ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

กลกิโมโน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: “เบิร์ด” ธงไชย ประกบ “ชมพู่ อารยา” ในละครฟอร์มยักษ์ “กลกิโมโน”




ในตรอกแคบๆของเมืองสึกิเมื่อ 25 ปีก่อน ภายในร้านเหล้าเล็กๆ ชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนนักเขียนกำลังกระดกเหล้าที่เจ้าของร้านรินให้...หลังจากดื่มจนกรึ่ม นักเขียนก็พูดถึงตำนานปรัมปราที่เขาสนใจ ตระเวนบันทึกเรื่องราวของเทพเจ้านกกระเรียนกับเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอก

“มันก็แค่ตำนานที่เล่าต่อๆกันมาเท่านั้นเอง เรื่องรายละเอียดผมก็รู้ไม่ค่อยมากนักหรอก” เจ้าของร้านกล่าว ทันใดมีเสียงแทรกขัดขึ้นมา

“แต่ถ้าคุณอยากฟัง...ผมก็พอจะเล่าให้ฟังได้”

ทั้งสองชะงักหันมองต้นเสียง เป็นชายหนุ่มในชุดกิโมโนสีขาว ใบหน้าผุดผ่อง บุคลิกสุขุม นั่งดื่มชาอยู่มุมหนึ่งในร้าน...นักเขียนรีบบอกว่าอยากฟัง ตนมาเมืองสึกิก็เพื่อจะฟังเรื่องนี้

ชายหนุ่มลึกลับนั่งตามลำพังกับนักเขียนและเริ่มเกริ่น “ตำนานหรือเรื่องเล่าปรัมปราหลายคนอาจจะฟังแล้วคิดว่ามันแค่เรื่องแต่งที่สมมติขึ้นมา และหาความจริงไม่ได้ แต่ใครจะรู้ได้ล่ะว่าเรื่องเล่าที่ฟังกันมาปากต่อปาก เรื่องไหนคือเรื่องจริง เรื่องไหนคือเรื่องเท็จ”

“ก็ถ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์และเป็นต้นเรื่องมีอายุอยู่ถึงปัจจุบัน เขาคนนั้นนั่นแหละที่จะยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริง” นักเขียนกล่าว

ชายหนุ่มยิ้มรับ “นั่นสิ ใครจะมีอายุยืนได้ขนาดนั้น เรื่องเทพเจ้านกกระเรียนกับเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกของเมืองสึกิก็เลยเป็นเพียงแค่ตำนานที่เรื่องมีอยู่ว่า...”

ภาพอดีตที่ผ่านมา 400 ปีก่อนผุดขึ้น...เทพเจ้านกกระเรียนมีคนรักคือเทพธิดาดาวเดือนเจ็ด ชื่อของเธอคือ เมียวโจ โอจิน...เทพเจ้านกกระเรียนนั่งเล่นเครื่องดนตรีโกโตะ ตรงอุโมงค์ต้นวีสทีเรีย เสียงเพลงของเขาไพเราะกังวานก้องไปทั่วแดนสวรรค์ ชุดกิโมโนที่เขาใส่เป็นสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายนกกระเรียนสีทอง ส่วนเมียวโจอยู่ในชุดกิโมโนสีทองสวยงามอลังการ ใบหน้าเธอผัดแป้งขาวริมฝีปากแดงสด ปักปิ่นประดับผมเป็นช่อดอกวิสทีเรีย ดวงตาของทั้งสองเป็นสีเขียวแสดงถึงความเป็นเทพเจ้า ทั้งสองมีความรักที่มั่นคงต่อกัน

“แต่เพราะภารกิจที่เทพเจ้านกกระเรียนต้องลงไปเพื่อมอบเสียงเพลง มอบความสุขให้มวลมนุษย์ ทำให้ทั้งสองต้องเลื่อนการแต่งงานออกไป...” เสียงชายหนุ่มเล่า

ทั้งสองร่ำลาส่งผ่านความรักอันแสนอบอุ่นต่อกัน เมียวโจกระซิบข้างหูโฮชิคนรักว่า เมื่อไหร่ที่เราอยู่ห่างกันก็ขอให้จำไว้ว่าเธอจะฟังเพลงของเราอยู่ข้างๆเขา โฮชิขอ ให้เมียวโจรอวันที่จะกลับมาแต่งงานกัน ทั้งสองสวมกอดสัญญาต่อกัน

และแล้วหมู่บ้านในเมืองสึกิก็ถูกพายุหิมะโหม กระหน่ำอย่างรุนแรง เหตุเพราะเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกได้หลงรักเทพธิดาดาวเดือนเจ็ดเช่นกัน จึงเกิดความริษยา และโกรธที่มนุษย์ชื่นชมเทพเจ้านกกระเรียนมากกว่า จนลืมเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกที่เคยมอบความอุดมสมบูรณ์ให้แก่มนุษย์

เทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกได้เผชิญหน้ากับเทพเจ้านกกระเรียนและเกิดการต่อสู้กันดุเดือด เทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้...พอใกล้เวลาประตูสวรรค์จะปิด เทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกใช้เวทมนตร์ปลุกนางปีศาจหิมะขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้เทพเจ้านกกระเรียนกลับสวรรค์ได้ทัน เหตุการณ์กลับบานปลาย เมื่อนางปีศาจเกิดไปหลงรักเทพเจ้านกกระเรียนแต่เขาไม่สนใจทำให้นางปีศาจโกรธแค้น สร้างพายุหิมะถล่มเมืองจนชาวบ้านล้มตายเกลื่อนกลาด

ความตายของชาวบ้านทำให้เทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกรู้สึกผิด จึงลงโทษนางปีศาจหิมะ แต่ในที่สุดก็ลงเอยด้วยการสูญสลายไปด้วยกันทั้งคู่...เทพเจ้านกกระเรียนแม้จะบาดเจ็บก็ได้ช่วยชีวิตฮานะลูกสาวท่านโชกุนไว้ได้ ชาวบ้านที่รอดตายต่างก้มลงกราบไหว้เขาด้วยความศรัทธา

“ขอโทษด้วยทุกคน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่นี่ ฉันมีส่วนต้องรับผิดชอบ” เทพเจ้านกกระเรียนเห็นแววตาเจ็บปวดของชาวบ้าน

“แต่ประตูสวรรค์กำลังจะปิด ถ้าท่านเทพเจ้าไม่รีบกลับไป...” ท่านโชกุนเป็นกังวลแทน

แสงสีทองอร่ามส่องเป็นทางลงมาจากท้องฟ้า แสดงถึงเวลาที่ประตูสวรรค์ใกล้จะปิดลง ด้วยความห่วงใยมนุษย์ ทำให้เทพเจ้านกกระเรียนตัดสินใจไม่กลับ เขาเดินมาคุกเข่าที่ริมลำธาร ชักมีดพกออกมา ระลึกถึงเมียวโจคนรักก่อนจะใช้มีดกรีดที่ฝ่ามือตัวเองให้เลือดหยดลงไปในลำธาร ทันใดดวงตาสีเขียวของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนมนุษย์ทั่วไป ออร่าเทพเจ้าค่อยๆหม่นลง

“เทพเจ้านกกระเรียนกรีดเลือดผสมในธารน้ำ

ให้ชาวบ้านดื่มเพื่อช่วยให้หายจากโรคร้าย จึงทำให้เขาหมดสภาพของความเป็นเทพเจ้า กลายเป็นเพียงมนุษย์ที่ไม่มีวันตาย...ท่านโชกุนรู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละ จึง

ตอบแทนบุญคุณโดยขอให้อาศัยอยู่ในหอคอยของตระกูลและสัญญาว่าจะปกปิดความลับของเทพเจ้าตลอดไป แต่สวรรค์เบื้องบนยังเมตตา ถ้าชุดกิโมโนสวรรค์ที่เสียหายจากการต่อสู้กับเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกได้รับการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายให้สมบูรณ์จากขนนกกระเรียนทองคำ เทพเจ้าก็สามารถกลับสู่สวรรค์ได้ก่อนที่ประตูสวรรค์จะปิดภายใน 400 ปี”

เด็กหญิงฮานะซาบซึ้งกับความเสียสละของโฮชิ จึงจูงมือเขามาที่ห้องทอกิโมโน

“กิโมโนที่ท่านชายใส่มาจากสวรรค์เสียหายหมดแล้ว ตระกูลมิยาคาวะของหนูทอกิโมโนเก่งมาก หนูสัญญาจะทอผืนใหม่ให้เหมือนกับผืนเก่า ท่านชายจะได้ใส่กลับสวรรค์”

โชกุนตามเข้ามาอธิบายกับลูกสาวว่า ทอให้ เหมือนอย่างไรท่านชายก็ใส่กลับสวรรค์ไม่ได้ เด็กหญิงแปลกใจ โฮชิปลาบปลื้มจับมือเด็กน้อยมากุม

“เพราะกิโมโนชุดนั้นเป็นกิโมโนที่คนรักของฉันทอ และปักลวดลายนกกระเรียนทองคำขึ้นมาให้สำหรับฉันคนเดียวน่ะสิจ๊ะ...ฮานะจัง”

“แม้แต่ไหมที่ดีที่สุดของเราก็ยังใช้ทำกิโมโนไม่ได้เหรอคะ”

“ฉันจะใส่กิโมโนที่ฮานะจังทอให้ฉันนะ แต่ถ้าฉันจะกลับสวรรค์ได้ ก็คงต้องใช้วิธีเดียวกันกับที่เมียวโจใช้ขนนกกระเรียนทองคำจริงๆมาปั่นเป็นเส้นไหมปักลายลงบนกิโมโน”

ฮานะสัญญาจะหานกกระเรียนทองคำให้เจอ แล้วใช้ขนมันปักลายให้ได้ โฮชิแย้งว่ามันไม่ได้หาง่ายๆ แต่ฮานะยืนยันสัญญา ท่านโชกุนจึงคุกเข่าสัญญาเช่นกัน โฮชิยิ้มรับ

เสียงเล่าสรุป “นี่คือตำนานความรักของเทพเจ้าผู้อาภัพ เสียงเพลงของเขายังคงเรียกหาโอกาสที่จะได้กลับคืนสู่อ้อมกอดคนรักบนสรวงสวรรค์...อีกครั้ง”

นักเขียนฟังแล้วรู้สึกสงสาร ชายหนุ่มลุกขึ้นวางเงินค่าน้ำชาจะเดินจากไป นักเขียนรีบถาม “คุณจะกลับแล้วเหรอ ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”

“ผมก็แค่คนที่บังเอิญผ่านมาแล้วเล่าตำนานเทพเจ้านกกระเรียนให้คุณฟัง...อย่าลืมล่ะ เรื่องที่คุณรับปากผมไว้ ตีพิมพ์ตำนานเรื่องนี้ให้เป็นที่รู้จัก” ชายหนุ่มก้มหัวเดินจากไป

ooooooo

บนหอคอยคฤหาสน์มิยาคาวะ โฮชิยืนแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้า พลันมีดาวหางพุ่งผ่าน แววตาเขาเป็นประกายทันที เกิดลางสังหรณ์จะได้พบเมียวโจคนรัก

ขณะเดียวกันในชนบทบ้านของสุรินทร์ สุรินทร์เดินกระวนกระวายรอภรรยาที่กำลังจะให้กำเนิดบุตร พลันเห็นดาวหางพุ่งผ่านพร้อมกับเสียงอุแว้ๆดังออกมา เขาตื่นเต้นดีใจ หมอตำแยที่มาทำคลอดอุ้มเด็กน้อยออกมาให้ และบอกว่าเป็นเด็กหญิง แข็งแรงครบสามสิบสอง ถามจะตั้งชื่อว่าอะไร สุรินทร์แหงนหน้ามองฟ้า “คืนนี้ดาวเต็มฟ้า ส่องแสงประกายสวยงามเหมือนกับลูกสาวของพ่อ พ่อจะเรียกลูกว่า...รินดารา”...

12 ปีผ่านไป รินดาราเติบโตเป็นเด็กสาวน่ารัก เดินตามแม่ดวงดาวไปตลาด เธอมีความสามารถพิเศษ ฟังเสียงสัตว์คุยได้ เธออึดอัดใจที่ปลาและกบในกะละมังส่งเสียงขอให้ช่วยปล่อยพวกมัน จึงบอกแม่ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดได้ยินมองรินดาราเป็นตัวประหลาด ดวงดาวห่วงลูกจึงจะพากลับ รินดาราทนไม่ไหววิ่งไปเทกะละมังปล่อยปลาและกบออกหมด เกิดความโกลาหลในตลาด เสียงพ่อค้าแม่ค้าด่าขรม เด็กสาวตกใจกลัว

กลับมาบ้าน รินดาราพยายามบอกแม่ว่าสัตว์เหล่านั้นขอให้ช่วย และทุกครั้งที่ตนได้ยินเสียงสัตว์คุยกัน ปานที่หลังไหล่ตนจะเต้นตุบๆ ดวงดาวเปิดเสื้อลูกเห็นปานแดงเล็กๆรูปดวงดาว

“แม่รู้ว่าหนูเป็นเด็กฉลาดและเป็นเด็กดี ไม่ว่าหนูจะทำอะไรแม่เชื่อว่าหนูต้องมีเหตุผลเสมอ สำหรับเรื่องนี้แม่อยากให้เก็บเป็นความลับของเราสองคนแม่ลูก สัญญากันนะ”

รินดาราเกี่ยวก้อยสัญญากับแม่...ดวงดาวรู้ว่าลูกชอบนิทานญี่ปุ่นจึงมักจะซื้อหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอน และเรื่องที่เธอโปรดปรานก็คือเรื่องเทพเจ้านกกระเรียนกับเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอก จนรินดาราตั้งปณิธานว่าจะต้องไปเมืองสึกิให้ได้

และแล้วความฝันก็เป็นจริง รินดาราสอบชิงทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นได้ พ่อกับแม่รวบรวมเงินให้ลูกไว้ติดตัว จะได้ไม่ต้องไปทำงานหนักหาเงินเพิ่มเพื่อไปเที่ยวเมืองสึกิ แต่เธอไม่ขอรับเพราะเป็นห่วงน้องๆอีกสองคน

ooooooo

อาคิระ มิยาคาวะ ทายาทหนุ่มรุ่นปัจจุบันของตระกูลมิยาคาวะ กำลังฝึกซ้อมเคนโด้อย่างหนักหน่วง... อายูมิ เด็กสาววัยสิบขวบเดินเข้ามาปรบมือ “คุณอาของอายูมิเก่งที่สุดเลยค่ะ เย้ๆรับรองเลยค่ะว่า แข่งคราวนี้คุณอาจะต้องได้ถ้วยแชมป์มาแน่นอน”

“แล้วถ้าอาเกิดแพ้ไม่ได้แชมป์ล่ะ อย่าลืมนะว่าคู่แข่งอามีแต่คนเก่งๆทั้งนั้น”

อายูมิทำหน้าคิด ก่อนจะกล่าวว่า ถ้าแพ้กลับมาตนมีรางวัลปลอบใจ อาคิระเดินเข้ามาใกล้ทำท่าอยากรู้ว่ารางวัลอะไร กระเซ้าแค่หอมแก้มไม่เอาเพราะตนขโมยหอมอยู่ทุกวัน อายูมิยิ้มร่า

“แหม...รับรองค่ะว่าต้องชื่นใจกว่าหอมแก้ม

อายูมิแน่นอน แต่รางวัลสำหรับคนแพ้ อายูมิไม่อยากให้เท่าไหร่หรอก เพราะคุณอาต้องชนะเอาถ้วยแชมป์มาให้อายูมิ สัญญานะคะ” อายูมิชูนิ้วก้อยให้เกี่ยวสัญญา สองอาหลานหัวเราะเสียงดัง

อากิฮาระพี่ชายของอาคิระเดินเข้ามาทัก “อายูมิจัง ...มาอยู่นี่เอง พ่อว่ากวนคุณอาพอแค่นี้ได้แล้วนะ เดี๋ยวคุณอาเขาต้องรีบไปขึ้นรถแล้ว”

“อ้าว...เราไม่ได้ไปพร้อมกันเหรอครับพี่”

“โทษทีนะอาคิระ มีงานด่วนที่โรงงานทอผ้าของเรา พี่ต้องเข้าไปเคลียร์ก่อนแล้วจะตามไปเชียร์เราทีหลัง”

อายูมิขอไปพร้อมอาคิระ แต่อากิฮาระเห็นว่าจะทำให้พะวงเสียสมาธิ อายูมิจึงขอให้อารับปากจะเอาถ้วยรางวัลมาให้ได้ สองอาหลานสวมกอดกันอย่างสนิทสนม

ขณะเดียวกันที่มหาวิทยาลัย รินดาราก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์หางานพิเศษทำ พลันได้ยินเสียงประหลาดก็เหลียวมอง เห็นแมวผอมโซจ้องอยู่ เพื่อนเห็นท่าทีแปลกๆ ถามว่าเป็นอะไรถึงจ้องแมวตัวนั้น เร่งให้รีบหางานพิเศษทำเอาเงินมาจ่ายค่าเช่าห้อง เธอบ่น โทร.ไปมีแต่ให้รอหรือไม่ก็ตำแหน่งเต็ม

“งั้นเอาอย่างนี้ไหม ไหนๆวันนี้เธอก็ว่าง ไปรับจ๊อบพิเศษงานนี้แล้วกัน เงินน้อยหน่อยแต่ดีกว่าไม่มี

รายได้เข้าเลย” เพื่อนยื่นโปสเตอร์การแข่งขันเคนโด้ระดับมหาวิทยาลัยให้ดู “วันนี้มีแข่งเคนโด้แบ่งสาย เขากำลังอยากได้อาสาสมัครไปช่วยทำงานธุรการ ถ้าสนใจก็รีบไปลงชื่อเลย”

รินดารารับโปสเตอร์มาอ่าน ขณะที่เพื่อนแยกไปเข้าเรียน แมวจรจัดส่งเสียงมาอีก ขอให้ช่วยหาของกินให้ เธอทำทีไม่สนใจลุกหนีเพราะไม่อยากให้ใครผิดสังเกต

ระหว่างนั้นอาคิระกำลังฟาดฟันกับการแข่งขันชนะผ่านเข้ารอบแรกไปได้ แต่แล้วได้ยินเสียงเยาะหยัน “เพลงดาบของตระกูลมิยาคาวะดูยังไงก็เหมือนท่าฟ้อนรำมากกว่าท่าต่อสู้นะ”

อาคิระชะงักหันมอง เห็นฮิเดโนริจากตระกูลโคสึกะคู่ปรับสำคัญของตระกูลตนที่มีประวัติเป็นอริกันมายาวนาน สีหน้าฮิเดโนริยียวนอยู่ในชุดแข่งเคนโด้เช่นกัน

“เป็นอะไร ตกใจเหรอที่เห็นคนจากตระกูลโคสึกะเข้าร่วมการแข่งวันนี้ด้วย”

อาคิระย้อนถามทำไมต้องตกใจ ฮิเดโนริหาว่ากลัวแพ้ อาคิระโต้ “แพ้ชนะต้องตัดสินกันด้วยฝีมือเพลงดาบบนเวทีแข่ง ไม่ใช่เพลงฝีปากที่โอ้อวดเอาเองหรอก...ฮิเดซัง”

“ได้...ถ้าแกไม่ถอดใจกลัวความพ่ายแพ้จนขอถอนตัวออกไปเอง เพลงดาบของตระกูลโคสึกะก็จะสั่งสอนพวกมิยาคาวะให้รู้กันซะทีว่ามีดีก็แค่ทอผ้ากิโมโนเท่านั้น” ฮิเดโนริจ้องเขม็งก่อนจะเดินกระแทกไหล่อาคิระไปรวมกับทีมของตัวเอง

อาคิระมองตามกัดฟันกรอด...ไม่นานอายูมิโทร.เข้ามาถามข่าวคราว พอรู้ว่าอาคิระผ่านเข้ารอบแรกไปได้แล้วก็ดีใจร้องเย้ลั่นรถ บอกซาโต้คนขับรถให้เร่งความเร็วขึ้นจะไปเชียร์อาคิระ

บนถนนสองข้างทางเป็นหุบเขา รถของอากิฮาระแล่นผ่านไป ปรากฏร่างผีเด็กชายตัวเล็กๆ ผมสั้นในชุดยูกาตะสีน้ำเงิน ใบหน้าขาวซีด ดวงตาดำสนิทแสยะยิ้มปนเสียงหัวเราะเล็กแหลมชวนขนลุก

เสียงคำสั่งของฮิเดโนริ “แกไปจัดการยังไงก็ได้ให้พวกมิยาคาวะต้องอยู่กับความเจ็บปวดไปตลอดชั่วลูก ชั่วหลาน...ไป”

ooooooo

ช่วงพักกลางวัน อาคิระมองกล่องอาหารตรงหน้า คุยโทรศัพท์กับอายูมิอย่างชื่นชมที่ลงมือทำอาหารกล่องให้ อายูมิบ่นว่าย่างปลาไหม้ไปหลายตัวกว่าจะสำเร็จ เขาต้องทานให้หมด อากิฮาระบอกให้ลูกสาววางสาย อาคิระจะได้รีบทานอาหารเพื่อไปแข่งขันต่อ

ซาโต้คนขับรถอมยิ้มมองผ่านกระจกหลัง ต้องตกใจเมื่อเห็นผีเด็กนั่งกอดเข่าระหว่างกลางเจ้านายทั้งสอง ถึงกับทำให้รถเป๋ไปนิดหนึ่ง ซาโต้ใจคอไม่ดีแต่ไม่กล้าบอกเจ้านาย

อาคิระวางสายจากอายูมิ หันกลับมาปรากฏว่าปลาย่างหายไปจากกล่องอาหาร มองรอบๆ เห็นแมวคาบวิ่งไป...ระหว่างนั้นรินดารากำลังแบกคูลเลอร์น้ำอย่างหนักมาวาง เห็นแมวกัดกินปลาอย่างเอร็ดอร่อยก็เข้ามาอุ้ม

“มาอยู่นี่เอง แล้วนั่นไปเอาปลาย่างมาจากไหน ขโมยเขามาใช่ไหม ทำไมทำอย่างนี้ล่ะ ก็ฉันบอกแล้วไงว่าเสร็จงานแล้วจะไปซื้อปลามาให้กิน ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ คนเขาถึงเอานิสัยเธอไปเปรียบเทียบว่าเป็นแมวขโมย ทีหลังอย่าทำอีกนะ...รู้ไหม”

เสียงอาคิระตำหนิ “เธอนี่เองเจ้าของแมวขโมย ไม่ต้องมาปฏิเสธก็คุยจ๊ะจ๋ากับแมวอยู่เนี่ย”

รินดาราสวนว่าตนกำลังสั่งสอนไม่ให้ลักขโมย อาคิระหัวเราะขำขัน หญิงสาวชะงักที่เผลอพูดออกไป ชายหนุ่มหาว่าเธอบ้า รินดาราฉุนจัดตอบโต้ไปว่า

“นายนั่นแหละบ้า ก็แค่ปลาย่างตัวเดียว เดี๋ยวฉันชดใช้ค่าเสียหายให้เอง”

“ผมไม่ได้อยากได้เงิน แค่คำขอโทษก็พอแล้ว”

รินดาราชักสีหน้าไม่พอใจ อาคิระถือว่าไม่ขอโทษแสดงว่าเธอสติไม่ดีจะไม่ถือสา หญิงสาวเจ็บใจกัดฟันกล่าวขอโทษ ชายหนุ่มยืดอกอย่างพอใจก่อนจะเดินเชิดออกไป

ในขณะที่โฮชิกำลังวาดภาพเมียวโจคนรักในชุดกิโมโนถือร่มอยู่ใต้ซุ้มอุโมงค์วิสทีเรีย เขาหลับตาจินตนาการเห็นตัวเองในชุดสูทแบบคนธรรมดายืนอยู่ใต้ซุ้มวิสทีเรีย พอจะเอื้อมมือไปจับดอกไม้ ได้ยินเสียงเมียวโจเรียก เขาชะงักหันมอง กลับเห็นหญิงสาวในชุดกิโมโนหน้าตาคล้ายเมียวโจยืนกางร่มอยู่ท่ามกลางดงดอกวิสทีเรีย ส่งเสียงหวานใส

“โฮชิ...ฉันดีใจที่เธอยังมองหาฉัน ท่ามกลางดวงดาวบนท้องฟ้า”

โฮชิลืมตาขึ้นมาปรากฏว่ามีกลีบดอกวิสทีเรียร่วงหล่นบนพื้นห้อง เขาแปลกใจรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที

ขณะเดียวกัน ซาโต้คนขับรถของอากิฮาระได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็ก จึงเอ่ยถามอายูมิว่าเบื่อหรือถึงร้องเพลง เธอปฏิเสธไม่ได้ร้อง อากิฮาระก็ยืนยันว่าลูกสาวไม่ได้ร้องเพลง...พลันมีมือเอื้อมมาจับมือซาโต้ เขาหันมองเห็นผีเด็กชายหน้าตาน่ากลัวแสยะยิ้มก็ตกใจร้องลั่น

ส่งผลให้รถส่ายสะบัดพุ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่ ควันจากห้องเครื่อง โขมงไปทั่ว ซาโต้และอากิฮาระเลือดท่วมตัวตายคาที่ เสียงอายูมิร้องครวญครางเรียกหาอาคิระให้ช่วยตนด้วย

โฮชิวิ่งเข้ามาในคฤหาสน์ มิกิ มิยาคาวะ หญิงชราวัยหกสิบปลายๆ กำลังจัดแต่งดอกไม้ใส่แจกันสะดุ้ง หันมาถามเสียงหลง

“ท่านชาย! นี่ท่านชายลงมาทำไมคะ แล้วมีใครเห็นท่านชายรึเปล่า”

โฮชิชูกลีบวิสทีเรียให้ดู มิกิแปลกใจเพราะที่บ้านไม่ได้ปลูกต้นไม้ชนิดนี้ โฮชิบอกเป็นสัญญาณที่ตนได้จากเมียวโจ มันยืนยันเรื่องลางสังหรณ์ของตนว่าเธอกำลังมาช่วย มิกิพลอยดีใจไปด้วย ทันใดเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น โฮชิให้เธอรีบไปรับสายด้วยตัวเอง เธอมองอย่างสงสัย

จากนั้นมิกิก็ทรุดลงน้ำตาไหลรินเมื่อรับทราบข่าวร้ายจากทางโรงพยาบาล โฮชิบีบไหล่ปลอบมิกิที่คร่ำครวญทั้งน้ำตา

“ท่าน...ท่านชาย หลานชายของดิฉันประสบอุบัติเหตุ เขาจากไปแล้ว ฮือๆๆ ตอนนี้คนในตระกูลของดิฉันแทบจะไม่เหลือใครอีกแล้ว”

โฮชิโน้มศีรษะลงจนหน้าผากจดพื้น แสดงความ รู้สึกผิด “ยกโทษให้ฉันด้วยเถอะมิกิ”

“ท่านชาย! ท่านชายทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ”

“ลางสังหรณ์ของฉันควรจะเตือนอะไรได้บ้าง แต่เพราะฉันมัวแต่คิดถึงเรื่องตัวเอง”

มิกิส่ายหน้าไม่ใช่ แต่โฮชิยืนกรานเป็นเพราะตน ตระกูลมิยาคาวะถึงต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้ มิกิสะอื้นก้มหัวติดพื้นแสดงความรู้สึกกลับต่อท่านชาย

ooooooo

ในโรงยิม เป็นรอบที่ฮิเดโนริต่อสู้กับคู่แข่ง แต่สายตาเขามองอาคิระอย่างท้าทายจนโค้ชบีบไหล่เตือนให้อาคิระใจเย็น ต้องเจอกันแน่นอน

รินดารายังหงุดหงิดกับการกระทำของอาคิระอยู่ พอดีมีสตาฟฟ์เอากระดาษมาวานให้ไปส่งให้นักกีฬาเป็นเรื่องด่วนจากทางบ้าน เธอเห็นว่าเป็นอาคิระก็จะปฏิเสธ แต่พออ่านข้อความในกระดาษโน้ตว่าพี่ชายเสียชีวิตแล้ว รีบกลับบ้านด่วน เธอตกใจ ค่อยๆเดินออกไป

อาคิระกำลังทำสมาธิอยู่ พอลืมตาเห็นรินดารายื่นกระดาษให้อ่านข้อความก็ตกใจโวยลั่น

“นี่เล่นบ้าๆอะไรของเธอ คิดจะหาเรื่องฉันแบบนี้มันไม่ต่ำทรามไปหน่อยเหรอ”

“ฉันเปล่านะคุณ บ้านคุณแจ้งมาอย่างนี้จริงๆ ปล่อยฉันนะ ฉันเจ็บ”

อาคิระปล่อยมือที่บีบไหล่เธออย่างลืมตัว รินดาราแสดงความเสียใจด้วย เขายังไม่เชื่อวิ่งออกไปจนคนอื่นๆ ตกใจ ฮิเดโนริมองตามแอบยิ้มร้ายก่อนจะตามไปขวางหน้าอาคิระ เยาะว่าคิดหนีการประลอง อาคิระเจ็บใจระคนเสียใจ บอกที่ถอนตัวจากการแข่งไม่ใช่เพราะกลัว...แล้วฉุกคิดตะคอกออกไป

“ฝีมือแกใช่ไหมฮิเดะ...ที่แท้แล้วพวกโคสึกะก็อยู่เบื้องหลังการตายของพี่ชายฉัน”

“หึๆๆ เอาอะไรมาพูดน่ะ ฉันก็อยู่ที่นี่กับแกก็เห็นอยู่ อย่ามาหาเรื่องป้ายสีตระกูลฉัน ไม่งั้นฉันจะไม่ปล่อยให้แกกลับไปเคารพศพพี่ชาย” ฮิเดโนริชี้ปลายดาบไม้เคนโด้ไปที่อาคิระอย่างท้าทาย อาคิระโกรธ โค้ชเข้ามาห้ามและให้เขากลับไปจัดการเรื่องที่บ้านก่อน ฮิเดโนริยิ้มมุมปาก

มาถึงโรงพยาบาล อาคิระพบมิกิในชุดกิโมโนสีดำยืนอยู่ข้างศพอากิฮาระ เธอให้เขาบอกลาพี่ชายและย้ำว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่อาคิระไม่เชื่อ

“ที่คนในตระกูลมิยาคาวะของเราต่างล้มหาย ตายจากไป ผมไม่เคยเชื่อว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุเลยสักครั้ง แต่เป็นฝีมือของพวก...”

“อาคิระ อย่าพูดในสิ่งที่เราพิสูจน์ไม่ได้...หลานจะได้บอกลาพี่ชายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้น ควรให้เขาจากไปอย่างหมดห่วง ย่าขอร้องนะอาคิระ”

คำท้วงติงของมิกิทำให้ชายหนุ่มข่มอารมณ์หันมาโค้งคำนับศพ

“ผมสัญญาครับพี่ชาย ผมจะดูแลทุกคนในตระกูลของเราให้ดีที่สุด โดยเฉพาะกับอายูมิ ผมจะปกป้องเธอด้วยชีวิตของผม...ลาก่อนครับ”

พยาบาลมาตามทั้งสองให้ไปพบคุณหมอ...หมอ

บอกอาการของอายูมิปลอดภัย บาดแผลตามร่างกายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่มีบางอย่างที่จะไม่เหมือนเดิม ให้มิกิเป็นคนอธิบายเอง อาคิระงงว่าหลานสาวเป็นอะไร

เมื่ออาคิระกับมิกิเข้ามาหาอายูมิในห้องพักฟื้น เธอยิ้มและเล่าว่าตอนแรกรู้สึกเจ็บแต่ตอนนี้ทนได้แล้ว

“ก็คุณอาสอนอายูมิเสมอไม่ใช่เหรอคะ ถึงจะเป็นเด็กผู้หญิงแต่ก็ห้ามอ่อนแอ ไม่งั้นก็จะโดนคนอื่นรังแกตลอดเวลา”

อาคิระปลื้มใจ แต่พอเด็กน้อยถามถึงพ่อ ทุกคนก็หน้าเจื่อน อาคิระค่อยๆบอกความจริงว่าพ่อเสียแล้ว อายูมิเสียใจมากพยายามจะลุกไปดู แต่ขาไม่มีเรี่ยวแรงยิ่งตกใจ

“ขา...ขาหนู...ทำไมขาหนูขยับไม่ได้คะคุณอา!”

“อายูมิ...หนูต้องนอนอยู่บนเตียงนี้ก่อนนะ หมอบอกว่าตอนนี้หนูยังเดินไม่ได้”

อายูมิฟูมฟายให้บอกหมอฉีดยาหรือทำอะไรก็ได้ให้ตนเดินไปหาพ่อได้ อาคิระดึงหลานสาวมากอดปลอบ น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอย่างสุดจะกลั้น มิกิมองสองอาหลานอย่างเวทนา

ooooooo

สามเดือนผ่านไป...โฮชิดีดโกโตะไล่เสียงโน้ตทีละตัวด้วยใบหน้านิ่งอยู่บนหอคอย อายูมิกอดรูปพ่อนอนร้องไห้กระซิกอยู่ลำพัง ส่วนอาคิระไล่เปิดแฟ้มเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานท่าทางเครียดที่ต้องมารับหน้าที่ดูแลงานในโรงงานทอผ้าแทนพี่ชาย

โฮชิจึงบรรเลงเพลงจังหวะเร็วสนุกสนาน ฟังแล้วสบายใจ จู่ๆก็เกิดแสงสีรุ้งพุ่งออกจากโกโตะม้วนตัวไปปกคลุมหลังคาคฤหาสน์มิยาคาวะ...อายูมิซึ่งกำลังนอนร้องไห้ ตะลึงเมื่อเห็นแสงสีรุ้งลอยเข้ามาม้วนตัวกลายเป็นสวนสนุกในห้องนอน เธอยิ้มออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจ ส่วนอาคิระที่นั่งกุมขมับไม่สนใจเสียงดนตรี แสงสีรุ้งจึงม้วนตัวเป็นลมพัดสมุดบนชั้นตกลงมา

เมื่ออาคิระได้ยินเสียงของตกจึงหันมอง ลำแสงได้มลายหายไปแล้ว เขาเห็นสมุดที่พื้นเล่มหนึ่งตกกางออกจึงหยิบมาอ่าน เป็นลายมือข้อความสุภาษิตญี่ปุ่น “มีทุกข์ก็ต้องมีสุข”

มิกิถือแก้วกาแฟเข้ามา ถามกำลังอ่านอะไร อาคิระตอบว่า

“คำสอนคุณพ่อครับ เขียนไว้ให้ผมนานแล้ว สมุดมันตกลงมา ผมก็เลยเจอ”

มิกินึกรู้ว่าเป็นฝีมือของท่านชายแน่นอน จึงยิ้มมองไปยังหอคอย อาคิระบ่นคิดถึงทุกคน มิกิปลอบ “ลูกอย่าลืมนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาคิระยังมีย่า มีอายูมิ มีท่านชายอยู่ข้างๆ”

อาคิระทำหน้าฉงน มิกิบอกว่าท่านชายรู้ว่าเขามีทุกข์ ท่านคอยปลอบใจพวกเรา มิกิมองไปยังสมุดในมืออาคิระอย่างไม่ตั้งใจ

“คุณย่ากำลังจะบอกผมว่าที่บังเอิญสมุดตกลงมาทำให้ผมเจอคำสอนของคุณพ่อ เป็นเพราะฝีมือท่านชายหรือครับ ถ้าท่านชายทำได้ก็คงไม่ใช่คนแล้วล่ะครับ” อาคิระพูดติดตลก

“เอาเป็นว่าถ้าอาคิระไม่สบายใจก็ปรึกษาท่านชายได้ เพราะท่านชายเคยมีความทุกข์อย่างหนักหนาสาหัสมาแล้ว และท่านก็รู้ดีว่าจะอยู่ร่วมกับทุกข์อย่างไรให้มีสุข”

อาคิระสงสัยว่าท่านชายเป็นทุกข์เรื่องอะไร มิกิไม่ตอบกลับมองไปยังหอคอย ขณะนั้น โฮชิกำลังบรรเลงโกโตะ ยิ้มอย่างอบอุ่นมองภาพวาดเมียวโจด้วยความคิดถึง แล้วก็ค่อยๆหลับตาลง เกิดภาพในจินตนาการ เสียงรถราจ้อกแจ้กจอแจ ตัวเขายืนอยู่กลางผู้คนขวักไขว่ แล้วมีลาง สังหรณ์บางอย่างทำให้เขาหันไปมองหญิงสาวคนหนึ่ง ที่หน้าตาเหมือนเมียวโจเดินผ่านไป

โฮชิรีบวิ่งตามจนแทบเกือบโดนรถชน เขาส่งเสียงเรียกเมียวโจดังลั่น...มิกิเลื่อนประตูเข้ามาถาม “มีอะไรเหรอคะท่านชาย ดิฉันได้ยินเสียงท่านชายดังออกไปที่ทางเดิน”

โฮชิลืมตาขึ้นมาบอกมิกิด้วยความดีใจว่า เจอเธอ แล้ว มิกิรู้ทันทีว่าหมายถึงเมียวโจคนรัก เขาพยักหน้ายิ้มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ooooooo

หน้าตู้เอทีเอ็ม รินดาราเช็กบัญชีพบว่าเงินเหลือเพียงน้อยนิด จึงเลี่ยงไม่ไปทานกลางวันกับเพื่อน อ้างต้องไปส่งงานอาจารย์...จากนั้นรินดาราถือแฟ้มงานมาที่ห้องทดลองซึ่งมีไฟสลัว เธอส่งเสียงขออนุญาตเข้าไปส่งงานอาจารย์เรียวโกะ ไม่มีเสียงตอบ

แต่พอรินดาราเดินเข้าไป ผ่านกล่องเหล็กขนาดใหญ่ที่วางอยู่สองฝั่ง มีเสียงกระทบหู เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่ปานรูปดาวตรงหลังไหล่จนแฟ้มหล่นจากมือ เสียงหนูตะเภาขอให้ช่วย เธอทำเป็นไม่ได้ยิน ทันใดก็มีสัตว์ใหญ่อีก หลายชนิดส่งเสียงขอให้เธอช่วย รินดาราทนไม่ไหวร้องลั่น

“หยุดพูดกันสักทีได้ไหม ฉันช่วยพวกเธอไม่ได้” รินดาราจะวิ่งหนีแต่ก็ทรุดลงปล่อยโฮ...

ด้านอายูมิพยายามจะเดินแต่กลับล้มลง เคโกะกับนานะ สาวใช้ต่างวัยที่คอยดูแลวิ่งมาประคองปลอบ อาคิระเข้ามาตำหนิทั้งสองที่ปล่อยให้อายูมิอยู่ตามลำพัง มิกิเข้ามาถามเอะอะอะไรกัน อาคิระไม่ตอบ อุ้มหลานสาวกลับเข้าห้อง พยายามหยอกล้อให้เธอหัวเราะเหมือนก่อน

พออายูมิหลับ อาคิระก็ออกมาเจอมิกิยืนรออยู่ เขาจึงขอให้มิกิกำชับเคโกะกับนานะอย่าคลาดสายตาจากอายูมิอีก เขาจะหานักกายภาพคนใหม่มาให้เธอ มิกิย้อนถามอีกกี่คนถึงจะพอใจ

“ก็แต่ละคนทำให้อายูมิร้องเจ็บ ผมกลัวว่าถ้าเธอขยาดกลัวการทำกายภาพขึ้นมาจะยิ่งแย่”

“แต่นั่นคือการที่อาคิระตามใจหลานมากเกินไป”

อาคิระยอมรับ เพราะเขาไม่ต้องการให้อายูมิเจ็บอีก มิกิว่าไม่มีใครอยากให้เจ็บ แต่ถ้ารู้จักเจ็บปวดบ้างเป็นครั้งคราวจะช่วยให้อายูมิดีขึ้น มีความอดทนเข้มแข็งมากขึ้น พลัน ไอ มิยาคาวะ สาวซื่ออายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาคิระวิ่งหืดหอบเข้ามารายงานว่ามีลูกค้าโวยวายที่โรงงานทอผ้า

อาคิระจึงรีบไปโรงงานกับไอ ลูกค้าหน้าตากวนๆ กำลังโวยว่าได้สั่งทอผ้ามาสามเดือนยังไม่เสร็จ อาคิระอึ้งไม่รู้ปัญหา ไอตอบว่าสามเดือนที่ผ่านมาเจ้าของโรงงานเพิ่งเสียชีวิต การสั่งซื้อเส้นไหมจึงสะดุด ลูกค้าสวนไม่ต้องการพูดกับลูกกระจ๊อก อาคิระไม่พอใจ

“ถึงผมกับไอจะไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่ไอก็ถือว่าเป็นญาติคนหนึ่งของผม กรุณาอย่าดูถูกเธอ”

ไอบอกอาคิระว่าไม่เป็นไร แล้วหันไปโค้งขอโทษ ลูกค้า รับรองจะทำออเดอร์ให้เสร็จโดยเร็ว แต่ลูกค้ากลับยียวนว่าโรงงานของตระกูลมิยาคาวะ อันดับหนึ่งของสึกิแสดงความรับผิดชอบได้เท่านี้เองหรือ อาคิระจึงถามว่าเขาต้องการให้ทำอย่างไร

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมยกเลิกออเดอร์ทั้งหมด อุตส่าห์ไม่ฟังคำเตือนว่าอย่าไว้ใจพวกมือใหม่ของมิยาคาวะ คงถึงคราวที่จะล่มจริงอย่างที่เขาว่าแล้วจริงๆ”

อาคิระกำมือแน่นอย่างไม่พอใจ ขึ้นเสียงถามใครคือผู้หวังดีเตือน ลูกค้ากลับยิ้มกวนทำให้อาคิระเดือดกระชากคอเสื้อเค้นถามจนรู้...เขาตรงดิ่งมาที่ศาลเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกทันที

ขณะนั้นตระกูลเรียวอิจิโดยการนำของไดซูเกะโคสึกะกำลังทำพิธีไหว้ศาลเทพเจ้าจิ้งจอก มีฮิเดโนริและอัตซุโอะยืนประกบซ้ายขวา อัตซุโอะเป็นลูกน้องที่จงรักภักดี รายล้อมด้วยเหล่าลูกสมุน ทุกคนกำลังสงบนิ่ง ทันใดเสียงรถของอาคิระขับเข้ามาอย่างแรงทำลายความสงบเงียบ ฮิเดโนริขยับจะลุก แต่ไดซูเกะปรามอย่าเสียมารยาทกับเทพเจ้า

อาคิระยืนมองอย่างเกลียดชัง “เทพเจ้าที่ปกป้องพวกใจสกปรก ใจก็คงสกปรกไม่ต่างกัน”

ฮิเดโนริทนไม่ไหวพุ่งเข้าประจันหน้าแต่กลับถูกอาคิระผลักไม่ทันตั้งตัวล้มไปชนเครื่องเซ่นไหว้หกระเนระนาด ลูกน้องกรูจะเอาเรื่อง ลูกน้องอาคิระเข้าปกป้อง ไดซูเกะคำนับศาลเจ้าก่อนจะหันไปปรามทุกคน แล้วถามอาคิระว่า มีธุระด่วนอะไรถึงกับรอให้ทำพิธีเสร็จก่อนไม่ได้

“พวกเรียวอิจิทำให้พี่อากิฮาระตายยังไม่พออีก ใช่ไหม ถึงต้องพูดให้ร้ายกับธุรกิจกิโมโนของฉัน ทำไมถึงยังไม่หยุดสักที”

“เราไม่หยุดหรือเธอไม่หยุดกันแน่ ถึงกล่าวหาเราโดยไม่มีหลักฐาน” ไดซูเกะย้อนถามอาคิระว่าพวกเขาต้องรู้อยู่แก่ใจ ไดซูเกะจึงถามว่าพวกตนทำการเกษตรส่งออก ไม่ได้ทำกิโมโน มีเหตุผลอะไรจะต้องไปใส่ร้าย อาคิระหาว่าพวกเรียวอิจิต้องการให้มิยาคาวะล่มจมแต่ไม่มีวันสำเร็จ ไดซูเกะเยาะ “ความประมาทเป็นบ่อเกิดของความหายนะนะหลานชาย”

“ผมพูดความจริง เทพเจ้าของเรียวอิจิยังถูกเทพเจ้าของมิยาคาวะทำลายสิ้นซาก แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ธรรมดา”

ฮิเดโนริเดือดขยับเข้าใส่ ไดซูเกะยกมือห้าม พอดีมีรถเก๋งสีดำแล่นเข้ามาจอด มิกิกับไอวิ่งเข้ามาดึงอาคิระไว้ ไดซูเกะก้มหัวทักทาย ไอสบตาฮิเดโนริด้วยแววตาเป็นประกายแล้วรีบหลบตา ฮิเดโนริหันมาบอกมิกิให้ช่วยสั่งสอนหลานชาย อย่ามาทำลายพิธีคนอื่น เพราะถ้าโดนทำกลับคืนบ้างมันจะเจ็บหนัก อาคิระฮึดฮัดจะเข้าใส่ มิกิรั้งไว้ดึงให้กลับ และกล่าวขอโทษไดซูเกะ

ooooooo

กลับถึงบ้าน มิกิขอให้เลิกเอาชนะกัน “เพราะความเกลียดชังมันถูกปลูกฝังตั้งแต่เราลืมตาดูโลก เหมือนเป็นมรดกตกทอดต่อกันมาว่าหน้าที่สำคัญของเราคือเราต้องเกลียดเขา แต่มันจะยุติได้ถ้าเรารู้จักยอมไม่ส่งต่อความเกลียดชังนี้ให้คนรุ่นหลัง อาคิระ...ย่าขอให้ทุกอย่างจบได้ไหม”

อาคิระไม่พอใจตอบว่าถ้าพวกเรียวอิจิไม่ยอม

มิยาคาวะก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน ว่าแล้วก็เดินไป ไอเห็นมิกิผิดหวังเสียใจ จึงบอกว่าจะหาโอกาสพูดกับเขาให้ มิกิยิ้มออก ระหว่างนั้นมือถือไอดังขึ้น ที่โรงงาน โทร.ตามให้กลับไปเคลียร์ปัญหา มิกิเห็นไอต้องทำงานหนัก ต้องดูแลโรงงานกับอายูมิด้วย จึงบอกว่าถ้าเหนื่อยเกินไปจะกลับไปอยู่ฮอกไกโดอย่างเดิมก็ได้

“คุณย่าไม่ต้องห่วงไอนะคะ ไอมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ ได้อยู่ใกล้คนที่ไอรัก ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ไอก็ยอมค่ะ” แววตาไอเป็นประกายวิบวับ คิดถึงใครบางคน...

ทางด้านมหาวิทยาลัย พบว่าสัตว์ในกรงหายไป และเห็นจากกล้องวงจรปิดว่ารินดาราเป็นคนเอาสัตว์เหล่านั้นไป คณบดีจึงเรียกเธอมากล่าวโทษเป็นขโมยและไล่ออก รินดาราตกใจอธิบายว่าตนไม่ได้ขโมย เพียงแต่สัตว์เหล่านั้นมันบาดเจ็บจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ในเมือง บางตัวก็มีไข้ และขอร้องอย่าไล่ตนออกเพราะเป็นปีสุดท้ายแล้ว ทางคณบดีจึงยอมลดโทษให้ด้วยการให้เรียนต่อจนจบแต่ไม่จ่ายทุน รินดาราเครียดหนักทันที

กลับมาที่หอพักก็พบเจ้าของรื้อห้องเอาเงินที่รินดาราเก็บไว้ใช้จ่ายไป อ้างว่าเพราะเธอค้างค่าเช่า ทำให้เธอหมดอาลัยตายอยาก

ในส่วนออฟฟิศของโรงงานทอผ้า อาคิระเห็นสาวหนึ่งกำลังจับชุดกิโมโนที่หุ่นโชว์ จึงเข้าไปบอกว่าไม่อนุญาตให้สัมผัส หญิงสาวหันมามองหน้าเขาด้วยความดีใจ “อะไรกันอาคิระ...ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปี จำริเอะไม่ได้แล้วเหรอ” ริเอะโผกอดแขนซบไหล่ “คิดถึงจังเลย อยากกลับมาหาตั้งแต่รู้เรื่องพี่อากิฮาระแล้ว แต่ริเอะป่วยมากไม่งั้นคงจะได้อยู่เป็นกำลังใจให้อาคิระ”

อาคิระดันหญิงสาวออกอย่างสุภาพ “ไม่เป็นไรหรอก ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แล้ว แต่ริเอะป่วยเป็นอะไร ไม่เห็นได้ข่าวเลย”

ริเอะอึกอัก มาโกโตะ ชินเอบะเดินเข้ามาพร้อมไอ ตอบแทนลูกสาวว่าริเอะได้รับอุบัติเหตุ เพราะไม่เชื่อฟังคำเตือนเรื่องขับรถ จึงต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน ริเอะรีบเออออจะไม่ดื้ออีกแล้ว จะรัดเข็มขัดทุกครั้งที่ขับรถ ไอมองเพื่อนสาวอย่างรู้ตื้นลึกหนาบาง แกล้งถามว่า

“แล้วอองตวนแฟนเธอล่ะจ๊ะริเอะ บอกเขารึเปล่าว่าเธอมาหาอาคิระ เดี๋ยวเขารู้ทีหลังแล้วอาคิระจะโดนเขม่นอีก”

ริเอะสะบัดเสียงว่าเลิกกันแล้ว มาโกโตะช่วยขัดจังหวะ ขอให้อาคิระพาชมโรงงานว่ายังทอผ้าเหมือนเดิมหรือเปล่าก่อนจะคุยธุรกิจกัน อาคิระจึงเดินนำไปพร้อมไอ มาโกโตะหันมาเอ็ดริเอะว่าตนเบื่อจะตามสางปัญหาเต็มที หวังว่าคราวนี้คงไม่ทำพังอีก หญิงสาวได้ฟังถึงกับสลดลง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เปิดลุคแรก ทนายสาวเบลล่า ในละคร "ให้รักพิพากษา Dare To Love"

เปิดลุคแรก ทนายสาวเบลล่า ในละคร "ให้รักพิพากษา Dare To Love"
18 ก.พ. 2563
08:40 น.