นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    รักในม่านเมฆ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ทางเดินในไร่มีเนินเตี้ยๆ ทำให้อริณต้องออกแรงเข็นรถให้น้องทราย สมิตเห็นอริณเหงื่อตกแล้วแอบขำ ทำให้อริณต้องฮึดออกแรง พอถึงสวนมะพร้าว สมิตก็แกล้งให้อริณเฉาะมะพร้าวเอาเองจนน้ำหกเลอะตัว พอมาถึงคอกม้าน้องทรายดูสดชื่นขึ้น อริณตื่นเต้นที่ในคอกมีม้าสวยๆ

    "เวลา ที่อยู่บนหลังม้า คือเวลาแห่งอิสระเหมือนเราได้กลืนหายไปกับธรรมชาติ" น้องทรายลืมตัวเผลอพูดออกไป

    "หา...คุณน้องทรายเคยขี่ม้าหรือครับ" อริณแปลกใจ

    น้องทรายนิ่งพยายามไม่ให้มีพิรุธ "จำเขามาพูดน่ะค่ะ เจ้าตัวนี้ชื่อสีครามค่ะ เป็นม้าที่น้องทรายรักที่สุด แต่มันดื้อมากเลย ไม่ยอมให้ใครขี่ง่ายๆ"

    "ยกเว้นพี่" สมิตแทรกขึ้นอย่างจงใจ แล้วโดดขึ้นขี่สีครามทันทีเพื่ออวดว่าสีครามไว้ใจเขา

    สมิตขี่ม้าอวด อริณเห็นแล้วอึ้ง ไม่วายโดนให้ลองขี่เพราะสมิตเชื่อว่าสีครามไม่ยอม อริณพอจะขี่เป็นอยู่บ้างจึงเดินเข้าหา สมิตตบคอม้าพูด "สีคราม นายคนนี้เขาจะขี่ นายจะยอมไหม"

    ขาดคำสีครามก็ยกขาหน้าขึ้นแล้วร้อง ลั่น อริณตกใจหงายหลังโครม สมิตหัวเราะร่า แจ่มช่วยประคองอริณลุกขึ้น

    น้อง ทรายสงสารอริณจึงแนะนำว่าสีครามชอบความนุ่มนวล แล้วเธอก็กระซิบกับสีครามว่าอริณเป็นเพื่อนเธอ รักม้าเหมือนกัน อยากลองขี่เท่านั้น สีครามก็ร้องในคอเบาๆเหมือนตอบรับ และยอมให้อริณขี่แต่โดยดี อริณควบสีครามคล่องขึ้นเรื่อยๆ แล้วเผลอหันมายิ้มให้น้องทรายจึงไม่ทันมองว่าสีครามวิ่งลอดต้นไม้ น้องทรายชี้มือบอกแต่ไม่ทันอริณหันกลับไปก็ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หน้าผากหงาย ตกลงมา สมิตหัวเราะลั่นจนน้องทรายค้อนโกรธๆ...

    ทางบ้านวัชรเวศม์ โฉมพิไลหิ้วกระเป๋ากลับเข้ามา อัมพรตกใจออกมาทัก "ทำไมปุบปับนักล่ะจ๊ะหนูโฉม แม่นึกว่าหนูจะรอดูท่าทีอีกซักสองสามวันเผื่อว่านังน้องทรายมันจะกลับมา"

    "โอ๊ย ไม่ต้องรอดูหรอกค่ะ นังเด็กง่อยมันรู้แล้วว่าตัวเองเป็นได้แค่เมียน้อย ถ้าหน้าด้านกลับมา โฉมก็จะให้มันอยู่อย่างเมียน้อย"

    อัมพรเลียบเคียง ถามว่าไม่เสียดายอุบะเพชรแล้วหรือ โฉมพิไลยักไหล่ "นั่นมันของนอกกายค่ะคุณแม่ เทียบกับคุณชายแล้วคุณค่ามันต่างกันลิบลับ ถ้าไอ้พวกบ้านนอกคู่นั้นมันอยากได้ก็ยกให้มันเถอะค่ะ เรามีเงินตั้งร้อยๆล้านจะสั่งทำอีกซักสิบอันก็ยังได้ จริงไหมคะ"

    อัมพร พยักหน้าไปแกนๆ แต่ในใจแห้งผาก เพราะรู้ว่าจะซื้อทองอีกสักเส้นยังไม่มี...

    ศาลา ในสวนซึ่งภาดายืนคุยกับอริณ เขาฟังอริณสาธยายเรื่องความเป็นอยู่ของน้องทรายอย่างเศร้าใจ ทั้งที่น้องทรายไม่ได้ลำบากอะไรเลยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

    "แล้วเธอพูด ถึงผมบ้างหรือเปล่า"

    "ไม่ ผมว่าเธอยังทำใจไม่ได้ คุณต้องเห็นใจน้องทรายนะ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ๆก็ได้รู้ว่าสามีของตัวเองมีภรรยาลับๆอยู่ มันไม่ใช่เรื่องจะยอมรับได้ ถึงคุณสองคนจะแต่งงานกันแค่ในนามก็เถอะ"

    "งั้น ก็แปลว่าผมยังไปเยี่ยมเธอด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะ

    น้องทรายคงไม่อยาก เห็นหน้าผมตอนนี้" ภาดาพยักหน้ายอมรับอย่างขมขื่น

    "ถึงอยากเห็น โฉมก็ไม่ให้ไป" เสียงโฉมพิไลดังมาก่อนที่ตัวจะเดินมาเกาะแขนภาดา "ถ้ามีอะไรก็ฝากบอกคุณอริณไปสิคะคุณชาย โฉมรู้หรอกนะว่าคุณอริณเขาเต็มใจซะยิ่งกว่าเต็มใจที่จะเป็นเมสเซนเจอร์ไปหา เด็กนั่น"

    "แหะๆ เข้าใจถูกแล้วล่ะครับ มีอะไรก็ฝากผมไปได้นะ เพราะหลังจากนี้ผมคงจะแวะไปที่นั่นบ่อยๆ" อริณหันไปบอกภาดา ในขณะที่ภาดาซึมลงด้วยความเป็นห่วงน้องทราย...

    ในคืนนั้น ทั้งภาดาและน้องทรายต่างหดหู่ซึมเศร้าคิดถึงกันและกัน แจ่มพยายามพูดเชียร์อริณกับน้องทรายแต่เธอกลับบอกว่า

    "ถ้าความทรงจำ มันลบได้ง่ายๆเหมือนในคอมพิวเตอร์

    ก็ดีสิคะพี่แจ่ม เพราะน้องทรายอยากจะลบทุกสิ่งทุกอย่างจะได้เหมือนกับว่าเรื่องเมื่อวานนี้ มันไม่เคยเกิดขึ้น"

    "คิดซะว่ามันเป็นฝันร้ายเถอะค่ะคุณน้องทราย ตอนนี้ คุณตื่นขึ้นมาในบ้านของตัวเองแล้ว เห็นมั้ยคะที่นี่มีแต่คนพร้อมจะมอบความรักให้กับคุณ ปล่อยให้คนหลอกลวงพวกนั้นอยู่ในโลกของเขาเถอะนะคะ" แจ่มลูบมือน้องทรายเชิงปลอบใจ

    น้องทรายนิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพราะลึกๆแล้วเธอยังตัดภาดาไม่ขาดเสียที...ด้านภาดา เขาก็หลบมานั่งคิดถึงน้องทรายในห้องของเธออย่างเหนื่อยล้าใจเหลือเกิน

    ooooooo

    เช้า วันใหม่ ขณะที่น้องทรายนั่งเล่นอยู่กับสีเงินแมวของเธอเพลินๆ แจ่มท่าทางตื่นเต้นวิ่งเข้ามาเรียกให้เธอออกไปดูหน้าบ้าน แจ่มเข็นรถน้องทรายออกไป แล้วน้องทรายต้องแปลกใจเมื่อเห็นอริณควบเจ้าสีครามเข้ามาทักทายอรุณสวัสดิ์ กับเธอ แจ่มรายงานว่าอริณ

    มาแต่เช้ามืดมาขลุกอยู่กับสีคราม อาบน้ำ ตัดหญ้าให้มันกินจนสีครามใจอ่อน

    "ตอนนี้ผมฝึกเลี้ยงม้าจบหลักสูตร แล้ว ว่าจะขอสมัครเป็นคนงานที่นี่ คุณน้องทรายจะรับไหม"

    "น้องทรายคง ไม่มีปัญญาจ้างหรอกค่ะ"

    "ฮ่าๆๆ ผมไม่ต้องการอะไรมากหรอกครับ แค่ข้าววันละสามมื้อกับความเอ็นดูของท่านเจ้าของไร่ก็พอแล้ว" อริณพูดทีเล่นทีจริง แล้วชวนน้องทรายนั่งสีครามไปเที่ยวกับเขา

    น้อง ทรายกับแจ่มสะดุ้ง อริณเข้าใจว่าน้องทรายกลัว รีบรับรองว่าไม่มีอันตรายแน่เพราะเขากับสีครามเข้าใจกันดี และเขาจะปกป้องเธออย่างดี น้องทรายลังเลในที่สุดก็ตกลง... ระหว่างนั่งบนหลังม้าข้างหน้าอริณ น้องทรายรู้สึกเพลินกับวิวทิวทัศน์ที่ไม่เห็นมานาน อริณถามขึ้นว่า

    "นี่ เป็นครั้งแรกหรือเปล่าครับที่คุณน้องทรายขี่หลังเจ้าสีคราม"

    น้อง ทรายอึ้งไปนิดก่อนจะตอบรับว่าใช่ อริณยิ่งดีใจที่น้องทรายไว้ใจเขาเป็นคนแรก อริณทำตาหวานกับเธอ "ผมดีใจ ผมอยากเป็นคนที่คุณน้องทรายเชื่อใจว่าจะไม่มีวันทำให้คุณต้องบาดเจ็บ ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือว่าจิตใจ"

    น้องทรายชะงักเล็กน้อยว่าอริณจะ สื่ออะไร แล้วอริณ ก็พูดออกมาว่า "ผมรู้ว่ามันเร็วเกินไปที่จะทำให้คุณน้องทรายคิดแบบนั้นได้สนิทใจ เพราะว่าคุณไม่ได้รู้จักผมนานเท่าคุณสมิต หรือแม้แต่...คุณภาดา แต่ยังไงผมก็จะรอคอยให้การกระทำของผมพิสูจน์ความจริงใจให้คุณเชื่อมั่นให้ ได้ หวังว่าคุณน้องทรายคงจะให้โอกาสนะครับ"

    น้องทรายเริ่มรู้แล้วว่า อริณคิดอย่างไรกับเธอ แต่เธอยังทำใจไม่ได้...

    วันต่อมา...อริณนั่งตา เยิ้มขณะเล่าถึงน้องทรายให้ภาดาฟัง "เวลาผมเห็นคุณน้องทรายยิ้ม ผมก็พลอยมีความสุขไปด้วย คุณคงเคยเกิดความรู้สึกแบบนี้กับคุณโฉมใช่ไหม"

    ภาดา ฝืนยิ้มรับว่าคงใช่ อริณจึงสารภาพกับภาดา "นี่คงเป็นรักแท้ คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม ถ้าผมจะหาโอกาสใกล้ชิดกับน้องทรายมากขึ้น"

    "ก็ แล้วแต่คุณสิ ยังไงผมก็ยินดีอยู่แล้ว ถ้าน้องทรายจะมีคนที่เหมาะสมมาดูแล" ภาดาพูดทั้งที่ปวดใจ อริณโผกอดเพื่อนขอบอกขอบใจอย่างซาบซึ้ง

    ooooooo

    หลัง จากสุเมธเอาตัววินกลับเข้าโรงพยาบาล เพราะเกรงจะทรุดจากการทำเคมีบำบัด แต่วินดื้อดึงจะกลับไปอยู่ที่ไร่ สุเมธเตือนว่าอยากไปตายให้ลูกเห็นหรือ วินชะงักเล็กน้อย สุเมธจึงเตือนอีกว่า "ฟังนะ ผลของเคมีบำบัดทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย คนไข้มะเร็งบางคนเสียชีวิตในช่วงนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องระมัดระวังให้มาก นายต้องรักษาตัวอยู่ที่นี่ก่อน"

    วิน นํ้าตาคลอเพราะยิ่งรู้ตัวว่าเขาอาจตายเร็วขึ้น ยิ่งหวั่นใจและกลัวจนระบายอารมณ์หันไปกวาดแจกันดอกไม้ข้างเตียงล้มควํ่าลง สุเมธตกใจปราดเข้าประคองวินไว้ วินปล่อยโฮ

    "ในเมื่อทุกอย่างมันเป็น แบบนี้ ฉันก็ยิ่งต้องไปจากที่นี่ ฉันมีภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จก่อนตาย นายเข้าใจมั้ย" วินสะอื้นมองสุเมธอย่างอ้อนวอนให้เข้าใจ...สุเมธไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี

    และ แล้ววินก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาขี่ม้าเข้าไปในบ้านวัชรเวศม์ อัมพรกำลังนอนพักผ่อนตกใจเมื่อได้ยินเสียงม้าในบ้าน มองออกไปนอกบ้านเห็นอำนาจกับแผ้ววิ่งตามม้าที่วินควบเข้ามา ม้าของวินเหยียบแปลงดอกไม้บนสนามเสียหาย อัมพรร้องลั่น

    "ว้าย! นี่มันอะไรกัน ไอ้วิน ไอ้คนไพร่ แกเอาม้ามาทำไมที่นี่ มันเหยียบสนามหญ้าฉันพังหมดแล้ว"

    วินทำเป็นตกใจดึงม้าหันหนีแต่เตะ กระถางล้มระเนระนาด อัมพรร้องลั่นพลันมองไปเห็นที่หน้าม้ามีสร้อยเพชรห้อยอยู่ บนหน้าผาก "เอ๊ะ! นั่นมัน..."

    อำนาจมองตามสายตาอัมพรแล้วถามว่านั่นคืออุบะเพชรที่เธออยากได้หรือ อำนาจเพิ่งเห็นว่าสวยดี วินรีบบอกว่าใช่ นี่แหละอุบะเพชรที่อัมพรอยากได้ อัมพรจะเข้าไปเอาจากม้า อำนาจรั้งไว้กลัวจะโดนม้าเหยียบ วินแกล้งกระตุกคอม้าให้


    โผนขึ้น อัมพรกับอำนาจตกใจล้มตึง


    "ผมให้มันใส่มาให้คุณหญิงดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะตกไปเป็นของคนอื่น"


    "แกหมายความว่ายังไง"


    "ในเมื่อการแต่งงานถูกล้มเลิก ข้อตกลงก็เป็นอันว่าถูกล้มเลิกไปด้วย อุบะเพชรเส้นนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผม ผมจะทำยังไงกับมันก็ได้"


    "ใครบอกว่าล้มเลิก ลูกแกหนีกลับบ้านไปเอง ฉันไม่ได้ เป็นคนไล่ แล้วทะเบียนสมรสก็ยังคาราคาซังอยู่ อย่ามาอ้างเหตุผลโง่ๆนะ"


    "คุณหญิงคงจะเคยชินกับการแต่งงานผัวไปทางเมียไปทางกระมัง   แต่ผมไม่ชินและก็ไม่ถือว่ามันเป็นชีวิตคู่ที่แท้จริง"


    อัมพรโกรธด่าปาวๆ วินจึงพูดอย่างจริงจังก่อนจะกลับไป "ผมจะให้เวลาคุณหญิงเจ็ดวัน ถ้าไม่อยากให้อุบะเพชรนี่ไปห้อยอยู่บนคอคุณนายไฮซ้อที่ไหนล่ะก็ หาทางทำให้น้องทรายกลับมาอยู่ที่วัชรเวศม์ให้ได้"



    ก่อนกลับเจ้าม้ายังถ่ายกองโตทิ้งไว้ที่สนาม อัมพรอกแทบแตกโวยวายอย่างเดือดดาล ร้องกรี๊ดอยากจะฆ่าวินให้ตายคามือ...สุดท้ายอัมพรต้องมากังวลใจกลัวสูญเสียอุบะเพชรไป อำนาจถอนใจ "ก็นี่แหละน้า ตอนทำล่ะไม่คิด"


    อัมพรเสียงเขียวถามเธอทำอะไร อำนาจจึงย้ำให้ฟังว่า เพราะเธอทำให้น้องทรายหนีไป อัมพรยังไม่สำนึกว่าตัวผิด "ฉันไม่ได้เป็นคนให้หนูโฉมโผล่มานะ"


    "แต่คุณพี่ก็ไม่เคยห้ามปราม แถมยังคอยให้ท้ายหนูโฉมแสดงฤทธิ์เดชต่างๆนานา"


    อัมพรเริ่มอึ้งเถียงไม่ออก อำนาจจึงย้ำว่าเพราะคิดจะบีบน้องทรายให้ไม่มีความสุขแต่สุดท้ายก็ตัวเองที่ไม่มีความสุขที่สุด อัมพรโกรธด่าอำนาจเปิงที่ไม่ให้กำลังใจกันบ้าง...สุดท้ายอัมพรต้องยอมมาขอร้องโฉมพิไลให้กลับไปอยู่บ้านจนกว่าเธอจะได้สร้อยเพชรคืนมา

    "แล้วทำไมคุณแม่ต้องไปแคร์มันด้วยล่ะคะ กะอีแค่สร้อยบ้าๆเส้นนั้น โฉมบอกแล้วไงคะว่าโฉมไม่ต้องการแล้ว" โฉมพิไล เม้มปากแน่นไม่ยอม


    อัมพรพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบว่าเธอต้องการเพราะมันเป็นสมบัติประจำตระกูล โฉมพิไลน้ำตาคลอ "แล้วยังไงคะ ให้โฉมกลับไปอยู่บ้านแล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ นอนระแวงทุกคืนว่าเมื่อไหร่คุณชายจะตบะแตกคว้านังง่อยนั่นมาเป็นเมียอย่างงั้นเหรอ คุณแม่ไม่ใช่โฉม ไม่รู้หรอกว่ามันทรมานแค่ไหน"


    อัมพรบีบมือปลอบลูกสะใภ้แต่โฉมพิไลปัดออก ไม่ยอมลูกเดียว แถมท้าให้เอาคนมาลากเธอไป ถ้าต้องการให้เธอไป อัมพรถอนใจอย่างหนักใจสุดๆ


    ooooooo


    เฉลิมชัยได้รับการ์ดเชิญพร้อมครอบครัวไปงานเปิดร้านอาหารหรูสไตล์คาราโอเกะ เขาพาเฉลาและภีมไปด้วยความดีใจที่ได้ร่วมงานหรูๆ ทั้งสามคนตื่นเต้น เมื่อมาถึงหน้าร้าน พอยื่นบัตรเชิญให้พนักงานอย่างกลัวๆกล้าๆเพราะไม่มั่นใจ พนักงานกลับเชิญไปห้องวีไอพี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ทั้งสามคนเข้าไปอีก


    "นี่แหละค่ะห้องที่จัดไว้ให้คุณเฉลิมชัยกับครอบครัวพ่อเลี้ยงรออยู่ด้านในแล้วค่ะ"


    ทั้งสามคนทำหน้างงว่าใครคือพ่อเลี้ยง พนักงานตอบว่าเจ้าของที่นี่ เฉลิมชัยกลัวเสียหน้าแกล้งทำเป็นอ๋อ...นึกออกแล้ว ควักเงินทิปพนักงานแต่ไม่มีจึงล้วงเศษเหรียญมาใส่มือพนักงานทำหน้าเจื่อนๆก่อนจะเดินกลับไป เฉลากับภีมรีบถามว่าพ่อเลี้ยงใคร เฉลิมชัยส่ายหน้าไม่รู้ พอผลักประตูเข้าไป เห็นชายคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ก็ทำเป็นทักทาย


    "อ้าว พ่อเลี้ยง สวัสดีครับ แหมเจอกันจนได้"


    พ่อเลี้ยงหันหน้ามา ทั้งสามตกตะลึงพูดพร้อมกัน "อะ...ไอ้บุญเทิด!"


    "สวัสดีครับคุณเฉลิมชัย คุณเฉลา คุณภีม" บุญเทิดก้มหัวทักทาย..."


    ย้อนไปในอดีตเมื่อสิบปีก่อน...บุญเทิดพบรักกับโฉม–พิไลในรีสอร์ตทางเหนือ ทั้งสองได้เสียกันและกำลังจะแต่งงานกัน ขณะที่คลอเคลียกันอยู่บนเตียง แม่เลี้ยงดาราเปิดประตูผางเข้ามาโวยวายและให้คนงานโยนทั้งสองออกไปจากห้อง โฉมพิไลตกใจร้องลั่น


    "อ๊าย อีบ้า อีคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แกทำอย่างนี้กับฉันสองคนได้ยังไง แบบนี้มันต้องเจอ..."


    โฉมพิไลจะโผนเข้าตบ แต่แม่เลี้ยงจับแขนไว้แล้วผลักล้มลงแถมพูดใส่หน้า "ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ก็ในเมื่อฉันเป็นเจ้าของที่นี่"


    "เจ้าของเหรอ? ไหนคุณบอกว่าคุณเป็นเจ้าของรีสอร์ตนี้ไงคะ" โฉมพิไลหันไปถามบุญเทิด บุญเทิดหน้าซีดพูดไม่ออก


    แม่เลี้ยงหัวเราะ "คนขับรถอย่างมันน่ะเหรอจะเป็นเจ้าของรีสอร์ต อยากจะหัวเราะให้ฟันโยก หล่อนน่ะโดนไอ้บุญเทิด มันหลอกกินฟรีแล้วย่ะ ร้ายนักนะแกเนี่ย แอบอ้างฟันลูกค้าสาวๆสวยๆอยู่เรื่อยเชียว"


    โฉมพิไลอ้าปากค้างมองหน้าบุญเทิดถามว่าจริงไหม บุญเทิดยอมรับ ขอโทษและยืนยันว่าเขารักเธอจริงๆ...จากนั้น บุญเทิดก็โดนเฉลิมชัย ภีม และเฉลาลากตัวมาซ้อมแถมถ่มน้ำลายใส่อย่างดูถูกดูแคลน บุญเทิดเสียใจมากและตั้งมั่นว่าเขาจะต้องรวยให้ได้...


    มาบัดนี้ เฉลิมชัย ภีม และเฉลามองบุญเทิดอย่างตะลึง "แกอย่าบอกนะว่าแกคือ..."


    "ผมนี่แหละพ่อเลี้ยงบุญเทิดที่เป็นเจ้าของที่นี่" บุญเทิด ยื่นนามบัตรให้


    "พ่อเลี้ยงบุญเทิด เกิดตรง เจ้าของร้านเรือนดาราผับแอนด์เรสเตอรองต์และรีสอร์ตดาราราย" ภีมอ่านนามบัตร


    "ไม่...ไม่จริง แกจะเป็นเจ้าของรีสอร์ตได้ยังไง ก็เมื่อสิบปีก่อนแกยังเป็นแค่คนงานที่นั่น" เฉลิมชัยไม่อยากเชื่อ


    "เป็นได้สิครับ ก็ผมแต่งงานกับแม่เลี้ยงดาราหลังจากที่โฉมพิไลทิ้งผมไปไงล่ะ"


    ทั้งสามคนอึ้งเมื่อรู้ความจริง ต่างหันมาพินอบพิเทาบุญเทิดกันใหญ่ พากลับมาเที่ยวที่บ้าน เรียกบุญเทิดว่าลูกทุกคำ บุญเทิดแอบยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาถามหาโฉมพิไล จึงได้รู้ว่าโฉมพิไล แต่งงานไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรเขาจะหาทางดึงเธอกลับมาเป็นของเขาให้ได้ เพราะครอบครัวเธอจะต้องชดใช้สิ่งที่ทำกับเขาไว้...


    ooooooo


    วันนี้โฉมพิไลแต่งตัวให้ภาดาเพื่อให้ไปงานเลี้ยงรุ่นกับเธอ ทั้งที่ภาดาไม่อยากไป พลันปลั่งเข้ามารายงานว่ามีคนมาขอพบโฉมพิไลรออยู่ในสวน เธอแปลกใจ พอเดินออกมาไม่เห็นใคร ซักพักมีคนมากอดเธอด้านหลังและเอามือปิดปาก เธอตกใจดิ้นผละออกมา พอเห็นว่าเป็นบุญเทิดก็ตกใจ "บุญเทิด!"


    "ดีใจจังที่คุณยังจำชื่อผมได้"


    โฉมพิไลมองบุญเทิดหัวจดเท้าประหลาดใจที่ดูดีขึ้นมาก บุญเทิดเข้ามากอด เธอดิ้น


    "บ้า...อย่ามาทำรุ่มร่ามแถวนี้นะ ปล่อย"


    "ทำไม กลัวสามีเห็นเหรอ"


    พอดีอัมพรกับอำนาจกลับมา แปลกใจที่มีรถมาจอดในบ้าน แผ้วรายงานว่าแขกของโฉมพิไล อัมพรเดินเข้าบ้าน อำนาจกำลังจะตามพลันรู้สึกมีอะไรไหวๆอยู่ในสวนจึงเดินเข้าไปดู


    พอโผล่เข้าไปไม่มีอะไร เขาคิดว่าคงเป็นกระรอกจึงเดินกลับไป... โฉมพิไลดึงบุญเทิดหลบหลังพุ่มไม้ได้ทัน บุญเทิดจะออกไปทำความรู้จักกับภาดา โฉมพิไลไม่ยอม เขาจึงบอกให้ออกไปกินข้าวกับเขา โฉมพิไลจำต้องให้ปลั่งไปบอกภาดาว่าเธอออกไปธุระข้างนอกให้เขารอก่อน...


    บุญเทิดพาโฉมพิไลมาร้านอาหารหรูในโรงแรมของเขา โฉมพิไลถึงกับอึ้ง "โรงแรมนี้เป็นของคุณเหรอ!"


    "ใช่ มีโรงแรมนี้กับอีกสองสามแห่งที่อยู่ในเครือของบริษัทผม"


    "ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าชีวิตคุณจะดีขึ้นขนาดนี้ งั้นคุณก็ควรจะขอบคุณฉัน ที่ทำให้คุณได้กลับไปลงเอยกับยัยแม่เลี้ยงดาราอะไรนั่นจนมีวันนี้"


    "ผมถึงพยายามตอบแทนคุณกับครอบครัวที่ทำให้ผมมีชีวิตที่ดีอย่างวันนี้ไง"


    บุญเทิดพาโฉมพิไลชมโรงแรมและมาจบที่ห้องชุดชั้นบนสุด เห็นวิวแม่น้ำสวยงามและเป็นห้องพักส่วนตัวของเขา บุญเทิดบอกว่าจะให้ครอบครัวโฉมพิไลย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อตัดปัญหาจากเจ้าหนี้  โฉมพิไลตกใจว่าเขารู้เรื่องได้อย่างไร บุญเทิดเข้ามาคลอเคลีย


    "ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว สามคนนั้นเล่าให้ผมฟังเมื่อคืน"


    "บ้าที่สุด" โฉมพิไลรู้สึกอาย


    "ไม่ต้องอายหรอกน่า ในเมื่อคุณหาทางออกให้เขาไม่ได้ ก็ให้ผมช่วยดีกว่า ถ้าคุณนายอะไรนั่นอยากจะได้บ้านก็ยกให้เขาไปเลย แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ ผมยกห้องนี้ให้"


    โฉมพิไลถามมาช่วยพวกเธอทำไม บุญเทิดรุกเร้าจับมือเธอขึ้นมาจูบและว่าเขาไม่เคยลืมเมื่อสิบปีก่อน "อีกเหตุผลนึงคือผมรักคุณ ผมอยากให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม"


    "แต่ฉันแต่งงานแล้วนะ"


    "ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่แคร์ ผมก็แต่งงานแล้ว แม่เลี้ยงดาราอยู่เชียงใหม่ เขาไม่มายุ่งกับชีวิตผมหรอก" บุญเทิดกอดเล้าโลมหนักขึ้น "ผมมองตาคุณก็รู้ว่าคุณยังมีเยื่อใยอยู่ อย่าปฏิเสธผมเลยนะโฉม"


    โฉมพิไลขัดขืน แต่ถูกบุญเทิดอุ้มไปนอนบนเตียง แล้วโถมเข้ากอดจูบ โฉมพิไลผลักไสว่าเขามีเมียอยู่แล้ว บุญเทิดบอกว่าแม่เลี้ยงเจ็บออดๆแอดๆไม่นานก็ตายให้ความสุขเขาไม่ได้ โฉมพิไลไม่ยอมเป็นเมียน้อยใคร โดยเฉพาะผู้ชายที่ปอกลอกผู้หญิงอย่างเขาจึงคว้าแจกันจะฟาด


    "คุณจะบ้าหรือไงโฉม นี่ผมคิดจะช่วยคุณนะ"


    "ช่วยฉันเหรอ คุณคิดจะให้ฉันเอาตัวเข้าแลกข้อเสนอบ้าๆนี่ต่างหาก เสียใจด้วยนะที่ฉันมีศักดิ์ศรีพอ"

    บุญเทิดกระชากแขนถามว่าแน่ใจหรือว่ามีศักดิ์ศรี "งั้น ทำไมถึงปิดบังไม่ให้ไอ้ภาดานั่นรู้ล่ะว่า คุณเคยมีผัวมาแล้ว ลูกก็เคยมีมาแล้วด้วยซ้ำ"

    "หยุดนะ! หยุดพูด"

    "คุณว่าผมปอกลอก แต่วิธีที่คุณย้อมแมวขายตัวเองให้ผัวไฮโซของคุณมันก็ไม่ต่างกันหรอก แล้วซักวันที่เขารู้ความจริง เขาก็จะถีบหัวคุณส่ง เพราะเขาไม่มีทางยอมรับประวัติของคุณได้"

    โฉมพิไลแทบกรี๊ดให้เขาหยุดพูด บุญเทิดยิ่งข่มว่าไม่มีใครเหมาะสมกับเธอเท่าเขา โฉมพิไลร้องกรี๊ดๆปิดหูวิ่งเตลิดออกไป บุญเทิดมองตามด้วยความสะใจ...โฉมพิไลวิ่งมานั่งในรถร้องไห้อย่างร้าวราน "ไม่จริง ฉันไม่ได้หลอกใคร ฉันผิดด้วยเหรอที่ไม่อยากจำอดีตเลวร้ายของตัวเอง ฉันผิดด้วยเหรอที่พยายามจะลืมมัน ฮือๆ"

    พลันมือถือดังขึ้น ภาดาโทร.มาถามว่าอยู่ที่ไหนเขาเป็นห่วง โฉมพิไลกลั้นสะอื้นและบอกเขาว่าธุระเธอยังไม่เสร็จคงไม่ไปงานเลี้ยงรุ่นแล้ว และคืนนี้เธอจะกลับไปนอนบ้านแม่ ภาดาแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ติดใจ ทำให้เขามีเวลาคิดถึงน้องทราย...ภาดาเดินมาที่ห้องน้องทราย ได้ยินเสียงกุกกักจึงเปิดประตูเข้ามาดู

    เห็นปลั่งกำลังใช้แป้งผัดหน้าและน้ำหอมของน้องทราย เขาจึงเอ็ด ปลั่งบอกว่าโฉมพิไลอนุญาตให้เธอมาเอาไปใช้ได้ ภาดาโกรธมากไล่ปลั่งออกไปและห้ามมาแตะต้องของในห้องนี้อีก

    ภาดาจัดข้าวของในห้องเข้าที่ เขาหยิบตุ๊กตาบนเตียงน้องทรายมาอุ้มเล่น นึกถึงอดีต...ในวันเกิดน้องทราย เธอน้อยใจที่เขาลืมไม่ตื่นมาใส่บาตรด้วย แต่แล้วต้องดีใจเมื่อรู้ว่าเขาทำชิงช้าเถาวัลย์ดอกไม้สวยงามไว้ให้เธอเป็นของขวัญ จึงหายงอน...ทันใดภาดาก็นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของน้องทราย เขาจึงคิดวางแผนจะทำให้เธอดีใจอีกครั้ง

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้น สมิตเอาของขวัญมาให้น้องทรายและขอโทษที่อยู่ฉลองด้วยไม่ได้เพราะติดงาน  น้องทรายไม่โกรธแถมดีใจที่งานของเขาสร้างความสุขให้คนอื่น สมิตหอมหน้าผากน้องทรายเบาๆก่อนจะกลับไป

    ส่วนวินเขากำลังทรมานเจ็บปวดกับอาการป่วยของเขาจนไม่อาจกลับไปหาน้องทรายในวันเกิดได้ เขาจึงพยายามทำเสียงให้เป็นปกติโทร.บอกแจ่มให้ไปบอกน้องทรายว่าเขาติดทำคลอดให้ม้าที่คอกของสุเมธ พรุ่งนี้จะรีบกลับ สุเมธยืนฟังด้วยสีหน้าสงสารเพื่อนอย่างมาก

    น้องทรายซึมเล็กน้อยที่ในวันเกิดของเธอไม่มีใครอยู่ด้วยเลย แจ่มปลอบใจว่ามาฉลองกันเองดีกว่า แจ่มจัดอาหารมาปาร์ตี้ริมน้ำตกเหมือนอย่างที่น้องทรายชอบเมื่อตอนเด็กๆทำให้น้องทรายยิ่งคิดถึงภาดา แจ่มถามว่าเธอคิดอะไรอยู่

    "ก็...ครั้งสุดท้ายที่น้องทรายมาที่นี่คือก่อนที่คุณชายจะไปเรียนต่อต่างประเทศ น้องทรายจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของน้องทรายพอดี แล้วก็...เป็นวันเกิดสุดท้ายที่เราได้ฉลองด้วยกัน"

    แจ่มรีบปลอบใจอย่าคิดถึงเรื่องเก่าๆ คิดถึงปัจจุบันดีกว่า น้องทรายจึงถามแจ่มว่าภาดาจะจำวันเกิดเธอได้ไหม แต่พอเห็นสีหน้าแจ่มจึงยอมรับ "นั่นสินะคะ มันก็แค่เรื่องเก่าๆ คุณชายคงโยนมันออกไปจากสมองตั้งนานแล้ว น้องทรายก็ควรจะทำเหมือนกัน"

    แจ่มมองน้องทรายทานอาหารเศร้าๆอย่างสงสาร ใกล้ค่ำ แจ่มพาน้องทรายกลับไร่ พลันต้องตกตะลึงเมื่อเห็นทางเข้าบ้านประดับประดาด้วยไฟระยิบระยับ มีริบบิ้น ลูกโป่งเต็มไปหมด  ที่ผนังมีข้อความว่า สุขสันต์วันเกิด น้องทรายตื่นเต้นดีใจถามแจ่มว่าใครทำให้ แถมมีเค้กสตรอเบอร์รี่ของโปรดวางอยู่ น้องทรายจึงเข้าใจว่าเป็นฝีมือวิน แต่พอแจ่มหยิบการ์ดขึ้นมาอ่าน

    "สุขสันต์วันเกิดปีที่ยี่สิบนะครับ ขอให้คุณน้องทรายพบกับความสมหวังในทุกสิ่งทุกอย่าง สุขภาพแข็งแรงตลอดปี และตลอดไป...อริณ ตายแล้วคุณอริณนี่น่ารักจังเลยนะคะ"

    น้องทรายดึงการ์ดมาอ่านซ้ำด้วยความแปลกใจว่าอริณ รู้ได้อย่างไรว่าวันนี้เป็นวันเกิดเธอ แจ่มว่าไม่เห็นยากถ้าจะค้นหา พลันมีเสียงดังมาทางหน้าบ้าน แจ่มชะโงกหน้าออกไปดูแล้วรีบมาพาน้องทรายออกไปดู น้องทรายเห็นดอกไม้ไฟบนท้องฟ้านานาชนิดจุดขึ้นแข่งกันอย่างสวยงาม แจ่มชมว่าอริณช่างทุ่มทุนจริงๆ   

    คนงานชายคนหนึ่งแอบมองแล้วโทรศัพท์รายงานว่าน้องทรายท่าทางจะชอบมาก...อีกมุมหนึ่งของไร่   ภาดาวางสายยืนยิ้มสั่งคนงานข้างๆให้จุดต่อไป...

    กลับมาบ้านวัชรเวศม์ ภาดาเข้ามานั่งปลื้มใจในห้องน้องทรายที่เขาได้ปิดทองหลังพระสร้างความสุขให้กับน้องทราย พลันอริณโทร.เข้ามา ภาดาถาม "กลับจากสัมมนาแล้วเหรออริณ"

    "ใช่ เฮ้อ...เหนื่อยมาก ขอโทษที่ไม่ได้โทร.หาคุณเลย ทางโน้นเป็นยังไงบ้างครับ"

    ภาดาพูดเป็นนัยๆว่าเรียบร้อยทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ อริณแปลกใจว่าเรื่องอะไร ภาดาพูดขำๆว่าเขาดูแลทุกอย่างแทนไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง...ภาดาหยิบตุ๊กตาน้องทรายมาพูดด้วยว่า...ถึงเขาจะไม่ใช่เจ้าชายที่ปกป้องมังกรให้เธอได้ แต่เขาก็รู้ว่าใครที่เหมาะสมเป็นเจ้าชาย...

    ในคืนนั้น...อัมพรฝันว่าได้ไปงานเลี้ยง  ขณะคุยอวดร่ำอวดรวยอยู่ เห็นไฮโซคนหนึ่งห้อยสร้อยอุบะเพชรของเธอ จึงปรี่เข้าไปใกล้ๆ ได้ยินกำลังคุยว่าซื้ออุบะเพชรนี้มาในราคาแค่ห้าร้อยบาท อัมพรแทบร้องกรี๊ดควักเงินเป็นฟ่อนออกมาขอซื้อคืน แต่แล้ว...วินเดินหัวเราะร่าเข้ามาเพราะเงินที่อัมพรควักออกมาเป็นแบงก์กาโม่ทั้งหมด อัมพรอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ร้องกรี๊ดๆจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาตัวสั่นด้วยความไม่สบายใจ

    วันรุ่งขึ้น อัมพรรีบเรียกภาดากับโฉมพิไลมาคุย โฉมพิไลไม่ยอมทำตามเพราะไม่อยากได้สร้อยนั่นแล้ว อัมพรเสียงกร้าว "แต่แม่อยากได้ และแม่จะต้องได้ด้วย"

    อัมพรสั่งภาดาให้ไปรับน้องทรายกลับมา โฉมพิไลไม่ยอม อัมพรจึงถอดเครื่องประดับในตัวทั้งสร้อย แหวน กำไล ยัดใส่มือโฉมพิไล "แม่ยกทุกอย่างให้ เห็นใจแม่เถอะนะจ๊ะ"

    โฉมพิไลมองเครื่องประดับในมืออึ้งๆ ไม่กล้าปฏิเสธเพราะอยากได้...จากนั้น โฉมพิไลต้องหอบกระเป๋ากลับบ้าน เฉลา ภีม และเฉลิมชัยมองเครื่องประดับที่โฉมพิไลมากองอย่างตื่นตา ทั้งที่รู้ว่ามีค่าน้อยกว่าอุบะเพชรเป็นไหนๆแต่ก็อยากได้ ไม่ทันไร ส้มลิ้มโผล่เข้ามาแย่งของไป โฉมพิไลไม่ยอมโกรธมาก เป็นตายอย่างไรเธอก็ไม่ยอมเสียอะไรไปอีก จึงสู้ยิบตา เกิดความชุลมุนตบตีกันรุนแรง ภีมกับเฉลิมชัยต้องช่วยกันลูกน้องส้มลิ้มเอาไว้

    เรื่องถึงโรงพัก ส้มลิ้มแจ้งจับทั้งผิดที่ครอบครัวเข้าคุก โฉมพิไลนั่งร้องไห้กับชะตาชีวิตตัวเองที่เกิดมาผิดที่ผิดทาง ต่อว่าภีมกับเฉลาที่ดึงเธอให้ตกต่ำไปด้วยการสร้างแต่หนี้สิน ทันใด...บุญเทิดเดินมาพร้อมตำรวจเพื่อประกันตัว เฉลา ภีม และเฉลิมชัยร้องเรียกบุญเทิดกันกระจองอแง...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 08:43 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์