กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักไม่มีวันตาย

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

รักไม่มีวันตาย ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ในงานประมูลโบราณวัตถุล้ำค่า ผู้หลงใหลลวดลายศิลป์กลิ่นอายอดีต ทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญยิ่ง นาทีทองของงานมาถึง เมื่อพิธีกรประกาศให้ประมูล "หัวเข็มขัดสมัยราชวงศ์หมิง" สร้างสรรค์จากหยกขาวฉลุลวดลายห่านป่าอย่างวิจิตร

ด้วยคุณลักษณะทางด้านศิลป์และอายุเก่าแก่ ทำให้ราคาเริ่มต้นที่ 20 ล้านบาท เมื่อบวกแรงอยากได้ของคน ราคาจึงถีบเป็น 100 ล้าน ขึ้นไป 110 ล้าน

จนถึง 120 ล้านบาท นาทีนี้ตาทุกดวงในงานแทบไม่กะพริบ เพราะใจร่วมลุ้นว่าใครจะได้เป็นผู้ครอบครอง หนึ่งในนั้นคือปลายฉัตรนักปัดฝุ่นโบราณวัตถุสาว เคียงคู่มากับลุงฉิ่ง นักเลงพระจอมโว

"120 ล้าน ใครจะสู้" ลุงฉิ่งพึมพำ

เสียงลุงฉิ่งแทบไม่ขาดหาย พิธีกรประกาศว่าคนประมูลหมายเลข 9 ให้มาแล้ว ราคาขึ้นไปที่ 130 ล้านบาท จากนั้นมีคนให้ราคาสูงขึ้นเป็น 140 ล้าน แต่แล้วคนประมูลหมายเลข 9 ก็เพิ่มให้เป็น 150 ล้าน ขณะที่คนทั้งงานตื่นตาระทึกใจ คิดว่าตัวเลขคงจบแค่นั้น แต่คาดผิดถนัด พิธีกรประกาศว่ามีคนสู้ ทำให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นไปอีก จนกระทั่งจบการประมูลลง

"170 ล้านบาทโดยผู้ประมูลหมายเลข 9 ครั้งที่ 3"

สิ้นเสียงพิธีกร ปลายฉัตรมองหาผู้ประมูลหมายเลข 9 ด้วยความใคร่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็ยังไม่เห็นหน้า

"ปิดการประมูลขายให้แก่หมายเลข 9 ในราคา 170 ล้านบาท" พิธีกรเคาะปิดการประมูล

สิ้นเสียงเคาะปิดประมูล สุภาพบุรุษนายหนึ่งลุกขึ้นยืน ท่วงท่าสง่างามของเขาเตะตา ผิวขาวเด่น ปากแดงระเรื่อ แววตาเย็นชา นิ่งสงบ ร่างกายกำยำสมส่วนซุกซ่อนอยู่ในอาภรณ์ ราคาแพง ทุกสายตาในห้องประมูลมองมาที่เขาเป็นจุดเดียวกัน นักปัดฝุ่นโบราณวัตถุสาวถึงกับชะงักงัน หารู้ไม่ว่าเขาผู้นั้นชื่อไตรภูมิ

"หล่อฉิบหาย...ใครวะ" ลุงฉิ่งอุทาน

ปลายฉัตรตาลอยบอกลุงฉิ่งว่าเบอร์ 9 เธอเห็นไตรภูมิส่งป้ายให้กับอินทร์ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆก่อนเดินออกไปจากห้องประมูล โดยมีสายตาของคนในห้องมองตามไป เมื่อถึงหน้าประตู กัณฑ์และกรสองบอดี้การ์ดเดินเข้ามาประกบ พากันก้าวออกไป ปลายฉัตรมองตาม แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะทำอย่างไร

"ลุง...เดี๋ยวฉันมา" กล่าวจบก็วิ่งพรวดออกไป

เธอวิ่งกระหืดกระหอบจากห้องประมูล เห็นไตรภูมิยืนอยู่ที่หน้าลิฟต์ก็ดีใจ รีบวิ่งเข้าหาแต่ก็ช้าเกินไป เพราะลิฟต์ มาถึงพอดี ไตรภูมิกับสองบอดี้การ์ดเข้าไป ลิฟต์ปิดเสียแล้ว

"เดี๋ยวค่ะ...รอด้วย...คุ...คุณเบอร์เก้า...รอด้วย"

เสียงปลายฉัตรไร้ความหมาย เมื่อพึ่งลิฟต์ไม่ได้ เธอจึงวิ่งลงบันไดหนีไฟ

ประตูลิฟต์ค่อยๆเปิดออกที่ชั้นจอดรถ กัณฑ์เดินนำไตรภูมิไปยังรถสปอร์ตคันหรู มีกรเดินระวังหลัง เมื่อกัณฑ์เปิดประตูรถ ชายหนุ่มหันมาสั่งให้กลับไปคุ้มกันของก่อนขึ้นรถ จังหวะนั้นเอง ปลายฉัตรลงมาถึงพอดี เธอเห็นกัณฑ์กับกรเดินกลับเข้าไปในลิฟต์ ไตรภูมิสตาร์ตรถดังกระหึ่ม หลังคารถค่อยๆเปิดออก ปลายฉัตรรีบวิ่งไปหาพลางร้องเรียกให้เขาหยุด แต่ไตรภูมิไม่ได้สนใจ รถค่อยๆเคลื่อนจากไป

"คุณ...คุณเบอร์เก้า...หยุดฟังฉันก่อนค่ะ...คุณเบอร์เก้า..."

ปลายฉัตรวิ่งตามสุดชีวิต แต่รถไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธออาศัยจังหวะรถเลี้ยวตามลูกศร วิ่งลัดไปแอบรอไว้ เมื่อรถไตรภูมิใกล้เข้ามา ก็พรวดพราดออกไปอย่างกระชั้นชิด ไตรภูมิหน้านิ่ง ตาสาดวาวเล็กน้อยก่อนจะหักรถหลบ แล้วเบรกดังเอี๊ยด

"ขอโทษที่รบกวนนะคะ...ฉันชื่อปลายฉัตร...ฉันรับติดตั้งและดูแลวัตถุโบราณ...ถ้าคุณสนใจ"

"ฉันไม่สนใจ ทั้งชื่อ แล้วก็งานของเธอ..." ไตรภูมิเสียงเข้ม แววตาเย็นชา

"ถ้าวันนี้คุณไม่สนใจไม่เป็นไร ฉันจะให้นามบัตรไว้ เผื่อคราวหน้าถ้าคุณสนใจ ติดต่อฉันได้ตลอดเวลานะคะ" ปลายฉัตรก้มหน้าจะหยิบนามบัตรในกระเป๋า ขณะนั้นไตรภูมิฉวยโอกาสออกรถหนีไป ทำให้สาวเจ้าหน้าเหวอ แม้จะวิ่งตามก็ไม่ทัน

"เฮ้ย...อะไรมันจะหยิ่งกันขนาดนี้วะเนี่ย...เป็นเทพมาจากไหนมิทราบ คิดว่าตัวเองรวยแล้ววิเศษนักหรือไง...ไม่ง้อก็ได้...ฮึ่ยย" ปลายฉัตรตะโกนไล่หลัง พลางยกมือเสยผมด้วยความเหนื่อยและเซ็ง

เมื่อปลายฉัตรกลับมาที่ห้องประมูล  ลุงฉิ่งก็รีบพาไปพบชาญผู้จัดการบริษัทประมูล เพราะเขาช่วยหาลูกค้าให้

"วันนี้มีลูกค้าประมูลของไปได้ 3 คน ชิ้นแรกคนที่ประมูลได้เป็นชาวจีน เขาไม่ต้องการคนดูแล อีกคนคือคุณปริญญา เขาเคยเป็นลูกค้าของพ่อปลาย อาก็เลยบอกเขาว่า พ่อปลายเสียไป 2-3 ปีก่อน ตอนนี้ปลายทำงานแทนพ่อ เขาก็โอเค ให้ปลายไปติดตั้งของให้เขา" ชาญอธิบาย

"ขอบคุณมากค่ะอาชาญ ขอบคุณมากเลยนะคะ" ปลายฉัตรยิ้มได้รีบยกมือไหว้ชาญ

"ไม่เป็นไร...พ่อเราก็เคยช่วยอาไว้เยอะ ถ้าไม่ได้พ่อปลาย อาก็คงไม่มีวันนี้ ปลายก็ทำงานให้ดีๆ อย่าทำให้อาเสียชื่อ" ชาญเน้น ปลายฉัตรรีบรับประกันว่าจะไม่ทำให้ชาญ และพ่อต้องเสียชื่อ แล้วเธอก็นึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามชาญ

"เอ่อ...อาคะ...คนสุดท้ายที่ประมูลของไปได้ คนที่ใช้ เบอร์ 9 น่ะค่ะ...เขาเป็นคนของใครเหรอคะ ปลายไม่เคยเห็นหน้าเลย"

"อ๋อ...คุณไตรภูมิ เป็นนักค้าวัตถุโบราณ เดินทางประมูลของไปทั่วโลก เขาจะสนใจสมบัติราชวงศ์หมิงมากเป็นพิเศษ ที่มาวันนี้ก็เพราะหัวเข็มขัดราชวงศ์หมิง อาก็ไม่ค่อยรู้จักเขาเท่าไหร่ เขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยยุ่งกับใคร นอกจากคนที่คอยคุ้มกันเขาแล้วก็ไม่มีใครเข้าใกล้ได้สักคน เขาเป็นใคร มาจากไหน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้..."

ได้รับคำตอบจากชาญ ยิ่งเพิ่มความอยากรู้ให้ปลายฉัตร

ooooooo

ในห้องสะสมวัตถุโบราณของไตรภูมิ อินทร์ ใส่ถุงมือสีขาวสะอาด ค่อยๆหยิบหยกขาวลายห่านป่า ที่ประมูลมาได้นำมาวางไว้บนแท่น ภายในห้องนั้น จัดแสดงข้าวของไว้อย่างหรูหราและเรียบง่าย มีวัตถุโบราณสมัยราชวงศ์หมิงวางไว้มากมาย ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ บริเวณกลางห้องมีแท่นสำหรับวางของเหลืออยู่อีก 13 ชิ้น อินทร์วางหยกขาวไว้บนแท่นที่บุด้วยผ้ากำมะหยี่ และครอบด้วยกระจกพร้อมกับล็อกไว้กับแท่นอย่างแน่นหนา

ไตรภูมิเดินเข้ามาเงียบกริบ อินทร์พูดขึ้นทั้งที่ไม่ได้หันไป

"เหลืออีก 13 ชิ้นจะได้ครบ 117 ชิ้นตามที่นายท่านต้องการ"

"จะมีการประมูลครั้งต่อไปเมื่อไหร่" ไตรภูมิเดินมาหยุดข้างๆอินทร์

"เร็วๆนี้...ที่ประเทศไทย จะมีการประมูลอีก 5 ชิ้น"

"ดี...ถ้าได้ของครบเมื่อไหร่...งานของเราจะได้จบสักที" ไตรภูมิพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง หนักแน่น แต่แฝงไว้ด้วยความหวังที่เหนื่อยล้าเต็มทน

ooooooo

ระหว่างรองานประมูลครั้งต่อไป ปลายฉัตรเข้ารับงานมาปัดฝุ่นข้าวของให้ปริญญา งานนี้เธอเรียนรู้มาจากพ่อตั้งแต่ยังเด็ก เธอนำเทวรูปสัมฤทธิ์ที่ปริญญาประมูลได้ออกมาทำความสะอาด แล้วหามุมเหมาะๆ ในห้องเพื่อจัดวาง จากนั้นก็ไปติดต่อร้านไม้สั่งให้ทำแท่นวาง เพียงไม่กี่วันทุกอย่างก็เรียบร้อย

"งานเรียบร้อยดีมาก...ไม่เสียแรงที่เป็นลูกสาวคุณเปรม อายุยังน้อยแต่ฝีมือไม่เลว นี่ค่าเหนื่อย...ถ้าลุงมีงานอื่นจะเรียกใช้อีกนะ" ปริญญาส่งซองเงินให้
ปลายฉัตรรับมาพร้อมกล่าวคำขอบคุณ เธอมองดูซองเงินด้วยความดีใจและภูมิใจ แล้วนำเงินมาให้แม่เฉิด ที่ร้านอัดกรอบพระในตลาด เธอเห็นแม่กำลังงกๆเงิ่นๆเก็บกรอบพลาสติกที่ทำหลุดมือ เพราะตามองไม่เห็นก็วิ่งเข้ามาช่วย

"แม่...เดี๋ยวปลายเก็บเอง" ปลายฉัตรกุลีกุจอรีบเข้ามาเก็บของด้วยความเป็นห่วง "ปลายบอกแล้วไงว่า ไม่ต้องมาทำงานให้อยู่บ้าน เดี๋ยวงานพวกนี้ให้ลุงฉิ่งกับปลายทำเอง"

"แค่อัดกรอบพระ แม่ทำมาตั้งแต่ 4 ขวบ แม่ทำได้..."

"แต่ตอน 4 ขวบ ตาแม่ยังไม่บอดนะ" ปลายฉัตรเผลอหลุดปากออกไป แล้วนึกขึ้นได้ "แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะ ปลายจะหาเงินมาผ่าตัดให้แม่หายเป็นปกติโดยเร็วที่สุด แล้วคราวนี้ แม่จะทำงานหนักแค่ไหน แม่ก็ทำให้หายอยากไปเลย แต่ตอนนี้ อย่าทำเลยนะจ๊ะ...ปลายไม่มีพ่อแล้ว ปลายก็อยากมีแม่อยู่กับปลายไปนานๆนะ...อ้อ...นี่จ้ะ...เงินก้อนแรกที่ปลายได้จากการทำงานแทนพ่อ แม่เก็บไว้นะ" ปลายฉัตรยัดซองเงินให้เฉิด

เฉิดรับมาด้วยความกังวลนิดๆก่อนถามลูกเรื่องเรียนต่อ

"โอ้ย...ตอนนี้ปลายทำงานได้ โดยไม่ต้องเรียนให้จบ ปลายก็...ไม่อยากเรียนแล้วล่ะจ้ะ เออแม่...แล้วลุงฉิ่งหายไปไหนเนี่ย" ปลายฉัตรรีบเปลี่ยนเรื่อง แต่พอได้ยินแม่บอกว่าลุงฉิ่งออกไปงานประมูลของบริษัทอาชาญก็นึกขึ้นได้ "เออใช่ ปลายลืมไปเลย...แม่ ปลายต้องรีบไปก่อนนะ...ก่อนจะโดนลุงฉิ่งด่า" ปลายฉัตรหันมาเก็บพวกอุปกรณ์อัดกรอบพระใส่ลิ้นชัก แล้วล็อกกุญแจไว้เพื่อความปลอดภัย

"ตอนเย็นเจอกันจ้ะ" ปลายฉัตรหอมแก้มแม่แล้ววิ่งออกไป แม่เฉิดยิ้มออกมาได้ ทั้งที่ใจยังแอบกังวลอยู่

ooooooo

วันที่ไตรภพรอคอยมาถึงแล้ว วันนี้เปิดประมูลของสำคัญถึง 5 ชิ้น ทั้งหมดขุดค้นพบในถ้ำมังกรอมตะ ในสมัยราชวงศ์หมิง ผู้สนใจของเก่าทั้งไทยและต่างชาติมีมากหน้าหลายตาอีกเช่นเคย เสียงวีทีอาร์เรียกความสนใจพวกเขาอย่างท้าทาย

"ในตำนาน กล่าวไว้ว่าที่ถ้ำมังกรอมตะมีวัตถุโบราณล้ำค่าจำนวน 117 ชิ้น หลังจากมีผู้ขุดค้นพบเมื่อ 400 กว่าปีก่อน สมบัติเหล่านั้นถูกขายไปตามที่ต่างๆทั่วโลก และนี่คือ 5 ชิ้นล้ำค่าที่ไม่เคยทำการประมูลที่ใดมาก่อน และการประมูลจะเริ่มต้นภายใน 15 นาที"

สิ้นเสียงวีทีอาร์ ลุงฉิ่งที่กำลังรอปลายฉัตรอยู่ในงาน ก็หยิบขนมปังชิ้นโตยัดเข้าปากเคี้ยว

"นุ่ม...จริงๆ...เล็งไว้ไม่มีผิด"

เสียงโทรศัพท์มือถือลุงฉิ่งดังขึ้น เขากดรับ เมื่อทราบว่าปลายฉัตรโทร.มาก็เอ็ดตะโร กลัวหลานจะมาไม่ทันนาทีทอง ปลายฉัตรยังอยู่บนรถตุ๊กตุ๊ก เธอสั่งให้คนขับซิ่งขึ้นไปวิ่งบนฟุตปาท เพราะรถติดหนัก ทำให้เกือบไปชนกับรถสปอร์ตคันหรูที่พุ่งเข้ามาในซอย

รถตุ๊กตุ๊กหักหลบรถสปอร์ตไปชนถังขยะข้างถนน ขยะกระจายขึ้นมาบนรถตุ๊กตุ๊ก เธอร้องลั่นเมื่อเห็นว่าคนขับรถสปอร์ตคือ "นายเบอร์ 9" ขณะที่ไตรภูมิซ่อนแววตาไว้ในแว่นดำ เขาไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ใบหน้านิ่งสงบแฝงไว้ ด้วยความเย่อหยิ่ง ปลายฉัตรปรี๊ดกับขยะที่กระจายกลิ่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นนายเบอร์ 9 ออกรถไปแล้ว

ไตรภูมิจอดที่หน้าโรงแรม กรมายืนรอรับแล้วเปิดประตูให้ ก้าวย่างของเขามีสาวๆแอบมองอย่างต้องตาตรึงใจ

กรรายงานว่าอีกสิบนาทีการประมูลจะเริ่มต้นแล้ว เขาพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าโรงแรมไป โดยไม่เห็นรถตุ๊กตุ๊กของปลายฉัตรตามเข้ามา

เธอรีบควักเงินจ่ายค่ารถ แล้วแถมทิปอีกห้าสิบบาท ก่อนวิ่งหายเข้าไปในโรงแรม ระหว่างทางมีคนเดินสวนมามองตามนิดๆ ด้วยความเหม็นเศษขยะที่ติดตัวมา เธอต้องรีบก้มหน้าด้วยความอาย ในสถานการณ์เลวร้ายนั้น เธอไม่ฝันว่าจะได้พบกับนายเบอร์ 9 ของเธอในลิฟต์

"นี่คุณอีกแล้วเหรอ ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้...นี่...คุณมหาเศรษฐี ช่วยกดลิฟต์ให้หน่อยไม่ได้หรือไงหะ" ปลายฉัตรตวาดใส่  ไตรภูมิเอื้อมมือไปกดลิฟต์เปิดให้  หน้ายังนิ่ง  ไม่มีความรู้สึกใดๆ ปลายฉัตรเห็นสีหน้าและแววตาอันแสนเย่อหยิ่งของไตรภูมิแล้วก็ทนไม่ได้ จึงแกล้งสะบัดผมที่มีน้ำจากขยะใส่หน้า ไตรภูมิชะงัก...แต่ก็ยังคงความขรึมไว้ได้ ปลายฉัตรปรายตามองนิดๆ แล้วก็พูดกวนๆว่าไม่ได้ตั้งใจ

"ฉันรู้ว่าเธอตั้งใจ เพราะเธอไม่พอใจที่ฉันไม่สนใจจ้างงานเธอ และก็ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้" ไตรภูมิหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ด

"อ้อ...รู้ตัวเหมือนกันเหรอว่าตัวเองขับรถสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่ก็ไม่ยอมมาขอโทษสักคำ"

"ฉันไม่จำเป็นต้องขอโทษคนที่ทำผิด"

"ฉันทำผิดอะไร" ปลายฉัตรเชิดหน้าใส่

"ถ้าไม่ฉลาดพอที่จะรู้ด้วยตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะบอกให้รู้" ไตรภูมิส่ายหน้าเอือมๆ

ปลายฉัตรถึงกับสะอึก แต่ไตรภูมิยังนิ่งสงบ เหมือนคนไม่มีอารมณ์ ทำให้ปลายฉัตรยิ่งจี๊ดๆในหัวใจ

"โอเค...ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันผิด ที่ให้พี่ตุ๊กตุ๊กปีนฟุตปาทขึ้นไปแบบนั้น และฉันก็ขอโทษที่ฉันรีบมาก จนทำผิดกฎจราจร แต่คุณ...ก็ผิดที่ขับรถเร็วเกินไป พุ่งพรวดเข้ามาแบบนั้น ถึงฉันไม่ได้ปีนฟุตปาท ฉันก็ตกใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณเอง ก็ผิด ฉันขอโทษในส่วนของฉันไปแล้ว ถ้าคุณฉลาดพอที่จะรู้ ความผิดของตัวเอง ก็ควรที่จะทำแบบเดียวกัน ขอโทษมาซะดีๆ"

ปลายฉัตรยื่นหน้าเข้ามา ไตรภูมิชะงักกึกเมื่อได้เห็นแววตาไม่ยอมคน แฝงไว้ด้วยความซุกซนและความมีชีวิตชีวาของสาวน้อยตรงหน้า

"ว่าไง...หรือว่า...ไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน" ปลายฉัตรยิ้มกวน

ไตรภูมิเบือนสายตากลับมาที่เดิม...แล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ควักเงินห้าพันบาทยัดใส่ลงไปในช่องกระเป๋าสะพายของปลายฉัตร หญิงสาวชะงักนึกไม่ถึงว่าจะมามุกนี้ จังหวะนั้นเองลิฟต์เปิดออก ไตรภูมิได้โอกาสเดินออกไป ปลายฉัตรเลิ่กลั่กเล็กน้อย ก่อนวิ่งตาม

ooooooo

ไตรภูมิเดินตรงเข้าห้องประมูล โดยมีสาวน้อยเดินตามเข้ามา พลางควักเงินออกจากกระเป๋าสะพาย

"เดี๋ยวหยุดก่อน...นี่คุณ...คุณ"

เมื่อไตรภูมิไม่สนใจ ปลายฉัตรจึงต้องวิ่งเข้าไปขวางหน้า ทำให้ชายหนุ่มชะงักกึก วินาทีที่หน้าเกือบชนกัน ไออุ่นของหญิงสาวแผ่ซ่านมาถึงไตรภูมิ จนชายหนุ่มต้องเบี่ยงตัวหนี สาวเจ้าแม้จะเขินอาย แต่ก็สามารถปั้นหน้าเหวี่ยงได้เหมือนเดิม

"ถ้าคุณพูดคำว่าขอโทษไม่เป็น ฉันก็ไม่อยากฟัง และฉันก็ไม่อยากได้เงินของคุณ เอาคืนไป"

ปลายฉัตรพูดพร้อมกับคว้ามือไตรภูมิมา ตั้งใจจะยัดเงินคืนไป แต่ทันทีที่สัมผัสกับฝ่ามือ ความเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งก็แล่นใส่ จนเธอตกใจต้องปล่อยมือทันที ทำให้เงินหล่นลง

ปลายฉัตรเงยหน้ามองไตรภูมิด้วยความแปลกใจ ไตรภูมิ ยืนนิ่งแววตาเย็นชา วูบนั้นปลายฉัตรรู้สึกหนาววูบขึ้นมาใจสั่นขึ้นมาอย่างประหลาด นาทีนั้นเองกัณฑ์เข้ามาขัดจังหวะ เขามองหญิงสาวอย่างไม่วางใจนัก ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนั้นเช่นนั้น ไตรภูมิจึงตัดบท

"การประมูลจะเริ่มแล้ว ฉันไม่อยากเสียเวลา"

ไตรภูมิเดินจากไป เมื่อถึงหน้าห้องประมูล กรเดินมาสมทบแล้วเดินนำเข้าไป โดยมีกัณฑ์และกรเดินตามประกบด้านหลัง ทั้งสามเดินสวนกับลุงฉิ่งที่วิ่งออกมารับหลานสาว

"คนอะไรวะ...หล่อฉิบหาย..."

ลุงฉิ่งมองตามไตรภูมิ และเมื่อหันกลับมาก็เจอหลานสาวยืนเหวอๆ เนื้อตัวมอมแมมอยู่ เขาตกใจรีบเข้าไปดู ปลายฉัตรยังสงสัยความเย็นจากมือชายหนุ่ม เธอจึงขอจับมือลุงฉิ่งพิสูจน์ ลุงฉิ่งโวยวายที่หลานสาวจับมือผู้ชาย ปลายฉัตรรีบอธิบาย แต่ ยังพูดไม่ทันจบ ลุงฉิ่งก็ร้องว่าเจอเงินจึงก้มเก็บ

แม้หลานสาวประกาศว่าไม่เอา แต่ลุงไม่ยอมปล่อยโอกาส แล้วยังลากหลานไปล้างเนื้อล้างตัว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซื้อใหม่ด้วยเงินของไตรภูมิ ส่วนที่เหลือฉิ่งงุบงิบเก็บไว้เอง

ระหว่างที่ปลายฉัตรอยู่ในห้องน้ำ ไตรภูมิได้ประมูลสินค้าทั้ง 5 ชิ้น ด้วยวงเงินสูงลิบ จนไม่มีใครกล้าสู้ นักข่าวคนหนึ่งเข้ามาถ่ายภาพไตรภูมิ กรและกัณฑ์รีบเดินมาประกบและช่วยกันบังไว้ รูปที่เขาได้จึงเห็นแต่ไตรภูมิบางด้านเท่านั้น

ตอนที่ 2

ด้วยความหวังจะได้งานใหม่ ปลายฉัตรจึงตามเจ้าหน้าที่ส่งของ ของบริษัทประมูลมาบ้านไตรภูมิ แต่ โชคไม่ดีที่กัณฑ์เห็นเข้าเสียก่อน จึงโดนตะเพิด อินทร์ได้ยินเสียงเอะอะจึงเข้ามาดู ปลายฉัตรเห็นคิดว่าอินทร์จะเป็นตัวช่วยได้ จึงปรี่เข้าไป

"สวัสดีค่ะคุณลุง คือว่า หนูชื่อปลายฉัตรค่ะ รับดูแลและติดตั้งวัตถุโบราณค่ะ"

"เราต้องขอโทษด้วยจริงๆทางเราไม่ต้องการ ลุงต้องขอตัวไปทำงานก่อน"

อินทร์ตัดบทอย่างสุภาพ แล้วเดินไปดูของที่เพิ่งยกลงมาวางเรียงกัน กัณฑ์เดินตามอินทร์ไป ปลายฉัตรจะตามไปอีก แต่กัณฑ์หันมามองด้วยสายตาดุ เธอจึงชะงัก พลางส่งยิ้มแห้งๆแล้วทำท่าจะกลับไปรอที่รถ

ช่วงที่อินทร์กับกัณฑ์ง่วนอยู่กับการตรวจของ ปลายฉัตรฉวยโอกาสวิ่งหลบเข้าในบ้านได้สำเร็จ  เธอย่องเข้าในบ้านอย่างระมัดระวัง มองซ้ายมองขวา

"ทำไมมันเงียบอย่างนี้นะ เราจะตามหาอีตาหน้าขาวใจดำเจอไหมเนี่ย  อยู่ไหนของเขา"  ปลายฉัตรเดินพึมพำด้วยความสงสัย

พลันมีเสียงประตูเปิดออก สาวเจ้าตกใจรีบหลบเข้ามุม กรเดินออกมาจากห้องเก็บสะสมของ   พอเดินผ่านบริเวณที่ปลายฉัตรยืนหลบอยู่ก็ชะงักกึก สูดลมหายใจเข้าปอดเหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง เขามองหาแหล่งที่มา แล้วเข้าใจว่าน่าจะมาจากเจ้าหน้าที่ส่งของ จึงตัดใจเดินไปที่หน้าบ้าน

"เป็นอะไรของเขา ทำท่าแปลกๆ คนบ้านนี้ประหลาดตั้งแต่เจ้านายยันลูกน้อง"

สาวเจ้ามองหาไตรภูมิต่อ พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับประตูห้องที่กรเพิ่งเดินออกมา เธอจึงแอบเข้าไป นาทีนั้นสายตาของเธอต้องเบิกกว้าง เพราะภาพที่เห็นนั้นเกินคาดฝัน

"โอ้ว...สุดยอด" ปลายฉัตรร้อง เมื่อเห็นสมบัติเกือบ 117 ชิ้น ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ความสวยงามและอลังการของวัตถุโบราณทำให้เธอลืมไปชั่วขณะ ว่าแอบเข้ามาในบ้านคนอื่น

"ดาบมังกรราชวงศ์หมิง กระถางเขียนลายมังกรสมัยราชวงศ์หมิง  นี่ก็สมัยราชวงศ์หมิง  นี่มันมีแต่สมบัติราชวงศ์หมิง ทั้งนั้นนี่...ท่าทางจะชอบมากนะเนี่ย...สวยจริงๆเป็นบุญตาของไอ้ปลายแท้ๆ"  ปลายฉัตรยืนอยู่กลางห้อง  ทันใดนั้นเสียงไตรภูมิก็ดังขึ้น

"ใครอนุญาตให้เธอเข้ามาที่นี่"

ปลายฉัตรสะดุ้งเฮือก หันขวับมาด้วยความตกใจ แล้วเสียหลักจะล้ม   ตัวเซไปทางแท่นวางหัวเข็มขัดหยกขาวจนเกือบจะชน ไตรภูมิรวบจับผมของปลายฉัตรที่มัดเป็นหางไว้ข้างหลังได้ทัน เธอชะงักกึกเพราะแรงดึงผมของไตรภูมิ ทำให้เธอเจ็บแปลบบนศีรษะ

"โอ้ยย ฉันเจ็บนะคุณ...ปล่อยฉันนะ..." ปลายฉัตรร้องพลางสะบัดตัว หวังจะให้หลุดออกจากมือของไตรภูมิ แต่พอหันขวับมาก็ต้องชะงัก เพราะหน้าแทบจะชนเข้ากับหน้าของไตรภูมิ แล้วเธอก็ต้องตะลึงกับลมหายใจเย็นๆที่รดต้นคอ

"ฉันบอกให้ปล่อย..." เสียงเธออ่อย

ครั้นชายหนุ่มปล่อยผม หญิงสาวก็ทรุดฮวบลงไปนอนอยู่บนพื้นอย่างไม่เป็นท่า เขาอาศัยช่วงนี้เดินหนี แต่หญิงสาวจอมราวีไม่ละความพยายาม

"คุณฟังก่อนสิ...ฉันไม่ได้จะเข้ามาขโมยของนะ แต่ฉันมีเรื่องจะขอร้องคุณ ฉัน...ฉันขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับคุณ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ คือมันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ จริงๆฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ฉันมีความรับผิดชอบ ฉันทำงานได้ ฉันช่วยพ่อทำมาตั้งแต่เด็ก คุณให้โอกาสฉันสักครั้งนะฉันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแม้แต่นิดเดียว"

ปลายฉัตรตามติด แต่พอเดินมาถึงประตูไตรภูมิก็หยุดกึก ทำให้เธอชนเข้าอย่างจัง เมื่อตั้งตัวได้เงยหน้ามองไตรภูมิ แล้วส่งยิ้มเจื่อนๆ

"ขอโทษ เอ่อ...คุณ...เรื่องงานของฉัน ฉันไม่ได้พูดเล่นนะคุณ ฉันทำได้จริงๆ คุณลองให้โอกาสฉันสักครั้ง...แค่ครั้งเดียว นี่ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณ คุณโทร.ถามใครก็ได้ คนในวงการเขารู้จักพ่อฉันทั้งนั้น"

"ฉันไม่สนใจว่าพ่อเธอเป็นใคร เธอแอบเข้ามาในบ้านฉันอย่างไม่มีมารยาท ฉันไม่จับเธอส่งตำรวจก็บุญแล้ว รีบออกไปก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ" ไตรภูมิเปิดประตูไล่ ปลายฉัตรชะงักกึกแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย

"ฉันขอโทษ...ฉันผิดไปแล้ว ที่ฉันต้องแอบเข้ามาเพราะฉันอยากเจอคุณจริงๆ ฉันไม่รู้จะทำยังไง ลูกน้องคุณไม่ยอมให้ฉันพบคุณ ฉันก็เลยต้องใช้วิธีนี้ ฉันขอโทษ"

"เลิกร้องไห้ได้แล้ว ฉันหนวกหู"

ปลายฉัตรสะอึกสะอื้นฟูมฟายต่อว่า ถ้าเธอไม่ได้งานนี้ แม่ของเธอต้องตาบอดไปตลอดชีวิต ไตรภูมิเบือนหน้าหนีอย่างเอือมระอาและเย็นชา แล้วเรียกหากัณฑ์และกร สองบอดี้การ์ดได้ยินเสียงเจ้านายก็รีบเข้ามาทันที ปลายฉัตรเห็นเข้าก็สะดุ้ง

"พาตัวออกไป" ไตรภูมิสั่ง

กรกับกัณฑ์พุ่งเข้ามาจับแขนปลายฉัตรไว้คนละข้าง แล้วหิ้วปีกออกไป ไตรภูมิมองตามนิดแล้วส่ายหน้า แอบระอาใจเล็กๆ เมื่อกรกับกัณฑ์ถึงหน้าบ้าน พบว่ารถส่งสินค้าและรถคุ้มกันกลับไปหมดแล้ว จึงโยนหญิงสาวลงไปกองที่นอกรั้ว จากนั้นประตูไฟฟ้าก็ค่อยๆเลื่อนปิด

"กลับไป...และอย่ากลับมาที่นี่อีก" กัณฑ์เสียงเฉียบ

ปลายฉัตรจะเถียง แต่กรรีบขัด "คุณผู้หญิง...ไปเถอะครับ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน"

ประตูไฟฟ้าก็ปิดลงพอดี ปลายฉัตรมองตามด้วยความเซ็ง

"ถ้าไม่อยากได้งานก็ไม่อยากมานักหรอก เชอะ" ปลายฉัตรยืนขึ้นมองไปที่บ้านไตรภูมิ "ลูกน้องใจร้าย เจ้านายใจดำ ทำตัวประหลาดกันทั้งบ้าน ถ้าไม่จนก็ไม่ง้อหรอกนะจะบอกให้...โธ่เว้ย"

ปลายฉัตรหงุดหงิดอย่างแรง หันไปเตะกระป๋องน้ำอัดลมที่พื้นแก้เซ็ง กระป๋องลอยละลิ่วไปในอากาศ กระเด็นไปกระทบกับกำแพงบ้าน แล้วกระเด้งมาลงที่หัวปลายฉัตรพอดีเป๊ะ

"โอ้ย...นี่มันอะไรกันเนี่ย...ทำไมวันนี้ถึงได้ซวยซ้ำซ้อนแบบนี้นะ" ปลายฉัตรคลำหัวตัวเองป้อยๆ

ไตรภูมิยืนมองปลายฉัตรอยู่ที่ริมหน้าต่าง เขานึกขำกับภาพที่เห็นจึงหลุดหัวเราะออกมา แล้วไตรภูมิก็ต้องแปลกใจ ตัวเอง เพราะเสียงหัวเราะหายไปจากชีวิตหลายร้อยปีแล้ว ชายหนุ่มหันไปมองปลายฉัตรอีกที เห็นเธอก้มลงเก็บกระป๋องน้ำอัดลม แล้วก็เดินไปทิ้งที่ถังขยะอย่างมีน้ำใจ

ปลายฉัตรหันมามองบ้านไตรภูมิอีกทีด้วยความเสียดาย แล้วก็ชะงัก...รู้สึกเหมือนเห็นไตรภูมิแอบดูอยู่ ปลายฉัตรเพ่งสายตามอง ไตรภูมิได้สบตากับปลายฉัตรเพียงเสี้ยววินาที แล้วก็หลบวูบออกจากหน้าต่าง ปลายฉัตรผงะนิดๆเข้าใจว่าตัวเองคงตาฝาดไป

กัณฑ์กับกรเข้ามาขอโทษไตรภูมิที่บกพร่องในหน้าที่ปล่อยให้ปลายฉัตรเข้ามาในบ้าน ไตรภูมิยกมือขึ้น โบกช้าๆอย่างเข้าใจ แต่ย้ำว่า อย่าให้เกิดขึ้นอีก ทั้งสองรับคำและยืนยันว่า

"เจอหิ้วปีกออกไปแบบนั้น คงไม่กล้ากลับมาล่ะครับ"

"มันก็ไม่แน่..." ไตรภูมิยิ้มที่มุมปากนิดๆเหมือนจะรู้ทันเด็กดื้อ อินทร์เห็นรอยยิ้มของเจ้านายก็รู้สึกแปลกๆ

ooooooo

ปลายฉัตรมานั่งจ๋อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ลุงฉิ่งกับมหาฟัง ลุงฉิ่งด่าหลานเป็นชุดที่ทำอะไรไม่เข้าท่า มหา เข้ามาทำหน้าที่ท้าวมาลีวราชว่าความ แต่ไม่ได้ผลนัก เพราะปลายฉัตรยังพร่ำต่อ

"นายไตรภูมิเนี่ย เขาแปลกจริงๆนะ แบบว่า มันเย็นชาไร้ความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ ไม่มีชีวิตจิตใจไงไม่รู้ มันดูเหมือน เหมือนผีดิบอ่ะ เวลาอยู่ใกล้ๆแล้วมันเย็นๆวูบๆไงไม่รู้ บอกไม่ถูก"

"จริงเหรอวะว่า ไอ้ปลาย" มหาชักสนใจ ลุงฉิ่งรีบปราม

"ไอ้มหา แกอย่าไปบ้าจี้ตามไอ้ปลายมันหน่อยเลย มันอยากได้งานจนเพี้ยน หาเรื่องจับผิดเขาไปทั่ว"

"ไม่ได้จับผิด แต่มันผิดปกติจริงๆ คอยดูนะฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน เพราะยิ่งรู้จักเขามากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสเข้าถึงตัวเขามากเท่านั้น ฉันจะต้องทำให้นายไตรภูมิไว้ใจ และให้งานฉันให้ได้"

"นี่แกยังมีหน้าไปหาเขาอีกเหรอ"

"มันก็ไม่มีหรอก แต่เพื่อหาเงินมารักษาแม่ ฉันต้องหน้าด้าน"

ปลายฉัตรพูดอย่างมุ่งมั่น แล้วหันมาหาข้อมูลของไตรภูมิทางอินเตอร์เน็ต แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่พบข้อมูลของเขาเลย เธอจึงใช้วิธีใหม่นั่นคือ ซ้อนมอเตอร์ไซค์ลุงฉิ่งแอบติดตามไตรภูมิไป แต่ไตรภูมิรู้ตัวจึงซิ่งรถหนี ปลายฉัตรเซ็งกลับมาคิดหาวิธีอื่น ภาพวัตถุโบราณที่วางอยู่ในห้องบ้านไตรภูมิแวบเข้ามา

"สมบัติราชวงศ์หมิง" ปลายฉัตรนึกได้ เธอไปดักรอไตรภูมิแถวร้านขายของเก่า และเห็นเขาไปเดินดูของสมใจ แต่ ไตรภูมิก็รู้ตัวอีก เขาเดินหลบไปที่มุมห้องแล้วหายแวบไปราวกับล่องหน ทิ้งให้ปลายฉัตรยืนงงเป็นไก่ตาแตก

เธอกลับมาที่ร้านอินเตอร์เน็ตอีกครั้งเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติราชวงศ์หมิง จนกระทั่งมาสะดุดที่ข้อมูลของถ้ำมังกรอมตะ ที่เขียนไว้ว่า

"400 กว่าปีก่อน มีการขุดค้นพบสมบัติราชวงศ์หมิง ในถ้ำมังกรอมตะ ในตำนาน กล่าวไว้ว่าที่ถ้ำมังกรอมตะมีวัตถุโบราณล้ำค่าจำนวน 117 ชิ้น เป็นที่หมายปองของนักล่าสมบัติมากมาย ภายหลังมีผู้ขุดค้นพบและนำสมบัติเหล่านั้นออกมา ไม่นานมันถูกขายไปตามที่ต่างๆทั่วโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งในประเทศไทยที่จัดให้มีการประมูลสมบัติจากถ้ำมังกรอมตะไปเมื่อไม่นานมานี้"

"นายไตรภูมิ ทำไมนายไตรภูมิถึงอยากได้สมบัติจากถ้ำมังกรอมตะ มันมีอะไร" ปลายฉัตรนึกสงสัย และออกติดตามไตรภูมิอีก แต่เขาก็รู้ตัวและหนีไปได้ทุกที

ooooooo

ค้างคาวสาดประกายตาสีแดงก่ำ บินฉวัดเฉวียนในถ้ำมังกรอมตะ มันพุ่งตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงกรีดร้องอันแหลมเล็กเสียดแทงใจ

ไตรภูมิผวาเฮือก ลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตระหนก หน้าขาวซีด ปากแดง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า หอบถี่ยิบ จิตยังไม่ทันหายกระเจิงจากฝันร้าย

"นายท่าน คุณรามมาถึงประเทศไทยแล้วครับ" อินทร์เข้ามารายงานราวกับมนุษย์ไร้ตัวตน

เวลาเดียวกันนั้นเอง รามกับลูกน้องกำลังเดินเข้าคลับแห่งหนึ่ง เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับไตรภูมิ รูปร่างหน้าตาดูดีไม่แพ้กัน ขณะรามเดินเข้าคลับ มายาในชุดสุดเซ็กซี่เดินตามหลัง ตามด้วยพาลีและคีรีสองบอดี้การ์ด สายตาผู้คนจ้องจับพรรคพวกของรามเป็นตาเดียวกัน เพราะเรือนร่างของแต่ละคนสง่างาม คีรี ส่งยิ้มมีเสน่ห์ร้ายลึกให้สาวๆ มายาหันมาเห็นเข้าจึงตวาด

"คีรี...ยังไม่ใช่เวลานี้"

"มายา...ไม่ต้องห้าม..." รามหันมาปราม แล้วบอกลูกน้อง "พาลี คีรี วันนี้สนุกให้เต็มที่...ฉันอยากจะส่งข่าวถึงพี่ชายสุดที่รักสักหน่อย" เอ่ยพลางยิ้มร้ายที่มุมปาก แล้วพากันเดินเข้าคลับไป

หญิงสาวผมทองรูปร่างเซ็กซี่ ส่งสายตามองรามที่นั่งดื่มอย่างท้าทาย จนมายาไม่พอใจ รามส่งสายตาเตือนแล้วพยักหน้าให้สัญญาณ มายากระโดดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์แล้วเริ่มเต้นอย่างยั่วยวน นักเที่ยวในผับมองเธอเป็นตาเดียวกันรามมองไปที่พาลีกับคีรี สองบอดี้การ์ดเข้าไปตีสนิทกับหญิงสาวผมทองแล้วชี้มาทางราม หญิงสาวยิ้มรับและลุกขึ้น

พาลีเดินนำหน้า หญิงสาวเดินตาม คีรีมองซ้ายขวาก่อนจะเดินประกบด้านหลัง รามมองหญิงสาวที่กำลังเดินมาและในเสี้ยววินาทีนั้น ทั้งสามคนก็หายไป รามยิ้มพอใจเบนสายตามามองมายาที่ยังเต้นเรียกร้องความสนใจอยู่บนเคาน์เตอร์ สายตาของเธอมองผู้ชายในคลับอย่างเย้ยหยันและแฝงไว้ด้วยความดุร้าย

เวลาเดียวกันนั้น นักท่องราตรีหารู้ไม่ว่าสาวผมทองชะตาขาดเสียแล้ว

ooooooo

เช้ามืดวันใหม่ สิงห์ถูกตามตัวมาทำคดีศพสาวผมทองที่หลังคลับ เขาหน้าเครียดเพราะยังไม่พบหลักฐานที่ต้องการ

"หมวดจะเครียดทำไมเนี่ย เห็นมาเป็น 10 ศพแล้ว ยังไม่ชินอีกเหรอ"

"จะกี่ศพ ถ้ายังหาคนทำไม่ได้ ผมก็ไม่สบายใจ"

"อูย มาอีกแล้วหมวดใหม่ไฟแรง แรงๆแบบนี้ระวังจะมอดเร็วนะหมวด ไม่ใช่มอดธรรมดา มอดม้วยอ่ะ" จ่าดอนขำคิกคัก

"แต่ก่อนที่หมวดสิงห์จะม้วย ฉันจะส่งจ่าไปก่อนแล้วกัน"

ผู้กองวัลลภเอ่ย พลางเดินเข้ามา จ่าดอนสะดุ้ง รีบหันมาทำความเคารพ วัลลภตำหนิดอนที่ล้อเลียนสิงห์ ดอนยิ้มแห้งๆวัลลภส่ายหน้าระอา แล้วหันมาถามร่องรอยจากสิงห์

"ยังครับ ทุกอย่างเหมือนกับผู้เสียชีวิตรายอื่น เป็นชาวต่างชาติที่ลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย สันนิษฐานว่าเข้ามาขายบริการให้กับลูกค้าชั้นสูงของคลับ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต สันนิษฐานเบื้องต้นอาจจะเกิดจากอาการช็อกเพราะเสพยาเกินขนาด หลังจากชันสูตรศพแล้ว เจ้าหน้าที่จะส่งรายงานมาทางเราอีกที" สิงห์รายงาน

"อืมม์...ถ้าได้เรื่องแล้วรีบรายงานผมด้วย ถึงคดีนี้จะไม่มีคนมาแจ้งความร้องทุกข์ แต่ถ้าปล่อยให้มันมีคนตายเพิ่มมากขึ้น มันจะกลายเป็นคดีใหญ่ได้ เราต้องรีบปิดคดีให้ได้เร็วที่สุด ผมหวังว่าผลการเรียนอันดับหนึ่งของคุณ คงจะการันตีได้ว่าคุณน่าจะช่วยผมได้" เอ่ยพลางจับไหล่สิงห์

ooooooo

รถนักข่าวแล่นมาจอด สิงห์รีบหันไปสั่งดอนให้กันไว้ก่อน ดอนเหลือบมองแล้วพูดขำๆว่านักข่าวคนนี้ หมวดต้องเคลียร์เอง

"พี่สิงห์" อโนส่งเสียงนำ ยิ้มสดใสวิ่งเข้ามา สิงห์ถามน้องสาวว่ามาทำอะไร อโนไม่ทันตอบ ดอนรีบเข้ามาทักหวังสานสัมพันธ์ แต่เธอไม่เล่นด้วย

"แล้วช่างภาพที่มาด้วยเป็นใคร" สิงห์มองไปที่รถ

"พี่นักข่าวสายอาชญากรรม ฉันติดต่อพี่สิงห์ไม่ได้ เลยให้พี่เขาเช็กพวกสายข่าวให้ว่าพี่ทำคดีอะไร อยู่ที่ไหน ถึงได้ตามมาถูก" อโนรีบบอก

"ไปบอกให้ช่างภาพกลับไปก่อน พี่ไม่อยากให้คดีเป็นข่าว..." สิงห์สั่ง อโนยอมตกลง แต่ขอแลกเปลี่ยนกับข้อมูลของไตรภูมิ ดอนเสนอหน้าเข้ามาอีกเพราะอยากรู้ว่าพี่น้องคุยอะไรกัน

สิงห์ยืนกรานกับอโนว่า    ปลายฉัตรไม่รู้จักไตรภูมิ แต่อโนไม่เชื่อ

"พี่ปลายอยู่ในวงการซื้อๆขายๆของเก่ามาตั้งแต่เกิด จะไม่รู้จักได้ยังไง คุณไตรภูมิออกจะทั้งหล่อ ทั้งรวย ไม่ยอมบอกจะกั๊กหรือเปล่า"

"อย่ามามั่ว ปลายจะทำแบบนั้นทำไม"

"อ้าว...ก็...พี่ปลายอาจจะชอบคุณไตรภูมิ แล้วก็เลยอยากเก็บไว้เอง ไม่อยากให้ข้อมูลฉัน เพราะไม่อยากให้ฉันไปยุ่งก็ได้"

"เดี๋ยวนะครับ ตกลงว่าไตรภูมินี่เป็นใครเหรอฮะ" ดอนยื่นหน้าเข้ามา

ไม่มีใครตอบคำถามเขา เพราะสองพี่น้องเริ่มเสียงดังใส่กัน เนื่องจากพี่ชายไม่พอใจน้องสาวที่กล่าวหาปลายฉัตร ส่วนน้องสาวไม่เชื่อว่าปลายฉัตรจะไม่รู้จักคนชื่อไตรภูมิ

ooooooo

บริเวณหน้าบ้านไตรภูมิ ปลายฉัตรมายืนนิ่ง กวาดสายตาเข้าไปด้วยแววมุ่งมั่น พลางยกมือไหว้ขอให้พ่อเปรมช่วยอีกแรง แล้วเดินไปที่ออดหน้าบ้าน เวลาเดียวกันนั้น ภายในบ้านไตรภูมิกำลังนั่งฟังอินทร์รายงาน

"ผมให้กัณฑ์ กรไปดูที่เกิดเหตุ หาหลักฐานยืนยันอีกครั้งว่าเป็นฝีมือของพวกคุณราม อีกไม่นานคงจะรู้ข่าว" ไตรภูมิพยักหน้ารับรู้ เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น อินทร์จะออกไปดู ไตรภูมิยิ้มนิดๆ

"ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าใครมา...ฉันจัดการเอง" ไตรภูมิยิ้มกวนๆ

อินทร์มองไตรภูมิด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นปลายฉัตรยืนอยู่หน้าบ้าน และจะเอื้อมมือไปกดออดอีกครั้ง

"กลับมาทำไม" ไตรภูมิเสียงเข้ม

ปลายฉัตรตกใจร้องลั่น แล้วเสียหลักล้มลงไม่เป็นท่า ไตรภูมิเผลอยิ้มออกมา ปลายฉัตรเห็นเข้าถึงกับชะงักงัน

"ไม่น่าเชื่อ ว่าคนอย่างคุณก็ยิ้มเป็นกับเขาเหมือนกัน..."

ไตรภูมิหุบยิ้มทันที

"เห็นคุณยิ้มแบบนี้ค่อยยังชั่ว ค่อยคุ้มกับที่เจ็บตัวหน่อย คุณน่าจะยิ้มบ่อยๆนะ ดูดีกว่าตอนคุณทำหน้านิ่ง ไร้ความรู้สึกตั้งเยอะ..." ปลายฉัตรลุกขึ้นส่งยิ้มทะเล้น เป็นรอยยิ้มที่สดใส

ไตรภูมิรู้สึกเขิน ทั้งที่ความรู้สึกแบบนี้ห่างหายจากหัวใจไปนานแล้ว ส่วนปลายฉัตรรู้สึกเหมือนได้เห็นไตรภูมิในมุมใหม่ที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น และที่ด้านหลังของไตรภูมิ อินทร์กำลังยืนมองเจ้านาย ด้วยแววตาครุ่นคิด

ooooooo

สิงห์มาถามหาปลายฉัตรที่แผงอัดกรอบพระ ลุงฉิ่งบอกว่าเธอออกไปตั้งแต่เช้า บอกว่าจะไปบ้านคนชื่อไตรภูมิ ทำให้สิงห์ใจหายวาบด้วยความระแวง

เวลาเดียวกันนั้น ปลายฉัตรกำลังโวยวายใส่ไตรภูมิอยู่หน้าบ้าน เพราะเขาจับได้ว่า เธอแอบสะกดรอยตาม

"ใคร...ใครสะกดรอยตามคุณ...นี่อย่ามาใส่ร้ายกันนะ"

"ฉันไม่ใช่คนโง่   คิดให้ดีๆก่อนที่จะโกหก   ตกลงเธอสะกดรอยตามฉันทำไม" ไตรภูมิคาดคั้น

"ฉันก็แค่อยากได้งาน เลยอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณ จะได้ทำให้คุณพอใจ แล้วก็จ้างงานฉัน มันก็แค่นั้นเอง"

แม้สาวเจ้าจะยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้าง แต่หนุ่มลึกลับหาได้ ใจอ่อนไม่

"ฉันไม่โง่ กลับไปได้แล้ว ฉันไม่ให้งานเธอ" เอ่ยจบ ไตรภูมิหันหลังเดินเข้าบ้าน

"คุณไตรภูมิ...เดี๋ยวก่อนสิ...คุณ...มาคุยกันก่อน ฉันขอโทษ... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณโกรธจริงๆนะ คุณไตรภูมิ...คุณไตรภูมิ"

เมื่อไตรภูมิไม่หันกลับมา ปลายฉัตรจึงเปลี่ยนแผนใหม่ หายไปเพียงครู่เดียว เธอก็กลับมาที่รั้วอีกครั้งพร้อมกับบันไดไม้ เธอพาดบันไดไว้กับรั้ว  อินทร์เห็นเข้าถึงกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

"ยังไม่ยอมอีกเหรอ..."

ปลายฉัตรมองบันไดด้วยแววตามุ่งมั่นแล้วปีนขึ้นไป หมายจะข้ามประตูไปให้ได้ ไตรภูมิที่เดินอยู่สะดุดกึก เหมือนได้ยินเสียงกึกกักจากที่ประตูรั้ว จึงหันกลับไปดูเห็นปลายฉัตรกำลังปีนบันไดจะข้ามเข้ามาในบ้าน

"เธอกำลังบุกรุกบ้านฉันนะ" ไตรภูมิตวาด

ปลายฉัตรตกใจ ขณะยังค้างอยู่บนบันไดไม้เธอขอต่อรอง "ฉันขอคุยกับคุณอีกแค่แป๊บเดียว ถ้าคุณฟังฉัน ฉันก็ไม่ต้องทำแบบนี้"

ไตรภูมิส่ายหน้าในความดื้อของปลายฉัตร แล้วก็เดินไปที่รั้ว ปลดกลอนประตู ปลายฉัตรร้องลั่นเพราะประตูรั้วค่อยๆเปิดออก บันไดจึงเลื่อนออก ในที่สุดบันไดก็ล้มครืน หญิงสาวลอยคว้างอยู่กลางอากาศก่อนหล่นลงพื้นดังพลั่ก แต่ความซวยยังไม่จบ เพราะบันไดไม้ดันหล่นมาใส่หัวอีกพลั่กหนึ่ง

"โอ๊ย บ้าจริงๆเลย" ปลายฉัตรผลักบันไดไม้ออกอย่างหงุดหงิด แล้วหลับตาคลำหัวป้อยๆ

"ออกไปได้แล้ว"

เอ่ยพลางชายหนุ่มเข้าไปยืนใกล้ๆแล้วนั่งลง หญิงสาว ลืมตาเห็นใบหน้าของไตรภูมิในระยะใกล้และเป็นมุมต่ำแม้จะย้อนแสง แต่ก็เห็นได้ถึงความหล่อใสเร้าใจ ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัวจึงรีบลุกพรวดพราดขึ้น ด้วยความร้อนรนบวกความ ไม่ทันระวัง หัวจึงโขกเข้ากับปลายคางของไตรภูมิอย่างแรง

ปลายฉัตรร้องลั่นแล้วกลับลงไปนอนเหมือนเดิม ไตรภูมิ ผงะไปเล็กน้อย เขาไม่เจ็บแต่หงุดหงิดใจ จึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆสะกดอารมณ์ไว้ อินทร์เอามือปิดหน้านึกหนักใจแทน

กรกับกัณฑ์ขับรถเข้ามาเห็นประตูที่เปิดกว้างอยู่อย่างผิดสังเกตก็ตกใจรีบเข้ามาดู เป็นจังหวะเดียวกับที่ไตรภูมิยื่นคำขาดให้ปลายฉัตรกลับไป แล้วห้ามมาที่นี้อีก แต่ปลายฉัตรไม่ฟัง

"ฉันขอใช้โอกาสสุดท้ายที่คุณให้ อธิบายความจริงให้คุณเข้าใจ ฉันรู้ว่าคุณกำลังตามหาสมบัติจากถ้ำมังกรอมตะ" ไตรภูมิชะงักกึกปรายหางตามาที่ปลายฉัตรอย่างระมัดระวัง ปลายฉัตรรีบควักกระดาษที่เตรียมไว้ออกจากกระเป๋าสะพาย พลางแจกแจง

"สมบัติในถ้ำมีอยู่ 117 ชิ้น เท่าที่ฉันเห็นคุณมีอยู่เกือบครบขาดอีก 8 ชิ้น ฉันช่วยคุณได้นะคะ"

"ออกไปได้แล้ว ฉันบอกให้ออกไป" ไตรภูมิเสียงเข้ม

"แต่ว่าคุณไตรภูมิ..." ปลายฉัตรจะเดินเข้ามาหา

แต่ช้าไปกว่ามือของกรและกัณฑ์ ที่จับแขนเธอทั้งสองข้างไว้ ทั้งสองยกตัวปลายฉัตรขึ้นเตรียมลากออกไป คราวนี้ ปลายฉัตรไม่ยอม เธอดิ้นกระจาย จนล็อกเกตรูปพ่อเปรมโผล่ออกมานอกเสื้อ

"หยุดก่อน" อินทร์ระเบิดเสียง เมื่อเห็นล็อกเกตรูปเปรม

"ลุง...มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย"

อินทร์ไม่ตอบ เขามองหน้ากรและกัณฑ์พร้อมกับพยักหน้าให้ปล่อย ทั้งสองคนปล่อยมือทันที ปลายฉัตรถึงกับเซวูบ อินทร์เพ่งมองล็อกเกตจนแน่ใจ ก่อนจะถามขึ้น

"คุณเป็นอะไรกับ...คุณเปรม" ปลายฉัตรชะงักนิดๆ ค่อยๆก้มลงมองที่ล็อกเกตรูปพ่อ แล้วก็เงยหน้ามองอินทร์อีกครั้ง อินทร์รอฟังคำตอบ ด้านหลังนั้นไตรภูมิเองก็หยุดยืน รอฟังคำตอบอยู่เช่นกัน

"ฉันเป็นลูกสาวของคุณเปรม คุณเปรมเป็นพ่อของฉันเอง" ปลายฉัตรตอบเน้นๆแล้วคุยต่อว่า "ฉันช่วยพ่อทำงานมาตั้ง แต่เด็ก พ่อไปไหนต้องลากฉันไปด้วย ฉันเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อถ่ายทอดวิชาทุกอย่างให้ฉันหมดเลยค่ะ นี่แล้วฉันยัง..."

ปลายฉัตรพูดยังไม่จบ ไตรภูมิเริ่มรำคาญ อินทร์รู้ใจรีบ ตัดบทถามปลายฉัตรว่า รู้เรื่องสมบัติถ้ำมังกรอมตะได้ยังไง

"เอ่อ...ฉะ...ฉันเคยเข้าไปในห้องสะสมของของคุณ แล้วฉันก็จำของในนั้นได้ ก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่ฉันช่วยคุณได้จริงๆนะคะ ถึงฉันจะดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ฉันก็จะพยายามทำงานอย่างดีที่สุด ไม่ให้เสียชื่อพ่อเป็นอันขาด"

ปลายฉัตรเสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ไตรภูมิชักเริ่มรำคาญยกมือให้หยุด และสะบัดมือเป็นสัญญาณให้พาตัวออกไป กรกับกัณฑ์เข้ามาจะลากตัวปลายฉัตรออกไป ปลายฉัตรขยับจะโวย อินทร์รีบกระซิบบอก

"ผมว่า...คุณออกไปรอข้างนอกก่อนดีกว่า...อยู่เงียบๆ เลิกโวยวายสักพัก เจ้านายผมอาจจะเปลี่ยนใจ" ปลายฉัตรชะงักกึก...ตาวาวมีความหวังรีบทำตาม

เธอเดินนำกรกับกัณฑ์ออกไป อินทร์หันมาคุยกับไตรภูมิเรื่องจะให้ปลายฉัตรมาช่วยงาน เพราะเห็นแก่เปรมที่เคยช่วยหาสมบัติได้หลายชิ้นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

"แล้วคิดว่ายัยเด็กกะโปโลนี่จะทำได้เหรอ" ไตรภูมิไม่มั่นใจนัก

"จริงอยู่ที่เธอยังเด็ก อาจจะมีประสบการณ์ไม่มาก แต่เธอมีแววตาที่มุ่งมั่น และไม่ยอมแพ้ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่กล้ามาตามตื๊อนายท่านมากขนาดนี้ ถ้าเราให้เธอช่วยหาสมบัติที่เหลือ ผมว่าผู้หญิงคนนี้กัดไม่ปล่อยและตอนนี้คุณรามกับพรรคพวกมาถึงประเทศไทยแล้ว เราคงตามหาสมบัติได้ไม่สะดวกนัก พวกนั้นคงจับตาดูเราอยู่ ถ้าเราให้เด็กคนนี้ช่วยอาจจะปลอดภัยกว่า" อินทร์แจกแจง

ไตรภูมินิ่งคิดแล้วยอมตกลงให้ปลายฉัตรมาช่วยงาน

ooooooo

ปลายฉัตรรีบกลับมาบอกข่าวดีกับทุกคน ว่าเธอก็จะไปเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น ไม่สนคำล้อของลุงฉิ่งว่า หน้าด้านจนได้งานแต่อย่างใด

"ไปทำงานให้เขาที่บ้านแบบนั้น มันไว้ใจได้เหรอปลาย" สิงห์เป็นห่วง

มหายิ้มกว้างอาสาดูดวงให้ แล้วหยิบไก่ทอดมากินแบบเนียนๆ ลุงฉิ่งหันไปด่าเพื่อนซี้ จนแม่เฉิดต้องรีบปราบเพราะเห็นมหาเป็นเหมือนพี่ชายอีกคน สองผู้เฒ่าทำท่าฮึดฮัดใส่กัน ปลายฉัตรเข้ามาไกล่เกลี่ย

"โอเคๆ ลุงฉิ่ง ลุงมหา เอาเป็นว่าปลายเป็นหลานของ

ทั้งสองคนนั่นแหละ และปลายก็รักทุกคนค่ะ"

ปลายฉัตรทำท่าล้อเลียนประดาลุงๆ ทุกคนหัวเราะยกเว้นสิงห์ที่ยืนนิ่งเพราะเริ่มเป็นกังวล พลันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สิงห์รับสาย หัวหน้า รปภ.โทร.มาแจ้งว่าพบหลักฐานบางอย่างจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ที่ติดอยู่บริเวณด้านหลังของคลับที่เกิดเหตุ สิงห์จึงรีบไปดู

เมื่อไปถึงภาพที่สิงห์เห็นในกล้องวงจรปิดนั้น เป็นภาพเหตุการณ์ตอนเช้า มีสุนัขกำลังกินเศษอาหารอยู่หลังคลับ มันเกิดอาการตกใจสุดแรง มีอาการกลัวอย่างไม่มีเหตุผล ก่อนวิ่งหนีไป แล้วมีผู้ชายสองคนเดินเข้ามาในบริเวณที่เกิดการฆาตกรรม พวกเขากวาดสายตามองไปรอบๆอย่างพินิจพิจารณา แล้วทั้งสองก็หยิบถุงมือยางมาใส่ ลงมือรื้อๆของในบริเวณนั้น เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง แล้วหันหน้ามาคุยกัน สิงห์เพ่งมองจอ และเห็นหน้าชายลึกลับสองคน

ooooooo

ชายสองคนนั้นคือกรและกัณฑ์ หลังหาร่องรอยได้แล้วก็มารายงานเจ้านายว่า ในเหตุฆาตกรรมนั้น มีร่องรอยสมุนของรามอยู่เต็มไปหมด   พวกนั้นคงตั้งใจทิ้งร่องรอยเอาไว้

"ผมว่า...เราต้องระวังตัวกันให้มาก พวกนั้นไม่ได้ติดต่อเรามานานแล้ว การติดต่อมาครั้งนี้คงไม่ธรรมดา" อินทร์เตือน ไตรภูมินิ่งคิด ก่อนจะสั่ง

"เฝ้าสมบัติไว้ให้ดี พวกนั้นยังไม่รู้ว่าเรามีสมบัติอยู่กี่ชิ้น ถ้าอาจิตต์ และรามรู้เมื่อไหร่ คงต้องตายกันไปข้างนึง"

ไตรภูมิแววตาเข้มขึ้น บรรยากาศอันตรายแผ่ซ่านเข้ามาทันที กรและกัณฑ์รับคำสั่ง แววตาแข็งกร้าวพร้อมรับศึก

ooooooo

ตอนที่ 3

สิงห์และดอนมายังกองปราบ เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีฆาตกรรมสาวผมทอง

"นี่เป็นรูปผู้ต้องสงสัย ที่อาจจะมีส่วนพัวพันกับการฆาตกรรมที่คลับ ผมลองเช็กรูปกับแฟ้มอาชญากรแล้ว ไม่พบประวัติ" สิงห์ยื่นภาพกรกับกัณฑ์ที่ปรินต์ใส่กระดาษให้วัลลภรับไปพิจารณา

"ดูจากการแต่งตัวแล้ว ไม่น่าจะเป็นนักเลงทั่วไป อาจจะเป็นพวกแก๊งมาเฟียข้ามชาติ ลองเช็กจากแหล่งอื่นดู หาประวัติมาให้ได้ สาวไปถึงหัวหน้าของมัน แล้วเชื่อมโยงว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ตายยังไง" สิงห์รับคำพลางหยิบรูปกลับคืนมาก่อนจะเข้าเรื่องใหม่

"ผู้กองครับ...ทางคลับยังมีภาพที่น่าสนใจ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ด้านใน น่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนที่ผู้เสียชีวิตจะโดนทำร้าย" สิงห์หันมาพยักหน้าให้ดอน ดอนกดปุ่มจอทีวี เห็นในคลับแสงวูบวาบๆ สาวผมทองเดินอยู่กับพาลีและคีรี วัลลภเพ่งสายตามอง

วัลลภไม่รู้หรอกว่า เวลาเดียวกันนี้ รามกับลูกน้องกำลังออกล่าเหยื่อที่ผับแห่งใหม่ เมื่อเจอเหยื่อสาวชาวต่างชาติรามส่งสัญญาณให้พาลีกับคีรีเดินเข้าหาหญิงสาวแล้วกระซิบบอกอะไรบางอย่าง สาวเคราะห์ร้ายหันมาส่งยิ้มให้รามแล้วลุกเดินตามพาลีกับคีรีไป

สองสมุนพาหญิงสาวที่หมดสติมาที่มุมมืดในลานจอดรถ หลังคลับ ขณะจะจัดการเหยื่อ กลับถูกแรงเหวี่ยงอันมหาศาลกระชากกระเด็นออกไปกระแทกพื้น เมื่อยันตัวขึ้นมาเห็นชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ พวกเขาก็ตะลึง

"นายใหญ่" สองบอดี้การ์ดถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ความโกรธหายไปกลายเป็นความยำเกรงอย่างถึงที่สุด

"ไปบอกเจ้านายพวกแก...ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย" จิตต์ มองพาลี คีรี ด้วยแววตาทรงอำนาจ

รามเมื่อทราบความ รีบกลับมาพบพ่อจิตต์ที่บ้าน

"เรื่องที่ฉันให้แกทำไปถึงไหนแล้ว"

"ผมกำลังรออยู่"

"รออะไร รอให้ไอ้ไตรภูมิมันหาสมบัติได้ครบหรือไง ฉันทำให้แกเป็นแบบนี้ เพราะต้องการให้มาช่วยฉันไม่ใช่มาหาความสุขไปวันๆ กับไอ้พวกลูกน้องกุ๊ยๆของแก แกรู้หรือเปล่าไอ้สองคนนั้นมันทำอะไรหน้ากล้องวงจรปิด ถ้าฉันไปไม่ทัน พวกแกได้ขึ้นหน้าหนึ่งแน่" จิตต์ตวาด

"เรื่องลูกน้องผม ผมรู้ว่าต้องทำยังไง ถ้าผมจัดการไม่ได้ ผมคงอยู่มาไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนเรื่องไตรภูมิ พ่อไม่ต้องห่วง ผมมีวิธีจัดการในแบบของผม"

"ถ้าแกมั่นใจ ก็ทำให้ได้ตามที่พูดก็แล้วกัน เพราะฉันไม่มีวันยอมให้ไอ้ไตรภูมิมาทำลายชีวิตฉันเป็นอันขาด ไอ้ไตรภูมิ ฉันไม่น่าชะล่าใจปล่อยแกไปเลย ฉันน่าจะฆ่าแกไปพร้อมกับพ่อของแกตั้งแต่วันนั้น ไม่ปล่อยให้อยู่เป็นหอกข้างแคร่มาจนถึงทุกวันนี้"

"เราอาจจะฆ่ามันได้ยากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าผมรู้ว่ามันกำลังตามหาสมบัติ เพื่อทำลายคำสาปเมื่อไหร่ ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่" รามพูดด้วยความมุ่งมั่นแฝงไว้ด้วยความโหดเหี้ยม

ooooooo

ปลายฉัตรเข้ามาคุยกับแม่เฉิด เรื่องไตรภูมิเปลี่ยนใจรับเธอเข้าทำงาน และเธอจะช่วยหาสมบัติจากถ้ำมังกรอมตะที่เหลือให้ แถมเขายังรู้จักพ่อเปรมอีกด้วย

"ถ้ำมังกรอมตะ พ่อเขาเคยช่วยลูกค้าหาอยู่เหมือนกัน แต่มันก็หลายสิบปีมาแล้วนะ ตั้งแต่ยังไม่แต่งงานกับแม่ แต่ปลายบอกว่าคุณไตรภูมิยังไม่แก่ไม่ใช่เหรอลูก แม่ว่าไม่น่าจะเป็นคนเดียวกันนะ" เฉิดเปรย

"อืมม์นั่นสิ เออ แล้วแม่จำได้ไหมคะ ว่าพ่อเคยพูดอะไรเกี่ยวกับสมบัติชุดนี้บ้าง"

"แม่ก็จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่า ถ้ำมังกรอมตะอยู่ในประเทศจีน พ่อเล่าให้ฟังว่า ในสมัยราชวงศ์หมิงมีโจรเข้าไปขโมยของออกมาจากในวัง แล้วก็เอามาเก็บไว้ในถ้ำ แต่ยังไม่ทันแบ่งสมบัติ ก็ฆ่ากันตายซะก่อน โจรที่ตายเป็นคนสุดท้ายก็เลยสาปแช่งว่า ถ้าใครขโมยของออกไปจากถ้ำนี้ จะต้องมีชีวิตอยู่อย่างทรมานไร้ชีวิตเหมือนกับวิญญาณที่ไม่ได้ไปเกิด และก็ตายไม่ได้"

"ไม่ได้ไปเกิด แต่ก็ตายไม่ได้ เหมือนผีดิบหรือพวกที่เป็นอมตะน่ะเหรอแม่"

"เอ อันนี้แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ"

"แล้วนายไตรภูมิจะเอาสมบัติพวกนั้นไปทำไม หรือว่าเขาอยากจะเป็นอมตะหรือว่าเขาจะเป็นคนขโมยมาแล้วก็เป็นผีดิบอยู่ตอนนี้ ถึงว่าตัวเย็นๆหน้าขาวๆ"

"ไปกันใหญ่แล้ว มันเป็นแค่ตำนาน เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมา มันไม่จริงหรอก มีที่ไหน คำสาปให้เป็นอมตะ แม่ว่าเขาให้ทำงานก็ทำงานให้มันดีๆอย่าให้มีปัญหา ยิ่งเขารู้จักพ่อเราก็ยิ่งต้องตั้งใจทำงาน อย่าให้เสียชื่อพ่อรู้หรือเปล่า"

"รู้ค่ะแม่ แม่ว่า เรื่องคำสาปให้เป็นอมตะ มันไม่มีจริงเหรอคะ" ปลายฉัตรอดคิดไม่ได้

ooooooo

คืนนั้น ไตรภูมิตกอยู่ในห้วงฝัน เรื่องราวในอดีตผุดพราย เขาได้ยินเสียงพระเวทร้องด้วยความเจ็บปวด ช่วงแห่งความตระหนก อินทร์เข้ามาบอกว่าพระเวทให้ไปพบ เมื่อถึงห้องก็เห็นพระเวทนอนอยู่บนเตียงกลางห้อง ส่งเสียงร้องครางด้วยความทุกข์ทรมาน ร่างกายสั่นระริก ใบหน้าและร่างกายเต็มไปด้วยแผลพุพองจากการโดนความร้อนเผา

"พ่อ ใครทำกับท่านแบบนี้" ไตรภูมิผวาเข้าไปที่ร่างของพระเวท อินทร์เบือนหน้าหนี แล้วค่อยๆปิดประตู

พระเวทร้องแล้วมองหน้าไตรภูมิแววตาครุ่นคิด เพราะรู้ดีว่าจิตต์ ราม และลูกน้องบุกเข้ามาแล้ว

"ไม่ว่าใครหน้าไหน จะผูกพันกันทางสายเลือดหรือไม่ เผามันให้หมด" จิตต์สั่งเสียงเข้ม รามพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาสีเทาเข้มของเขาดูผิดแผกจากคนธรรมดา

"อาจิตต์ทำแบบนี้กับพ่อทำไม ข้าจะไปถามให้รู้เรื่อง" ไตรภูมิขยับจะลุก แต่พระเวทจับมือลูกไว้

"ไตรภูมิพ่อมีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้า มันเป็นภารกิจที่เจ้าจะต้องสัญญากับพ่อว่า จะทำมันให้สำเร็จ" พระเวทครวญคราง ไตรภูมิรีบรับปากพร้อมกับจับมือพ่อแน่น

"ข้าสัญญา พ่อจะให้ข้าทำอะไรบอกมาได้เลย"

พระเวทเพ่งมองไตรภูมิ "ตามหาสมบัติจากถ้ำมังกรอมตะจำนวน 117 ชิ้นมาให้ครบ และนำไปคืนที่เดิม เพื่อถอนคำสาปแห่งความเป็นอมตะ ไม่แก่ และไม่ตาย แต่ต้องอยู่อย่างทรมาน ต้องกินเลือดเป็นอาหาร มีลมหายใจแต่ไร้ชีวิต สิ่งเดียวที่ทำร้ายได้คือไฟ การเผาทั้งเป็น" ไตรภูมิมองร่างของผู้เป็นพ่อ เริ่มเข้าใจอย่างกระจ่าง พระเวทกัดฟันเล่าต่อ

"หลายสิบปีก่อนพ่อและอาของเจ้า เข้าไปขโมยสมบัติที่ถ้ำมังกรอมตะ เราสองคนโดนค้างคาวดูดเลือดที่ถ้ำทำร้ายจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นคำสาปก็เริ่มต้น มันจะสิ้นสุดเมื่อสมบัติทั้งหมดถูกนำกลับไปที่เดิม พ่อต้องการกลับเป็นมนุษย์ แต่อาของเจ้าต้องการครองความอมตะตลอดกาล"

"ตอนนี้สมบัติอยู่ที่ไหน" ไตรภูมิถาม พระเวทมองเห็นภาพสมบัติจำนวนเกือบ 30 ชิ้นถูกบรรจุอยู่ในลังไม้ มีกรและกัณฑ์ดูแลควบคุมการขนย้ายลงเรืออย่างใกล้ชิด

"บางส่วนอาของเจ้าส่งขายไปตามที่ต่างๆที่เหลือพ่อเก็บไว้ในที่ปลอดภัย เจ้าจะต้องหยุดคำสาปให้ได้ ก่อนที่อาของเจ้าจะทำสิ่งเลวร้ายมากไปกว่านี้" พระเวทจับมือลูกชายแน่น  เป็นเวลาเดียวกับที่จิตต์กับรามและลูกน้องบุกเข้ามาในบ้าน ลูกน้องพระเวทพุ่งเข้ามาขัดขวางแต่ทำอะไรพวกจิตต์ไม่ได้ จิตต์กระหยิ่มยิ้มอย่างลำพอง
พระเวทร่างกระตุกเกร็งอย่างแรง สัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดที่อยู่ใกล้ เขาบอกกับลูกชาย

"พวกมันมาแล้ว ไตรภูมิ เจ้าต้องสัญญากับพ่อว่าจะถอนคำสาปให้ได้ พ่อทำผิดที่ขโมยสมบัติออกมา พ่อไม่อยากทำผิดซ้ำสองด้วยการปล่อยให้อาของเจ้าใช้ความเป็นอมตะทำร้ายคนอื่น สัญญากับพ่อว่าจะนำสมบัติกลับไปคืนเพื่อล้างคำสาป"

"ข้าสัญญา ข้าจะตามหาสมบัติคืนกลับไปให้ได้" ไตรภูมิรับปากอย่างหนักแน่น

"เพื่อความปลอดภัย ข้าจะมอบความเป็นอมตะให้แก่ เจ้า" พระเวทตัดสินใจ ไตรภูมิขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ถาม แววตาของพระเวทก็เปลี่ยนเป็นสีดำวับ ส่งเสียงคำรามเผยเขี้ยวขาวแหลมคม ไตรภูมิผงะเล็กน้อย พระเวทกระชากร่างไตรภูมิเข้ามาใกล้และฝังคมเขี้ยวลงที่ท้ายทอย ไตรภูมิส่งเสียงร้อง

"อ๊าก"

อินทร์ยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องพอได้ยินเสียงร้องก็ลืมตาขึ้น พร้อมรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น กรและกัณฑ์วิ่งเข้ามารายงานอย่างระมัดระวังว่า สมบัติลงเรือเรียบร้อย อินทร์พยักหน้ารับรู้ และปรายตาเข้าไปในห้องเล็กน้อยรอเวลาดำเนินการขั้นต่อไป

รามผงะกับเสียงร้องโหยหวนของไตรภูมิ แววตาขัดเคืองขึ้นมาทันที เขาส่งเสียงคำรามเผยเห็นคมเขี้ยวขาว และแววตาเปลี่ยนเป็นดำวับ จิตต์เดินเข้ามาพร้อมกับออกคำสั่ง

"เผามันทั้งพ่อทั้งลูก" รามกระชับคบไฟแน่น

เมื่อพระเวทถอนคมเขี้ยวออกจากซอกคอ ไตรภูมิมีอาการชักกระตุก เกร็ง ดวงตาเบิกโพลงเหมือนคนตกอยู่ในภาวะช็อกอย่างรุนแรง

จิตต์และรามพุ่งเข้ามาที่ห้องนอนพระเวทพร้อมเปลวไฟในมือ กรและกัณฑ์หันขวับมาด้วยสัญชาตญาณ ทั้งสองคนแววตาเปลี่ยนเป็นสีดำวับ ส่งเสียงคำรามเห็นเขี้ยวขาว อินทร์ ต้องรีบจับไหล่ไว้เป็นการปราม จิตต์และรามเดินตรงมายังห้องพระเวท ไตรภูมิยังนอนกระตุกอยู่ที่เดิม พยายามจะปรือตาขึ้น พระเวทรวบรวมแรงที่มียันตัวขึ้นและสั่งเสียกับไตรภูมิ

"ต่อจากนี้ไป ชีวิตของเจ้าจะไม่เหมือนเดิม ร่างกายจะไร้ซึ่งความรู้สึก เจ้าจะไม่แก่ และไม่ตาย ใช้ความเป็นอมตะตามหาสมบัติเพื่อถอนคำสาปให้จงได้" แล้วอินทร์ก็รีบมาพาตัวไตรภูมิออกไป

เมื่อสองพ่อลูกผู้บุกรุกเข้ามาในห้อง รามกวาดสายตามองไปรอบๆไม่เห็นร่างของไตรภูมิก็ตวาด

"ไตรภูมิมันอยู่ไหน"

พระเวทปรือตาขึ้นมา ร่างกายยังสั่นเทาจากความเจ็บปวด ออกคำสั่งราม

"ใช้ไฟในมือเจ้าเผาข้า ก่อนที่บาดแผลข้าจะหาย และเจ้าจะกลายเป็นคนที่ต้องอยู่ในกองไฟ" รามผวาเข้าใส่ พร้อมคบไฟในมือ จิตต์ก้าวเข้ามาขวางไว้แล้วบอกกับพระเวท

"ข้าเสียใจเหลือเกินที่มีพี่ชายโง่และอ่อนแอเช่นท่าน และอย่าหวังว่าลูกชายของท่านจะถอนคำสาปได้ ข้าไม่มีวันให้มันพรากความเป็นอมตะไปจากข้า" จิตต์พูดจบก็โยนคบไฟลงไปบนเตียงของพระเวท เปลวไฟลุกโชติช่วงรับกับเสียงร้องโหยหวน

"อ๊ากก" รามยิ้มเยาะและโยนคบไฟของตัวเองลงไปสมทบ เปลวไฟลุกรามไปอย่างรวดเร็ว เสียงร้องของพระเวทดังกึกก้อง

ไกลออกไปจากเสียงคร่ำครวญนั้น ร่างของไตรภูมิอยู่ บนเรือลำหนึ่ง เขาถูกห่อด้วยผ้าสีดำ เผยเห็นใบหน้าซีดขาวเด่นชัดกลางแสงจันทร์ ตัวสั่นเพราะร่างกายกำลังปรับรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เสียงร้องของพระเวทดังก้อง อินทร์นั่งนิ่งอยู่หัวเรือทั้งที่ในใจสุดแสนจะเจ็บปวด กรและกัณฑ์เบือนหน้าหนีน้ำตาปริ่ม แล้วทันใดนั้นดวงตาของไตรภูมิก็เบิกโพลงขึ้น ลูกนัยน์ตาดำวับดุร้าย เพราะเลือดใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนพันธุกรรมจนครบระบบฉีดพล่านไปทั้งร่าง ไตรภูมิร้องคำรามอย่างน่ากลัว

ooooooo

ปลายฉัตรมายืนอยู่หน้าบ้านไตรภูมิแต่เช้า ขณะจะกดกริ่ง เธอได้ยินเสียงร้องดังขึ้น เธอชะงักกึก เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็ได้ยินอีอก

"นายหน้าขาว" ปลายฉัตรรีบกดกระดิ่ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจึงตัดสินใจปีนรั้วเข้าไป   ส่วนไตรภูมิที่อยู่

ในบ้านได้ยินเสียงกริ่งก็ลืมตาขึ้น แต่เขายังควบคุมตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้ปลายฉัตรปีนเข้ามาได้สำเร็จ พอใกล้ถึงพื้นดิน เธอกระโดดลงมาผิดท่าเล็กน้อย   ฝ่ามือจึงโดนร่องปูนบาดจนได้เลือด เลือดทำให้ไตรภูมิลุกพรวดขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว

"คำสาปแห่งความเป็นอมตะ ไม่แก่ และไม่ตาย อยู่อย่างทรมาน ต้องกินเลือดเป็นอาหาร มีลมหายใจแต่ไร้ชีวิต" เสียงของพระเวทดังก้องในหู แววตาของไตรภูมิเปลี่ยนเป็นดำขลับ เขาพยายามกดมันไว้ แล้วดึงตัวเองกลับออกมา

ยามนั้น ปลายฉัตรเดินเข้ามาในบ้าน แล้วเรียกหาไตรภูมิ ชายหนุ่มยังตัวสั่นเทา ลมหายใจหอบเหมือนสัญชาตญาณของสัตว์ร้ายที่กระหายเหยื่อ แต่ถูกกดทับไว้ไม่ให้หลุดออกมา ยิ่งปลายฉัตรเข้ามาใกล้ ไตรภูมิก็ยิ่งตัวสั่นมากขึ้น เขาพยายามสกัดความกระหายอย่างยากเย็น

"คุณไตรภูมิ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า" ปลายฉัตรร้องเรียกอยู่หน้าห้อง

ไตรภูมิฝืนตัวเองตะโกนสั่งให้ปลายฉัตรออกไป

"เป็นอะไรของเขา...คนเป็นห่วงแท้ๆ ดันมาตะคอกอีก" ปลายฉัตรบ่นแล้วตัดสินใจจะเดินออก กลิ่นเลือดที่มือของเธอโชยเข้าไปในห้อง ทำให้ด้านมืดเข้าครอบงำไตรภูมิอีกครั้ง

ประตูห้องเปิดออก ปลายฉัตรหันไปแต่ต้องอ้าปากค้างคา เพราะมือของไตรภูมิคว้าคอหมับ แล้วดึงตัวเธอเข้าไปในห้องนอนอย่างแรง โชคดีที่ระหว่างนั้น ไตรภูมิก็ดึงตัวเองออกมาจากสัญชาตญาณด้านมืดได้สำเร็จ เขาจึงไล่ปลายฉัตรออกจากห้อง

"อ้าว...ไรเนี่ย...ตัวเองเป็นคนลากฉันเข้าห้อง แล้วก็มาตะคอกไล่ให้ออกไปอีก จะเอาไงแน่ สับสนไรเปล่า" ปลายฉัตรตั้งสติได้ ไตรภูมิตัวสั่นเทา พยายามจะระงับความโหยที่ซ่อนอยู่ภายในไว้ไม่ให้ออกมา เขาตะโกนไล่ปลายฉัตร

"ฉัน...บอกให้ออกไป...ออก...ไป..." แต่ปลายฉัตรยังไม่เข้าใจ เธอคิดว่าไตรภูมิป่วยจึงจะพาไปหาหมอ

"อาการคุณดูแย่มาก ฉันว่าไปโรงพยาบาลดีกว่า ไปเหอะ ฉันพาไป" ปลายฉัตรเดินเข้ามาด้วยความเป็นห่วง

กลิ่นเลือดของเธอ เกือบทำให้ไตรภูมิระงับตัวเองไม่ได้ เขาตัดสินใจสะบัดมือปลายฉัตรออกไปอย่างแรง ปลายฉัตรเซถลาหัวชนเข้ากับมุมโต๊ะอย่างแรงทำให้หมดสติไป เลือดสดๆที่หัวไหลออกมาเป็นทาง ไตรภูมิตกใจ แต่ไม่ทันที่จะทำอะไร กลิ่นเลือดสดๆใหม่ๆก็ลอยเข้ามาอย่างแรง ดันให้ด้านมืดที่พยายามกดไว้ พุ่งออกมาจากสติสัมปชัญญะ ไตรภูมิบังคับตัวเองไม่ได้ ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำขลับ เขี้ยวสีขาววับโผล่ออกมา พร้อมกับเสียงร้องที่เต็มไปด้วยพลัง

อินทร์ กร และกัณฑ์ถือกระเป๋าเหล็กเก็บอุณหภูมิที่บรรจุเลือดเดินเข้ามาในบ้าน พวกเขาได้ยินเสียงไตรภูมิ

"นายท่าน" กรกับกัณฑ์จะพุ่งตัวไป อินทร์พูดขึ้น

"เดี๋ยวฉันไปดูเอง กัณฑ์เอาของไปเก็บให้เรียบร้อย กรเตรียมของมาให้นายท่าน แล้วรีบตามไปที่ห้อง"

"ครับ" กรและกัณฑ์ถือกระเป๋าเก็บเลือดแยกไปตามคำสั่ง อินทร์รีบเดินไปที่ห้องนอนไตรภูมิทันที

"คุณไตรภูมิ" อินทร์ร้องเตือนเมื่อเห็นเจ้านายกำลังจะฝังคมเขี้ยวลงไปที่ซอกคอของปลายฉัตร ไตรภูมิชะงักกึกหันมาทางอินทร์ กรเดินตามเข้ามาพร้อมกับแก้วเจียระไนหรูใส่เลือดสีแดงเข้ม ไตรภูมิเริ่มมีสติกลับมา แววตากลับมาเป็นเหมือนเดิม อินทร์รีบหยิบแก้วเลือดแล้วส่งให้ ไตรภูมิยื่นมืออันสั่นเทามารับและดื่มอย่างเร็ว เขารู้สึกดีขึ้น

อินทร์พยักหน้าให้กรยกตัวปลายฉัตรออกไป แต่ไตรภูมิออกคำส่งว่าจะจัดการเอง กรกับอินทร์จึงถอยออกมา ไตรภูมิค่อยๆหันมาทางปลายฉัตรที่นอนสลบอยู่บนเตียง แววตาอ่อนโยนลง มีความรู้สึกผิดเจือปนอยู่อย่างเห็นได้ชัด

เขาช่วยทำแผลให้ปลายฉัตรและแอบมองใบหน้าของเธอยามหลับใหล เขาเหมือนถูกตรึงอยู่กับความใสของหญิงสาว จนต้องดึงตัวเองกลับมาสู่ความเป็นจริง แล้วตัดใจลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง

ooooooo

อโนบุกมาหาสิงห์ถึงห้องทำงาน เพราะอยากได้ข้อมูลเรื่องไตรภูมิจากปลายฉัตร แถมยังพูดใส่ไฟเสียจนสิงห์นึกระแวง กลัวปลายฉัตรจะแอบมีใจให้ไตรภูมิจริงๆ เขานั่งคิดหนักมองภาพไตรภูมิที่ได้มาจากอโน แต่เมื่อเห็นชื่อโรงแรมที่อยู่ในภาพด้านหลังไตรภูมิ สิงห์ก็คิดได้จึงพาอโนมาไปที่โรงแรมแห่งนั้น   เพื่อหาข้อมูลของไตรภูมิ

เวลาเดียวกันนั้นเองที่บ้านไตรภูมิ กรกับกัณฑ์กำลังลำเลียงถุงใส่เลือดเข้าเก็บในตู้เย็นที่ซ่อนไว้ในตู้ไม้ทึบ มีอินทร์ยืนดูอยู่ไม่ห่าง แล้วไตรภูมิก็เดินเข้ามา อินทร์รีบขอโทษที่มาช้าทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย

"มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันเบื่อที่จะต้องดื่มเลือดเป็นอาหารทุกวัน ฉันพยายามจะฝืนคำสาป ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ ฉันจะต้องตามหาสมบัติอีก 8 ชิ้นให้เจอ โดยเร็วที่สุด พวกเราทุกคนจะได้หลุดจากคำสาปสักที"

ไตรภูมิมองออกไปข้างนอก แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น อินทร์ กร และกัณฑ์ก้มหน้านิ่งฟัง

ปลายฉัตรรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาเห็นอินทร์ยืนอยู่ข้างเตียง จึงพรวดพราดลุกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อมองไปรอบๆอินทร์ยิ้มให้นิดๆ แล้วถามกลับว่า พร้อมเริ่มงานหรือยัง จากนั้นงานชิ้นแรกของเธอก็เริ่มต้น

"วันนี้ผมจะให้คุณเช็กรายการของให้ละเอียด และหาว่า 8 ชิ้นที่เรากำลังหาอยู่มีอะไรบ้าง และอีกเรื่องที่สำคัญมาก ห้ามคุณบอกคนอื่นเด็ดขาดว่าคุณทำงานให้เรา" อินทร์ย้ำ

"แต่ฉันบอกแม่ไปแล้ว" ปลายฉัตรนึกได้

"ก็กำชับให้แม่คุณเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัย" อินทร์เสียงเข้ม ปลายฉัตรขมวดคิ้วขณะยังมึนๆ แต่พอนึกได้ก็รีบขอบคุณอินทร์

"ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ เพราะผมไม่ได้เป็นคนทำแผลให้คุณ"

อินทร์พูดจบก็เดินหายไป ทิ้งให้ปลายฉัตรยืนงงอยู่ตรงนั้น เมื่อทำงานไปได้สักครู่ ไตรภูมิก็เข้ามาในห้อง ปลายฉัตร แปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเลย เธอถามเขาเรื่องอาการป่วยแล้วแนะนำให้ไปหาหมอ

"อาการคุณดูแย่มากเลย หน้าก็ซีด ตัวก็..."

"เธอไม่ต้องห่วงฉัน ห่วงตัวเองดีกว่า หัวเป็นไงบ้าง ความจำเสื่อมหรือเปล่า ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า" ไตรภูมิเสียงอ่อนลง ปลายฉัตรรับรู้ในความห่วงใยของเขาก็แอบสะเทิ้นเล็กๆก่อนตอบ

"ก็...นิดหน่อย...แต่ความจำฉันยังดีอยู่ ฉันยังทำงานให้คุณได้ ไม่ต้องห่วง"

"วันนี้พอเธอเช็กของเรียบร้อยก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะให้เธอไปโรงพยาบาล ไปให้หมอเช็กสมองว่ามีเลือดคั่งข้างในหรือเปล่า อินทร์จะเป็นคนจัดการเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้เธอ" ไตรภูมิออกคำสั่ง ปลายฉัตรยอมรับปากแล้วเอ่ยขอบคุณไตรภูมิ ที่ช่วยทำแผลให้เพราะเห็นที่มือไตรภูมิมีสีของยาใส่แผลติดอยู่

"คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะที่ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ ฉันไม่โกรธคุณหรอก...เพราะฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ"

ปลายฉัตรยิ้มสดใสชี้ที่แผลตัวเอง ไตรภูมิจะอ้าปากเถียง แต่ก็ต้องชะงักกับรอยยิ้มของเธอ เขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่มันวิ่งพล่านอยู่ในตัวเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น

ooooooo

สมุนของรามนำรูปสมบัติราชวงศ์หมิงจากถ้ำมังกรอมตะ 5 ชิ้น มาให้ชาญดูที่บริษัท เพื่อจ้างให้บริษัทจัดประมูลของ ล่อไตรภูมิออกมา ชาญขอดูของจริงก่อนจึงได้เห็นหยกแกะสลักรูปมังกร แจกันกระเบื้องเคลือบเขียนลายมังกรสีน้ำเงินขาว แจกันเคลือบลายดอกท้อแดง งาช้างแกะสลักรูปสิงห์คู่ และแผนที่ของอาณาจักรหมิงบนกระดาษโบราณ

"ของทุกชิ้น   เป็นของจริงแน่นอน...คุณเปิดประมูลได้เลย" มายาบอกอย่างมั่นใจ

เมื่อชาญตกลง มายาจึงชวนพาลีกับคีรีกลับ ทั้งสามเดินมาถึงหน้าลิฟต์ และได้พบกับสิงห์และอโนที่กำลังจะมาพบชาญ ด้วยความไม่ระวัง สิงห์ชนเข้ากับคีรีอย่างแรง เขาจะอ้าปากจะขอโทษ แต่ไม่ทันคีรีที่สวนอย่างกวนๆ

"มีตาก็หัดใช้ซะบ้าง ก่อนที่จะไม่มีให้ใช้" สิงห์ชะงักกึกมองคีรีเต็มตาแล้วก็อึ้ง เพราะเป็นคนเดียวกับในภาพที่เห็นในผับ สิงห์ขยับจะเรียก แต่ทั้งหมดเดินเข้าลิฟต์ไปแล้ว สิงห์วิ่งตามลงไป แต่ก็ไม่ทัน

"ฉันไม่น่าเชื่อพี่เลย ถ้าฉันไปสืบเองป่านนี้คงได้ประวัติคุณไตรภูมิตั้งแต่เกิด ยันโคตรเหง้าศักราชหมดแล้ว...ฮึ่ย...

พี่นะพี่...เห็นคนร้ายดีกว่าน้องสาวตัวเอง" อโนกลับไปที่รถ ทิ้งให้สิงห์ยืนอยู่ที่หน้าบริษัทคนเดียว เขาเริ่มสังเกตรอบๆอย่างค้างคาใจ

"ไอ้สองคนนั้นมันมาที่นี่ทำไม...หรือว่า...มันจะมาบริษัทประมูล"

ooooooo

งานวันแรกของปลายฉัตรเสร็จแล้ว เธอระบายเสียงออกมาอย่างโล่งอก แล้วนวดขมับตัวเอง ขยับไหล่ อย่างเหนื่อยล้า ด้วยความกระหายน้ำจึงลุกออกมาหาน้ำดื่ม ขณะเปิดตู้เย็นสำหรับแช่เลือด แต่ยังไม่ทันเห็นข้างใน กัณฑ์โผล่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

"ทำอะไร  ตู้นี้ไม่มีน้ำ"  กัณฑ์รีบปิดตู้  พรางตู้เย็นไว้ อีกชั้น

"แต่ว่ามันเป็นตู้เย็น มันจะไม่มีน้ำได้ยังไง" ปลายฉัตรเถียง

"บอกว่าไม่มีก็คือไม่มี...ถ้าอยากกินน้ำเดี๋ยวจัดให้ และต่อไปห้ามเดินเพ่นพ่าน รื้อโน่นรื้อนี่โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณ อินทร์รอพบคุณอยู่ที่ห้องรับแขก ให้ไปพบเดี๋ยวนี้ ส่วนน้ำจะเอาตามไปให้" กัณฑ์จ้องปลายฉัตร

ปลายฉัตรจำใจถอยออกไปพบอินทร์ เธอจำใจรับเงินค่าตรวจสมอง แล้วซ้อนรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกไป เมื่อไตรภูมิเข้ามาในห้องทำงานของปลายฉัตร พบกระเป๋าสตางค์จึงเปิดดู เมื่อเห็นรูปปลายฉัตรถ่ายกับสิงห์รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ด้วยความห่วงใยจึงขับรถตามเอากระเป๋าไปคืนที่บ้าน ระหว่างที่ปลายฉัตรขำอยู่กับท่าทีของไตรภูมิ สิงห์เข้ามา

"ถ้าไม่มีอะไร...ก็หยุดขำได้แล้ว ก่อนที่แฟนเธอจะเข้าใจผิด คิดว่าเธอกำลังคุยอยู่กับฉันอย่างมีความสุข"

ตอนที่ 4

สิงห์กลับมารายงานวัลลภเรื่องพบคีรีกับพาลีที่บริษัทประมูล แต่ไม่ยืนยันว่าทั้งสองจะเป็นผู้ต้องสงสัยร้อยเปอร์เซ็นต์ วัลลภมองรูปกร กัณฑ์ พาลีและคีรีที่ปริ๊นต์มาจากกล้องวงจรปิดด้วยสายตาครุ่นคิด

"ขอเช็กเทปจากกล้องวงจรปิดภายในโรงแรม แล้วดูให้ชัดว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า และพวกมันมาทำอะไรติดต่อกับใครบ้าง แล้วก็สืบต่อไปจนถึงตัว บางทีทั้งสี่คนนี้อาจจะรู้จักกันก็ได้"

"ครับ...เดี๋ยวผมจะไปติดต่อกับทางโรงแรมวันพรุ่งนี้" สิงห์รับคำ

วัลลภสั่งให้จ่าดอนไปทำงานแทน แล้วก็ขอตัวเดินออกไป สิงห์ทำความเคารพพลางเหลือบดูนาฬิกาเห็นว่าใกล้เวลานัดกับปลายฉัตร จึงฝากเรื่องเทปกับจ่าดอน ก่อนจากไปอย่างรีบร้อน

"รีบร้อนแบบนี้...สงสัยจะไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา" ดอนพึมพำตามหลัง

ในเวลาเดียวกัน ปลายฉัตรเตรียมจะกลับบ้าน ไตรภูมิเข้ามาถามเรื่องเสื้อผ้าที่จะใส่ไปงานประมูล เธอเพิ่งฉุกคิดได้ว่าตัวเองมีแต่เสื้อผ้าแบบที่ใส่มาทำงานเท่านั้น

"เดี๋ยวฉันจะให้อินทร์เอาเงินให้เธอไปซื้อเสื้อผ้าใหม่" ไตรภูมิสั่ง

ปลายฉัตรโบกมือปฏิเสธ บอกว่าแค่ไปซื้อตลาดนัดแถวบ้านหรือสะพานพุทธก็ได้

"งานประมูลวันพรุ่งนี้มีความสำคัญมาก ฉันไม่อยากพลาดเพราะเสื้อผ้าที่ดูไม่น่าเชื่อถือของเธอ"

ไตรภูมิเปิดประตูรถ แล้วดันตัวปลายฉัตรเข้าไป จากนั้นก็เดินมานั่งที่ด้านคนขับ ปลายฉัตรสะดุดกึก...รู้สึกถึงความใกล้ชิด เธอเขินเล็กน้อย ไตรภูมิหันมามองปลายฉัตรมองตอบ... ต่างคนต่างมองตากัน และทันใดนั้นไตรภูมิก็พูดขึ้น...

"คาดเข็มขัดด้วย" ปลายฉัตรสะดุ้งรู้สึกตัว รีบรัดเข็มขัด ไตรภูมิแอบอมยิ้มนิดๆแล้วออกรถไป

ในขณะที่ปลายฉัตรออกไปซื้อเสื้อผ้ากับไตรภูมิ สิงห์ก็มารอเธอที่บ้าน เพราะปลายฉัตรนัดให้ไปเป็นเพื่อนที่โรงพยา บาลตอนห้าโมงเย็น เฉิดออกมานั่งคุยกับสิงห์ แต่เมื่อรู้ว่าลูกสาวไปทำงานแล้วล้มหัวฟาดโต๊ะจนเจ้านายให้ไปเช็กสมองก็ตกใจ เพราะปลายฉัตรไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเธอเลย สิงห์กลัวเฉิดจะกังวลจึงรีบแก้ตัวแทน

"เอ่อ...ปลายเขาคงไม่อยากให้คุณอาเป็นห่วงน่ะครับ"

"งั้นพอหาหมอแล้ว บอกด้วยแล้วกันว่าผลเป็นยังไงบ้าง" เฉิดอดห่วงไม่ได้ สิงห์รับคำแล้วก้มมองนาฬิกาอีกครั้งเพราะได้เวลานัดแล้วแต่ปลายฉัตรยังไม่มา

ooooooo

ไตรภูมิเดินนำปลายฉัตรมาที่ร้านเสื้อผ้าหรู ปลายฉัตรต่อรองว่าซื้อไปคงไม่กล้าใส่เพราะหรูเกินไป แต่เมื่อโดนไตรภูมิยื่นคำขาดด้วยเสียงเข้มๆ    เธอก็ต้องยอม

"ใส่ก็ได้แค่นี้ก็ต้องขู่ด้วย"

ปลายฉัตรเดินหน้าง้ำเข้าไปในร้าน ไตรภูมิยิ้มนิดๆด้วยความพอใจ แล้วเดินตามไป หลังให้ปลายฉัตรเลือกเสื้อผ้าอยู่ครู่ ชายหนุ่มเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงตัดบท

"พอได้แล้ว ฉันไม่เชื่อรสนิยมเธอแล้ว เดี๋ยวฉันเลือกให้เอง"

ปลายฉัตรหันมามองตัวเองในกระจกด้วยความแปลกใจ

"นี่ยังไม่สวยอีกเหรอเนี่ย เรื่องมากจริงๆ"

ไตรภูมิปราดสายตามอง และเดินเข้าไปหยิบชุดที่คิดว่าเหมาะออกมาส่งให้ปลายฉัตรลอง

"นี่สวยแล้วเหรอเนี่ย" ปลายฉัตรเบ้หน้า แต่ก็ยอมลองสวมดู

ห้องลองชุดค่อยๆเปิดออก ปลายฉัตรเดินออกมาในชุดที่ไตรภูมิเลือก เป็นชุดที่ใส่แล้วดูดี และเข้ากับบุคลิกของเธอ ไตรภูมินั่งมองแล้วอมยิ้มนิดๆด้วยความพอใจ ปลายฉัตรยืนประหม่า พอเห็นรอยยิ้มของไตรภูมิแล้วก็ยิ้มออก

"สวยเนอะ ฉันยังไม่คิดเลยว่า ตัวเองจะสวยขนาดนี้ ใส่แล้วก็ไม่เขินด้วย ทะมัดทะแมง เดินก็สะดวก คุณนี่รสนิยมดีเหมือนกันนะเนี่ย"   ปลายฉัตรหันไปส่องกระจกด้วยความ ชอบใจ

ทันใดนั้นก็มีสร้อยเพชรเส้นหนึ่งพาดลงที่คอ ขณะที่ปลายฉัตรกำลังตกใจอยู่นั้น ไตรภูมิก็ใส่สร้อยให้เสร็จแล้ว

"สร้อยเส้นนี้ฉันให้เธอ ไม่ต้องเอามาคืน" ไตรภูมิพูดจบก็หันหลังเดินออกไป

"คุณ ของจริงหรือเปล่า"

ไตรภูมิชะงักเท้า แล้วขำนิดๆก่อนจะหันมาทำหน้านิ่ง "ตอนเธอเอามันไปขายเดี๋ยวก็รู้เอง ฉันจะไปรอหน้าร้าน เปลี่ยนชุดแล้วรีบตามออกไป"  ไตรภูมิหันหลังเดินไปที่เคาน์เตอร์ ปลายฉัตรอึ้งหันมาดูตัวเองที่หน้ากระจก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงไปชั่วขณะ แล้วก็นึกกังวลขึ้นมา

"พรุ่งนี้จะแต่งชุดนี้ออกจากบ้านมาได้ยังไงเนี่ย"

ดูเหมือนว่าไตรภูมิจะเดาใจออก เขาจึงบอกกับปลายฉัตรในระหว่างเดินมาที่รถ

"เธอไม่ต้องห่วง ฉันจองโรงแรมไว้ให้เธอแล้ว นี่เป็นนามบัตร ทางไปโรมแรมและเบอร์ห้อง เธอไปใช้ได้ตั้งแต่เช้า จะมีรถทางโรงแรมคอยรับส่งเธอตลอดการทำงาน" ไตรภูมิส่งนามบัตรให้

ปลายฉัตรตาโตรีบรับนามบัตร เมื่อไตรภูมิถามต่อเรื่องเช็กสมอง เธอเพิ่งนึกได้ว่า นัดกับสิงห์ไว้

"หกโมงครึ่ง ตายแล้ว โดนด่าแน่ๆ ฉันไปก่อนนะคุณ แล้วพรุ่งนี้ค่อยเจอกัน ไปล่ะ" ปลายฉัตรวิ่งทะเล่อทะล่าออกไปและเกือบจะล้ม ไตรภูมิมองตามอมยิ้มอย่างมีความสุข เขาเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ค่อยๆงอกงามขึ้นภายในจิตใจ

ooooooo

เวลาทุ่มครึ่งแล้ว สิงห์ยังยืนรอปลายฉัตรอยู่ที่หน้าบ้าน ลุงฉิ่งเดินออกมาจากในครัว พร้อมกับถ้วยแกง แกตะโกนเรียกสิงห์ให้มากินข้าวก่อน

"ตามที่ลุงตรวจดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเอ็งแล้ว คาดว่าอีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงไอ้ปลายมาถึงแน่" มหาปลอบ

"และถ้ามันยังไม่มาล่ะ" ลุงฉิ่งไม่อยากเชื่อ

"ชั่วโมงต่อไปมันต้องมาแน่ ถ้ามันยังไม่มา ก็เป็นชั่วโมงต่อไป แต่มันต้องมาภายในหนึ่งชั่วโมงแน่นอน" มหายืนยัน ลุงฉิ่งส่ายหน้าระอาในความมั่วของเพื่อนซี้

"ฉันกลับมาแล้วจ้า ฉันกลับมาแล้ว"

สิงห์หันไปดูที่หน้าบ้านเห็นปลายฉัตรยืนหอบ มือกำลังเปิดประตูรั้วอยู่ จึงเดินเข้าไปหา มหาเห็นว่าสิงห์เดินออกไปก็สะกิดลุงฉิ่งให้ตามไปแอบดูด้วยความสาระแน เมื่อประตูรั้วเปิดออก ปลายฉัตรรีบพุ่งเข้ามาจับมือสิงห์

"สิงห์ฉันขอโทษ ฉันลืมนัดแกจริงๆ แล้วฉันก็ปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ด้วย เลยไม่ได้ยินขอโทษนะ...แกอย่าโกรธฉันนะ" สิงห์มองมือปลายฉัตรที่จับอยู่ อารมณ์ที่มีทั้งหมดพลันหายวับ แล้วยิ้มออก

"เออ...ไม่โกรธก็ได้...แล้วนี่ไปไหนมา...อย่าบอกนะว่าไปช็อปปิ้ง" สิงห์มองที่ถุงเสื้อผ้า ปลายฉัตรอึกๆอักๆ ยิ้มเจื่อนๆ

ลุงฉิ่งกับมหาที่แอบดูอยู่พยายามเงี่ยหูฟังอยากรู้ว่าสิงห์กับปลายฉัตรคุยอะไรกัน เฉิดร้องเตือน

"แล้วพี่สองคนจะไปยุ่งเรื่องเด็กมันทำไม มากินข้าว"

"มันเป็นเด็กที่ไหน เนี่ยมันหลานฉัน ไม่ยุ่งเรื่องหลานแล้วจะไปยุ่งเรื่องใคร มะ แอบดูมันต่อ" ลุงฉิ่งหันมาตอบแล้วชวนมหาสาระแนต่อ เฉิดได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

"จริงๆ มันก็ไม่ใช่ไปช็อปปิ้งหรอก...คือว่าฉันไปทำงานน่ะ แล้วนี่ก็เป็นชุดที่ฉันต้องใส่ไปทำงาน" ปลายฉัตรตอบ สิงห์แปลกใจจะซักต่อ แต่ปลายฉัตรรีบตัดบท "เออ...เรื่องมันยาว แล้วก็ซับซ้อนน่ะ เอาไว้ฉันเสร็จงานแล้วค่อยเล่าให้แกฟังแล้วกัน แกไม่โกรธก็ดีแล้ว ไปกินข้าวกันดีกว่าไป ฉันหิวแล้ว" ปลายฉัตรยิ้มกลบเกลื่อนแล้วก็เดินเข้าบ้านไป

สิงห์ได้แต่มองตามงงๆ เขามองไปที่ถุงใส่เสื้อผ้า รู้ดีว่าเป็นถุงเสื้อจากร้านราคาแพง ก็คิดหนักและเริ่มระแวง

หลังจากทานอาหารเย็นเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงลุงฉิ่งที่นั่งคุยกับมหาเรื่องดวงของปลายฉัตร เพราะลุงอยากรู้ว่าผู้ชายที่หลานสาวชอบคือใคร

"มันชอบใครข้าไม่รู้เว้ย...แต่ถ้าไอ้คนที่สองที่มาชอบมันเนี่ย ข้ารู้ว่าใคร เห็นกันทุกวันตัวเป็นๆ" มหาที่กำลังส่องพระตอบ ลุงฉิ่งสวนว่าใครไม่รู้ก็โง่แล้ว

"แล้วไอ้คนที่สามเนี่ยที่บอกว่ามันจะมาเร็วๆนี้เนี่ย ตกลงว่ามันมาแบบรักหรือไม่รักวะ" ลุงฉิ่งถาม

"มันไม่ชัดว่ารักหรือไม่รักว่ะ...รู้แต่ว่าดาวอีกดวงมันเคลื่อนเข้ามาอย่างเด่นชัด...รับประกันล้านเปอร์เซ็นต์ว่ามันต้องมาแน่ๆ" มหาฟันธง ลุงฉิ่งฟังแล้วแอบเป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

รามอยู่ในชุดสูทหรู กำลังจะออกไปงานประมูล จิตต์เดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

"แกคิดเหรอว่าสมบัติ 5 ชิ้นสุดท้ายที่เรามีจะล่อไอ้ ไตรภูมิมันออกมาได้"

"ถ้ามันสะสมสมบัติเพื่อถอนคำสาป มันจะต้องมา แต่ ถ้ามันไม่มา เราก็จะได้รู้ว่ามันเลิกล้มความคิดนี้ไปแล้ว"

"แต่ถึงมันไม่คิด เราก็ไม่ควรจะเก็บมันไว้ มันทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงมาสี่ร้อยกว่าปี มันต้องจบลงได้แล้ว ถ้าพวกมันตาย ความเป็นอมตะที่เรามีจะทำให้เราเหนือกว่าทุกคน"

"ไอ้ไตรภูมิมันโง่ที่ไม่ยอมเป็นพวกเดียวกับเรา"

"มันก็โง่เหมือนพ่อของมัน และฉันจะไม่ยอมให้ความโง่ของมันมาทำลายความเป็นอมตะของฉัน ฉันจะให้โอกาสแกอีกครั้ง ถ้างานนี้ไม่สำเร็จ ฉันจะตามล่ามันเอง" จิตต์กัดฟันกรอด ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำ เผยอเขี้ยวขาวมันวับ

เวลาเดียวกันนั้น อินทร์กำลังรินเลือดใส่แก้วเจียระไนหรู แล้วยกมาให้ไตรภูมิพร้อมกับตั้งคำถาม

"นายท่านคิดว่าการประมูลวันนี้จะเป็นกับดักของพวกนั้นหรือเปล่า"

"สมบัติ 5 ชิ้นไม่เคยปรากฏมาก่อน มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มันจะโผล่มาตอนที่พวกนั้นมาถึงประเทศไทย"

"นายท่านคิดว่า...ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเราสะสมสมบัติเพื่อถอนคำสาปทำลายความเป็นอมตะ อะไรจะเกิดขึ้น"

"ถ้าไม่ตายกันไปข้างนึง ก็ต้องตายหมดทุกคน" ไตรภูมิแววตาแข็งกร้าว อินทร์ก้มหน้านิดๆ เตรียมพร้อมยอมรับกับชะตากรรม แล้วก็ฉุกคิด

"แล้วการประมูลครั้งนี้...นายท่านคิดว่าปลายฉัตรจะทำสำเร็จหรือเปล่าครับ" ไตรภูมินิ่งคิดถึงปลายฉัตร

ooooooo

เมื่อวันประมูลมาถึง ไตรภูมิเดินใส่แว่นดำเข้ามาในโรงแรมอย่างเท่ มีสาวๆลอบมองเล็กน้อย กรและกัณฑ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณนั้นรีบเข้ามารายงานว่าปลายฉัตรมาถึงแล้วและกำลังแต่งตัวอยู่  ไตรภูมิพยักหน้าและเดินไป กรจะเดินตามไปอารักขา ไตรภูมิหันมาสั่ง

"ไม่เป็นไร ฉันไปเอง" กรพยักหน้ารับและหยุดตาม

ไตรภูมิเดินมาหยุดที่หน้าห้องแล้วเคาะประตูเรียก

สักพักปลายฉัตรก็ออกมาเปิดประตู เขาเห็นปลายฉัตรอยู่ในชุดที่ซื้อมา หัวยังยุ่งเป็นกระเซิง หน้าตาก็ยังไม่ได้แต่ง ปลายฉัตรยิ้มแห้งๆ

"คุณไม่ต้องห่วงนะ อีกแปร๊บบบบ...เดียว ฉันก็แต่งตัว เรียบร้อยแล้ว ทันแน่นอน" ไตรภูมิเดินตามเข้ามาแววตาไม่ค่อยเชื่อคำพูดลูกจ้างเท่าไหร่นัก จึงเอ่ยถาม

"เธอทำผมไม่เป็นใช่ไหม" ปลายฉัตรชะงักกึกก่อนสารภาพ

"ปกติฉันก็แค่มัดเฉยๆ...แต่พอมัดแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับชุด...ก็เลยพยายามจะทำอย่างอื่น แต่มันก็...เป็นอย่างที่เห็น"

ไตรภูมิถอนใจเดินเข้ามาหาปลายฉัตรแล้วช่วยเกล้าผมให้อย่างชำนาญ ปลายฉัตรถึงกับเคลิ้ม...ใจหวิวๆแปลกๆ ไตรภูมิรวบผมปลายฉัตรขึ้นเพื่อม้วนเก็บแล้วใช้ปิ่นปักตรึงผมไว้

"เรียบร้อยแล้ว...ไม่ถึงสองนาที" ไตรภูมิเอ่ย ปลายฉัตรยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจกด้วยความแปลกใจและพอใจ

"สวยจังเลย...คุณทำเป็นได้ยังไง"

"ฉันมีเวลาว่างเยอะ ฉันทำเป็นทุกอย่าง...จะให้ฉันแต่งหน้าให้ด้วยไหม" ไตรภูมิอาสา ปลายฉัตรผงะ ไตรภูมิยิ้มกวนๆบอกว่าล้อเล่นแล้วออกคำสั่ง

"เดี๋ยวเธอแต่งหน้าไม่ต้องมาก แต่งแบบธรรมชาติ จะเข้ากับเธอมากกว่า ฉันให้เวลาอีก 5 นาที เรียบร้อยแล้วรีบไปได้ ฉันให้ทางโรงแรมเตรียมรถไว้ให้เธอแล้ว"

"แล้วจะมีใครไปกับฉันบ้างหรือเปล่า"

"ไม่มี เธอต้องไปคนเดียว ประมูลของมาให้ได้ ฉันจะรอฟังข่าวดีอยู่ที่นี่" ไตรภูมิเสียงเข้ม ปลายฉัตรกลืนน้ำลายเอื้อก...แอบเครียด ไตรภูมิดูออกเดินมาหา และจับปลายฉัตรหันหน้าหากระจก...พร้อมกับพูดให้กำลังใจ

"วันนี้เธอไม่ใช่เด็กกะโปโลที่ไปงานประมูลเพื่อหางานทำ แต่เธอคือมหาเศรษฐีที่มีเงินมากกว่าหมื่นล้านสำหรับซื้อทุกอย่าง ฉันรู้ว่าเธอทำได้"

ปลายฉัตรมองตัวเองในกระจกเห็นไตรภูมิยืนอยู่ข้างหลัง เธอรู้สึกเหมือนมีพลังค่อยๆปล่อยผ่านมาทางเธอ...และความมั่นใจก็ค่อยๆเกิดขึ้น

ooooooo

ประตูโรงแรมเปิดออก ปลายฉัตรเดินออกมาด้วยความสวย สง่า และเป็นธรรมชาติ เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกความมั่นใจ แล้วเดินไปที่รถ พนักงานเปิดประตูรถให้เธอขึ้นไปนั่ง เมื่อประตูปิดลงรถก็ค่อยๆแล่นออกไป โดยมีสายตาของไตรภูมิมองตามไป กรและกัณฑ์เดินมาสมทบ พวกเขาอาสาจะตามปลายฉัตรไป

"ไม่ต้องไป...ถ้ามันเป็นกับดักของพวกนั้นจริงๆ ทั้งปลายฉัตรและพวกเราจะเดือดร้อนกันหมด" ไตรภูมิสั่ง

บริเวณงานประมูลนั้น มายา พาลี และคีรี เดินเข้ามาในบริเวณงาน รัศมีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน ชาญรีบออกมาต้อนรับบอกว่างานจะเริ่มแล้ว

"รออยู่ด้านนอก ถ้าเจอพวกนั้นเมื่อไหร่รีบรายงานทันที" มายาสั่ง

อโนมาร่วมงานประมูลด้วย เพราะหวังจะได้พบกับไตรภูมิ แต่เพราะไม่ระวังจึงชนเข้ากับรามที่เดินสวนมา จนของในมือหล่นลงพื้น เธอรีบขอโทษชายหนุ่ม

"ไม่ต้องขอโทษครับ...ผมเดินไม่ระวังเองนี่ครับ" รามเก็บของส่งให้ พลางส่งยิ้ม

"ขอบคุณค่ะ" อโนอึ้งๆ มองรามที่เดินจากไป

"ถ้ารู้ว่ามีคนหล่อๆแบบนี้...จะมาประมูลมันทุก

วันเลย" อโนยิ้มร่าเริง และไม่ทันเห็นปลายฉัตรที่สวมวิญญาณคนรวยเดินเข้าไปในงานอย่างมั่นใจ

"สินค้าที่จะทำการประมูลเป็นสมบัติราชวงศ์หมิง ที่มีการขุดค้นพบในถ้ำมังกรอมตะ ถ้ำที่มีตำนานลึกลับเกี่ยวกับคำสาปแห่งความเป็นอมตะการประมูลจะเริ่มต้นภายใน 5 นาที" พิธีกรประกาศ

มายาเดินเข้าไปนั่งอยู่ในกลุ่มของคนประมูลแถวหน้าๆ ส่วนรามเดินเข้ามาพร้อมกับป้ายสำหรับการประมูลเดินมานั่งแถวหลัง มายาปรายตามามอง แล้วอมยิ้มนิดๆ ปลายฉัตรเดินตามเข้ามาถือป้ายหมายเลข 9 อยู่ในมือ เธอมองซ้ายมองขวาหาที่นั่งแถวกลางๆ

"การประมูลจะเริ่มต้น ณ บัดนี้" พิธีกรประกาศ รามมองซ้ายมองขวา แต่ไม่เห็นวี่แววของไตรภูมิ

รูปสมบัติชิ้นที่หนึ่งขึ้นบนหน้าจอเป็นหยกแกะสลักรูปมังกร พิธีกรเริ่มการประมูลในราคา 12 ล้านบาท ปลายฉัตรยกป้ายประมูล มีคนสู้ราคา แต่ปลายฉัตรก็ไม่ถอยเธอยกป้ายสู้ แล้วเธอก็ประมูลได้ในราคา 19 ล้าน และต่อด้วยชิ้นที่สอง สาม สี่ และห้า ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ปลายฉัตรโล่งใจยิ้มได้ เพราะทำงานสำเร็จ

ส่วนราม มายา พาลีและคีรีนั้นต้องผิดหวังที่ไตรภูมิไม่ปรากฏตัว และพวกเขาก็นึกสงสัยว่าหมายเลข 9 เป็นใคร ทำไมถึงประมูลของได้ทั้งหมด

"ใครวะเบอร์ 9 รวยจริงๆ ประมูลได้ทุกอันเลย" อโนชักสนใจจึงชะเง้อมองแต่ยังไม่เห็นปลายฉัตร เพราะเธอลุกไปคุยกับเจ้าหน้าที่และเซ็นรับสินค้า เป็นจังหวะเดียวกับที่รามหันมาพอดี เขาเห็นรอยยิ้มสดใสของปลายฉัตรก็เผลอยิ้มตามไปด้วย มายาเห็นเข้าก็ไม่พอใจนัก นาทีนั้นปลายฉัตรลุกขึ้นเดินออกไป

อโนกำลังมองซ้ายมองขวา เห็นปลายฉัตรในชุดหรูยืนในงาน ถึงกับอ้าปากหวอ "นี่ นี่มัน พี่ปลาย"

ปลายฉัตรรีบเดินออกไปจากห้องประมูลโดยเร็ว รามรีบลุกเดินตาม มายาเข้าขวางอ้างว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย รามปรายตามามองด้วยความไม่พอใจ มายาแอบหวั่นแต่ก็ไม่ยอมปล่อย ปลายฉัตรเดินออกไปแล้ว อโนรีบวิ่งตามไปพร้อมกับตะโกนเรียก

"พี่ปลาย" รามมองตามเสียงอโน เห็นเธอตามปลายฉัตรไป ก็หันมาสั่งมายา

"สำคัญแค่ไหน...ฉันบอกให้รอก็ต้องรอ" รามพูดจบก็เดินตามปลายฉัตรออกไป ไม่สนใจมายาแม้แต่นิดเดียว มายาได้แต่ยืนกัดฟันกรอดๆด้วยความแค้นใจ ระคนน้อยใจ

ooooooo

ปลายฉัตรเดินตรงไปที่ลิฟต์ ทันใดนั้นเสียงอโนก็ดังขึ้น เธอชะงัก ค่อยๆหันไปตามเสียง เห็นอโนวิ่งหน้าเริ่ดมาถึงกับหน้าเสีย เธอตัดสินใจทำมึนไม่รู้จักอโน แล้วรีบกดเปิดลิฟต์หนีไป

อโนวิ่งมาแต่ไม่ทัน ทำให้อโนเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ แล้วเมื่อหันกลับมาก็เจอเข้ากับรามที่ยืนรออยู่ในระยะประชิด รามโปรยเสน่ห์แอบถามข้อมูลเรื่องหมายเลข 9 จนอโนหลงกล

"อ๋อ...พี่ปลาย! ไม่ใช่เพื่อนฉันหรอกค่ะ แต่เป็นเพื่อนของพี่ชายน่ะค่ะ"

รามพอใจส่งยิ้มเท่ก่อนเอ่ยคำลา"หวังว่า...เราคงจะได้พบกันอีกนะครับ" รามเดินจากไป อโนแอบเคลิ้มกับความหล่อ ด้านหลังของอโนเห็นมายาแอบยืนดูอยู่แววตาดุดันราวกับนางเสือที่กำลังโกรธจัด

แต่ความโกรธของมายานั้น จิตต์แรงร้อนกว่า เขาตวาดลั่นเมื่อรู้ว่ารามกับลูกน้องทำงานพลาด

"นี่เหรอแผนการที่แกมั่นใจ เสียทั้งของ เสียทั้งเวลา ไม่เห็นไอ้ไตรภูมิกับพรรคพวกมันจะโผล่หัวออกมาเลย"

"นายใหญ่คะ...แต่การที่พวกนั้นไม่มา มันก็ทำให้เรารู้ว่า...มันอาจจะไม่สนใจเรื่องถอนคำสาปแล้วก็ได้นะคะ" มายาพยายามช่วยรามแก้ตัว

"หุบปาก โง่แล้วยังอยากจะแก้ตัวอีก พวกมันไม่โผล่มา ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สนใจ คนอย่างไอ้ไตรภูมิมันฉลาดพอที่จะจ้างคนอื่นมาประมูลของแทนมัน" จิตต์ตะคอก

"ถ้ามันฉลาดพอที่จะจ้างคนอื่นมาได้ ผมก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันเป็นใคร"  รามเอ่ย จิตต์หันมามองหน้าราม  ที่ยิ้มนิดๆอย่างมั่นใจ

"ถ้าแกรู้จริง ก็รีบจัดการมันซะ ทั้งไอ้คนประมูล ไอ้ไตรภูมิ และสมุนของมัน หาตัวให้เจอ และฆ่ามันให้หมด! ก่อนที่มันจะฆ่าเรา" จิตต์สั่งแล้วปรายตามาทางมายา พาลี และคีรี "พวกแกก็เหมือนกัน ทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อย...ฉันให้ความเป็นอมตะกับพวกแกได้...แต่ฉันก็ทำให้แกตายได้เหมือนกัน" จิตต์บีบลูกกอล์ฟในมือแหลกละเอียดเป็นฝุ่นฟุ้งกระจายแล้วเดินออกไป คีรี พาลี ก้มหน้าจ๋อยๆ มายามองรามหน้าเจื่อนๆ เอ่ยถามว่า

"นายท่านรู้เหรอคะ...ว่าตัวแทนของไตรภูมิเป็นใคร"

รามยิ้มอย่างมั่นใจ

ooooooo

ปลายฉัตรกลับมารายงานความสำเร็จกับไตรภูมิที่โรงแรม และพูดล้อเล่นกับเขาอย่างเป็นกันเอง ไตรภูมินึกขำท่าทางของหญิงสาวจึงหลุดยิ้มออกมา กรและกัณฑ์แปลกใจกับท่าทีที่ดูสบายๆของไตรภูมิที่ไม่ค่อยคุ้นตา แล้วปลายฉัตรก็นึกขึ้นได้

"อ้อ ฉันเกือบลืมไป...เมื่อเช้าฉันไปเอกซเรย์สมองมาแล้ว หมอบอกว่าปลอดภัยดี ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน และนี่ก็เงินที่เหลือจากการไปหาหมอ...ฉันคืนคุณ" ปลายฉัตรส่งซองฟิล์มเอกซเรย์และซองเงินคืนให้ กรแอบมองซองเงินด้วยความแปลกใจในตัวปลายฉัตร

"แล้วนี่ก็เครื่องเพชรที่ฉันใส่ไปวันนี้...ฉันคืน...ฉันให้โรงรับจำนำเช็กดูแล้ว มันเป็นของจริง และมันก็แพงมาก ฉันรับไว้ไม่ได้" ปลายฉัตรวางกล่องเครื่องเพชรไว้ตรงหน้าไตรภูมิ กัณฑ์แอบมองจากระยะไกล รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

"เธอวัดจากอะไร ถึงคิดว่ามันแพงเกินไป" ไตรภูมิมองหน้าหญิงสาว

"ก็...วัดจากสิ่งที่ฉันให้คุณ...มันน้อยเกินไป ถ้าเทียบกับสิ่งที่คุณให้ฉัน ฉันแค่ไปยกป้าย ไม่กี่นาที มันไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรมาก เอาไว้...ถ้าฉันทำอะไรที่มันมากกว่านี้...ฉันเรียกเงินคุณแพงแน่...ไม่ต้องห่วง" ปลายฉัตรยิ้มเจ้าเล่ห์ไตรภูมิยิ้มชอบใจ กรกับกัณฑ์เริ่มสังเกตเห็นว่าวันนี้เจ้านายจะยิ้มมากผิดปกติ...สองคนแอบมองกัน...แล้วก็รู้ว่าต่างคนต่างสงสัยในเรื่องเดียวกันอยู่

"ฉันนัดบริษัทประมูลเอาของมาส่งที่นี่ตามที่คุณบอก พรุ่งนี้ฉันจะรีบมารอรับของแต่เช้า ถ้าวันนี้ไม่มีอะไรแล้ว...ฉันกลับบ้านเลยแล้วกัน" ปลายฉัตรหันไปหยิบกระเป๋า ไตรภูมิพูดสวนขึ้นมาว่าจะไปส่ง ปลายฉัตรแปลกใจ แต่กรและกัณฑ์ แปลกใจกว่า ไตรภูมิรู้ว่าทุกคนแปลกใจ แต่ไม่สนใจ

"ไม่เป็นไรหรอกคุณ...ฉันจะแวะกินข้าวหมูแดงหน้าปากซอยด้วย ฉันกลับเองได้" ปลายฉัตรออกตัว แต่พอเห็นสายตาไตรภูมิที่ยืนยันว่าจะไปส่ง ก็จนใจยอม

"โอเค...ไปส่งก็ได้" ปลายฉัตรยิ้มแห้งๆ ไตรภูมิหยิบซองเงินและกล่องเครื่องเพชรที่วางอยู่ ก่อนจะหันไปสั่งกรและกัณฑ์ที่ยืนเอ๋ออยู่ให้กลับไปได้เลยไม่ต้องรอ สองบอดี้การ์ดรอจนไตรภูมิกับปลายฉัตรเดินลับตาไปแล้วก็หันมาคุยกัน

"กร แกรู้สึกว่า...นายท่านแปลกๆไหม"

"แปลกมาก" กรพยักหน้ารับ

ooooooo

อโนวิ่งกระหืดกระหอบมาเรียกสิงห์ที่เล่นฟุตบอลอยู่กับเพื่อนๆในสนาม สิงห์หันมาด้วยความแปลกใจ ในจังหวะไม่ทันระวัง ลูกบอลจึงอัดเข้าหน้าอย่างแรง สิงห์ล้มลง อโนหน้าจ๋อยเจ็บแทน แล้วเข้าไปลากตัวพี่ชายออกมาฟ้อง

"ฉันเห็นเต็มๆตา...พี่ปลายแต่งชุดไฮโซ เครื่องเพชรบึ้มสวยจนฉันเกือบจำไม่ได้ นี่...ฉันเรียกก็ไม่ยอมหยุด เดินหนีเหมือนไม่อยากเจอฉัน...ฉันว่า...พี่ปลายต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ"

"มั่ว ฉันไม่เชื่อ" สิงห์ส่ายหน้า

"ฉันไม่มั่ว! เอางี้ถ้าพี่ไม่เชื่อฉันไปถามพี่ปลายกัน ว่าเขาไปประมูลของมาร้อยกว่าล้านจริงหรือเปล่า" อโนท้าสิงห์ปฏิเสธ อโนจึงพูดแทงใจว่า บางทีปลายฉัตรอาจจะไปประมูลแทนไตรภูมิก็ได้ เธอแอบไปถามลุงฉิ่งมาจึงได้รู้ว่าปลายฉัตรทำงานให้ไตรภูมิอยู่

"ฉันยืนยันว่าฉันเห็นพี่ปลายในงานประมูลจริงๆนะ ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาด และคนที่ฉันเห็นเป็นพี่ปลายจริงๆ พี่ไม่ อยากรู้เหรอว่าเค้าเดินหนีฉันทำไม...แล้วเขาปิดบังอะไรอยู่ ถ้าพี่ไม่ไปถามให้รู้เรื่องวันนี้...วันหน้าพี่อาจจะต้องเสียใจที่ไม่เชื่อฉัน" อโนใส่ไฟ สิงห์ครุ่นคิดสุดท้ายก็ยอมทำตามที่น้องสาวต้องการ

ooooooo

รถของไตรภูมิแล่นเข้ามาจอดหน้าร้านข้าวหมูแดงหน้าปากซอย ชาวบ้านหันมามองด้วยความสนใจ ปลายฉัตรเห็นสายตาชาวบ้าน ก็หันมาบอกไตรภูมิให้เลื่อนรถออกไปหน่อย เพราะกลัวโดนเข้าใจผิด ไตรภูมิดับเครื่องรถหันมา

"งั้นฉันลงไปด้วย...เขาจะได้รู้ว่าเธอไม่ได้มากับเสี่ย" ไตรภูมิเปิดประตูลงไปเลย ปลายฉัตรเหวอรีบตามลงไปแล้วตรงเข้าในร้านข้าวหมูแดงทันที เพราะอายสายตาของชาวบ้านที่มองมา สาวๆแถวนั้นแอบกรี๊ดไตรภูมิ

"ทุกอย่างพิเศษ เพิ่มไข่หนึ่ง ซุปจัมโบ้ แล้วก็ขนมปังสังขยาชุดใหญ่หนึ่งจ้ะ" ปลายฉัตรสั่งอย่างคล่องแคล่ว แล้วหัน มาถามไตรภูมิว่าจะกินอะไรเดี๋ยวเธอเลี้ยง ไตรภูมิอ้าปากจะบอก ว่าไม่กิน แต่ไม่ทัน

"คนรวยอย่างคุณไม่เคยกินแบบนี้หล่ะสิ...คงสั่งไม่เป็น ฉันสั่งให้เอง เฮีย...ที่สั่งเมื่อกี๊เบิ้ลสอง" ปลายฉัตรสั่ง

"ได้ๆ แฟนเหรอ หล่อซะด้วย" เฮียเจ้าของร้านแซว ปลายฉัตรรีบแก้ตัว

"เปล่าเฮีย! ไม่ใช่ เอ่อ...เจ้านายน่ะไม่ใช่แฟนสักหน่อย" เฮียพยักหน้ารับรู้แล้วไล่ให้ปลายฉัตรไปนั่งรอ ปลายฉัตรหันหลังจะไปหาโต๊ะนั่ง แต่พอหันมาเจอไตรภูมิยืนยิ้มกริ่ม เพราะได้ยินที่เฮียพูด ก็ทำเก๊กหน้านิ่งรีบออกตัว

"ฉันกินร้านนี้มาตั้งแต่เด็กก็เลยสนิทกัน...เฮียเค้าก็พูดแซวไปเรื่อยเปื่อย อย่าไปถือสาเลย"

เมื่อเฮียนำข้าวหมูแดงมาเสิร์ฟ ปลายฉัตรรีบจ้วงด้วยความหิว แต่ไตรภูมิกลับนั่งมองนิ่ง ระหว่างนั้นมีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เดินเข้ามาในร้าน พร้อมกับหมาน้อย เมื่อหมาน้อยเข้าใกล้ไตรภูมิ มันร้องหงิงๆตะกายเหมือนต้องการหนี หญิงสาวรีบปลอบ แต่ มันร้องครางดังขึ้นอีก จนปลายฉัตรต้องหันไปมอง ไตรภูมิเห็น เข้าก็กลัวว่าจะเสียบรรยากาศ จึงปรายตาไปมองหน้าหมาน้อย เพียงแค่ปลายหางตา หมาน้อยร้องครางหนักกว่าเดิม จนหญิงสาวเริ่มรำคาญ สั่งใส่ห่อกลับไปกินที่บ้านแทน แล้วเดินออกไป

"หมาตัวนี้ร้องแปลกๆร้องยังกะเจอผีอย่างนั้นแหละ..." ปลายฉัตรมองตาม ไตรภูมิชะงักนิดๆ ปลายฉัตรหันมามองหน้าไตรภูมิ แล้วก็มองจานข้าวที่ยังอยู่เต็ม

"ทำไมไม่กินหล่ะคุณ...หรือว่า...รังเกียจอาหารข้างถนน"

"เปล่า...แต่ฉัน...ไม่หิว"

"โห...เสียดายอ่ะ...งั้นฉันกินนะ ยอมท้องแตกตายดีกว่าทิ้งข้าวเป็นจานๆ"

ปลายฉัตรส่งยิ้มแล้วยกจานข้าวไตรภูมิมาตรงหน้า ก่อนจะเริ่มต้นกินอย่างเอร็ดอร่อย ไตรภูมิมองแล้วก็ขำๆ ปลายฉัตรเงยหน้ามาเห็นไตรภูมิขำก็เขิน แต่ก็กินต่อ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เวียร์" ควงคู่ "ฐิสา" เต้นรำหวาน หนี "เจด้า" เอาปี๊บคลุมหัวในละคร “ยอดรักนักรบ”
16 ธ.ค. 2562

07:30 น.