ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เงารักลวงใจ

    SHARE
    • แนว
    • :
    • บทประพันธ์โดย
    • :
    • บทโทรทัศน์โดย
    • :
    • กำกับการแสดงโดย
    • :
    • ผลิตโดย
    • :
    • ช่องออกอากาศ
    • :
    • อื่นๆ
    • นักแสดงนำ
    • :

    เงารักลวงใจ ตอนล่าสุด

    ตอนที่ 1

    ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของมูลนิธิบ้านทอฟ้า ซึ่งเป็นบ้านเด็กกำพร้าที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำสายเล็กๆสวยงามและต้นไม้หลากหลายชนิด... ข้าวหอม หญิงสาววัย 18 ปี หน้าตาสวยน่ารักในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงกำลังรดน้ำต้นกุหลาบด้วยใบหน้ามีความสุข

    ทันใดนั้นเองเสียงของตกกระแทกพื้นดังมาจากด้านหลังซึ่งเป็นบ้านพักที่ตกแต่งอย่างสวยงามโอ่อ่าผิดไปจากบ้านหลังอื่นๆในบริเวณบ้านทอฟ้าทั้งหมด

    ในบ้านหลังนั้น เติม...หนุ่มใหญ่กระโดดหลบเศษแก้ว ที่ตกแตกกระจายโดยที่มือยังถือถาดอาหาร...เสียงด่าทอตะโกนตามมาดังสนั่นลั่นบ้าน

    "โธ่เว้ย...ก็บอกแล้วไงว่าไม่หิว แกจะเอามาทำไม"

    เติมเบ้หน้าอยากจะร้องไห้เต็มที พยายามตื๊อผู้ที่ปฏิเสธอยู่อย่างไม่ลดละ

    "โธ่ คุณหนูครับ ทานข้าวซะหน่อยเถอะครับ ตั้งแต่มาถึงคุณหนูเล่นไม่ทานอะไรเลย เกิดคุณท่านรู้เข้า ผมได้โดนแพ่นกบาลกันพอดีสิครับ"

    "เรื่องของแก ไม่เกี่ยวกับฉัน!"

    เติมเครียดจัดจนปัญญาจะตื๊อ ได้แต่เดินบ่นตัวเองออกมา ไม่รู้จะทำยังไงดี...ข้าวหอมวิ่งเข้ามาสีหน้าตื่นเต้น ถามลุงว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอ?

    "ไม่มีอะไรหรอก พอดีคุณหนูของลุงเขาหงุดหงิดนิดหน่อย"

    ข้าวหอมมองเข้าไปเห็นเศษแก้วที่พื้น "แต่หนูว่าอย่างนี้ไม่เรียกว่านิดหน่อยมั้งคะ ว่าแต่ลุงเจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ"

    "ลุงไม่เจ็บหรอก แต่ถ้าคุณหนูของลุงไม่ยอมกินข้าว รับรองว่าลุงได้เจ็บตัวแน่"

    "แล้วนี่พ่อแม่เขาไปไหนเหรอคะ ทำไมถึงปล่อยให้ลูกเกเรอย่างนี้"

    "อ๋อ คุณท่านไม่ได้มาด้วยหรอก ท่านส่งแต่คุณหนูมาคนเดียว แล้วก็ให้ลุงคอยดูแล"

    "ถ้างั้นเอาอย่างนี้ดีไหมคะ เดี๋ยวหนูเอากับข้าวขึ้นไปเอง เรื่องรับมือกับเด็กหนูถนัดอยู่แล้ว" พูดจบข้าวหอม หยิบถาดอาหารจากมือลุงเติมเดินเข้าบ้านไปเลย...

    ข้าวหอมเข้ามามองหาคุณหนูของลุงเติม กระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนรถเข็น ข้าวหอมเห็นว่าไม่ใช่เด็กอย่างที่คิดก็ชะงักแปลกใจ ส่วนชายหนุ่มขาพิการที่อยู่บนรถเข็นได้ยินเสียงฝีเท้าก็เลื่อนเก้าอี้หันมาทันที ข้าวหอมชะงักเล็กน้อย มองสำรวจชายหนุ่มหน้าตาดี อายุน่าจะมากกว่าเธอไม่เกินห้าปี

    "เธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง" น้ำเสียงของเขาไม่พอใจ

    "คือ...ฉันเอาข้าวมาให้คุณ"

    "ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่กิน นี่ไอ้เติมมันสั่งให้เธอเอามาใช่มั้ย...ไอ้เติม ไอ้เติม"

    "เดี๋ยว ฉันว่าคุณทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ลุงเขาอุตส่าห์ เอาข้าวมาให้กินยังจะไปด่าเขาอีก คิดว่ารวยแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง"

    ชายหนุ่มชะงักกึก เลื่อนเก้าอี้หันมามองเอาเรื่องเด็กสาวด้วยความโมโห

    "ฉันจะด่าใคร แล้วมันธุระอะไรของเธอ เลิกยุ่งเรื่องคนอื่นแล้วออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้"

    "ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไปแน่ คิดว่าฉันอยากอยู่ รองรับอารมณ์คนบ้าอย่างคุณรึไง ฉันจะวางข้าวของคุณไว้ตรงนี้แล้วกัน อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ตามใจ" ข้าวหอมวางถาดอาหารกระแทกกระทั้น แล้วเดินออกไปอย่างไม่ไยดี...ชายหนุ่มไม่สบอารมณ์ พูดงึมงำหาว่าเธออวดดี

    ครู่ต่อมา ข้าวหอมเข้าไปในห้องทำงานของมูลนิธิ นั่งลงตรงหน้าแม่บัว หญิงวัยประมาณ 40 ปี หน้าตาใจดี แต่งตัวเรียบร้อย

    "คุณนาวา...ลูกชายคุณภูผา เจ้าของบ้านทอฟ้าของเราไงลูก"

    "ลูกชายคุณท่าน?" ข้าวหอมทวนคำอย่างนึกไม่ถึง

    "ใช่ พอดีช่วงนี้คุณนาวามีเรื่องไม่สบายใจ คุณท่านเลยให้คุณนาวามาพักผ่อนที่นี่ ข้าวหอมถามทำไมเหรอจ๊ะ"

    "พอดีเมื่อกี๊ข้าวหอมเพิ่งมีเรื่องกับเขามาค่ะแม่บัว"

    "ว่าไงนะ"

    "ก็ใครจะไปคิดล่ะคะว่าคนใจดีอย่างคุณท่านจะมีลูกชายนิสัยแย่ขนาดนี้"

    "ข้าวหอม พูดอย่างนี้ไม่ได้นะ อย่าลืมสิว่าคุณท่าน มีพระคุณกับพวกเราแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณท่าน ทั้งข้าวหอม แล้วก็น้องๆก็คงไม่ได้อยู่กันอย่างสบายจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณนาวาจะเป็นยังไงเราก็ต้องให้เกียรติเขาเหมือนผู้มีพระคุณคนนึงรู้ไหม"

    "ค่ะแม่บัว ข้าวหอมจะจำไว้ค่ะ"

    "จะว่าไปก่อนหน้านี้คุณนาวาเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าวหอมเห็นหรอกนะ ถ้าข้าวหอมรู้จักตัวตนของคุณนาวา แม่เชื่อว่าจะต้องสงสารคุณนาวาแน่ๆ"

    "ระดับลูกชายมหาเศรษฐีอย่างเขาจะมีอะไรน่าสงสารอีกเหรอคะ"

    "มีสิลูก ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ก็มีทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณนาวาที่ต้องทุกข์กับความผิดหวังมากที่สุดในชีวิตของเธอ"

    บัวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนาวา...

    นาวาเป็นคนหนุ่มที่มีไฟและความมุ่งมั่นพยายาม เขารักและทุ่มเทในกีฬาฟันดาบยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่แล้วกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งที่เป็นตัวเก็งเข้าร่วมทีมชาติในโอลิมปิกที่กำลังจะมาถึง เพราะก่อนหน้าวันคัดตัวเพียงหนึ่งวัน เรื่องไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ขาทั้งสองที่เคยยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง มาวันนี้กลับใช้การไม่ได้ อดีตนักกีฬาอนาคตไกลต้องตกอยู่ในสภาพคนไข้ขาพิการที่ต้องนั่งเก้าอี้เข็นตลอดเวลา เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และร่าเริงกลายเป็นคนเก็บตัวและโมโหร้ายที่ไม่ว่าใครก็เข้าหน้าไม่ติด

    ooooooo

    นาวารับสภาพตัวเองไม่ได้ คืนนี้ที่บ้านทอฟ้า เขานอนไม่หลับ ทุบขาตัวเองอย่างคับแค้นใจ พร้อมส่งเสียงโวยวายลั่นไปหมด...ข้าวหอมและบัวในชุดนอนรีบเดินตรงมาที่หน้าบ้านพักของนาวา แต่ขณะที่ข้าวหอมกำลังจะเดินตามแม่บัวเข้าไปในบ้าน มือของใครคนหนึ่งคว้ามือข้าวหอมไว้

    "เดี๋ยวก่อน...ข้าวหอม"

    ข้าวหอมหันมามองรตีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ดูสีหน้าท่าทางรตีเป็นสาวมากกว่า รตีอยากรู้ว่าใครอยู่ในบ้าน ข้าวหอมตอบทันที

    "คุณนาวา ลูกชายคุณท่าน"

    "อะไรกัน เป็นลูกคนรวยซะเปล่าไม่รู้จักเกรงใจคนอื่น กลางค่ำกลางคืนแหกปากอยู่ได้"

    "อย่าพูดอย่างนี้ให้แม่บัวได้ยินนะ ระวังจะโดนดุเอา ฉันว่าเธอไปดูพวกน้องๆดีกว่า เดี๋ยวได้ยินเสียงดังแล้วจะตกใจกันไปใหญ่" ว่าแล้วข้าวหอมรีบตามแม่บัวเข้าบ้าน รตีมองตาม พึมพำอย่างหมั่นไส้

    "เชอะ ถือว่าเป็นลูกรักแม่บัวรึไง ถึงได้มาสั่งคนอื่น"

    เติมกำลังห้ามปรามและปลุกปลอบนาวาที่พยายามทำร้ายตัวเอง แต่นาวายังพยศไม่หยุด จะแกะมือเติมออก ทั้งสั่งเติมหุบปาก ไม่ต้องมายุ่ง...พอเห็นบัวเดินเข้ามา เติมร้องขอความช่วยเหลือ ให้ช่วยมาห้ามคุณหนูของตนที นาวาฉวยจังหวะนี้ผลักเติมจนเซ แล้วหันไปหยิบข้าวของปาใส่บัวกับเติม ข้าวหอมเข้ามาเห็นนาวาอาละวาดใส่แม่บัวก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที

    "หยุดบ้าซักทีได้มั้ย" ข้าวหอมตวาด...นาวาชะงักไปนิด แล้วโมโหหนักกว่าเดิม จะเอาเรื่องข้าวหอมให้ได้ ข้าวหอมไม่ยอมลงให้ บัวเห็นท่าไม่ดีรีบปรามข้าวหอม

    "อย่าห้ามเลยค่ะแม่ ข้าวหอมว่าเขาทำเกินไปแล้ว... คุณคิดว่าคุณมีเรื่องทุกข์ใจคนเดียวรึไง ถึงได้เอาแต่โทษตัวเองแล้วก็ทำร้ายคนอื่นอย่างนี้ หัดมองดูโลกภายนอกซะบ้าง ว่ามีคนที่เขาแย่กว่าคุณมากแค่ไหน ดูอย่างฉัน หรือว่าน้องๆทุกคนที่นี่ พวกเรากำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ แต่กับคุณ แค่ผิดหวังกับเรื่องแค่นี้ กลับทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา"

    "นี่เธอ..."

    "หยุด! ฉันยังพูดไม่จบ" นาวาชะงักกึก อ้าปากค้าง "ฉันจะบอกให้นะ ถ้าขืนคุณทำตัวแบบนี้ คุณก็เป็นได้ แค่ไอ้ขี้แพ้เท่านั้นแหละ"

    "นี่เธอกล้าด่าฉันว่าไอ้ขี้แพ้เหรอ"

    "ใช่ ถ้าไม่อยากให้ใครด่าก็พิสูจน์ตัวเองสิว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่อย่าเอาความเจ็บปวดของตัวเองมาลงกับคนอื่น โดยเฉพาะแม่บัวของฉัน ไม่อย่างนั้นคราวหน้าฉันจะไม่อภัยคุณอีกเลย...ไปกันเถอะค่ะแม่"

    ข้าวหอมดึงมือแม่บัวออกไปทันที นาวานั่งเงียบสงบลง รู้สึกเจ็บจี๊ดกับคำพูดของข้าวหอมเหลือเกิน เติมลอบมองเจ้านายแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก...แต่บัวที่ถูกข้าวหอมจูงมือออกไป สีหน้าเป็นกังวล ถามกึ่งตำหนิข้าวหอมว่าทำไมข้าวหอมพูดอย่างนั้น รู้ไหมว่าคุณนาวา จะเสียใจแค่ไหน

    "แต่ที่ข้าวหอมพูด มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอคะ"

    "แต่มันเป็นความจริงที่เขายังรับไม่ได้แล้วก็เป็นความจริงที่เจ็บปวดนะข้าวหอม"

    "ข้าวหอมว่า ถ้าทุกคนยังคิดอย่างนี้เขาก็ยิ่งได้ใจนะคะแม่ แผลบางแผลมันต้องใช้ยาแรงค่ะ ถึงจะรักษาหาย... แม่คะ ถ้าเขาเป็นลูกคนดีๆอย่างคุณท่าน ก็น่าจะได้เชื้อพ่อมาบ้าง เขาต้องรู้จักคิดสิ จริงไหมคะแม่"

    บัวฟังแล้วเถียงไม่ออก แต่ก็ยังหนักใจอยู่ดี...เช้ารุ่งขึ้น บัวจึงโทร.ไปหารือภูผาพ่อของนาวาที่กำลังเตรียมตัวจะเข้าประชุมในบริษัท

    "ฉันเห็นด้วยนะบัว ถึงเวลาแล้วที่นาวาจะต้องยอมรับความจริง เธอไม่ต้องไปตำหนิเด็กของเธอหรอก บางทีฉันว่านาวาเจอคนแบบนี้ซะบ้างก็ดีนะ เผื่อจะคิดอะไรได้ซักที...เอาล่ะ ฉันต้องรีบไปประชุมแล้ว ยังไงขอบใจเธอมากนะที่ดูแลลูกชายฉันเป็นอย่างดี"

    ภูผาวางสาย...ออกจากห้องทำงานตรงไปยังห้อง ประชุม ซึ่งโตมรน้องชายของเขา และคนอื่นๆรออยู่แล้ว โตมรรีบกระซิบถามเตชิต ลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกับนาวาว่า

    "แกใส่โครงการของฉันเข้าไปในญัตติการประชุมรึยัง"

    "เรียบร้อยแล้วครับ"

    "ดี วันนี้ฉันจะดูซิว่าลุงแกจะดื้อด้านกันท่าโครงการฉันอีกมั้ย"

    เมื่อภูผาถามข้อมูลจากเลขาฯถึงหัวข้อการประชุม โตมรกลับยื่นเอกสารของตนให้พี่ชายเป็นลำดับแรก ภูผาเปิดดูเอกสารแล้วหน้าเครียดทันที   ถามเสียงเครียดว่า "นี่มันอะไร?"

    "โครงการบ้านทอฟ้ารีสอร์ตยังไงล่ะครับ" ขาดคำของโตมร ภูผาโยนเอกสารคืนด้วยความโมโห

    "ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าฉันยกบ้านทอฟ้าให้เป็นมูลนิธิเด็กกำพร้าไปแล้ว"

    "ยกไปแล้วก็ทวงคืนมาได้นี่ ตราบใดที่ที่ดินผืนนี้ ยังเป็นของบริษัทเราอยู่"

    "แต่ที่ดินแปลงอื่นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมแกต้องดึงดันจะเอาที่นี่ด้วย"

    "ก็ผมไม่เข้าใจว่าพี่คิดอะไรของพี่ ทำไมจะต้องยกที่ดินติดแม่น้ำไปให้ไอ้เด็กเหลือขอพวกนั้นอยู่ ถ้าพี่อยากทำตัวเป็นพ่อพระก็ใช้เงินของพี่ ซื้อที่ดินแปลงอื่นเองสิ แต่อย่าทำให้ผมแล้วก็หุ้นส่วนคนอื่นๆพลอยเสียผลประโยชน์ เพราะมันไม่แฟร์กับพวกเรา"

    ภูผาและโตมรจ้องหน้ากันราวจะกินเลือดกินเนื้อ ทุกคนในห้องประชุมนั่งเงียบกริบกันหมด ไม่กล้าแสดงความเห็น

    "ถ้าเป็นคนอื่นมาพูดเรื่องนี้ ฉันคงไม่ผิดหวังเท่ากับแกที่เป็นน้องชายแท้ๆของฉัน...ผมขอประกาศให้ทุกคนรู้ไว้เลยว่า ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีการใช้มูลนิธิบ้านทอฟ้าเพื่อหาประโยชน์อย่างอื่นเด็ดขาด ถ้าใครไม่พอใจกับการตัดสินใจของผม จะถอนหุ้นออกไปผมก็ไม่ว่า ต่อให้เป็นหุ้นส่วนใหญ่แค่ไหน ผมก็ไม่สน"

    โตมรหน้าง้ำเจ็บใจมาก กระทืบเท้าเดินออกจากห้องประชุมทันที เตชิตลุกขึ้นขอตัวสักครู่...ก่อนเดินตามพ่อไปยังห้องทำงานส่วนตัว

    "แกเห็นฤทธิ์ไอ้ภูผารึยังฮึ มันฉีกหน้าฉันในที่ประชุม ทำเหมือนฉันไม่มีอำนาจอะไรในบริษัท"

    "แต่ผมว่าพ่อก็ใจร้อนเกินไป"

    "นี่แกเข้าข้างคนอื่นเหรอ"

    "ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ผมพูดความจริง ก็เพราะพ่อเป็นอย่างนี้ไง คุณปู่ถึงได้ยกตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้ลุงภูผา"

    "ไอ้เตชิต นี่แกลืมไปแล้วรึไงว่าฉันเป็น..."

    "พ่อ..." เขาสวนทันควัน "ผมระลึกอยู่เสมอแล้ว ก็ไม่เคยลืมว่าพ่อเป็นพ่อผม แต่ที่ผมพูดไปเพราะผมหวังดี ไม่อยากให้พ่อถูกใครๆมองไม่ดี"

    "ใครจะมองยังไงฉันไม่เห็นจะสนใจเลย ฉันต้องการแค่เงินกับอำนาจแค่นั้น แต่ถ้าแกหวังดีอย่างที่แกพูดจริงๆ ก็ไปทำหน้าที่ลูกที่ดี จัดการไล่ไอ้พวกเด็กกำพร้าออกไปจากที่ดินแปลงนี้ซะสิ"

    "แต่ลุงภูผาเขาประกาศลั่นออกอย่างนั้นว่าไม่ให้ ใครยุ่งกับที่ดินผืนนี้ พ่อไม่ได้ยินเหรอ"

    "แล้วไง ทำไมฉันต้องเชื่อด้วย แกก็เหมือนกัน แกเป็นลูกฉัน แกต้องทำตามคำสั่งฉันคนเดียวเท่านั้น ส่วนที่ไอ้ภูผามันห้าม แกไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

    โตมรยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อนึกถึงแผนการร้ายกาจที่คิดเอาไว้

    ooooooo

    หลังอาหารกลางวัน ข้าวหอมนั่งคุยกับน้องๆ หนึ่งในนี้มีกระแต เด็กหญิงวัย 10 ขวบ ที่ดูสีหน้าทุกข์ร้อนไม่น้อย

    "จะไม่ให้ห่วงได้ยังไงคะ ก็เมื่อคืนพวกเราได้ยินเสียงดังมาถึงห้องนอนเลย แล้วนี่ได้ยินว่าเขาเป็นลูกชายคุณท่านด้วย พี่ข้าวหอมไปมีเรื่องกับเขาอย่างนั้นไม่กลัวโดนลงโทษเหรอคะ"

    เติมเข็นรถพานาวาผ่านมา พอเห็นข้าวหอมกับเด็กคุยกัน นาวาส่งซิกบอกเติมให้หยุด และห้ามส่งเสียงด้วย...

    "ถ้าพี่มั่นใจว่าพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด จ้างให้ก็ไม่กลัวหรอก"

    "พี่ข้าวหอมไม่กลัวแต่พวกหนูกลัวนี่คะ ถ้าเกิดเขาไม่พอใจขึ้นมาแล้วไล่พวกเราออกจากบ้านทอฟ้าล่ะคะ"

    "เป็นไปไม่ได้หรอกกระแต อย่าลืมสิว่าที่นี่คุณท่านเป็นเจ้าของ แล้วคุณท่านก็เป็นคนมีเมตตา ท่านคงไม่ใจร้ายไล่พวกเราได้ลงคอเพราะเรื่องแค่นี้หรอก เชื่อพี่สิว่าไม่มีใครทำอะไรพี่ได้หรอก ลองถ้าอีตาคนนั้นมาเอาเรื่องพี่จริงๆ พี่นี่แหละจะเล่นงานกลับให้หายบ้าไปเลย พวกเราไม่ต้องคิดมากหรอกนะ"

    นาวาชะงักคิดอะไรได้ขึ้นมาทันที เติมหน้าตาเลิ่กลั่ก นาวายกมือห้ามไม่ให้เติมพูด แล้วพยักพเยิดให้เติมพาเขาออกไปจากตรงนั้น โดยที่ข้าวหอมและเด็กๆไม่รู้ตัว

    ในบ้านทอฟ้าแห่งนี้ นายไม้ทำหน้าที่ภารโรงอย่างขันแข็ง แม้ขาของเขาจะเดินไม่ถนัด หน้าตาจะอัปลักษณ์เพราะอุบัติเหตุที่มีคนจงใจให้เกิด แต่ไม้ก็ไม่เคยท้อแท้กับโชคชะตา ยิ่งได้บัวช่วยเหลือให้ความเอื้อเฟื้อที่อยู่ที่กิน ไม้ยิ่งต้องตอบแทนบุญคุณอย่างเต็มที่

    ข้าวหอมให้ความเคารพนายไม้ราวกับญาติผู้ใหญ่ เห็นเขาวิงเวียนไม่สบายเมื่อใด ข้าวหอมเป็นต้องดูแล เช็ดหน้าเช็ดตาให้ และเตือนลุงไม้ให้นอนพักผ่อน

    "ขอบใจข้าวหอมมากนะ ที่ไม่รังเกียจคนพิการอย่างลุง"

    "อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ ลุงไม้เป็นผู้ใหญ่คนนึงของบ้านทอฟ้า จะให้ข้าวหอมรังเกียจได้ยังไงล่ะคะ"

    นายไม้ลูบหัวข้าวหอมด้วยความซาบซึ้งใจ "ข้าวหอมรู้ไหมว่าข้าวหอมเป็นคนจิตใจดี รักษาความดี ต่อไปนะ แล้วความดีจะคุ้มครองให้ข้าวหอมแคล้วคลาด จากอันตรายทุกอย่าง"

    "ค่ะลุงไม้ ข้าวหอมจะจำคำพูดลุงไม้ไว้ค่ะ"

    "จะว่าไป ยิ่งเห็นข้าวหอมก็ยิ่งทำให้ลุงนึกถึงผู้หญิงคนนึง เสียดายที่ลุงไม่มีโอกาสเจอเธออีกแล้ว"

    "ลุงไม้หมายถึงใครเหรอ"

    นายไม้ยิ้มรับ พลันหวนนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อสิบเก้าปีที่แล้ว...

    ตอนนั้นใบหน้านายไม้ยังหล่อเหลาและไม่พิการ ชื่อเดิมของเขาคือมงคล เขาทำหน้าที่คนขับรถในบ้านนายเถลิง อัศวธานนท์ ผู้มีทั้งอำนาจและเงินทองในวงสังคมชั้นสูง นายเถลิงมีบุตรสาวคนเดียวคือรัญญา...เพียงครั้งแรกที่มงคลได้เห็นรัญญาก็รู้สึกติดตราตรึงใจ แอบหลงรักเธอในทันที ขณะที่รัญญาเองก็ดูจะปลื้มมงคลไม่น้อย แล้วยิ่งนานวันสองคนก็เริ่มเผยความรู้สึกต่อกัน แต่ต้องหลบๆซ่อนๆที่จะคบหา เพราะถ้านายเถลิงรู้เข้าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

    นึกมาถึงตรงนี้...มงคลหรือนายไม้ได้แต่ทอดถอนใจ หยิบนิตยสารเล่มหนึ่งมาเปิดดูรูปรัญญาในคอลัมน์สาวสังคมด้วยความคิดถึงจับจิต...

    ooooooo

    รัญญา สาวใหญ่วัย 40 กว่าๆ กำลังนั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร สาวใช้ที่คอยบริการเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง ชีวิตรัญญาสุดเงียบเหงา หลังจากบิดาเสียชีวิต เธอก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังใหญ่...แต่แล้ววันนี้ ยุวรินทร์หรือฝนก็มาทำให้ รัญญารู้สึกแช่มชื่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ยุวรินทร์ เป็นเพื่อนสนิทของรัญญา คบกันมานานตั้งแต่ อยู่เมืองนอก

    "ไปไงมาไงถึงกลับมาเมืองไทยได้" รัญญาทักเพื่อนอย่างแปลกใจระคนดีใจ

    "ถามได้ ก็บริษัทที่โน่นเจ๊งกันโครมๆ ฉันก็เลยตกงานน่ะสิ นี่ก็เลยตั้งใจว่าจะมาเกาะเธอกินซะหน่อย เธอจะว่าอะไรมั้ย"

    "จะไปว่าอะไรล่ะ ให้เลี้ยงเธอตลอดชีวิตฉันก็เต็มใจ"

    "สัญญาแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดด้วย"

    "รับรองไม่ผิดสัญญาแน่นอน ไปเข้าบ้านดีกว่า ฉันมีเรื่องคุยกับเธอเยอะแยะเลย"

    รัญญาจูงมือยุวรินทร์เข้ามานั่งโซฟาห้องรับแขก ยุวรินทร์เหลือบมองบรรยากาศภายในบ้านรู้สึกได้ถึงความเหงาขึ้นมาทันที

    "เฮ้อ บ้านหลังใหญ่อย่างกับคฤหาสน์แต่อยู่กันแค่นี้เอง นี่เธอไม่เหงาบ้างเหรอรัญ"

    "ฉันเหงาจนชินแล้วล่ะฝน ตั้งแต่คุณพ่อเสีย ฉัน ก็อยู่อย่างนี้มาตลอด น่าขำไหมล่ะที่ลูกสาวมหาเศรษฐีที่เพียบพร้อมทุกอย่างเหมือนฉัน แต่กลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะคนที่ฉันรักทุกคนตายจากฉันไปหมด"

    "อย่าพูดอย่างนั้นสิรัญ อย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีฉันไง อีกอย่าง...เรื่องมันผ่านไปตั้ง 18 ปีแล้ว เธอน่าจะลืมมันไปได้แล้วนะ"

    "ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต ฉันก็ไม่มีทางลืมเขาได้ลงหรอกฝน"

    พูดแล้วรัญญานิ่งเงียบไป...นึกถึงความหลังอันขมขื่นเจ็บปวด ที่เธอกับมงคลรักกันแล้วถูกพ่อของเธอขัดขวางและพรากมงคลไปจากเธอในที่สุด โดยก่อนที่มงคล จะหายไปจากชีวิตของเธอนั้น เขาได้มอบสร้อยที่มีจี้สลักชื่อรัญญาเป็นภาษาอังกฤษแก่เธอ จากนั้นรัญญาก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไง รู้แต่ว่าพ่อให้ลูกน้องจัดการเขาขั้นเด็ดขาด รัญญาเลยได้แต่คิดว่ามงคลคนรักของเธอคงตายจากเธอไปแล้ว...

    ooooooo

    บ่ายวันนี้เอง นายไม้บังเอิญเห็นมังกรกับรตี หนุ่มสาวในบ้านทอฟ้าแอบมาพลอดรักกันหลังบ้านพักของตน นายไม้พยายามจะตักเตือน เพราะทั้งคู่ยังอยู่ในวัยเรียน   แต่ทั้งคู่กลับแสดงความไม่พอใจ   โดยเฉพาะมังกรที่วางท่านักเลงข่มขู่นายไม้ไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่เชื่อ นายไม้ได้เป็นผีเฝ้าที่นี่แน่

    นายไม้แอบหวั่น พอเจอข้าวหอมก็ทำท่าจะเล่าให้ฟัง แต่ทันใดมังกรกับรตีก็เข้ามาขัดจังหวะ ทั้งคู่ส่งสายตาเหี้ยมเกรียมเอาจริง จนนายไม้ไม่กล้าปริปาก...

    อีกครู่ ข้าวหอมถูกลุงเติมมาตามไปพบนาวาที่บ้านพัก นาวามีแผนจะเล่นงานข้าวหอมที่ชอบพูดจาเสียดสีว่ากล่าวเขาหลายครั้ง เขายื่นความประสงค์กับเธอว่า ต่อไปนี้เขาต้องการให้เธอมาร่วมโต๊ะกินข้าวกับเขาทุกมื้อ

    "นี่...เมื่อคืนคุณโดนแจกันฟาดไปถูกหัวรึเปล่า ฉันว่าคุณดูเพี้ยนๆเหมือนกันนะ อยู่ๆถึงได้อยากให้ฉันนั่งกินข้าวด้วย"

    "ฉันไม่จำเป็นต้องตอบเธอ อย่าลืมสิว่าฉันอยู่ที่นี่ในฐานะลูกชายเจ้าของมูลนิธิ เพราะฉะนั้นฉันสั่งให้เธอทำอะไรเธอก็ต้องทำ"

    "คุณนาวาคะ..." บัวเดินตัวปลิวเข้ามา "คือว่าข้าวหอมแกยังเด็ก อาจจะทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ฉันต้องขอโทษแทนแกด้วยนะคะ"

    "ครูบัวไม่ต้องตกใจหรอกครับ ผมไม่ได้จะทำอะไรเด็กคนนี้ ผมแค่สั่งให้เขามากินข้าวกับผมเท่านั้นเอง"

    บัวงงเป็นไก่ตาแตก ค่อยๆหันไปทางเติม...เติมพยักหน้าหงึกๆ

    "แต่ครูบัวมาก็ดีแล้ว ผมอยากจะขอแรงให้เด็กของครูมาคอยดูแลผมจะได้ไหมครับ"

    "เรื่องอะไรล่ะคะ ฉันเป็นเด็กของมูลนิธิก็จริง แต่ไม่ได้ เป็นคนรับใช้ของคุณซักหน่อย" ข้าวหอมปฏิเสธทันที

    "แต่เมื่อคืนเธอด่าฉันฉอดๆ แล้วยังขู่ด้วยว่าจะเอาเรื่องฉัน ถ้าเกิดเรื่องนี้รู้ถึงหูคุณพ่อ เธอรู้ใช่ไหมว่าใครที่จะถูกตำหนิ"

    ข้าวหอมชะงัก หันมองแม่บัวด้วยความกังวล ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมตัดใจ

    "ถ้างั้นก็ได้ ฉันจะดูแลคุณ ชดใช้ความผิดที่ฉันพูดจาก้าวร้าวใส่คุณ แต่คุณเองก็ห้ามฟ้องคุณท่านเหมือนกัน เพราะฉันไม่อยากให้แม่บัวของฉันเดือดร้อน ตกลงมั้ย"

    "ตกลง ถ้างั้นเธอก็เริ่มทำหน้าที่ของเธอได้แล้ว ตักข้าวสิ ฉันหิวแล้ว"

    ข้าวหอมทำตามคำสั่งนาวาอย่างไม่เต็มใจ นาวาแอบยิ้มด้วยความพอใจ ขณะที่บัวยังงงไม่หาย บ่นกับเติมขณะเดินออกมาพร้อมกันว่า

    "นี่ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าคุณนาวาเขาคิดอะไรของเขา ทำไมอยู่ๆถึงให้ข้าวหอมมาคอยดูแลด้วย"

    "ไม่มีอะไรหรอกครับครูบัว ผมว่าคุณหนูคงถูกชะตากับลูกศิษย์ของครูนั่นแหละ ก็อย่างว่าแหละนะ ตั้งแต่ ประสบอุบัติเหตุคราวนั้น คุณหนูก็เอาแต่เก็บตัวไม่พูดไม่จากับใคร ผมว่าให้แกมีเพื่อนซะบ้างก็ดีเหมือนกัน แกจะได้ไม่เหงา"

    "ได้ยินอย่างนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ฉันนึกว่ายัยข้าวหอมจะเดือดร้อนซะแล้ว"

    "คุณหนูของผมแกทำร้ายใครไม่เป็นหรอกครับครู แกเป็นคนใจดีไม่ต่างกับคุณท่าน ผมเชื่อว่าถ้าลูกศิษย์ของครูได้รู้นิสัยจริงๆของคุณหนู จะต้องเต็มใจที่จะดูแลคุณหนูเหมือนผมแน่ๆ"

    บัวยิ้มรับสบายใจขึ้น...แต่ข้าวหอมกำลังนั่งกินข้าวหน้าตาบึ้งตึงไม่พูดไม่จาจนนาวาชักจะหงุดหงิด โพล่งขึ้นว่า ถ้าไม่เต็มใจจะกลับไปกินกับเพื่อนๆของเธอก็ได้... ข้าวหอมดีใจลุกพรวด แต่ไม่ทันจะก้าวขาก็ต้องกระแทกตัวนั่งลงอย่างเดิม

    "ฉันประชด...นั่งลงเดี๋ยวนี้ แล้วกินข้าวให้หมด ถ้าฉันยังไม่สั่งให้ไป เธอห้ามไปไหนเด็ดขาด"

    "เผด็จการจริงๆ" ข้าวหอมบ่นอุบอิบ แต่พอเขาถาม ว่าพูดอะไร เธอกลับบอกไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย...จากนั้นก้มหน้าก้มตากินข้าว แอบกลัวๆนาวาอยู่เหมือนกัน

    "ฉันถามอะไรหน่อยสิ ทำไมเธอถึงชื่อข้าวหอม"

    "ก็เพราะตอนฉันมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ที่ดินแถวนี้ยังเป็นทุ่งนาอยู่เลย แม่บัวก็เลยตั้งชื่อฉันตามชื่อข้าวหอมมะลิที่ปลูกที่นี่"

    "หมายความว่า เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีชื่ออะไร พ่อแม่เป็นใครมาก่อนเลย"

    "ใช่ ฉันถึงบอกไงคะว่าคุณโชคดีกว่าคนอีกหลายคน กับแค่เรื่องที่คุณไม่ได้เป็นนักกีฬาฟันดาบทีมชาติแค่นี้ มันเป็นเรื่องเล็กมากๆเมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันแล้วก็น้องๆที่นี่ได้เจอ"

    นาวาวางช้อนลงทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์

    "เธอไม่ใช่ฉัน เธอไม่เข้าใจหรอกว่าฉันรู้สึกยังไง" พูดเสร็จจะเลื่อนเก้าอี้ออกไป แต่แขนปัดไปถูกแก้วน้ำตกแตก...นาวาชะงักหน้าเสีย

    "ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันเก็บเอง" ข้าวหอมรีบลุกขึ้นมาเก็บเศษแก้วที่พื้น นาวามองเศษแก้วที่แตกกระจายด้วยสีหน้ากังวล รู้สึกเหมือนเป็นลางสังหรณ์...

    ooooooo

    ตกเย็น ภูผาลงจากตึกกำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน ทันใดนั้นก็มีไม้กอล์ฟฟาดเข้ามาที่ภูผาเต็มแรง ก่อนที่ชายสองคนจะเข้ามารุมทำร้ายภูผาจนล้มลง ภูผาพยายามเอามือปัดป้อง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่สุดสติเขาก็ดับวูบไป...รู้สึกตัวอีกทีพบว่าตัวเองนอนในโรงพยาบาล

    โตมรกับเตชิตห่วงใยรีบร้อนมาเยี่ยมภูผา แต่ภูผากลับพูดเหมือนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังใส่หน้าโตมรว่า

    "แกไม่ต้องห่วง ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก"

    "เอ่อ...แล้วลุงพอทราบไหมครับว่าเป็นฝีมือใคร"

    "เห็นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นโจรจี้ชิงทรัพย์ พวกมันขโมยเงินแล้วก็โทรศัพท์มือถือของลุงไปด้วย"

    "ไอ้พวกนี้นี่มันเลวจริงๆ แต่พี่ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ถือว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน"

    "เรื่องนั้นช่างมันเถอะ แต่แกสองคนห้ามบอกเรื่องนี้กับนาวาเด็ดขาดเข้าใจมั้ย ตอนนี้สภาพจิตใจนาวายังไม่ปกติ ฉันไม่อยากให้นาวาเป็นห่วง"

    สองพ่อลูกรับปาก...พอโตมรบ่นเป็นห่วงงานในบริษัท เกรงจะต้องหยุดชะงักเพราะพี่ชายบาดเจ็บ ภูผาจึงสั่งการน้องชายทันที

    "ช่วงนี้ฉันฝากแกทำงานแทนฉันก็แล้วกัน แต่ถ้ามีเรื่องไหนสำคัญห้ามแกตัดสินใจโดยพลการ ที่สำคัญแกห้ามยุ่งกับที่ดินบ้านทอฟ้าเด็ดขาด เข้าใจมั้ย"

    "รู้แล้วน่า พี่ไม่ต้องห่วงหรอก รักษาตัวให้หายก่อนดีกว่า เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็ได้"

    โตมรลอบยิ้มสมใจ เตชิตชำเลืองมองหน้าพ่ออย่างไม่ค่อยไว้ใจ ครั้นกลับถึงบ้านพร้อมกันในตอนค่ำ เห็นพ่อจิบไวน์หัวเราะอารมณ์ดีกับอำนาจที่ตกมาถึงมืออย่างง่ายดาย เตชิตจึงคาดคั้นว่า ที่ลุงภูผาต้องไปนอนเจ็บอย่างนั้น เพราะฝีมือพ่อใช่ไหม

    "ใช่ ช่วยไม่ได้ มันอยากมาขัดแข้งขัดขาฉันเอง แกก็เหมือนกัน รู้อะไรก็อย่าปากโป้งก็แล้วกัน เพราะที่ฉันทำไปทุกอย่างก็เพื่อแกทั้งนั้น"

    "แต่ถึงกับทำร้ายพี่ชายแท้ๆ มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ"

    "ไม่...นี่ที่ฉันทำแค่นี้ก็เพราะเห็นแก่ความเป็นสายเลือดเดียวกันนี่แหละ ไม่อย่างนั้นลุงแกไม่มีชีวิตรอดมาวางก้ามใส่ฉันอย่างนี้แน่"

    เตชิตถอนหายใจเอือมพฤติกรรมของพ่อ ทำท่าจะเดินหนีไป

    "เดี๋ยว...พรุ่งนี้ฉันมีงานให้แกทำ แกรีบเดินทางไปที่บ้านทอฟ้าแต่เช้า แล้วจัดการบีบไอ้มนุษย์ทุกตัวที่อยู่ที่นั่นให้ออกจากที่ดินของฉันไปให้หมด หรือถ้ามันมีปัญหากันมากนะ ก็เผาไล่ที่มันซะเลย เข้าใจไหมเตชิต"

    "ทำขนาดนั้นมันจะไม่มากเกินไปเหรอพ่อ"

    "ไม่มีอะไรมากเกินไป ถ้าสิ่งที่ได้มามันคุ้มค่า แกอย่ามาทำเป็นเรื่องมากได้ไหม ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะน่า"

    เตชิตเบื่อจะฟังต่อ ผละขึ้นบ้านไปอย่างไม่สบอารมณ์... เข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงหน้าเครียด ไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียวกับคำพูดของพ่อที่ว่า "ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกทั้งนั้น"

    ooooooo

    รุ่งเช้า เตชิตจำใจต้องออกเดินทางตามคำสั่งพ่อ โดยมีนายยิ้มทำหน้าที่ขับรถให้ ยิ้มอายุไม่ห่างจากเตชิตนัก เลยเป็นลูกไล่ของเตชิตบ่อยครั้ง แล้วครั้งนี้ก็เช่นกัน ขณะยิ้มขับรถไปร้องเพลงไป เตชิตเกิดรำคาญอย่างหนัก ประกอบกับหงุดหงิดไม่พอใจเรื่องที่พ่อสั่ง  เตชิตจึงทั้งบ่นทั้งดุยิ้มเป็นระยะ

    ส่วนข้าวหอม เช้านี้เธอพานาวาออกมารับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านพัก แล้วคะยั้นคะยอให้เขาลองสูดอากาศเข้าปอดแรงๆจะได้รู้ว่ามันสดชื่นแค่ไหน...เธอไม่พูดเปล่า สาธิตท่าทางให้เขาทำตามด้วย แต่ชายหนุ่มกลับนั่งขรึม ไม่มีอารมณ์ร่วม

    "อ้าว ไม่ทำตามฉันล่ะคะ"

    "ไม่ ฉันไม่ได้บ้าอย่างเธอนี่"

    "นี่คุณ พูดให้มันดีๆนะ ฉันว่าถ้าคุณเลิกเก๊กแล้วก็เลิกวางฟอร์ม ชีวิตคุณคงจะดีกว่านี้นะ อ้อ แล้วก้อนความ

    ทุกข์ในปากน่ะคายออกมาเถอะ คุณจะได้มีความสุขซักที"

    "ฉันจะมีความสุขหรือมีความทุกข์แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ"

    "ก็เพราะฉันรู้ว่าตัวตนของคุณต้องไม่ใช่คนปากร้ายเย็นชาอย่างนี้น่ะสิ ใช่ไหมคุณนาวา"

    "เธอรู้ได้ยังไง"

    "ฉันดูแววตาคุณฉันก็รู้แล้ว อีกอย่างถ้าคุณร้ายกาจอย่างนั้น คุณคงไม่เสียเวลามาคุยกับเด็กกำพร้าจนๆอย่างฉันหรอก จริงมั้ย"

    "เธอนี่ฉลาดพูดเหมือนกันนะ คิดว่าหลอกชมฉันแล้วฉันจะเปลี่ยนใจไม่ต้องให้เธอมาคอยดูแลงั้นเหรอ ฝันไปเถอะยัยข้าวเหม็น"

    "ข้าวหอมย่ะ"

    นาวายิ้มบางๆ แล้วใช้มือเข็นรถเข็นตัวเองออกไป ข้าวหอมส่ายหน้า ก้าวตามไปห่างๆ

    ทางด้านเตชิตชักหงุดหงิดหนัก เพราะนายยิ้มยังขับรถไปร้องเพลงลูกทุ่งไป...เตชิตบ่นหนวกหู แล้วบอก ให้ยิ้มจอดรถเดี๋ยวนี้ จากนั้นตัวเองเข้านั่งประจำที่คนขับ ยิ้มนึกว่าตนมีวาสนาเจ้านายจะขับรถให้นั่ง แต่พอยิ้มจะเปิดประตูขึ้นนั่งอีกด้าน เตชิตกลับออกรถพรืดไปทันที ทำเอายิ้มแหกปากลั่น วิ่งตามขาขวิด

    ขณะเตชิตเร่งความเร็วมาที่บ้านทอฟ้า เป็นจังหวะที่นาวากำลังเข็นให้ตัวเองไปตามริมถนน ด้านหลังห่างออกมาข้าวหอมเดินตามสีหน้าเหนื่อยอ่อนพลางบ่นไปด้วย

    "คุณนาวา จะรีบไปไหน ฉันเหนื่อยแล้วนะ"

    "แต่ฉันไม่เหนื่อย ก็ไหนชอบอากาศตอนเช้านักไม่ใช่เหรอ งั้นก็เดินตามมาให้ทันสิ"

    นาวาเข็นรถข้ามถนนหนีข้าวหอม รถเตชิตพุ่งมาด้วยความเร็ว ข้าวหอมมองเห็นตกใจสุดๆ ตะโกนเสียงหลง

    "คุณนาวา...ระวัง!!"

    ooooooo

    ตอนที่ 2

    ผ่านเหตุการณ์ระทึกใจมาได้ เพราะเตชิตหักหลบไปจอดข้างถนนทัน แต่ข้าวหอมก็ยังไม่วายหัวเสีย เดินตรงดิ่งมาเอาเรื่องชายหนุ่มเจ้าของรถที่จอดห่างออกไป

    "นี่คุณ ขับรถภาษาอะไรฮึ ถ้าเกิดชนคนขึ้นมาจะว่ายังไง"

    "เอ่อ...คือ...ผมไม่ได้ตั้งใจ" เตชิตอึกอัก หน้าเสีย

    "ไม่ได้ตั้งใจเหรอ ฉันว่าคุณน่าจะหาคำพูดแก้ตัวที่มันดีกว่านี้นะ เห็นๆอยู่ว่ารถของคุณพุ่งเข้ามาเกือบจะชนคนอยู่แล้ว ถ้ามีใครตายเพราะคุณจะทำยังไง"

    "แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ขับรถชนใคร แล้วก็ไม่มีใครตายไม่ใช่เหรอ"

    "อ๋อ แสดงว่าคุณยังคิดว่าคุณไม่ได้ทำผิดล่ะสิ"

    "ใช่ ที่สำคัญใครจะไปคิดล่ะว่าจะมีใครปล่อยคนพิการเข็นรถข้ามถนนเองอย่างนี้"

    ข้าวหอมฟังแล้วเดือดกว่าเดิม "พูดอย่างนี้หมายความว่าไง คุณจะโทษว่าเป็นความผิดฉันใช่มั้ย คนอะไรทำผิดแล้วยังไม่รู้สำนึก ความรับผิดชอบน่ะมีบ้างมั้ย"

    เตชิตถูกเจ้าหล่อนแหวใส่ก็ชักโมโห "ถ้างั้นจะให้ฉันรับผิดชอบยังไง อ๋อ อยากได้เงินก็ไม่บอกแต่แรก เอ้า นี่ค่าทำขวัญ พอใจรึยัง"

    "ไม่...คิดว่าเงินคุณใหญ่คับฟ้ารึไง ถึงอยากจะปิดปากใครก็ได้" ข้าวหอมปัดเงินในมือเขาหล่นกระจาย

    "ฉันไม่จำเป็นต้องเอาเงินปิดปากใครทั้งนั้นเพราะฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ความจริงเธอเองต่างหากที่ไม่รู้จักดูแลเพื่อนเธอให้ดี ปล่อยให้ทะเล่อทะล่าข้ามถนนมาได้"

    "แล้วที่คุณขับรถมาซะเร็วขนาดนั้น คิดว่าตัวเองทำถูกนักรึไง"

    "ถ้างั้นเธอจะเอาไง หรือว่าเงินแค่นี้มันยังน้อยไป"

    "เก็บเงินของคุณเอาไว้ไปทำบุญเถอะ เผื่อว่าบาปที่มันติดตัวคุณจากนิสัยแย่ๆมันอาจจะลดลงได้บ้าง ที่ฉันต้องการคือคำขอโทษ คุณต้องขอโทษคุณนาวาเดี๋ยวนี้"

    ขาดคำของข้าวหอม เสียงนาวาดังขึ้นข้างหลัง เตชิตคุ้นเสียงหันขวับไปมอง...พบว่าชายพิการบนรถเข็นที่เกือบขับรถชนก็คือญาติของตนนั่นเอง

    "ว่าไงเต...แกนี่ขับรถเร็วไม่เปลี่ยนเลยนะ"

    ข้าวหอมแปลกใจที่เห็นนาวาทักทายนายคนนี้ด้วยท่าทีสนิทสนม...แล้วอีกครู่ต่อมา ข้าวหอมพานาวาแยกกลับเข้าบ้าน เธอทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้อย่างไม่สบอารมณ์

    "ฉันไม่อยากเชื่อเลยนะว่าเขาจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณ นึกแล้วเจ็บใจจริงๆ นี่ถ้านายเตชิตคนนั้นไม่ได้เป็นญาติคุณ ฉันคงด่าเปิงไปแล้ว"

    "แต่เท่าที่ฉันเห็น เธอเองก็ด่าเขาจนหูชาแล้วนะ"

    "ก็คุณดูญาติคุณสิ ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด นี่ถ้าเกิดเขาขับรถชนคุณขึ้นมาจริงๆจะว่ายังไง"

    "ไม่ดีเหรอ เธอจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยดูแลฉันไง"

    "พูดอย่างนั้นได้ไงคะ คุณรู้ไหมว่าฉันห่วงคุณมากแค่ไหน"

    นาวารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก อดถามย้ำไม่ได้ว่า เธอห่วงฉันจริงๆเหรอ

    "จริงสิ ก็ฉันมีหน้าที่ต้องดูแลคุณนี่"

    "ถ้างั้นฉันก็ขอบใจเธอมากนะ ที่เธอเป็นห่วงฉัน ถึงแม้ว่าจริงๆฉันอยากจะให้นายเตขับรถชนฉันให้ตายไปเลยด้วยซ้ำ"

    นาวาหน้าเศร้า นึกถึงความเจ็บปวดในใจ ข้าวหอมมองออก เข้ามานั่งลงตรงหน้า กุมมือให้กำลังใจเขา

    "คุณอย่าพูดอย่างนั้นสิ ฉันอยากให้คุณรู้ว่าชีวิตคุณมีค่าแค่ไหน ที่สำคัญยังมีคนที่รักแล้วก็เห็นค่าในตัวคุณอีกเยอะ อย่างน้อยๆก็คุณท่าน พ่อของคุณคนนึงล่ะ"

    "แต่ฉันมันก็แค่คนพิการไร้ประโยชน์ ไม่มีฉันซักคน พ่อฉันอาจจะไม่ต้องลำบากมาคอยเป็นห่วงฉันอย่างนี้ก็ได้"

    "ไม่จริงหรอก คุณคือลูกชายคนเดียวของคุณท่าน ฉันเชื่อว่าคุณท่านต้องรักคุณเหมือนแก้วตาดวงใจอยู่แล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครทำร้ายคุณได้หรอก นอกจากตัวคุณนั่นแหละที่ทำร้ายตัวเอง เชื่อฉันนะคะ อย่ายอมแพ้กับโชคชะตา ฉันเอาใจช่วยคุณนะ"

    นาวายิ้มรับด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ราวกับว่ามีความสุขบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ตัวเขา

    "ขอบใจเธอมากนะ ขอบใจจริงๆ"

    "คุณพักผ่อนเถอะนะ เดี๋ยวฉันต้องไปช่วยแม่บัวสอนหนังสือน้องๆ เสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะรีบมาดูแลคุณ" ข้าวหอมลุกเดินออกไป นาวามองตามยิ้มๆ รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    เตชิตขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านทอฟ้า แล้วนั่งเหม่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ จนกระทั่งยิ้มนั่งรถมอเตอร์ไซค์ตามมาถึง เตชิตถึงลงจากรถ ยิ้มโวยเจ้านายที่ทิ้งกันดื้อๆ ถ้าเกิดไม่มีรถผ่านมา มีหวังตนได้เดินขาลากแน่ เตชิตเดินหนีอย่างไม่สนใจไยดี ยิ้มรีบก้าวตามมาดักหน้า

    "เจ้านาย...นี่เจ้านายจะไล่ที่เขาจริงๆเหรอครับ"

    "ฉันจะทำอะไรแล้วแกยุ่งอะไรด้วย"

    "เปล่าครับ ผมก็แค่สงสัยว่าเจ้านายจะทำลงเหรอครับ ผมว่าน่าสงสารเด็กกำพร้าที่นี่ออกนะครับ แค่ไม่มีพ่อแม่ก็แย่อยู่แล้ว นี่ยังมาโดนไล่ไปอีก เจ้านายไม่สงสารคนอย่างผมบ้างเหรอครับ"

    เตชิตสะอึก รู้สึกเหมือนโดนชกที่ท้องแรงๆ แต่ก็ใช้ความก้าวร้าวมาเป็นกำแพงกั้นความรู้สึก

    "แกเป็นแค่คนใช้ หน้าที่แกคือคอยรับใช้ฉัน เพราะฉะนั้นอย่าสะเออะมาสอน เดี๋ยวแกรอฉันอยู่ตรงนี้แหละ อ้อ แล้วถ้าเจอนาวา แกห้ามบอกมันเด็ดขาดว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ เข้าใจมั้ย"

    "อะไรนะครับ นี่คุณนาวาก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอครับ แล้วคุณนาวามาทำอะไร มากับใคร มายังไง แล้วคุณภูผาไม่ห่วงคุณนาวาเหรอครับ"

    เตชิตไม่ตอบ เดินหนีด้วยความรำคาญ แล้วเข้าไปเจรจากับครูบัวในห้องทำงาน

    "เรื่องนี้ผมคงตอบคุณไม่ได้ เพราะผมมีหน้าที่แค่มาเตือนให้คุณทำตามคำสั่งของบริษัทเท่านั้นเอง"

    "คุณเตชิตคะ ฉันขอโอกาสคุยกับคุณโตมรอีกครั้งได้ไหมคะ เผื่อว่าเธออาจจะยอมเปลี่ยนใจ หรือไม่อย่างน้อยๆก็ขอเวลาให้เราเตรียมตัวมากกว่านี้ แค่เดือนเดียว ฉันคงทำอะไรไม่ทันหรอกค่ะ"

    "ไม่มีประโยชน์หรอกครับ เพราะโครงการบ้านทอฟ้ารีสอร์ตเป็นโปรเจกต์ที่รีบมาก ทางที่ดีผมว่าครูบัวควรจะรีบหาทางเคลียร์พื้นที่ให้ทันตามกำหนดจะดีกว่า"

    "หรือว่า...เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ให้ฉันลองคุยกับคุณท่านก่อน เผื่อคุณท่านอาจจะช่วยได้"

    "ไม่ได้นะครับครูบัว เพราะลุงภูผาถูกทำร้ายต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล ผมไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายมารบกวนท่าน"

    "อะไรนะคะ คุณท่านถูกทำร้าย แล้วคุณได้บอกคุณนาวารึยังคะ"

    "เปล่าครับ ลุงภูผาสั่งห้ามไม่ให้บอกนาวาเด็ดขาด เอาไว้ท่านหายดีแล้วท่านจะบอกเอง หวังว่าครูบัวคงรู้นะครับว่าควรทำยังไง อ้อ อีกอย่าง...ลุงภูผามอบหมายให้พ่อผมเป็นคนดูแลบริษัทแทนท่าน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีเรื่องสำคัญแค่ไหน   ขอให้คุยกับพ่อผมคนเดียวเท่านั้น หมดธุระแล้ว ผมขอตัวนะครับ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกแล้วกัน เผื่อว่าผมอาจจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง"

    "ขอบคุณค่ะ" บัวตอบเสียงเบาหวิว หน้าเสียอย่างจนหนทาง...

    ข้าวหอมกำลังจะเปิดประตูห้องเข้ามาช่วยงานครูบัว จังหวะนั้นเองประตูเปิดออกมากระแทกหัวข้าวหอมเต็มๆ เตชิตตกใจรีบขอโทษ แต่พอต่างคนต่างเห็นหน้าก็บึ้งตึงใส่กันทันที

    "คุณมาที่นี่ทำไม หรือว่าเอาเรื่องเมื่อกี๊มาฟ้องแม่บัวรึไง" ข้าวหอมระแวง

    "ฉันว่าเธอสำคัญตัวเองผิดไปแล้วนะ คนอย่างฉันไม่สนใจเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นหรอก"

    "ถ้างั้นคุณมาทำไม"

    "ฉันไม่จำเป็นต้องบอกเธอ"

    เตชิตเหลือบเห็นครูบัวเดินออกมา จึงถือโอกาสฝากอบรมเด็กคนนี้ให้รู้จักเจียมตัว อย่าแสดงกิริยาก้าวร้าวใส่เขาอีก

    "คุณไม่มีสิทธิ์ว่าฉันอย่างนี้นะคุณเตชิต เรื่องที่ฉันต่อว่าคุณก็เพราะคุณขับรถเกือบชนคุณนาวา แถมยังไม่ยอมขอโทษอีก ฉันว่าคนที่ควรถูกอบรมน่าจะเป็นคุณมากกว่า"

    "หยุดนะข้าวหอม ขอโทษคุณเตชิตเดี๋ยวนี้"

    "แต่แม่คะ เรื่องที่ข้าวหอมพูดมันเป็นความจริงนะคะ"

    "แม่บอกให้ขอโทษคุณเตชิตยังไงล่ะ"

    ข้าวหอมอ่อนลง หันไปทางเตชิตที่ยืนคอแข็งนิ่งอย่างผู้มีชัย เธอยกมือไหว้ขอโทษเขาทั้งที่ไม่เต็มใจ

    "ไม่เป็นไร...งั้นผมลาเลยแล้วกันนะครับครูบัว ยังไงอย่าลืมเรื่องที่เราคุยกันไว้ แล้วผมจะหมั่นมาดูความคืบหน้าอีกทีก็แล้วกัน" เตชิตยิ้มมุมปากอย่างผยองใส่ข้าวหอมก่อนจะเดินออกไป

    "แม่คะ ข้าวหอมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราต้องไปยอมคนร้ายๆอย่างเขาด้วย ขนาดคุณนาวาเขายังไม่เคยพูดจาดูถูกคนเท่านี้เลย"

    "ฟังแม่นะข้าวหอม ที่แม่ให้ข้าวหอมขอโทษเขา เพราะแม่ไม่อยากให้เรื่องมันเลวร้ายไปกว่านี้"

    ข้าวหอมชะงักไปด้วยความสงสัย อยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีคำตอบจากครูบัวนอกจากใบหน้าเศร้าๆที่ปรากฏชัด...

    ooooooo

    ภูผายังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล รัญญามาเยี่ยมพร้อมยุวรินทร์ รัญญาต่อว่าภูผาว่าเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกกันบ้าง  ถ้าเธอไม่โทร.ไปที่บ้านของเขาก็คงไม่รู้เรื่องแน่ๆ

    "ก็ผมไม่ได้เป็นอะไรมากนี่ เลยไม่อยากรบกวนคนอื่น"

    "คนอื่นที่ไหนคะ ฉันกับคุณรู้จักกันมานานแล้วนะคะ ตั้งแต่ฉันกับมงคล...เอ่อ...จากกัน" พูดแล้วรัญญาหน้าเศร้า...ภูผารีบปลอบใจ

    "ช่างมันเถอะรัญ เรื่องมันนานมาแล้ว เราอย่าพูดถึงมันอีกเลยนะ ว่าแต่คุณยังไม่แนะนำเพื่อนให้ผมรู้จักเลยนะ"

    รัญญาตั้งท่าจะแนะนำ  แต่ไม่ทันยุวรินทร์ที่แนะนำตัวเองพร้อมส่งสายตาหวานฉ่ำให้ภูผา

    "ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ   ฉันได้ยินชื่อคุณมานานแล้วค่ะ  เพิ่งได้เจอตัวจริงก็วันนี้เอง"

    "เราคงได้เจอกันนานแล้วล่ะครับ ถ้าตอนนั้นรัญเขายอมคบกับผม"

    "แต่ฉันว่าเป็นอย่างทุกวันนี้ก็ดีแล้วล่ะค่ะ เพราะผู้หญิงเลวๆอย่างฉันไม่คู่ควรกับผู้ชายดีๆอย่างคุณหรอกค่ะภูผา" รัญญาเศร้าหนัก...หวนนึกถึงความหลังวันแรกที่ได้พบภูผา ในฐานะชายหนุ่มที่พ่อของเธอหมายมั่น ปั้นมืออยากได้เป็นลูกเขย

    วันนั้นพ่อพาภูผามาพบรัญญาที่บ้าน ซึ่งเธอกำลังท้องอ่อนๆโดยที่ไม่มีใครรู้เรื่อง เพียงเห็นรัญญาครั้งแรก ภูผาก็พึงใจในความสวยของเธอ

    "ภูผาคือลูกของทิว เพื่อนของพ่อ เขาไปเรียนเมืองนอกเมืองนาซะนาน เพิ่งกลับมาเลยไม่ค่อยมีเพื่อน ยังไงรัญช่วยดูแลภูผาหน่อยนะลูก"

    "หวังว่าคุณรัญคงไม่รังเกียจ"

    "ไม่หรอกค่ะ ดีซะอีก รัญกำลังหาคนแนะนำ

    เรื่องเรียนอยู่พอดี คือว่ารัญกำลังคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศค่ะ"

    เถลิงหน้าเสียที่รัญญาพูดออกมาโดยไม่ปรึกษา "อะไรนะ ลูกน่ะเหรอจะไปเรียนต่อต่างประเทศ"

    "ใช่ค่ะ ลูกคุยกับฝนไว้แล้วว่าจะตามไปเรียนปริญญาโทต่อกับฝน"

    "แต่ลูกก็เพิ่งกลับมาได้ไม่นานเองไม่ใช่เหรอ"

    "เรียนปริญญาเพิ่มอีกซักใบก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ อีกอย่างคุณพ่อก็ทราบดีไม่ใช่เหรอคะว่าที่ผ่านมาลูกต้องเผชิญกับเรื่องที่เลวร้ายแค่ไหน ให้ลูกไปเถอะค่ะ เผื่อว่ามันจะทำให้ลูกสบายใจขึ้นได้บ้าง...นะคะคุณพ่อ"

    นายเถลิงอึกอักพูดไม่ออก ภูผามองรัญญาด้วยความเห็นใจ

    "จริงอย่างที่คุณรัญว่านะครับ สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผู้หญิงยิ่งเรียนสูงๆก็ยิ่งดีนะครับ ผมว่าถ้านี่เป็นความตั้งใจจริงของคุณรัญ ก็น่าจะสนับสนุนเธอนะครับคุณลุง"

    "นะคะคุณพ่อ ลูกสัญญาว่า ถ้าคุณพ่อให้ลูกไป ลูกจะไม่ขอร้องอะไรคุณพ่ออีกเลย"

    "อยากทำอะไรก็ตามใจ แต่อย่าหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ฉันอีกก็แล้วกัน" นายเถลิงลุกขึ้นเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่รัญญายิ้มออกมาด้วยความดีใจ และขอบคุณภูผาที่มีส่วนช่วยเธอครั้งนี้...

    ooooooo

    ภายในโรงอาหารบ้านทอฟ้า เด็กๆกำลังขะมักเขม้นช่วยกันจัดเตรียมงานวันเกิดให้ข้าวหอม พอรตีเยี่ยมหน้าเข้ามาเห็น ก็ถามน้องๆด้วยความสงสัยว่าทำอะไรกัน?

    "พวกเรากำลังจัดงานวันเกิดให้พี่ข้าวหอม พี่รตีช่วยหน่อยสิ จะได้เสร็จเร็วๆ"

    "ไม่ล่ะ พี่ไม่ได้เห่อเหมือนพวกเธอ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นยังดีซะกว่า"

    "อ้าว ทำไมพี่รตีพูดอย่างนั้นล่ะ ทีวันเกิดพี่รตี พี่ข้าวหอมยังจัดงานให้เลยนะ"

    "ก็พี่ไม่ว่างนี่ ต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเธอว่างกันก็ทำไปแล้วกันนะ" รตีหาข้ออ้างแล้วรีบชิ่ง ทั้งที่ความจริงหมั่นไส้ข้าวหอมต่างหาก...

    "อย่างนี้ทั้งปีเลย พี่ข้าวหอมจะรู้ไหมนะว่าเพื่อนที่พี่ข้าวหอมรักที่สุด ไม่เห็นความสำคัญของวันเกิดพี่ข้าวหอมเลย"

    เด็กๆพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของกระแต...เวลาเดียวกันนั้น ข้าวหอมยังนั่งตื๊อครูบัวในห้องทำงาน จนครูบัวต้องยอมเปิดเผยปัญหาที่เตชิตนำมาให้เมื่อพักใหญ่ๆ ข้าวหอมได้ฟังก็หนักใจไม่แพ้ครูบัว แต่ยังให้กำลังใจทั้งตัวเองและครูบัว

    "อย่าคิดอย่างนั้นสิคะแม่ ข้าวหอมว่า บางทีเหตุการณ์ มันอาจจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้นก็ได้นะคะ"

    "แต่คุณเตชิตเขายืนยันออกอย่างนั้น แม่ว่าเราคงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะข้าวหอม"

    "เอาอย่างนี้สิคะ เราไปขอให้คุณนาวาช่วยพูดกับคุณท่านดีไหมคะ เผื่อว่าคุณท่านอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้"

    "ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกข้าวหอม เพราะตอนนี้คุณท่านกำลังบาดเจ็บต้องพักรักษาตัว อีกอย่างเรื่องนี้ห้ามให้คุณนาวารู้เด็ดขาด เพราะคุณท่านไม่อยากให้คุณนาวาเป็นห่วง"

    "เฮ้อ...แล้วอย่างนี้จะมีใครที่จะช่วยเราได้ล่ะคะ ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ข้าวหอมยังนึกไม่ออกเลยว่าพวกเราจะอยู่กันยังไง"

    "ถ้าถึงวันนั้นจริงๆแม่ก็คงต้องยอมให้พวกเราไปอยู่มูลนิธิอื่น แต่ยังไงแม่จะไม่ทิ้งให้ข้าวหอมกับน้องๆให้ต้องลำบากแน่ๆ"

    "ข้าวหอมสัญญาค่ะแม่ว่าข้าวหอมจะช่วยแม่ดูแลน้องๆ ถึงข้าวหอมจะเป็นเด็กที่เคยถูกทอดทิ้งมาก่อน แต่ ข้าวหอมจะไม่มีวันทิ้งน้องๆแน่นอนค่ะ"

    ข้าวหอมกอดครูบัวด้วยความเคารพรักเสมือนมารดา ขณะที่ครูบัวเองก็รักข้าวหอมราวกับลูกสาวแท้ๆ เพราะตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาข้าวหอมได้อย่างใจทุกอย่าง เรียนเก่ง กิริยามารยาทเรียบร้อย เชื่อฟังคำสั่งสอน และช่วยเหลืองานทุกอย่างไม่เคยเกี่ยงงอน...

    ooooooo

    ขณะรัญญากับยุวรินทร์เปิดประตูห้องที่ภูผารักษาตัวออกมา...ไม่คิดว่าจะเจอโตมรตรงหน้าห้อง โตมรยิ้มแย้มทักทายรัญญาอย่างคุ้นเคย

    "อ้าว คุณรัญ มาเยี่ยมพี่ภูผาเหรอครับ"

    "ใช่ค่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะโตมร"

    "นั่นสิครับ ก็คุณรัญต้องดูแลธุรกิจหมื่นล้าน จะมี เวลามาเจอเพื่อนฝูงได้ยังไง จริงไหมครับ"

    "อ๋อ คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะฉันวางมือจากการบริหารธุรกิจหมดแล้ว ตัวคนเดียวไม่รู้จะเหนื่อยไปเพื่อใครน่ะค่ะ"

    "แหม ถึงอย่างนั้นก็กินดอกเบี้ยธนาคารกับเงิน ปันผลหุ้น เดือนๆนึงไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่นะครับ นึกแล้วก็น่าเสียดาย ถ้าผมเป็นคุณรัญคงเอาเงินไปต่อเงินจนรวยเละไปแล้วมั้งครับ"

    "สงสัยรัญจะรักสบายไปหน่อยมั้งคะ เลยชอบอยู่เฉยๆ มากกว่า"

    "แต่ยังไงถ้าคุณรัญสนใจลงทุนทำอะไร ปรึกษาผมได้นะครับ ผมรับรองว่าจะช่วยบริหารเงินคุณรัญให้อย่างคุ้มค่าเลย"

    รัญญาออกจะรำคาญแต่ยังรักษามารยาทปั้นยิ้มให้โตมร แล้วคุยกันอีกสองสามประโยค รัญญาก็ขอตัว... ขณะเดินจากมา ยุวรินทร์บ่นอุบอิบกับรัญญาอย่างไม่ค่อยพอใจ

    "นี่อีตาคนนั้นเขาเห็นฉันเป็นผีลูกกรอกตามเธอมารึไง ยืนอยู่ตั้งนานสองนานไม่คิดจะทักทายกันเลยซักคำ"

    "โตมรเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ ชีวิตมีแต่ธุรกิจกับเงิน"

    "นั่นสิ ฉันเห็นแล้วไม่ค่อยถูกชะตาเลย ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะเป็นน้องชายคุณภูผาพ่อเทพบุตรของฉัน"

    "ทำไม  เกลียดตัวกินไข่รึไงเธอน่ะ"  รัญญากระเซ้าเล่น ยุวรินทร์ซึ่งรู้สึกถูกชะตาภูผามากๆกลับพูดเป็นจริงเป็นจังว่า ของมันแน่นอนอยู่แล้ว...

    ooooooo

    ขณะรัญญากำลังหาข้อมูลของมูลนิธิเด็กกำพร้าตามเว็บไซต์เผื่อจะเจอเบาะแสลูกของเธอที่หายไป ยุวรินทร์เข้ามาเห็นอดสงสารรัญญาไม่ได้...รัญญา กล่าวโทษตัวเองที่อ่อนแอทำให้ลูกสาวหายไป

    "อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิรัญ   เรื่องนี้ไม่มีใครผิดหรอก มันเป็นอุบัติเหตุ"

    "ไม่จริง ถ้าฉันไม่กลัวความผิดจนเอาลูกไปทิ้งไว้ เนิร์สเซอรี่ ลูกก็คงไม่พลัดจากอกฉันไปอย่างนี้ ฉันมันเป็นแม่ที่เลว เลวจนไม่น่าให้อภัย" รัญญาร้องไห้อย่างทุกข์ระทม ยุวรินทร์ปลอบเพื่อนรักด้วยความเห็นใจ

    ครู่ต่อมา ยุวรินทร์นำอัลบั้มรูปเก่าๆของรัญญามา เปิดดู แล้วสะดุดตากับรูปถ่ายที่ตนเองถ่ายคู่กับรัญญาตอนท้องสามสี่เดือน   ซึ่งในรูปรัญญาใส่สร้อยที่มงคลมอบให้ ยุวรินทร์ชี้ชวนรัญญาดู   รัญญาพอเห็นสร้อยพร้อมจี้ก็นึกทบทวน สร้อยเส้นนี้มงคลให้เธอในคืนที่เขารถคว่ำ จากนั้น เธอก็ใส่ติดตัวมาตลอด   แต่มาทำหล่นหายที่เนิร์สเซอรี่วันที่เธอพาลูกไปฝากไว้

    "รัญ...ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้สิ   บางทีสร้อยเส้นนี้แหละอาจจะทำให้เธอได้กลับมาเจอลูกอีกครั้งก็ได้นะ" คำพูดของยุวรินทร์ทำให้รัญญารู้สึกมีความหวังมากขึ้นที่จะได้พบเจอลูก...

    ขณะเดียวกันนั้นที่บ้านทอฟ้า บัวกำลังมอบสร้อยพร้อมจี้ที่เก็บรักษามานานให้ข้าวหอมเป็นของขวัญวันเกิด

    "สวยจังค่ะแม่    แม่ไม่น่าเสียเงินซื้อของแพงๆ อย่างนี้ให้ข้าวหอมเลย"

    "เปล่าหรอกจ้ะ สร้อยเส้นนี้ติดตัวข้าวหอมมาตั้งแต่เกิด แม่เห็นว่าข้าวหอมโตพอจะเก็บรักษามันได้แล้ว เลยให้ ข้าวหอมเอาไปเก็บไว้เอง"

    "หมายความว่านี่เป็นของชิ้นเดียวที่เป็นของข้าวหอม จริงๆเหรอคะ"

    "จ้ะ ไม่แน่มันอาจจะทำให้ข้าวหอมได้พบครอบครัว ที่แท้จริงของข้าวหอมก็ได้นะ"

    "แต่ถึงข้าวหอมจะไม่ได้เจอครอบครัว ข้าวหอมก็ไม่เสียใจหรอกค่ะ เพราะตอนนี้ข้าวหอมมีแม่ที่ประเสริฐที่สุดคือแม่บัวของข้าวหอมอยู่แล้ว"

    "ขอบใจนะลูก แม่ก็ดีใจที่มีลูกสาวที่น่ารักอย่างข้าวหอมเหมือนกัน" บัวยิ้มปลาบปลื้ม กอดข้าวหอมอย่าง มีความสุข

    ooooooo

    เช้ามืด   เตชิตฝันเห็นแม่ที่จากเขาไปตั้งแต่ เขาอายุหกขวบ วันนั้นพ่อไล่แม่ออกจากบ้าน แม่ หิ้วกระเป๋าไปขึ้นรถที่ผู้ชายจอดรออยู่ เตชิตร้องไห้ จะวิ่งตามแม่ แต่ถูกพ่อดึงไว้ทั้งน้ำตา...

    เสียงโทรศัพท์มือถือทำให้เตชิตสะดุ้งตื่นจากความฝัน พ่อโตมรของเขานั่นเองที่โทร.มา "ฉันจะโทร.มาถามแกเรื่องไล่ที่ว่าคืบหน้าไปถึงไหน"

    เตชิตท่าทีอึดอัด พูดอย่างไม่เต็มใจนัก   "ผมบอกครูบัวไปแล้วว่าให้เวลาเดือนนึง ให้จัดการย้ายทุกคนออกจาก บ้านทอฟ้า"

    "อะไรนะเดือนนึง แกจะบ้าเหรอ ขืนใช้เวลานานขนาดนั้นเกิดไอ้ภูผามันหายดีกลับมาทำงานซะก่อนจะทำยังไง"

    "แล้วจะให้ผมทำยังไงในเมื่อตอนนี้นาวาพักอยู่ที่บ้านทอฟ้า ถ้าไล่ทุกคนที่นี่ไป นาวาก็ต้องโดนไล่ไปด้วย พ่อจะเอาเหรอ"

    "อะไรนะ นี่เจ้านาวามันอยู่ที่นั่นเหรอ แล้วมันรู้ เรื่องนี้รึยัง"

    "ยัง แต่พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครูบัวเขารับปากแล้วว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ"

    "ทำไมอุปสรรคมันถึงได้เยอะจริงๆเว้ย เอาอย่างนี้ แกจัดการไอ้นาวาให้เรียบร้อยก่อน ทำยังไงก็ได้ให้มันกลับกรุงเทพฯ หรือถ้ามันยุ่งยากนักแกจะทำเหมือนที่ฉันทำกับพ่อมันก็ได้"

    "ว่าไงนะครับ...พ่อจะให้ผมทำร้ายคนที่เป็นญาติกันเนี่ยนะ ผมทำไม่ลงหรอก เพราะผมไม่ใช่คนเลือดเย็นอย่างพ่อ"

    "เออ ฉันมันคนเลือดเย็น แต่ยังไงฉันก็เป็นพ่อของ แก  แล้วที่ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกทั้งนั้น...เอาล่ะ  ถ้างั้น แกก็หาวิธีจัดการเองแล้วกัน แต่ไม่ว่ายังไงโปรเจกต์บ้านทอฟ้ารีสอร์ตต้องสำเร็จให้ได้ จำไว้"

    โตมรกดวางสายอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่เตชิตก็ปาโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ

    ooooooo

    ถึงเวลาอาหารมื้อเช้าแต่ไม่เห็นข้าวหอมมาร่วมโต๊ะเหมือนวันก่อน นาวาตั้งท่าจะอาละวาด จนเติมต้องรีบบอกว่าวันนี้วันเกิดข้าวหอม นาวาเลยเงียบไปได้ จากนั้นนาวาให้เติมช่วยหาดอกไม้ มาให้ ก่อนจะไปร่วมงานวันเกิดข้าวหอมที่บัวจัดให้อย่างอบอุ่นท่ามกลางน้องๆหลายชีวิตที่รักและเคารพพี่ข้าวหอมกันทุกคน

    ข้าวหอมแปลกใจระคนดีใจที่นาวานำดอกไม้มาให้ โดยที่รตีกับมังกรแอบยืนมองบรรยากาศในงานอยู่ด้านนอก

    "พี่ว่าไอ้หมอนี่มันต้องแอบชอบข้าวหอมแน่เลย ถึงได้เอาใจข้าวหอมขนาดนี้" มังกรมองเขม่นนาวา

    "หน้าอย่างยัยข้าวหอมมันก็หาได้แค่คนพิการ เท่านั้นแหละ แต่ขนาดเขาพิการ ยังรู้จักเอาใจข้าวหอม แล้วพี่มังกรล่ะ ไม่เห็นเคยทำอะไรให้รตีบ้างเลย" รตีพูดจบก็กระทืบเท้าเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ มังกรหน้าเหวอที่อยู่ๆก็โดนหางเลขซะงั้น...

    ขณะเพลงอวยพรวันเกิดกำลังจะจบลง เตชิตเดินเข้ามา ทุกคนหันมองเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะข้าวหอมที่ระแวงว่าเตชิตจะมาคุยธุระเรื่องเมื่อวานที่ทำให้แม่บัวของเธอวิตกกังวล ส่วนนาวาก็แปลกใจที่เตชิตย้อนกลับมาอีก พอบัวเดินนำเตชิตออกจากโรงอาหารไป นาวาจึงถามข้าวหอมว่าเตชิตมาทำอะไรที่นี่ ข้าวหอมชะงักไม่รู้จะตอบยังไง เลยทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน ชวนน้องๆมาสนุกกันต่อดีกว่า

    ในห้องทำงานของบัว เตชิตนั่งหน้าขรึมหลังพูดธุระที่ถูกพ่อสั่งการมาอีกเมื่อเช้า

    "ไม่ได้นะคะคุณเตชิต แค่เวลาเดือนเดียวฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว นี่เลื่อนเข้ามาเหลือสองอาทิตย์ ยังไงก็คงไม่ทันแน่ๆ" บัวเสียงเครียด

    "ผมเองก็ไม่ได้อยากมาเร่งรัดครูบัวหรอกนะครับ แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ"

    "แต่คุณนาวาเองเธอก็ยังพักอยู่ที่นี่ ถ้าให้ทุกคนย้ายออกไปแล้วคุณนาวาล่ะคะ"

    "เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกครับ เดี๋ยวพ่อของผมคงจัดการให้เอง แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือการย้ายเด็กๆที่นี่ไปอยู่ที่อื่นตามกำหนดต่างหาก"

    "ฉันบอกตามตรงนะคะ ว่าถ้าพวกคุณทำอย่างนี้ ฉันกับเด็กๆคงหนีไม่พ้นต้องไปนอนข้างถนน เพราะการจะย้ายออกจากที่นี่ทุกคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"

    "เรื่องนั้นผมเข้าใจดี แต่ถ้าทุกคนที่นี่ไม่รีบย้ายออกไป ทางบริษัทเองก็ลำบากเหมือนกันครูบัวก็น่าจะทราบนะครับว่า การจะลงทุนทำอะไรซักอย่าง ก็ต้องหวังผลกำไรทั้งนั้น แล้วถ้าเราทำไม่ทันกำหนด บริษัทก็จะเสียรายได้"

    "แล้วชีวิตเด็กๆล่ะคะ มันเทียบไม่ได้กับกำไรที่พวกคุณจากได้จากรีสอร์ตใหม่เลยนะคะ ฉันอยากให้คุณเก็บไปพิจารณาใหม่อีกครั้งจะได้มั้ยคะคุณเตชิต"

    "เสียใจครับ ผมคงช่วยไม่ได้จริงๆ"

    บัวหน้าเสียอย่างจนหนทาง...เสร็จธุระเตชิตขอตัวกลับทันที ขณะเขาออกจากห้องพร้อมบัว รตีเดินมาเห็น เธอหยุดยืนมองเขาด้วยความสนใจ ครั้นเห็นชายหนุ่มขึ้นรถออกไปแล้ว รตีรีบเข้าไปหาบัว อยากรู้ว่าผู้ชายเมื่อกี้เป็นใคร

    "คุณเตชิต ลูกชายคุณโตมร"

    "คุณโตมรที่เป็นน้องชายแท้ๆของคุณท่านน่ะเหรอคะ"

    "ใช่ แล้วนี่ทำไมเราไม่ไปฉลองวันเกิดข้าวหอมล่ะ มายืนทำอะไรแถวนี้"

    "คือว่าหนูกำลังจะไปพอดีเลยค่ะ   งั้นหนูไปก่อนนะคะแม่" รตีรีบเดินออกไป พลางก็พึมพำชื่อเตชิตอย่างเป็นปลื้ม...

    บัวกลับเข้าห้องนั่งน้ำตาคลอเมื่อคิดว่าบ้านทอฟ้าต้องแปรสภาพเป็นรีสอร์ต...เสียงเคาะประตูทำให้บัวต้องรีบปาดน้ำตาทิ้ง   ข้าวหอมเข้ามาพร้อมเค้กชิ้นหนึ่ง บัวขอบใจข้าวหอม  แต่พอจะตักเค้กเข้าปากก็กินไม่ลง ร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

    "แม่คะ แม่ร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรแม่เหรอคะ"

    "ข้าวหอม แม่ไม่รู้จะทำยังไงดี คุณเตชิตเขามาขอให้พวกเราย้ายออกจากที่นี่เร็วขึ้นอีก"

    "อะไรนะคะ นี่เดือนนึงก็เร็วจะแย่อยู่แล้ว เขายังจะเร่งทำไมอีก ใจร้ายจริงๆ"

    "เขาคงมีความจำเป็นของเขาแหละลูก แต่ตอนนี้แม่ยังคิดไม่ออกเลยว่าแม่จะทำยังไง แม่เป็นห่วงลูกๆทุกคน ไม่อยากส่งให้ไปอยู่มูลนิธิอื่นเลย"

    "ถ้าเป็นอย่างนั้น น้องๆคงเสียใจมากเลยนะคะ"

    "ใช่ พวกเราอยู่กันมานานแล้ว แม่เองก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจลูกๆเหมือนกัน"

    "แม่คะ ข้าวหอมว่าเราไปขอให้คุณนาวาช่วยเถอะนะคะ ตอนนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะช่วยเราได้นอกจากคุณนาวาคนเดียว"

    "ไม่ได้นะข้าวหอม"

    "ทำไมล่ะคะแม่ ข้าวหอมว่าตอนนี้เราแทบไม่เหลือทางเลือกแล้วนะคะ"

    "คือว่า...แม่ไม่อยากให้คุณนาวากับคุณท่านต้องเดือดร้อน ข้าวหอมยังไม่รู้จักคุณโตมรดีพอ คนอย่างคุณโตมรทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ แม่กลัวว่าถ้าเราดึงคุณนาวาหรือคุณท่านไปเกี่ยวข้องด้วย มันอาจจะทำให้คุณนาวากับคุณท่านได้รับอันตรายก็ได้"

    "ข้าวหอมไม่แปลกเลยนะคะที่นายเตชิตจะเป็นคนแบบนี้ ที่แท้เขาก็เหมือนพ่อของเขานี่เอง ถ้างั้นจะมีวิธีไหนอีกล่ะคะที่เราจะไม่ต้องย้ายไปจากที่นี่"

    บัวยังมึนตึ้บ มองไม่เห็นหนทาง...

    ooooooo

    ตอนที่ 3

    รัญญายังคงพยายามสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับลูกสาวที่หายไป วันนี้เองรัญญาได้เห็นรูปพยาบาลคนหนึ่งในนิตยสารจากยุวรินทร์ เธอให้สัมภาษณ์ เรื่องงานและชีวิตครอบครัว รัญญาเห็นหน้าและอ่านข้อมูลบางช่วงก็จำได้ว่าเธอคนนี้คือพยาบาลที่ดูแลลูกตอนที่รัญญาเอาไปฝากที่เนิร์สเซอรี่

    ด้วยความดีใจ รัญญารีบชวนยุวรินทร์มุ่งหน้าไปยังบ้านของพยาบาลคนนี้ และได้พูดคุยรื้อฟื้นความหลังกัน พร้อมกันนี้รัญญาก็นำรูปถ่ายวัยเด็กของลูกสาวติดมาด้วย...

    เมื่อสิบแปดปีก่อน...วันที่รัญญาเดินทางกลับจากเมืองนอกพร้อมลูกน้อยที่ลืมตาดูโลกโดยที่นายเถลิงพ่อของรัญญาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกสาวตั้งท้อง ทันทีที่กลับมาเหยียบเมืองไทย รัญญาไม่กล้าพาลูกไปพบหน้าพ่อ จึงนำลูกน้อยไปฝากไว้ที่เนิร์สเซอรี่ ส่วนตัวเธอเข้าไปพบพ่อเพียงลำพัง เธอสารภาพผิด และหวังว่าพ่อจะให้อภัย แต่กลายเป็นว่าเถลิงโมโหกราดเกรี้ยว ต่อว่าและสาปส่งรัญญาอย่างรุนแรง รัญญาเสียใจมากเมื่อพบว่าหมดหนทางที่จะให้พ่อยอมรับหลาน เธอตัดสินใจกลับไปรับลูกที่เนิร์สเซอรี่เพื่อจะหนีไปใช้ชีวิตกับลูกตามลำพัง แต่แล้วสิ่งที่คิดกลับเป็นไปไม่ได้ เพราะเถลิงได้แอบสะกดรอยตามเธอไป

    เมื่อรัญญาไปถึงเนิร์สเซอรี่ก็ต้องช็อกสุดขีด เพราะตึกแถวละแวกนั้นเกิดเหตุเพลิงไหม้ เปลวไฟรุนแรงลุกลามไปจนถึงเนิร์สเซอรี่ที่เธอฝากลูกไว้ รัญญาร้องไห้แทบขาดใจเมื่อรู้ว่าเด็กๆที่นี่ตายในกองเพลิง แต่ก็มีชาวบ้านบอกว่ามีเด็กหลายคนรอดตาย ให้ลองไปติดต่อสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ดู รัญญาจึงรีบไปที่สถานีตำรวจ

    "จากรายงานการชันสูตรพลิกศพของผู้ตายในเหตุเพลิงไหม้ ไม่มีรายงานว่ามีศพที่ดีเอ็นเอตรงกับคุณเลยครับ"

    "อย่างงั้นก็หมายความว่า..."

    "ลูกสาวของคุณน่าจะยังมีชีวิตอยู่ครับ"

    "จริงเหรอคะคุณตำรวจ"

    "ครับ แต่เท่าที่ผมทราบมามีเด็กที่รอดชีวิตหลายคนที่ญาติไม่มารับตัว จะถูกส่งตัวไปตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต่างๆ ถ้าคุณอยากตามหาลูกสาวก็ลองติดต่อไปดูสิครับ บางทีลูกสาวของคุณอาจจะอยู่บ้านเด็กกำพร้าที่ไหนซักแห่งก็ได้"

    "ได้ค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ขอบคุณคุณตำรวจมากนะคะ" รัญญายิ้มกว้างด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง...

    แต่นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ รัญญาก็ยังตามหาลูกสาวไม่พบ

    "ในตอนนั้นฉันมั่นใจว่า ไม่ว่ายังไงฉันต้องหาลูกสาวเจอแน่นอน แต่ผ่านไป 18 ปีแล้ว ฉันก็ยังหาแกไม่พบ หลายครั้งที่ฉันรู้สึกหมดหวังจนต้องตัดใจว่าชาตินี้ฉันอาจจะไม่ได้พบแกอีกแล้วก็ได้"

    ยุวรินทร์บีบมือรัญญาให้กำลังใจ ก่อนจะหันไปถามพยาบาล

    "ในเมื่อคุณรู้ว่าเด็กปลอดภัยดี แล้วทำไมคุณไม่ติดต่อให้เพื่อนฉันมารับตัวลูกสาวล่ะคะ"

    "ใครบอกว่าฉันไม่ติดต่อไปล่ะคะ ฉันพยายามแล้ว แต่ว่า...มีคนทำให้ฉันเข้าใจว่าคุณเสียชีวิตแล้วค่ะ"

    "อะไรนะคะ มีคนบอกอย่างนั้นเหรอ ใครเป็นคนพูดเหรอคะ"

    พยาบาลนิ่งทบทวนก่อนจะเล่าให้ทั้งคู่ฟังว่า หลังเกิดเพลิงไหม้ไม่กี่วัน เธอโทร.ไปที่บ้านนายเถลิงเพื่อบอกให้รัญญามารับลูกสาวที่รอดปลอดภัย แต่นายเถลิงรับสายบอกว่ารัญญาตายไปแล้ว พอจะให้เขามารับแทน เขากลับปฏิเสธด้วยน้ำเสียงดุดัน

    "คงไม่ได้หรอก เพราะฉันไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนั้น คุณจะส่งมันไปขึ้นสวรรค์ลงนรกก็ตามใจ แต่ไม่ต้องโทร.มาที่นี่อีก แค่นี้นะ"

    พยาบาลจำต้องวางสาย รู้สึกหนักใจและสงสารเด็กน้อยคนนี้เหลือเกิน

    ooooooo

    ที่บ้านทอฟ้า นาวาสังเกตเห็นข้าวหอมเงียบขรึมซึมไป หลังจากเตชิตมาที่นี่สองครั้ง พอนาวาสอบถามข้าวหอมมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า ข้าวหอมนึกถึงคำพูดแม่บัว จึงไม่อยากเล่าอะไร บอกแต่ว่าเธอแค่ไม่ชอบขี้หน้าญาติของเขาเท่านั้น

    "โธ่ นึกว่ามีอะไรซะอีก ฉันว่าเธออย่าถือสานายเตชิตเลยนะ เพราะจริงๆแล้วเขาเป็นคนน่าสงสารมากเลยรู้มั้ย"

    "ไม่จริงหรอก ฉันว่าคนอย่างนั้นไม่เห็นจะน่าสงสารตรงไหนเลย"

    "นั่นเพราะเธอยังไม่รู้จักเขาดีพอน่ะสิ  ฉันโตมากับเตชิต ฉันรู้ดีว่าชีวิตเขาต้องเจออะไรมาบ้าง  คนที่ไม่เคยได้รับความรัก  แล้วเขาจะเอาความรักจากไหนมาให้คนอื่นล่ะ  เพราะอย่างนี้เขาถึงเป็นคนก้าวร้าวเย็นชายังไงล่ะ"

    "แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะเอาปมในใจของตัวเองมาลงกับคนอื่นนะคะ"

    "เตชิตตอนนี้ก็เหมือนกับฉันที่เธอเจอครั้งแรกนั่นแหละข้าวหอม ต่างกันที่ว่าฉันเป็นคนที่ได้รับความรักแต่กลับมองข้ามมัน ในขณะที่เตชิตมองหาความรัก แต่ กลับหามันไม่เจอ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่เขาทำมันไม่แย่เกินไป ฉันก็อยากให้เธออภัยให้กับเขานะ"

    ข้าวหอมมองหน้านาวา เห็นถึงความจริงใจในคำพูดนั้นก็ยิ้มออกมา

    "ฉันไม่แปลกใจเลยนะคะว่าคุณเป็นลูกชายของคุณท่าน เพราะคุณมีจิตใจที่ดีไม่ต่างกับคุณท่านเลยจริงๆ"

    "นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต่างกับเตชิต ถ้าเตชิตเขาได้รับความรักอย่างที่ฉันได้ จิตใจเขาก็คงไม่หยาบกระด้างอย่างนี้หรอก คราวนี้เธอเข้าใจรึยังล่ะ"

    "ตกลงค่ะ ฉันพยายามทำสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตคือ มองข้ามนิสัยแย่ๆของญาติคุณ แล้วเข้าใจเขาให้มากที่สุดอย่างที่คุณพูดดีไหมคะ"

    "ดีมาก...ยัยข้าวเหม็น"

    "ข้าวหอม...ข้าวหอมๆๆ" หญิงสาวตอบโต้เสียงดัง แล้วสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน...

    ooooooo

    ผิดหวังและเสียใจกลับจากบ้านพยาบาล... รัญญาเข้ามาที่บ้านของตน ยืนน้ำตาคลอมองรูปถ่ายของนายเถลิงผู้พ่อที่แขวนบนฝาผนัง ยุวรินทร์ ตามเข้ามาเห็น อดเศร้าสะเทือนใจไปด้วยไม่ได้

    "อภัยให้ท่านเถอะนะรัญ ถึงยังไงเรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว"

    "ฉันนึกไม่ถึงเลยนะฝน ว่าคุณพ่อท่านก็ยังใจร้ายกับเราสองแม่ลูกได้ขนาดนี้"

    "เอาเถอะ ยังไงท่านก็จากไปแล้ว ถือซะว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะโชคชะตาลิขิตให้เป็นแบบนี้ แต่อย่างน้อยๆเธอก็ยังมีลมหายใจอยู่ ใช้เวลาที่เหลือแก้ไขสิ่งผิดพลาดทุกอย่างด้วยการตามหายัยหนูให้เจอ ฉันจะอยู่ข้างเธอเองนะรัญ"

    "ขอบใจเธอมากนะฝน ที่ทำให้ฉันไม่ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายนี้คนเดียว" รัญญากอดยุวรินทร์ด้วยความตื้นตัน ขณะที่ยุวรินทร์ก็ลูบหลังรัญญาเบาๆแทนคำปลอบใจ

    ส่วนที่บ้านทอฟ้า รตีที่หลงใหลได้ปลื้มเตชิตตั้งแต่แรกเห็น พอรู้ว่าเขาพักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ รตีอุตส่าห์ปั่นจักรยานไปหาเขาถึงบ้านพัก แล้วทำทีเป็นโซ่จักรยานหลุดจะให้เขาช่วยใส่ให้ แต่เตชิตกลับเรียกนายยิ้มมาทำแทน ส่วนตัวเองขับรถไปยังบ้านทอฟ้า และไปเจอข้าวหอมกำลังสอนน้องๆวาดรูป

    ข้าวหอมเหลือบเห็นเตชิต เกิดระแวงว่าเขาจะมาขู่บังคับแม่บัวของเธออีก เธอถามเขาดีๆว่า มาหาแม่บัวเหรอ  แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้ข้าวหอมหงุดหงิดในอารมณ์

    "ฉันจะมาหาใครก็ไม่เกี่ยวกับเธอ"

    "นี่คุณ ฉันถามคุณดีๆนะ"

    "แล้วฉันตอบเธอไม่ดีตรงไหน ในเมื่อเธอเป็นแค่เด็กในอุปการะของบ้านทอฟ้า ส่วนฉัน..."

    "เป็นถึงลูกชายมหาเศรษฐี ที่จ้องจะเฉดหัวไล่ทุกคนออกจากที่นี่"

    "รู้ตัวก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องพูดหลายครั้ง คนอย่างเธอแค่ฉันเสวนาด้วยก็ดีแค่ไหนแล้ว"

    "คุณเตชิต ฉันถามจริงๆเถอะ จิตใจคุณทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้ไร้ความเมตตาถึงขนาดจะไล่พวกเราไปจากที่นี่ ทั้งที่คุณก็น่าจะรู้ว่าพวกเราเป็นแค่เด็กกำพร้าเท่านั้นเอง"

    "ก็เพราะอย่างนี้ไงล่ะ ฉันถึงต้องไล่พวกเธอไป โลกใบนี้มันมีที่ยืนให้เฉพาะคนที่มีเงิน มีอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับคนอย่างพวกเธอที่ไปอยู่ไหนก็สร้างแต่ภาระให้สังคม"

    "ไม่จริง  คุณอย่าเหมาว่าโลกใบนี้เป็นของคุณคนเดียวสิคุณเตชิต สำหรับฉัน โลกนี้เป็นของคนที่มีความรัก เอื้ออาทร มีน้ำใจต่อกัน คนที่ไม่มีใครรักอย่างคุณต่างหากที่สมควรจะไป ไม่ใช่พวกฉัน"

    เตชิตรู้สึกว่าคำพูดของข้าวหอมจี้ใจดำเขามากๆ เขาคว้าข้อมือข้าวหอมบีบจนแน่นด้วยความโมโห ข้าวหอมตกใจร้องลั่นว่าเจ็บ สั่งเขาปล่อยเดี๋ยวนี้ แต่เตชิตไม่ยอม กระแตเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งออกไปทันที

    "คนไม่มีพ่อไม่มีแม่อย่างเธอ รู้จักความรักดีแค่ไหน ถึงได้กล้ามาว่าฉันอย่างนี้" เตชิตดุดันเอาเรื่อง

    "ถึงฉันจะไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่ฉันก็ยังรู้จักรักคนอื่น ไม่เหมือนคนจิตใจหยาบกระด้างอย่างคุณ ที่เอาปมด้อยตัวเองมาทำร้ายคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ"

    "หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ" เตชิตใช้มืออีกข้างบีบปากข้าวหอม...ข้าวหอมเจ็บ พยายามผลักเตชิตออก แต่สู้แรงเขาไม่ไหว ทันใดนั้นเองเสียงนาวาดังขึ้น กระแตยืนหน้าเลิ่กลั่กเป็นคนเข็นรถนาวามา

    "ปล่อยข้าวหอมเดี๋ยวนี้!"

    เตชิตชะงัก ผละออกจากข้าวหอมทันที

    "นายทำอะไรของนาย ข้าวหอมเขาเป็นผู้หญิง ทำไมนายถึงรังแกเขา"

    "นายไม่รู้อะไร อย่าพูดเลยดีกว่า"

    "ทำไมฉันจะไม่รู้ ในเมื่อฉันเห็นกับตาว่านายกำลังทำร้ายข้าวหอม"

    "เลิกทำตัวเป็นสุภาพบุรุษซักทีเถอะนาวา ทำไม ชอบยัยนี่รึไง ถึงต้องออกหน้ารับแทนกันขนาดนี้"

    นาวาสะอึกกับคำพูดจี้ใจดำของเตชิต รีบกลบเกลื่อนด้วยการสั่งเตชิตหุบปาก แล้วไปจากที่นี่ซะ

    "นาวา นี่นายไล่ฉันเหรอ"

    "ใช่ ฉันไม่รู้นะว่านายมาทำอะไร แต่ฉันบอกได้ว่า คนอย่างนายไม่เหมาะกับที่นี่ เพราะฉะนั้นถ้ายังเห็นแก่ความเป็นญาติกัน อย่ามาที่นี่อีก"

    "ฉันว่าตอนนี้คนที่ไม่สมควรจะอยู่ที่นี่คือนายมากกว่านะนาวา ทีแรกฉันตั้งใจจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว"

    "ทำไม นายมีอะไรจะพูดกับฉัน"

    "อยากรู้ไหมล่ะว่าเกิดอะไรขึ้นกับลุงภูผา"

    นาวาชะงัก จ้องเตชิตเขม็ง...

    หลังจากบอกข่าวร้ายของลุงภูผาให้นาวารับรู้แล้ว เตชิตก็เดินดุ่มออกมาที่รถ โดยมีข้าวหอมเดินกึ่งวิ่งตามมาต่อว่าเขา

    "ทำไมคุณถึงเอาเรื่องคุณท่านมาบอกคุณนาวาด้วย ก็ไหนคุณพูดเองไม่ใช่เหรอว่าคุณท่านห้ามไม่ให้คุณนาวารู้เรื่องนี้"

    "ก็เพราะเธอนั่นแหละยัยตัวแสบ เธอเป็นคนทำให้ฉันต้องกำจัดนาวาไปจากที่นี่ ฉันอยากรู้นักว่าถ้าไม่มีนาวาแล้ว น้ำหน้าอย่างเธอจะกล้าปากดีกับฉันอีกมั้ย"

    "คุณเตชิต ถ้าคุณโกรธฉันเกลียดฉัน ก็ลงกับฉันคนเดียวสิ ทำไมต้องดึงคุณนาวากับคุณท่านมาเกี่ยวด้วย"

    "คนอย่างฉันทำได้ทุกอย่าง ถ้าฉันพอใจจะทำ"

    "ฉันว่าคนอย่างคุณไม่ใช่แค่ขาดความรักอย่างเดียว แต่คุณไม่มีหัวใจเลยด้วยซ้ำ"

    "จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ยังไงฉันก็ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้ว รู้ไหมว่ามันคืออะไร...ความสะใจยังไงล่ะ"

    เตชิตยิ้มเยาะข้าวหอม แล้วเปิดประตูขึ้นรถ ข้าวหอมมองตามเตชิตด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นมากๆ

    "คุณจำไว้เลยนะคุณเตชิต ว่าคุณจะบังคับใครในโลกนี้ก็ตาม แต่จะมีฉันคนนึงที่ไม่ยอมก้มหัวทำตามใจคุณเด็ดขาด"

    เตชิตโกรธจี๊ด ก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าท่าทางเอาเรื่อง

    "คิดดีแล้วเหรอที่พูดอย่างนั้น...ได้ งั้นฉันจะทำให้เธอดูเดี๋ยวนี้แหละว่าคนอย่างฉันจะบังคับเธอได้มั้ย"

    เตชิตเดินกลับเข้าไปที่บ้านทอฟ้าทันที ข้าวหอมมองตามสีหน้าหนักใจ รตีแอบมองอยู่มุมหนึ่ง รู้สึกไม่ชอบใจอย่างมากที่ข้าวหอมดูสนิทใกล้ชิดชายหนุ่มที่เธอหมายปอง

    บัวตกใจที่เห็นเตชิตร้อนรนเข้ามาในห้องทำงาน เตชิตบอกครูบัวว่าตนมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย บัวหน้าเครียด รู้ทันทีว่าความเดือดร้อนกำลังมาเยือน...

    ooooooo

    แล้วคืนนี้เอง ข้าวหอมก็รู้จากแม่บัวว่าเตชิตเร่งวันไล่ที่เข้ามาอีก เขาให้เวลาอีกแค่สามวันเท่านั้น

    "แม่ว่ามันอาจจะถึงเวลาที่เราต้องยอมรับความจริงแล้วล่ะลูก ว่าอะไรที่มันเป็นของคนอื่น ซักวันเราก็ต้องคืนเขาไปอยู่ดี"

    "แต่เวลาแค่ 3 วันจะไปทำอะไรทันล่ะคะแม่"

    "พรุ่งนี้แม่จะติดต่อไปที่กรมประชาสงเคราะห์ แต่เช้า ให้เขามาที่นี่ จะได้รู้ว่ายังมีที่ไหนรับลูกไปอยู่ ได้บ้าง"

    "แม่คะ ข้าวหอมขอโทษนะคะ ถ้าข้าวหอมไม่ไปมีเรื่องกับเขา พวกเราก็คงไม่ต้องลำบากกันอย่างนี้"

    "ช่างมันเถอะลูก จะไปวันนี้หรือวันไหนมันก็ไม่ต่างกันหรอก พรุ่งนี้เช้าข้าวหอมบอกน้องๆให้เก็บข้าวของให้เรียบร้อยนะ ส่วนธุระอื่นๆเดี๋ยวแม่จัดการเอง"

    ข้าวหอมกลั้นน้ำตาไม่อยู่โผเข้ากอดบัวด้วยความเสียใจ บัวกอดตอบน้ำตาซึมด้วยความร้าวรานไม่แพ้กัน... อีกครู่ต่อมา ข้าวหอมแยกกลับห้องนอนตัวเอง แต่จู่ๆรตี เดินออกมาดักหน้าจนข้าวหอมสะดุ้งตกใจ

    "อุ๊ย...รตี เธอมายืนทำอะไรตรงนี้ฉันตกใจหมดเลย"

    "แหม เดี๋ยวนี้ขวัญอ่อนจังเลยนะ หรือว่ามัวแต่ เหม่อคิดถึงใครอยู่"

    "เธอพูดอะไรของเธอน่ะรตี ฉันไม่เข้าใจ"

    "ฉันถามเธอจริงๆนะข้าวหอม เธอชอบคุณเตชิตใช่มั้ย"

    "อะไรนะ..."

    "ฉันเห็นเธอกับคุณเตชิตดูสนิทสนมกัน อย่าบอกนะว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะตีสนิทกับเขา"

    "รตี เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันน่ะเหรอจะไปชอบคนอย่างเขา ที่ฉันไปคุยกับเขาก็เพราะว่าผู้ชายคนนั้นกำลังทำให้พวกเราลำบากต่างหากล่ะ ฉันรับรองว่าชาตินี้ ฉันไม่มีทางไปญาติดีกับคนแบบนี้แน่ๆ"

    รตีฟังแล้วโล่งใจ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเพื่อนที่แสนดีขึ้นมาทันที

    "งั้นก็ดีแล้วล่ะ ที่เธอไม่ได้ชอบเขา เพราะฉันเป็นห่วงไม่อยากให้เธอเสียใจ ผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างคุณเตชิตเขาไม่เหมาะสมกับเด็กกำพร้าอย่างพวกเราหรอกข้าวหอม"

    "ขอบใจเธอมากนะรตีที่เตือนฉัน แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ตอนนี้ฉันคงไม่มีกะจิตกะใจไปคิดเรื่องอื่นหรอก โดยเฉพาะเรื่องความรัก...ฉันง่วงแล้ว เราไปนอนกันเถอะ"

    รตียิ้มแย้มกับข้าวหอมแล้วแยกย้ายไปนอนที่เตียงตัวเอง แต่พอล้มตัวนอนหันหลังให้ข้าวหอม สีหน้ารตีก็เปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ร้ายกาจทันที

    ooooooo

    เช้าแล้ว ข้าวหอมยังหน้าหมองวิตกกังวลและรู้สึกผิดที่ทำให้เตชิตโกรธจนร่นเวลาไล่ที่เข้ามาอีกภายในสามวัน นายไม้เดินผ่านมาเห็นข้าวหอมไม่สดชื่นเหมือนทุกวัน จึงทักถามด้วยความเป็นห่วง ตอนแรกข้าวหอมก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แต่พอถูกนายไม้ซักหนักเข้า ข้าวหอมจึงแย้มให้ฟังว่า

    "ลุงไม้คะ สมมติว่าลุงไม้ไปมีเรื่องกับใครคนนึง แล้วใครคนนั้นทำให้ทุกคนที่ลุงไม้รักต้องเดือดร้อน ลุงไม้ จะทำยังไงคะ"

    "อืม ถ้าคนที่เดือดร้อนเป็นคนที่ลุงรัก ลุงก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องไม่ให้เขาต้องเดือดร้อนเพราะลุงน่ะสิ สำหรับลุงแล้วลุงยอมเสียสละทุกอย่างได้หมด ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรี หรืออะไรก็ตาม ขอแค่ทำแล้วคนที่ลุงรักมีความสุข ต่อให้ต้องเจ็บปวดหรือลำบากแค่ไหนลุงก็จะทำ"

    ข้าวหอมคิดตาม แล้วยกมือไหว้ขอบคุณนายไม้ ก่อนจะวิ่งออกไปจากตรงนั้น...ข้าวหอมตัดสินใจไปพบเตชิตถึงบ้านพัก

    "ไม่อยากเชื่อเลยนะว่า คนอวดดีอยากเธอจะยอมมาหาฉันถึงบ้านได้" เตชิตยิ้มเยาะ

    "ฉันมาที่นี่เพื่อจะขอร้องคุณ"

    "ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันให้พวกเธอย้ายออกไปภายใน 3 วันล่ะก็ ฉันบอกได้เลยว่าเสียเวลาเปล่า เพราะฉันขอยืนยันคำพูดฉันตามเดิมและไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด"

    "ฉันรู้ค่ะว่าฉันอาจจะพูดไม่ดี หรือทำไม่ดีกับคุณ แต่แม่บัวกับน้องๆไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย คุณอย่าทำให้คนอื่นๆต้องเดือดร้อนเพราะฉันได้มั้ย"

    "เสียใจด้วยนะ เธอกลับตัวช้าไปหน่อย สายเกินไปแล้วสำหรับคำขอร้อง เชิญเธอกลับไปเก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวย้ายออกจากบ้านทอฟ้าได้แล้ว" เตชิตพูดจบก็หันหลังจะเดินเข้าบ้าน ข้าวหอมรีบคว้าแขนเขาไว้ แล้วคุกเข่าลงอย่างยอมจำนน

    "ฉันขอร้องนะคะ อย่าเพิ่งไล่พวกเราไปเลย ขอให้ พวกเราได้เตรียมตัวมากกว่านี้เถอะนะ"

    "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้  คิดว่าแค่คุกเข่าจะทำให้ฉันใจอ่อนรึไง"

    "ไม่งั้นคุณจะให้ฉันทำอะไรฉันยอมทุกอย่างนะคะคุณเตชิต"

    เตชิตยิ้มพราย ได้โอกาสทองเอาคืนข้าวหอมแล้ว...เตชิตขับรถพาข้าวหอมไปยังสวนผลไม้แห่งหนึ่ง พาเธอมาสมัครเป็นคนงานเก็บผลไม้...ในขณะเดียวกัน นาวาที่รู้ข่าวจากเตชิตว่าพ่อของเขาถูกทำร้ายบาดเจ็บนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็กำลังเตรียมตัวกลับเข้ากรุงเทพฯ เสร็จแล้วนาวาตรงไปลาครูบัว และว่าถ้าพ่อหายดี เขาจะกลับมาที่นี่อีก บัวหน้าเจื่อนๆ เพราะรู้ว่ามันจะไม่มีวันนั้นอีกแล้ว

    "ค่ะ ถ้าปาฏิหาริย์มีจริง เราก็คงได้เจอกัน"

    "ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะครับ  หรือว่ามีเรื่องอะไรรึเปล่า"

    "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเอง เอ้อ แล้วนี่คุณนาวาลาข้าวหอมรึยังคะ"

    "ยังเลยครับ นี่ตั้งแต่เช้าก็ยังไม่เจอเลย ครูบัวทราบไหมครับว่าข้าวหอมอยู่ไหน"

    "ฉันเองก็ไม่เห็นเหมือนกันค่ะ"

    นายไม้เดินผ่านมาพอดี บัวจึงเรียกนายไม้มาถาม ก็ได้คำตอบว่าเมื่อเช้าข้าวหอมคุยกับนายไม้ครู่หนึ่งก่อนจะรีบร้อนออกไป แต่ไม่รู้ว่าไปไหน...คราวนี้ทุกคนเลยตกใจช่วยตามหากันใหญ่ โดยเฉพาะนายไม้ กลัวข้าวหอมจะไปตกน้ำตกท่า เพราะว่ายน้ำไม่เป็นอยู่ด้วย

    เวลานั้น ข้าวหอมกำลังตากแดดหน้าแดงเก็บผลไม้ในสวน เตชิตยืนมองด้วยความสะใจ อยากจะดูว่าข้าวหอมจะทนได้ซักกี่น้ำ ปรากฏว่าข้าวหอมทนทายาดกว่าที่คิด เธอทำงานโดยไม่ปริปากซักคำ หนำซ้ำทำกระปรี้กระเปร่าโชว์เตชิตเสียด้วย ทำให้เตชิตยิ่งหมั่นไส้

    "เป็นไง เหนื่อยจนถอดใจรึยัง"

    "ใครบอกว่าฉันเหนื่อย คุณลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นเด็กกำพร้า งานแค่นี้ธรรมดาจะตายไปสำหรับฉัน"

    "ดี ที่เธอพูดอย่างนี้ เพราะว่าฉันก็ไม่คิดจะให้เธอพักอยู่แล้ว ตามฉันมานี่ ฉันมีงานให้เธอทำอีก" เตชิตเดินนำข้าวหอมไปทางบ้านพักคนงาน แล้วสั่งให้ข้าวหอมไปตักน้ำมาใส่ตุ่มหลายใบที่วางเรียงเป็นแถว

    "ทั้งหมดนี่เลยเหรอ" ข้าวหอมถามเสียงแหลม

    "ใช่ ทำไม หรือว่าเธอทำไม่ไหว จะถอนคำพูดก็ได้นะ"

    "ใครบอกว่าไม่ไหว คอยดูก็แล้วกัน" ข้าวหอมคว้าถังกับไม้คาน แล้วตบเท้าเดินออกไป แต่พอไปถึงแม่น้ำไหลเชี่ยว ข้าวหอมหยุดกึก รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที นึกถึงเหตุการณ์อกสั่นขวัญผวาเมื่อปีที่แล้ว

    วันนั้นข้าวหอมจะลงไปเก็บลูกบอลให้น้องๆที่ท่าน้ำ แต่เกิดพลัดตกลงไปในน้ำ ข้าวหอมพยายามตะเกียกตะกายช่วยเหลือตัวเองแต่ก็ทำไม่ได้ น้องๆพากันตกใจ ตะโกนเรียกพี่ข้าวหอมลั่นไปหมด โชคดีที่นายไม้ กระโดดลงไปช่วยข้าวหอมขึ้นมาได้ แต่ถึงกระนั้นข้าวหอมก็สลบแน่นิ่ง เกือบเอาชีวิตไม่รอด

    ครั้งนี้เห็นสายน้ำไหลเชี่ยว ข้าวหอมเลยเกิดอาการลังเล จนกระทั่งเตชิตตามมาเร่ง ข้าวหอมจึงตัดใจตักเป็นตัก แต่ไม่ทันจะก้าวขึ้นตลิ่ง ข้าวหอมหงายหลังตกน้ำดังตูม คนงานแถวนั้นพากันตกใจ ส่งเสียงเอะอะ ทำให้เตชิต ที่เดินแยกไปแล้วต้องวิ่งกลับมาอีก

    เตชิตโดดลงน้ำไปช่วยข้าวหอมที่พยายามตะกายตัวเองขึ้นมา แต่กว่าจะช่วยขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลน่าดู ที่สำคัญข้าวหอมหมดสติไปแล้วด้วย เตชิตตัดสินใจผายปอดช่วยชีวิตข้าวหอม แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าข้าวหอมจะฟื้น

    "ข้าวหอมๆ ฟื้นขึ้นมาสิ ได้ยินฉันรึเปล่า..." เตชิตหน้าซีดหน้าเสีย ท่าทีร้อนรนสุดๆ

    ooooooo

    ตอนที่ 4

    เตชิตพยายามผายปอดให้ข้าวหอมด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิด พอข้าวหอมลืมตาฟื้นขึ้นมาเห็น เธอตกใจผลักเขาออกทันที แล้วดึงดันจะไปตักน้ำต่อ แต่เดินได้แค่สองสามก้าวก็วูบเป็นลมสลบไปอีก เตชิตจึงต้องอุ้มเธอกลับไปที่รถแล้วพากลับบ้านพักของเขา จากนั้นให้ยิ้มโทร.ตามหมอมาดูอาการ

    ขณะเดียวกัน บัวกับไม้ และเด็กในบ้านทอฟ้า ทุกคนกำลังช่วยกันตามหาข้าวหอมจ้าละหวั่น นาวินทำอะไรไม่ได้ได้แต่นั่งกระวนกระวายรอคอย...เมื่อทุกคนหาข้าวหอมไม่พบ นาวินเอะใจนึกถึงเตชิต จึงบอกกับบัวว่าข้าวหอมอาจจะไปที่นั่นก็ได้

    เติมนำพาบัว รตีและมังกรไปที่บ้านพักของเตชิต แต่ถูกยิ้มกางกั้นไม่ให้เข้าบ้าน ปฏิเสธว่าข้าวหอมไม่ได้อยู่ที่นี่ รตียังพยายามจะเข้าไปให้ได้ ตะโกนเรียกข้าวหอมเอ็ดอึงไปหมด ขณะที่มังกรก็วางท่านักเลงจะทำร้ายยิ้ม จนบัวต้องปรามทั้งคู่และพากลับไปในที่สุด

    เมื่อบัวกลับมาบอกว่าไม่เจอข้าวหอม นาวายิ่งเป็นห่วงเธอมากเพราะตอนนี้ค่ำแล้ว ไม้จึงเสนอให้ครูบัวไปแจ้งตำรวจไว้ก่อน ส่วนรตีที่มั่นใจว่าข้าวหอมอยู่กับเตชิตก็ออกอาการไม่พอใจอย่างแรง โวยวายจนมังกรแปลกใจ ถามดักคอว่าทำไมรตีต้องอารมณ์เสียขนาดนี้ด้วย

    "ก็รตีเป็นห่วงข้าวหอมนี่"

    "อย่างเธอเนี่ยนะเป็นห่วงข้าวหอม ปกติพี่เห็นเธอเกลียดข้าวหอมอย่างกับอะไรดี บอกพี่มานะว่ามีอะไร"

    "จะไปมีอะไรล่ะ พี่มังกรนี่ถามอะไรก็ไม่รู้ รตีขี้เกียจคุยด้วยแล้ว ไปอาบน้ำนอนดีกว่า" รตีเฉไฉจะเดินหนี มังกรรีบดักหน้า สำทับเสียงแข็ง

    "พี่เตือนไว้ก่อนนะ อย่าให้รู้ว่าไปสนใจไอ้หน้าจืดนั่น ไม่งั้นพี่ไม่ยอมแน่"

    รตีหน้าเจื่อนพูดไม่ออก สะบัดออกไปเลย...

    ข้าวหอมยังหลับเพราะร่างกายเธออ่อนเพลียมาก หมอมาตรวจอาการและให้ยาไว้ก่อนจะกลับออกไป...ตกกลางคืนเธอหนาวสั่น ร้องเรียกหาแม่ เตชิตอดสงสารไม่ได้ และรู้สึกผิดที่ทำให้ข้าวหอมต้องเป็นแบบนี้ เมื่อเห็นข้าวหอมครวญครางหาแม่เนื้อตัวหนาวสั่น ผ้าห่มก็เอาไม่อยู่ เขาจึงลงนอนกอดเธอไว้ให้ไออุ่น

    จนเช้าข้าวหอมตื่นมาพบว่าตัวเองนอนกอดเตชิตอยู่ เธอตกใจลุกพรวดแล้วตบหน้าเขาฉาดใหญ่ก่อนจะวิ่งออกจากบ้าน เตชิตทั้งงงทั้งโมโหวิ่งตามมาดึงข้าวหอมไว้

    "เดี๋ยว...เธอจะไปไหน"

    "ไม่ต้องมายุ่ง!"

    "ฉันจะไปส่งเธอเอง"

    "คุณไม่ต้องมาทำดีกับฉัน เพราะถึงยังไงมันก็ไม่มีทางลบล้างสิ่งที่คุณทำเมื่อคืนนี้ได้หรอก"

    "เมื่อคืนนี้? พูดให้มันดีๆนะ ฉันทำอะไร"

    "ฉันเคยคิดว่าคุณเป็นคนร้ายกาจ แต่ฉันนึกไม่ถึงว่าคุณจะรังแกได้แม้แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างฉัน"

    เตชิตชะงัก คิดตามผูกเรื่องก่อนจะยิ้มออกมา

    "อ๋อ นี่เธอคิดว่าฉันหลอกพาเธอมาปล้ำเหรอ ฉันจะบอกให้นะ ต่อให้ฉันบ้าหรือเมา ก็ไม่มีทางลดตัวไปแตะต้องผู้หญิงอย่างเธอ ที่ฉันพาเธอมานอนที่บ้านก็เพราะเธอเป็นลม แล้วที่ฉันกอดเธอก็เพราะเมื่อคืนเธอมีไข้ตัวร้อนมาก ฉันเลยต้องกอดให้เธอหายหนาว แต่ก็เพิ่งรู้นะว่าฉันทำบุญกับเธอไม่ขึ้นจริงๆ"

    ข้าวหอมนิ่งคิดปะติดปะต่อเรื่อง นึกถึงตอนตัวเองตกน้ำ ตอนเตชิตอุ้ม แล้วก็วูบสลบไป...ข้าวหอมหน้าเจื่อนรู้สึกเสียหน้ามากๆ

    "งั้นก็ถือว่าหายกันกับที่คุณแกล้งฉันเมื่อวาน ต่อไปนี้ เราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว" พูดจบก็เดินออกจากประตูรั้วบ้าน

    "เดี๋ยวก่อน ห้ามไปไหนทั้งนั้น"

    ข้าวหอมไม่สนใจเสียงเรียกของเตชิตแม้แต่นิดเดียว เตชิตมองตามด้วยความหงุดหงิด หันกลับไปขึ้นรถขับตามข้าวหอมที่เดินจ้ำอ้าว แล้วขู่บังคับจับเธอยัดใส่รถจนได้

    ส่วนที่บ้านทอฟ้า นาวานั่งรอข้าวหอมทั้งคืนจนหลับคาโซฟา ขณะที่คนอื่นๆก็ร้อนใจ โดยเฉพาะบัวกับไม้ที่ห่วงข้าวหอมมาก เพราะข้าวหอมไม่เคยหายไปเฉยๆแบบนี้มาก่อน

    ขณะนั่งรถมากับเตชิต ข้าวหอมพูดไม่ดีกับเขาตลอดเวลา ฝ่ายเตชิตก็ตอบโต้ด้วยอารมณ์เช่นกัน จนเมื่อเขาจอดรถใกล้บ้านทอฟ้า ข้าวหอมรีบลงรถวิ่งพรวดเข้าบ้าน เจอนาวาเป็นคนแรก และตอบคำถามของเขาว่าเธอหลงป่า นาวาไม่ค่อยเชื่อนักแต่ก็ไม่ซักไซ้ โอบกอดเธอไว้ด้วยความเป็นห่วง จังหวะนี้เองเตชิตถือซองยาจะตามเข้ามา เขาชะงักอึ้งไปเลย ส่วนรตีที่เดินเข้ามาอีกทางก็
    ชะงักไปเหมือนกัน แล้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามาส่งเสียงกระแอมทักทั้งคู่

    "แหม สวีตกันจังเลยนะคะคุณนาวา...เธอก็เหมือนกันนะข้าวหอม เห็นเรียบร้อยๆ ใครจะคิดว่าจะมีความรักกับเขาด้วยเหมือนกัน"

    ข้าวหอมรีบผละออกจากนาวา อึกอักพยายามอธิบายด้วยความอาย

    "ไม่ใช่อย่างนั้นนะรตี"

    "เอาเถอะน่า ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่บอกใคร เชิญสวีตกันต่อไปเถอะนะ ฉันไม่รบกวนเวลาความสุขแล้ว" รตีเดินยิ้มเจ้าเล่ห์ออกไป ขณะที่เตชิตทนฟังไม่ไหวเดินออกไปด้วยความโมโห

    รตีซึ่งเห็นเตชิตแต่แรกแล้ว เธอรีบเดินตามไปทักเตชิต หวังจะผูกมิตรกับเขาเอาไว้

    "สวัสดีค่ะคุณเตชิต มีธุระกับแม่บัวเหรอคะ ไม่เข้าไปข้างในล่ะคะ"

    "ไม่ล่ะ ฉันจะกลับแล้ว"

    "ขอโทษนะคะ รตีขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ เมื่อวานข้าวหอมหายตัวไป คุณพอจะรู้ไหมคะว่าเขาหายไปไหน"

    "ฉันพาเขาไปข้างนอกเอง"

    "อย่าบอกนะคะว่าคุณปิ๊งยัยข้าวหอม ถึงได้พาตัวข้าวหอมไปข้ามวันข้ามคืนอย่างนั้น"

    เตชิตหน้าเจื่อนรู้สึกจุกกับคำถาม แต่พยายามทำเหมือนไม่มีอะไร

    "ฉันไม่จำเป็นต้องตอบเธอ"

    "ที่รตีถามก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ รตีเป็นห่วงไม่อยากให้คุณเตชิตเสียใจ เพราะว่ายัยข้าวหอมเขามีแฟนแล้ว คือคุณนาวา สองคนนี้เขารักกันมากนะคะ รตีเห็นวันๆมีแต่ขลุกอยู่ ในบ้านคุณนาวากันสองคน ไม่รู้ว่าป่านนี้คบกันไปถึงไหนแล้ว"

    เตชิตสะอึก รู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก "เธอไม่ต้องหวังดีกับฉันหรอก เพราะคนอย่างฉันไม่มีทางลดตัวไปสนใจเด็กกำพร้าอย่างพวกเธอแน่ๆ"

    รตีหน้าแตกรู้สึกเหมือนโดนด่าไปด้วย เตชิตตัดบทถามเธอว่า หมดธุระแล้วใช่ไหม เขาจะได้กลับซะที รตีพยักหน้าจ๋อยๆ

    "อ้อ...ถ้ารู้อะไรก็หัดเก็บๆไว้ซะบ้างก็ได้นะ" เตชิตสำทับหน้าตึง

    "อุ๊ย ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ปกติรตีไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว ลำพังเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว"

    "งั้นก็ดี...ฝากยาให้เพื่อนเธอด้วย เขากำลังไม่สบาย"

    รตีรับถุงยามาจากมือเตชิต แต่พอเขาขึ้นรถขับออกไป เธอกลับปาถุงยาทิ้งด้วยความโมโหที่เตชิตไม่มีท่าทีสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย...

    บัวกับไม้โล่งใจหายห่วงที่เห็นข้าวหอมกลับมาอย่างปลอดภัย รวมทั้งน้องๆทุกคนก็พากันดีใจ

    "ข้าวหอมขอโทษนะคะที่ทำให้แม่กับทุกคนเป็นห่วง... ข้าวหอมขอโทษลุงไม้ด้วยนะคะ"

    "ช่างเถอะลูก กลับมาได้ก็ดีแล้ว เอ่อ ว่าแต่ใครเป็นคนช่วยข้าวหอมออกมาเหรอ"

    "เอ่อ...คุณเตชิตค่ะ"

    "เตชิตน่ะเหรอ เป็นคนช่วยเธอ" นาวากังขา

    "ค่ะ คุณเตชิตเขารับรถผ่านมาพอดีเลยรับข้าวหอมมาส่ง"

    "แล้วนี่เขาอยู่ไหนล่ะ แม่จะได้ไปขอบคุณเขา"

    "ช่างเถอะค่ะแม่...คือว่าข้าวหอมขอบคุณเขาไปแล้ว ไม่มีอะไรแล้วข้าวหอมขอตัวก่อนนะคะ"

    "เดี๋ยวก่อนข้าวหอม ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเธอ"

    ข้าวหอมตามนาวากับเติมออกไปที่รถ เติมเข้านั่งประจำที่คนขับ ปล่อยให้นาวาได้ร่ำลาข้าวหอมตามลำพัง

    "ถึงกรุงเทพฯแล้ว ยังไงอย่าลืมส่งข่าวมาด้วยนะคะ"

    "ได้ ไปถึงแล้วฉันจะโทร.มาหานะ เธอเองก็ดูแลตัวเองดีๆละกัน อย่าให้เป็นเหมือนเมื่อวานอีกล่ะ"

    "ค่ะ"

    นาวามองหน้าข้าวหอม  รู้สึกถึงความตื้นตันอะไรบางอย่าง

    "ข้าวหอม ฉันต้องขอบใจเธอจริงๆนะ ที่ทำให้ฉันมีวันนี้ เพราะกำลังใจของเธอ ทำให้ฉันอยากต่อสู้กับชีวิตอีกครั้ง"

    "ฉันดีใจนะคะที่คุณคิดอย่างนั้น ฉันจะคอยดูความสำเร็จของคุณนะคะคุณนาวา ถ้าเราไม่ขาดการติดต่อกันไปซะก่อน ฉันคงจะแสดงความยินดีกับคุณด้วยตัวเอง"

    "พูดอะไรอย่างนั้น ฉันไม่ยอมให้เธอขาดการติดต่อฉันหรอก เอาอย่างนี้ละกัน ฉันจะโทร.มาหาเธอทุกวัน อยากรู้นักว่าเธอจะหนีฉันพ้นได้ยังไง"

    ข้าวหอมยิ้มรับเจื่อนๆ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกก็ได้

    ooooooo

    รัญญายังคงหมกมุ่นเรื่องตามหา ลูกสาวที่หายไปจนยุวรินทร์ต้องคิดหาช่องทางช่วยเหลือ โดยแนะนำให้ รัญญาเปลี่ยนตัวเอง  เลิกเป็นไฮโซเก็บตัวสักที  แล้วเปิดตัว ให้คนทั้งประเทศรู้ว่าเธอเป็นใคร และกำลังต้องการอะไร

    หลังจาก นัดแนะกับทีวีรายการหนึ่งไว้เรียบร้อยแล้ว ยุวรินทร์ก็เตรียมตัวพารัญญาออกจากบ้าน แต่พอจะไปออกรายการจริงๆ รัญญากลับมีอาการลังเลขึ้นมา

    "ฝน...เธอก็รู้ว่าเรื่องของฉันมันสร้าง ความเสื่อมเสียให้กับวงศ์ตระกูลฉันแค่ไหน"

    "โธ่ รัญ นี่มัน พ.ศ. ไหนแล้ว จะมาแคร์ทำไมกับเรื่องแค่นี้ ถ้าเธอคลอดลูกแล้วเอาไปทิ้งขยะก็ว่าไปอย่าง  แต่นี่เธอก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ"

    "แต่ฉันก็ทำให้คุณพ่อต้อง อับอาย ที่ฉันท้องกับคนใช้ในบ้าน แล้วเรื่องนี้ก็ถูกปิดมาถึง 19 ปีแล้วนะฝน"

    "ท้องกับคนใช้แล้วไง คนใช้ก็คนนะรัญ แล้วจะคนใช้หรือคนรวยก็มีหัวใจด้วยกันทั้งนั้น การที่เธอรักคนที่ต่ำต้อยกว่า มันไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนเลวนะ เชื่อฉันสิ เลิกแคร์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องซักที หรือว่าเธอไม่อยากได้ยัยหนูคืนมา"

    "อยากสิ"

    "งั้นก็ทำตามที่ ฉันแนะนำ แล้วก็ห้ามเถียงฉันอีก ถ้าขืนเธอเรื่องมากกลัวโน่นกลัวนี่ ฉันหนีเธอไปมีสามีฝรั่งด้วยเอ้า"

    "ก็ได้..."

    "ดีมาก ไปได้แล้ว" ยุวรินทร์ไม่รอช้าดึงมือรัญญาออกไปขึ้นรถ

    ooooooo

    หลัง จากข้าวหอมปลอดภัยกลับมา และทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา จึงถึงเวลาที่บัวต้องบอกทุกคนให้ไปเตรียมเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเพราะพวก เราต้องย้ายไปจากที่นี่แล้ว  มังกรได้ฟังก็ออกอาการก่อนใคร วิ่งออกมาหน้าบ้านด้วยความโมโห  รตีตกใจรีบตามมาดึงมังกรไว้ ถามว่าจะไปไหน?

    "พี่ จะไปเอาเรื่องไอ้หน้าจืดนั่นน่ะสิ เรื่องอะไร พวกเราอยู่กันดีๆ อยู่ๆจะมาไล่พวกเราไปจากที่นี่ ยังไงพี่ก็ไม่ยอมหรอก"

    "แต่คุณเตชิต เขาจำเป็นต้องทำตามคำสั่งพ่อเขานี่ จะไปโทษเขาได้ยังไง"

    "ทำไมจะโทษ ไม่ได้ ในเมื่อมันจงใจบีบให้พวกเราจนตรอก ไม่งั้นมันคงไม่ให้พวกเราย้ายไปกะทันหันแบบนี้"

    "รตีว่า...คุณเตชิต เขาไม่ใช่คนใจร้ายอย่างนั้นหรอก พี่มังกรใจเย็นๆก่อนดีกว่า"

    "ทำไมรตีต้องเข้าข้างมันด้วย ทั้งที่มันกำลังทำให้เราเดือดร้อน" มังกรมองอย่างจับผิด รตีอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง "นี่เธอสนมันใช่มั้ย บอกพี่มานะ"

    "เปล่านะ รตีจะไปสนเขาได้ไง ในเมื่อรตีมีพี่มังกรอยู่แล้ว"

    "ถ้างั้นรตีก็ต้องปล่อยให้พี่ไปเล่น งานมัน" มังกรขยับ แต่รตียังไม่ปล่อยมือ มังกรเลยขึงขังเอาเรื่อง หาว่ารตียอมรับแล้วว่าชอบไอ้หน้าจืดนั่น รตีหาทางเอาตัวรอด และไม่ต้องการให้เตชิตเจ็บตัวด้วย เลยตีหน้าเศร้าเว้าวอน

    "เปล่า รตีไม่ได้ชอบเขานะ...รตีเป็นห่วงพี่มังกรต่างหาก ถ้ารตีปล่อยให้พี่มังกรไปทำร้ายเขา พี่มังกรก็ต้องโดนตำรวจจับ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ รตีจะอยู่ยังไง"

    "นี่รตีห่วงพี่จริงๆเหรอ" มังกรเสียงอ่อนลง

    "รตีไม่ใช่แค่ห่วงนะคะ แต่รตีรักพี่มังกรมากด้วย ถ้าวันนึงพี่มังกรต้องติดคุก รตีต้องอยู่ไม่ได้แน่ๆ เชื่อรตีนะคะ อย่าไปเอาเรื่องคุณเตชิตเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของแม่บัวกับคุณเตชิตเขาคุยกันเองดีกว่า"

    รตีโผ กอดมังกร เท่านั้นเองไอ้หนุ่มมังกรก็แปลงร่างจากเสือร้ายกลายเป็นแมวเชื่องๆ

    "พี่ ไม่ไปก็ได้จ้ะ รตีไม่ต้องกลัวนะ ไม่ว่ายังไงพี่จะไม่ทิ้งรตีไปไหนเด็ดขาด"

    รตีถึงกับแอบเป่าปากโล่งอก...ส่วนไม้หลังได้รับมอบหมายหน้าที่จากบัวให้ดูแล เรื่องเก็บรวบรวมข้าวของ ปรากฏว่าเชือกไม่พอมัดของ ไม้จึงออกไปหาซื้อที่ร้านค้าในตลาด ขณะเดินผ่านร้านหนึ่ง ไม้เหลือบเข้าไปเห็นรัญญากำลังให้สัมภาษณ์ออกรายการโทรทัศน์ ไม้หยุดกึก ยืนตะลึงจังงัง

    "คนรักของดิฉันเป็นคนรับใช้ในบ้าน เขาจากฉันไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าฉันกำลังตั้งท้องลูกสาวของเขา แต่ที่แย่ไปยิ่งกว่านั้นคือฉันยังทำให้ลูกสาวต้องหายไปถึง 18 ปี จนป่านนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าแกจะเป็นตายร้ายดียังไง"

    ได้ยินสิ่งที่ รัญญาพูดชัดเจน ไม้ถึงกับช็อกไปเลย

    ooooooo

    ด้านเตชิต หลังกลั่นแกล้งทำให้ข้าวหอมเจ็บไข้ เขาไม่ได้สบายใจอย่างที่น่าจะเป็น กลับรู้สึกผิด แถมยังว้าวุ่นใจที่ไปเห็นนาวาแสดงความห่วงใยกอดข้าวหอมอย่างสนิทสนม  อีกทั้งรตียังตอกย้ำให้รู้ว่าสองคนรักกันเป็นแฟนกัน เตชิตยิ่งหงุดหงิดอิจฉานาวา ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน นาวาดูจะชนะเขาไปซะทุกอย่าง

    แต่ครั้งนี้เตชิตบอกกับตัวเองอย่างมุ่ง มั่นว่า "ฉันจะไม่ยอมให้แกได้เด็กคนนั้นไปเด็ดขาด"

    ตัดสินใจเช่นนี้ แล้ว เตชิตย้อนกลับไปที่บ้านทอฟ้าอีกครั้ง เป็นเวลาที่ทุกคนกำลังเตรียมเก็บข้าวของ ข้าวหอมทั้งเกลียดทั้งเหม็นหน้าไม่อยากจะมองเขา เธอทำท่าจะเดินหนีไปยังกลุ่มน้องๆ

    "เดี๋ยว   เธอยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น"   เตชิตสั่งเฉียบ... ข้าวหอมหันขวับมาจ้องหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ

    "ต่อไปนี้ ฉันไม่ใช่เด็กกำพร้าในอุปการะของใครอีกแล้ว เพราะฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน"

    "ผมตัดสินใจจะยกเลิกโปรเจกต์ บ้านทอฟ้ารีสอร์ต แต่มีข้อแม้ว่าข้าวหอมต้องหมั้นกับผม"

    ข้าวหอม กำลังจะก้าวขาออกไปมีอันต้องชะงักงัน เช่นเดียวคนอื่นๆก็ตะลึงไปตามกัน คิดไม่ถึงว่าเตชิตจะยื่นข้อเสนอแบบนี้

    "คุณเตชิต...ว่าอะไรนะคะ" บัวถามย้ำ

    "ผมบอกว่า ทุกคนจะไม่ต้องย้ายออกไปจากที่นี่ ถ้าหากข้าวหอมมาเป็นคู่หมั้นของผม"

    "คู่หมั้น? นี่ข้าวหอมตกลงกับคุณเตชิตไว้เหรอ" บัวหันมาทางข้าวหอม

    ข้าวหอมงง เป็นไก่ตาแตก ปฏิเสธทันควัน "เปล่านะคะ ข้าวหอมไม่รู้เรื่อง คุณพูดเรื่องอะไรของคุณ"

    "เธอเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าจะยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ฉันให้เวลาพวกเธอมากกว่านี้ แต่นี่ฉันให้มากกว่าที่เธอขอซะอีก ทุกคนจะไม่ต้องย้ายออกไปเลย ถ้าหากว่าเธอยอมรับข้อเสนอของฉัน"

    "แต่ ว่า...ฉัน ฉัน..." ข้าวหอมอึกอัก พูดไม่ถูก

    "ฉันว่ามันต้องมีการ เข้าใจผิดอะไรกันแน่ค่ะคุณเตชิต ข้าวหอมน่ะยัง..." บัวยังพูดไม่ทันจบ รตีที่เก็บความอิจฉาไม่มิดก็แหวขึ้นมา

    "ใช่ค่ะ ต้องเข้าใจผิดกันแน่ๆ ข้าวหอม เธอไปหลอกอะไรคุณเตชิต เขาถึงได้มาขอหมั้นเธอแบบนี้...ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อเลยนะ หรือว่าเธอมีอะไรกับเขาแล้วใช่มั้ย ใช่มั้ย เขาถึงได้มาขอหมั้นเธอ"

    "รตี พูดอะไรน่ะ" บัวปรามเสียงเขียว แต่รตีไม่หยุด ทั้งด่าทั้งเขย่าตัวข้าวหอมอย่างขาดสติ ขนาดเตชิตตวาดห้ามก็ไม่ฟัง กลับยิ่งเดือดดาลโกรธข้าวหอม หาว่าเป็นต้นเหตุให้เตชิตเกลียดตน สุดท้ายบัวเลยต้องเลือกที่จะตบหน้ารตีไปทีเพื่อเรียกสติ รตีถึงกับอึ้ง หน้าชา

    "มีสติรึยัง...ทีนี้ก็ออกไปได้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของเด็ก"

    "แม่..." รตีน้ำตาร่วง

    "ฉันบอกให้ออกไป"

    รตี ร้องไห้โฮวิ่งพรวดออกไป บัวหันมาทางข้าวหอม สั่งให้ไปรอแม่ที่ห้อง แม่มีเรื่องจะต้องพูดกับคุณเตชิต...

    เมื่ออยู่กันตามลำพังในห้อง ทำงาน เตชิตย้ำกับบัวอีกครั้งว่า

    "ที่ผมพูดไป ถ้าคุณบัวไม่เชื่อ จะให้มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรก็ยังได้"

    "ทีแรกฉันก็ประหลาดใจ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ไม่ว่าใครก็ต้องการแสงสว่างในชีวิตทั้งนั้น ข้าวหอมเขามีในสิ่งที่คุณไม่มี คุณก็เลยต้องการตัวเขา"

    "คุณคงจะ เลี้ยงเด็กกำพร้ามากไปแล้ว ชีวิตจริงมันไม่เลี่ยนแบบในหนังในละครหรอก ผมก็แค่สนใจข้าวหอมเป็นพิเศษ ถ้าหากเขายอมตกลง ผมรับรองได้ว่านอกจากทุกคนที่นี่จะได้ประโยชน์ไม่ต้องย้ายออกไปให้ลำบาก ข้าวหอมเองก็จะได้หลายสิ่งหลายอย่าง ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้"

    "แต่ ข้าวหอมก็จะไม่มีความสุข"

    "ถ้าอำนาจกับเงินทำให้คนมีความสุขไม่ได้ คุณจะบอกผมว่าไอ้คำเลี่ยนๆอย่างเช่นความรักล่ะสิที่จะทำให้ข้าวหอมมีความ สุข"

    "ถึงปากคุณจะดูถูก แต่ใจคุณเองก็โหยหา ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่สนใจข้าวหอมหรอก เพราะข้าวหอมเขาเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยความรัก รอบๆตัวเขาจะเต็มไปด้วยความรักเสมอ คุณต้องการความรัก คุณถึงได้ต้องการข้าวหอม แต่วิธีการที่คุณทำ จะทำให้คุณไม่มีวันได้มันเลย"

    เตชิตอึ้งตัวชาที่โดนบัวย้อนอย่างถึงไส้

    "คุณเตชิต ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ปกครองของข้าวหอม ฉันมีอำนาจตัดสินใจ ฉันขอปฏิเสธข้อเสนอของคุณ และขอเชิญให้คุณกลับไปได้"

    "ถึงคุณจะเป็น ผู้ปกครองของข้าวหอม แต่คุณก็ไม่ใช่ ข้าวหอม ข้อเสนอของผมน่าพิจารณารึเปล่า เรามารอดูกันดีกว่า" เตชิตยิ้มทระนงก่อนเดินไหล่ตึงออกไปอย่างไม่ยอมแพ้

    บัว หนักใจ...จากนั้นตามไปปลอบข้าวหอมที่ห้องนอน

    "แม่ปฏิเสธเขาไปแล้ว ข้าวหอมก็ไม่ต้องเก็บเรื่องนั้นมาคิดอีกนะ รู้มั้ย"

    "แม่บัวคะ แต่ข้าวหอมไม่เคยตกลงเรื่องหมั้นกับคุณเตชิตมาก่อนเลยจริงๆนะคะ"

    "แม่รู้จ้ะ แม่รู้ว่าข้าวหอมของแม่เป็นคนยังไง...เชื่อแม่นะข้าวหอม อย่าเก็บเรื่องนี้ไว้ให้รกใจเราอีก ไม่มีใครที่นี่จะยอมส่งข้าวหอมไปอยู่กับคนที่เขาดูถูกหนูแบบนั้น หนูต้องไม่คิดมากอีกนะลูก"

    บัวปลอบข้าวหอมให้หายทุกข์ใจ สองคนกอดกันอย่างอบอุ่น   แต่ทว่าแววตาข้าวหอมยังกังวล...หลังจากแม่บัวออกไปแล้ว ข้าวหอมนั่งนิ่งอยู่อีกพัก ก่อนจะลุกออกจากห้อง แล้วต้องเผชิญหน้ากับรตีที่จู่โจมมาอย่างไม่เป็นมิตร

    "คิดสินสอดทอง หมั้นไว้รึยังล่ะ เธอคงดีใจมากสินะ ไม่ต้องทนเป็นเด็กกำพร้าจนๆอีกต่อไปแล้ว"

    "ฉันยังเป็นเด็กกำพร้าจนๆ อยู่ แต่ฉันก็ภูมิใจที่ไม่ได้ ขายศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างที่คนบางคนเข้าใจ"

    "ไม่ต้องมาพูดดี เข้าไปคุยกับแม่บัวตั้งนาน นี่ตกลงกันไปถึงไหนแล้วล่ะ วันหมั้น วันแต่ง"

    "พูดอะไรของเธอน่ะรตี ฉันไม่มีวันหมั้นกับคนแบบนั้น อย่าว่าแต่จะแต่งงานกันเลย"

    "โกหก คุณเตชิตเขามีพร้อมทุกอย่าง เรื่องอะไรเธอถึงจะปฏิเสธเขา ไปหลอกคนอื่นเถอะ"

    "เพราะถ้าเป็นเธอจะ ไม่ปฏิเสธใช่ไหมล่ะ...ที่มาหาเรื่องฉัน ก็เพราะเธอสนใจเขาใช่ไหม ไม่นึกเลย เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน แต่เธอพูดเหมือนไม่รู้จักฉัน ฉันขอบอกเธอไว้ตรงนี้เลยนะรตี ฉันไม่เคยสนใจคนอย่างนายเตชิต ผู้ชายใจร้ายคนนั้นคือคนที่ฉันเกลียด และถ้าเธอไม่มองเขาที่ภายนอก เธอก็จะรู้ว่าฉันไม่ได้โกหกเธอ" พูดจบข้าวหอมเดินจากไปทันที ทิ้งรตียืนฮึดฮัด คำรามอย่างไม่เชื่อ

    "ให้มันจริงเถอะ ฉันจะรอดู"

    ooooooo

    เย็น นั้น  นาวาถึงโรงพยาบาลที่พ่อภูผารักษาตัว...สองพ่อลูกกอดกันด้วยความดีใจ แต่แล้วนาวากลับต่อว่าพ่อที่ไม่ยอมบอกเรื่องป่วย คงไม่อยากให้ตนมาเยี่ยม

    "แกก็รู้ว่าพ่อไม่อยากบอกแกเพราะอะไร พ่อเห็นว่าแกมีเรื่องทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว อย่าโกรธพ่อเลยนะที่ต้องปิดบังเรื่องป่วยเอาไว้"

    "ผมไม่ยกโทษให้ นอกจากพ่อจะรับปากมาก่อนว่าต่อไปนี้จะไม่ปิดบังเรื่องสำคัญๆอย่างนี้อีก"

    "ได้...พ่อ รับปาก"

    นาวายิ้มออก กราบลงที่ไหล่พ่อ "ผมก็ต้องขอโทษพ่อเหมือนกัน ที่ผ่านมาเพราะผมทำตัวอ่อนแอ เลยทำให้พ่อต้องเป็นห่วง ตอนที่รู้ว่าพ่อไม่สบาย ผมห่วงพ่อมาก ถึงได้ เข้าใจ ว่าพ่อจะห่วงผมมากแค่ไหน ผมขอโทษนะครับพ่อ"

    "ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร"

    จากนั้นลูกให้พ่อนอนพักผ่อน ส่วนพ่อก็บอกให้ลูกกลับไปพักที่บ้าน ที่นี่ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แต่นาวายังไม่ขยับ เอ่ยปากกับพ่ออีกว่า ตนมีอีกเรื่องที่อยากให้พ่อช่วย ตนอยากเข้ารับการผ่าตัดขา...ภูผาสีหน้าดีใจเหลือล้น

    "ผมอยากหาย อย่างน้อยก็อยากทำอะไรได้มากกว่านี้ ไม่ใช่มัวแต่นั่งเสียใจกับอดีต"

    "ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเป็นนาวาคนเดิม พ่อจะหาหมอที่เก่งที่สุดมาดูแลการผ่าตัด เราจะช่วยกันทำให้ลูกกลับมาเดินได้อีกครั้ง"

    "ขอบคุณมากครับพ่อ"

    "พ่อดีใจที่สุดเลยนาวา นี่คงต้องโทร.ไปขอบคุณคุณบัวแล้ว เขาคงดูแลแกอย่างดี ถึงเปลี่ยนใจแกได้"

    "คุณบัวดูแลผมอย่างดี แต่คนที่เปลี่ยนใจผมเป็นเด็กผู้หญิงคนนึงน่ะครับ เอาไว้วันหลังผมจะเล่าให้พ่อฟังนะครับ พ่อเหนื่อยมามากแล้ว พักผ่อนก่อนดีกว่า"

    ภูผามองลูกชายอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ซักไซ้อะไรในตอนนี้

    ooooooo

    ข้าวหอมทุกข์ใจจนนอนไม่ หลับ...ลุงไม้ของข้าว-หอมก็เช่นกัน เขาคิดถึงแต่คำพูดของรัญญาที่ได้รู้เห็นโดยบังเอิญในโทรทัศน์เมื่อตอนกลาง วัน...เมื่อสองคนออกจากห้องเดินมาเจอกัน จึงลงนั่งพูดคุยประสาคนคุ้นเคย

    "ลุงคะ ถ้าหากว่ามีคนบางคนเขากดดันเราให้ยอมทำอะไรบางอย่าง ที่เราไม่อยากทำมากๆ แต่ถ้าเรายอมเขา เราจะช่วยทุกๆคนได้ ถ้าเป็นลุง ลุงจะทำยังไง"

    "ต้องทำสิ่งที่ฝืนใจเหรอ...เป็นคำถามที่ตอบยากนะ แต่ลุงคิดว่าข้าวหอมไม่ควรจะยอม ที่ลุงกล้าพูดแบบนี้เพราะรู้ว่า ถ้าสิ่งที่เขาให้ข้าวหอมทำมันเป็นสิ่งที่ดี คนอย่างข้าวหอมจะไม่ลังเลเลย...ข้าวหอม ลุงมั่นใจในตัวหนู ถ้าคนอย่างหนูไม่อยากทำ แปลว่าสิ่งนั้นมันต้องไม่ดีจริงๆ"

    "แต่ถ้าข้าวหอมยอม มันก็จะช่วยทุกๆคนได้นะคะ"

    "ทุกคนน่ะ คงไม่ดีใจหรอก ถ้าข้าวหอมต้องไปทำสิ่งที่ฝืนใจตัวเอง"

    "ลุงพูดเหมือนแม่บัวเลย"

    "ก็ลุงรักและหวังดีต่อข้าวหอมเหมือนแม่บัวไงล่ะ ลุงเชื่อว่าคนดีๆอย่างหนูพระจะคุ้มครอง ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องหวั่นไหวกับอะไรทั้งนั้น"

    "ได้คุยกับลุงทีไร ข้าวหอมก็มีกำลังใจขึ้นทุกที ขอบคุณนะคะลุงไม้"

    "ถ้าสบายใจขึ้นแล้ว งั้นก็ไปเข้านอนซะนะ นอนดึกเดี๋ยวจะไม่สวย"

    ลุงไม้เดินมาส่งข้าวหอม ถึงห้องพัก แล้วเกือบจะได้เห็นสร้อยของข้าวหอมที่เพิ่งได้จากบัวเมื่อวันเกิดที่ผ่านมา ถ้าลุงไม้ไม่เกรงใจข้าวหอมจนเกินไป...

    พอข้าวหอมจะเข้านอน เห็นรตีเมามายกลับมา รตีกลุ้มใจเรื่องที่จะต้องย้ายออกจากบ้านทอฟ้านั่นเอง ยิ่งทำให้ ข้าวหอมสลดใจ เห็นใจรตีและทุกคนเหลือเกิน...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "ฟิล์ม" โชว์จูจุ๊บ "บี" สวีตหวาน ไม่แคร์สื่อ ใน "ฉันชื่อบุษบา EP.3"
    8 ส.ค. 2563

    01:01 น.