไปในห้องทำงานของมูลนิธิ นั่งลงตรงหน้าแม่บัว หญิงวัยประมาณ 40 ปี หน้าตาใจดี แต่งตัวเรียบร้อย

"คุณนาวา...ลูกชายคุณภูผา เจ้าของบ้านทอฟ้าของเราไงลูก"

"ลูกชายคุณท่าน?" ข้าวหอมทวนคำอย่างนึกไม่ถึง

"ใช่ พอดีช่วงนี้คุณนาวามีเรื่องไม่สบายใจ คุณท่านเลยให้คุณนาวามาพักผ่อนที่นี่ ข้าวหอมถามทำไมเหรอจ๊ะ"

"พอดีเมื่อกี๊ข้าวหอมเพิ่งมีเรื่องกับเขามาค่ะแม่บัว"

"ว่าไงนะ"

"ก็ใครจะไปคิดล่ะคะว่าคนใจดีอย่างคุณท่านจะมีลูกชายนิสัยแย่ขนาดนี้"

"ข้าวหอม พูดอย่างนี้ไม่ได้นะ อย่าลืมสิว่าคุณท่าน มีพระคุณกับพวกเราแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณท่าน ทั้งข้าวหอม แล้วก็น้องๆก็คงไม่ได้อยู่กันอย่างสบายจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณนาวาจะเป็นยังไงเราก็ต้องให้เกียรติเขาเหมือนผู้มีพระคุณคนนึงรู้ไหม"

"ค่ะแม่บัว ข้าวหอมจะจำไว้ค่ะ"

"จะว่าไปก่อนหน้านี้คุณนาวาเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าวหอมเห็นหรอกนะ ถ้าข้าวหอมรู้จักตัวตนของคุณนาวา แม่เชื่อว่าจะต้องสงสารคุณนาวาแน่ๆ"

"ระดับลูกชายมหาเศรษฐีอย่างเขาจะมีอะไรน่าสงสารอีกเหรอคะ"

"มีสิลูก ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ก็มีทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณนาวาที่ต้องทุกข์กับความผิดหวังมากที่สุดในชีวิตของเธอ"

บัวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนาวา...

นาวาเป็นคนหนุ่มที่มีไฟและความมุ่งมั่นพยายาม เขารักและทุ่มเทในกีฬาฟันดาบยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่แล้วกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งที่เป็นตัวเก็งเข้าร่วมทีมชาติในโอลิมปิกที่กำลังจะมาถึง เพราะก่อนหน้าวันคัดตัวเพียงหนึ่งวัน เรื่องไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ขาทั้งสองที่เคยยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง มาวันนี้กลับใช้การไม่ได้ อดีตนักกีฬาอนาคตไกลต้องตกอยู่ในสภาพคนไข้ขาพิการที่ต้องนั่งเก้าอี้เข็นตลอดเวลา เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และร่าเริงกลายเป็นคนเก็บตัวและโมโหร้ายที่ไม่ว่าใครก็เข้าหน้าไม่ติด

ooooooo

นาวารับสภาพตัวเองไม่ได้ คืนนี้ที่บ้านทอฟ้า เขานอนไม่หลับ ทุบขาตัวเองอย่างคับแค้นใจ พร้อมส่งเสียงโวยวายลั่นไปหมด...ข้าวหอมและบัวในชุดนอนรีบเดินตรงมาที่หน้าบ้านพักของนาวา แต่ขณะที่ข้าวหอมกำลังจะเดินตามแม่บัวเข้าไปในบ้าน มือของใครคนหนึ่งคว้ามือข้าวหอมไว้

"เดี๋ยวก่อน...ข้าวหอม"

ข้าวหอมหันมามองรตีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ดูสีหน้าท่าทางรตีเป็นสาวมากกว่า รตีอยากรู้ว่าใครอยู่ในบ้าน ข้าวหอมตอบทันที

"คุณนาวา ลูกชายคุณท่าน"

"อะไรกัน เป็นลูกคนรวยซะเปล่าไม่รู้จักเกรงใจคนอื่น กลางค่ำกลางคืนแหกปากอยู่ได้"

"อย่าพูดอย่างนี้ให้แม่บัวได้ยินนะ ระวังจะโดนดุเอา ฉันว่าเธอไปดูพวกน้องๆดีกว่า เดี๋ยวได้ยินเสียงดังแล้วจะตกใจกันไปใหญ่" ว่าแล้วข้าวหอมรีบตามแม่บัวเข้าบ้าน รตีมองตาม พึมพำอย่างหมั่นไส้

"เชอะ ถือว่าเป็นลูกรักแม่บัวรึไง ถึงได้มาสั่งคนอื่น"

เติมกำลังห้ามปรามและปลุกปลอบนาวาที่พยายามทำร้ายตัวเอง แต่นาวายังพยศไม่หยุด จะแกะมือเติมออก ทั้งสั่งเติมหุบปาก ไม่ต้องมายุ่ง...พอเห็นบัวเดินเข้ามา เติมร้องขอความช่วยเหลือ ให้ช่วยมาห้ามคุณหนูของตนที นาวาฉวยจังหวะนี้ผลักเติมจนเซ แล้วหันไปหยิบข้าวของปาใส่บัวกับเติม ข้าวหอมเข้ามาเห็นนาวาอาละวาดใส่แม่บัวก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที

"หยุดบ้าซักทีได้มั้ย" ข้าวหอมตวาด...นาวาชะงักไปนิด แล้วโมโหหนักกว่าเดิม จะเอาเรื่องข้าวหอมให้ได้ ข้าวหอมไม่ยอมลงให้ บัวเห็นท่าไม่ดีรีบปรามข้าวหอม

"อย่าห้ามเลยค่ะแม่ ข้าวหอมว่าเขาทำเกินไปแล้ว... คุณคิดว่าคุณมีเรื่องทุกข์ใจคนเดียวรึไง ถึงได้เอาแต่โทษตัวเองแล้วก็ทำร้ายคนอื่นอย่างนี้ หัดมองดูโลกภายนอกซะบ้าง ว่ามีคนที่เขาแย่กว่าคุณมากแค่ไหน ดูอย่างฉัน หรือว่าน้องๆทุกคนที่นี่ พวกเรากำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ แต่กับคุณ แค่ผิดหวังกับเรื่องแค่นี้ กลับทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา"

"นี่เธอ..."

"หยุด! ฉันยังพูดไม่จบ" นาวาชะงักกึก อ้าปากค้าง "ฉันจะบอกให้นะ ถ้าขืนคุณทำตัวแบบนี้ คุณก็เป็นได้ แค่ไอ้ขี้แพ้เท่านั้นแหละ"

"นี่เธอกล้าด่าฉันว่าไอ้ขี้แพ้เหรอ"

"ใช่ ถ้าไม่อยากให้ใครด่าก็พิสูจน์ตัวเองสิว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่อย่าเอาความเจ็บปวดของตัวเองมาลงกับคนอื่น โดยเฉพาะแม่บัวของฉัน ไม่อย่างนั้นคราวหน้าฉันจะไม่อภัยคุณอีกเลย...ไปกันเถอะค่ะแม่"

ข้าวหอมดึงมือแม่บัวออกไปทันที นาวานั่งเงียบสงบลง รู้สึกเจ็บจี๊ดกับคำพูดของข้าวหอมเหลือเกิน เติมลอบมองเจ้านายแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก...แต่บัวที่ถูกข้าวหอมจูงมือออกไป สีหน้าเป็นกังวล ถามกึ่งตำหนิข้าวหอมว่าทำไมข้าวหอมพูดอย่างนั้น รู้ไหมว่าคุณนาวา จะเสียใจแค่ไหน

"แต่ที่ข้าวหอมพูด มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอคะ"

"แต่มันเป็นความจริงที่เขายังรับไม่ได้แล้วก็เป็นความจริงที่เจ็บปวดนะข้าวหอม"

"ข้าวหอมว่า ถ้าทุกคนยังคิดอย่างนี้เขาก็ยิ่งได้ใจนะคะแม่ แผลบางแผลมันต้องใช้ยาแรงค่ะ ถึงจะรักษาหาย... แม่คะ ถ้าเขาเป็นลูกคนดีๆอย่างคุณท่าน ก็น่าจะได้เชื้อพ่อมาบ้าง เขาต้องรู้จักคิดสิ จริงไหมคะแม่"

บัวฟังแล้วเถียงไม่ออก แต่ก็ยังหนักใจอยู่ดี...เช้ารุ่งขึ้น บัวจึงโทร.ไปหารือภูผาพ่อของนาวาที่กำลังเตรียมตัวจะเข้าประชุมในบริษัท

"ฉันเห็นด้วยนะบัว ถึงเวลาแล้วที่นาวาจะต้องยอมรับความจริง เธอไม่ต้องไปตำหนิเด็กของเธอหรอก บางทีฉันว่านาวาเจอคนแบบนี้ซะบ้างก็ดีนะ เผื่อจะคิดอะไรได้ซักที...เอาล่ะ ฉันต้องรีบไปประชุมแล้ว ยังไงขอบใจเธอมากนะที่ดูแลลูกชายฉันเป็นอย่างดี"

ภูผาวางสาย...ออกจากห้องทำงานตรงไปยังห้อง ประชุม ซึ่งโตมรน้องชายของเขา และคนอื่นๆรออยู่แล้ว โตมรรีบกระซิบถามเตชิต ลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกับนาวาว่า

"แกใส่โครงการของฉันเข้าไปในญัตติการประชุมรึยัง"

"เรียบร้อยแล้วครับ"

"ดี วันนี้ฉันจะดูซิว่าลุงแกจะดื้อด้านกันท่าโครงการฉันอีกมั้ย"

เมื่อภูผาถามข้อมูลจากเลขาฯถึงหัวข้อการประชุม โตมรกลับยื่นเอกสารของตนให้พี่ชายเป็นลำดับแรก ภูผาเปิดดูเอกสารแล้วหน้าเครียดทันที   ถามเสียงเครียดว่า "นี่มันอะไร?"

"โครงการบ้านทอฟ้ารีสอร์ตยังไงล่ะครับ" ขาดคำของโตมร ภูผาโยนเอกสารคืนด้วยความโมโห

"ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าฉันยกบ้านทอฟ้าให้เป็นมูลนิธิเด็กกำพร้าไปแล้ว"

"ยกไปแล้วก็ทวงคืนมาได้นี่ ตราบใดที่ที่ดินผืนนี้ ยังเป็นของบริษัทเราอยู่"

"แต่ที่ดินแปลงอื่นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมแกต้องดึงดันจะเอาที่นี่ด้วย"

"ก็ผมไม่เข้าใจว่าพี่คิดอะไรของพี่ ทำไมจะต้องยกที่ดินติดแม่น้ำไปให้ไอ้เด็กเหลือขอพวกนั้นอยู่ ถ้าพี่อยากทำตัวเป็นพ่อพระก็ใช้เงินของพี่ ซื้อที่ดินแปลงอื่นเองสิ แต่อย่าทำให้ผมแล้วก็หุ้นส่วนคนอื่นๆพลอยเสียผลประโยชน์ เพราะมันไม่แฟร์กับพวกเรา"

ภูผาและโตมรจ้องหน้ากันราวจะกินเลือดกินเนื้อ ทุกคนในห้องประชุมนั่งเงียบกริบกันหมด ไม่กล้าแสดงความเห็น

"ถ้าเป็นคนอื่นมาพูดเรื่องนี้ ฉันคงไม่ผิดหวังเท่ากับแกที่เป็นน้องชายแท้ๆของฉัน...ผมขอประกาศให้ทุกคนรู้ไว้เลยว่า ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีการใช้มูลนิธิบ้านทอฟ้าเพื่อหาประโยชน์อย่างอื่นเด็ดขาด ถ้าใครไม่พอใจกับการตัดสินใจของผม จะถอนหุ้นออกไปผมก็ไม่ว่า ต่อให้เป็นหุ้นส่วนใหญ่แค่ไหน ผมก็ไม่สน"

โตมรหน้าง้ำเจ็บใจมาก กระทืบเท้าเดินออกจากห้องประชุมทันที เตชิตลุกขึ้นขอตัวสักครู่...ก่อนเดินตามพ่อไปยังห้องทำงานส่วนตัว

"แกเห็นฤทธิ์ไอ้ภูผารึยังฮึ มันฉีกหน้าฉันในที่ประชุม ทำเหมือนฉันไม่มีอำนาจอะไรในบริษัท"

"แต่ผมว่าพ่อก็ใจร้อนเกินไป"

"นี่แกเข้าข้างคนอื่นเหรอ"

"ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ผมพูดความจริง ก็เพราะพ่อเป็นอย่างนี้ไง คุณปู่ถึงได้ยกตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้ลุงภูผา"

"ไอ้เตชิต นี่แกลืมไปแล้วรึไงว่าฉันเป็น..."

"พ่อ..." เขาสวนทันควัน "ผมระลึกอยู่เสมอแล้ว ก็ไม่เคยลืมว่าพ่อเป็นพ่อผม แต่ที่ผมพูดไปเพราะผมหวังดี ไม่อยากให้พ่อถูกใครๆมองไม่ดี"

"ใครจะมองยังไงฉันไม่เห็นจะสนใจเลย ฉันต้องการแค่เงินกับอำนาจแค่นั้น แต่ถ้าแกหวังดีอย่างที่แกพูดจริงๆ ก็ไปทำหน้าที่ลูกที่ดี จัดการไล่ไอ้พวกเด็กกำพร้าออกไปจากที่ดินแปลงนี้ซะสิ"

"แต่ลุงภูผาเขาประกาศลั่นออกอย่างนั้นว่าไม่ให้ ใครยุ่งกับที่ดินผืนนี้ พ่อไม่ได้ยินเหรอ"

"แล้วไง ทำไมฉันต้องเชื่อด้วย แกก็เหมือนกัน แกเป็นลูกฉัน แกต้องทำตามคำสั่งฉันคนเดียวเท่านั้น ส่วนที่ไอ้ภูผามันห้าม แกไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

โตมรยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อนึกถึงแผนการร้ายกาจที่คิดเอาไว้

ooooooo

หลังอาหารกลางวัน ข้าวหอมนั่งคุยกับน้องๆ หนึ่งในนี้มีกระแต เด็กหญิงวัย 10 ขวบ ที่ดูสีหน้าทุกข์ร้อนไม่น้อย

"จะไม่ให้ห่วงได้ยังไงคะ ก็เมื่อคืนพวกเราได้ยินเสียงดังมาถึงห้องนอนเลย แล้วนี่ได้ยินว่าเขาเป็นลูกชายคุณท่านด้วย พี่ข้าวหอมไปมีเรื่องกับเขาอย่างนั้นไม่กลัวโดนลงโทษเหรอคะ"

เติมเข็นรถพานาวาผ่านมา พอเห็นข้าวหอมกับเด็กคุยกัน นาวาส่งซิกบอกเติมให้หยุด และห้ามส่งเสียงด้วย...

"ถ้าพี่มั่นใจว่าพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด จ้างให้ก็ไม่กลัวหรอก"

"พี่ข้าวหอมไม่กลัวแต่พวกหนูกลัวนี่คะ ถ้าเกิดเขาไม่พอใจขึ้นมาแล้วไล่พวกเราออกจากบ้านทอฟ้าล่ะคะ"

"เป็นไปไม่ได้หรอกกระแต อย่าลืมสิว่าที่นี่คุณท่านเป็นเจ้าของ แล้วคุณท่านก็เป็นคนมีเมตตา ท่านคงไม่ใจร้ายไล่พวกเราได้ลงคอเพราะเรื่องแค่นี้หรอก เชื่อพี่สิว่าไม่มีใครทำอะไรพี่ได้หรอก ลองถ้าอีตาคนนั้นมาเอาเรื่องพี่จริงๆ พี่นี่แหละจะเล่นงานกลับให้หายบ้าไปเลย พวกเราไม่ต้องคิดมากหรอกนะ"

นาวาชะงักคิดอะไรได้ขึ้นมาทันที เติมหน้าตาเลิ่กลั่ก นาวายกมือห้ามไม่ให้เติมพูด แล้วพยักพเยิดให้เติมพาเขาออกไปจากตรงนั้น โดยที่ข้าวหอมและเด็กๆไม่รู้ตัว

ในบ้านทอฟ้าแห่งนี้ นายไม้ทำหน้าที่ภารโรงอย่างขันแข็ง แม้ขาของเขาจะเดินไม่ถนัด หน้าตาจะอัปลักษณ์เพราะอุบัติเหตุที่มีคนจงใจให้เกิด แต่ไม้ก็ไม่เคยท้อแท้กับโชคชะตา ยิ่งได้บัวช่วยเหลือให้ความเอื้อเฟื้อที่อยู่ที่กิน ไม้ยิ่งต้องตอบแทนบุญคุณอย่างเต็มที่

ข้าวหอมให้ความเคารพนายไม้ราวกับญาติผู้ใหญ่ เห็นเขาวิงเวียนไม่สบายเมื่อใด ข้าวหอมเป็นต้องดูแล เช็ดหน้าเช็ดตาให้ และเตือนลุงไม้ให้นอนพักผ่อน

"ขอบใจข้าวหอมมากนะ ที่ไม่รังเกียจคนพิการอย่างลุง"

"อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ ลุงไม้เป็นผู้ใหญ่คนนึงของบ้านทอฟ้า จะให้ข้าวหอมรังเกียจได้ยังไงล่ะคะ"

นายไม้ลูบหัวข้าวหอมด้วยความซาบซึ้งใจ "ข้าวหอมรู้ไหมว่าข้าวหอมเป็นคนจิตใจดี รักษาความดี ต่อไปนะ แล้วความดีจะคุ้มครองให้ข้าวหอมแคล้วคลาด จากอันตรายทุกอย่าง"

"ค่ะลุงไม้ ข้าวหอมจะจำคำพูดลุงไม้ไว้ค่ะ"

"จะว่าไป ยิ่งเห็นข้าวหอมก็ยิ่งทำให้ลุงนึกถึงผู้หญิงคนนึง เสียดายที่ลุงไม่มีโอกาสเจอเธออีกแล้ว"

"ลุงไม้หมายถึงใครเหรอ"

นายไม้ยิ้มรับ พลันหวนนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อสิบเก้าปีที่แล้ว...

ตอนนั้นใบหน้านายไม้ยังหล่อเหลาและไม่พิการ ชื่อเดิมของเขาคือมงคล เขาทำหน้าที่คนขับรถในบ้านนายเถลิง อัศวธานนท์ ผู้มีทั้งอำนาจและเงินทองในวงสังคมชั้นสูง นายเถลิงมีบุตรสาวคนเดียวคือรัญญา...เพียงครั้งแรกที่มงคลได้เห็นรัญญาก็รู้สึกติดตราตรึงใจ แอบหลงรักเธอในทันที ขณะที่รัญญาเองก็ดูจะปลื้มมงคลไม่น้อย แล้วยิ่งนานวันสองคนก็เริ่มเผยความรู้สึกต่อกัน แต่ต้องหลบๆซ่อนๆที่จะคบหา เพราะถ้านายเถลิงรู้เข้าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

นึกมาถึงตรงนี้...มงคลหรือนายไม้ได้แต่ทอดถอนใจ หยิบนิตยสารเล่มหนึ่งมาเปิดดูรูปรัญญาในคอลัมน์สาวสังคมด้วยความคิดถึงจับจิต...

ooooooo

รัญญา สาวใหญ่วัย 40 กว่าๆ กำลังนั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร สาวใช้ที่คอยบริการเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง ชีวิตรัญญาสุดเงียบเหงา หลังจากบิดาเสียชีวิต เธอก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังใหญ่...แต่แล้ววันนี้ ยุวรินทร์หรือฝนก็มาทำให้ รัญญารู้สึกแช่มชื่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ยุวรินทร์ เป็นเพื่อนสนิทของรัญญา คบกันมานานตั้งแต่ อยู่เมืองนอก

"ไปไงมาไงถึงกลับมาเมืองไทยได้" รัญญาทักเพื่อนอย่างแปลกใจระคนดีใจ

"ถามได้ ก็บริษัทที่โน่นเจ๊งกันโครมๆ ฉันก็เลยตกงานน่ะสิ นี่ก็เลยตั้งใจว่าจะมาเกาะเธอกินซะหน่อย เธอจะว่าอะไรมั้ย"

"จะไปว่าอะไรล่ะ ให้เลี้ยงเธอตลอดชีวิตฉันก็เต็มใจ"

"สัญญาแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดด้วย"

"รับรองไม่ผิดสัญญาแน่นอน ไปเข้าบ้านดีกว่า ฉันมีเรื่องคุยกับเธอเยอะแยะเลย"

รัญญาจูงมือยุวรินทร์เข้ามานั่งโซฟาห้องรับแขก ยุวรินทร์เหลือบมองบรรยากาศภายในบ้านรู้สึกได้ถึงความเหงาขึ้นมาทันที

"เฮ้อ บ้านหลังใหญ่อย่างกับคฤหาสน์แต่อยู่กันแค่นี้เอง นี่เธอไม่เหงาบ้างเหรอรัญ"

"ฉันเหงาจนชินแล้วล่ะฝน ตั้งแต่คุณพ่อเสีย ฉัน ก็อยู่อย่างนี้มาตลอด น่าขำไหมล่ะที่ลูกสาวมหาเศรษฐีที่เพียบพร้อมทุกอย่างเหมือนฉัน แต่กลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะคนที่ฉันรักทุกคนตายจากฉันไปหมด"

"อย่าพูดอย่างนั้นสิรัญ อย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีฉันไง อีกอย่าง...เรื่องมันผ่านไปตั้ง 18 ปีแล้ว เธอน่าจะลืมมันไปได้แล้วนะ"

"ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต ฉันก็ไม่มีทางลืมเขาได้ลงหรอกฝน"

พูดแล้วรัญญานิ่งเงียบไป...นึกถึงความหลังอันขมขื่นเจ็บปวด ที่เธอกับมงคลรักกันแล้วถูกพ่อของเธอขัดขวางและพรากมงคลไปจากเธอในที่สุด โดยก่อนที่มงคล จะหายไปจากชีวิตของเธอนั้น เขาได้มอบสร้อยที่มีจี้สลักชื่อรัญญาเป็นภาษาอังกฤษแก่เธอ จากนั้นรัญญาก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไง รู้แต่ว่าพ่อให้ลูกน้องจัดการเขาขั้นเด็ดขาด รัญญาเลยได้แต่คิดว่ามงคลคนรักของเธอคงตายจากเธอไปแล้ว...

ooooooo

บ่ายวันนี้เอง นายไม้บังเอิญเห็นมังกรกับรตี หนุ่มสาวในบ้านทอฟ้าแอบมาพลอดรักกันหลังบ้านพักของตน นายไม้พยายามจะตักเตือน เพราะทั้งคู่ยังอยู่ในวัยเรียน   แต่ทั้งคู่กลับแสดงความไม่พอใจ   โดยเฉพาะมังกรที่วางท่านักเลงข่มขู่นายไม้ไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่เชื่อ นายไม้ได้เป็นผีเฝ้าที่นี่แน่

นายไม้แอบหวั่น พอเจอข้าวหอมก็ทำท่าจะเล่าให้ฟัง แต่ทันใดมังกรกับรตีก็เข้ามาขัดจังหวะ ทั้งคู่ส่งสายตาเหี้ยมเกรียมเอาจริง จนนายไม้ไม่กล้าปริปาก...

อีกครู่ ข้าวหอมถูกลุงเติมมาตามไปพบนาวาที่บ้านพัก นาวามีแผนจะเล่นงานข้าวหอมที่ชอบพูดจาเสียดสีว่ากล่าวเขาหลายครั้ง เขายื่นความประสงค์กับเธอว่า ต่อไปนี้เขาต้องการให้เธอมาร่วมโต๊ะกินข้าวกับเขาทุกมื้อ

"นี่...เมื่อคืนคุณโดนแจกันฟาดไปถูกหัวรึเปล่า ฉันว่าคุณดูเพี้ยนๆเหมือนกันนะ อยู่ๆถึงได้อยากให้ฉันนั่งกินข้าวด้วย"

"ฉันไม่จำเป็นต้องตอบเธอ อย่าลืมสิว่าฉันอยู่ที่นี่ในฐานะลูกชายเจ้าของมูลนิธิ เพราะฉะนั้นฉันสั่งให้เธอทำอะไรเธอก็ต้องทำ"

"คุณนาวาคะ..." บัวเดินตัวปลิวเข้ามา "คือว่าข้าวหอมแกยังเด็ก อาจจะทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ฉันต้องขอโทษแทนแกด้วยนะคะ"

"ครูบัวไม่ต้องตกใจหรอกครับ ผมไม่ได้จะทำอะไรเด็กคนนี้ ผมแค่สั่งให้เขามากินข้าวกับผมเท่านั้นเอง"

บัวงงเป็นไก่ตาแตก ค่อยๆหันไปทางเติม...เติมพยักหน้าหงึกๆ

"แต่ครูบัวมาก็ดีแล้ว ผมอยากจะขอแรงให้เด็กของครูมาคอยดูแลผมจะได้ไหมครับ"

"เรื่องอะไรล่ะคะ ฉันเป็นเด็กของมูลนิธิก็จริง แต่ไม่ได้ เป็นคนรับใช้ของคุณซักหน่อย" ข้าวหอมปฏิเสธทันที

"แต่เมื่อคืนเธอด่าฉันฉอดๆ แล้วยังขู่ด้วยว่าจะเอาเรื่องฉัน ถ้าเกิดเรื่องนี้รู้ถึงหูคุณพ่อ เธอรู้ใช่ไหมว่าใครที่จะถูกตำหนิ"

ข้าวหอมชะงัก หันมองแม่บัวด้วยความกังวล ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมตัดใจ

"ถ้างั้นก็ได้ ฉันจะดูแลคุณ ชดใช้ความผิดที่ฉันพูดจาก้าวร้าวใส่คุณ แต่คุณเองก็ห้ามฟ้องคุณท่านเหมือนกัน เพราะฉันไม่อยากให้แม่บัวของฉันเดือดร้อน ตกลงมั้ย"

"ตกลง ถ้างั้นเธอก็เริ่มทำหน้าที่ของเธอได้แล้ว ตักข้าวสิ ฉันหิวแล้ว"

ข้าวหอมทำตามคำสั่งนาวาอย่างไม่เต็มใจ นาวาแอบยิ้มด้วยความพอใจ ขณะที่บัวยังงงไม่หาย บ่นกับเติมขณะเดินออกมาพร้อมกันว่า

"นี่ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าคุณนาวาเขาคิดอะไรของเขา ทำไมอยู่ๆถึงให้ข้าวหอมมาคอยดูแลด้วย"

"ไม่มีอะไรหรอกครับครูบัว ผมว่าคุณหนูคงถูกชะตากับลูกศิษย์ของครูนั่นแหละ ก็อย่างว่าแหละนะ ตั้งแต่ ประสบอุบัติเหตุคราวนั้น คุณหนูก็เอาแต่เก็บตัวไม่พูดไม่จากับใคร ผมว่าให้แกมีเพื่อนซะบ้างก็ดีเหมือนกัน แกจะได้ไม่เหงา"

"ได้ยินอย่างนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ฉันนึกว่ายัยข้าวหอมจะเดือดร้อนซะแล้ว"

"คุณหนูของผมแกทำร้ายใครไม่เป็นหรอกครับครู แกเป็นคนใจดีไม่ต่างกับคุณท่าน ผมเชื่อว่าถ้าลูกศิษย์ของครูได้รู้นิสัยจริงๆของคุณหนู จะต้องเต็มใจที่จะดูแลคุณหนูเหมือนผมแน่ๆ"

บัวยิ้มรับสบายใจขึ้น...แต่ข้าวหอมกำลังนั่งกินข้าวหน้าตาบึ้งตึงไม่พูดไม่จาจนนาวาชักจะหงุดหงิด โพล่งขึ้นว่า ถ้าไม่เต็มใจจะกลับไปกินกับเพื่อนๆของเธอก็ได้... ข้าวหอมดีใจลุกพรวด แต่ไม่ทันจะก้าวขาก็ต้องกระแทกตัวนั่งลงอย่างเดิม

"ฉันประชด...นั่งลงเดี๋ยวนี้ แล้วกินข้าวให้หมด ถ้าฉันยังไม่สั่งให้ไป เธอห้ามไปไหนเด็ดขาด"

"เผด็จการจริงๆ" ข้าวหอมบ่นอุบอิบ แต่พอเขาถาม ว่าพูดอะไร เธอกลับบอกไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย...จากนั้นก้มหน้าก้มตากินข้าว แอบกลัวๆนาวาอยู่เหมือนกัน

"ฉันถามอะไรหน่อยสิ ทำไมเธอถึงชื่อข้าวหอม"

"ก็เพราะตอนฉันมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ที่ดินแถวนี้ยังเป็นทุ่งนาอยู่เลย แม่บัวก็เลยตั้งชื่อฉันตามชื่อข้าวหอมมะลิที่ปลูกที่นี่"

"หมายความว่า เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีชื่ออะไร พ่อแม่เป็นใครมาก่อนเลย"

"ใช่ ฉันถึงบอกไงคะว่าคุณโชคดีกว่าคนอีกหลายคน กับแค่เรื่องที่คุณไม่ได้เป็นนักกีฬาฟันดาบทีมชาติแค่นี้ มันเป็นเรื่องเล็กมากๆเมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันแล้วก็น้องๆที่นี่ได้เจอ"

นาวาวางช้อนลงทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์

"เธอไม่ใช่ฉัน เธอไม่เข้าใจหรอกว่าฉันรู้สึกยังไง" พูดเสร็จจะเลื่อนเก้าอี้ออกไป แต่แขนปัดไปถูกแก้วน้ำตกแตก...นาวาชะงักหน้าเสีย

"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันเก็บเอง" ข้าวหอมรีบลุกขึ้นมาเก็บเศษแก้วที่พื้น นาวามองเศษแก้วที่แตกกระจายด้วยสีหน้ากังวล รู้สึกเหมือนเป็นลางสังหรณ์...

ooooooo

ตกเย็น ภูผาลงจากตึกกำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน ทันใดนั้นก็มีไม้กอล์ฟฟาดเข้ามาที่ภูผาเต็มแรง ก่อนที่ชายสองคนจะเข้ามารุมทำร้ายภูผาจนล้มลง ภูผาพยายามเอามือปัดป้อง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่สุดสติเขาก็ดับวูบไป...รู้สึกตัวอีกทีพบว่าตัวเองนอนในโรงพยาบาล

โตมรกับเตชิตห่วงใยรีบร้อนมาเยี่ยมภูผา แต่ภูผากลับพูดเหมือนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังใส่หน้าโตมรว่า

"แกไม่ต้องห่วง ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก"

"เอ่อ...แล้วลุงพอทราบไหมครับว่าเป็นฝีมือใคร"

"เห็นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นโจรจี้ชิงทรัพย์ พวกมันขโมยเงินแล้วก็โทรศัพท์มือถือของลุงไปด้วย"

"ไอ้พวกนี้นี่มันเลวจริงๆ แต่พี่ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ถือว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน"

"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ แต่แกสองคนห้ามบอกเรื่องนี้กับนาวาเด็ดขาดเข้าใจมั้ย ตอนนี้สภาพจิตใจนาวายังไม่ปกติ ฉันไม่อยากให้นาวาเป็นห่วง"

สองพ่อลูกรับปาก...พอโตมรบ่นเป็นห่วงงานในบริษัท เกรงจะต้องหยุดชะงักเพราะพี่ชายบาดเจ็บ ภูผาจึงสั่งการน้องชายทันที

"ช่วงนี้ฉันฝากแกทำงานแทนฉันก็แล้วกัน แต่ถ้ามีเรื่องไหนสำคัญห้ามแกตัดสินใจโดยพลการ ที่สำคัญแกห้ามยุ่งกับที่ดินบ้านทอฟ้าเด็ดขาด เข้าใจมั้ย"

"รู้แล้วน่า พี่ไม่ต้องห่วงหรอก รักษาตัวให้หายก่อนดีกว่า เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็ได้"

โตมรลอบยิ้มสมใจ เตชิตชำเลืองมองหน้าพ่ออย่างไม่ค่อยไว้ใจ ครั้นกลับถึงบ้านพร้อมกันในตอนค่ำ เห็นพ่อจิบไวน์หัวเราะอารมณ์ดีกับอำนาจที่ตกมาถึงมืออย่างง่ายดาย เตชิตจึงคาดคั้นว่า ที่ลุงภูผาต้องไปนอนเจ็บอย่างนั้น เพราะฝีมือพ่อใช่ไหม

"ใช่ ช่วยไม่ได้ มันอยากมาขัดแข้งขัดขาฉันเอง แกก็เหมือนกัน รู้อะไรก็อย่าปากโป้งก็แล้วกัน เพราะที่ฉันทำไปทุกอย่างก็เพื่อแกทั้งนั้น"

"แต่ถึงกับทำร้ายพี่ชายแท้ๆ มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ"

"ไม่...นี่ที่ฉันทำแค่นี้ก็เพราะเห็นแก่ความเป็นสายเลือดเดียวกันนี่แหละ ไม่อย่างนั้นลุงแกไม่มีชีวิตรอดมาวางก้ามใส่ฉันอย่างนี้แน่"

เตชิตถอนหายใจเอือมพฤติกรรมของพ่อ ทำท่าจะเดินหนีไป

"เดี๋ยว...พรุ่งนี้ฉันมีงานให้แกทำ แกรีบเดินทางไปที่บ้านทอฟ้าแต่เช้า แล้วจัดการบีบไอ้มนุษย์ทุกตัวที่อยู่ที่นั่นให้ออกจากที่ดินของฉันไปให้หมด หรือถ้ามันมีปัญหากันมากนะ ก็เผาไล่ที่มันซะเลย เข้าใจไหมเตชิต"

"ทำขนาดนั้นมันจะไม่มากเกินไปเหรอพ่อ"

"ไม่มีอะไรมากเกินไป ถ้าสิ่งที่ได้มามันคุ้มค่า แกอย่ามาทำเป็นเรื่องมากได้ไหม ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะน่า"

เตชิตเบื่อจะฟังต่อ ผละขึ้นบ้านไปอย่างไม่สบอารมณ์... เข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงหน้าเครียด ไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียวกับคำพูดของพ่อที่ว่า "ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกทั้งนั้น"

ooooooo

รุ่งเช้า เตชิตจำใจต้องออกเดินทางตามคำสั่งพ่อ โดยมีนายยิ้มทำหน้าที่ขับรถให้ ยิ้มอายุไม่ห่างจากเตชิตนัก เลยเป็นลูกไล่ของเตชิตบ่อยครั้ง แล้วครั้งนี้ก็เช่นกัน ขณะยิ้มขับรถไปร้องเพลงไป เตชิตเกิดรำคาญอย่างหนัก ประกอบกับหงุดหงิดไม่พอใจเรื่องที่พ่อสั่ง  เตชิตจึงทั้งบ่นทั้งดุยิ้มเป็นระยะ

ส่วนข้าวหอม เช้านี้เธอพานาวาออกมารับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านพัก แล้วคะยั้นคะยอให้เขาลองสูดอากาศเข้าปอดแรงๆจะได้รู้ว่ามันสดชื่นแค่ไหน...เธอไม่พูดเปล่า สาธิตท่าทางให้เขาทำตามด้วย แต่ชายหนุ่มกลับนั่งขรึม ไม่มีอารมณ์ร่วม

"อ้าว ไม่ทำตามฉันล่ะคะ"

"ไม่ ฉันไม่ได้บ้าอย่างเธอนี่"

"นี่คุณ พูดให้มันดีๆนะ ฉันว่าถ้าคุณเลิกเก๊กแล้วก็เลิกวางฟอร์ม ชีวิตคุณคงจะดีกว่านี้นะ อ้อ แล้วก้อนความ

ทุกข์ในปากน่ะคายออกมาเถอะ คุณจะได้มีความสุขซักที"

"ฉันจะมีความสุขหรือมีความทุกข์แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ"

"ก็เพราะฉันรู้ว่าตัวตนของคุณต้องไม่ใช่คนปากร้ายเย็นชาอย่างนี้น่ะสิ ใช่ไหมคุณนาวา"

"เธอรู้ได้ยังไง"

"ฉันดูแววตาคุณฉันก็รู้แล้ว อีกอย่างถ้าคุณร้ายกาจอย่างนั้น คุณคงไม่เสียเวลามาคุยกับเด็กกำพร้าจนๆอย่างฉันหรอก จริงมั้ย"

"เธอนี่ฉลาดพูดเหมือนกันนะ คิดว่าหลอกชมฉันแล้วฉันจะเปลี่ยนใจไม่ต้องให้เธอมาคอยดูแลงั้นเหรอ ฝันไปเถอะยัยข้าวเหม็น"

"ข้าวหอมย่ะ"

นาวายิ้มบางๆ แล้วใช้มือเข็นรถเข็นตัวเองออกไป ข้าวหอมส่ายหน้า ก้าวตามไปห่างๆ

ทางด้านเตชิตชักหงุดหงิดหนัก เพราะนายยิ้มยังขับรถไปร้องเพลงลูกทุ่งไป...เตชิตบ่นหนวกหู แล้วบอก ให้ยิ้มจอดรถเดี๋ยวนี้ จากนั้นตัวเองเข้านั่งประจำที่คนขับ ยิ้มนึกว่าตนมีวาสนาเจ้านายจะขับรถให้นั่ง แต่พอยิ้มจะเปิดประตูขึ้นนั่งอีกด้าน เตชิตกลับออกรถพรืดไปทันที ทำเอายิ้มแหกปากลั่น วิ่งตามขาขวิด

ขณะเตชิตเร่งความเร็วมาที่บ้านทอฟ้า เป็นจังหวะที่นาวากำลังเข็นให้ตัวเองไปตามริมถนน ด้านหลังห่างออกมาข้าวหอมเดินตามสีหน้าเหนื่อยอ่อนพลางบ่นไปด้วย

"คุณนาวา จะรีบไปไหน ฉันเหนื่อยแล้วนะ"

"แต่ฉันไม่เหนื่อย ก็ไหนชอบอากาศตอนเช้านักไม่ใช่เหรอ งั้นก็เดินตามมาให้ทันสิ"

นาวาเข็นรถข้ามถนนหนีข้าวหอม รถเตชิตพุ่งมาด้วยความเร็ว ข้าวหอมมองเห็นตกใจสุดๆ ตะโกนเสียงหลง

"คุณนาวา...ระวัง!!"

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.