สมาชิก

คุณผีที่รัก

ตอนที่ 4

อัลบั้ม: นิยายเรื่อง "คุณผีที่รัก"

เพราะต้องให้พีระร่วมเล่นละครด้วย วันนี้น้ำมนต์จึงพาพีระไปแนะนำตัวต่อหน้าทีมงาน แต่เพราะไม่มีใครเห็นพีระ เมื่อเขาออกไปแนะนำตัวและทักทายทีมงาน น้ำมนต์จึงต้องเป็นตัวกลางถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง

หลังจากลูกโป่งกับพิมพ์ดาวแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกับพีระแล้ว น้ำมนต์หันไปทางอัฐชัยเตือนเขา

“เหลือแกคนเดียวแล้ว”

อัฐชัยบอกว่าตนไม่อยากมีเพื่อนเป็นผีแล้วจะเดินหนี พีระบอกน้ำมนต์ว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวตนเคลียร์เอง แล้วเดินตามไปลากอัฐชัยเข้าไปในห้องชมรม พีระบอกพวกน้ำมนต์ที่ตามมาว่า “ไม่ต้องห่วง แค่จะคุยกันแบบแมนๆ” แล้วปิดประตูปัง

“แกต้องการอะไร จะฆ่าฉันเหรอ” อัฐชัยใจคอไม่ดีเพราะตัวเองมองไม่เห็นพีระ

“ขึ้นแกขึ้นฉันเลยเหรอ ไม่สุภาพเลย ผมไม่ฆ่าคุณหรอกครับ ผมแค่อยากเปิดใจคุยกับคุณ...เอิ่ม...” พีระรู้ว่าอัฐชัยไม่ได้ยินที่ตัวเองพูด เลยหันไปหยิบกระต่ายน้อยหุ่นสวมมือและเอาโทรโข่งมาถือคุยผ่านโทรโข่ง

พีระทำเสียงกระต่ายน้อยน่ารักขอให้อัฐชัยยอมเป็นมิตรกับกระต่ายน้อยได้ไหม อัฐชัยสวนไปว่าตนไม่เป็นมิตรกับผี พีระยังออดอ้อนถามว่าที่ไม่ยอมเป็นมิตรเพราะหวงน้ำมนต์ใช่ไหม

“แกลบหลู่น้ำมนต์มากไปแล้ว แกเลิกแอ๊บว่าเป็นผีแสนดีเถอะ ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ แกตั้งใจจะเอาน้ำมนต์ไปเป็นตัวตายตัวแทน ไม่ก็จะสิงสู่กลืนกินจิตวิญญาณของน้ำมนต์ จะได้บงการให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม!”

“อ้าว...พูดงี้ต่อยกันเลยดีกว่า” พีระฉุนขาดท้าเหยงๆ อัฐชัยพุ่งเข้าต่อยแต่วืดตัวเองเซล้มไปชนข้าวของล้มระเนระนาด เสียงดังออกไปข้างนอก พิมพ์ดาวบอกน้ำมนต์ว่าตีกันแล้วแน่เลย น้ำมนต์ตะโกนให้พีระเปิดประตูเดี๋ยวนี้

“ว้าว...เคลียร์กันด้วยการใช้กำลัง แมนมากๆพวกแกไม่ต้องห่วงหรอก ลูกผู้ชายก็อย่างนี้แหละ สู้ๆนะคะคุณผี” ลูกโป่งตะโกนเชียร์คึกคัก

พีระบอกอัฐชัยว่าเขาห่วงน้ำมนต์ก็ดีแล้ว แต่ตนไม่ใช่ผีร้ายไม่เคยคิดจะทำร้ายน้ำมนต์เลยสาบานได้

อัฐชัยไม่เชื่อ หาว่าพีระอยู่กับน้ำมนต์ต้องคิดลามกฉวยโอกาสแอบดูน้ำมนต์ตอนก้ม ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าน้ำมนต์ทั้งสาวสวย ทั้งขาวไม่มีผู้ชายคนไหนจะอดใจไหวหรอกพีระเลยย้อนถามว่ารวมทั้งตัวเขาด้วยใช่ไหม

“หา...เฮ้ย...ไม่ใช่ ฉันไม่เคยคิด” อัฐชัยแก้ตัวพัลวันที่เสียท่าถูกย้อน พีระไม่เชื่อบอกว่าจะไปฟ้องน้ำมนต์แล้วจะออกไป อัฐชัยไปขวางประตูไว้ เลยถูกพีระจับเหวี่ยงพ้นทางแล้วออกไป

ooooooo

พีระไปฟ้องน้ำมนต์จริงๆ อัฐชัยตามออกมารีบบอกน้ำมนต์เพื่อไม่ให้พีระพูดว่า ตนยอมเป็นมิตรกับพีระแล้วยื่นมือไปขอจับ

พีระยียวนว่าจะจับดีไหมนะ อัฐชัยเสียงดังว่า “จับ!!” พีระเลยยอมจับบอกว่า เราดีกันนะ อัฐชัยดึงมือออกแล้วเดินหนีไป น้ำมนต์ถามพีระว่าทำอะไรอัฐชัย

“เปล๊า...เราก็แค่มีความเห็นเกี่ยวกับคุณตรงกันหึๆๆ”

ส่วนพิมพ์ดาวเห็นอัฐชัยเดินจ้ำหน้าบึ้งมาก็เข้าไปถามว่าเป็นอะไร อัฐชัยโพล่งไปว่า “มันเป็นผีเลวมันรู้ทันฉัน” พิมพ์ดาวถามว่ารู้ทันยังไง “มันรู้ว่าฉันคิดอะไรกับน้ำมนต์น่ะสิ”

“แล้วอัฐคิดอะไร”

“ก็คิดเรื่องขาว...เฮ้ย...อย่าถามมากได้ไหม ธุระแกหรือไง รู้แค่ว่าฉันเกลียดมันและจะไม่มีทางเป็นเพื่อนกับมันเด็ดขาด”

“แต่ฉันว่านายควรทำให้ได้นะ” อัฐชัยถามอย่างไม่พอใจว่าเธอเข้าข้างไอ้ผีพีระอีกคนเหรอ พิมพ์ดาวถามเขาว่า “เป็นศัตรูกับเขาแล้วได้อะไร มีแต่จะทำให้น้ำมนต์ยิ่งถอยห่างจากแกมากขึ้น เวลาน้ำมนต์จะไปไหนมาไหนกับผีพีระก็จะไม่บอกแก เพราะเดี๋ยวแกจะโวยวายหาเรื่องก็เลยงุบงิบไปกับผีสองต่อสอง แกไม่คิดว่ามันยิ่งอันตรายเหรอ”

“เออ...จริงด้วย ฉันคือฮีโร่ ที่จะต้องคอยอยู่ช่วยเหลือน้ำมนต์จากผีร้าย...ขอบใจแกมากนะดาว แกนี่มันเพื่อนรักฉันจริงๆ” อัฐชัยกอดขอบใจพิมพ์ดาวแบบเพื่อนกอดเพื่อน แต่พิมพ์ดาวรู้สึกต่างจากเขา...

น้ำมนต์เองก็คาดคั้นพีระว่าไปทำอะไรอัฐชัยเขา บอกว่าไม่ได้ทำ แต่เจรจาตกลงกันได้ด้วยดี พอถูกคาดคั้นหนักเข้า พีระประชดว่า ท่าทางจะห่วงอัฐชัยมากเลยนะ พูดดักคอว่า

“ผมรู้...ที่พาผมมาผูกมิตรกับเพื่อนๆ ไม่ใช่เพราะอยากช่วยผมหรอก แต่เพราะคุณแคร์ความรู้สึกเพื่อนที่มีอักษรย่อ อ.อ่างมากกว่าใช่ไหมล่ะ”

พอดีอัฐชัยเดินมาถามน้ำมนต์อย่างกระตือรือร้นว่าพีระยังอยู่หรือเปล่า พีระจึงพูดขึ้นว่า

“มาพอดีเลย รู้หรือเปล่าว่าน้ำมนต์ชอบนาย น้ำมนต์ไม่อยากให้เพื่อนเสียใจ ไม่งั้นลงเอยกับนายไปแล้ว”

“เงียบ!!” น้ำมนต์ตวาด พิมพ์ดาวถามว่าพีระพูดอะไรหรือ น้ำมนต์เฉไฉไปว่า “เขา...เขาบอกว่าพวกนายมาถามหาเขาทำไม”

อัฐชัยแอ๊บแสดงความเป็นมิตรพูดกับพีระว่า “ตะกี๊ที่ฉันทำท่าไม่ดีโทษทีนะ ฉันคิดได้แล้ว ทำไมคนกับผีจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ยิ่งเป็นผีที่จิตใจดีอย่างนายด้วยจริงไหม ต่อไปนี้ เราเป็นเพื่อนกัน ใครทำนายเจ็บมันต้องเจ็บกว่า!!”

พีระทำหน้างงถามว่าพูดจริงหรือ อัฐชัยยืนยันว่าตนพูดจากส่วนลึกเลยล่ะ น้ำมนต์รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรรีบตัดบทว่าเข้าใจกันก็ดีแล้ว งั้นแยกย้ายกันเลย น้ำมนต์เดินแยกไปเลย พีระตามไปถามว่าทำไมเธอไม่พูดออกไป

“หยุด!! ฉันไม่ได้รักอัฐชัย โอเค ฉันรู้สึกดีที่อัฐชัยมาดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง แต่ไม่ได้รัก”

พีระจี้ใจดำว่าเธอหลีกทางให้เพื่อนมากกว่าน้ำมนต์ยอมรับว่าพิมพ์ดาวเหมาะสมกับอัฐชัยมากกว่าใครทั้งนั้น พีระถามว่าคิดไปเองหรือเปล่า

“พอ!! อย่าทำให้เสียอารมณ์ วันนี้เลิกเร็ว ว่าจะไปช่วยตามเรื่องของนายเดี๋ยวก็ไม่ไปซะหรอก”

“โอเค เงียบ” พีระเม้มปากสนิท น้ำมนต์แยกเขี้ยวใส่อย่างหมั่นไส้แล้วเดินหนี

ooooooo

น้ำมนต์เอารูปของพีระไปให้เจี๊ยบช่วยสืบหาตัว เจี๊ยบบอกว่าคดีแม่น้ำมนต์ตั้งเกือบห้าปีแล้วยังไม่คืบหน้านี่ฝากคนใหม่อีกแล้วหรือ

พีระยืนฟังอยู่ด้วย นึกสงสัยว่าแม่น้ำมนต์เป็นอะไร พูดกับน้ำมนต์อย่างตำหนิตัวเองว่า

“จริงด้วย เรื่องของคุณผมก็รู้แค่ว่าคุณต้องเลี้ยงน้องตามลำพัง แต่เกิดอะไรขึ้นกับพ่อและแม่คุณผมไม่เคยรู้เลย มีอะไรหรือ”

น้ำมนต์ไม่สนใจเดินกลับถึงบ้านแล้วพีระยังตามตื๊อถามเรื่องพ่อแม่เธออีก ถูกตวาดไม่ต้องมายุ่งเรื่องของตนพีระก็ไม่หยุดเซ้าซี้ บอกว่าเธอช่วยตน ตนก็อยากช่วยเธอตอบแทนบ้าง

“ถ้าอยากตอบแทนฉัน ช่วยอย่าทำให้ฉันอารมณ์เสียก็พอ”

“ทำไมต้องไม่อยากพูดถึงขนาดนี้ด้วย มีอะไรฝังใจเหรอ”

น้ำมนต์ยิ่งปฏิเสธ พีระก็ยิ่งอยากรู้ พอน้ำมนต์ไม่อยู่เลยแอบไปรื้อตามตู้ตามกล่องต่างๆ เผื่อจะเจออะไรบ้าง โชคดีเจออัลบั้มรูปครอบครัวของน้ำมนต์ แรกๆ ก็มีพ่อแม่ลูก ต่อมาพอน้ำมนต์โตก็เหลือแค่แม่กับน้ำมนต์และข้าวต้มในวัย 4 ขวบ แล้วรูปก็หมดเหลือแต่อัลบั้มเปล่าในตอนท้าย...

พีระโชคดีที่เจออัลบั้มรูป แต่ก็โชคร้ายเมื่อน้ำมนต์มาเห็น เธอโกรธมาก ไล่ให้ออกจากบ้านไปเลย พีระยังไม่ยอมออก เธอเลยเอาผ้ายันต์อาจารย์เทพออกมาไล่เขาออกไปแล้วเอาผ้ายันต์แปะประตูไว้พูดอย่างสะใจว่า

“เลิกยุ่งกับฉันเมื่อไหร่ค่อยเข้ามา”

แต่พอเธอกลับเข้ามาเอาอัลบั้มรูปเก็บหันกลับมาก็เจอพีระแล้ว เธอถามว่าเขาไม่กลัวผ้ายันต์แล้วหรือ พีระบอกว่ากลัว เธอถามว่าแล้วเข้ามาได้ยังไง?

“เค้าพามาเอง” ข้าวต้มในชุดนักเรียนบอก “โกรธอะไรกันก็คุยกันดีๆสิครับ จะได้ถือไม้เท้ายอดทอง

กระบองยอดเพชร” น้ำมนต์จะแย่งผ้ายันต์คืน ข้าวต้มไม่ให้กลัวเดี๋ยวจะเอาไปแกล้งพีระอีก แล้วจับมือน้ำมนต์กับพีระคนละข้างพูดอย่างเด็กแก่แดดตามเคยว่า “คุยกันนะครับ เค้าไม่รบกวน” เอามือปิดหูแล้วเดินไปเลย

น้ำมนต์ยังฮึดฮัดใส่ พีระบอกว่าตนจะไม่ถามเรื่องที่เธอไม่อยากพูดอีกแล้ว พูดจบก็เม้มปากสนิท

ทันใดนั้น อัฐชัยก็พาแจ๊วมาบอกน้ำมนต์ว่าให้มาช่วยทำงานบ้านเธอ น้ำมนต์ไม่เอา พีระบอกให้รับไว้เถอะเธอจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก

ปรากฏว่าทั้งข้าวต้มและน้ำมนต์ไม่ให้แจ๊วทำอะไร จนแจ๊วไม่มีอะไรจะทำ อัฐชัยเลยให้ไปซื้อของมาใส่ตู้เย็นเก็บไว้ น้ำมนต์บอกให้เอาแจ๊วกลับไปเสีย

“น่า...ให้โอกาสแจ๊วดูสักวันสองวันนะ แจ๊วเป็นเด็กดี ขยัน ต้องทำงานส่งเงินไปให้พ่อกับแม่ที่บ้านนอก บ้านผมก็มีคนรับใช้เยอะแยะแล้ว ก็เลยเอามาให้ช่วยน้ำมนต์ คิดเสียว่าช่วยให้คนคนหนึ่งได้มีงานมีการทำแล้วกันนะ”

พีระกระซิบกับข้าวต้มว่า “ผมว่ามันมีอะไรแปลกๆ” ข้าวต้มเองก็เห็นด้วย

แต่พอลับหลังทุกคน อัฐชัยก็ย้ำหน้าที่ของแจ๊วว่า

“เธอมีหน้าที่ทำงานบ้านบังหน้า แต่หน้าที่หลักคือ เธอต้องคอยจับตาดูน้ำมนต์เอาไว้ ไม่ว่าน้ำมนต์ทำอะไรไปที่ไหนกับใคร ยังไง เธอต้องรายงานให้ฉันรู้ตลอดห้ามพลาดแม้แต่การเคลื่อนไหวเดียว ที่สำคัญ เธอห้ามเปิดโอกาสให้น้ำมนต์อยู่สองต่อสองกับผีพีระ เข้าใจไหม”

แจ๊วตกใจหน้าซีดเมื่ออัฐชัยพูดว่าที่นี่มีผี อัฐชัยเลยต้องแก้ว่า น้ำมนต์ชอบคุยกับคนในจิตนนาการเธอมีปัญหาทางสมองนิดหน่อยเลยชอบพูดคนเดียวทำเหมือน กับว่ามีใครอยู่ด้วย แต่ไม่ใช่ผีนะ ตัดบทย้ำว่า

“เอาเป็นว่า ถ้าเธอเห็นน้ำมนต์พูดกับอากาศเมื่อไหร่ เธอต้องรีบเข้าไปขัดจังหวะทันที มันเป็นวิธีการเดียวที่จะช่วยให้น้ำมนต์หายจากโรคพูดคนเดียวได้เร็วขึ้น”

อัฐชัยหว่านล้อมหลอกล่อจนแจ๊วเชื่อ เขามอบผ้ายันต์กันผีให้ แต่หลอกแจ๊วว่าเป็นผ้ายันต์นำโชค เวลาน้ำมนต์อาบน้ำก็ให้ถือไปยืนที่หน้าห้องน้ำเพื่อกันไม่ให้เพื่อนในจิตนาการตามเข้าไปในห้องน้ำ ส่งผ้ายันต์ให้บอกว่าไม่ต้องถามมากไล่ให้ไปทำงาน

พีระได้ยินทั้งหมด เขากระหยิ่มยิ้มย่องคิดจะแกล้งเสียให้หัวโกร๋นไปเลย

พอเห็นน้ำมนต์จะออกข้างนอก พีระถามว่าจะไปไหนตนจะไปด้วย น้ำมนต์บอกว่าตนแค่จะไปหามุมสงบนั่งคิดบทละครเท่านั้น ฝากให้ดูแลข้าวต้มด้วย

“ต้องรีบโทร.บอกคุณอัฐ” แจ๊วจะวิ่งกลับไป ถูกพีระดึงชายเสื้อไว้ แจ๊วพยายามวิ่ง พีระเลยปล่อยมือแจ๊วหน้าคะมำหันมองงงๆ ว่าอะไรมาดึงชายเสื้อ ส่วนพีระก็รีบตาม น้ำมนต์ไป

ooooooo

แจ๊วรีบโทร.ไปรายงานอัฐชัย ถูกข้าวต้มตามแจถามว่าโทร.หาใคร แจ๊วไม่มีโอกาสรายงานอัฐชัยพอเขารับสายก็แกล้งทำเป็นคุยกับแม่ อัฐชัยฟังแล้วสงสัยว่าแจ๊วคงพูดเป็นโค้ดไม่ให้ถูกจับได้ จัดแจงจะไปหา

พิมพ์ดาวบอกให้นั่งลงไม่ต้องไป เขาเพิ่งออกจากบ้านน้ำมนต์จะกลับไปเซ้าซี้อีกไม่กลัวน้ำมนต์รำคาญรึไง

พีระตามน้ำมนต์ไปถึงศาลารอรถ ตื๊อถามว่าจะไปหาที่นั่งคิดงานที่ไหน ถูกดุว่าจะไปไหนก็เรื่องของตน

ที่ศาลารอรถนี่เอง น้ำมนต์เห็นแม่ลูกคู่หนึ่ง ลูกสาวในวัย 8 ขวบกอดแม่ร้องไห้ไม่ยอมให้ไป จนรถมา แม่บอกว่าต้องไปแล้วให้อยู่กับป้าพรอย่าดื้ออย่าซนแล้วแม่จะรีบกลับมา

น้ำมนต์นึกถึงเรื่องของตัวเองกับแม่ ช่างเหมือนแม่ลูกคู่นี้จริงๆ คิดจนพีระเตือนว่ารถมาแล้วไม่ไปหรือ น้ำมนต์มองไปเห็นแม่เด็กขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว เธอวิ่งไปจะนั่งหน้ากับคนขับ พลันก็ผงะพบว่ามีผีสาวตนหนึ่งหัวถูกกระสุนเจาะเป็นรูโบ๋นั่งหน้าถมึงทึงอยู่โดยที่คนขับไม่รู้ตัว

น้ำมนต์เห็นเด็กหญิงยังร้องไห้จะตามแม่ เธอคิดถึงอดีตที่แม่นั่งรถมาคว่ำ แม่ถูกหามออกไป เธอตัดสินใจวิ่งไล่ตามรถสองแถวคันนั้นไป พีระตกใจถามว่าจะไปไหน แล้ววิ่งตามไปอีกคน

แล้วก็เกิดเหตุการณ์สยอง เมื่อคนขับจะเปลี่ยนเกียร์ก็เปลี่ยนไม่ได้ ซ้ำพวงมาลัยยังถูกหมุนจนรถแฉลบลงข้างทางโดยผีหญิงที่นั่งข้างๆ ผีตนนั้นคำรามใส่คนขับว่า

“แกหักหลังความรักของฉัน แกมันเลว ไอ้คนชั่ว!!” เมื่อรถเสียหลัก คนขับโวยวายว่ารถเป็นอะไร ผีสาวบอกว่า “ฉันจะพาแกลงนรก!!”

รถพุ่งชนต้นไม้โครม แม่คนนั้นกระเด็นออกไปฟุบข้างถนน น้ำมนต์รีบไปประคอง พูดให้กำลังใจตลอดเวลาว่า

“แม่...ไม่นะ...อย่าเป็นอะไรไปนะคะ คิดถึงลูกเข้าไว้” พลางตะโกนเรียกให้คนมาช่วย

หน่วยกู้ภัยและชาวบ้านช่วยกันพัลวัน พีระเห็นผีสาวกำลังคร่อมคนขับบีบคอจะให้ตาย เขาเข้าไปกระชากออกมา ผีสาวตวาด “อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน!!”

“ดูที่แกทำ คนที่เขาไม่อยากยุ่งเรื่องของแกต้องมาเจ็บตัวด้วยตั้งกี่คน แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าอย่ายุ่งเรื่องของแกอีก” พีระตวาดคืน ผีสาวยังพุ่งเข้าไปหาคนขับอีก พีระถามว่า “จะฆ่าเขาให้มันได้อะไรขึ้นมา” ถูกผีสาวเหวี่ยงมือที่มีเล็บแหลมยาวข่วนช่วงไหล่พีระจนเขาร้องลั่น

น้ำมนต์ช่วยพาแม่เด็กขึ้นรถส่งโรงพยาบาลแล้วหันมาเห็นพีระถูกผีสาวทำร้าย เธอพุ่งเข้าไปดูเขา ผีสาวยังอาละวาดจะฆ่าคนขับรถให้ได้ น้ำมนต์บอกผีสาวว่าถ้ารักเขาก็ควรปล่อยเขาไป ผีสาวตวาดว่า “ฉันเกลียดมัน!!” พีระบอกว่าเกลียดยิ่งต้องปล่อยจะเอาเขาไปด้วยเพื่ออะไร ยังอยากให้เขาตามไปทำร้ายอีกหรือ

“ปล่อยวางเถอะ คุณควรจะได้ไปที่ชอบที่ชอบ ไม่ควรมาติดอยู่ตรงนี้ กรรมฉุดรั้งให้คุณวนเวียนอยู่อย่างนี้ มีแต่บุญเท่านั้นที่จะปลดปล่อยคุณสู่แสงสว่าง” น้ำมนต์ชี้ทางสว่างให้

“เลือกเอาเองว่าจะอยากทุกข์ต่อหรือจะไปที่ชอบที่ชอบ” พีระย้ำให้คิด

ผีสาวเริ่มเข้าใจ ปล่อยมือจากคอคนขับ น้ำมนต์ย้ำว่า “ถูกต้องแล้ว ปล่อยวางเรื่องเก่าจะได้มีความสุขจริงๆเสียที” พวกชาวบ้านตะโกนบอกกันว่าทางนี้อีกคน...แล้วพากันไปช่วยคนขับรถ ส่วนผีสาวหายไปเมื่อไรไม่มีใครรู้...

ooooooo

อัฐชัยกับพิมพ์ดาวแอบมาพบแจ๊วที่หน้าบ้านพอรู้ว่าน้ำมนต์ยังไม่กลับ อัฐชัยร้อนใจจะออกตามหาทั้งที่ไม่รู้ว่าน้ำมนต์อยู่ที่ไหน จนได้ยินเสียงข้าวต้มเดินคุยมือถือออกมา...

“เค้ากำลังจะนอนแล้ว...ก่อนกลับพี่อย่าลืมแวะซื้อแซนด์วิชทูน่าให้เค้าด้วยนะ...รู้แล้ว จะนอนแล้ว”

พอข้าวต้มวางสาย อัฐชัยถามว่าคุยกับน้ำมนต์ใช่ไหม ข้าวต้มถามว่าพวกพี่มาได้ไง อัฐชัยให้ข้าวต้มบอกมาก่อนว่าน้ำมนต์อยู่ไหน ข้าวต้มหมั่นไส้เลยเดินกลับเข้าไปพูดลอยๆ สบายอารมณ์ว่า “ไปนอนดีกว่า...”

พิมพ์ดาวปลอบใจว่ามองในแง่ดี น้ำมนต์ไม่เป็นอะไรหรอก อัฐชัยบอกว่าตนจะรอจนกว่าน้ำมนต์จะกลับ พิมพ์ดาวเลยอยู่เป็นเพื่อนด้วย

น้ำมนต์ยังนั่งอยู่ที่ริมบึงคุยโทรศัพท์ พอรู้ว่าแม่เด็กหญิงคนนั้นปลอดภัย เธอดีใจบอกพีระว่าผู้หญิงคนนั้นปลอดภัยแล้ว พีระบ่นเซ็งๆว่า

“ห่วงแต่ผู้หญิงคนนั้น ผมเจ็บจะตายอยู่แล้ว” น้ำมนต์ถามว่าเป็นผีจะเจ็บอะไรอย่ามาสำออย เลยเถียงกัน พีระโทษว่าเธอวิ่งตามรถตนเลยต้องวิ่งตาม น้ำมนต์ถามว่าแล้วจะให้ตนปล่อยไปอย่างนั้นหรือ เด็กผู้หญิงคนนั้นจะโตมาได้อย่างไรถ้าไม่มีแม่ ทำให้พีระฉุกคิดได้ว่าเธอเป็นห่วงเพราะเธอเองก็โตขึ้นมาอย่างไม่มีแม่เหมือนกัน

“เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของคุณ เล่าให้ผมฟังเถอะ” น้ำมนต์นิ่งไป “แต่ถ้าคุณไม่อยากเล่าก็โอเค ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าคุณไว้ใจผมได้”

“มีคนทำให้แม่ฉันตาย...” น้ำมนต์ตัดสินใจเล่าว่า มีรถหรูฝ่าไฟแดงมาเฉี่ยวรถของแม่คว่ำ แต่ตำรวจกลับบอกว่าแม่เธอขับรถโดยประมาทเอง เวลานั้นตนเจ็บปวดมาก ถามน้ำตานองหน้าว่า

“เพราะเขาเป็นคนรวยใช่ไหม ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่ามันเป็นรถนำเข้า คนจนๆไม่มีทางขับได้ เพราะเขารวยใช่ไหม ถึงรอดพ้นจากทุกอย่าง”

“เราทำตามหลักฐาน ขอโทษจริงๆที่ไม่ตรงใจ”

เวลานั้น น้ำมนต์ได้แต่กอดข้าวต้มร้องไห้คร่ำครวญขอความเป็นธรรมให้แม่ด้วย...

พีระฟังแล้วน้ำตารื้นไปกับเธอด้วย เห็นเธอร้องไห้หนักก็กอดปลอบเก้ๆกังๆ จนน้ำมนต์โผกอดด้วยความรู้สึกต้องการที่พึ่งพิง แต่พอรู้สึกตัวต่างก็ผละจากกันด้วยความรู้สึกแปลกๆ

พีระอยากช่วยน้ำมนต์สืบหาคนร้ายมารับโทษ จึงเรียกแมนสรวงมาให้ช่วยไปสืบให้ แมนสรวงอ้างว่าไม่ใช่ เรื่องของเขาและไม่ใช่ธุระของตน พีระบอกว่าเรื่องของน้ำมนต์ก็เหมือนเรื่องของตนนั่นแหละ น้ำมนต์ถามว่าเขาคุยกับใคร พีระบอกว่ายมทูต แมนสรวงโวยวายว่าไปบอกเขาทำไม!

“นายอย่าพูดมากรีบไปสืบตามที่ฉันสั่งเข้าใจไหม”

“เรื่องของคนเป็นก็เป็นหน้าที่ของคนเป็นไม่ใช่ฉัน” แล้วแมนสรวงก็ขี่บิ๊กไบค์ไปเลย พีระโวยวายให้กลับมา น้ำมนต์ถามว่าเขาช่วยไม่ได้ใช่ไหม ตัดใจว่า

“ช่างเถอะ ฉันก็ไม่ได้อยากรู้หรอก ขอบใจมากนะที่ช่วย กลับบ้านเถอะ”

ooooooo

อัฐชัยยังมุ่งมั่นเฝ้าอยู่หน้าบ้านน้ำมนต์ บอกพิมพ์ดาวว่าเธอจะกลับไปก่อนก็ได้ พิมพ์ดาวติงว่าเมื่อขอให้ช่วยก็อย่ามาไล่

“ขอบใจนะดาว ถ้าน้ำมนต์ยอมเป็นแฟนฉันเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณแกเลย แกเป็นเพื่อนที่ฉันรักมากที่สุดเลยรู้ไหม ถ้าแกแอบปิ๊งใครบอกฉันนะ ฉันจะช่วยแกเต็มที่”

“ถ้ามีฉันก็ไม่ต้องให้แกมาช่วยหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”

พิมพ์ดาวอยู่เป็นเพื่อนอัฐชัย จนเขาเห็นใจช่วยไล่ยุงให้ พอดึกเขาก็ให้เธอนอนหนุนตัก พอพิมพ์ดาวหนุนตัก อัฐชัยกลับพึมพำว่า

“เฮ้อ...ถ้าเปลี่ยนจากแกเป็นน้ำมนต์ก็คงดี” ทำเอาพิมพ์ดาวที่กำลังเคลิ้มๆ ผงะตื่นหายง่วงไปเลย

ระหว่างน้ำมนต์กับพีระกลับบ้าน พีระถามน้ำมนต์ว่าไหวไหม เธอบอกว่าไหวเพราะเวลาผ่านไปนานมากแล้ว ถ้าเขาเป็นห่วงก็อย่ารื้อฟื้น ช่วยทำให้ตนลืมเรื่องนี้จะดีกว่า พีระเลยจะป่วนให้เธอปวดหัวกับตนแทน แล้วยิ้มหน้าเป็น หมายให้เธอยิ้มด้วย พอเธอไม่ยิ้มก็บอก “งั้นก็เลิกทำหน้าบูดเป็นน้ำหมักชีวภาพก่อน” เลยถูกน้ำมนต์ไล่ตีหัวเราะกันสนุกสนาน พีระวิ่งหนีเข้าบ้าน

“หยุดเดี๋ยวนี้เลยไอ้ผีบ้า” น้ำมนต์ร้อง ทั้งเคืองทั้งขำ อัฐชัยได้ยินเสียงน้ำมนต์ก็นึกว่าเธอถูกพีระรังแก ลุกขึ้นเอาผ้ายันต์อาจารย์เทพสะบัดไล่ใส่พีระทั้งที่ไม่เห็นตัว จนน้ำมนต์บอกว่าพีระเข้าไปอยู่ในบ้านตั้งนานแล้ว พูดอย่างระอาใจว่า

“ต้องพูดยังไงถึงจะเข้าใจ พีระไม่ใช่ผี แค่วิญญาณเขาหลุดออกจากร่าง ถ้าฉันช่วยให้เขากลับเข้าร่างได้ เขาก็จะกลับมามีชีวิตตามเดิม เป็นคนปกติ”

อัฐชัยไม่เชื่อ ต่างยืนยันความเชื่อของตัวเอง จนข้าวต้มโผล่จากชั้นบนโพล่งขึ้นว่า

“พี่ก็บอกเพื่อนพี่ไปสิว่า พี่กับพี่พีระเป็นแฟนกัน พี่น้ำมนต์คบกับพี่พีระอยู่ รักกันมากกกก...”

พิมพ์ดาวปรามว่าเหลวไหลคนกับผีจะรักกันได้ยังไง ข้าวต้มถามว่าถ้าพีระกลับเข้าร่างได้ ทำไมจะรักกันไม่ได้ อัฐชัยถามน้ำมนต์ว่าไม่จริงใช่ไหม น้ำมนต์อึกอักลากข้าวต้มไปอีกทาง ถามว่าใครใช้ให้พูดจาเหลวไหลอย่างนี้

“โธ่...พี่ ยอมรับไปเถอะ พี่อัฐชัยจะได้ตัดใจเสียที เค้ารำคาญจะตาย พี่ไม่รำคาญเหรอ จริงไหมพี่พีระ” พีระสะดุ้งบอกว่าตนไม่เกี่ยว เลยถูกข้าวต้มถามประชดว่า “หรือพี่ชอบที่พี่อัฐมาตามตื๊ออย่างนี้ ชอบจริงๆเหรอ?!”

อัฐชัยคาดคั้นขอคำยืนยันจากน้ำมนต์ว่าไม่จริงใช่ไหม น้ำมนต์ไม่ตอบแต่ขอร้องเขาให้ตัดใจจากตนเสียเถิด เราเป็นได้แค่เพื่อนกันเท่านั้น อัฐชัยเปลี่ยนใหม่เป็นถามว่า “แต่น้ำมนต์ไม่ได้เป็นแฟนกับไอ้ผีใช่ไหม” ข้าวต้มแทรกทันทีว่า เป็น!

“เป็นอย่างที่ข้าวต้มว่านั่นแหละ ถ้าพีระเข้าร่างได้ เราก็จะคบกัน เพราะฉะนั้นชัดเจนแล้วใช่ไหม อัฐเลิกยุ่งกับเราเสียที”

ข้าวต้มดีใจร้องไชโย้...ไชโย...ไม่หยุด ส่วนอัฐชัยก็ยังปฏิเสธอย่างรับไม่ได้ว่าเธอจะเป็นแฟนกับผีได้ยังไง วิ่งเตลิดไปจนพิมพ์ดาวบอกว่าเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

พิมพ์ดาววิ่งตามไป อัฐชัยทรุดนั่งอย่างหมดแรง ขอให้เธอปลอบตนหน่อย กอดตนหน่อย ลูบหัวปลอบหน่อย พิมพ์ดาวจำต้องฝืนใจทำตามคำขอ

พีระได้ทีอ้างว่าต้องทำให้ดูสมจริงว่ารักกัน แล้วอ้อนน้ำมนต์ต่างๆนานา จนน้ำมนต์ปรามว่าอย่าเว่อร์ที่พูดไปแค่หลอกอัฐชัยเท่านั้น ข้าวต้มถือเป็นจริงเป็นจัง ขู่พีระว่า “ถ้าพี่ทำให้พี่น้ำมนต์เสียใจ ตาย!!”

ooooooo

ที่สถานีพราวด์ ยุทธบอกเมสินีว่า คนของเราที่ไปประกบน้ำมนต์ไม่ได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับพีทเลย เมสินีสงสัยว่าหรือน้ำมนต์ไม่รู้จักพีทจริงๆ

“ถ้าจะมีอะไรแปลกก็แค่...น้ำมนต์ชอบพูดคนเดียวเหมือนคุยกับ...พลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้”

ทั้งสองช่วยกันวิเคราะห์ว่าถ้าน้ำมนต์ไม่รู้จักพีทแล้วได้รูปพีทมายังไง ตามหาพีททำไม เมสินีคาดและเชื่อว่า

“จริงๆแล้วคนระดับนายพีทไม่น่าจะมารู้จักอะไรกับเด็กผู้หญิงจนๆคนนี้ได้เลย มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ” ยุทธถามว่าแล้วจะเอาอย่างไรต่อไป เมสินีบอกว่า “ฉันจัดการเอง!”

พิมพ์ดาวเชื่อว่าน้ำมนต์ถูกพีระทำของใส่ เมื่อไปเจอกันที่มหาวิทยาลัย เธออาศัยทีเผลอเอาสร้อยพระที่เตรียมมาคล้องคอน้ำมนต์ทันที น้ำมนต์ร้องกรี๊ด พิมพ์ดาวฟันธงว่า “นั่นไง แกโดนของจริงๆด้วย” แต่พอซักถามเข้าจริงๆ น้ำมนต์ชี้ให้ดูว่าพิมพ์ดาวเหยียบเท้าตนต่างหาก!

น้ำมนต์รู้เจตนาของเพื่อน บอกพิมพ์ดาวว่าตนไม่ได้ชอบอัฐชัยตั้งแต่ต้นแล้ว พิมพ์ดาวหว่านล้อมว่า

“อัฐทำทุกอย่างเพื่อแก ช่วยเหลือเวลาที่แกเดือดร้อน ทำไมถึงไม่รักกับอัฐ”

“แล้วแกล่ะ ถ้าแกคิดว่าอัฐดี ทำไมแกถึงไม่รักกับอัฐเสียเอง” พิมพ์ดาวหันเดินหนี น้ำมนต์ถามว่า “พูดถึงอัฐแค่นี้ต้องเดินหนีเลยเหรอ”

พิมพ์ดาวกลบเกลื่อนทำเป็นรังเกียจอัฐชัยต่างๆ นานา น้ำมนต์ย้อนถามว่าเมื่อเธอยังไม่ชอบแล้วมาเชียร์ตนทำไม น้ำมนต์รู้แก่ใจดีว่าพิมพ์ดาวชอบอัฐชัย แต่พิมพ์ดาวก็กลบเกลื่อน ปฏิเสธ บอกแต่ว่าไม่เชื่อว่าน้ำมนต์จะคบพีระจริงๆ

“ดาว...แกเลิกหลอกตัวเองเถอะ เราเพื่อนกัน มีเหรอที่ฉันจะดูไม่ออกว่าแกคิดอะไร ยังไง กับใคร...”

ถูกเพื่อนพูดจี้ใจดำเอาจังๆ พิมพ์ดาวก็เดินหนีไปดื้อๆ น้ำมนต์มองตามไปอย่างเห็นใจเพื่อน

ooooooo

พีระจะตามน้ำมนต์ไปมหาวิทยาลัย ถูกเธอห้าม บอกว่าตนจะไปเรียน ขอเวลาส่วนตัวบ้างได้ไหม พีระเลยนั่งหง่าวอยู่ที่บ้านบ่นตัวเองว่าทำไมต้องมานั่งรอแบบนี้ จะทำอะไรดี

พอดีแมนสรวงมาถามว่าจะทิ้งเวลาไปอีกนานแค่ไหนเพราะเขาเหลือเวลาอีกแค่ 25 วันเท่านั้น ไม่อยากกลับเข้าร่างตัวเองรึไง? พีระเลยย้อนถามว่าแล้วจะให้ตนทำอย่างไร ขอให้เขาช่วยสืบเรื่องแม่ของน้ำมนต์บ้างเป็นการตอบแทนที่น้ำมนต์ช่วยตนก็ไม่ยอมทำ ถ้าช่วยน้ำมนต์ไม่ได้ตนก็จะห่อเหี่ยวหมดอารมณ์จะสืบหาร่างของตัวเอง

“นายก็จะเป็นผีตลอดไป” แมนสรวงขู่

“นายเองก็จะแห้วสิ่งที่นายอยากได้ด้วย ฉันจำได้ว่า ที่นายมาเป็นยมทูตช่วยเหลือฉัน เพราะนายมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง ถ้าทำไม่สำเร็จ นายก็อด”

แมนสรวงชะงักเมื่อถูกพีระชี้จุดอ่อนของตัวเอง แต่ทำปากแข็งปรามว่า “นายกำลังขู่ฉัน”

“ไม่ได้ขู่ แค่จะบอกว่าถ้านายหวังผลประโยชน์ในตัวฉัน ก็ควรจะช่วยเหลือฉันบ้าง ไม่อย่างนั้นนายและฉันได้กินแห้วไปพร้อมๆกันแน่”

แมนสรวงยังไม่ยอมช่วยและไม่ยอมบอกถึงเป้าหมายของตัวเอง บอกพีระแต่ว่าเขามีหน้าที่อะไรก็ทำไป พีระถามว่าแล้วตกลงเขาจะช่วยตนไหม แมนสรวงฮึดฮัดขัดใจที่ถูกพีระต่อรอง พีระยังพยายามหว่านล้อมแมนสรวงว่า

“นายไม่ต้องเห็นใจฉันก็ได้ แต่น้ำมนต์เป็นคนดี เขาควรจะได้รับความยุติธรรมในชีวิตบ้าง ช่วยน้ำมนต์หน่อยเถิด”

แมนสรวงบอกว่าตนบอกไม่ได้จริงๆเพราะมันอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของตน แต่ก็ชี้ว่า

“มันไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ การที่นายต้องมาผูกติดกับน้ำมนต์มันถูกจัดสรรมาแล้ว” พีระถามว่าหมายความว่ายังไง “เมื่อมีเหตุ ย่อมต้องมีผล มีบาป มีบุญ มีเวร มีกรรม ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกันไปไม่จบไม่สิ้น”

พีระยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่พอจะซักถามต่อ เสียงเจี๊ยบที่น้ำมนต์เอารูปพีระให้ไปช่วยสืบ ก็มาร้องเรียกน้ำมนต์อย่างตื่นเต้นที่หน้าบ้าน

“น้ำมนต์!! พี่เจี๊ยบรู้แล้ว...รู้แล้วว่าคนในรูปนี้คือใคร!!”

ทั้งพีระและแมนสรวงต่างชะงักงัน ในขณะที่เจี๊ยบก็ยังเรียกน้ำมนต์ เมื่อไม่มีเสียงตอบรับก็พึมพำเองว่าสงสัยจะไปเรียน คิดว่าจะทำยังไงดี พีระบอกให้โทร.ไปหา เจี๊ยบฉุกคิดได้จะโทร.แต่แล้วก็เปลี่ยนใจอยากบอกด้วยตัวเองจะได้เห็นน้ำมนต์ดีใจเผื่อจะโผเข้ากอดด้วย

พีระร้อนใจที่ไม่อาจสื่อสารกับเจี๊ยบได้ หันไปขอให้แมนสรวงช่วย เมื่อเจี๊ยบกลับออกไป แมนสรวงแกล้งทำแผ่นกระดาษปลิวมาติดที่หน้าเจี๊ยบ พอหยิบดูเป็นรูปของพีระ แมนสรวงเดินมาบอกว่า

“ขอโทษนะครับ รูปนั่นของผมครับ” เจี๊ยบถามว่าทำไมเขามีรูปนี้ “คุณน้ำมนต์ให้ผมช่วยสืบเรื่องคนคนนี้ นี่ผมจะมาแจ้งผล น้ำมนต์อยู่บ้านใช่ไหมครับ”

เจี๊ยบโวยวายหาว่าแมนสรวงจะมาแย่งผลงานความดีความชอบของตนไล่แมนสรวงมาทางไหนก็ไปทางนั้นเลย อวดว่าข่าวของตนได้มาจากตำรวจและตรวจสอบเช็กความถูกต้องมาแล้ว แมนสรวงเลยให้บอกว่าได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง เจี๊ยบไม่ยอมบอก แต่พอสบตาแมนสรวงก็เหมือนถูกตรึงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง เล่าจ้อยๆว่า

“ผู้ชายคนนี้ชื่อคุณพีท พีระ เป็นลูกชายคนเดียวของคุณธีระศิลป์ ภาคภูมิใจบรรหาร เจ้าของสถานีโทรทัศน์พราวด์ดิจิตัล”

พีระช็อกเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นลูกเจ้าของสถานีโทรทัศน์พราวด์ดิจิตัล พลันเศษเสี้ยวของความทรงจำก็แว่บเข้ามานับตั้งแต่สถานที่ในสถานี จนมาถึงใบหน้าของเมสินี!

พีระถามแมนสรวงว่านี่ใช่ไหมที่ทำให้ตนรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ในสถานี

“แสดงว่าเศษเสี้ยวความทรงจำที่ติดตัวนายมาถูกต้อง...อย่างนี้นายก็ต้องรีบไปหาพ่อนายเขาต้องเก็บร่างของนายเอาไว้แน่”

“พ่อ...เอ๊ะ ถ้าพ่อฉันเป็นเจ้าของสถานีแล้วทำไมน้ำมนต์ถึงบอกว่าผู้หญิงที่ชื่อเมสินีคือเจ้าของ แล้วที่ฉันรู้สึกไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนั้น ก็แปลว่า...”

แมนสรวงบอกว่าเมสินีไม่น่าไว้ใจจริงๆ พีระตื่นเต้นบอกว่าอย่างนี้ต้องรีบไปบอกน้ำมนต์

ooooooo

เมสินีไปหาน้ำมนต์ที่มหาวิทยาลัยในชุดขาว เธอเปิดกระจกรถถามน้ำมนต์ว่า

“ว่างไหมน้ำมนต์ ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย”

พิมพ์ดาวเดินมาเห็นน้ำมนต์กำลังคุยกับคนในรถ ชะเง้อมองจึงเห็นว่าเป็นเมสินี แล้วเห็นน้ำมนต์เปิดประตูรถก้าวขึ้นไป...

เมสินีพาน้ำมนต์ไปทำบุญที่วัดนอกเมือง ทำบุญเสร็จ เธอพูดกับน้ำมนต์อย่างอ่อนล้าว่า

“ฉันทำบุญทุกวันพระอยู่แล้ว พอดีผ่านไปแถวมหาวิทยาลัย เลยแวะเข้ามาถาม เราจะได้ทำบุญร่วมกัน รายการคืนผจญผีกับสถานีพราวด์ดิจิตัล จะได้อยู่คู่กันไปนานๆ”

เมสินีตีหน้าเศร้าจงใจให้น้ำมนต์เห็น พอน้ำมนต์ถามว่ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ก็มารยาหยิบกระดาษทิชชูมาซับน้ำตา น้ำมนต์ตกใจถามว่าตนพูดอะไรผิดหรือเปล่า เมสินีบอกว่าไม่เกี่ยวกับเธอแล้วขอตัวไปนั่งสมาธิสงบจิตใจสักครู่

“คุณเมเป็นคนธรรมะธัมโมอย่างนี้แหละครับ แต่คนไม่ค่อยทราบกัน รู้ไหมครับว่าแกเป็นเจ้าภาพจัดสวดภาณยักษ์ให้กับเก้าสิบเก้าวัดทั่วประเทศด้วย...คนอะไรก็ไม่ทราบทั้งสวย บริสุทธิ์ ประเสริฐจริงๆ”

ยุทธที่อยู่กับน้ำมนต์ยกย่องชื่นชมเมสินีจนน้ำมนต์พลอยชื่นชมไปด้วย...

ooooooo

ที่หน้าห้องชมรมละคร พิมพ์ดาวกำลังโทรศัพท์ถามอย่างตื่นเต้นว่าจีบพี่ไตปลาผู้กำกับหนังหลายร้อยล้านมากำกับละครเวทีได้แล้วหรือ พีระมาชะเง้อมองหาน้ำมนต์ เมื่อไม่เห็นก็บอกให้แมนสรวงช่วยถามพิมพ์ดาวให้หน่อย

แมนสรวงที่สามารถปรากฏตัวให้เห็นได้เมื่อต้องการ ปรากฏตัวจะเข้าไปถามพิมพ์ดาวแต่เธอติดคุยโทรศัพท์กับคนโน้นคนนี้ จนแมนสรวงทนไม่ได้เข้าไปถามแทรกว่า “ผมแค่อยากรู้ว่าน้ำมนต์อยู่ไหน”

พิมพ์ดาวคุยกับน้ำมนต์อยู่พอดี เธอถามว่า “น้ำมนต์...แกอยู่ไหน...แกไปทำอะไรกับคุณเมสินี” พีระทนไม่ได้ถามว่าน้ำมนต์อยู่ไหน! ก็พอดีได้ยินพิมพ์ดาวบอกน้ำมนต์ว่า “ฉันไม่สนว่าแกไปทำอะไรอยู่ที่ไหน แต่แกต้องกลับมาประชุมบทละครด่วนก่อนห้าโมงเย็น เข้าใจไหม”

พิมพ์ดาวจะวางสาย พีระจับมือไว้บอกให้ถามก่อนว่าน้ำมนต์อยู่ไหน พิมพ์ดาวตกใจหันมองแมนสรวงเห็นยืนนิ่งๆพอรู้ว่าแมนสรวงไม่ได้จับมือตน ก็ตกใจสะบัดหลุดถอยหนีอย่างหวาดกลัว พีระรู้ตัวเลยยืนเซ็ง

ที่ท่าน้ำวัด เมสินีปล่อยปลาเก้าสิบเก้าถัง ปล่อยนกเก้าสิบเก้ากรง หอยเก้าสิบเก้าถุง เต่าเก้าสิบเก้าตัว บอกน้ำมนต์ที่มองทึ่งว่า

“ฉันอยากทำบุญเยอะๆบุญกุศลจะได้มากพอที่จะทำให้สามีของฉันมีความสุข เธอรู้ใช่ไหมว่าสามีของฉันคือคุณธีระศิลป์ ผู้ก่อตั้งสถานีพราวด์” น้ำมนต์บอกว่าเอมี่เคยบอกว่าคุณธีระศิลป์ประสบอุบัติเหตุ เมสินีร้องให้สะอึกสะอื้นขึ้นอีก ยุทธรีบส่งทิชชูให้บอกน้ำมนต์ว่าคุณเมรักท่านมากจริงๆ เมสินีกลั้นสะอื้นพูดต่อว่า

“ฉันอยากให้คุณธีมีความสุข ถ้าพอจะมีบุญกุศลอะไรเหลือ ก็ขอให้ชาติหน้าเราได้กลับมารักกันอีก แล้วถ้ายังพอมีเหลืออีก ก็หวังว่ามันจะทำให้ลูกชายคุณธีเข้าใจฉันบ้าง”

พีระร้อนใจ แมนสรวงเลยพามาที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหยิบโทรศัพท์ยื่นให้เขาโทร.หาน้ำมนต์เอง น้ำมนต์เดินเลี่ยงไปรับสาย พีระบอกให้เธอห่างจากเมสินีให้มาก ถามว่าตอนนี้เธออยู่ไหน น้ำมนต์ไม่บอก แต่พอพีระอ้อนวอนให้บอกตนจะได้ไม่ต้องห่วง พอน้ำมนต์บอกพีระพึมพำว่าไม่ไกลตนจะรีบไปเดี๋ยวนี้

พอน้ำมนต์กลับไปหาเมสินีเธอชวนกลับกันเลยไหม เมสินีบอกว่าตนยังมีเรื่องอยากถามเธออีก แล้วถามว่าเธอรู้จักนายพีทใช่ไหม น้ำมนต์งงๆ ยุทธจึงเอารูปพีระให้ดู ดักคอว่า “ถ้าเธอไม่รู้จัก เธอคงไม่ตามหาคุณพีทใช่ไหม”

น้ำมนต์บอกว่ารู้จัก ถามว่าแล้วยังไงหรือ เมสินีบีบน้ำตาบอกว่า อยากรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนจะได้ปรับความเข้าใจกัน

ทันใดนั้นมีมอเตอร์ไซค์ 4-5 คันแล่นเข้ามาเบิ้ลเครื่องเสียงกระหึ่ม พวกมอเตอร์ไซค์พากันตะโกนว่า

“ยัยแม่เลี้ยงใจร้าย”... “อย่าหวังว่าจะได้สมบัติของพราวด์ดิจิตัล!!”... “วันนี้แกเละแน่ พวกเราลุย!!”

ยุทธโวยวายว่าพีทส่งมาใช่ไหม บอกเมสินีให้รีบหนีไปที่รถก่อน ยุทธเลยถูกพวกมอเตอร์ไซค์ล็อกไว้

เมสินีกับน้ำมนต์วิ่งไปที่รถ ถูกมอเตอร์ไซค์บางคันไล่ตาม จับเมสินีไว้ได้ เมสินีทำเป็นเสียสละบอกว่าจะทำอะไรตนก็ทำแต่ให้ปล่อยเด็กไป

“เราไม่ทำเด็กอยู่แล้ว เป้าหมายเดียวที่เราได้รับคำสั่งมาก็คือแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างแก!” แล้วพวกมันก็ชักมีดออกมา น้ำมนต์เข้าไปช่วยเมสินี พอดียุทธตะโกนขึ้นว่า ตำรวจมา พวกมอเตอร์ไซค์เลยพากันหนีไป

“ฝีมือนายพีท เธอเห็นแล้วใช่ไหมว่านายพีทเกลียดฉันแค่ไหน” เมสินีร้องไห้บอกน้ำมนต์ พอน้ำมนต์ถามว่าคนพวกนี้พีระส่งมาจริงๆหรือ เมสินีพูดพลางสะอื้นว่า “วันก่อนเขายังไปดักฉันที่หน้าบ้านอยู่เลย”

น้ำมนต์รู้สึกแปลกๆ ขอให้เมสินีเล่าเรื่องพีระให้ฟัง เมสินีเล่าว่าพอตนแต่งงานกับธีระศิลป์ก็พยายามเป็นแม่เลี้ยงที่ดี ให้ความรัก ความเอาใจใส่พีทเหมือนแม่แท้ๆ แต่เขาไม่ยอมรับตน

แล้วเธอก็เล่าความร้ายกาจของพีระให้ฟัง นับแต่อาละวาดขว้างปาข้าวของใส่ เอาเสื้อผ้าของตนไปเผา ชี้ให้หมาตัวโตเห่าและจะไล่กัด เล่าแล้วเมสินีร้องไห้สะอึกสะอื้นบอกน้ำมนต์ว่า

“ฉันอดทนอดกลั้นไม่บอกเรื่องนี้กับใคร โดยเฉพาะคุณธี แต่สุดท้ายคุณธีก็รู้” ยุทธพูดแทรกขึ้นว่าตนทนไม่ได้ที่คนดีๆต้องถูกทำร้ายเลยบอกคุณธีเอง “คุณธีเลยจับตัวนายพีทส่งโรงพยาบาล ผลปรากฏว่านายพีทเป็นโรคจิต”

ยุทธช่วยเสริมว่าคุณธีไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าวจึงตัดสินใจส่งคุณพีทไปเรียนเมืองนอกและไม่ให้กลับเมืองไทยอีก

“แต่ฉันรู้ว่าตอนนี้เขากลับมาแล้ว และกำลังหลบซ่อนตัวที่ไหนอยู่ น้ำมนต์...ฉันอยากปรับความเข้าใจกับเขา ถ้าเธอรู้เรื่องที่อยู่นายพีท บอกฉันได้ไหม”

“อย่าบอก ผู้หญิงคนนี้ไว้ใจไม่ได้” พีระย้ำกับน้ำมนต์

น้ำมนต์ชวนเมสินีไปนั่งคุยกันในรถดีกว่า พีระตามไป พลันก็ผงะเพราะผ้ายันต์ใส่กรอบที่ห้อยไว้หน้ารถกำลังเปล่งแสงวาบ...วาบ พีระได้แต่มองรถของเมสินีที่ขับออกไปภาวนาขอให้น้ำมนต์อย่าไว้ใจผู้หญิงคนนี้

ooooooo

พอกลับถึงบ้าน พีระถามทันทีว่าเธอบอกอะไรเมสินีไปบ้างเล่ามาให้หมด น้ำมนต์มองหน้าเขาถามว่า

“นายเป็นคนยังไง ตอนมีชีวิตอยู่นายนิสัยยังไง กะล่อน กวนประสาทแบบตอนนี้ หรือจริงๆแล้วไม่ใช่เลย ตรงกันข้ามทุกอย่าง” พีระถามว่าเมสินีพูดอะไรบ้าง “พวกเขาพูดหลายอย่าง แต่ไม่ต้องห่วง ฉันมีวิจารณญาณ ฉันไม่ให้คุณเมสินีหลอกได้หรอก”

น้ำมนต์นึกถึงตอนที่นั่งรถมากับเมสินีมาถึงสถานีพราวด์ เมสินีถามว่าจะบอกได้หรือยังว่านายพีทอยู่ที่ไหน เธอบอกว่าไม่ทราบ ตนถึงต้องเอารูปของเขาไปเที่ยวตามหาตัวอย่างที่เห็น

“โกหก!” ยุทธโพล่งออกมาอย่างฉุนเฉียว น้ำมนต์ยืนยันว่าตนพูดความจริงทำไมถึงหาว่าโกหก เมสินีใช้ไม้อ่อนหว่านล้อมว่า

“ถ้าเธอยืนยันว่าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้เมื่อไหร่ สัญญาได้ไหมว่าจะบอกฉัน”

น้ำมนต์รับคำ เมสินียิ้มกลบเกลื่อนในขณะที่ยุทธท่าทางฮึดฮัดขัดใจ

แล้วน้ำมนต์ก็เล่าให้พีระฟังว่า เมสินีบอกว่าไม่กี่วันก่อนยังเจอเขาไปดักรอที่หน้าบ้าน พีระอยากขำแต่หัวเราะไม่ออกถามว่า เขาเห็นได้ยังไงว่าตนไปดักรอที่หน้าบ้าน น้ำมนต์เลยบอกว่าฟังเมสินีเล่าเรื่องเขาแล้วรู้สึกแปลกๆ ตนเลยไม่ได้บอกอะไรไป

“คุณฉลาดสมเป็นแฟนผมเลย” พีระดีใจโอบไหล่น้ำมนต์ เธอไล่ตีถามว่าใครอนุญาตให้มาโอบตน พีระจับตัวเธอไว้ มองหน้าอย่างใกล้ชิด “ขอบคุณนะที่คุณเชื่อใจผม ตอนนี้ผมรู้เรื่องของผมเองมากขึ้นแล้ว อีกไม่นานผมต้องตามหาร่างเจอ ชีวิตผมเป็นหนี้บุญคุณคุณนะ”

น้ำมนต์บอกว่ายังหาไม่เจออย่าเพิ่งขอบใจ พีระบอกว่ากลัวไม่มีโอกาสบอก เธอตีเขาปราม “บ้า...อย่าพูดอย่างนี้อีก”

คืนนี้ยุทธไปจอดรถซุ่มดูการเคลื่อนไหวของน้ำมนต์ เห็นน้ำมนต์ไล่ตีอากาศอยู่คนเดียวก็คิดว่าคงตียุง พอเมสินีโทร.มาถาม จึงรายงานว่า “ไม่มีอะไรผิดปกติเลยครับ ตั้งแต่กลับมาน้ำมนต์ก็ไม่ได้โทร.หาใครและไม่มีวี่แววว่าจะออกจากบ้านไปหาคุณพีท”

“จับตามันเอาไว้ ถ้ามันรู้จักนายพีทจริง ฉันมั่นใจว่ามันต้องติดต่อนายพีทแน่” เมสินีสั่งอยู่ที่บ้าน พอวางสายก็พึมพำ “นายพีท ฉันจะต้องหาแกให้เจอ จะไม่ปล่อยให้แกอยู่เป็นเสี้ยนหนามของชีวิตฉัน!”

ooooooo

คุณผีที่รัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด