ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักไม่มีวันตาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

สิงห์ซิ่งมอเตอร์ไซค์ผ่านร้านข้าวหมูแดง เหลือบไปเห็นรถสปอร์ตหรูจอดอยู่ เมื่อกราดสายตาเข้าไปในร้าน เห็นปลายฉัตรนั่งกินข้าวอยู่กับไตรภูมิ จึงเบรกอย่างกะทันหัน   อโนที่ซ้อนท้ายมาร้องลั่น   เขาสั่งให้น้องสาวรออยู่ที่รถ ส่วนตัวเองดิ่งเข้าร้านไป

ไตรภูมิที่นั่งอยู่ในร้านกำลังถามปลายฉัตร เรื่องงานวันประมูล ด้วยเกรงว่าจะมีคนล่วงรู้ว่าปลายฉัตรเป็นตัวแทนของใคร

"ไม่มี...คุณถามทำไม" ปลายฉัตรเงยหน้าขึ้น ไตรภูมิมองเม็ดข้าวที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากของปลายฉัตร จึงค่อยๆเอื้อมมือเช็ดปากให้อย่างอ่อนโยน ขณะฝ่ามือเย็นเฉียบสัมผัสที่ริมฝีปาก ปลายฉัตรหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที

"ถ้ามีคนสนใจเธอ...แสดงว่าเธอกำลังอยู่ในอันตราย" ไตรภูมิตอบคำ

"อ๋อ...เหรอ...งั้นก็...แสดงว่ามันปลอดภัยดี"

ทันใดนั้น สิงห์ลากเก้าอี้มานั่งลง "กินด้วยคนดิ"

สิงห์ทักแล้วมองหน้าไตรภูมิอย่างกวนๆ ไตรภูมิปรายตามองตอบอย่างถือตัว ทำให้คนกลางอย่างปลายฉัตรอึดอัดใจ เธอถามสิงห์ว่ามาได้ไง แต่สิงห์ถามกลับอีก

"เอ่อ...ก็ขับรถเข้ามาสิ  แล้วแกจะถามทำไมเนี่ย" ปลายฉัตรตอบแทน

"อยากรู้ก็ถาม ว่าแต่คุณคิดอะไรกับปลายหรือเปล่า" สิงห์หันมาทางไตรภูมิ ปลายฉัตรผงะรีบโวยขึ้นด้วยความเขิน แต่สิงห์ไม่สน "ก็เราเห็นเขาชอบมาวุ่นวายกับปลาย ตามมาที่บ้านตั้งสองครั้ง ถ้าเป็นแค่เจ้านาย ไม่ทำแบบนี้หรอก" ปลายฉัตรสะอึก...พูดไม่ออก

"เชิญเธอสองคนคุยกันตามสบาย...ฉันกลับก่อน" ไตรภูมิลุกขึ้น มองหน้าปลายฉัตรและพูดทิ้งท้าย

"พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่โรงแรม" สิงห์ตะลึง ไตรภูมิอมยิ้มกวนๆ แล้วเดินออกไปที่รถ

"ทำไมปลายต้องไปเจอมันที่โรงแรม" สิงห์หันมาถาม

ปลายฉัตรกลอกตา พลางคิดว่างานเข้าอีกแล้ว

ทางด้านอโน เธอยืนเซ็งรอพี่ชายอยู่ที่รถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเห็นไตรภูมิเดินมาที่รถก็รีบเข้าไปแนะนำตัว

"สวัสดีค่ะ...ฉันชื่อ "อโน" นะคะ...อโนทำงานอยู่ที่ไฮโซแมกกาซีน นี่ค่ะนามบัตร อโนตามหาคุณไตรภูมิมาตั้งนานแล้วนะคะเนี่ย ตั้งแต่เห็นรูปครั้งแรกก็ตกหลุมรัก เอ๊ย คือ...แบบว่า...สนใจน่ะค่ะ สนใจจะทำสัมภาษณ์แล้วก็ขอถ่ายรูปลงหนังสือไม่ทราบว่าคุณไตรภูมิจะสะดวกไหมคะ"

"ไม่สะดวก" ไตรภูมิตอบนิ่งๆแล้วเปิดประตูรถขึ้นไป

"เดี๋ยวก่อนสิคะ...คุณลองคิดดูก่อนก็ได้นะคะ..." อโนตื๊อไม่เลิก

ไตรภูมิขณะสตาร์ตรถ ได้ยินเสียงอโนแว่วมา "ถ้าเปลี่ยนใจยังไง บอกทางพี่ปลายมาก็ได้ค่ะ คือ ฉันรู้จักกับพี่ปลาย...ฉันเป็นน้องสาวของพี่สิงห์เพื่อนพี่ปลายค่ะ"

ไตรภูมิได้ยินคำว่าเพื่อน ก็ยิ้มนิดๆอย่างมีเลศนัย ก่อนจะออกรถไป

ooooooo

อโนกับสิงห์รุมถามปลายฉัตรถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ปลายฉัตรยืนยันว่า เธอกับไตรภูมิไม่มีอะไรกัน เธอแค่ ทำงานให้เขาเท่านั้น แต่สิงห์ไม่เชื่อ อโนรีบตัดบทถามเข้าประเด็น

"เอาน่า...จะมีหรือไม่มี ก็ช่างมันก่อน ตอนนี้ฉันอยากรู้ เรื่องที่สำคัญกว่านั้น...ฉันอยากรู้ว่า...เมื่อกลางวันพี่ปลายไปงานประมูลของเก่ามาหรือเปล่า แล้วตอนฉันเรียกพี่...ทำไมต้องเดินหนีด้วย...หรือว่าพอแต่งตัวไฮโซแล้วหยิ่ง ทำเป็นจำกันไม่ได้"

ปลายฉัตรสะอึกนึกถึงคำเตือนของอินทร์ที่ห้ามเธอบอกคนอื่นเด็ดขาดว่าทำงานให้ไตรภูมิ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ปลายฉัตรจึงต้องโกหก แต่ไม่รอด

"แกจะไม่ไปได้ยังไง ก็เมื่อกลางวันคุณชาญเขาโทร.มาบอกข้าว่าเอ็งไป" ลุงฉิ่งกับมหาเดนเข้ามา

"ตกลงมันยังไงกันแน่ปลาย...แค่เรื่องไป หรือไม่ไป ทำไมต้องโกหกด้วย" สิงห์ไม่เข้าใจ ปลายฉัตรคิดหาทางเอาตัวรอด แต่อโนเหลือบเห็นชุดในถุงที่ปลายฉัตรถือก็รีบยืนยัน

"ชุดนี้แหละที่ฉันเห็นพี่ปลายใส่เมื่อตอนกลางวัน ฉันจำได้" ปลายฉัตรหน้าเสีย...ลุงฉิ่งพูดขึ้นเสียงขรึม

"ถ้าเอ็งยังเป็นหลานข้า...มีอะไรปิดบังอยู่...เล่ามาให้หมด"

ปลายฉัตรนิ่งคิดแล้วอธิบายว่า เธอไม่มีอะไรจะเล่า เพราะต้องการเก็บเรื่องงานของเธอไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ทุกคนรู้แค่ว่า เธอทำงานให้ไตรภูมิแค่นั้นก็พอ ลุงฉิ่งชักฉุนจะเอาเรื่องหลานสาว แม่เฉิดเลยปราม

"ฉันบอกไม่ได้จริงๆว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ และฉันอยากขอร้องทุกคน อย่าบอกคนอื่นว่าฉันกำลังทำงานให้คุณไตรภูมิ"

"ทำไมมันต้องลึกลับขนาดนั้น" สิงห์ยิ่งสงสัย

"ฉันไม่รู้...ฉันรู้แค่ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ" ปลายฉัตรยืนยัน ลุงฉิ่งส่ายหน้าไม่เห็นด้วย สิงห์ยิ่งเป็นห่วงมากขึ้น เฉิดฟังแล้วนิ่งคิด

"ฉันรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง...ฉันจะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด" ปลายฉัตรพูดจบก็หยิบชุดและถุงใส่ของ หันหลังเดินเข้าบ้าน ลุงฉิ่งส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ อโนมองตามปลายฉัตรแล้วเริ่มเอะใจ

เมื่ออยู่กันตามลำพังกับพี่ชาย อโนกล่อมให้สิงห์ยอมร่วมมือด้วย

"ถ้าตอนนั้น...พี่ช่วยฉันสืบประวัติคุณไตรภูมิ เพื่อที่จะหาทางใกล้ชิด ตอนนี้ผู้หญิงที่เขาสนใจ อาจจะเป็นฉันไม่ใช่พี่ปลาย แต่พี่ไม่เชื่อฉัน พี่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้...พี่มีคู่แข่งแล้ว ทั้งหล่อ ทั้งรวย ตำรวจจนๆอย่างพี่ จะเอาอะไรไปสู้"

"จริงใจไง"

"ความจริงใจ มันกินไม่ได้หรอก ทางที่ดี...พี่อย่าปล่อย ให้เขาสองคนอยู่ใกล้กันมากไปกว่านี้ หรือถ้าจะให้ดีที่สุดก็ต้องช่วยให้ฉันได้ใกล้ชิดคุณไตรภูมิ แล้วฉันจะเป็นคนดึงเขาออกมาจากพี่ปลายเอง พี่ก็ลองเลือกดูแล้วกันว่า จะใช้วิธีไหน แล้วก็รีบๆทำด้วย ก่อนที่มันจะสายเกินไป เพราะคู่แข่งพี่คนนี้... ไม่ใช่คนธรรมดา"

คู่แข่งของสิงห์นั้น ขณะนี้กำลังยืนเล็มใบบอนไซอายุหลายร้อยปีอยู่กลางสวนหินอย่างใจเย็น  เห็นอินทร์ยืนอยู่ด้านหลัง ถัดไปเป็นกรและกัณฑ์ แล้วอินทร์ก็เอ่ยถามผู้เป็นนายถึงเรื่องปลายฉัตร เพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้เจ้านายต้องมีปัญหายุ่งยากใจ

"เรารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ขอบใจที่เป็นห่วง...แต่เรารู้...ว่าเราไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามันเริ่มมากเกินไป...เราจะหยุดทันที" ไตรภูมิตอบ กรและกัณฑ์ก้มหน้ายอมรับการตัดสินใจ แต่ อินทร์มองไตรภูมิ และตอบกลับอย่างสุขุม

"ถ้านายท่าน...มั่นใจว่าหยุดได้...พวกผมก็สบายใจ..." ไตรภูมินิ่งไม่ตอบ ทั้งที่ในใจแอบหวั่นๆ

ooooooo

ปลายฉัตรเตรียมตัวจะเข้านอน เธอเหลือบไปเห็นถุงเสื้อวางอยู่ จึงรีบหยิบขึ้นมา ทำให้กล่องเครื่องเพชรและซองเงินหล่นลงพื้น เธอนึกได้ว่าไตรภูมิคงแอบเอามาใส่ในถุง ตอนที่พาเธอมาส่งบ้านนั้นเอง

"ช่างวางแผนเหมือนกันนะเนี่ย" ปลายฉัตรยิ้มนิดๆอย่างมีความสุข

เมื่อเห็นแม่เฉิดเดินเข้ามา ปลายฉัตรแกล้งทำเป็นหลับ แต่แม่เฉิดรู้ทัน

"ตั้งแต่เล็กจนโต...ปลายจะทำอะไรแม่ไม่เคยว่า ครั้งนี้ ก็เหมือนกัน...ไม่ว่าปลายจะกำลังทำอะไรอยู่...ขอแค่ไม่ผิดกฎหมายและไม่ทำให้ตัวเองต้องเสียใจ...เท่านั้นก็พอ"

คำพูดของเฉิดทำให้ปลายฉัตรได้คิด เธอลุกขึ้นมาหาแม่

"เรื่องนั้น...แม่ไม่ต้องห่วง งานที่ปลายทำไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายแน่นอน...และปลายมั่นใจว่างานนี้จะไม่ทำให้ปลายต้องเสียใจ..."

"งานไม่ทำให้ปลายต้องเสียใจ แล้วผู้ชายที่ชื่อ ไตรภูมิ ล่ะ...เขาจะทำหรือเปล่า"

แม่เฉิดถามโดนใจ ปลายฉัตรถึงกับสะอึก เวลาเดียวกันนั้นเอง ไตรภูมินอนอยู่บนเตียง ร่างกายเหมือนหลับ แต่จิตไม่หลับ ดวงตากลอกไปมาอยู่ใต้เปลือกตา เลือดสูบฉีดแรง คำสั่งเสียของพระเวทในวันสุดท้ายของชีวิตดังเข้ามา แล้วภาพตอนที่พระเวทกระชากร่างไตรภูมิเข้ามาใกล้ และฝังคมเขี้ยวลงที่ท้ายทอยก็ผุดพรายขึ้นมา ไตรภูมิส่งเสียงร้อง ผวาตื่น อินทร์ยืนอยู่ข้างเตียง พร้อมกับถาดแก้วเจียระไนใส่เลือดสีแดงเข้ม

ไตรภูมิพยายามตั้งสติ ก่อนจะหยิบแก้วเลือดมาดื่ม ใบหน้าขาวซีด เริ่มมีเลือดแดงสูบฉีด

"ฉันพร้อมเดินทางแล้ว เตรียมตัวไปรับของได้เลย" ไตรภูมิสั่งการ

ooooooo

รามขึ้นจากสระน้ำ มายารีบคลี่ผ้าเช็ดตัวออก โอบคลุมตัวรามอย่างนุ่มนวล

"เมื่อเช้าคีรีกับพาลีบอกว่า นายท่านสั่งให้ไปทำภารกิจสำคัญ...นายท่านสั่งให้พวกมันไปทำอะไรเหรอคะ"

มายาเอ่ยถาม รามปรายตามองอย่างเย็นชา ทำให้มายาชะงัก หัวใจเต้นระส่ำด้วยความน้อยใจ

"ก็นายท่านให้ฉันเป็นคนดูแลพวกมัน ถ้านายท่านจะสั่งให้มันไปทำอะไร ฉันก็ต้องรับรู้ด้วย"

"นับจากวันนี้...มันไม่ใช่หน้าที่ของเธออีกต่อไป เพราะเธอ...ฉันถึงกำจัดไอ้ไตรภูมิไม่ได้สักที หมดเวลาเล่นวิ่งไล่จับแบบเด็กๆแล้ว ฉันจะลงมือจัดการมันด้วยตัวเอง" รามเสียงเครียด มายาอ้าปากจะต่อรอง แต่รามตวาดใส่ "พูดครั้งเดียวให้มันรู้เรื่อง ฉันไม่ชอบพูดซ้ำ เธอก็รู้ว่าฉันเป็นคนขี้เบื่อ"

รามพูดจบโยนผ้าเช็ดตัวไว้ที่ริมสระน้ำ แล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างไม่ไยดี มายาสะอึก...น้ำตาตกใน

เธอไม่รู้หรอกว่า พาลีกับคีรีซุ่มดูอยู่ด้านหลังบริษัทประมูล เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ลำเลียงของที่ปลายฉัตรประมูลได้ขึ้นรถ แล้วเคลื่อนออกไป ทั้งสองจึงซิ่งมอเตอร์ไซค์ตาม

ส่วนสิงห์ก็ซิ่งมอเตอร์ไซค์ตามปลายฉัตรอยู่เช่นกัน แต่เมื่อมาถึงซอยที่เป็นเส้นทางลัดข้างโรงแรมก็มีรถกระบะโผล่พรวดออกมาตัดหน้า รถของพาลีกับคีรีเบรกไม่ทันถูกชนล้มกลิ้งระเนระนาดเสียงสนั่นหวั่นไหว สิงห์ที่ตามมาห่างๆ ตกใจชะลอความเร็ว แล้วมองผ่านกระจกหลัง เห็นรถกระบะรีบซิ่งหนีไป คีรีกับพาลีกระเด็นกระดอนไปกันคนละทิศ ทั้งสองคนมีเลือดไหลออกมาใต้หมวกกันน็อก รถล้มดับสนิทอยู่ไม่ไกล เพียงครู่เดียว พาลีกับคีรีที่นอนนิ่งก็เริ่มขยับมือนิดๆ สิงห์มองผ่านกระจก...แล้วก็เริ่มลังเลว่าจะไปช่วย หรือตามปลายฉัตรต่อไปดี

สิงห์คิดแล้วก็มองกระจกอีกทีเขาเห็น พาลีกับคีรี ค่อยๆ ลุกขึ้น...เลือดที่ไหลอยู่ค่อยๆหายไป กระดูกแขนที่หักอยู่ใต้เสื้อหนังพาลีก็ขยับจนเข้าที่ คีรีสะบัดหัวไหล่เข้าที่

"เฮ้ย" สิงห์ตกตะลึงกับภาพที่เห็นผ่านกระจกรถ คีรีและพาลี ขยับแขน ขยับขา ขยับคอ ขยับให้ทุกอย่างเข้าที่และเดินมาที่รถที่จอดล้มอยู่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วทั้งสองก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขับตามรถขนของไปอย่างรวดเร็ว

"เฮ้ย มันเป็นไปได้ยังไงวะ" สิงห์ตกใจจอดรถ แล้วหันไปมองที่เกิดเหตุอีกที...ด้วยความสงสัย

ooooooo

ปลายฉัตรวิ่งเข้ามาในโรงแรมกำลังจะไปขึ้นลิฟต์กรโผล่เข้ามาอย่างเงียบกริบแล้วบอกอย่างสุภาพว่า

"นายท่านให้ผมมารอรับคุณ และให้คุณพารถขนของไปด้านหลัง" ปลายฉัตรรีบตามกรไป

รถขนของแล่นเข้ามาจอด ปลายฉัตรรีบกระโดดขึ้นรถ และพารถแล่นไปด้านหลัง กรยืนหลบอยู่ด้านใน ยืนมองตามจนแน่ใจว่ารถอ้อมไปแล้ว เขารีบเดินตามไปด้านหลัง เมื่อรถขนของแล่นกลับไปด้านหลังตึก มอเตอร์ไซค์ของคีรีกับพาลีก็พุ่งเข้ามาจอด ทั้งสองมองหารถขนของ

เมื่อปลายฉัตรเซ็นรับของเรียบร้อยแล้ว ไตรภูมิกับลูกน้องพากันเดินออกจากห้องไป กัณฑ์เปิดประตูออกไปมองซ้ายมองขวาก่อน หันมาพยักหน้าบอกกรให้รู้ว่าปลอดภัย ทั้งสองคนทยอยขนของออกไปอย่างระมัดระวัง ปลายฉัตรจะเข้าช่วย แต่ไตรภูมิสั่งให้เธอกลับบ้าน พรุ่งนี้ค่อยไปจัดของ แต่ปลายฉัตรยังลังเล

"รีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แล้วก็...ระวังตัวด้วย" ไตรภูมิมองปลายฉัตร แววตาอ่อนโยน แสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างเต็มที่ ปลายฉัตรอึ้งไปชั่วขณะ ไตรภูมิเดินออกจากห้องไป กรปิดท้าย ปลายฉัตรเพิ่งรู้สึกตัว ตื่นจากภวังค์มองไปรอบห้องอันว่างเปล่า

"อ้าว...ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วยเนี่ย" ปลายฉัตรรู้สึกค้างคาใจแปลกๆ

ไม่ไกลกันนัก สิงห์นั่งลงข้างๆคราบน้ำมันบนพื้นถนน บริเวณที่คีรีและพาลีประสบอุบัติเหตุ ทันใดนั้นเสียงแตรรถก็ดังขึ้น สิงห์หันเห็นรถกำลังแล่นมาค่อนข้างเร็ว เขารีบกระโดดหลบแล้วหันมาดูหน้าคนขับด้วยความหมั่นไส้ และพบว่าเป็นกัณฑ์ โดยมีกรนั่งอยู่ข้างๆด้วย ส่วนผู้ชายที่นั่งเบาะหลังคือไตรภูมิ

"นายไตรภูมิรู้จักกับสองคนนี้ได้ยังไง หรือว่ามันเป็นพวกเดียวกัน" สิงห์ขมวดคิ้วครุ่นคิด

ครั้นเดินผ่านหน้าโรงแรม เขาก็เห็นปลายฉัตรรอรถแท็กซี่อยู่ จึงตะโกนเรียก แต่ปลายฉัตรก้มหน้ารีบเดินหนีเข้าโรงแรมเพื่อหาทางหนี เป็นจังหวะเดียวกับพาลีเดินโผล่ออกมาจากมุมหนึ่งของโรงแรม และคีรีเดินมาจากอีกมุมหนึ่ง ทั้งสองกวาดสายตาสำรวจอย่างถี่ถ้วน แต่ไม่พบร่องรอยพวกไตรภูมิจึงชวนกันกลับ
สิงห์รีบวิ่งพรวดเข้ามาตะโกนเรียกปลายฉัตร ทำให้พาลีกับคีรีสะดุดนิดๆปรายตามองตามสิงห์ที่วิ่งผ่านหน้าไป

"ปลายหนีเราทำไม" สิงห์วิ่งมาคว้าแขนปลายฉัตรไว้

"แล้วแก...สะกดรอยตามฉันมาทำไม" ปลายฉัตรสวน

"ปลายกับไอ้ไตรภูมิมาทำอะไรกันที่โรงแรม"

"สิงห์...เรามาทำงาน และงานของเรากับคุณไตรภูมิมันก็เป็นความลับ เราบอกไม่ได้จริงๆ อย่าถามอีกเลย...และที่สำคัญเพื่อนไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของเพื่อนหรอกนะ" ปลายฉัตรพูดเน้นๆแล้วหันหน้าหนีเดินออกไป

สิงห์ยืนจ๋อย พาลีกับคีรีที่แอบฟังอยู่ มองหน้ากัน แล้ว ก็รีบเดินออกไป เตรียมรายงานเจ้านาย ขณะที่สิงห์เดินเซ็งออกมาที่รถ เขาเห็นพาลีกับคีรีกำลังจะใส่หมวกกันน็อกก็เขม่นตามอง สองคนใส่หมวกแล้วพุ่งรถออกไปอย่างรวดเร็ว สิงห์จะตาม แต่ก็ช้าเกินไป จึงทำได้เพียงยืนพึมพำอยู่คนเดียว ปล่อยให้สองสมุนคีรีและพาลีมารายงานเจ้านาย

"ไอ้ไตรภูมิมันใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือจริงๆด้วย...มันกลัวพวกเราขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย" รามยิ้มเหยียดที่มุมปาก

"นายท่านจะให้พวกเราตามหาผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า ครับ" พาลีรีบถาม

"ไม่ต้อง ฉันจัดการเอง...ฉันรู้ว่าจะตามหาผู้หญิงคนนี้ ที่ไหน คืนนี้แกสองคนเตรียมของให้ฉันด้วย ฉันจะฉลองให้กับข่าวดีสักหน่อย" รามยิ้มร้าย พาลีกับคีรีเดินรับคำแล้วออกไป

"ไอ้ไตรภูมิ...หมดเวลาหลบอยู่หลังผู้หญิงแล้ว...แกกับฉันเจอกันแน่" รามรำพึงด้วยความพอใจ มายาแอบฟังอยู่ รู้สึกร้อนวาบๆในใจ ด้วยความอยากรู้ และน้อยใจที่โดนกันออกจากเรื่องใหญ่

ooooooo

ไตรภูมิยืนดูอินทร์กับกัณฑ์ช่วยกันยกกล่องของ ทั้งห้าชิ้นเข้ามาวางในห้องสะสม

"นายท่านจะให้ผมจัดการติดตั้งของเลย หรือจะรอให้ ปลายฉัตรมาจัดการในวันพรุ่งนี้" อินทร์หันมาถาม

"รอ..." ตอบแล้วไตรภูมิเดินเข้ามาดูของทั้งห้าชิ้นที่วางอยู่อย่างมีความหวัง "เหลืออีกแค่ 3 ชิ้น...เราทุกคนจะได้เป็นอิสระ"

กัณฑ์ และอินทร์ก้มหน้ารับ ทุกคนต่างมีหวัง แล้วทันใดนั้นกรก็พรวดพราดเข้ามาในห้องรายงานว่า "นายท่าน...เกิดเรื่องแล้วครับ..."

ทั้งหมดเดินตามกรไปที่คอมพิวเตอร์ กรกดเปิดเครื่องเห็นหน้าจอเป็นภาพศพของหญิงสาวสองคนในผับ และอีก

3-4 คนที่มีการค้นพบ กรเปิดเข้าไปในข้อมูลของแต่ละคนพลาง อธิบายว่า เขาแอบเข้าไปในฐานข้อมูลของกองนิติเวชวิทยา แล้วไป เจอคดีนี้เข้า มันเป็นคดีที่ไม่มีเจ้าทุกข์ แต่มีเจ้าหน้าที่ขอให้ช่วยขยายผล...อินทร์เอะใจตั้งคำถามทันที

"ผู้หญิงพวกนี้เป็นเหยื่อของพวกคุณรามใช่ไหม"

"ใช่ครับ จากลักษณะการตาย ไม่มีใครทำแบบนี้ได้... นอกจาก...คนที่เป็นแบบเรา"

"ผมว่า เราต้องหยุดพวกนั้น ไม่งั้นจะซวยกันไปหมด" กัณฑ์ร้อนใจ กรและอินทร์เห็นด้วย

"ตำรวจได้ข้อมูลอะไรบ้าง" ไตรภูมิเป็นกังวล

เวลาเดียวกันนั้น ผู้กองวัลลภกำลังอธิบายถึงข้อมูลที่ได้มาจากการชันสูตรศพ พร้อมกับชี้ไปที่รูปของเหยื่อที่แปะอยู่บนบอร์ดให้สิงห์กับจ่าดอนฟัง

"ทางเจ้าหน้าที่นิติเวชวิทยาส่งข้อมูลเกี่ยวกับบาดแผลของผู้เสียชีวิตมาแล้ว ทุกคนมีรอยคล้ายเขี้ยวสัตว์ปรากฏอยู่ ในส่วนต่างๆของร่างกาย"

จ่าดอนเล่นมุกบอกว่าสงสัยเหยื่อจะโดนหมากัดตายจึงโดนวัลลภดุ

"หมาที่ไหนล่ะจ่า...ไอ้เขี้ยวที่เจอมันเลือกกัดเฉพาะที่เส้นใหญ่ บริเวณที่มองเห็นไม่ชัด หมามันคงไม่คิดก่อนกัดขนาดนั้น และที่สำคัญมันมีรอยช้ำ และคราบน้ำลายบริเวณรอบๆแผลที่โดนเจาะ ลักษณะเหมือน...โดนดูดเลือด...ทำให้เหยื่อเสียเลือดมากจนช็อก"

"เฮ้ย นี่...ผะ...ผู้กองจะบอกว่า...เรากำลังตามจับผี

ดูดเลือดอยู่เหรอครับ" จ่าดอนผงะ สิงห์ขมวดคิ้ว

"สรุปแบบนั้น มันจะไสยศาสตร์เกินไป ผมว่าอาจจะเป็นพวกเจาะเลือดขาย หรือพวกขายอวัยวะ หรือไม่ก็พวกโรคจิต หรือลัทธิอุบาทว์ที่ชอบกินเลือด กินของสดมากกว่า" วัลลภพูดไม่เต็มปากนัก

"แต่ถ้าเป็นคน...ทำไมต้องใช้เขี้ยว มันน่าจะง่ายกว่าถ้าใช้มีด และเขี้ยวที่เจาะลึกขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นเขี้ยวคน"

สิงห์มองภาพแล้วออกความเห็น วัลลภชะงักนิดๆ

"หมวดพูดถูกนะครับ ผู้กอง" จ่าดอนสนับสนุน

"แล้วหมวดจะสรุปว่า คนร้ายเป็นผีดูดเลือดหรือไงหะ คนเขาจะได้หัวเราะเยาะเอา แค่มีการตายประหลาดๆเกือบทุกอาทิตย์ ผมต้องปิดข่าวแทบแย่ นี่ถ้าผลการตรวจหลุดออกไปว่า มีผีดูดเลือดระบาดในกรุงเทพฯ มีหวังผู้คนแตกตื่นตาย คนไทยกับเรื่องผีๆสางๆยิ่งไปเร็วยิ่งกว่าอะไร" วัลลภใส่เป็นชุดแล้วก็สั่งการ "ตอนนี้คดีนี้ยังเป็นความลับ ยังไม่มีผู้ใหญ่ในกรมสนใจ เราต้องรีบปิดคดีกันให้เร็วที่สุด ไม่ว่าคนร้ายมันจะเป็นอะไร หมวดกับจ่าก็ทำกันไปเงียบๆแล้วก็รีบหาตัวคนร้ายมาให้ได้ ก่อนที่ผลการชันสูตรศพมันจะหลุดออกไป"

"ผู้กองจะให้พวกผมทำคดีนี้กันแค่สองคนจริงๆเหรอครับ...คนนึงก็เป็นแค่จ่าแก่ๆ  อีกคนก็เป็นหมวดเพิ่งจบ...มันจะรอดเหรอครับผู้กอง" จ่าดอนร้อง สิงห์ฟังขัดหู แต่ไม่อยากแย้ง

"ก็มันไม่มีเจ้าทุกข์จะให้ผมขอกำลังจากที่ไหนมาช่วย จ่าก็ช่วยหมวดเค้าหน่อยแล้วกัน กะอีแค่...คนร้ายจิตใจผิดปกตินิดหน่อย...คงไม่มีอะไรน่ากลัวมากหรอกมั้ง" วัลลภพูดไปทั้งที่ในใจก็ไม่ค่อยมั่นใจนัก

ooooooo

พาลีกับคีรีนำเหยื่อสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาให้ราม รามคำรามเสียงดังก้อง แล้วเจาะเขี้ยวลงที่ท้ายทอยของเหยื่อสาวเพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของเธอเหยียดเกร็ง ตาค้าง หัวใจหยุดเต้น รามสะบัดเขี้ยวออก และปล่อยร่างไร้ชีวิตของหญิงสาวตกลงพื้น แล้วหันมาหยิบผ้าไหมเนื้อนุ่มเช็ดปาก

"เอาออกไปได้แล้ว รายนี้อย่าให้เหลือร่องรอย ตอนนี้ฉันมีงานใหญ่ต้องทำ ไม่อยากให้เรื่องเล็กมาทำให้ฉันต้องเดือดร้อน"

สิ้นคำสั่งนาย พาลีกับคีรีรับคำหันมามองศพที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นอย่างไร้ค่า

คดีฆาตกรรม สิงห์ยังคงคิดหนักเรื่องคำสั่งของวัลลภ เขามองภาพศพที่ติดอยู่บนบอร์ด แล้วเริ่มเชื่อมโยงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เห็นภาพพาลีกับคีรีเดินคู่กับหญิงสาวที่เป็นเหยื่อในผับ ต่อด้วยภาพกรกับกัณฑ์ที่หลังผับ จากนั้นสิงห์ก็พบพาลีกับคีรีในโรงแรมที่ประมูล และตอนที่รู้ว่าปลายฉัตรเป็นตัวแทนไปประมูล สุดท้ายเขาหันไปพึ่งลุงฉิ่ง

"ลุงจะไปทำงานกับฉันด้วยเนี่ยนะ ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้ว ฉันดูแลตัวเองได้ และฉันก็ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นจะได้มีญาติคอยไปนั่งเฝ้า มันดูไม่เป็นมืออาชีพ" ปลายฉัตรรีบอ้าง

"ไม่รู้ล่ะ  ข้าไม่ไว้ใจเจ้านายเอ็ง  และข้ากับแม่เอ็ง

คิดเหมือนกัน ใช่ไหมนังเฉิด" ลุงฉิ่งพยักพเยิดไปทางเฉิดที่นั่งอยู่ไม่ไกล เฉิดจำต้องพยักหน้ารับและขอร้องลูกสาว

"ปลาย ให้ลุงไปด้วยเถอะลูก นะ...เพื่อความสบายใจของแม่  ปลายเป็นผู้หญิงคนเดียวไปทำงานกับผู้ชายตั้งหลายคน แม่เป็นห่วง" ปลายฉัตรเริ่มอึกอัก ลุงฉิ่งใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

"แต่ถ้าเอ็งไม่ยอมให้ข้าไป ก็ไปลาออกเดี๋ยวนี้เลย ข้ากับแม่เอ็งไม่ให้ทำแล้ว"

ปลายฉัตรเหวอร้องโวยวายว่าไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ต้องพาลุงฉิ่งไปบ้านไตรภูมิด้วย

แล้วลุงฉิ่งก็มานั่งหน้าเข้มอยู่ในบ้านไตรภูมิ ปลายฉัตรยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะหันมาพูดกับไตรภูมิที่นั่งตรงข้าม มีอินทร์ กัณฑ์ยืนประกบ

"คือ...ลุงเขาเป็นห่วงฉัน ก็เลยขอมาด้วยแต่ลุงเขาแค่ ขอมานั่งเฉยๆนะคะ อาจจะเข้าห้องนํ้าบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนอาหารเครื่องดื่มลุงเขาเตรียมของเขามาแล้ว"

ลุงฉิ่งชี้ถุงอาหารและเครื่องดื่มที่เตรียมมา หน้าตายังเข้มเหมือนเดิม อินทร์ กัณฑ์มองงงๆ

"ไม่รบกวนอะไรทั้งนั้น...แค่ขอมานั่งรอฉันเฉยๆ คุณคงไม่ว่าอะไรนะ..."

"ถึงฉันว่า...ลุงเธอก็คงจะไม่กลับ ถ้าอยู่แล้วไม่วุ่นวายก็อยู่ไป แต่ถ้าเริ่มวุ่นวายเมื่อไหร่..." ไตรภูมิพูดไม่ทันจบปลายฉัตรก็รีบบอก

"ฉันจะให้ลุงฉันกลับทันที"

"อ้าว" ลุงฉิ่งมองหน้า ปลายฉัตรแอบกระซิบ "ก็จริงนี่... ลุงอยากมาเฝ้าก็ให้เฝ้าแล้วนี่ไง   ฉันจะไปทำงานแล้วนะ   อยู่ นิ่งๆล่ะ ฉันพร้อมทำงานแล้วค่ะ"

ปลายฉัตรหันมาบอกไตรภูมิในตอนท้าย ไตรภูมิลุกขึ้นเดินนำเข้าไปที่ห้องเก็บสะสมของ อินทร์พยักหน้าให้กัณฑ์ตามไตรภูมิไป ส่วนตัวเองยืนเฝ้าลุงฉิ่งอยู่ที่เดิม ลุงฉิ่งปรายตามองอินทร์ ท่าทางน่าเกรงขาม จึงนั่งตัวลีบมองรอบบ้านด้วยความหวาดระแวง

ooooooo

กัณฑ์กดรหัสเปิดประตูห้องสะสมของให้ไตรภูมิกับปลายฉัตร ทั้งสองเดินเข้าไปในห้อง กัณฑ์ปิดประตูและยืนเฝ้าอย่างระมัดระวัง ปลายฉัตรยังคงค้างคาใจเรื่องลุงฉิ่งจึงจะหันมาคุยกับไตรภูมิ แต่ไตรภูมิแทรกขึ้นอย่างรู้ใจ

"เธอไม่สบายใจ...ฉันรู้ ฉันเข้าใจลุงเธอ ถ้าเขาไม่ห่วงอาจจะแปลก"

"คุณชอบทำให้ฉันแปลกใจอยู่เรื่อย ตอนแรกฉันคิดว่าจะโกรธเรื่องลุง แต่คุณกลับเข้าใจขึ้นมาซะงั้น...แปลกดี"

"แค่นี้ยังน้อย ฉันยังมีเรื่องแปลกอีกเยอะ..." ไตรภูมิยิ้มกวน

ปลายฉัตรชะงักนิดๆ หุบยิ้มแล้วหันหลังให้ก่อนเปรยออกมา "ก็ดี...ฉันก็ชอบของแปลก"

คราวนี้ไตรภูมิเป็นฝ่ายชะงักกึก แอบเขินนิดๆ ทั้งสองยิ้มให้กัน ขณะนั้นลุงฉิ่งเริ่มกระสับกระส่ายมองซ้ายมองขวา เห็นอินทร์ยืนอยู่ที่เดิมนิ่งไม่เคลื่อนไหวก็แอบบ่น

"ใจคอจะไม่ไปไหนเลยเหรอวะเนี่ย ยืนนิ่งเป็นหุ่นมาหลายชั่วโมงแล้ว ยังหายใจอยู่หรือเปล่าเนี่ย"

อินทร์ได้ยินก็แกล้งกระแอมเบาๆ ลุงฉิ่งสะดุ้งแล้วออกอุบายขอเข้าห้องนํ้า

"เชิญทางนี้ครับ..." อินทร์ผายมือไปทางห้องนํ้า

ลุงฉิ่งลุกขึ้นเดินไป อินทร์จะเดินตาม...ลุงฉิ่งรีบหันมาขอร้องว่าเป็นเรื่องส่วนตัว  แล้วทำฟอร์มเดินเข้าไปห้องนํ้า... สักพักก็โผล่หน้าออกอย่างระมัดระวัง พร้อมกับมีหูฟังเล็กๆเสียบอยู่  เพราะกำลังโทร.ไปหาสิงห์ที่คอยให้คำปรึกษาอยู่ ที่บ้าน และมีเฉิดกับมหาเป็นกำลังใจอยู่ด้วย

"ตอนนี้ปลอดภัย...ทางโล่ง โปร่งสบาย เอาไงต่อวะ" ลุงฉิ่งรายงาน

"ลุงลองดูรอบๆมีอะไรน่าสงสัยหรือเปล่า ถ้ามีถ่ายรูปให้ด้วย" สิงห์สั่ง

ลุงฉิ่งรับคำรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วก็ค่อยๆเดินออกมาจากห้องนํ้า มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวังจนเกินเหตุ

ooooooo

ระหว่างที่สิงห์นั่งรอลุงฉิ่งรายงาน แม่เฉิดก็รุกถามด้วยความสงสัย

"สิงห์...บอกน้าได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องให้ลุงทำแบบนี้ด้วย เมื่อเช้าปลายเกือบจะไม่ยอม ต้องให้น้าช่วยขอร้องตั้งนานกว่าจะยอม มีอะไรหรือเปล่า"

"ตอนนี้ผมทำคดีอยู่ ผมสงสัยว่า...นายไตรภูมิจะมีส่วนด้วย" สิงห์ตอบ เพราะจวนตัว

"หะ ไตรภูมิ เจ้านายของปลายเนี่ยนะ แล้ว...เขาเกี่ยวยังไงวะไอ้สิงห์..." มหากับเฉิดตกใจ

"ยังไม่รู้ ผมเลยต้องให้ลุงฉิ่งช่วย วันนี้เราอาจจะได้ข้อมูล"

"เฮ้อ...แล้วเราจะไว้ใจไอ้ฉิ่งได้เหรอวะเนี่ย"   มหาหนักใจ

แล้วลุงฉิ่งก็โทร.เข้ามารายงาน "บ้านเงียบมากเลยว่ะไอ้สิงห์ ไม่เห็นมีอะไรที่มันจะผิดสังเกตสักกะอย่าง" ลุงฉิ่งพูดใส่สมอลทอล์กพลางเดินลัดเลาะมาตามผนังห้อง มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง

"ในบ้านมีสัญลักษณ์ของพวกลัทธิ หรือบูชาของแปลกๆหรือเปล่า"

"สัญลักษณ์อะไรวะ...มะ...ไม่เห็นมีเลย มีแต่หนังสือ ของเก่า แล้วก็ตู้ แล้วแกจะเอาไอ้สัญลักษณ์ลัทธิอุบาทว์ไปทำอะไรวะ นี่ไอ้สิงห์ตกลงแกจะให้ฉันมาทำอะไรที่นี่กันแน่วะเนี่ย" ลุงฉิ่งชักกลัว

"คือ...ฉันยังบอกตอนนี้ไม่ได้ ลุงก็เก็บภาพ เก็บข้อมูลมาให้ฉันก่อนแล้วกัน"

"เออๆ..ก็ได้ นี่ดีนะที่ไม่มีใครเห็น"

ลุงฉิ่งพูดอย่างมั่นใจ...แล้วก็เดินถ่ายรูปต่อไป หารู้ไม่ ว่าทุกการกระทำของแกถูกบันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดแล้ว

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.