ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักในม่านเมฆ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

รักในม่านเมฆ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

บ้านวัชรเวศม์ เป็นบ้านของผู้ดีเก่าแก่แห่งตระกูลอภิรักษ์ภูบาล ซึ่งตกทอดมาจนถึงรุ่นนายภูบาล แต่เขาทำการค้าล้มเหลว โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากนายวิน ศิรวิชย์ เพื่อนซึ่งเป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆคนหนึ่ง ได้ยอมจำนองที่ดินและบ้านตัวเองเพื่อพลิกฟื้นธุรกิจขึ้นมา ภูบาลจึงทำสัญญาว่า...ถ้าหาเงินมาชำระหนี้ ไม่ได้ นายภาดา อภิรักษ์ภูบาล ลูกชายจะต้องแต่งงานกับ วาลิกา ศิรวิชย์ ลูกสาวนายวิน และได้มอบอุบะเพชรประจำ ตระกูลไว้ให้เป็นของหมั้น....

เรื่องนี้ สร้างความไม่พอใจให้คุณหญิงอัมพร ผู้เป็นภรรยาอย่างยิ่ง  เพราะรู้ดีว่า  วาลิกาหรือน้องทรายเป็นง่อยตั้งแต่อายุห้าขวบ จวบจนนายภูบาลเสียชีวิต อัมพรทำเป็นลืมไม่รับรู้ถึงสัญญานั่น

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี...ภาดาจบ การศึกษาจากอเมริกา กลับมาพร้อมภรรยาสาวสวยชื่อโฉมพิไล อัมพรและอำนาจน้องชาย รอต้อนรับภาดาด้วยความดีใจเพราะภาดาไปเรียนตั้งแต่เด็กจนจบและทำงานที่นั่น ระยะหนึ่ง แต่พออัมพรเห็นภาดาพาภรรยามาด้วยก็เคือง เพราะเธอไว้ตัวและถือยศถา–บรรดาศักดิ์มาก

"แต่งงานกันเอง จดทะเบียนสมรสที่โน่นหมดเลยหรือ"

"แหม คุณชายก็โทร.มาบอกคุณพี่แล้ว" อำนาจพยายามพูดให้บรรยากาศดูสบายๆ

"เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักคิด เอาแต่ใจร้อนไม่เข้าเรื่อง งุบงิบทำกันเองแบบนี้ ใครรู้เข้า จะนึกว่าเราน่ะพลาดไปทำเขาท้อง"

โฉมหน้าเสีย "โฉมไม่ได้ท้องหรอกค่ะคุณแม่ เพียงแต่ โฉมไม่ใช่คนตัวเปล่า มีคุณพ่อคุณแม่ มีเกียรติยศวงศ์ตระกูลต้องรักษา อยู่ที่โน่นควงกันไปควงกันมา คุณพ่อคุณแม่โฉมก็เป็นห่วง"

"เรารักกัน ยังไงก็ต้องแต่ง แต่งตอนไหนก็เหมือนกันนะครับคุณแม่"

"แล้วไอ้เกียรติยศวงศ์ตระกูลที่ ว่าน่ะ เมื่อไหร่ฉันจะได้เจอล่ะจ๊ะ" อัมพรเชิดหน้าถาม...

โฉมพิไลจึง พาทุกคนมาที่บ้าน...บ้านพุฒตาลทองแม้จะ ไม่ใหญ่โตเท่าบ้านวัชรเวศม์แต่ก็ถือว่ามีอันจะกิน ภีมกับเฉลาท่าทางตื่นเต้นที่ลูกสาวพาภาดากับแม่สามีมา อัมพรถือวิสาสะเดินสำรวจความโอ่อ่าของบ้านว่าคู่ควรกับตระกูลเธอหรือไม่

"พุฒ ตาลทองของเรา ถึงจะไม่ใช่ตระกูลเก่าแก่เหมือนอภิรักษ์ภูบาลของคุณหญิง แต่บรรพบุรุษเราก็เป็นคหบดีใหญ่ ทำมาค้าขายขึ้นล่องทางภาคเหนือ" ภีมเดินตามสาธยาย "หนูโฉมของผม หน้าตา มารยาทการศึกษาเพียบพร้อม รับรองครับลูกสาวของผมคนนี้จะดูแลทรัพย์สมบัติของวัชรเวศม์อย่างดีไม่มีที่ ติ ว่าแต่ที่เขาว่าวัชรเวศม์เป็นเจ้าของที่ดินทำเลทองบนถนนสุขุมวิทนั่น ขายไปหรือยัง ขายได้เท่าไหร่ครับ"

"ที่ดินผืนนั้น ขายไปตั้งแต่สมัยคุณพ่อครับ ตอนนี้เราไม่ได้มี..."

อัมพรขัดขึ้น "คุณชาย คุณแม่คุยเองดีกว่านะคะ ถึงเราจะขายที่ดินในกรุงเทพฯออกไปมาก แต่ตระกูลใหญ่อย่างเราก็ยังมีหนทางงอกเงยทางอื่นอีกมากมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาพูดกันในที่นี้"

"ใช่ค่ะ พุฒตาลทองของเราก็เหมือนกัน ถึงที่ดินเหลือไม่เยอะแล้ว แต่ก็ยังมีหุ้น ยังสะสมเครื่องเพชรเครื่องพลอยไว้ ในธนาคาร" เฉลาโอ้อวดบ้าง

พลันมี เสียงดังขึ้นหน้าบ้าน "อาเหลา อาเหลิม คุณนายส้มลิ้มมาเก็บดอกของเดือนนี้จ้า"

ทุกคนหน้าตาเลิ่กลั่ก เฉลิมชัยพี่ชายของโฉมพิไลรีบออกไปดักแล้วยัดเงินพันบาทใส่ปากส้มลิ้มก่อนที่ จะประจานพวกเขาไปมากกว่านี้...

กลับมาบ้าน ท่าทางอัมพรดูพอใจฐานะของโฉมพิไลอยู่บ้าง อำนาจเตือนอัมพรถึงสัญญาของภาดาว่าสักวันหนึ่งเจ้าหนี้จะมาทวงถาม อัมพรทำไม่รู้ไม่ชี้และไม่เคยเล่าให้ภาดารู้ด้วย

ooooooo

บ้านไร่ ของวิน ศิรวิชย์...สุเมธผู้เป็นทั้งเพื่อนและหมอประจำครอบครัว แวะมาเยี่ยมและพูดคุย วินรู้เรื่องภาดามีภรรยาแล้วจึงเอาสัญญาเมื่อยี่สิบปีมาปรึกษา "สัญญาของคนโบราณ ถึงจะแปลกประหลาดแต่กระทำขึ้นด้วยหัวใจของผู้ชายสองคน ที่รักและผูกพันกันเสียยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมา"

สุเมธเห็นว่า สัญญากระทำที่สำนักงานเขต มีนายอำเภอลงลายมือเป็นพยาน สามารถฟ้องเอาชนะได้ แต่วินไม่ได้อยากเอาชนะคะคาน เขาแค่อยากให้เป็นไปตามคำสั่งเสียของภูบาล... วินมองออกไปเห็นน้องทรายกำลังนั่งเล่นหยอกเอินกับลูกแมว เขานึกย้อนไปในอดีต ครั้งที่น้องทรายยังวิ่งเล่นกับภาดาอย่างสนุกสนาน น้องทรายเรียกภาดาว่าพี่ชายทุกคำ เธอรักพี่ชายคนนี้มาก จนมาวันหนึ่งที่เธอป่วยเป็นโปลิโอและเดินไม่ได้อีก ภาดามาลาน้องทรายไปเรียนเมืองนอก เขามอบสร้อยคอตุ๊กตาฮีโร่ให้ เพื่อไว้ปกป้องน้องทรายแทนตัวเขา และสัญญาจะไม่มีวันลืมเธอ

"น้อง ทรายยังไม่รู้ พี่ชายของเธอลืมคำสัญญา แต่งงานไปกับคนอื่นแล้ว" วินเปรย

"เฮ้อ...ที่ จริงนายไม่น่าบอกน้องทราย" สุเมธถอนใจ

"ฉันบอกเพราะฉันไม่เชื่อว่า ฝ่ายโน้นจะผิดคำสัญญา คิดจะเบี้ยวหนี้...คิดจะฝืนคำสั่งของพี่ภูบาลงั้นหรือ คุณหญิงอัมพรรู้จักนายวินน้อยเกินไป" วินเข่นเขี้ยวคิดแผนการบางอย่าง...

วัน ต่อมา สุเมธเดินทางมาพบอัมพรที่บ้านวัชรเวศม์ ยื่นสัญญาให้แต่กลับโดนอัมพรฉีกทิ้ง เขาจึงหยิบสัญญาอีกปึกหนึ่งออกมาวางให้และบอกว่า ถ้าไม่ทำตามสัญญาให้เอาเงินมาใช้หนี้ 30 ล้าน และอุบะเพชรจะตกเป็นของน้องทราย อัมพรแทบลมจับ สุเมธเดินออกไป สวนกับภาดาที่เพิ่งกลับจากทำงาน ภาดายิ้มให้

"นี่หรือเปล่าคุณภาดา อภิรักษ์ภูบาล" สุเมธถาม

ภาดาพยักหน้า สุเมธหันกลับมารีบคว้าสัญญาที่กองบนโต๊ะก่อนที่อัมพรจะดึงไปฉีกทิ้งอีก ส่งให้ภาดา "อ่านซะคุณภาดา แล้วพบกันนะครับ"

ภาดาช็อกเมื่อรู้เรื่อง สัญญา อัมพรเอาแต่ด่าว่าวินกับน้องทรายว่าต้องการยกระดับตัวเองจึงเอาบุญคุณมาบีบ ทำสัญญา อำนาจทนไม่ไหวจึงเล่าเรื่องให้ภาดาฟัง

"คุณวิน ตอนนี้เขาไม่ใช่คนบ้านนอกไร้สกุลแล้วนะครับ เขาเป็นเศรษฐีเจ้าของสวนผลไม้ส่งออกอยู่ที่จันทบุรี และเขาก็มีบุญคุณต่อกันมานมนาน"

อัมพรยิ่งโกรธที่อำนาจไปเข้าข้างคน อื่นจึงร้องกรี๊ดๆ ภาดากลุ้มใจเพราะเขาแต่งงานกับโฉมพิไลไปแล้ว และเขาไม่เคยรู้เรื่องสัญญานี้มาก่อน ภาดาจึงตัดสินใจจะขายบ้านวัชรเวศม์เพื่อเอาเงินไปใช้หนี้วิน เงินที่เหลือจะซื้อบ้านเล็กๆอยู่ อัมพรไม่ยอมอาละวาดปาข้าวของเกลื่อนบ้าน โฉมพิไล กลับมาตกใจ  ภาดารีบพาโฉมพิไลขึ้นห้องเพราะไม่อยากให้ รู้เรื่องนี้

วัน รุ่งขึ้น ภาดาให้โฉมพิไลเอาของไปให้ที่บ้าน เพื่อเขาจะได้มีโอกาสคุยเรื่องน้องทรายกับอำนาจและอัมพร...ขณะที่ ทางบ้านโฉมพิไลโวยวายที่โฉมพิไลเอาของกินมาฝากแทนที่จะเป็นเงินทอง ไม่ทันขาดคำ เสียงส้มลิ้มก็มาตะโกนทวงหนี้ที่หน้าบ้าน   เสียงดังเหมือนต้องการประจานให้ชาวบ้านรู้ว่าคนบ้านนี้หน้าด้านหน้าทน โฉมพิไลดูร้อนรนผิดกับคนในบ้านที่นิ่งเฉยเป็นเรื่องปกติ พลันได้ยินส้มลิ้มพูดถึงรถที่จอดหน้าบ้านก็ตกใจ "รถโฉม...แย่แล้ว!"

ทุก คนจึงวิ่งตามโฉมพิไลออกไป เธอต้องเอาเงินสามพันให้ส้มลิ้มไปก่อน  แต่ไม่วายโดนส้มลิ้มด่าประจานว่าบ้านนี้เล่นการพนันทั้งพ่อแม่ลูก สิ้นปีนี้ถ้าไม่เอาเงินมาไถ่จำนองเธอจะยึดบ้านหลังนี้...เฉลากับภีมรีบขอให้ โฉมพิไลเอาเงินจากภาดามาไถ่ถอนบ้านคืน

"ฉันบอกให้เค้ารู้ไม่ได้ว่า บ้านเราติดจำนอง...ฉันไม่ได้บอกคุณชายว่าฉันสอบชิงทุน ฉันบอกว่าฉันไปเรียนเมืองนอกด้วยเงินพ่อแม่ เพราะพ่อแม่มีหุ้นในบริษัทใหญ่ แม่ก็เห็นนี่ คุณหญิงแม่ ของคุณชายเคี่ยวอย่างกะอะไรดี ถ้าเราไม่คุยเขื่องไปวันนั้น ป่านนี้ฉันถูกเฉดออกจากบ้านแล้ว"

แม้จะ ผิดหวังที่โฉมพิไลจะแอบถ่ายสมบัติให้ทีละนิดแต่ต้องรอหน่อย เฉลากับภีมต้องยอมเพราะหนี้ทั้งหมดเขาทั้งสองเป็นผู้ก่อ...

และแล้ว วินก็มาพบภาดาที่ทำงาน แม้ภาดาจะตกใจ แต่เขา ก็เป็นลูกผู้ชายพอที่รับผิดชอบสัญญาลูกผู้ชายของพ่ออย่างที่วินเคยสอนเขา เมื่อตอนเด็ก  "ผมต้องขอโทษที่หลงลืมไปแต่เรื่องที่คุณพ่อติดหนี้คุณอา  ผมไม่รู้จริงๆเพราะคุณแม่ไม่เคยบอก"

"คุณหญิงท่านคงยังทำใจไม่ได้ เลยต้องปกปิดความล่มสลายของตระกูล แม้แต่กับลูกชายตัวเอง"

"คุณพ่อ อาจจะเป็นคนล้มเหลว คุณแม่อาจจะเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่ที่ท่านเป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้ผมได้เรียนหนังสือ"

"ตกลงจะใช้หนี้ อา แต่ไม่ยอมแต่งงานใช่ไหม"

"นี่ก็เป็นเรื่องที่พ่อกับคุณอาสอนผม เหมือนกัน หน้าที่ลูกผู้ชาย ต้องทำอย่างดีที่สุด เพื่อครอบครัวซึ่งก็คือพ่อแม่และภรรยา"

วินชื่นชมความเป็นลูกผู้ชาย ของภาดามาก เขาขอให้ภาดาช่วยขับรถพาเขาไปที่แห่งหนึ่ง นั่นก็คือโรงพยาบาล ภาดาแปลกใจที่วินมาหาหมอ "ใช่ อากำลังเตรียมความพร้อมร่างกายเพื่อเข้ารับเคมีบำบัด...อาเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าถ้าเคมีบำบัดไม่ได้ผล อาก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี"

ภาดา ตกตะลึง และยิ่งอึ้งเมื่อรู้ว่าเรื่องนี้น้องทรายไม่รู้    และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้วินต้องเตรียมทุกอย่างให้น้องทราย "คุณชาย อาไม่ห่วงน้องทรายเรื่องเงินทองเลย แต่ อาผิดที่เลี้ยงลูกให้อยู่ในโลกแคบจนช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วน้องยัง...พิการอีก อาห่วงน้องตรงนั้น อาคงตายตาไม่หลับเพราะห่วงลูกจะเอาตัวไม่รอด"

ภาดาเครียด ขับรถพาวินไปส่งที่ไร่ พอใกล้ถึงไร่ เขารู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อได้เห็นวิวทิวทัศน์ข้างทาง รถแล่นเข้าสู่ไร่ แจ่มรีบมารายงานน้องทรายซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้านว่ามีแขกมาเยือน  วินเข้ามาอุ้มน้องทรายออกไปนั่งรถเข็น  ภาดาหันมาเห็นน้องทรายถึงกับตะลึง เพราะเธอดูสวยหวานน่ารัก น้องทรายทำหน้าฉงน ยังจำไม่ได้

"พี่ชายไงคะ พี่ชายของน้องทรายไงคะ" ภาดามาคุกเข่าตรงหน้าน้องทราย

"พี่ชาย...พี่ภาดา..." น้องทรายก้มหน้าข่มความตื่นเต้นพูดทั้งน้ำตาคลอ "น้องทรายคิดถึงพี่ชายตลอดเลยค่ะ"

ภาดารู้สึกผิด ปาดน้ำตาให้น้องทราย "พี่ชายขอโทษนะคะที่ไม่เคยติดต่อน้องทรายเลย"

"ไม่เป็นไรค่ะ พี่ชายมาวันนี้ น้องทรายมีความสุขที่สุดแล้วค่ะ...พี่ชายอยู่ได้นานมั้ยคะ น้องทรายจะพาไปลานที่เราเคยเล่นว่าวกัน มันยังเหมือนเดิม น้องทรายขอให้คุณพ่อไม่ปลูกอะไรที่ลานนั่นค่ะ"

ภาดายินดีและเข็นรถพาน้องทรายไปเอง

ooooooo

กลับมาบ้าน ภาดาเล่าให้อำนาจฟังเรื่องที่วินเป็นมะเร็ง อำนาจจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมวินถึงจู่ๆกลับมาทวงสัญญา อัมพรแอบได้ยิน ยิ้มอย่างมีเลศนัย...อัมพรเรียกโฉมพิไลมาคุยส่วนตัว เธอไม่บอกเรื่องเป็นหนี้ บอกแต่เรื่องสัญญาบุญคุณที่ภาดาต้องแต่งงานกับน้องทราย

"ในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องแต่งงานกี่ปี เราก็แต่งมันแค่ปีเดียวพอเป็นพิธี จากนั้นพอพ่อมันเป็นมะเร็งตายเราก็หย่า" อัมพรขอให้โฉมพิไลยอมหย่าให้ภาดาแล้วกลับไปอยู่บ้าน "คุณพ่อคุณชายใช้อุบะเพชรเป็นของหมั้น ถ้าเราไม่แต่งมันจะยึดอุบะเพชรของเราไป แม่ยอมไม่ได้เด็ดขาด ของชิ้นนี้ต้องเป็นของสะใภ้อภิรักษ์ภูบาล ซึ่งก็คือหนู"

โฉมพิไลตาโตเมื่อรู้ว่าอุบะเพชรนั่นมีราคาเป็นสิบล้าน อัมพรสัญญาว่าภาดาจะแต่งงานกับน้องทรายแต่เพียงในนาม หลังจากหนึ่งปีจะเฉดหัวน้องทรายออกไปและอุบะเพชรนั่นจะเป็นของเธอ...พอภาดา รู้ว่าอัมพรเรียกโฉมพิไลไปคุยก็ตกใจรีบวิ่งเข้าไป เห็นโฉมพิไลร้องไห้เขาก็รู้ว่าเธอรู้เรื่องหมดแล้ว ภาดาปลอบโฉมพิไลและบอกว่าเขาจะขายบ้านใช้หนี้

"ถ้าคุณไม่แต่ง โฉมคงถูกตราหน้าว่าเป็นคนทำให้ตระกูล อภิรักษ์ภูบาลและบ้านวัชรเวศม์ล่มสลาย"

ภาดาอึ้งแปลกใจที่โฉมพิไลไม่โวยวายฟูมฟาย กลับยอมให้เขาไปแต่งงานกับน้องทราย...อำนาจฟังภาดาแล้วอึ้งเช่นกันไม่คิดว่า อัมพรจะมีทีเด็ดที่ทำให้โฉมพิไลยอมหย่าแถมกลับไปอยู่บ้านอย่าง ง่ายดาย...เฉลาหวั่นใจ "แกแน่ใจนะว่าแกจะได้ กลับไปแต่งงานกับคุณชายอีก ไม่ใช่เสียแล้วเสียเลย ผัวก็ไม่ได้ เงินก็ไม่ได้"

"ฉันรู้จักคุณชายดีน่ะแม่ แล้วนังง่อยนั่นก็หน้าตาขี้เหร่ อีกด้วย ไม่มีทางที่คุณชายจะสนใจมันหรอก ฉันเอาเขากลับคืนมาได้แน่ เวลานี้สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคืออุบะเพชร ได้มาเมื่อไหร่ ฉันจะแอบขาย เอาเงินสิบล้านมาไถ่บ้าน คราวนี้ฉันก็ไม่ต้องตาก หน้าแกล้งทำรวยหลอกใครอีก"

ภาดากลุ้มใจมานั่งดื่มระบายความอัดอั้นกับอริณเพื่อนสนิทตลอดทั้งคืน ก่อนที่วันรุ่งขึ้นวินจะมาตกลงเรื่องงานแต่งงาน... อัมพรไม่ยอมออกมาต้อนรับ วินแกล้งทำตัวเป็นชาวสวน พูดจามึงมาพาโวยผิดจากวันที่ไปพบภาดา อำนาจต้องมาดูแลต้อนรับแทนอ้างว่าอัมพรไม่สบายปวดท้อง อำนาจถามวินว่าอยากได้ งานแต่งงานแบบไหนให้บอกมาเขาจะไปรายงานอัมพรให้ ภาดา แม้จะดูซึมๆแต่ก็ยินดีรับฟัง วินจึงพูดว่า

"นึกว่าคุณชายไม่สบาย ถ้าสติสัมปชัญญะครบถ้วนเราก็มาคุยกันเรื่องงานแต่งงานเล็กๆของเรากัน อาคิดว่าจะจัดที่ศาลากลางจังหวัดบ้านอา โต๊ะจีนสักสองพัน ไม่ต้องหูฉลามเอาเป็นหมูหันก็ดีนะ ของชำร่วยอาว่าจะสั่งทุเรียนกวนเมืองระยองโอทอปด้วยนะ แหมว่าจะมาให้ชิม"

พลันเสียงกรี๊ดของอัมพรซึ่งแอบฟังอยู่ดังมา "ไอ้วิน แกเห็นลูกฉันเป็นอะไร ถึงไปจัดงานที่ศาลากลางบ้านแก"

"อ้าว...คุณหญิง พุทโธ่ เราก็ตกใจนึกว่านั่งทับเจ้าที่ ร้องเสียงหลงออกมาอย่างนั้น นี่ออกมาก็ดีแล้ว จะได้ไปหาท่าน อบต.ด้วยกัน ท่านจะพาไปหาท่านผู้ว่าฯ จะให้ท่านมาเป็นประธานฝ่ายเจ้าบ่าว เอ หรือของชำร่วยจะเปลี่ยนเป็นปลัดขิกที่วัดของท่านพระครูดีนะ เห็นว่าเพิ่งปลุกเสก นี่ๆจะให้ดูตัวอย่าง" วินจะถอดสร้อยที่คอ

อัมพรร้องกรี๊ดอีกครั้ง "ไอ้บ้า ปลัดขิกอะไรฉันไม่เอา พวกฉันอภิรักษ์ภูบาลจะให้ไปแต่งงานที่จังหวัดบ้านแก คิดจะไปอวดล่ะสิว่าได้ลูกเขยรวย ฉันไม่ยอมให้แกทำแบบนั้นกับลูกฉันเด็ดขาด"

ภาดารีบบอกว่าวินล้อเล่น วินถามอัมพรว่าไม่สบายทำไมเสียงดังแปดหลอดขนาดนี้ อัมพรทำหน้าเข่นเขี้ยวแล้วบอกว่า จะจัดงานแต่งงานอย่างเงียบที่สุด แขกมีญาติผู้ใหญ่ เลี้ยงพระเพลแล้วจดทะเบียนสมรสแค่นั้นจบ วินตกลงทันทีจนอำนาจกับอัมพรงง วินขอเป็นสิ้นเดือนนี้ และเขาจะพาน้องทรายมาก่อนวันงานสามวัน อัมพรพูดไม่ทันอยากจะร้องกรี๊ด อีกครั้ง แต่วินแกล้งเอากะปิมาตั้งตรงหน้าเปิดฝากระปุก ทำให้อัมพรต้องเอามือปิดจมูกพูดไม่ออก

วินเดินหัวเราะร่วนออกมา ภาดาตามมาส่ง "คุณอาเป็นเศรษฐีร้อยล้าน ติดต่อฝรั่งมังค่าส่งออกผลไม้ ไม่จำเป็นต้องทำตัวต่ำต้อยถึงเพียงนั้น การยั่วคุณแม่ผมคงเป็นเรื่องบันเทิงไปแล้ว"

"อาขอโทษ ถึงวันนี้อาจะเป็นอย่างไร แต่อาไม่เคยลืมว่าอาเป็นลูกชาวสวนเรียนจบแค่ ป.4 และไม่เคยลืมว่าไอ้ลูกชาวสวนคนนี้ มีเพื่อนเป็นลูกหลานพระยาชื่อภูบาล"

"พ่อเป็นแบบนั้นเสมอ นับถือคนที่ความดีไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์" ภาดาพูดอย่างภูมิใจ

วินย้อนถามภาดาว่าเต็มใจที่จะแต่งงานกับคนง่อยหรือ ภรรยาเก่าไม่ว่าอะไรหรือ ภาดาชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบว่าเขาตัดสินใจแล้ว วินจึงขอบใจภาดาอีกครั้งที่ยอมเสียสละ

ooooooo

ในขณะที่แจ่มเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้ น้องทรายถามแจ่มว่าแต่เล็กจนโตพ่อไม่เคยทิ้งเธอไว้กับคนอื่น ครั้งนี้เธอต้องไปอยู่โดยไม่มีพ่อจริงหรือ วินเดินเข้ามาตอบคำถามนี้เอง

"ไม่จากวันนี้ ก็ต้องจากกันวันหน้า น้องทรายควรยอมรับความจริงข้อนี้นะลูก...น้องทราย หนูคือแก้วตาดวงใจ วันที่พ่อเสียแม่ของหนูไป วันที่มีเราแค่สองคน พ่อบอกตัวเองว่าพ่อจะเลี้ยงหนูอย่างดีที่สุด และสิ่งที่พ่อทำให้หนูวันนี้ คือสิ่งที่มีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตพ่อ"

"แล้วทำไมวันนี้คุณพ่อเศร้านักล่ะคะ" น้องทรายกอดวินเหมือนยังเป็นเด็กน้อย

วินลูบผมน้องทรายแล้วพูดกับแจ่มว่า เขาเลี้ยงน้องทรายมาผิดเหมือนไข่ในหิน เมื่อไม่มีเขาแล้วน้องทรายจะอยู่อย่างไร แจ่มรับปากว่าเธอจะดูแลน้องทรายไปตลอดชีวิต แต่วินหันมาย้ำกับน้องทรายว่าให้เข้มแข็งและอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ตั้งแต่พรุ่งนี้เธอต้องไปอยู่บ้านคนอื่นแล้ว...น้องทรายใจหายแปลกใจกับคำพูด ของวิน ที่ว่า โลกข้างนอกมันโหดร้าย มีทั้งคนดีและคนชั่ว  ไม่มีอะไร
ในโลกดำมืดไปกว่าความโลภ  และความเกลียดของมนุษย์ สองสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความดีและความอดทน จะเอาชนะสิ่งชั่วร้ายได้ วินท้าให้น้องทรายคอยดู...

และถึงวันที่น้องทรายเดินทางมาบ้านวัชรเวศม์ ปลั่งคนรับใช้ในบ้านแอบโทร.รายงานโฉมพิไลเป็นระยะๆ ยิ่งพอเห็นภาดาเป็นคนอุ้มน้องทรายลงจากรถมานั่งรถเข็นก็ยิ่งหมั่นไส้ อัมพรยืนมองอยู่ในบ้านก็เคืองหันไปแขวะกับรูปสามี "ฮึ ถึงกับต้องอุ้มกันลงมา ลูกชายฉัน จู่ๆมีเมียง่อยต้องอุ้มกันไปอุ้มกันมา หลังหักพอดี สมใจหรือยังล่ะคุณภูบาล"

โฉมพิไลไม่โกรธบอกปลั่ง "น่าอนาถจริง ต่อให้อุ้มทุกวัน หน้าตาทุเรศ ท่าทางบ้านนอกของยัยนั่น ก็คงไม่มีทางทำให้คุณชายหวั่นไหวไปได้หรอก"

ปลั่งแปลกใจใครบอกว่าน้องทรายหน้าตาทุเรศ โฉมพิไลตอบว่าอัมพรเป็นคนบอก ปลั่งจึงไม่กล้าพูดต่อ รีบวางสายก่อนจะรำพึง "โดนแม่ผัวหลอกปล่อยไวรัสสายพันธุ์ใหม่ใส่สมองซะแร้ว   เมียใหม่สวยซะขนาดนี้   จะได้ฝาละมีคืนแน่เร้อ...คุณโฉม"...

ภาดาพาวินกับน้องทรายเข้ามานั่งในห้องรับแขก วินถามหาอัมพร ภาดาอ้างว่าปวดหลังลงมาไม่ไหว วินขำที่วันก่อนปวดหัว วันนี้ปวดหลัง พลันเหลือบเห็นอำนาจยืนยุกยิกๆจึงถามว่ามีอะไร อำนาจอึกอักก่อนจะพูดว่า อำพรให้มาถามว่าเอาอุบะเพชรมาด้วยหรือเปล่า วินร้อง

"อ๋อ ห่วงสมบัติ แหม...ขนาดปวดหลังนะเนี่ย...เอามาสิ เอามา นี่ไง" วินเลื่อนกล่องไม้ให้

วินลากลับ ภาดาออกมาส่งที่รถและถามว่ากลับจันท์เลยหรือ วินตอบว่าเขาจะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ไม่ให้บอกใคร ภาดารับปากว่าเขาจะดูแลน้องทรายอย่างดี วินจึงวางใจ

ooooooo

ตอนที่ 2

เมื่อวินกลับไปแล้ว อำนาจชวนน้องทรายคุย น้องทรายเอาของฝากซึ่งเธอทำเองออกมาให้เป็นผ้าพันคอ "นี่ผ้าพันคอสีน้ำตาล น้องทรายทำมาให้คุณน้าค่ะ ของพี่ชายสีครีม"

อำนาจชื่นชมในฝีมือของน้องทรายและชมว่ามันมีค่ามากเพราะคนทำทำด้วยใจ แล้วถามว่าสีขาวของใคร น้องทรายตอบว่าเป็นผ้าพาดบ่าสำหรับอัมพรไว้ห่มไปวัด อำนาจอ้าปากค้างเพราะเห็นอัมพรเดินเข้ามาสายตาจิกไปที่น้องทราย จึงรีบทักขึ้นก่อน

"เอ้า หายแล้ว คุณหญิงท่านหายแล้ว แหะๆ เดินตัวปลิวออกมาเชียว น้องทรายมอบให้ท่านเองแล้วกัน เอ...เรื่องไปวัดนี่ ฮิๆ ยังไม่รู้เมื่อไหร่นะ"

น้องทรายกับแจ่มยกมือไหว้ อัมพรยิ้มเหยียดๆ "ดูดีกว่าที่คิด พ่อหล่อนคงมีเงินพอ หล่อนถึงดูดีขนาดนี้"

"แหม นายวินกับลัดดาเขาก็หน้าตาดีอยู่แล้ว คุณหญิงท่านรู้จักทั้งพ่อแม่หนูมาตั้งแต่หนูยังไม่เกิดน่ะจ้ะ" อำนาจพยายามพูดให้บรรยากาศดีขึ้น

อัมพรยิ่งพูดจิกกัดไปถึงกำพืดของ วินว่าต่ำต้อย อำนาจรีบส่งของฝากให้ อัมพรปัดทิ้ง อำนาจแก้ตัวให้ว่าเขาถือไม่ดีเองจึงหล่น อัมพรไม่สนใจเอื้อมไปหยิบกล่องอุบะเพชรบนโต๊ะมากอดแล้วพูดเยาะกับน้องทราย ก่อนจะเดินจากไป "หายไปจากครอบครัวนานนับสิบปีได้กลับคืนเสียที อ้อ ขอต้อนรับหล่อนสู่บ้านวัชรเวศม์ คงดีใจจนเนื้อเต้นสินะที่ได้มาอยู่ที่นี่ เราก็ดีใจเหมือนกัน ฮึ ขอให้อยู่ที่นี่อย่างตลอดรอดฝั่ง"

น้องทราย หน้าเจื่อนมองแจ่ม เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลว่าอัมพรเต็มใจจริงหรือ...พอดีที่ทำงานโทร.มาตามตัว ภาดาไปเซ็นเอกสาร เขาจึงฝากอำนาจดูแลเรื่องที่พักให้น้องทรายด้วย แต่แล้วพออัมพรเปิดกล่องอุบะเพชรออกมาเป็นเครื่องเพชรแบบลิเกก็กรี๊ดลั่น บ้าน โทร.ไปเฉ่งวินทันที วินหัวเราะร่วนบอกเขานึกว่าอัมพรอยากได้อุบะเพชรลิเกก็หามาให้ อัมพรทวงของประจำตระกูล วินตอบว่าอยู่ในธนาคารแล้วทำเสียงซ่าเหมือนสัญญาณไม่ดีก่อนจะวางสายไป

"ไอ้ วิน แกอย่าเพิ่งวางหูนะ ไอ้วิน ไอ้ทุเรศ แล้วนี่ฉันมิโดน ยัยโฉมพิไลมันทวงยิกๆทุกวันเหรอเนี่ย เอาสิ ลองดีกับฉันใช่มั้ย ฉันจะเล่นงานลูกแกให้คายอุบะเพชรของฉันออกมาให้ได้"

อัมพรรีบโทร.ไป บอกโฉมพิไลไว้ก่อนที่จะมาทวงกับเธอ...แล้วเริ่มเล่นงานน้องทรายด้วยการให้ ปลั่งพาไปพักที่เรือนคนใช้ ซึ่งทั้งรกและสกปรก อำนาจรอน้องทรายอยู่นานพอรู้จากเอียดว่าอัมพรให้ไปอยู่ห้องคนใช้ก็มาซักถาม อัมพรแกล้งพูดเสียงดังให้ได้ยินทั้งบ้าน

"พี่ไม่ได้คิดจะดูถูกเขาสัก หน่อย ก็บอกแล้วบ้านนี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับคนง่อยเปลี้ยเสียขา ห้องข้างบนจะขึ้นจะลงก็ลำบาก   แล้วไอ้ห้องข้างล่างมันก็ว่างแต่ห้องคนใช้ คุณนาจเองก็รู้"

น้องทรายกับแจ่มได้ยินชัดเจน และต้องสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินอำนาจปรามอัมพรให้เบาเสียง แต่อัมพรกลับเน้นดังอีกว่า "สะใภ้จำใจยัดเยียดต่างหาก ถ้าจะผิดก็ผิดที่พ่อเขานั่นแหละ จู่ๆก็มายัดเยียดให้บ้านนี้เป็นที่พักฟื้น มาให้เราเป็นพยาบาลจำเป็นคอยดูแลผู้ป่วย ฮึ...อยู่ข้างหลังน่ะดีแล้ว คุณนาจไม่อายเค้าหรือไงเวลามีคนมาถามน่ะ"

เอียด แผ้ว และปลั่ง คนใช้ในบ้านได้ยินเช่นกัน แจ่มช่วยปลอบน้องทรายไม่ให้คิดมาก เอียดกับแผ้วเห็นใจ ต่างจากปลั่งที่สะใจคอยจะโทร.รายงานโฉมพิไล...อัมพรยังคร่ำครวญด่าทอกับภาพ ภูบาลบนกำแพงหาว่าเพราะสัญญาบ้าๆนั่นทำให้ลูกชายต้องเดือดร้อน แจ่มพยายามปิดหูน้องทรายไม่ให้ฟัง น้องทรายน้ำตาไหลพรากถามแจ่ม

"เขา...เขา ไม่ได้อยากให้เรามาหรอกหรือคะ เขาไม่อยากให้เรามาแล้วคุณพ่อ คุณพ่อให้น้องทรายมาทำไมคะ พี่แจ่ม คุณพ่อให้น้องทรายมาทำไม ฮือ..."

แจ่ม ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่กอดน้องทรายแและร้องไห้ตามไปด้วย...

ooooooo

ใน สวนหลังบ้าน ภาดากลับมาเจอน้องทรายนั่งเศร้าบนรถเข็นจึงทักถามว่ามาทำอะไรแถวนี้ น้องทรายหันขวับมาเหมือนมีอัศวินมาช่วยเธอ น้ำตาเอ่อจะไหลแต่พยายามกลั้นไว้ ภาดาตกใจถามน้องทรายร้องไห้ทำไม เท่านั้นบ่อน้ำตาก็แตก ภาดารีบเข้าไปอุ้ม

"ไป คุยกันในตึกนะคะ"

ไม่ทันไร...ปลั่งวิ่งมาบอกว่าโฉมพิไลมาที่นี่ ภาดาสะดุ้งอุทานชื่อโฉมพิไลข้างหูน้องทราย เขารีบวางเธอลงแล้วพรวดพราดออกไป น้องทรายน้ำตาไหลพราก ปลั่งยิ้มหยันพึมพำสมน้ำหน้ามาแย่งสามีคนอื่นก็เป็นแบบนี้ น้องทรายได้ยินไม่ถนัดแต่สังหรณ์
ใจ

"พี่ชาย...แม้แต่พี่ชายก็หลอกลวง น้องทราย แล้วน้องทรายจะเชื่อใครได้คะ พ่อขา...พ่อมาช่วยน้องทรายด้วยค่ะ พี่ชาย... พี่ชายใจร้าย หลอกลวงน้องทราย..."

ภาดาวิ่งมาที่ห้อง รับแขก โฉมพิไลแกล้งทำเป็นลม แจ่มถือไม้กวาดจะไปทำความสะอาดห้องผ่านมาเห็นภาดาประคองโฉมพิไล ยังไม่ทันดูให้ชัดเจน ปลั่งเข้ามาไล่ แจ่มจึงเดินไป ปลั่งแอบฟังเสียเอง โฉมพิไลร้องไห้ทำท่าจะอาเจียนแล้วบอกภาดาว่าสงสัยเธอจะท้อง ปลั่งพยายามเงี่ยหูฟัง ทันใด...อัมพรกับอำนาจอุทานเสียงดัง เพราะตกใจเมื่อได้ยินโฉมพิไลพูดเรื่องท้อง ปลั่งรีบหลบวูบกลัวเจ้านายเห็น โฉมพิไลออดอ้อนบอกภาดาว่าเธออยากกลับบ้าน อำนาจหมั่นไส้

"อ้าว...อยาก กลับบ้านแล้วถ่อมาทำไมจะอ้อนผัวล่ะสิ"

อัมพรกัดฟันพูดกับภาดาว่าให้ พาโฉมพิไลกลับบ้านไปก่อน ดีขึ้นแล้วค่อยพาไปหาหมอ โฉมพิไลชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าหาหมอ...แจ่มเดินกลับมาเห็นน้องทราย ร้องไห้ก็รีบเข้าไปกอดปลอบ น้องทรายพรั่งพรูความเสียใจที่มีแต่คนหลอกเธอ ทั้งภาดา
ทั้งพ่อ และทุกคนในบ้าน

ด้วยความเป็นห่วง ภาดาอุ้มโฉมพิไลเข้ามาในบ้าน เฉลา ภีม และเฉลิมชัยแปลกใจว่าเป็นอะไร ภาดาฝากทุกคนช่วยดูแลโฉมพิไลด้วยเพราะเธออาจจะท้อง โฉมพิไลปิดปากภาดาไม่ทัน ทุกคนตกใจ พอภาดาอุ้มโฉมพิไลขึ้นไปบนห้อง ทั้งสามก็สุมหัวบ่นกันใหญ่ว่าไม่ไหวแล้วถ้าจะต้องมีเบบี๋มา อีกคน แค่นี้ก็ไม่มีจะกินอยู่แล้ว...โฉมพิไลออดอ้อนภาดาให้ อยู่ดูแลเธอทั้งวัน  ภาดาอยากกลับไปทำงานแต่รู้สึกผิดต่อโฉมพิไลจึงอยู่ดูแล

ตกค่ำ แจ่มทำความสะอาดห้องเกือบเสร็จ นึกได้ว่าต้องไปหาอาหารให้น้องทราย จึงไปที่ครัว แต่กลับโดนปลั่งแกล้งไม่ให้ต้องทำเอาเอง แจ่มจึงเจียวไข่ ไม่วายปลั่งยังแกล้งสับคัตเอาต์ไฟหลังบ้านดับ ทำให้น้องทรายตกใจกลัวอยู่ในห้องคนเดียว แถมปลั่งยังล็อกขังแจ่มไว้ในครัว น้องทรายร้องเรียกแจ่ม  พลันมีหนูเดินเข้ามา  เธอตกใจกลัวยิ่งร้องให้แจ่มช่วยด้วย ความมืดและความกลัวทำให้เธอหายใจไม่ออก เหงื่อแตก พลั่กจะเป็นลม ทันใด...ภาดาผลักประตูโครมเข้ามา

"พี่ ชาย!  ฮือๆหนู...หนูอยู่นั่นค่ะ  มันจะเดินมาหาน้องทราย ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ"

"พี่อยู่นี่แล้ว  ไม่ต้องกลัวนะน้องทราย"  ภาดาอุ้มน้องทรายออกไปจากห้อง

อำนาจไปตรวจดูจึงรู้ว่ามีคนมาสับคัต เอาต์ ภาดามาถามอัมพรทำไมน้องทรายถึงไปอยู่ห้องหลังบ้าน อัมพรแก้ตัวว่าเธอหวังดี เพราะเวลากลางวันที่ไม่มีใครอยู่แล้วใครจะอุ้มน้องทรายขึ้นลง เธอไม่มีหน้าที่มาช่วยอุ้ม ภาดาพูดไม่ออกแต่ตัดสินใจอะไรบางอย่าง...น้องทรายยังนั่งตัวสั่นกลัวอยู่มุม หนึ่งในบ้าน แจ่มออกมาจากครัวได้รีบมาปลอบน้องทราย และถามว่าโกรธภาดาอยู่ทำไมยอมให้เขาอุ้ม น้องทรายงอน

"ก็พี่แจ่มไม่ ไปช่วยน้องทรายนี่คะ แล้วน้องทรายก็กลัวหนูมาก หายใจก็ไม่ออก ห้ามคุณชายไม่ทันด้วยค่ะ"

"คุณน้องทรายต้องมีสตินะคะเรื่องคุณชาย คิดอย่างมีเหตุผลด้วยค่ะ ไม่ใช่ใช้อารมณ์"

แจ่มเตือนน้องทรายแล้วก ลับบอกให้อยู่ตรงนี้ก่อนเธอจะไปใช้อารมณ์ จากนั้นก็ไปเอาเรื่องปลั่งที่มาขังเธอและแกล้งดับไฟ ทั้งสองตบตีกันจนอำนาจต้องมาห้าม

ภาดากลับมาหาน้องทราย ท่าทางเธอเปลี่ยนไปจากเดิม ดูมึนตึง  เขาเข้าไปจะอุ้ม  เธอขืนตัวไว้  ภาดางง  "ทำไม  เป็นอะไรหรือคะน้องทราย"

พอจะอุ้มอีก น้องทรายปัดมือเขาออกและบอกว่าไม่ต้อง ภาดาชักโกรธเสียงแข็งขึ้นทันที "เอ๊ะ น้องทราย ถามก็ไม่บอกว่าเป็นอะไร แต่ที่ทำกับพี่อยู่นี่ น้องทรายเป็นแน่"

"คุณชาย อารมณ์ไม่ดีก็อย่ามาสนใจน้องทรายเลยค่ะ"

"น้องทรายนั่นแหละอารมณ์ไม่ ดีไม่ใช่พี่"

"ใช่สิคะ น้องทรายไม่ดีเอง คุณชายก็อย่ามายุ่งกับคนไม่ดีอย่างน้องทรายสิคะ"

"อ้าว อ้าว ออกทะเลไปเลย...พี่เห็นว่าพิ..." ภาดาชะงักเกือบหลุดปากออกไป

"ใช่สิ คะ น้องทรายพิการ ช่วยตัวเองไม่ได้ ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น น้องทรายไม่น่ามาเป็นภาระของคุณชายเลยใช่มั้ยคะ" น้องทรายน้อยใจจนน้ำตาเอ่อ

"ถ้า น้องทรายพาลอย่างนี้เราไม่ต้องพูดกันดีกว่า พี่จะไม่ยุ่งกับชีวิตน้องทรายอีก"  ภาดานอตหลุดบ้างเดินปึงปังออกไป

น้อง ทรายน้ำตาไหลพราก สักครู่ภาดาเดินกลับมากระชากอุ้มเธอขึ้น น้องทรายตกใจดิ้นร้อง "ไปนะ ไปให้พ้น คนหลอกลวง"

"ฉันหลอกลวงอะไรเธอ วาลิกา" ภาดาโกรธจนเปลี่ยนสรรพนามที่เคยพูด "ฉันแค่จะมาทำภาระให้เสร็จๆไปเท่านั้น ฉันไม่อุ้มเธอไปส่งแล้วใครจะอุ้ม หา..."

น้องทรายตะลึง  "ถ้าแค่จะมาทำภาระให้เสร็จๆก็ไม่ต้องค่ะ ทิ้งฉันไว้นี่ล่ะ ยังมีคนที่มีน้ำใจจะช่วยฉัน ไม่ได้มีคุณคนเดียวหรอกที่อุ้มฉันได้น่ะ"

ภาดายิ่งโกรธแขวะว่าเธอ เก่งแต่ปาก น้องทรายโกรธดิ้นแรงขึ้นจนหน้าเฉียดจมูกภาดาแล้วตกใจหาว่าเขาจูบจึงตบหน้า เขา ภาดาตกใจกับความก้าวร้าวของน้องทราย เขากระแทกเธอลงบนรถเข็น "ฉันไม่นึกเลยว่าเธอจะก้าวร้าวขนาดนี้ ไหนพ่อเธอบอกว่าเธอดีนักหนาราวนางฟ้านางสวรรค์ ที่ฉันเห็นนี่จะเป็นนางมารจากนรกซะมากกว่า"

"จะว่าอะไรก็ว่าฉัน  อย่าว่าพ่อฉัน  พ่อไม่เกี่ยว"  น้องทรายเสียใจสุดๆ ซบหน้าร้องไห้รำพึง "พ่อขา น้องทรายไม่อยากอยู่ บ้านนี้แล้ว พ่อช่วยมารับน้องทรายกลับบ้านเราเถอะค่ะ"

ภาดาพูดด้วยความโกรธว่าเขา จะไปบอกพ่อเธอให้แล้วเดินจากไป น้องทรายยิ่งร้องไห้โฮ คืนนั้น น้องทรายต้องนอนกับแจ่มในห้องหลังบ้าน แจ่มพยายามให้สติน้องทรายจนเธออารมณ์ดีขึ้น ด้านภาดาออกมาเดินเล่นในสวนคิดถึงวัยเด็กที่ยังวิ่งเล่นกับน้องทราย เขากำทรายที่พื้นมาโปรยแล้วขำตัวเองที่ทะเลาะกับเด็ก

ooooooo

และในวันเดียวกันนั้น มีข่าวนักร้องนักดนตรีวัยรุ่นชื่อดัง  สมิต  กาญจนรัตน์  ที่ไปคว้ารางวัลการประกวด ทั่วโลก  เดินทางกลับมาเมืองไทยและถูกดึงตัวขึ้นมินิคอนเสิร์ตทันที แจ่มเห็นข่าวรีบพาน้องทรายมาดูทีวี พอดีเป็นช่วงที่สมิตร้องเพลงที่เขาแต่งขึ้นให้ผู้หญิงที่เขารักพิธีกรถาม  เขาตอบว่า  "เรียกว่าเป็นรักแรกของผมดีกว่า  ผมกับเขาเจอกันตอนที่เขาป่วยน่ะครับ  เขาเป็นกำลังใจให้ผมเล่นดนตรีจนมีวันนี้  ส่วนผมก็เป็นกำลังใจให้เขาต่อสู้กับความเจ็บป่วย แต่ตอนนี้เป็นเพื่อนกันนะครับ"

พิธีกรถามอีกว่าเธอคนนั้นรู้ไหมว่าเขาแต่งให้เธอ สมิตตอบว่าตอนนี้ความลับคงแตกแล้ว แจ่มตื่นเต้นบอกน้องทรายว่าสมิตแต่งเพลงนั้นให้ น้องทรายแอบยิ้มแต่ที่เธอดีใจคือสมิตเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยมากกว่า

สุเมธเห็นข่าวลูกชายในทีวี ดีใจที่กลับมาแต่สะดุดใจตรงที่รู้ว่าสมิตชอบน้องทราย เขาจะบอกลูกอย่างไรดีว่าน้องทรายกำลังจะแต่งงาน...เสร็จจากงานคอนเสิร์ต สมิตบึ่งรถไปบ้านไร่ หาน้องทรายทันที แต่ต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าน้องทรายกับวินเข้ากรุงเทพฯ เขากลับมาบ้านปลุกสุเมธขึ้นมาถามทันที สุเมธทำไม่ รู้เรื่อง หาเบอร์โทร.ก็ไม่เจอเพราะวินเปลี่ยนเบอร์มือถือไปแล้ว...

วันรุ่งขึ้น ปลั่งเริ่มตามแอบดูภาดาเพื่อรายงานโฉมพิไล แต่ภาดารู้ตัวจึงแกล้งผลักประตูกระแทกหน้าปลั่ง...ภาดามาทำงาน เขายื่นโฉนดบ้านให้อริณช่วยจัดการขายให้ที อริณ แปลกใจเพราะจะแต่งงานกันแล้วก็เท่ากับทำตามสัญญาจะต้องขายบ้านทำไม

ภาดาบอกว่าน้องทรายโกรธเกลียดเขา อริณ จึงแนะให้ง้อ ภาดาครุ่นคิด...กลับมาบ้านเขาให้แจ่มไปตามน้องทรายมา แต่น้องทรายอิดออดไม่ยอมมาหาภาดาเพราะยังงอนอยู่ ภาดาจึงตามเข้ามาจะอุ้ม น้องทรายนึกถึงเมื่อคืนที่หน้าเธอชนจมูกภาดาแล้วเขิน รีบให้แจ่มเข็นรถให้ ภาดาบอกให้เข็นเข้าไปในบ้านไปที่บันได  ปลั่งตามแอบดูใกล้ชิด  พอเห็นภาดาหันมาอุ้มน้องทรายขึ้นบันได ก็รีบมารายงานอัมพร

น้องทรายกำลังตกใจ "อย่านะจะพาน้องทรายไปไหน พี่แจ่ม ช่วยน้องทรายด้วยค่ะ"

"หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะกอดให้แน่นเลย"

แจ่มเดินตามหน้าหวาดหวั่นว่าภาดาจะทำอะไร ภาดาพาน้องทรายเข้ามาในห้องห้องหนึ่งและวางเธอลงบนเตียง น้องทรายเผลอจะลุกจากเตียง  แจ่มรีบเข้าไปตะครุบกดไว้  น้องทรายเกือบตกเตียง "โอ๊ย...น้องทรายไม่อยากอยู่บนเตียง"

"ขอโทษ...ลืมไป" ภาดาอุ้มน้องทรายมาวางที่โซฟา "จากนี้ไปเธออยู่ห้องนี้ แจ่มอยู่ด้วย"

แจ่มยิ้มหน้าบาน พลันอัมพรเข้ามาวีนที่ภาดาหักหน้าขัดคำสั่งเธอ  ภาดาตัดบทประคองอัมพรออกจากห้อง  "ดึกมากแล้ว คุณแม่เป็นโรคความดันไม่ควรนอนดึกนะครับ หรือถ้าคุณแม่จะอยู่ห้องนี้ ผมก็คงต้องให้น้องทรายไปอยู่ห้องใหญ่ ของผม"

อัมพรโมโหแทบร้องกรี๊ดแต่ยั้งไว้ เข่นเขี้ยวจะทำให้ น้องทรายทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้เอง กลางดึก ขณะน้องทราย อยู่คนเดียวในห้อง ภาดาเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา น้องทรายหน้าตาหวาดระแวงถามหาแจ่ม ภาดาแกล้งกวน "ฉันจะรู้มั้ยล่ะ ไม่ใช่คน
ดูแลแจ่มนี่"

น้องทรายเคืองถามมาทำไม ภาดากวนสักพักก่อนจะบอกว่า  "ทุกเช้าเจ็ดโมง  ฉันจะมาอุ้มเธอลงไปข้างล่าง  แล้วราวสามทุ่มทุกคืนจะอุ้มกลับมาส่งที่ห้องนี้ เธอ...ลำบากใจเรื่อง เวลามั้ย"

"ไม่ค่ะ"

"ดี งั้นตกลงตามนี้"

"ไม่ค่ะ..."

"อ้าว!"

"ไม่ได้อยากให้คุณอุ้มค่ะ คุณพูดเอาเอง"

"นี่ใครพูดไม่รู้เรื่องนี่ หือ...เธอหรือฉัน...ฉันเป็นคน ดูแลเธอ และ...ในอนาคตจะเป็นสามีเธอ" ภาดารู้สึกแปลกๆเมื่อต้องพูดคำว่าสามี

น้องทรายเมินหน้าซ่อนความอาย ภาดาจึงบอกว่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องวันๆคงตีกันตาย น้องทรายหันกลับมาพูดว่าแล้วจะแต่งกันไปทำไม ภาดาฉุนหลุดปากว่าเขาไม่ได้เป็นคนอยากแต่ง น้องทรายเจ็บจี๊ดในใจ "ฉันก็ไม่ได้เป็นฝ่ายอยากแต่งเหมือนกันค่ะ

แล้วจะมาทรมานใจกันไปทำไมคะ...เรื่องตอนเด็กๆก็เป็นแค่เรื่องของเด็ก ไม่สำคัญถึงขนาดจะเก็บมา ผูกพันถึงตอนนี้"

ภาดามองน้องทรายอึ้งๆ เธอพูดเสียงแผ่วลงว่ายังไม่สายที่จะยกเลิก ภาดาฮึดขึ้นมาบอกว่าเขารับปากพ่อเธอไว้แล้ว ต้องรักษาคำพูด น้องทรายใจหายเมื่อรู้ว่าภาดาไม่มีใจให้เธอเลย

"รักษาคำพูด แต่ทำให้ต้องตายทั้งเป็นกันหรือคะ"

"ฉันยอม และฉันคิดว่าพ่อเธอเข้าใจเรื่องทั้งหมดระหว่างเราดีที่สุด เธอคือหน้าตาของพ่อเธอ หากเธอล้มทุกอย่าง ฉันจะถือว่าเธอไม่ได้เลือดพ่อเธอมาเลยสักหยด ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความอดทน ไม่มีความอดกลั้น"

"อย่ามาดูถูกกัน ชีวิตน้องทราย...ชีวิตฉันให้พ่อได้ แต่ไม่ให้คนอื่น" น้องทรายโกรธสุดๆ

ภาดารู้ว่าเอาชนะน้องทรายได้แล้วจะกลับออกไป น้องทรายเรียกเขาไว้เพื่อที่จะถามว่า สีเงินแมวของเธออยู่บนห้องนี้ด้วยได้ไหม ภาดาทำหน้าฉงนนึกถึงแมวตอนเด็กๆจึงถามว่ามันยังอยู่อีกหรือ น้องทรายจึงตอบว่าตัวนั้นไปสวรรค์แล้ว สีเงินตัวนี้ตัวใหม่

ภาดายิ้มสบตารู้สึกน้ำเสียงน้องทรายดีขึ้นจึงบอกว่าอยู่ได้แต่ให้ระวังหน่อย เขาเดินออกไปสวนกับแจ่มที่เข้ามา

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ปลั่งโทร.รายงานโฉมพิไลที่ภาดาอุ้มน้องทรายขึ้นไปนอนบนบ้าน และยังบอกเรื่องหน้าตาของน้องทรายว่าไม่ได้ขี้ริ้วอย่างที่อัมพรบอก โฉมพิไลเต้นเร่าๆแต่งตัวแล่นไปบ้านภาดาทันที

พอดีแจ่มเข็นรถน้องทรายมาให้นั่งเล่นระเบียงหน้าบ้านแล้วไปหาข้าวให้สีเงิน ซึ่งนัวเนียอยู่ที่ขาน้องทราย โฉมพิไลขับรถมาจอดหน้าบ้าน เดินเข้ามาจ้องหน้าน้องทรายอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ นึกถึงคำบอกเล่าของอัมพรแล้วแค้นใจ "ยัยคุณหญิงตัวแสบ แกหลอกฉัน"

โฉมพิไลพยายามคุมสติ น้องทรายตกใจกลัวสายตาของโฉมพิไลร้องเรียกแจ่ม โฉมพิไลจึงหันหลังกลับไปขึ้นรถขับออกไป...ทบทวนสิ่งที่อัมพรพูดกับเธอตั้งแต่ต้น "หนูโฉมเข้าใจไหม แค่แต่งงานแต่ในนาม เพราะถึงยังไงทั้งเป็นง่อย ทั้งหน้าตาน่าเกลียด คุณชายแตะมันไม่ลงอยู่แล้ว ทำตามสัญญาเสร็จ พ่อมันตาย นังง่อยมันไม่มีใครปกป้อง เราก็เฉดหัวมันทิ้งไป"

ขัดกับคำรายงานของปลั่งแต่ละครั้ง ที่ดูภาดาจะใกล้ชิด เอาอกเอาใจ คิดแล้วโฉมพิไลชักหวั่นใจกลัวจะเสียภาดาไป น้ำตาเธอไหลจนบดบังสายตา รถพุ่งเข้าชนต้นไม้ข้างทาง...ภาดารับโทรศัพท์ที่โฉมพิไลโทร.มาร้องไห้ด้วยความกลัว เขาตกใจรีบออกจากบริษัทไปหาเธอ ท่าทางภาดาห่วงใยโฉมพิไลมากจนเธอโล่งใจขึ้น เขาเรียกช่างมาลากรถเข้าอู่แล้วจะพาเธอไปหาหมอ โฉมพิไลรีบปฏิเสธกลัวเขารู้ความจริงว่าเธอไม่ได้ท้อง

"คุณเป็นภรรยาของผมนะ ภรรยาคนเดียว ผมไม่อยากเห็นคุณร้องไห้เสียใจอีก"

"ตอนนี้ฉันเป็นภรรยาคนเดียว แต่วันพรุ่งนี้คุณจะแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับคนอื่น คุณต้องอยู่ร่วมบ้านกับผู้หญิงคนนั้นตั้งปี แล้วถ้าเกิดคุณหวั่นไหวไปกับเขาล่ะ"

"วันนี้คุณเป็นอะไรไป เรื่องหย่าเรื่องแต่งงานใหม่ คุณเป็นคนรับปากคุณแม่เองนะ"

"ก็นั่นแหละค่ะ โฉมไม่นึกนี่นาว่ามันจะ...มันจะ..." โฉมพิไลพูดไม่ออกว่าเธอยอมเพราะอะไร แต่ด้วยความกลัวจึงถามเขาว่า เขาล้มเลิกได้ไหม...ภาดาชะงักตกใจ

พอดีเฉลาโทร.มาขัดจังหวะ เพราะส้มลิ้มมาโวยวายหน้าบ้านอีกจนมีเรื่องทำร้ายร่างกายเฉลิมชัยกับภีม เฉลาจะให้ โฉมพิไลเอาอุบะเพชรมาให้ได้วันนี้เพื่อขายใช้หนี้ โฉมพิไลถอยห่างจากภาดามาคุยโทรศัพท์ เธอน้ำตาคลอด้วยความอัดอั้น ทำไมเธอต้องช่วยไถ่ถอนบ้านทั้งที่เธอไม่ได้ก่อหนี้ แถมทุกคนเอาแต่ เล่นการพนันไม่จบไม่สิ้น เธออยากหนีสภาพแบบนั้นเต็มทน

ภาดาเห็นโฉมพิไลร้องไห้ก็เข้ามาถาม พอดีอริณโทร.มาบอกภาดาว่าบริษัทจัดงานแต่งงานกำลังไปที่บ้าน ภาดานึกได้ว่าเขานัดไว้ จึงขอร้องให้อริณไปจัดการที่บ้านให้แทนเพราะรู้ว่าอัมพรไม่สนใจแน่ เขาต้องจัดการเรื่องโฉมพิไลก่อน อริณแม้จะงงแต่ก็ช่วยเต็มที่...ภาดาหันมาเคลียร์กับโฉมพิไลต่อว่าถ้าเรื่องมันวุ่นวายขนาดนี้ เขาจะคุยกับแม่ยกเลิกงานแต่งเอง แต่โฉมพิไลกลับหงุดหงิดเสียงดังขึ้นมา

"ไม่ต้อง...ไม่ยกเลิก...ชีวิตไม่ได้เป็นของฉัน มันไม่ใช่ ของฉันอีกต่อไปแล้ว ได้ยินมั้ย"

ภาดายิ่งงงจะยกเลิกก็ไม่เอาเสียอีก แถมมาโวยใส่

ooooooo

พออริณมาถึงบ้านวัชรเวศม์ ได้เห็นน้องทรายก็ตะลึงจนลืมบอกเจ้าหน้าที่ว่าเขาไม่ใช่เจ้าบ่าว ปล่อยให้เปลี่ยนเสื้อผ้าลองตัวนั้นตัวนี้ จนกระทั่งเขาแนะนำตัวกับน้องทรายว่าเขาชื่ออริณ เจ้าหน้าที่จึงรู้ว่าเขาไม่ใช่ เจ้าบ่าว บ่นกันอุบที่ปล่อยให้เข้าใจผิด

ภาดาพาโฉมพิไลมาส่งบ้าน ให้กินยา ดูแลจนเธอหลับจึงกลับบ้าน...อริณยังคงนั่งคุยเป็นเพื่อนน้องทรายอย่างสนุกสนาน อริณถามว่าเวลาว่างทำอะไรบ้าง แจ่มตอบแทนว่า "คุณน้องทรายเก่งหลายอย่าง ถักไหมพรม เล่นครอสเวิร์ด ทำคอมพิวเตอร์ เป่าฟรุตก็เพราะมากๆเลยค่ะ"

อริณขอฟังน้องทรายเป่าฟรุต แจ่มรีบไปหยิบมาให้... ภาดากลับมาเห็นอัมพรยืนมองไปในสวน หน้าตาไม่ค่อยพอใจ พอเห็นเขาเธอก็รีบฟ้องว่า "ยัยน้องทราย หูตามันแพรวพราวเหลือเกิน วันนี้นั่งคุยกับเพื่อนคุณชาย หัวเราะคิกคัก ให้ท่ายั่วยวนผู้ชายเก่งไม่ใช่เล่น"

ท่าทางภาดานิ่งอึ้งจนอัมพรโวยที่ไม่เชื่อเธอ อำนาจปรามพี่สาวให้พอได้แล้ว ภาดาเหนื่อยใจเดินมาแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นรถของน้องทรายอยู่แต่ตัวหาย ขึ้นไปดูบนห้องก็ไม่มี เขาแปลกใจเดินหาจนมาพบอยู่ในสวนนั่งเล่นกับสีเงิน เขาจึงเดินเข้ามาอุ้มสีเงินแล้วใส่เป็นชุด

"มานั่งนี่ได้ยังไง ใครอุ้มมา แล้วทำไมอยู่คนเดียว เกิดอะไรขึ้นใครจะช่วย สีเงินหนีไปเธอจะไปตามใครมาจับมัน มันวิ่งออกไปนอกบ้านไปโดนรถทับแล้วจะว่าไง"

น้องทรายกลั้นยิ้ม พยายามพูดเป็นปกติว่าสีเงินไม่ยอมไปห่างเธอหรือแจ่ม และขอบคุณที่เป็นห่วง ภาดาอารมณ์ไม่ดีเพราะโดนแม่ยุแยง จึงถามว่าใครอุ้มมา น้องทรายนิ่งเขาจึงโวย

"พ่อ เธอไว้ใจฉัน...เอ่อ...ให้ที่นี่ดูแลเธอ เธออาจจะไม่ชอบฉัน แต่ก็ควรจะรักเกียรติของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยตัวใครจะถูกเนื้อต้องตัว ใครจะอุ้มก็ได้ไม่เลือกหน้า"

"เลือกค่ะ เลือกหน้ายิ้ม หน้าใจดี" น้องทรายเคืองจึงกวนให้บ้าง

ภาดายิ่งโมโห พอดีอริณเดินหัวเราะเข้ามากับแจ่มและเอียด พอเห็นสีหน้าภาดาก็รู้ว่างานเข้า จึงรีบบอกว่าเขาไปตามทีมเก้าอี้ดนตรีมาให้แล้ว และรีบลากลับแถมชมการเป่าฟรุตของเธอว่าเข้าวงซิมโฟนีออเคสตราได้สบาย น้องทรายยิ้มปลื้ม...แจ่มกับเอียดประสานมือเป็นสี่เหลี่ยมให้น้องทราย กระเถิบตัวนั่งบนแขน ภาดาหน้างอเข้ามาชิงอุ้มเธอเดินเข้าบ้านไป แจ่มรีบตามไปเป็นกันชน พอถึงบนห้อง ภาดาวางน้องทรายลงที่โซฟา พูดเสียงเข้ม

"พรุ่ง นี้เป็นวัน...แต่งงาน จะวุ่นวายจะเหนื่อย ควรรู้ตัวว่าต้องพักผ่อน ไม่ใช่เที่ยวไปหัวเราะเล่นกับใครต่อใครไม่รู้เวล่ำเวลา"

"วันนี้ใคร บางคนก็ไม่รู้เวล่ำเวลา ไม่ทำหน้าที่ที่ตัวเองควรทำ ให้คนอื่นทำแทน"

ภาดา รู้ว่าน้องทรายแขวะเขา พอดีแจ่มเข็นรถเข้ามาเสียงดังแล้วอุทาน ภาดาจึงถามว่ารู้เวลาช่างทำผมแต่งหน้ามาหรือยัง น้องทรายบอกว่าเธอรู้จากอริณแล้ว ภาดาโกรธเดินปึ่งออกไป น้องทรายหน้าสลดลง แจ่มเข้ามากอดปลอบว่า ภาดาอาจจะเหนื่อยจากงานและการจัดงานแต่งงานอีก น้องทรายไม่เห็นเขาจะทำอะไรเลย คนอื่นจัดการให้หมด น้องทรายรำพึงว่าคนที่จะแต่งงานต้องมีความสุขไม่ใช่หรือ แต่เธอกลับไม่มีความสุขเลย...

ooooooo

วันรุ่งขึ้น  อริณมาช่วยดูแลงานสั่งคนยกอาหารและจัดดอกไม้ อำนาจเข้ามาขอบอกขอบใจ อริณยิ้มๆบอกว่าเขาฟังเจ้าหน้าที่แจงให้ฟังจนรู้หมดว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วถามหาเจ้าบ่าว พอดีภาดาเดินออกมา หน้าตาไม่ค่อยดี แจ่มเข็นรถน้องทรายออกมา

อริณ ตะลึงกับความสวยของน้องทรายจะเข้าไปรับ อำนาจรั้งไว้ให้เป็นหน้าที่เจ้าบ่าว ภาดาจึงเดินเข้าไปเข็นรถ น้องทรายเอง

อัมพร บ่นอุบว่าทุเรศลูกตา วินยืนอยู่กับสุเมธได้ยินชิงตบมือเป่าปาก

"สวยงาม สวยงามจริงๆ เหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก"

อัมพรค้อนขวับ สุเมธปรามวินอย่าไปยั่วอัมพร และบอกให้ดูไปรอบงาน ไม่มีญาติฝ่ายเจ้าบ่ายเลย อัมพรเชิดหน้าเย้ย...เพื่อนๆของวินและสุเมธเข้ามาทักทายบ่าวสาว ภาดาสบตาน้องทราย พอเริ่มซึ้งก็มีข้อความส่งเข้ามาจากโฉมพิไลให้คิดถึงครั้งงานแต่งของเธอกับ เขาที่วัดไทย ภาดาหน้าซีดเหมือนคนทำผิด ไม่เพียงแค่นั้น โฉมพิไลยังโทร.หาอัมพร พออัมพรเห็นชื่อโฉมพิไลก็ฉุกคิด "โทร.มาเรื่องอุบะเพชรอีกละสิ ยัยงก เออ แล้วนังง่อยมันใส่อุบะเพชรหรือเปล่าเนี่ย"

อัมพรพยายามมองเห็นน้อง ทรายใส่สร้อยเส้นเล็กๆก็แปลกใจอุบะเพชรอยู่ไหน ด้านโฉมพิไลไม่พอใจที่อัมพรไม่ รับสาย พยายามโทร.หลายครั้งจนเฉลาจี้ใจว่าคงโดนหลอกว่าจะได้อุบะเพชร โฉมพิไลโกรธ "ฉันยอมเสียผัวให้แกทั้งคน ฉันต้องได้อุบะเพชร ถ้าฉันไม่ได้อย่าหวังเลยว่าจะมีความสุขกันโดยไม่มีฉัน"

ถึงเวลาจด ทะเบียนสมรส อริณจัดการเชิญเจ้าหน้าที่อำเภอมา น้องทรายกับภาดาหยิบปากกาต่างมือสั่น น้องทรายนึกถึงคำพูดของอัมพรที่เหยียดหยามเธอ ส่วนภาดาก็สะดุ้งกับข้อความที่โฉมพิไลส่งมา "ในที่สุดฉันก็ต้องหย่า ฉันเสียสละชีวิตคู่ของเรา เสียสละความสุขของตัวเองเพื่อรักษาสัญญาของวงศ์ตระกูล ไม่ว่าคุณจะทำอะไรลงไปในวันนี้ อย่าลืมฉันนะคะ"

ต่างคนต่าง กระอักกระอ่วนใจ ทันใด ภาดาต้องตะลึงลุกพรวดขึ้นเมื่อเห็นโฉมพิไลเดินกรีดกรายเข้ามายืนปะปนกับแขก ในงาน อัมพรยิ้มเยาะน้องทรายแต่แล้วก็หวั่นใจกลัวโฉมพิไลทวงอุบะเพชร วินสบตาอัมพรประมาณว่าไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ สุเมธกระตุกวินเตือนสติอย่าทำให้งานพัง วินแค้นเข้าใจว่าอัมพรให้เมียเก่าภาดามาเย้ยในงาน อริณกับอำนาจเห็นสายตาแต่ละคนแล้วสยอง จะได้จดทะเบียนไหมนี่ อริณสะกิดให้ภาดาเซ็นชื่อ

วินเข้ามากระซิบข้างหูน้องทราย ให้เชื่อมั่นในตัวพ่อ ว่าได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ เธอชำเลืองมองภาดาก่อนจะเซ็น แต่พอเห็นสายตาโฉมพิไลก็ชะงักขีดเขียนผิด อัมพรหัวเราะเยาะ

"น้องทรายทำทะเบียนสมรสเสียไปแล้ว เรา...เราคงไม่ได้..." น้องทรายเสียงสั่น

"ไม่เป็นไรนะคะ" ภาดาพยายามปลอบทั้งที่ตัวเองก็สั่นไม่แพ้กัน

อัมพรจะประกาศไม่มีการ จดทะเบียน พอดีเจ้าหน้าที่อำเภอบอกว่าเขามีสำรองเพราะเป็นธรรมดาที่คู่สมรสตื่นเต้น น้องทรายสบตาวินขอกำลังใจก่อนเซ็นชื่อลงไป ภาดาจดจ้องสักพักถึงเซ็นตาม อริณถอนใจเฮือก "โฮ้ย ชีวิตแต่งงานที่เริ่มต้นประหลาดแบบนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปน้า"

อัมพร เดินเข้าไปทวงอุบะเพชรจากวิน วินเฉไฉบอกว่าเป็นของหมั้นของเด็กๆราคาสูงก็ต้องเก็บไว้ในธนาคาร เอาออกมาใส่ไม่ได้อันตราย อัมพรกำลังจะโวย พอดีมีเสียงแห่ ขันหมากเข้ามา อัมพรตกใจ แขกในงานหันไปสนใจ วินรีบเข้าไปผสมโรง

โฉมพิไลมาทวงอุบะเพชรจากอัมพร เธอจี๊ดแทบหัวระเบิด "โอ๊ย...ทำไมศึกมันต้องมารุมฉันทุกทิศทุกทางวันนี้ด้วย มานี่ ไปด้วยกันก่อน อย่าเพิ่งมาถามหาอุบกอุบะให้แม่ปวดหัว" อัมพรกระชากโฉมพิไลเดินไป...

ooooooo

ตอนที่ 3

ขบวนกลองยาว แตรวงบรรเลงเข้ามาในงาน วินกับแจ่มทักทายเพื่อนๆกันใหญ่ วินกระซิบบางอย่างกับหัวหน้าวง อัมพรจูงโฉมพิไลเข้ามาโวย เพลงบรรเลงไม่เลิก วินดึงอำนาจกับอริณเข้าไปรำเฉิบๆ อัมพรกรี๊ดๆไล่ให้ออกไป ขบวนแห่แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งล้อมโฉมพิไลแล้วดันออกไปจากบ้าน โฉมพิไลตะโกนแทรกเสียงกลองเสียงฉาบจะให้อัมพรช่วยเธอด้วย

เพื่อนบ้าน ออกมาดูถามอัมพร "ที่บ้านคุณหญิงมีงานหรือครับ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย"

"โอ๊ะ เพื่อนบ้านไฮโซ เพื่อนบ้านคุณหญิงใช่มั้ย คุณหญิงเค้าแต่งงานลูกชายไงจ๊ะ มาสิมากินข้าวด้วยกัน แกงเขียวหวานปลากรายกับขนมจีนอร่อยอย่างงี้" วินจะลากเพื่อนบ้านเข้ามา

"อ๊าย...ไอ้วิน แกจงใจฉีกหน้าฉัน แกแกล้งฉัน" อัมพรพุ่งเข้าผลักวินแล้วด่ากราด ก่อนจะเข้ามาหยิบเค้กมุ่งไปหาน้องทราย

อำนาจเข้าไปขวางเกรงอัมพร ทำร้ายน้องทราย ภาดายืนประชิดพร้อมปกป้องน้องทราย อัมพรยิ่งแค้น "ผู้หญิงทุกคน ฝันถึงวันแต่งงานของตัวเอง วันนั้นเธอต้องสวย งานพิธีสมบูรณ์ พร้อม ทุกคนต้องมีความสุข เธอคงไม่ต่างไปจากคนอื่นสินะ"

"คุณหญิง อัมพร สิ่งที่ผมทำไม่เกี่ยวกับน้องทรายนะครับ" วินวิ่งมาขวาง

ภาดา ขอร้องอัมพรอย่าทำอะไร อัมพรบอกให้น้องทรายมองไปรอบๆ "นี่หรืองานแต่งงานของเธอ พ่อเพี้ยนๆคิดแต่จะเอาชนะ แม่สามีที่เกลียดเธอเข้ากระดูกดำ และนี่สามีของเธอ ที่มีแต่สีหน้าไม่แน่ใจ เธอมองดูสิ มองให้รอบๆจะได้จำภาพพวกนี้ไว้จนตลอดชีวิต นี่แหละงานแต่งงานของเธอ"

น้องทรายทั้งอายทั้งเสียใจ อัมพรทิ้งเค้กลงกับพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ตุ๊กตาบ่าวสาวบนเค้กเหมือนดวงใจน้อง ทรายแตกสลายไปด้วย เธอร้องไห้โฮ อัมพรสะใจเดินหัวเราะเข้าบ้าน วินเข้ามากอดลูกสาว ภาดายืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก...วินปลอบน้องทรายอยู่นาน
พยายามพูดให้รู้ว่า

"ชีวิตก็เหมือนละคร มีตัวดี มีตัวร้าย หลายๆคนไม่ชอบดูเวลาตัวร้ายออกมา แต่ตัวร้ายพวกนี้แหละที่มีเอาไว้พิสูจน์คุณค่าของคนดี"

"เขาทำขนาด นี้แล้ว พ่อยังอยากให้น้องทรายอยู่ที่นี่ต่อหรือคะ"

"น้องทรายลูกพ่อ บ้านไร่และพ่อจะอยู่ที่เดิมรอหนูอยู่เสมอ แต่โอกาสในการเรียนรู้ชีวิตอยู่ตรงนี้แล้ว หนูมีหน้าที่เอาชนะมัน หนูต้องอยู่เพื่อจะชนะนะลูก"

น้องทรายร้องไห้ต่อว่าพ่อใจร้าย ทิ้งเธอ ไม่เหมือนพ่อตอนเด็กที่คอยเฝ้าเธอที่โรงเรียน วินฝืนใจแข็งพยายามปลอบให้น้องทรายอยู่สู้ต่อไป...

ภาดามาดูโฉมพิไล ที่บ้าน เห็นกำลังดื่มเหล้าจนเมาพรั่งพรูความเจ็บช้ำ "คุณรู้มั้ย วันนี้พวกยัยนั่นมันทำโฉมอับอายแค่ไหน มันรุมกันลากโฉมออกจากบ้านคุณยังกับหมูกับหมา"

ภาดาพยายามปลอบโฉม พิไลแล้วพาไปนอน หาผ้ามาเช็ดหน้าตาให้ โฉมพิไลละเมอกอดแขนภาดาอย่าทิ้งเธอไป ภาดายิ่งเครียดเฝ้าดูแลเพราะรู้สึกผิด...ขณะเดียวกัน น้องทรายยังคงนั่งอยู่บนรถเข็นกลางงานแต่งงาน ที่คนงานกำลังทยอยเก็บข้าวของ อำนาจเข้ามาถามว่าอยากขึ้นห้องไหมเขาจะอุ้มไปให้ อัมพรเข้ามาแขวะ "หยุดจุ้นไปเลยนะ คุณชายเค้าไม่มีวันลืมเมียเค้าหรอก ถ้าเธออยากจะออกแรงล่ะก็โน่น...ไปช่วยคนงานเก็บขยะยังจะมีประโยชน์ซะกว่า"

อำนาจ อ้าปากค้างพูดแทรกไม่ทัน เกาหัวแกรกๆเดินไปคุมคนงานต่อ ทิ้งน้องทรายนั่งซึม สักพักน้องทรายเข็นรถไปหาแจ่มจะช่วยทำงาน แต่กลับถูกปลั่งพูดเสียดสีว่าเป็นเจ้าสาวไม่มีหอจะเข้าเพราะเจ้าบ่าวหายไป แจ่มปลอบน้องทรายอย่าไปฟังเสียงหมาเห่า อริณสงสารน้องทรายเขาบอกเธอว่าภาดามีงานด่วนต้องไปเคลียร์ ให้เขามาอยู่เป็นเพื่อน น้องทรายค่อยยิ้มออก

"น้องทรายไม่ทราบว่าคุณชายงานยุ่ง ไม่งั้นน้องทรายจะบอกคุณพ่อให้เลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน"

"อย่า คิดมากสิครับ คุณชายน่ะพร้อมจะแต่งงานกับคุณน้องทรายอยู่แล้ว แค่ไปทำธุระแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมา" อริณรู้สึกแย่ที่ต้องโกหก...

ใน ขณะที่วินในชุดคนไข้เตรียมเข้ารับการตรวจเช็กร่างกาย สุเมธเข้าเวรคืนนี้เช่นกันเดินมาคุยแขวะที่วินทำงานแต่งล้างหนี้ของลูกสาว พัง

"เฮ้ย...อย่าพูดคำว่าล้างหนี้ ฉันบอกนายแล้วไงว่าฉันไม่มีเจตนาอย่างนั้น แค่จะสั่งสอนยัยคุณหญิงจอมงกใจดำ"

"แค่นั้นก็แย่แล้ว แล้วถ้าน้องทรายรู้ว่า เจ้าบ่าวไม่ได้สนใจแม้กระทั่งคำสัญญา ที่แต่งก็เพื่อรักษาบ้านของตัวเองไว้ น้องทรายจะเป็นยังไง โทร.สั่งคนงานล้างแลนด์โรเวอร์ไว้รอฉันได้แล้ว นายแพ้พนันฉันแน่" สุเมธยื่นมือถือให้วิน

วินรับมากด "ไอ้เดช นี่ข้าเอง ช่วยทำคอกม้าเพิ่มให้ที หมอสุเมธเพื่อนรักของข้ามันไม่มีน้ำยา แพ้พนันข้า มันจะยกเจ้าแอนโทนี่ให้ข้าเว้ย"

สุเมธหัวเราะส่ายหน้าแบบเอือมระอา เขาย้ำว่าอาทิตย์หน้า น้องทรายจะต้องหนีออกจากบ้านนั้น แล้ววินต้องแพ้พนันเขา แต่วินมั่นใจว่าน้องทรายต้องเข้มแข็งและเอาชนะใจทุกคนได้

เวลาใกล้ สามทุ่ม แจ่มเป็นห่วงอยากพาน้องทรายขึ้นห้อง แต่ไม่รู้ว่าคืนนี้เป็นคืนแต่งงาน น้องทรายจะเข้าห้องไหนดีจึงไม่กล้าพาไปส่ง อริณยังคงนั่งคุยเป็นเพื่อนจนเห็นว่าเธออ่อนเพลีย จึงอาสาอุ้มขึ้นไปแทน ไม่ทันไร...ภาดายื่นแขนเข้ามาอุ้มน้องทรายเสียก่อน

"ขอบใจนะอริณ ผมจัดการเองดีกว่า" ภาดาอุ้มน้องทรายแล้วกระซิบข้างหูว่า เขามาทันสามทุ่มยังไม่ผิดสัญญา และคืนนี้เป็นคืนมงคลขอสงบศึกก่อน

น้อง ทรายค้อนเคืองๆ ภาดาขอบใจอริณที่ทำหน้าที่เพื่อนให้เขาอย่างดี แล้วขอตัวไปพักผ่อน อริณมองตามเศร้าๆเดินคอตกกลับไป...แจ่มรีบยกเก้าอี้ตามภาดาไป ลุ้นว่าเขาจะพาน้องทรายเข้าห้องไหน และแล้ว...ภาดาก็พาน้องทรายกลับมานอนห้องเดิม

ooooooo

เปลี่ยน เสื้อผ้าเรียบร้อย ภาดาอุ้มน้องทรายมานั่งบนเตียง แจ่มไม่กล้าเข้ามา นั่งรออยู่หน้าห้อง...ภาดาขอโทษน้องทรายที่เขาออกไปธุระข้างนอก น้องทรายเข้าใจดีเพราะอริณบอกเธอแล้ว และงานแต่งงานนี้ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร ภาดายิ่งละอายใจ น้องทรายสบตาภาดา

"น้อง ทรายรู้ตัวเองค่ะ แล้วก็ไม่โทษใคร ที่เขาไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานวันนี้ เพราะน้องทรายก็คงไม่สามารถเป็นภรรยาที่ดีของคุณชายได้จริงๆ"

"ภรรยา ที่ดีในสายตาของน้องทรายต้องเป็นยังไงคะ"

"ก็...ต้องทำหน้าที่ดูแล สามี ทำอาหารให้รับประทาน จัดการเรื่องเสื้อผ้า ช่วยการงานไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แต่

น้องทรายอยู่ในสภาพแบบนี้ คงทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง"

ภาดาเชยคางน้องทรายขึ้นยิ้มให้ "งั้นก็แสดงว่าน้องทรายเข้าใจผิด เพราะภรรยาที่ดีสำหรับพี่ ควรจะมีหน้าที่เดียวคือยอมให้พี่ดูแลเขาอย่างดีที่สุด"

"แต่ภรรยาคน นี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเชิดหน้าชูตาคุณชายได้เลยนะคะ"

"เรื่องนั้นมัน ไม่สำคัญนี่คะน้องทราย" ภาดาพูดพลางยิ้ม แล้วหยิบตุ๊กตาที่หัวเตียงของน้องทรายมาเล่าเป็นนิทานให้ฟัง... มีงานแต่งงานที่จัดขึ้นในปราสาทแห่งหนึ่ง แต่มีมังกรมาคอยจับแขกที่มางานกิน ทำให้ไม่มีใครกล้ามางานนี้ เจ้าสาวเสียใจมากคิดว่าไม่มีใครรักถึงไม่มีใครมางาน เจ้าบ่าวจึงปลอบว่า ยังมีเพื่อนร่วมงานที่มาแสดงความยินดี ว่าแล้วภาดาก็ปิดไฟในห้องแล้วกดปุ่มบอลลูนดิสโก้ที่หัวเตียง แสงวิบวับส่องไปรอบห้อง

"ดวงดาวพวกนี้จะอยู่เป็นเพื่อนกับเราตลอด ทั้งคืนเลย" ภาดายิ้มอย่างอบอุ่น

น้องทรายสบตาภาดารู้สึกสบายใจขึ้น เธอมองแสงระยิบระยับอย่างมีความสุข ภาดาบอกเธอว่าเขาดีใจที่เห็นเธอยิ้มดูดีกว่าตอนเศร้าเยอะ น้องทรายจึงสัญญาว่าจะมีความสุขให้มากกว่านี้ ภาดาดึงเธอเข้ามากอดแล้วรู้สึกถึงกลิ่นหอมจางๆ บวกกับใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอาง ทำให้เขาเคลิ้มรัญจวนใจ พลันเสียงมือถือดังขึ้นขัดจังหวะ เขาหยิบมาดูหน้าจอแล้วกดตัดสาย

"ดึก แล้ว น้องทรายพักผ่อนดีกว่านะคะ" ภาดาประคองน้องทรายให้นอนแล้วห่มผ้าให้ ปิดไฟดิสโก้แล้วเดินออกจากห้อง

น้องทรายลืมตาโพลงในความมืดด้วยความ รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมภาดาถึงผละจากเธอไปเฉยๆ...ภาดาออกมาจากห้อง แจ่มสะดุ้งตื่น ภาดาจึงบอกว่าน้องทรายนอนแล้ว เขาก็จะไปนอนเหมือนกัน แจ่มหน้าเหวอทำไมพลิกเป็นอย่างนี้ไปได้...

โฉมพิไลโมโหหงุดหงิดที่ ภาดาตัดสาย พอดีภาดาโทร.กลับมาถามเธอว่าตื่นขึ้นมาทำไม

"จะนอนลงไป ได้ยังไงล่ะคะ ในเมื่อปลั่งมันโทร.มาบอกว่าคุณชายกลับถึงบ้านแล้วก็รีบเข้าไปเอาใจนังเมีย ตีทะเบียนนั่น" โฉมพิไลพูดรุนแรงเพราะยังเมา

ภาดาโกรธเมื่อรู้ว่า ปลั่งเป็นคนรายงาน โฉมพิไลยิ่งพูดรุนแรงมากขึ้น แล้วร้องไห้ตีโพยตีพาย เขาจึงตัดบทบอกว่าพรุ่งนี้จะไปหาแต่เช้าให้เธอนอนเสีย ภาดาเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก...

พอเช้าขึ้น ภาดาอุ้มน้องทรายลงมาที่โต๊ะอาหาร ทำขนมปังและเทน้ำชาให้อย่างเอาใจ แต่แล้วมือถือดังขึ้น เขาสะดุ้งทำน้ำชาหกรดมือน้องทราย เขาตกใจร้องเรียกให้คนเอาผ้าเอายามาให้

"คุณชาย หยุดค่ะ หยุดก่อน น้องทรายไม่เป็นไร คุณชายรับโทรศัพท์ก่อนดีกว่า"

ภาดาชะงักมองน้อง ทรายอย่างรู้สึกผิดและเครียดมาก จึงขอตัวไปทำงานเลย น้องทรายเศร้าเริ่มมั่นใจแล้วว่า ผู้หญิงที่มาวันงานและคนที่โทร.มาบ่อยๆคือโฉมพิไล...อัมพรเดินเข้ามาพูดจา เสียดสีน้องทรายว่า คงรู้แล้วสินะว่าใครโทร.มา น้องทรายพูดให้กำลังใจตัวเอง

"คุณชาย เป็นคนเก่ง มีงานมาก ก็คงเรื่องงาน"

"เรื่องงานหรือ ฮะฮะฮ่า ฟังนะ ภาดา อภิรักษ์ภูบาล มีร่างกายครบสามสิบสอง รูปงามนามสกุลสูงส่ง การศึกษาเพียบพร้อม คนอย่างเขาจะให้มาจมปลักกับภรรยาทุพพลภาพให้ความสุขไม่ได้ เธอคิดว่ามันยุติธรรมไหม" อัมพรเข้ามาพูดใกล้ๆ

น้องทรายพยายามรวบรวม ความกล้าเถียงออกไปว่าเธอจะทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด อัมพรยิ่งหัวเราะ และว่าคนไม่สมประกอบเอาตัวเองยังไม่รอดจะให้ความสุขภาดาได้อย่างไร และว่าควรให้ความยุติธรรมกับภาดายอมรับที่เขาต้องมีผู้หญิงอื่น

"ให้ ความยุติธรรม ด้วยการยอมให้คุณชายมีผู้หญิงอื่นหรือคะ"

"ใช่ ให้ความยุติธรรม ยอมให้คุณชายมีผู้หญิงอื่น"

ทั้งสองประจันหน้ากัน ด้วยความรู้สึกต่างกัน น้องทรายเจ็บปวดใจ อัมพรยิ้มสะใจ อำนาจเดินเข้ามาทักทายโดยไม่รู้อะไร อัมพรสะบัดหน้าเดินหัวเราะออกไป น้องทรายกำมือแน่นกลั้นน้ำตาอย่างหนักไสรถตัวเองออกไปร้องไห้เพียงลำพัง

ooooooo

หลัง จากภาดาแวะมาทานอาหารเช้าด้วยก่อนไปทำงาน โฉมพิไลก็แต่งตัวจะออกจากบ้าน เฉลายื่นบิลค่าน้ำค่าไฟให้ไปจ่ายด้วย เธอตกใจที่มันมากมายขนาดนี้จึงไม่ยอมจ่ายให้ เฉลาลำเลิกบุญคุณทันที ไม่ทันไร ส้มลิ้มมาตะโกนด่าทวงหนี้อีกจนภีมกับเฉลิม-ชัยออกไปทะเลาะตบตีกันจนอับอาย ชาวบ้าน โฉมพิไลทนไม่ไหวขับรถออกจากบ้านไปด้วยความเสียใจ

เมื่อรู้ เรื่องน้องทรายเข้ากรุงเทพฯ สมิตมาคาดคั้นถามเรื่องราวจากสุเมธ รู้ว่าน้องทรายไปแต่งงานก็ช็อก ไม่เชื่อว่าเธอแต่งงานด้วยความเต็มใจ จึงตามมาหาที่บ้านวัชรเวศม์ เอียดเห็นสมิตรู้ว่าเป็นนักร้องดังก็ตื่นเต้นดีใจรีบเปิดประตูต้อนรับให้ เข้าไปพบน้องทราย พออำนาจรู้จากเอียดว่าสมิตเป็นใครก็รีบไปหากระดาษปากกามาขอลายเซ็น...น้อง ทรายแปลกใจระคนดีใจที่สมิตมา

"พี่รู้เรื่องทั้งหมดจากพ่อแล้วนะน้อง ทราย พี่ขอโทษที่ไม่ได้มาตั้งแต่เมื่อวานนี้ ไม่งั้นน้องทรายคงไม่ต้องเข้าพิธี แต่งงานกับผู้ชายคนนั้น"

น้องทราย บอกสมิตว่าเธอทำให้พ่อต้องเสียคำพูดไม่ได้ สมิตย้อนถามว่าเธอคิดว่าฝ่ายนั้นแต่งงานเพราะรักษาคำพูดหรือ น้องทรายงงถามสมิตรู้อะไรมา สมิตอยากพูดแต่รับปากพ่อไว้

"หึ จำได้ไหมตอนเด็กๆ น้องทรายเป็นคนบอกให้ พี่เลือกทางเดินของชีวิตตัวเอง แล้วพอถึงทีน้องทราย ทำไมน้องทรายถึงไม่ทำแบบนั้น"

น้องทรายเสียง อ่อย "ชีวิตของเราไม่เหมือนกัน พี่สมิตเป็นคนเก่งรอบด้าน พี่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แต่น้องทรายไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแบบพี่"

สมิต ลูบแก้มน้องทรายปลอบโยน ปลั่งแอบมองทั้งสองอย่างสนใจที่จะมีเรื่องไปรายงานอีก พอสมิตจะกลับเขาเข็นรถน้องทรายมาที่หน้าบ้าน และเม็มเบอร์โทร.ใส่มือถือเธอไว้ อัมพรเดินเข้ามาพูดจาประชดว่า "จะรับกันออกไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะ ฉันไม่ขัดข้องหรอก"

สมิตหันขวับ มามอง น้องทรายกำลังจะแนะนำ อัมพรพูดแทรกขึ้นอย่างวางอำนาจว่าเธอเป็นเจ้าของวัชรเวศม์ สมิตกำลังจะโต้คารม ภาดากลับมาเสียก่อน เขาแปลกใจเมื่อเห็นสมิต เอียดรีบบอกว่าสมิตเป็นนักร้องดังแถมเป็นเพื่อนน้องทราย อัมพรไล่ให้กลับ สมิตรู้ตัวเดินออกไป

สมิตนั่งชั่งใจในรถสักพัก เห็นกีตาร์ในรถ เกิดความคิด บางอย่าง...อัมพรกำลังด่าว่าน้องทรายทำตัวน่ารังเกียจทอดสะพาน ให้ผู้ชาย ภาดาพยายามห้ามแต่กลับโดนดุไปด้วย น้องทรายเจ็บใจจึงเถียงออกไปบ้าง "เมื่อเช้าคุณหญิงบอกว่าต้องให้ความยุติธรรม ด้วยการยอมให้คุณชายมีผู้หญิงอื่น จำได้ไหมคะ"

"อะไรนะ คุณแม่พูดอย่างนั้นหรือครับ"

"ใช่ ฉันพูดอย่างนั้นแล้วจะทำไม"

"หมายความว่า คุณชายมีผู้หญิงคนอื่นได้ แต่น้องทรายไม่มีสิทธิ์ใช่ไหมคะ"

ทั้งภาดาและอัมพรช็อกกับคำพูดของน้องทราย ภาดาจะแก้ตัว แต่อัมพรแหวขึ้นมาหาว่าน้องทรายยอมรับว่าสมิตเป็น แฟน กำลังจะด่าต่อ พอดีมีเสียงเพลงดังขึ้น ทุกคนตกใจ ปลั่งรีบรายงานว่าสมิตยังไม่กลับ ทุกคนออกมาดูหน้าบ้าน เอียดเข็นรถน้องทรายออกมา สมิตร้องเพลงที่เขาแต่งให้น้องทราย แจ่มกลับมาจากซื้อของเห็นสมิตก็ตกใจ

"ตายแล้วคุณสมิต มาได้ยังไงคะ แจ่มไปซื้อของหน่อยเดียว โฮ้ย...มาทำไมไม่บอกแจ่ม"

สมิตร้องจนจบ เขาบอกทุกคนว่าเพลงนี้เขาแต่งให้น้องทราย ภาดาหันมามองหน้า น้องทรายหลบสายตารู้สึกผิด สมิตเดินเข้ามาหาภาดา อัมพรหาว่าจะมาทำร้ายรีบมาขวาง

สมิตพูดกับภาดา "คุณคงคิดสินะว่าคุณเป็นคนเดียวที่มีความหลังอันสวยงามกับน้องทราย คุณคงคิดสินะ ว่าคุณคนเดียวเป็นพี่ชายของน้องทราย...คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะผมก็มีความหลังและผูกพันกับน้องทรายไม่แพ้คุณ"

"อี้...ลูกชายฉันไม่เคยผูกพันอะไรกับนังง...เด็กของแก" อัมพรจะเรียกนังง่อย

สมิตพูดกับภาดาต่ออีกว่าการแต่งงานบ้าบอนี่หยุดความผูกพันของเขากับน้องทรายไม่ได้ เขาขอให้การแต่งงานนี้จบสิ้นลงโดยเร็ว แจ่มร้องลั่นว่าสมิตกำลังแช่ง สมิตยอมรับ แล้วหันมาชี้หน้าอัมพร "คุณเองก็เหมือนกัน พวกแก่กะโหลกกะลา หน้าเหี่ยวใจหยาบ ลองแตะต้องน้องทรายสิ ผมเอาเรื่องแน่"

อัมพรถอยกรูดแต่ยังโวยวาย สมิตคุกเข่าลงกุมมือน้องทรายบอกว่าวันไหนถ้าภาดาไม่ดูแลเธอแล้วให้โทร.หาเขา เขาจะมารับเธอกลับบ้านไร่ทันที อำนาจถือกล้องกับกระดาษวิ่งมาต้องแปลกใจกับท่าทีของทุกคน สมิตกลับไป อัมพรหมั่นไส้ อำนาจเอานิ้วจิ้มหน้าอย่างแรง อำนาจยิ่งงงถามภาดาว่ามีอะไร ภาดาส่ายหน้าแล้วขอตัวไปพักผ่อน น้องทรายเศร้ารู้สึกผิด

ตกดึกจนเลยสามทุ่ม ภาดาก็ไม่ลงมาอุ้มน้องทรายขึ้นห้องเหมือนเคย อำนาจจึงเป็นคนอุ้มเธอไปส่งห้องแทน ภาดาแอบมองอยู่หน้าห้องด้วยความห่วง...ปลั่งรีบโทร.รายงานแถมใส่ไข่ให้ โฉมพิไลฟัง เธอร้องกรี๊ดๆจนปลั่งตกใจต้องวางสาย

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ภาดาอุ้มน้องทรายลงมาที่โต๊ะอาหาร ไม่พูดไม่จา ก้มหน้าทานกาแฟแล้วออกไปทำงานเลย แจ่มอึดอัดใจแทน เพราะน้องทรายก็ทำมึนตึงเล่นกับแมวไม่สนใจ...ภาดามาบ้านโฉมพิไลในตอนเย็น เขานั่งเครียดจนโฉมพิไลไม่พอใจ เฉลาจึงแกล้งเปรยว่าวันก่อนไปเล่นไพ่เจอกับอัมพรกำลังสาธยายพฤติกรรมลูกสะใภ้จอมปลอม ว่าแต่งงานแค่วันเดียวก็พาชายอื่นเข้าบ้านแล้วเฉลิมชัยตบเข่าฉาดอยากรู้จักน้องทรายบ้าง ภาดาอึดอัดใจมาก


พอโฉมพิไลออกมาส่งภาดาหน้าบ้าน เธอลองถาม "คุณชายได้ยินแบบนี้คงรู้แล้วนะว่าเด็กคนนั้นฟอนเฟะแค่ไหน ผู้หญิงแบบนี้มารยาเยอะ คุณชายสัญญานะว่าจะไม่หลงกับดักมัน"

ภาดาเบื่อหน่ายที่จะโต้เถียงหันมาถามเรื่องตรวจท้องโฉมพิไล เธอชะงักงงๆ "อ๋อ...โฉมไปมาแล้วค่ะ หมอบอกว่าท้องหลอกค่ะ"

ภาดารู้สึกโล่งใจ เขาขับรถกลับไป เฉลารี่มาถามโฉมพิไลว่าภาดาเชื่อเรื่องน้องทรายหรือเปล่า โฉมพิไลยิ้มหยันถึงตอนนี้ยังไม่เชื่อ แต่อีกไม่นานก็ไม่แน่ ว่าแล้วนึกได้ถามเฉลาว่าไปเจออัมพรได้อย่างไร เฉลายิ้มแหะๆเธอโกหก โฉมพิไลเดือดขึ้นมาที่แม่ไปบ่อนมาอีก...

ไม่วายให้มีเรื่องขึ้นมาอีก เมื่อปลั่งเข้ามาในครัวเจอปลาทูทอดก็เปรี้ยวปากอยากกินไปตักข้าวหันมาเจอสีเงิน แมวของน้องทรายกำลังแทะกิน ปลั่งโกรธมากไล่ฟาดสีเงิน แจ่มได้ยินเข้ามาห้าม ทะเลาะกันใหญ่โต อำนาจต้องมาไกล่เกลี่ยจนได้ ความว่าปลาทูนั่นแจ่มซื้อมาเองและทอดให้สีเงิน ปลั่งไม่พอใจไปฟ้องอัมพรโดยใส่สีตีไข่ว่าน้องทรายพูดไม่ดีถึงอัมพร ทำให้ อัมพรโกรธวางแผนกับปลั่งกำจัดสีเงินเพื่อทำร้ายจิตใจน้องทราย

พอดีวันนี้ อริณแวะมาเยี่ยมเยียนน้องทรายและกำลังให้เธอสอนเป่าฟรุต เสียงปลั่งโวยวายร้องไห้โฮว่าสีเงินเข้ามา ทำลายข้าวของในห้องเธอ แจ่มวิ่งมาเห็นสีเงินโดดออกมาจากห้องปลั่งก็หน้าเจื่อน อัมพรเรียกน้องทรายไปต่อว่าและให้เอาสีเงินไปปล่อย น้องทรายน้ำตาร่วง อริณอยากจะออกความเห็น แต่โดนอัมพรเบรกว่าเป็นคนนอกจนหน้าหงาย


"แล้วคุณน้องทรายจะทำยังไงคะ จะปล่อยสีเงินไปจริงๆเหรอ พี่ไม่ยอมนะคะ เราเลี้ยงของเรามาตั้งแต่มันเกิด สีเงินต้องตายแน่ๆ มันเคยหากินเองที่ไหน" แจ่มจะร้องไห้

"น้องทรายไม่ปล่อยมันไปตามยถากรรมหรอก น้องทรายจะส่งมันกลับเมืองจันท์"

อริณสงสารน้องทรายจึงบอกว่าเขาควรจะวาดรูปสีเงินไว้ให้เธอดูต่างหน้า แจ่มพาอริณไปหาของใช้ในห้องทำงานของภาดา ปลั่งปรี่เข้ามามองเหมือนกลัวจะขโมยของ อริณเห็นขนแมวที่เสื้อผ้าปลั่งและรอยข่วนที่แขน "นี่ขนแมวไม่ใช่เหรอปลั่ง นี่เธออุ้มแมวมาเหรอ"

ปลั่งหน้าเจื่อน แจ่มตามอัมพรมาฟังปลั่งสารภาพว่าเป็นคนอุ้มสีเงินเข้าไปในห้องเอง

"พูดอะไรของแก แกจะทำอย่างนั้นทำไม หรือว่าพวกนี้บังคับให้มาพูดกับฉันหาปลั่ง"

"สีเงินไม่ยอมให้ใครอุ้มหรอกค่ะ นอกจากแจ่มกับคุณน้องทราย ถ้าคนแปลกหน้าไปแตะตัวมัน มันจะกัดหรือไม่ก็

ข่วนเอาแบบนี้" แจ่มชี้ให้ดูรอยข่วนที่แขนปลั่ง

อัมพรหน้าตึง "แล้วพวกเธอมาบอกฉันทำไม"

น้องทรายบอกว่าเธอแค่จะขอให้สีเงินอยู่ที่นี่ต่อไปเพราะมันไม่ได้ทำอะไรผิด...อัมพรแค้นใจมาเล่นงานปลั่งที่ปล่อยให้ถูกจับได้ น้องทรายขอบคุณอริณในความช่างสังเกตของเขา

"คุณน้องทรายยังอยากวาดรูปสีเงินอยู่หรือเปล่าครับ"

"อยากสิคะ แต่...น้องทรายวาดรูปไม่เก่งเลย"

"งั้นเดี๋ยวผมสอนให้ ถือว่าเป็นค่าเรียนฟรุตเมื่อตอนบ่าย"

น้องทรายหัดวาดภาพสีเงินโดยมีแจ่มอุ้มไว้ให้อย่างเพลิดเพลิน...น้องทรายนึกได้ถามอริณ "คุณอริณหายมาทั้งวัน แสดงว่างานไม่มาก แล้วทำไมคุณชายงานมากนักล่ะคะ"

อริณสะอึกหาเรื่องกลบเกลื่อน "วันนี้วันพักของผมน่ะครับ วันพักของเราไม่ตรงกัน แหมคุณชายเป็นเอ็มดี งานต้องเยอะกว่าลูกน้องอย่างผมสิ"

"วันก่อนคุณหญิงบอกว่าคุณชายมีผู้หญิงอื่น" น้องทรายถามโพล่งออกมา

อริณสำลักน้ำที่กำลังดื่ม รีบแก้ตัวให้ว่าภาดาเป็นคนดีไม่ทำแบบนั้น แต่น้องทรายกลับบอกว่า ถึงทำเธอก็เข้าใจ อริณ ปลอบใจว่าน้องทรายเป็นคนจิตใจดี อ่อนหวานน่ารัก ใครอยู่ ใกล้แล้วมีความสุข เมื่อภาดางานน้อยลงก็ต้องอยากมาอยู่กับเธอ น้องทรายอยากจะเชื่อเพราะอริณเป็นเพื่อนสนิทภาดา แต่แล้วเธอก็ถามตรงประเด็น

"โฉมพิไลคือใครคะ?"

"จ๊าก!! ไปเอาที่ไหนม้า..."

"จากคุณชายค่ะ ใช่ผู้หญิงที่สวยมากๆในงานแต่งงานน้องทรายหรือเปล่าคะ"

"อาจใช่ครับ ปกติคนเราก็ต้องรู้จักคนทั้งสองเพศอยู่แร้ว...เอ้า...สามเพศเอ้า"

น้องทรายหัวเราะออกมา อริณดีใจที่เธอขำเพราะภาดาอารมณ์ขันบกพร่องอย่างแรง "ผมเป็นเพื่อนที่หวังดีกับคุณน้องทรายและภาดาเสมอนะครับ จงเลือกเชื่อเพื่อนที่หวังดี เชื่อเขาให้  สนิทใจ คนอื่นๆเรื่องอื่นๆอย่าเก็บมาให้รกสมองเข้าใจมั้ยครับ"

น้องทรายพยักหน้ารับ อริณแอบหันหลังยกมือไหว้พระขอลุแก่โทษที่โกหก

ooooooo

ตกดึก น้องทรายนั่งรอภาดากลับมาอุ้มเธอขึ้นห้อง เธอกอดสีเงินและคุยกับมันว่าเธอจะพยายามมองภาดาในแง่ดี จะเชื่อใจเขา พลันเสียงรถภาดาบีบแตรที่หน้าบ้าน น้องทรายหันมองไม่มีใครไปเปิดประตูบ้านให้ จึงเข็นรถตัวเองเข้าไปในบ้านเพื่อจะหยิบรีโมต แต่มันกลับแขวนอยู่บนผนังสูง เธอต้องเอื้อมสุดตัว เห็นว่าไม่มีใครจึงยืดตัวขึ้น เผอิญรถเคลื่อนตัวออกเธอจึงล้มลงกับพื้น แจ่มวิ่งลงมาเห็นตกใจ

ภาดาโกรธมากที่ทุกคนปล่อยให้น้องทรายเจ็บตัว จะตัดเงินเดือนทุกคนที่ไม่รู้หน้าที่ แจ่มรีบบอกว่าเธอผิดเองที่มัวทำความสะอาดบนห้อง เอียดก้มหน้าสารภาพว่า อัมพรกับอำนาจไม่อยู่ไปงานเลี้ยง พวกเธอจึงดูละครจนเพลิน ปลั่งโวยวาย

"ฮ้าย...ได้ยังไงคะ ก็คุณน้องทรายน่ะรู้ทั้งรู้ว่าตัวพิการ หาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ"

"ปลั่ง! อย่าคิดนะว่าฉันไล่เธอออกไม่ได้" ภาดาเอ็ดเสียงดัง

ปลั่งจ๋อยรีบขอโทษน้องทราย น้องทรายออกรับแทนทุกคนว่าเธอผิดเองขอภาดาอย่าทำแบบนั้นจะไม่เป็นผลดีกับ

ตัวเธอเอง ภาดาจึงภาคทัณฑ์ทุกคนไว้ก่อน...เขาอุ้มน้องทรายมาบนห้องและทำแผลถลอกที่หัวเข่าให้ และถามเธอว่านั่งรอเขาที่เฉลียงมีอะไรหรือเปล่า

"น้องทรายเห็นคุณชายทำงานหนัก กลับบ้านดึกทุกวัน คงเหนื่อยน่ะค่ะ อยากให้คุณชายได้รีบพักผ่อน"

ภาดาสะท้อนใจที่เขาไม่เคยทำดีกับน้องทรายเลย แถมมีผู้หญิงอื่นอีก "ก็เลยตั้งใจจะไปรอพี่กลับบ้านที่เฉลียงทุกคืนงั้นหรือคะ"

"สำหรับวันนี้พิเศษ เพราะเราโกรธกันอยู่"

"พี่ไม่ได้โกรธน้องทราย พี่โกรธตัวเองต่างหาก"

"โกรธตัวเอง!"

"อย่างที่เพื่อนน้องทรายพูด เขาชื่อสมิตใช่มั้ย พี่ไม่น่าแต่งงานกับน้องทราย"

"พี่สมิตเค้าเป็นคนตรงไปตรงมาแล้วก็ใจร้อน"

"เขาพูดถูก น้องทรายไม่ควรต้องมาอยู่ที่นี่ ทั้งหมดเพราะพี่ พี่ไม่ใช่พี่ชายแสนดีของน้องทราย นับตั้งแต่วันที่พี่ แต่งงาน และเอาชีวิตของน้องทรายมาทิ้งไว้ที่บ้านหลังนี้"

ท่าทางภาดาเครียดดูเจ็บปวดจนน้องทรายคาดไม่ถึง ภาดาดีใจที่ได้ระบายความอัดอั้นออกมาบ้าง น้องทรายเห็นแล้วสงสารจับใจจึงชวนให้ดูดาวด้วยการเปิดไฟบอลลูนดิสโก้ แล้วหยิบฟรุตออกมาเป่า "เวลาที่มังกรวนอยู่รอบปราสาท เจ้าบ่าวเจ้าสาวเจ็บปวดหัวใจไม่เหลือใคร พวกเขายังมีดาวกับเสียงเพลง เป็นเพื่อนไงคะ"

ภาดายิ้มออกมาเกิดความคิดบางอย่าง เขาอุ้มน้องทรายลงมาขึ้นรถ สั่งแจ่มให้จัดการปิดปากปลั่งให้ที แล้วเขาจะกลับมาก่อนที่อัมพรจะกลับ แจ่มยิ้มปลื้ม "โฮ้ย...คุณชายมีมุมโรแมนติกเหมือนกันนะเนี่ย ใจหายใจคว่ำนึกว่าจะโกรธกันนาน"

แจ่มคิดวิธีจะทำอย่างไรไม่ให้ปลั่งรู้ว่าภาดาพาน้องทราย ออกไปข้างนอก คิดไปคิดมาจึงเอายานอนหลับใส่น้ำหวานเย็นๆยกไปให้เอียดกับแผ้วที่นั่งดูละครอยู่กับปลั่ง พอทั้งสองคนดื่มทำท่าชื่นใจ ปลั่งไม่รอช้าคว้ามาดื่มบ้าง  ไม่ทันไร ทั้งสามคนก็หลับคอพับคออ่อนลงไป...

ภาดาพาน้องทรายนั่งรถออกมานอกเมือง เธอเปิดหน้าต่าง ยื่นหน้ารับลมอย่างสนุกสนาน   ภาดาเห็นความสดชื่นของ

น้องทรายก็อดไม่ได้ที่จะจับหัวเธอให้มาเอนซบไหล่เขา  น้องทราย รู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง...รถภาดามุ่งหน้ามาที่ชายหาด ท้องฟ้ามีแสงจันทร์สาดส่อง เขาอุ้มน้องทรายไปนั่งที่เก้าอี้ผ้าใบ แล้วกลับไปเอาผ้าห่มที่รถ กลับมาเห็นน้องทรายเป่าฟรุตเพลงรักไพเราะ ลมพัดผมปลิวไสว เขาเหมือนต้องมนตร์อยู่ตรงนั้น...

ดวงดาวบนท้องฟ้าระยิบระยับ ภาดามานั่งข้างน้องทราย "ดาวสวยจริงๆ พี่ไม่ได้มาดูดาวริมทะเลอย่างนี้มานานแล้ว"

"น้องทรายก็ไม่ได้มานานแล้วเหมือนกันค่ะ ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ใครต้องอุ้มขึ้นอุ้มลง"

"น้องทรายตัวเบาออก ไม่เห็นลำบากเลย"

"งั้นวันหนึ่งที่น้องทรายเดินได้ น้องทรายจะอุ้มคุณชายบ้าง"

"ทำไมต้องรอ แน่จริงก็อุ้มเลยสิ อุ้ม เอ้าอุ้มเลย" ภาดายกมือยื่นให้เหมือนเด็ก

น้องทรายหมั่นไส้ที่ล้อเธอจึงเอาผ้าห่มคลุมหน้าภาดา เขาจึงแกล้งจี๋เอวเธอ ทั้งสองใกล้ชิดกันจนหน้าแทบชนกัน ภาดา นิ่งมองใบหน้าสวยใสของน้องทราย เขาบอกเธอว่าเขาจะจำคืนนี้ไว้ไม่ลืม น้องทรายก็รับว่าเธอจะจำไม่ลืมเช่นกัน...

ooooooo

ตอนที่ 4

ด้วยบรรยากาศและความใกล้ชิด ทำให้ภาดาเผลอจูบน้องทราย พลันหน้าโฉมพิไลลอยขึ้นมา เขาสะดุ้งรู้สึกตัวว่าทำผิดต่อโฉมพิไล จึงลุกพรวดขึ้น น้องทรายตกใจถามว่าเขาเป็นอะไร ภาดาตอบว่าไม่เป็นอะไรเขาเห็นว่าดึกแล้วควรรีบกลับ เขาเดินไปเตรียมรถ น้องทรายเศร้าลงพึมพำว่า...เพราะโลกนี้ไม่ได้มีเราแค่สองคนใช่ไหม...

พอดีโฉมพิไลพยายามโทร.หาปลั่งเท่าไหร่ก็ไม่รับสาย จึงโทร.หาภาดา เขาวางมือถือทิ้งไว้ น้องทรายได้ยินเสียงจึงหยิบมากดรับ เสียงโฉมพิไลหวานอ้อนมาว่า "ที่รักขา นอนหรือยังคะ"

น้องทรายตกใจรีบกดตัดสายทิ้ง โฉมพิไลแปลกใจระคนโกรธ ภาดากลับมาบอกน้องทรายว่าเขาสตาร์ตรถไว้แล้ว และจะอุ้มเธอ น้องทรายเมินหน้าซ่อนน้ำตาที่คลอเบ้า

"เป็นอะไรไปคะ"

"เอ้อ...ลมมันพัดเข้าตาน่ะค่ะ"

ภาดาอุ้มน้องทรายไปนั่งในรถ น้องทรายคิดเศร้าอยู่ในใจตลอดเวลาว่าไม่ได้มีแค่เธอกับเขาเพียงสองคน...

วันรุ่งขึ้น เฉลามาปลุกโฉมพิไลให้รีบลงมาหน้าบ้าน เพราะส้มลิ้มมายึดรถ โฉมพิไลตกใจร้องกรี๊ดวิ่งมาห้าม "จะมากไปแล้วนะ กล้าดียังไง อย่ามายุ่งกับรถของฉัน"

ภีมกับเฉลิมชัยกลับดึงโฉมพิไลไว้ เธอโวยวายให้ไปแจ้งตำรวจ ส้มลิ้มเข้ามาประจันหน้า

"อยากจะแจ้งตำรวจเหรอ ได้...ไปเรียกมาเลย ฉันจะได้แจ้งความว่าพวกแกติดหนี้ฉันแล้วไม่จ่าย ดูซิว่าตำรวจจะจัดการยังไง"

"ฉันไม่ได้เป็นคนสร้างหนี้ มีอะไรก็ไปทวงเอากับพ่อแม่ฉันสิ มาเอารถฉันไปไม่ได้นะ" โฉมพิไลเข้าไปยื้อแย่ง แต่ถูกส้มลิ้มผลักล้มลง

เฉลารีบเข้าประคอง ส้มลิ้มประกาศว่าให้เวลาถึงแค่ค่ำนี้ ให้เอาสร้อยเพชรมาไถ่รถคันนี้มิฉะนั้นจะถอดขายเป็นชิ้นๆชั่งกิโลขาย โฉมพิไลอยากจะร้องกรี๊ดๆอยู่ตรงนั้น...พอเข้ามาในบ้าน ทุกคนก็บีบให้โฉมพิไลไปทวงอุบะเพชรจากอัมพรมาให้ได้ตามสัญญา โฉมพิไลจึงโทร.ไปบอกอัมพรว่าเธออยากใส่อุบะเพชรในงานคืนนี้ อัมพรอึกอักตอบไปว่าจะหาให้ แต่ก็หงุดหงิดจะไปเอาที่ไหนมาให้ ปลั่งได้ยินแนะนำให้ค้นห้องน้องทรายดู

ทั้งสองมาที่ห้องน้องทราย ช่วยกันรื้อค้นอย่างไม่ปราณีปราศรัย เอียดกำลังทำความสะอาดห้องภาดาได้ยินเสียงออกมาดูตกใจ รีบไปบอกแจ่ม...เผอิญ สมิตแวะมาหาน้องทรายกำลังคุยกันสนุก สมิตเอาดอกไม้มาให้ "ดอกไม้ของพี่พอจะหอมเท่าดอกไม้ในสวนนี้ไหมครับ"

"ขอบคุณมากค่ะพี่สมิต"

"พี่มีเวลานิดหน่อยเลยแวะมาดูว่ามีใครกลั่นแกล้งน้อง ทรายไหม"

"ไม่มีหรอกค่ะ พี่สมิตงานยุ่ง มัวแต่ห่วงน้องทรายอยู่ยังงี้ไม่ต้องทำอะไรพอดี"

พลันแจ่มวิ่งหน้าตื่นมาบอกเรื่องห้องถูกรื้อ สมิตอุ้มน้องทรายขึ้นไปบนห้อง เห็นอัมพรกับปลั่งกำลังรื้อค้นจนของกระจุยกระจาย "นี่มันอะไรกันคะ!"

"ไปให้พ้นแม่น้องทราย ฉันจะหาของ" อัมพรพูดหน้าตาเฉย

แจ่มเข้าไปดึงปลั่งให้หยุด น้องทรายถามอัมพรต้องการอะไรให้บอกเธอ อัมพรทำเสียงเชอะบอกไปก็ไม่ยอมให้...แผ้วขับรถพาอำนาจกลับมาจากข้างนอก เอียดวิ่งมารายงาน อำนาจตกใจรีบตามขึ้นไป พอดีอัมพรผลักน้องทรายให้หลีกไป น้องทรายเกือบตกเก้าอี้ สมิตประคองไว้ทัน สมิตโวยอัมพรทันที "มากไปแล้วนะครับคุณหญิง"

"แล้วมันเรื่องอะไรของแก นี่แกขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง! ไปให้พ้น..."

"คุณพี่! ทำอะไรเนี่ย อยู่ๆมารื้อค้นห้องคนอื่นทำไม" อำนาจโผล่มา

"ห้องคนอื่น แต่มันอยู่ในบ้านฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ ฉันจะรื้อมันทั้งหลังก็ยังได้" พูดไปอัมพรก็เหวี่ยงของน้องทรายทิ้ง

น้องทรายร้องไห้โฮ อำนาจพยายามห้ามอัมพร แต่เธอยังกระชากลิ้นชักเทลง  สมิตทนไม่ไหวเข้าไปกระชากแขนอัมพรให้หยุด อัมพรร้องลั่น "แกไม่มีสิทธิ์อะไร ปล่อย!"

"สิทธิ์ในความเป็นคนมีอารยธรรม มีมารยาทแล้วก็ไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่าไงล่ะครับ"

"แกน่ะเหรอมีอารยธรรม ไอ้กุ๊ย" อัมพรตะโกนใส่หน้าสมิต

สมิตโกรธบีบแขนอัมพรแรงขึ้น "ผมไม่ใช่กุ๊ย แต่ถ้าคุณหญิงอยากให้ผมเป็น ผมก็จะทำให้ดูว่ากุ๊ยมันจะทำกับคนอย่างคุณหญิงยังไง" สมิตลากอัมพรออกจากห้อง

"หยุด หยุดเดี๋ยวนี้" ภาดามาถึงตะโกนเสียงดัง "ปล่อยมือจากแม่ผม!"

สมิตยอมปล่อยแต่ยังทำหน้ายียวน ทุกคนหยุดความวุ่นวาย ภาดามองไปรอบห้องอย่างอึ้งๆ "คุณแม่เกิดอะไรขึ้นครับ?"

ทุกคนมารวมกันที่ห้องรับแขก น้องทรายยังสะอื้นมีแจ่มคอยปลอบ ภาดาถามอัมพรรื้อห้องน้องทรายทำไม อัมพรอ้ำอึ้งสุดจะทนจึงโพล่งออกไป "ฉันก็ไปหาอุบะเพชร ของหมั้นที่มันโกงฉันไว้น่ะสิ"

ภาดาตกใจ อัมพรรีบพูดอีกว่า "ฉันเสียลูกชายให้แกทั้งคนแล้ว แกต้องเอาอุบะเพชรมาคืนให้ตามสัญญา นี่แกแอบงุบงิบไว้ ก็เท่ากับแกโกงฉัน"

"อุบะเพชร อุบะเพชรคืออะไรคะ พี่แจ่ม!" น้องทรายงงไปหมด

"ต๊าย ทำหน้าซื่อตาใส กะว่าจะเบี้ยวเห็นๆเลยค่ะคุณหญิง" ปลั่งเสนอหน้าขึ้นบ้าง

สมิตยืนยันว่าน้องทรายไม่รู้เรื่องอุบะเพชร แม้แต่เห็นก็ไม่เคย น้องทรายตะลึงที่สมิตรู้เรื่องนี้ด้วย อัมพรไม่เชื่อหาว่าโกหก "คิดว่าฉันโง่หรือ สร้อยเพชรแท้ราคากว่าสิบล้าน พ่อของคุณชายแอบไปหมั้นแกไว้ตั้งแต่เล็ก ในสัญญาบอกว่า ถ้าไม่ได้แต่งงานกัน แกถึงมีสิทธิ์ยึด แต่นี่แกได้แต่งงานกับลูกชายฉันแล้ว แกต้องคืนสร้อยเพชรนั่นให้ฉัน"

"พอกันที คุณแม่พอได้แล้ว คุณน้า แจ่ม พาน้องทรายออกไปที ผมจะคุยเรื่องนี้กับคุณแม่เอง" ทุกคนยังนั่งอึ้ง ภาดาย้ำให้ทุกคนออกไป และย้ำกับสมิตด้วย

สมิตเดินเฉียดมาพูดกับภาดาไม่มีใครได้ยิน "ทุกคนพากันเก็บซ่อนความลับกับน้องทราย แม้แต่พ่อของเธอเอง น้องทรายคือเหยื่อ เหยื่อที่บริสุทธิ์ที่ต้องมารับกรรมในบ้านหลังนี้ คิดเอาเองเถอะ วันใดที่เธอรู้ความจริงทั้งหมด เธอจะเป็นยังไง"

ภาดามองหน้าสมิตอึ้งๆ...น้องทรายออกมาอยู่กับอำนาจ เธอคิดทบทวนแล้วถาม "คุณชายมาแต่งงาน ไม่ใช่เพราะอยากรักษาสัญญา แต่เพราะอยากได้เพชรนั่นคืน เรื่องเป็นแบบนี้ใช่มั้ยคะคุณน้า"

"เอ้อ...น้าว่า..." อำนาจพูดไม่ออก

น้องทรายคิดลำดับเรื่องแล้วสรุปเองว่า ภาดาจำใจแต่งงานกับเธอเพราะเรื่องสร้อยเพชรเส้นนั้น สมิตได้ยินแล้วยิ่งแค้นใจแทนน้องทราย

ooooooo

แม้จะเหนื่อยใจมาจากโฉมพิไล เขายังต้องมาเคลียร์ปัญหากับแม่ของตัวเองอีก อัมพรโวยวายหาว่าภาดาเข้าข้างน้องทราย ถูกหลอกแล้วยังไม่รู้อีก

"ไม่มีใครหลอกใครทั้งนั้น ถ้าจะผิดก็ผิดตรงที่เราสองคน ผมกับน้องทรายพยายามจะเป็นลูกกตัญญู ยอมทำตามใจพ่อแม่เพี้ยนๆ"

"พ่อแม่เพี้ยนๆคุณชาย นี่คุณชายว่าแม่หรือคะ!"

"ในเมื่อน้องทรายบอกว่าไม่รู้เรื่องสร้อยเพชรก็เป็นอันว่าจบ คุณแม่อย่าไปคาดคั้นอะไรจากเธออีก ไม่เช่นนั้น ผมนี่แหละจะหย่าแล้วบอกความจริงกับเธอ ถึงเวลานั้นอุบะเพชรคงต้องเป็นของเขาจริงๆ" พูดจบภาดาเดินออกไป

อัมพรโวยวายไล่หลังหาว่าภาดาขู่ ปลั่งเข้ามายุให้ อัมพรแค้นใจหนักขึ้นจนจะหาวิธีเล่นงานน้องทรายให้หนักขึ้น...

แจ่มเข็นรถน้องทรายออกมาส่งสมิตที่หน้าบ้าน สมิตบ่นว่าถ้าเขาไม่ติดว่าต้องขึ้นคอนเสิร์ตเขาจะพาเธอหนีไปจากบ้านนี้ น้องทรายบอกว่าเธอทนได้ ถ้าเธอทนไม่ไหวเมื่อไหร่จะโทร.บอกเขาเป็นคนแรก สมิตจับมือให้เธอสัญญา น้องทรายยิ้มให้ ภาดาแอบมองจากในบ้านด้วยความรู้สึกเสียใจถ้าต้องเสียน้องทรายไป...

สุเมธแวะมาดูวินที่ห้องพักหลังจากรับเคมีบำบัดเรียบร้อยแล้ว วินแพ้ยาอาเจียนอย่างหนัก แต่พอได้ยินเสียงสุเมธมาก็ไม่อยากให้เป็นห่วงจึงทำเป็นไม่มีอะไร แข็งแรงดี ระหว่างนั้นมือถือวินดังขึ้น สุเมธเห็นชื่อน้องทรายหน้าจอ แต่วินไม่ยอมรับสาย ล้มตัวลงนอนเฉย

"เอ้าเฮ้ย ไหงงั้นล่ะ"

"ฉันตัดสินใจให้ลูกแต่งงานกับนายภาดา ให้ลูกเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นก็เพื่อให้เขาเติบโต เขาเข้มแข็งด้วยตนเอง ถ้าเขามีอะไรก็เอาแต่โทร.หาฉัน แล้วเขาจะเป็นผู้ใหญ่ได้ยังไง"

"เอ๊ะ ไอ้นี่ แกนี่มันพ่อบ้าจริงๆ เขาสองคนแต่งงานตามคำขอของคนรุ่นพ่อ น้องทรายไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แกทำแบบนี้ไม่หักดิบไปหน่อยหรือ"

วินหลับตาปวดร้าวแทบอยากร้องไห้ที่ต้องทนเห็นลูกเจ็บปวด กับเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่ขาดสาย สุเมธจึงเย้ยว่าอีกสามวันจะครบอาทิตย์ที่พนัน เขาจะต้องได้รถมาใช้ฟรีๆ แต่วินกลับบอกว่าเขามั่นใจว่าเขาจะชนะพนันและน้องทรายจะชนะใจคนบ้านนั้น...

ภาดามาเห็นน้องทรายพยายามโทรศัพท์จึงถามว่าโทร.หาใคร น้องทรายทำไม่ได้ยิน แจ่มจึงรายงานว่าโทร.หาวินแต่วินไม่รับสาย ภาดาจึงดึงมือถือมาจากมือน้องทราย

"หยุด คุยกับพี่ บอกพี่ก่อน จะโทร.หาอาวินเรื่องอะไร"

"น้องทรายจะถามเรื่องสร้อยอุบะเพชรนั่น ทำไมน้องทรายไม่รู้เรื่องไม่เคยเห็นมันเลย"

"ของมีค่าแบบนั้น อาวินไม่เอาออกมาให้ใครดูง่ายๆหรอก"

"ถ้ามันมีค่าจริง และเป็นของประจำตระกูลของคุณชาย งั้นพ่อก็ต้องคืนให้คุณชาย"

ภาดาว่าเขาไม่สนใจ แต่น้องทรายกลับเสียงเข้ม "คุณหญิงสนใจ น้องทรายไม่อยากถูกด่าว่าขี้โกง คุณชายลงทุนแต่งงานกับน้องทรายทั้งที ก็ต้องได้เงินค่าแต่งงานสิคะ"

"น้องทรายพูดอะไรออกมาน่ะ" ภาดาตกใจกับคำพูดน้องทราย

"น้องทรายพูดไม่ถูกหรือคะ น้องทรายเคยเข้าใจว่าคุณชายต้องแต่งงานเพราะคิดถึงคำสัญญาของพ่อเราสองคน แต่มันไม่ใช่ เพราะคุณชายกลัวถูกเรายึดสร้อยอุบะเพชรต่างหาก"

ภาดาขบกรามแน่น โมโหถึงขีดสุดโวยออกมาบ้าง "น้องทรายหาว่าพี่แต่งงานเพื่อเงิน น้องทรายเป็นน้องพี่นะ ต่อให้เราต้องห่างกันเป็นสิบปีพี่ไม่เคยลืมน้องทราย น้องทรายยังเป็นน้องพี่อยู่เสมอ พี่จะทำแบบนั้นได้ยังไง"

น้องทรายอึ้งไม่เคยเห็นภาดาโกรธขนาดนี้ เขาจ้องหน้าเธอแล้วหันไปถีบกระถางระบายอารมณ์ "โธ่เว้ย!"

แจ่มสะดุ้งที่เห็นภาดาโมโหน่ากลัวขนาดนี้ น้องทรายเองก็ตะลึงพูดไม่ออก ภาดาพยายามสงบสติอารมณ์ เสียงอ่อนลง "ตลอดเวลาที่น้องทรายเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ พี่ทำดีกับน้องทราย เพราะอะไร ทั้งหมดนั่น น้องทรายจะบอกว่าพี่ทำไปเพื่อสร้อยเพชรงั้นหรือ น้องทรายดูถูกพี่มากเกินไปแล้ว"

"คุณชาย..." น้องทรายอึ้ง

ภาดาเข้ามานั่งตรงหน้า มองเธอด้วยสายตาขอความเข้าใจ "เราเคยอยู่ด้วยกันเมื่อตอนเด็ก เราเคยมีเวลาที่ดีด้วยกัน ต่อให้เราต้องห่างกันนับสิบปี แต่พี่ไม่ได้ลืม...จำเอาไว้พี่ไม่เคยลืม"

น้องทรายสบตาภาดาเห็นถึงความจริงใจของเขา แต่ก็ยังน้อยใจเสียใจไม่หาย...

และในคืนเดียวกัน ภาดาก็ต้องไปหาโฉมพิไลที่บ้าน เขาเห็นเธอดื่มเหล้าจนเมา เธอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านของเขา จนภาดาแขวะว่ารู้ได้เร็วเสมอ โฉมพิไล เดือดโวยว่าเธอไม่ได้เริ่มเรื่องสร้อยเพชรนั่นก่อน อัมพรเป็นคนเริ่มบอกว่าสร้อยนั่นจะเป็นของเธอ

ภาดาเหนื่อยใจขอดื่มด้วยคน โฉมพิไลปรี๊ดขึ้นมาว่า "พวกเขาบอกว่าคุณออกโรงปกป้องเด็กคนนั้น คุณโดนพวกมันหลอกเพราะความใจอ่อนของคุณเอง คุณทำแบบนี้กับแม่กับเมียคุณได้ยังไง คุณบอกมาสิว่าคุณจะอยู่ข้างไหน"

"ผมไม่ได้เข้าข้างใคร คุณแม่ค้นห้องเค้า มันเป็นวิธีที่ผิด"

โฉมพิไลพลุ่งพล่านด้วยฤทธิ์เหล้า ถามภาดาว่าเธอยังเป็นเมียเขาอยู่หรือเปล่า ภาดาตอบตามจริงว่าเธอเป็นเมียเขาคนเดียว โฉมพิไลให้ตอบอีกว่าการแต่งงานจอมปลอมจะสิ้นสุดลงในหนึ่งปีแล้วจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกใช่ไหม

"การแต่งงานนั่น...หนึ่งปี แค่นั้นก็นานเกินไปแล้ว ผมอยากจะจบมันให้เร็วที่สุด"

โฉมพิไลมองภาดาด้วยสายตาโกรธน้อยใจสุดๆ เธอลุกขึ้นปาแก้วเหล้าเฉียดหน้าเขาไปที่ข้างฝาแตกกระจาย เศษแก้วบาดหน้าเขาเลือดซึม เขาทะลึ่งพรวดขึ้นด้วยความโกรธเช่นกัน

"คุณอยากจบการแต่งงานเพื่อนังเด็กนั่น คุณไม่ได้อยากจบมันเพื่อมาอยู่กับฉัน"

"บ้าสิ คุณตีความไปใหญ่โตแล้ว อย่าลืมสิ คุณกับคุณแม่ ช่วยกันบังคับผมให้หย่าแล้วแต่งงานใหม่เพื่อจะเอาอุบะเพชร อย่าลืมสิว่าเป็นความต้องการของคุณ ไม่ใช่ของผม"

"กรี๊ด...คุณว่าโฉม คุณไม่เคยว่าโฉม สายตาคุณ โฉมเห็นนะคุณเปลี่ยนไปแล้ว คุณเปลี่ยนไป"

ภาดาไม่ทนอีกแล้ว เขาขอตัวกลับเพราะเหนื่อยมาก พรุ่งนี้สร่างเมาค่อยคุยกันใหม่ ภาดาเดินไป โฉมพิไลร้องกรี๊ดๆเรียกให้เขากลับมา...

กลับเข้าบ้าน พบน้องทรายรอเขาอยู่ที่เดิม เขาเข้ามานั่งกับพื้นข้างเธอ น้องทรายเห็นแผลที่หน้าก็ตกใจ ภาดาปดว่ามีคนเมาปาแก้วเข้าข้างฝา โชคร้ายที่มาโดนเขา น้องทรายประคอง หน้าเขาเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเลือดให้ ภาดามองใบหน้าน้องทรายที่อยู่ใกล้อย่างหวั่นไหว

"มารอพี่ทำไม มาทำดีกับพี่ทำไม พี่ไม่สมควรรับความหวังดีอะไรจากน้องทรายอีก"

"น้องทรายขอโทษ น้องทรายไม่ตั้งใจว่าคุณชาย..."

"เมื่อไหร่จะเลิกเรียกพี่ว่าคุณชายเสียที"

"ขอบคุณนะคะที่บอกน้องทราย พี่ชายไม่เคยลืมว่าน้องทรายเป็นน้อง น้องทรายก็ไม่เคยลืมว่ามีพี่ชายเป็นพี่เหมือนกัน"

สองคนสบตากัน ความทรงจำในอดีตหวนเข้ามาทำให้ ทั้งคู่รู้สึกถึงความผูกพันกันลึกซึ้ง เมื่อตอนเด็กที่น้องทรายป่วยเดินไม่ได้แล้ว เธองอแงอยากไปโน่นไปนี่ ภาดาสงสารน้องจึงให้ขี่หลังพาเดินไปตามท้องไร่...จากนั้นภาดาก็โดนภูบาลตีที่พาน้องทรายออกไปแบบนั้น น้องทรายร้องไห้ขอร้องอย่าตีภาดา แต่ภาดาไม่ร้องไห้สักแอะ...

ทั้งสองจดจำเรื่องงดงามนั้นได้ดี "เรื่องนั้นเมื่อตอนเราเป็นเด็ก ความรู้สึกตอนนั้นยังจำได้เหมือนกันใช่มั้ย"

น้องทรายนํ้าตาคลอพยักหน้า "จำได้ค่ะ พี่ชายแบกน้อง ลงไปเล่นในไร่ โดนตีแล้วพี่ก็ยังไม่ยอมรับผิด เพราะพี่คือพี่ชายของน้องทราย"

"ดีใจจัง เลิกเรียกพี่ว่าคุณชาย เรียกพี่ว่าพี่ชายเหมือนตอนนั้นได้ไหม" ภาดาจับหน้าน้องทรายมาถามอย่างอ่อนโยน

น้องทรายเรียกพี่ชายด้วยน้ำเสียงที่เบาอีกครั้ง น้ำตาร่วงด้วยความดีใจที่ภาดาไม่เคยลืมเธอ เขากอดเธอแนบแน่น "ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะอะไร ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ตอนนี้ดีเหลือเกินแล้วที่เราได้กลับมาอยู่ด้วยกัน กลับมาเป็นพี่น้องกันใหม่"

น้องทรายพยักหน้า ภาดาจูบที่หน้าผากเธอถ่ายทอดความอบอุ่นในหัวใจให้แก่เธอ แล้วทั้งสองก็เอาหน้าผากชนกันยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจที่ดีต่อกัน

ooooooo

วันต่อมา โฉมพิไลกับเฉลามาหาส้มลิ้มที่ตลาดซึ่งกำลังเดินเก็บค่าเช่าพ่อค้าแม่ค้าอยู่ เพื่อจะเจรจาขอเอาแหวนหมั้นมาแลกรถยนต์คืนไปก่อนจนกว่าจะได้สร้อยเพชรมาแลกแหวนคืน ส้มลิ้มไม่วายพูดให้เจ็บใจ "ฉันพยายามจะเชื่อ แล้วหล่อนแน่ใจหรือว่าจะได้สร้อยอุบะเพชรที่ว่ามาจริงๆ  ฉันน่ะรอจนเหงือกแห้งแล้วนะโว้ย"

"ฉันเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อเอาสร้อยนั้น ฉันเดิมพันมาด้วยชีวิตของฉัน แล้วฉันจะไม่ได้มันมาได้ยังไง" โฉมพิไลพูดด้วยความแค้นใจ ในใจมีแผนร้ายผุดขึ้นมา...

แผนร้ายนี้ โฉมพิไลวางแผนให้ปลั่งช่วยทำให้น้องทรายเดินมารับโทรศัพท์ในบ้านให้ได้ตามเวลาที่กำหนด ปลั่งจึงแกล้งทำเป็นสะดุดกระถางเลือดออกแล้วขอร้องให้น้องทรายช่วยเข้าไปในบ้านหาปลาสเตอร์ยาให้ พอเธอเข็นรถเข้ามา โทรศัพท์บ้านดังขึ้น ปลั่งร้องบอกให้เธอช่วยรับหน่อยเพราะอัมพรกับอำนาจไม่อยู่ พอเธอรับก็มีเสียงอ่อนหวานจากโฉมพิไล

"คุณชายขา เย็นนี้จะทานอะไรดีคะ โฉมจะได้ให้แม่ตั้งข้าวไว้รอ"...น้องทรายนิ่งอึ้ง..."เป็นอะไรไปที่รัก ทำไมไม่ตอบ"

"น้องทรายตกใจมือไม้สั่น "เอ้อ...คุณชายไม่อยู่ค่ะ"

"อุ๊ยตายจริง นึกว่าโทร.ไปที่ออฟฟิศ เบอร์บ้านหรอกหรือคะ" โฉมพิไลตัดสายทิ้ง

ปลั่งแอบมองท่าทีน้องทรายที่ยังตกตะลึง หน้าซีดมือสั่นกำโทรศัพท์อยู่ แจ่มออกมาเจอเข้าไปดึงโทรศัพท์มาวางแล้วถามน้องทรายเป็นอะไร น้องทรายท่าทางเหมือนกลัวอะไรพูดไม่ออก แจ่มตกใจพยายามถามจนรู้ความ รีบกอดน้องทรายให้หายเสียขวัญ

"บางทีอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด อาจเป็นเพื่อนของคุณชายล้อเล่นก็ได้นะคะ"

"พี่แจ่มคิดอย่างนั้นหรือคะ แต่เขาบอกว่าเขามีนัดกับคุณชายตอนเย็น"

"ก็คุณอริณบอกแล้วไงคะว่าคุณภาดาทำงานหนัก  มีงานถึงมืดค่ำทุกวัน ไหนบอกแจ่มว่าจะเชื่อคุณอริณไม่เชื่อคนอื่นไงคะ"

น้องทรายรู้สึกดีขึ้น...ตกกลางคืน ภาดากลับมาพบแจ่มอยู่ตรงที่น้องทรายมักจะรอเขาก็แปลกใจ รีบถามว่าน้องทรายเป็นอะไรหรือเปล่า ทันใด น้องทรายเข็นรถออกมา

"น้องทรายอยู่หลังบ้าน พอได้ยินเสียงรถก็เลยแวะไปกดอุ่นนมให้"

แจ่มจึงบอกว่าจะไปเอาแก้วนมมาให้ ภาดายิ้มโล่งใจ ที่น้องทรายไม่เป็นอะไร แต่น้องทรายพยายามที่จะเชื่อมั่นในตัวภาดา...ภาดาอุ้มน้องทรายขึ้นบนห้องเหมือนทุกวัน

"คุณชายทำงานเหนื่อยไหมคะวันนี้" น้องทรายหยั่งเชิงถาม

"ก็วุ่นวายอยู่ค่ะ ไหนบอกจะเรียกพี่ชายแล้วไง กลับไปเรียกคุณชายอีกแล้ว"

"แล้วตอนเย็นทานข้าวที่ไหนคะ ทานกับคุณอริณหรือเปล่า" น้องทรายเสียงสั่น

ภาดาตอบตามจริงว่าเปล่า แต่แปลกใจเธอถามทำไม

น้องทรายรีบกลบเกลื่อนแค่ถามดู ภาดาจึงย้อนถามเธอบ้างว่าทานอะไรเมื่อเย็น น้องทรายตอบเศร้าๆ

"พี่แจ่มทำข้าวผัดค่ะ อาหารของคนพิการไม่อร่อยหรอกค่ะ หมอห้ามนั่นห้ามนี่ กินเพื่ออยู่ กินให้มันจบๆ อยู่ให้ มันจบๆ"

"พูดอะไร ไม่เห็นเพราะเลย เป็นอะไรไปคะวันนี้"

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณชายมาเหนื่อยๆกลับไปพักผ่อนเถอะนะคะ"

ภาดามองน้องทรายแปลกๆ สายตาเธอเหมือนกำลังตัดพ้อ...

ooooooo

ด้านโฉมพิไล ยังคงวางแผนบีบน้องทรายต่อไป คราวนี้ต้องมีผู้ช่วย และคนคนนั้นต้องเลวสุดขั้ว ภีมกับเฉลาถามว่าเป็นใคร โฉมพิไลยิ้มแล้วตอบว่า คนนั้นคือเฉลิมชัย "พี่เหลิมจะเป็นตัวแทนของฉัน รับรองว่าทุกคนในบ้านนั้น ถ้าได้เห็นพี่เหลิมจะต้องเกรงใจ เพราะฉะนั้น พี่เหลิมจัดการได้เต็มที่"

เฉลิมชัยเดินเข้าบ้านวัชรเวศม์ สำรวจรอบบ้านอย่างพึงพอใจในความโอ่อ่า พอดีเจออัมพรกับอำนาจที่เพิ่งกลับ

เข้ามาจึงโบกมือทักทายอย่างสนิทสนม อัมพรมองรู้สึกหน้าคุ้นๆ อำนาจจำได้ว่าคือพี่ชายโฉมพิไล อัมพรสะดุ้งถามว่าโฉมพิไลส่งมาหรือ

"ถะ...ถูกต้องแล้วคร้าบ เพื่อปฏิบัติการเอาอุบะเพชรโดยเฉพาะ" เฉลิมชัยชี้นิ้ว

อัมพรพอรู้แผนการของโฉมพิไลอยู่บ้าง อำนาจไม่

เห็นด้วยแต่ทำอะไรไม่ได้ อัมพรจึงปล่อยให้เฉลิมชัยทำอะไร

ตามสบาย ตัวเธอเดินขึ้นห้องพักผ่อนไม่ยุ่งเกี่ยว

"คุณหญิงไปแล้ว คุณน้าจะอยู่ทำไมครับ ยังไงผมก็เป็นเหมือนลูกหลานในบ้านนี้อยู่แล้ว คุณน้าจะทำอะไรก็ไปเถอะครับ ผมนั่งเล่นนอนเล่นทักทายคนในบ้านบางคนเสร็จเดี๋ยวก็กลับ"

"อ้อ หรือจ้ะ งั้นเชิญตามสบาย"

เฉลิมชัยเอื้อมมือไปจับปากการาคาแพงที่โชว์ในกล่องขึ้นมาดูๆ แล้วเหน็บใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองหน้าตาเฉย "ตามสบายแท้แน่นอน อันนี้สวยจัง แพงไหมเนี่ย มีหลายอัน ขออันนะครับ"

"เอ้อ  ตามสบายจริงๆด้วย  เอาเถอะจ้ะเอาไปก็ได้  น้าไปนะ" อำนาจอึ้งในความหน้าด้าน

เฉลิมชัยเดินหาเป้าหมายของเขาต่อไป และแล้วก็มาเจอน้องทรายกับสีเงินนั่งเล่นอยู่ในสวน เขาตะลึงในความงามของเธอ "เฮ้ย คนหรือนางฟ้าวะเนี่ย สวยอย่างนี้นี่เอง  มิน่ายัยโฉมถึงโวยวายเป็นบ้าเป็นหลัง"

เฉลิมชัยถือวิสาสะเดินเข้ามาใกล้ๆ "อุ๊ย นี่เราคงตายไปแล้ว ไม่ตายจะเจอนางฟ้าได้ยังไง"

น้องทรายตกใจถามว่าเขามาหาใคร เฉลิมชัยแนะนำตัวว่าเขาเป็นเพื่อนภาดา แล้วเขาก็จาบจ้วงยื่นมือไปจับสีเงินที่มือน้องทราย สีเงินกระโดดข่วนเขาทันที น้องทรายห้ามไม่ทันตกใจรีบถามว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า เฉลิมชัยแกล้งเจ็บมาก ยื่นหน้ามาใกล้น้องทรายแล้วชี้ไปหลายจุดว่าเจ็บจนมาถึงหัวใจ เขาจับมือเธออย่างลวนลาม น้องทรายตกใจพยายามดึงมือออก

"ผมล้อเล่นน่ะ ไปเดินเที่ยวกันดีไหมครับ"

"น้องทรายเดินไม่ได้ ต้องรอพี่แจ่ม"

"เดินได้ผมไม่ชวนหรอกครับ เดินไม่ได้สิดี จะได้ไม่มีแรงขัดขืน มาครับผมเข็นไปเอง"

"เอ้อ เดี๋ยวค่ะ เดี๋ยว" น้องทรายพยายามฝืนไม่ไป มองหาคนช่วย

เฉลิมชัยฝืนเข็นเธอไปและพูดคุย "แหม สวนสวยใหญ่ โตกว้างขวาง มันน่ามานอนเล่นเดินเล่นที่บ้านนี้สักเดือนสองเดือน"

"ตรงนี้ไกลคนไปหน่อยนะคะ กรุณาเข็นออกไปที่หน้าบ้านได้ไหมคะ"

"เอ๊า...ก็ผมชอบที่เงียบๆ เอ๊ะนั่น! ทองคำแท้ไหมครับสวยดี" เฉลิมชัยคว้าข้อมือน้องทรายมาลูบสร้อยข้อมืออย่างแต๊ะอั๋ง

น้องทรายตกใจพยายามดึงมือออก เฉลิมชัยสรุปเองว่าต้องเป็นทองแท้แน่เพราะลูกสาวเศรษฐีระดับร้อยล้านจะใส่ ของปลอมได้อย่างไร น้องทรายร้องเรียกแจ่ม เฉลิมชัยพยายามจะถอดสร้อยขอยืมใส่ เธอจึงร้องตะโกนให้คนช่วย "ปล่อยค่ะ ปล่อย... พี่แจ่มขา พี่แจ่ม"

"นี่คุณทำอะไรน่ะ" อริณโผล่เข้ามาส่งเสียงดัง

น้องทรายร้องให้ช่วยเธอด้วย  "คุณอริณ ช่วยด้วย

คนคนนี้เขาบอกว่าเป็นเพื่อนคุณชาย คุณอริณรู้จักไหมคะ"

อริณส่ายหน้าไม่รู้จัก เฉลิมชัยรีบบอกว่าเขารู้จักอริณ แล้วเข้าไปกระซิบว่าเขาเป็นพี่ชายโฉมพิไล อริณตกใจพูดไม่ถูกกลัวน้องทรายรู้ความจริง เฉลิมชัยยิ่งกร่าง อริณจึงเฉชวนให้ไปคุยที่สวนหน้าบ้านจะดีกว่า แล้วเข้าไปเข็นรถน้องทราย เธอถาม เขาว่าตกลงรู้จักไหม อริณตอบแต่เพียงว่าไม่มีอะไร ไม่ต้องกลัว...เวลาผ่านไป ทั้งสามนั่งเผชิญหน้ากัน เฉลิมชัยทนไม่ไหว

"นี่คุณจะนั่งนี่ดูเราคุยกันสองคนหรือ"

"ผมก็มีเรื่องคุยกับคุณน้องทราย   ผมยังให้คุณนั่งอยู่ ด้วยเลย"

เฉลิมชัยจึงแกล้งบอกว่าหิวน้ำ จงใจให้อริณไปเอา น้องทรายเรียกอริณไว้ เฉลิมชัยแย้ง "อย่าห้ามคุณอริณเขาเลย คุณอริณเขาต้องตามใจผมอยู่แล้ว เพราะเขากลัวผมปากพล่อย เขารู้ดีถ้าผมอารมณ์ดีผมก็จะไม่พูดมาก แต่ถ้าไม่มีคนตามใจ ผมอาจจะงอแงเกเร ใช่ไหมครับคุณอริณ"

เป็นอย่างนั้นจริงๆ อริณจึงบอกน้องทราย "ผมไปไม่นานหรอกครับ"

น้องทรายนั่งตัวลีบก้มหน้าหวาดๆ เฉลิมชัยแกล้งถามว่ากลัวอะไรเขา เขาแค่ล้อเล่น แล้วเหลือบเห็นแหวนที่นิ้วเธอ ก็ยื่นมือไปจับหมับ "แหวนเพชร แหวนแต่งงานใช่ไหมครับ  ฮู้ย...พวกคนรวยนี่ นี่ขนาดแต่งงานเล่นๆ ไม่ได้ตั้งใจนะ ยังลงทุนซะขนาดนี้ น้ำง้ามงามไม่ต่ำกว่าสามสี่แสนนะเนี่ย"

"คุณคะ ปล่อยมือน้องทรายก่อนค่ะ ปล่อยสิคะ" น้องทรายพยายามดึงมือออก

เฉลิมชัยยิ่งลวนลามไม่ปล่อย น้องทรายร้องลั่นเรียกแจ่มและอริณ สมิตโผล่มาจากไหนไม่รู้กระชากคอเฉลิมชัยแล้วชกเปรี้ยงลงไปกอง เฉลิมชัยโวย "เฮ้ย! นี่แกเป็นใครวะ"

"ฉันชื่อสมิต แล้วแกล่ะ...ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ชอบลวนลามผู้หญิงอย่างแกเข้ามาได้ยังไง"

อริณวิ่งมาพร้อมแก้วน้ำ ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น สมิตคิดว่าพวกเดียวกับเฉลิมชัยจึงชกเปรี้ยงเข้าให้ น้องทรายตกใจ "ตายแล้ว! คุณอริณ พี่สมิตนี่คุณอริณ เขาเป็นเพื่อนน้องทราย"

"ไม่รู้ล่ะ ผู้ชายแปลกหน้าสองสามคน จู่ๆเข้ามาหาน้อง ทรายถึงในบ้านได้ยังไง หายไปไหนกันหมด ปล่อยให้น้องทรายอยู่กับคนแปลกหน้าได้ยังไง"

เฉลิมชัยโวยวายว่าเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า เขาเป็นเพื่อน ภาดา สมิตไม่สนใจคนเลวชอบลวนลามผู้หญิงต้องเจอคนอย่างเขา อริณพยายามห้ามให้พูดกันดีๆ น้องทรายเป็นห่วงชื่อเสียงสมิต "พี่เป็นบุคคลสาธารณะ มีเรื่องไป คนที่เสียชื่อคือพี่เองนะคะ"... เฉลิมชัยจึงนึกได้...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 17:01 น.