ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    ดวงใจพิสุทธิ์

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ยิ่งยศโยงเรื่องที่หัฏฐ์ไปรับปุ๊กกี้กลับจากโรงเรียนช้าติดกันหลายครั้งว่าผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 32...ด้านหทัยรอจนเครียด พอถึงเวลาพนักงานเรียกให้ขึ้นสืบพยาน เธอพยายามข่มสติส่งยิ้มให้ชนนี

    เสนีย์ซักตามสำนวน หทัยพูดถึงความรักที่มีต่อปุ๊กกี้ แต่โดนยิ่งยศซักค้าน ว่าเธอต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆตามหน้าที่การงาน แล้วจะให้ความอบอุ่นแก่เด็กได้อย่างไร หทัยบอกว่าตนจัดสรรเวลาได้ แต่เขาก็ทำให้เธอหมดความน่าเชื่อถือลง หทัยเศร้า

    ทางบ้านชนนี จิรัชแวะมาหา พอรู้ว่าชินานางไปเป็นพยานให้หัฏฐ์ก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจที่เธอไม่เล่าสู่กันฟังบ้าง...

    ในขณะที่ชินานางขึ้นนั่งในคอกพยานเป็นคน ต่อไป เสนีย์ให้เธอพูดถึงความเกี่ยวข้อง เธอบอกว่าเธอเป็นเพื่อนบ้าน และหลานชายกับปุ๊กกี้เรียนโรงเรียนเดียวกัน จึงตกลงกับผู้ร้องแบ่งเวลาไปรับส่งเด็กๆกัน และชื่นชมว่าผู้ร้องดูแลปุ๊กกี้ได้ดีเยี่ยม ทั้งอาหารการกินและส่งเสริมการเรียน พาไปออกกำลังกายและว่ายน้ำ “ที่สำคัญคือผู้ร้องเลี้ยงดูเด็กหญิงด้วยความรัก ความห่วงใย เอื้ออาธรและอ่อนโยน ทำให้หวันยิหวาดูมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” เสนีย์ให้เล่าถึงสภาพเด็กที่เธอเห็นตอนมาใหม่ๆ “ตอนมาใหม่ๆหวันยิหวาดูซึมเศร้าไม่ยอมพูดจากับใคร แต่ปัจจุบันดูร่าเริงมีการพูดโต้ตอบบ้าง สุขภาพก็เห็นได้ชัดว่าแข็งแรงขึ้น”

    “รู้ได้อย่างไรว่าตอนมาถึงกรุงเทพฯใหม่ๆเด็กหญิงสุขภาพไม่สมบูรณ์”

    “เด็กผอมมาก ท่าทางกลัวผู้ใหญ่ หวาดระแวงรอบด้านไปหมด”

    ชลีกรไม่พอใจกระซิบยิ่งยศ เขาพยักหน้าแล้วมองชินานางยิ้มๆแต่เหี้ยมเกรียม พอได้ซักค้าน ยิ่งยศก็เน้นให้เธอยอมรับว่าที่ต้องรับปุ๊กกี้กลับมาด้วยเพราะหัฏฐ์มารับช้า แสดงว่าเขาไม่มีเวลาดูแลเด็ก และที่เธอบอกว่าดูเด็กมีอาการซึมเศร้าและหวาดกลัว เธอรู้ได้อย่างไรทั้งที่เป็นเพียงจิตรกร ไม่เคยมีครอบครัวมีลูกมาก่อน “...พยานทราบได้อย่างไรว่าอาการของเด็กที่พยานกล่าวมา มีมากเกินกว่าจะเป็นการเสียใจจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัว”

    “ดิฉันมีหลานและเคยมีโอกาสคลุกคลีกับเด็กหลายคน พอจะเห็นความแตกต่างที่กล่าวมาแล้วได้”

    “แต่พยานไม่ได้ศึกษาเรื่องจิตวิทยา ไม่เคยเข้ารับการอบรมด้านการเลี้ยงเด็กอย่างถูกต้องใช่หรือไม่”

    ชินานางจำต้องตอบว่าใช่ เสียงชลีกรแว่วว่า เธอมโนไปเอง...ยิ่งยศดึงเรื่องที่ว่าเธอมีความสัมพันธ์กับหัฏฐ์แค่เพื่อนบ้าน แต่วันที่ชนนีไม่อยู่มีเหตุการณ์ทำให้ตำรวจมาบ้าน หัฏฐ์อยู่ในชุดนอนออกมาเปิดประตูบ้านเธอ ชินานางตอบว่าใช่แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด

    “คนที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าผู้ร้องมีเหงื่อตกเหมือนเพิ่งทำอะไรมาอย่างหยกๆ ทำไมผู้ร้องที่เป็นชายถึงเข้าไปอยู่ในบ้านพยานที่เป็นหญิงโสดในเวลาตีสาม แถมใส่ชุดนอนเสียด้วย แสดงว่าพยานมีความสัมพันธ์กับผู้ร้องขอมากกว่าเป็นเพื่อนบ้านธรรมดาใช่หรือไม่”

    หัฏฐ์ร้อนใจกระซิบเสนีย์ให้ค้าน แต่เขากลับให้หัฏฐ์ใจเย็นฟังให้จบก่อน...ชินานางเล่าเหตุการณ์คืนนั้นว่าหัฏฐ์ปีนขึ้นทางระเบียงเพื่อช่วยตนกับหลาน เขาถึงลงมาเปิดประตูให้ตำรวจ ยิ่งยศยังไล่บี้เท้าความไปถึง “ครั้งหนึ่งพยานเคยกล่าวถึงผู้ร้องกับเพื่อนบ้านคนอื่นว่า ผู้ร้องมีนิสัยประหลาด เย่อหยิ่งไม่สนใจกับคนรอบข้าง และไม่สนใจหลานสาว เลี้ยงหลานไม่ดี แม้กระทั่งของเล่น ยังให้หลานเล่นเพียงตุ๊กตาเก่าๆขาดๆใช่หรือไม่”

    ชินานางปฏิเสธไม่เคยพูด ยิ่งยศขู่ว่าเธอสาบานแล้วจะพูดแต่ความจริง “ดิฉันไม่ได้พูด คำพูดนี้มาจากหญิงคนหนึ่งในละแวกบ้านของดิฉัน เธอเป็นคนมีนิสัยชอบเอ่ยอ้าง ชอบนินทาให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเสมอ...วันหนึ่งหญิงคนนี้ได้เข้ามาชวนดิฉันนินทา เธอเป็นฝ่ายเอ่ยนำขึ้นก่อน ว่าท่าทางของเด็กหญิงหวันยิหวาเป็นเด็กมีปัญหา แล้วพูดว่าคนบ้านผู้ร้องไม่มีน้ำใจ ผู้หญิงหยิ่ง ผู้ชายแปลก ตัวผู้ร้องคงเป็นพวกอาจารย์ห้องแถว” ยิ่งยศแทรกเธอก็ตอบรับ แสดงว่าเห็นด้วย “ไม่ใช่ค่ะ หญิงคนนั้นถามนำว่าดิฉันเห็นด้วยหรือไม่ ดิฉันรู้ดีว่าถ้าพูดค้าน เขาจะพูดต่อไม่หยุด ดิฉันเลยตัดบทพูดไปว่าค่ะ เพื่อให้เธอหยุดพูดแล้วดิฉันก็เลี่ยงไป”

    ยิ่งยศจะโยงว่าเธอพูดส่งๆ ชินานางแย้งว่าเป็นการตัดบทเพราะไม่ชอบนินทาและไม่ชอบฟังเรื่องไร้สาระ ชมพูนุชเหลืออดตะโกนขึ้นว่าทำอย่างกับตัวเองดีเด่ ผู้พิพากษาเอ็ดห้ามเสียงดัง ยิ่งยศยังเน้นว่าชินานางตอบรับ ชินานางบอกเพราะไม่ต้องการให้เกิดกลิ่น เขาถามกลิ่นอะไร

    “กลิ่นไม่หอมค่ะ เช่นถ้าเราไปเจอกองปฏิกูล เราก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ เพราะถ้าเผลอไปเหยียบหรือเอามือไปแหย่ มือหรือเท้าของเราก็จะพลอยเหม็นไปด้วยเปล่าๆ”

    ชมพูนุชแว้ด “ต๊าย...มัน...มันหาว่าฉันเป็นกองขี้ ดูนะคุณชลีกร มันว่าฉันเสียๆหายๆกลางศาล ฉันจะฟ้องมัน”

    ผู้พิพากษาเคาะค้อนปัง ยิ่งยศขอยุติการซักค้าน เสนีย์เข้าถามชินานางปิดท้าย ในภาวะที่คนกรุงเทพฯต้องผจญการผลัดเปลี่ยนรับส่งเด็ก เป็นการดีหรือไม่ ยิ่งยศแย้งว่าไม่ใช่คำถามติง เสนีย์ขออนุญาตเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอนุญาต ชินานางจึงตอบว่าเป็นการดีที่สุด ประหยัดเวลาและพลังงาน เด็กได้พักผ่อนทำการบ้านและมีเวลาเล่น เสนีย์ถามอีกข้อทำไมผู้ร้องถึงเลือกเธอกับแม่ให้ดูแลปุ๊กกี้ ชินานางตอบว่า ผู้ร้องรู้จักตนกับแม่นานพอ และหลานของเราก็สนิทกัน จึงวางใจว่าเราจะดูแลหลานเขาได้ดีเท่ากับหลานเรา

    “ผู้ร้องกับพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเพื่อนบ้านคนที่ทนายผู้ขอคัดค้านเอ่ยถึงหรือไม่” ชินานางตอบว่าเคย เสนีย์จึงถามว่าเรื่องอะไร

    ชินานางเล่าเหตุการณ์ที่ร้านไอศกรีมโดยไม่เอ่ยชื่อ ที่ชมพูนุชนินทาหัฏฐ์กับตนให้เพื่อนบ้านอีกคนฟัง และหัฏฐ์เข้าไปบอกให้ถามตรงๆต่อหน้าแต่เธอไม่ถาม...ชมพูนุชลุกขึ้นจะเถียง ชลีกรดึงให้นั่งลง แล้วขอให้เจ้าหน้าที่พาเธอออกไป

    ถึงคราวเบิกความของชนนี เธอพูดถึงการดูแลหลานของหัฏฐ์และหทัยว่าด้วยความรักความเอาใจใส่อย่างยิ่ง ตอนเด็กมาใหม่ๆทั้งผอมเนื้อตัวปอนๆดูซึมไม่พูดจากับใคร ไม่ยิ้มแย้มแววตาแห้งแล้ง แต่ตอนนี้มีเนื้อหนังเริ่มยิ้มแย้มยอมพูด ถึงจะไม่มากแต่ก็ดีขึ้น ยิ่งยศออกมาซักค้าน ว่าอาการของเด็กอาจเกิดจากการสูญเสีย ชนนีตอบว่าอาจเป็นได้แต่พอจะอธิบาย ยิ่งยศก็ตัดบทว่าหมดคำถาม ชนนีแย้ง “คุณทนายหมดคำถามแต่ดิฉันยังพูดไม่จบนะคะ ทำไมจู่ๆมาตัดบทกันอย่างนี้ เสียมารยาทมากนะคะ จะให้โอกาสดิฉันพูดต่อจนจบหรือเปล่า”

    ผู้พิพากษาแอบยิ้มเล็กน้อยเห็นยิ่งยศทำหน้าเฉยชาจึงให้เสนีย์ถามติง เสนีย์จึงถามชนนีคิดว่าสาเหตุที่เด็กซึมเศร้าผ่ายผอมเกิดจากการสูญเสียหรือไม่ ชนนีตอบว่าตนเคยเห็นเด็กที่เสียพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ธรรมชาติของเด็กจะเสียใจไม่นาน มีเพื่อนใหม่โรงเรียนใหม่ ให้เวลาหน่อยก็ลืมเรื่องร้ายๆได้ ปุ๊กกี้ไม่เป็นแบบนั้น ดูกลัวไปหมดและไม่ค่อยพูดจา มันมากกว่าสูญเสียอย่างเดียว

    “พยานมีความรู้หรือประสบการณ์อะไรครับ จึงมั่นใจเช่นนั้น”

    “ดิฉันเคยเป็นครูเด็กประถมเคยเลี้ยงลูกที่เสียพ่อแต่ยังเด็ก เลี้ยงหลานที่พ่อแม่ต้องไปทำงานต่างประเทศ และช่วยเลี้ยงเด็กละแวกบ้านอีกหลายคน แค่นี้เห็นจะพอดูออกนะคะ”

    เสนีย์ยิ้มก่อนจะบอกหมดคำถาม หัฏฐ์และหทัยใจชื้นขึ้น มีเพียงชลีกรที่หงุดหงิด มาถึงสาวิตรนั่งในคอกพยานฐานะผู้คัดค้าน เสนีย์ถาม ถ้าเขารักหลานจริงทำไมถึงยอมให้ญาติทางฝ่ายมารดาของเด็กนำเด็กมาเลี้ยงดูที่กรุงเทพฯทันทีที่มารดาผู้ค้านเสียชีวิต

    “เพราะหวันยิหวามีอาการซึมเศร้าและไม่มีความสุข ภรรยาข้าพเจ้าจึงแนะนำว่า ควรจะให้ญาติทางแม่ของหลานรับไปดูแลซักพักจะได้ลืมเรื่องคุณย่าไปบ้าง” เสนีย์ถามอีกว่าเขามาเยี่ยมหลานบ้างไหม “ผมไม่มีเวลาขึ้นมากรุงเทพฯ เพราะหน้าที่การงานรัดตัว แต่ผมให้ภรรยาส่งเงินค่าเลี้ยงดูและทุนการศึกษาให้ทุกเดือน”

    เสนีย์แย้งว่าผู้ร้องไม่เคยได้รับ สาวิตรตกใจหันมองหน้ายิ่งยศ เขาทำหน้าไม่รู้เรื่องนี้ สาวิตรจึงคิดว่ามีการผิดพลาดบางอย่าง และย้ำว่าภรรยาตนรักหลานเหมือนเป็นลูกสาวคนเล็ก เสนีย์ถามเขาเคยสังเกตการแต่งกายของหลานบ้างไหม สาวิตรสับสนบอกตนมีงานต้องรับผิดชอบแทนทุกคนในครอบครัว ไม่มีเวลาสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่มั่นใจว่าภรรยาดูแลอย่างดี

    เสนีย์หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆที่ติดตัวปุ๊กกี้ในวันมากรุงเทพฯ เปิดให้สาวิตรดูว่าเหล่านี้คือเสื้อผ้าและของใช้ของปุ๊กกี้ เขาถึงกับอึ้ง เสนีย์ถาม “ตกลงที่ผู้ค้านต้องการขอเป็นผู้ปกครองหลานสาวเป็นเพราะว่าผู้ค้านเพิ่งทราบว่ามารดายกทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งให้หลานสาวใช่หรือไม่”

    “ก็มีส่วน เพราะทรัพย์สินของหวันยิหวาเกี่ยวพันกับทรัพย์สินของคนอื่น ถ้าได้คนนอกมาเป็นผู้ปกครองจะลำบากในการดูแลจัดการ และตัดสินใจในการดำเนินงานของบริษัท”

    เสนีย์บอกหมดคำถาม แล้วถอนใจออกมา...ชลีกรเครียดมากขึ้น กำชับพยานที่เหลือของตัวให้พูดเหมือนที่ซักซ้อม อย่าทำเสียอย่าสติแตก ชมพูนุชยื่นหน้ามารับรองจะแฉลากไส้ออกมาตีแผ่ให้หมด ชลีกรทำหน้าไม่เชื่อถือ เจ้าหน้าที่เรียกชลีกรเป็นคนต่อไป

    ชลีกรลงนั่งวางท่าเป็นคนแสนดีอ่อนหวาน ยิ่งยศถามนำเธอตอบให้ดูเหมือนรักและใส่ใจในตัวปุ๊กกี้มากประหนึ่งลูก จนใครๆคิดว่าเป็นลูกสาวอีกคน ตนดูแลเด็กมาเป็นเวลา8เดือนนับจากที่พ่อแม่เด็กเสียชีวิต จนกระทั่งมารดาสามีมาเสียไปอีกคน สุขภาพจิตของเด็กก็แย่ลง ซึมเศร้าไม่ค่อยพูดจากับใคร มีท่าทางหวาดผวากลัวคนรอบด้าน ยิ่งยศถามทำไมเด็กถึงเป็นอย่างนั้น

    “คือมีคนพูดเข้าหูแกมากเหลือเกินว่าแกเป็นเหตุทำให้คุณย่าไม่สบายและเสียฉับพลัน โถอายุเท่านั้นเอง ได้ยินหลายเสียงเข้าแกก็เลยกลัว เก็บตัวไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม คุณหมอที่ดิฉันไปขอคำปรึกษา แนะนำให้ดิฉันส่งหลานไปอยู่ที่อื่นไกลๆสักพัก รอจนกว่าแกสบายใจสุขภาพจิตดีขึ้น พอลืมเรื่องร้ายๆได้ค่อยไปรับกลับมา”

    “พยานมีความตั้งใจที่จะมอบเด็กหญิงหวันยิหวาให้อยู่ในความดูแลของผู้ร้องขอตั้งแต่ต้นหรือไม่” ยิ่งยศตั้งคำถาม

    ชลีกรตอบว่าไม่ ตอนแรกคิดจะส่งหลานไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ แต่พอดีทางผู้ร้องซึ่งมีศักดิ์เป็นน้ามาขอรับหลานไปอยู่กรุงเทพฯ ตนก็เห็นว่าอยู่กับญาติคงจะดีกว่าไปอยู่ไกลๆกับใครที่ไม่รู้จัก จึงยอมให้ไปเป็นการชั่วคราว ยิ่งยศถามย้ำ ตอนนั้นตั้งใจให้ผู้ร้องเลี้ยงดูปุ๊กกี้ตลอดไปหรือไม่ ชลีกรรีบบอกว่าไม่เลย แค่อยากให้หลานเปลี่ยนบรรยากาศแล้วกลับมาอยู่เป็นครอบครัวเหมือนเดิม ยิ่งยศถามอีกว่าก่อนหน้านั้นผู้ร้องเคยมาเยี่ยมเด็กบ้างไหม ชลีกรบอกมาครั้งเดียวตอนงานศพภาวนา โทรศัพท์ก็โทร.มาเพียงครั้งเดียว...หทัยส่ายหน้าเครียด

    “ทำไมพยานถึงคิดว่าผู้ค้านจะสามารถดูแลเด็กหญิงหวันยิหวาได้ดีกว่าผู้ร้อง” ยิ่งยศถาม

    “หลายประการค่ะ ข้อแรกผู้ร้องเป็นโสด ต่อไปผู้ร้องอาจจะแต่งงานมีครอบครัว จะมีใครรับรองได้คะว่าผู้สมรสของผู้ร้องจะรักและเอ็นดูหลานกำพร้าคนนี้อย่างจริงใจเท่าดิฉันและสามี”

    เสนีย์ค้านเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ศาลเห็นด้วยให้พูดแต่เรื่องที่พิสูจน์ได้ ชลีกรพูดต่อว่าทรัพย์สินที่เด็กได้รับเป็นมรดกของตระกูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ร้องเลย ดังนั้นผู้ร้องไม่สามารถจัดการงานบริษัทได้ดีเท่าสามีตน ที่สำคัญผู้ร้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯไม่เหมาะจะเลี้ยงดูเด็ก วันๆแทบไม่มีโอกาสอยู่กับเด็ก ให้เด็กเติบโตกับเพื่อนบ้าน แล้วจะเป็นครอบครัวอบอุ่นได้อย่างไร

    เมื่อเสนีย์ขึ้นซักจึงถามชลีกรว่าเลี้ยงดูปุ๊กกี้สภาพไหน เธอตอบว่าเท่าเทียมลูกทุกประการ เขาแย้งแล้วทำไมปุ๊กกี้ถึงต้องไปกลับรถโรงเรียน พร้อมยื่นใบเสร็จค่ารถให้ศาลดู ชลีกรหน้าเสีย อ้างว่า ปุ๊กกี้ติดเพื่อนบอกในรถโรงเรียนมีเพื่อนเยอะ ตนไม่อยากขัดใจอยากเห็นหลานมีความสุข เสนีย์ถามอีกว่าทำไมไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ปุ๊กกี้ ชลีกรแก้ตัวว่าเด็กใส่ชุดดำไม่กี่เดือนก็จะกลับมาใส่เสื้อผ้าเดิมได้ จะซื้อใหม่ก็ไม่มีประโยชน์ เสนีย์ชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าของปุ๊กกี้ เน้นว่า

    “ข้าวของส่วนตัวของหลานสาวที่พยานกล่าวว่ารักเหมือนลูก หลานสาวเศรษฐีใหญ่แห่งสงขลา มีเพียงเท่านี้เองหรือครับ”

    สาวิตรเมินหน้าด้วยความละอาย ชลีกรพยายามระงับสติอารมณ์ เสนีย์ถามถึงเรื่องเงินค่าเลี้ยงดูที่สาวิตรให้โอนทุกเดือน ชลีกรยอมรับว่าไม่ได้โอน อ้างว่าโทร.แจ้งหทัยแล้วเธอไม่ขอรับ เธอบอกว่าเลี้ยงดูไม่กี่เดือน อยากทำอะไรให้หลานบ้าง ขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง และอีกครั้งที่ตนขึ้นมากรุงเทพฯจะมอบเงินให้ เธอก็ไม่รับ...เสนีย์หันมอง หทัยส่ายหน้าไม่เป็นความจริง

    “คุณให้การเท็จไม่ได้นะครับ สิ่งที่คุณพูดเป็นความจริงหรือไม่” ชลีกรย้ำหนักแน่นว่าเป็นความจริงทุกประการ เสนีย์จึงถาม “ถ้าพยานมีแผนที่จะรับเด็กกลับไปอยู่ด้วย ทำไมถึงโอนชื่อเด็กมาอยู่ทะเบียนบ้านผู้ร้องที่กรุงเทพฯ”

    ชลีกรว่าถ้าไม่โอนก็ไม่สะดวกต่อการเข้าเรียน ไม่น่าหยิบมาเป็นประเด็นเพราะสามารถย้ายกลับได้...

    หลังเสร็จการพิจารณาในวันนี้ สาวิตรบอกหัฏฐ์ว่าขอไปเยี่ยมปุ๊กกี้ ทั้งหัฏฐ์และหทัยยินดี สาวิตรให้ชลีกรดูแลพยานที่พามา เธอจำต้องพาทุกคนขึ้นรถตู้ที่จัดมาเพื่อพาไปทานอาหารและพาเที่ยว ชมพูนุชเห็นชินานางเดินออกมาก็ปรี่เข้าใส่ หาว่าด่าตนกลางศาล ชินานางโต้ไม่ได้เอ่ยชื่อ เสนีย์เข้าขวางบอกจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท ชมพูนุชยิ่งเสียงดังให้ยิ่งยศและชลีกรช่วยตน สาวิตรตำหนิชลีกรเอาใครมาเป็นพยาน ทำให้เธอไม่พอใจ ตัดชมพูนุชออกไม่ดูดำดูดี

    ooooooo

    หัฏฐ์และหทัยพาสาวิตรเข้ามาในบ้าน ปุ๊กกี้นั่งอยู่กับส้มพอเห็นสาวิตรก็มีท่าทีหวาดกลัว สาวิตรแปลกใจคุกเข่าอ้าแขนจะกอด “ลุงเองทำไมต้องตกใจด้วยล่ะ ลุงคิดถึงปุ๊กกี้นะ”

    ปุ๊กกี้เดินเข้าหาช้าๆ...ตลอดเวลาที่อยู่บ้านหัฏฐ์ สาวิตรพยายามเกลี้ยกล่อมสองพี่น้องให้เจอกันครึ่งทาง ตนไม่อยากให้เป็นเรื่องถึงโรงถึงศาลแบบนี้ หัฏฐ์ตอบว่ามันเลยจุดนั้นมาแล้ว ต้องปล่อยไปตามกระบวนการ สาวิตรหวังว่าทนายทั้งสองฝ่ายจะหาทางออกได้ หทัยถามความต้องการของเขา สาวิตรเสนอให้แบ่งกันดูแลปุ๊กกี้ อยู่กับตนตอนเปิดเทอมและมาอยู่กรุงเทพฯตอนปิดเทอม ปุ๊กกี้มีอาการตัวสั่นผวากอดหทัยทันที สาวิตรแปลกใจ หัฏฐ์เห็นแล้วจำต้องบอกว่า

    “คุณสาวิตรเห็นไหมครับ พอพูดเรื่องกลับบ้าน ปุ๊กกี้ก็กลัวขึ้นมาทันที ผมจะให้หลานกลับไปได้ยังไง”

    “คงไม่ใช่ที่บ้านหรอกเพราะทุกคนก็รักปุ๊กกี้ดี อาจจะมีปัญหาที่โรงเรียน...ปุ๊กกี้โดนใครรังแกบอกลุงซิ”

    ปุ๊กกี้ส่ายหน้าซุกกับอกหทัย สาวิตรมองหน้าหัฏฐ์กับหทัยด้วยความหนักใจพอกัน แต่สาวิตรก็ยังหวังว่าทั้งสองจะพิจารณาข้อเสนอของตน หัฏฐ์เดินออกไปส่งสาวิตรหน้าบ้าน หทัยกอดปลอบปุ๊กกี้พาไปอาบน้ำ ทานข้าว...หัฏฐ์กลับเข้ามาทิ้งตัวนั่งด้วยความหนักใจ หทัยเข้ามาถามเครียดเกินไปหรือเปล่า เขาพยักหน้าเล็กน้อย หทัยเกริ่น

    “ฟังคุณสาวิตรพูดก็อดเห็นใจแกไม่ได้ เพราะที่แกพูดมาก็ถูก ทรัพย์สินที่ปุ๊กกี้มีอยู่เป็นของทางฝ่ายพ่อให้ทางเขาดูแลจะสะดวกกว่าทางเรา แต่เรื่องจะให้ปุ๊กกี้ไปอยู่กับเขาพี่ไม่ยอมแน่”

    หัฏฐ์ฟังนิ่งๆ หทัยคิดว่าสาวิตรเป็นคนดีรักหลานอย่างจริงใจ คงไม่โกงเงินหลาน หัฏฐ์เห็นด้วยแต่คนที่จะโกงคือชลีกร ตนจะต้องรักษาสิ่งที่ควรเป็นของหลานไม่ปล่อยให้คนโกงเอาไปผลาญจนหมด หทัยบอกว่าสาวิตรสัญญาจะดูแลเอง “...พี่ว่ามันน่าจะจบง่ายกว่า ถ้าเราได้เป็นผู้ปกครองหลานแลกกับการให้เขาเป็นผู้จัดการดูแลทรัพย์สิน”

    หัฏฐ์ส่ายหน้า “พี่หทัยครับ ผมเชื่อว่าคุณสาวิตรเป็นคนดี แต่แกเป็นคนอ่อนและซื่อไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคุณชลีกรหรอก และคนอย่างคุณชลีกรร้ายแค่ไหนเราก็เห็นแล้ว สมบัติของปุ๊กกี้คงหมดก่อนที่แกจะบรรลุนิติภาวะ”

    เหตุผลของหัฏฐ์ทำให้หทัยยอมจำนน หัฏฐ์เดินแยกออกมาหน้าบ้าน เห็นชินานางเดินเล่นอยู่จึงเข้ามาขอบคุณสำหรับวันนี้ เธอพูดได้ดีมาก แต่ชินานางรู้สึกว่าทางเรายังเสียเปรียบ หัฏฐ์ยอมรับแต่จะแพ้ไม่ได้ ชินานางรู้สึกผิดที่พูดไม่ให้กำลังใจเขา หัฏฐ์ลงนั่งเศร้า

    “ผมกลัว กลัวว่าถ้าต้องเสียปุ๊กกี้ให้กับพวกเขา หลานผมจะเป็นยังไง ถ้าผมปกป้องหลานไม่ได้ คงเหมือนส่งแกไปลงนรกแน่ๆ”

    ชินานางมองหัฏฐ์ด้วยความสงสารอยากปลอบ ตัดสินใจค่อยๆเอื้อมมือไปจับมือเขายิ้มให้กำลังใจ หัฏฐ์ยิ้มตอบอย่างขอบคุณ...ด้านหทัยมาปรับทุกข์กับชนนี ตนคงทนไม่ได้ถ้าต้องเสียปุ๊กกี้ไป ชลีกรก็น่ากลัวมาก ตนอยากได้แต่ตัวหลานแต่หัฏฐ์ไม่ยอม ชนนีปลอบอย่าเพิ่งกังวลล่วงหน้า เครียดมากจะเสียสุขภาพ ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟ้องร้องเสร็จ ศาลเป็นที่พึ่งของประชาชน ท่านต้องให้ความยุติธรรมกับเรา แต่หทัยกลัวจนไม่กล้าหวัง...

    ด้านสาวิตรกลับมาครุ่นคิดถึงเรื่องที่ชลีกรโดนแฉกลางศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอแอบขายที่ดินจำนวนหนึ่งของเขาไป และยังขายตึกแถวในตัวเมืองหาดใหญ่ไปอีกสองห้อง โอนถ่ายเงินจำนวนหนึ่งจากบัญชีภาวนาเข้าไปเป็นของตัวเอง มีเอกสารยืนยันแต่เธอแก้ตัวว่าต้อง หาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน และบริษัทก็เริ่มมีปัญหาทางการเงิน ที่โอนเงินแม่สามีมาเข้าบัญชีตัวเองก็เพื่อสะดวกในการเบิกจ่ายตอนงานศพ เสนีย์แย้งเธอทำโดยไม่ปรึกษาทายาทคนอื่นที่มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน ชลีกรอ้างว่าตอนนั้นไม่รู้ว่านายแม่ยกทรัพย์สินอะไรให้ใครจึงแก้ปัญหา เฉพาะหน้าไปก่อน

    “ตอนที่คุณตัดสินใจทำอะไรลงไป เป็นเพราะพินัยกรรมยังไม่เปิดหรือคุณไม่รู้ว่ามีพินัยกรรม” เสนีย์ถามจี้ ชลีกรเสียงห้วนด้วยความโกรธว่า ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ทั้งนั้นว่ามีพินัยกรรม “และพอคุณรู้ว่ามีพินัยกรรมและเปิดพินัยกรรมออกมาแล้ว คุณจึงต้องการให้สามีรับเป็นผู้ปกครองหลานสาว ซึ่งได้ทรัพย์มรดกจากผู้ตายไปมากที่สุดใช่หรือไม่”...ชลีกรเสียงเข้มไม่รู้อะไรทั้งนั้น

    สาวิตรครุ่นคิดประมวลเรื่องราวทั้งหมด พอชลีกรเดินเข้ามาจึงเมินหน้าไม่อยากคุยด้วย ชลีกรเห็นความเย็นชาของสามีก็เข้าโอ้โลมแก้ตัวว่าสิ่งที่ตนทำเพื่อครอบครัว เขาสวน

    “ทำเพื่อครอบครัวเราหรือเพื่อตัวคุณเอง ผมฝากหลานให้คุณดูแลแต่สิ่งที่คนเอาคุณมาแฉทำผมอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ผมผิดเองที่ไม่เคยใส่ใจสังเกต”

    “ก็ได้ค่ะ ลียอมรับว่าจะให้ลีรักยัยปุ๊กกี้เท่าลูกของตัวเอง ลีทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าลีจะไม่รักยัยปุ๊กกี้เลย”

    สาวิตรพูดถึงเรื่องที่เธอเอาที่ดินและตึกแถวไปขายและโอนเงินจากบัญชีนายแม่ไปเข้าบัญชีตัวเอง ชลีกรโวยว่าเขาเป็นคนอนุญาตให้ตนช่วยงานจัดการเรื่องสมบัติเอง สาวิตรมองภรรยาอย่างสมเพชที่แถไปข้างๆคูๆ ยอมรับว่าอนุญาตแต่ไม่คิดว่าเธอจะขายออกไปแบบนั้น ชลีกรจะเถียงสาวิตรยกมือห้ามเหนื่อยที่จะเถียงด้วยเพราะไม่เคยชนะแล้วเดินหนีไป

    ooooooo

    ในสวนบ้านพักใจ จูนเห็นจิรัชนั่งเหม่อจึงเข้ามานั่งเป็นเพื่อน เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่าเขาเคยเป็นเด็กกำพร้า เธอคิดว่าเขาอำ แต่เขาย้ำว่าพ่อแม่เขาตาย ย่าก็ลำบากจึงให้เขามาอยู่สถานสงเคราะห์สองปี จูนแทบไม่อยากเชื่อ เขาถามเห็นตนเป็นคนโกหกหรือ

    “ที่ผมอยากมาช่วยเพราะผมเข้าใจความรู้สึกของเด็กพวกนี้ดี สองปีนั้นทำให้ผมเรียนรู้หลายอย่าง ได้รู้ว่า ความสิ้นหวัง การโหยหาความรักมันทุกข์ขนาดไหน”

    จูนถามแล้วมีครอบครัวมาอุปถัมภ์หรือ จิรัชส่ายหน้าบอกว่าย่ากลับมารับ พยายามเลี้ยงตามมีตามเกิด ตนเรียนไปทำงานศิลปะส่งเสียตัวเองไปจนจบ นับว่าโชคดี จูนทึ่งแสดงว่าเข้าใจเขาผิดมาตลอด คิดว่าเขาตามจีบ จิรัชสวนบอกหลายครั้งแล้วไม่เชื่อ เธอโวยก็ไม่เล่าตั้งแต่แรก

    “แหมคุณครับ คนเพิ่งรู้จักกันอยู่ๆจะให้เดินเข้าไปบอกว่า คุณๆผมเป็นเด็กกำพร้างี้เหรอ”

    จูนหัวเราะแล้วขอตัวไปหาซื้อไม้มาทำชั้นในห้องนอนเด็กเพิ่ม จิรัชรีบบอกว่าที่บ้านตนมีไม้ฉำฉาอยู่หลายชิ้นน่าจะใช้ได้ จูนคิดสักพักก่อนจะยอมตามไปขนไม้ที่บ้านเขา...พอมาถึงบ้านจิรัช เห็นมีกองไม้วางอยู่ก็เข้าไปจับพลิกดู พลันโดนตะปูตำนิ้วสะดุ้งโหยง จิรัชรีบดึงมือเธอมาล้างน้ำทำแผลให้ เธอมองเขาเขินๆ เสเอ่ยถามเขาอยู่คนเดียวไม่เหงาหรือ เขาบอกเหงาจนชิน

    “แหมพูดเป็นพระเอกนิยายเชียว แล้วทำไมนายถึงไม่มีแฟนล่ะ ไม่ชอบใครบ้างเลยเหรอ”

    จิรัชบอกมีชอบแต่ไม่กล้าบอก กลัวบอกแล้วเขาไม่ชอบตอบจะผิดหวัง จูนแนะถ้าชอบให้พูดไปตรงๆ

    ไม่ต้องกลัว จิรัชมองหน้าจูนทำนองจริงหรือ เธอใจสั่นคิดว่า เขาหมายถึงตัวเอง จิรัชตื่นจากภวังค์ บอกจูนจะช่วยขนไม้ไปส่งเพราะขากลับจะแวะหาเพื่อน

    ในขณะเดียวกัน ชินานางได้รับโทรศัพท์จากคนเฝ้าบ้านที่ต่างจังหวัดว่ามีกิ่งไม้หักหล่นใส่หลังคาบ้านแตก เธอเกรงฝนตกน้ำจะรั่วเข้าบ้าน จึงให้หาช่างมาจัดการพรุ่งนี้ตนจะไปคุมเอง ระหว่างนั้นลูกหมีเล่นเป่าฟองสบู่เต็มบ้าน ชินานางถามเอาน้ำยามาจากไหนเพราะที่มีเล่นหมดไปแล้ว ลูกหมีบอกว่าใช้น้ำยาล้างจานผสมกับครีมของเธอแล้วสะดุ้งเอามือปิดปาก ชินานางลุกพรวดถามครีมทาหน้าของตนหรือนั่นราคาตั้งพันแปด ว่าแล้วจะวิ่งไล่ตี ลูกหมีวิ่งหนีพอดีเสียงกริ่งหน้าบ้านดัง มองไปเห็นจิรัชมาจึงวิ่งไปหาให้ช่วย ชินานางวิ่งตามออกมา จังหวะนั้นบัวขี่จักรยานเข้ามาพอดี ชนเธอเข้าอย่างจัง ทุกคนร้องเสียงหลง ลูกหมีหน้าเสียซวยอีกแล้ว

    จิรัชพาชินานางไปโรงพยาบาล หมอเข้าเฝือกอ่อนให้เพราะไม่ถึงกับหัก มีกระดูกแตกเล็กน้อย ให้พักนิ่งสี่ห้าวันห้ามเดินลงน้ำหนักที่เท้า...ชินานางขอยืมเงินจิรัชออกค่ารักษาไปก่อน เขาบอกช้างตัวเดียวตนเลี้ยงได้ เธอโวยเดี๋ยวให้เลี้ยงทุกวันให้เข็ด

    “ถ้าแกให้ฉันเลี้ยงทุกวัน ฉันจะเอาแกกลับไปอยู่บ้านฉันเลย” พอเห็นสายตาชินานางที่มองสงสัย ก็รีบกลบเกลื่อน “มองอะไรฉันพูดเล่น กินเก่งอย่างแก ฉันเลี้ยงไม่ไหวหรอก”

    ชินานางโวยใครกินเก่ง ทั้งสองเถียงกันไปมาแล้วหัวเราะกอดคอกัน...ระหว่างนั้นหัฏฐ์เอาถุงขยะออกมาทิ้งหน้าบ้าน ชนนีเอ่ยถามว่าลูกหมีไปเล่นที่บ้านหรือเปล่า เขาตอบว่าใช่แล้วถามไม่ได้ขออนุญาตหรือ ชนนีถอนใจบอกคงหนีความผิดที่ทำชินานางเกิดอุบัติเหตุ หัฏฐ์ตกใจเป็นห่วง ชนนีบอกไม่เป็นอะไรมากเพิ่งโทร.มารายงานเมื่อครู่

    ไม่ทันไรเสนีย์แวะมาหา เห็นหัฏฐ์หน้าเครียดก็แปลกใจ เขากลบเกลื่อนว่าเป็นห่วงเรื่องปุ๊กกี้ เสนีย์บอกไม่ต้องกังวล ที่มาก็จะทำความสนิทสนมกับปุ๊กกี้จะได้กล้าพูดคุยด้วย

    “สุดยอด เราเลือกทนายไม่ผิดจริงๆ” หัฏฐ์ตบไหล่เพื่อนแรงๆ

    เสนีย์ร้องนี่ชมหรือทำร้ายร่างกาย พอดีมีคนโทร.เข้ามา เสนีย์ได้ยินหัฏฐ์เรียกชื่อลดามณีก็ชะงัก หัฏฐ์บอกไม่สะดวกออกไปพบเพราะมีทนายมาที่บ้าน พลันส้มเข้ามาบอกว่าชินานางกลับมาแล้ว เขาวางสายลดามณีแล้วรีบเดินออกไป เสนีย์เลยอดที่จะถามเรื่องลดามณี

    ด้านลดามณีหงุดหงิดที่หัฏฐ์ไม่ใส่ใจ ถามเพื่อนว่าแบบนี้เขาสนใจตนหรือไม่ เพื่อนกลัวเธอจะอารมณ์เสียจึงอวยไปว่าใครบ้างที่ไม่สนใจเธอ ถ้าไม่ใช่เกย์ ลดามณียิ้มคิดจะพิสูจน์

    ชนนีออกมายืนรอรับชินานาง จิรัชประคองลงจากรถ หัฏฐ์เดินมาเห็นภาพบาดตาก็ชะงัก เอ่ยถามเจ็บมากไหม ชินานางดึงแขนออกจากบ่าจิรัช ตอบหัฏฐ์ว่าไม่ถึงกับหัก แต่ห้ามเดินสามสี่วันและใส่เฝือกหนึ่งเดือน ทั้งสองสบตากันอึ้งๆ หัฏฐ์เก้อเขินก้มหัวให้ชนนีขอตัวเข้าบ้าน

    เสนีย์นั่งคุยกับหัฏฐ์ มีปุ๊กกี้นั่งเล่นอยู่กับส้ม พอเสนีย์เอ่ยถามทำไมสาวิตรไม่ให้น้องสาวมาเป็นพยานด้วย หัฏฐ์ถามเพื่อนรู้จักลดามณีหรือ เขาอ้างว่าอ่านจากประวัติ ปุ๊กกี้ได้ยินชื่อลดามณีก็เกิดอาการร้อนรน หัฏฐ์ให้ส้มพาไปเล่นกับลูกหมี และเอาขนมไปฝากเยี่ยมชินานางด้วย

    ลูกหมีถูกชินานางทำโทษให้นั่งเฉยๆ พอปุ๊กกี้เอาขนมมาให้ ลูกหมีก็จะไปเล่นด้วย แต่ชินานางห้ามยังไม่หมดเวลาทำโทษ ชนนีหน่ายใจจึงชวนปุ๊กกี้ไปทำขนมด้วยกันแทน

    เวลาผ่านไป เสนีย์กับหัฏฐ์ย้ายมานั่งคุยที่สนาม เห็นปุ๊กกี้เล่นกับลูกหมีอย่างมีความสุข เสนีย์เอ่ยถามว่าหัฏฐ์สนิทกับลดามณีได้อย่างไร เขาบอกรู้จักกันในงานศพแล้วเธอก็มาเยี่ยมปุ๊กกี้ เสนีย์ซักไซ้ว่าคิดอะไรกับเธอหรือเปล่า หัฏฐ์ส่ายหน้าบอกเป็นญาติเท่านั้น แล้วชักสงสัยว่าเพื่อนต้องมีอะไรแน่ เสนีย์เลี่ยงขอไปคุยกับปุ๊กกี้เห็นกำลังอารมณ์ดี

    เสนีย์เข้าไปชวนปุ๊กกี้คุยแต่หนูน้อยไม่ค่อยตอบ ลูกหมีชิงตอบแทน เขาจึงแกล้งให้ลูกหมีไปหยิบลูกบอลมาเล่นกัน พอลูกหมีไปแล้วเขาก็พยายามถามปุ๊กกี้ถึงลดามณี หัฏฐ์ได้ยินเข้ามาขัดจังหวะ พอถามปุ๊กกี้ว่าเสนีย์หลอกถามเรื่องลดามณีใช่ไหม ปุ๊กกี้ตอบว่าใช่ค่ะ เสนีย์หน้าเหวอ

    ในขณะที่ลดามณีนั่งเหงาอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม เห็นแม่ลูกคู่หนึ่งท่าทางรักกันมากก็สะท้อนใจคิดถึงภาวนาขึ้นมา

    ooooooo

    เช้าวันใหม่เป็นวันหยุด ชินานางจะขับรถไปบ้านต่างจังหวัด ชนนีห้ามก็ไม่ฟัง หัฏฐ์ถือจานมาคืนที่บ้าน พอรู้ว่าชินานางจะไปดูซ่อมหลังคาบ้านที่กาญจนบุรีก็อาสาขับรถไปให้ ชนนีสบายใจขึ้น ชินานางนั่งรถออกมากลางซอยก็บอกให้เขาจอดแล้วให้กลับไปได้ไม่อยากรบกวน

    “ไม่ได้ ผมสัญญากับคุณน้าแล้ว”

    ชินานางบอกจะให้จิรัชมารับ หัฏฐ์จี๊ดในใจ อ้างว่าไม่ชอบโกหกจะพาเธอไปเอง แล้วเขาก็ขับรถต่อไป ระหว่างทางทั้งสองเริ่มสนิทหยอกเย้ากันมากขึ้น...พอมาถึงบ้าน หัฏฐ์ทึ่งกับธรรมชาติที่สวยงามอากาศสดชื่น ชินานางบอกตนถึงไม่อยากไปอยู่กรุงเทพฯ เขาถามอยู่คนเดียวไม่กลัวหรือ ชินานางบอกว่าคนแถวนี้จิตใจดี ไม่เหมือนคนกรุงเทพฯ

    ชินานางจะพาหัฏฐ์ไปทานอาหารร้านอร่อย ถามเขากินกบกินอาหารป่าเป็นไหม เขาทำหน้าแหยๆถามอาหารธรรมดาไม่มีหรือ เธอหัวเราะจะก้าวลงบันได หัฏฐ์ส่งมือให้จับ เธอชะงักมอง เขาแย็บ “อ่อนแอบ้างก็ได้นะคุณ...”

    เสร็จจากทานอาหารกลับมา ช่างบอกว่าวันนี้ทำไม่เสร็จต้องทำต่อวันพรุ่งนี้ ชินานางเซ็งบอกให้หัฏฐ์กลับไปก่อน ตนจะนอนค้างรอดูช่างทำให้เสร็จแล้วจะให้จิรัชมารับกลับเอง หัฏฐ์ไม่ค่อยชอบใจ หาว่าเธอไม่รู้จักเกรงใจเพื่อนบ้าง

    “เพื่อนฉัน ฉันไม่ต้องเกรงใจหรอก อ้อยหวานไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ฉันเกรงใจคุณ คุณกลับไปเถอะไม่ต้องห่วง”

    “ผมน่ะเป็นคนพาคุณมาและอยู่ที่นี่ตรงนี้ แต่เพื่อนคุณต้องขับรถมาคนเดียวกว่าจะถึงก็มืด คุณต้องเกรงใจเขาแต่ไม่ต้องเกรงใจผมเพราะผมมาแล้ว และผมคงไม่กล้าทิ้งคุณเอาไว้หรอก ขืนขาหักอีกข้าง ผมจะไปตอบคุณน้ายังไง”

    ชินานางค้อนๆบอกตนไม่ซุ่มซ่ามขนาดนั้น แล้วถามเขามีเสื้อผ้ามาหรือ บ้านตนก็มีห้องเดียว หัฏฐ์บ่นพึมพำทำไมต้องไล่กันด้วย

    เย็นมากแล้วหทัยจึงมาตามปุ๊กกี้ให้กลับไปอาบน้ำ ไม่ทันไรลดามณีเดินตามเข้ามาถามหาหัฏฐ์ ลูกหมี

    จะตอบชนนีปราม หทัยบอกว่าหัฏฐ์ไปค้างต่างจังหวัดที่ไหนไม่รู้ ไปกับเพื่อน ลดามณีรีบโทร.หาหัฏฐ์ เขาโกหกว่าอยู่กับเพื่อนผู้ชายหลายคน ไม่ต้องตามมา

    ชินานางหมั่นไส้ถามทำไมไม่ให้เธอมา หัฏฐ์แกล้งประชดอยากให้ตนโทร.ตามเธอมาหรือ ชินานางเบ้ปากเดินหนีไปรดน้ำต้นไม้ หัฏฐ์เห็นบอกให้ตนทำแทน เธอไม่ยอมยื้อทำเอง สุดท้ายก็ล้มหงายเก๋ง หัฏฐ์จำต้องมาอุ้มเธอกลับเข้าบ้านขำๆ...หัฏฐ์มีกระเป๋าชุดกีฬาอยู่ท้ายรถ จึงเอามาเปลี่ยนใส่นอน ชินานางออกมายืนที่ระเบียงรอหัฏฐ์อาบน้ำในห้อง พลันนึกได้ว่าลืมพับเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว จึงรีบกลับเข้าไป ระหว่างนั้นหัฏฐ์นุ่งผ้าขนหนูกำลังพับเสื้อผ้าของเธอให้

    “โรคจิตรึไง มายุ่งกับเสื้อผ้าคนอื่น”

    “เป็นผู้หญิงอะไร เก็บของไม่เรียบร้อยเลย”

    ชินานางมองไปเห็นเขานุ่งผ้าเช็ดตัวก็โวยแต่งตัวไม่เรียบร้อย เขาย้อนว่ายังไม่เสร็จเธอเข้ามาทำไม ชินานางเห็นเสื้อในตัวเองย้อยลงมาจากกองเสื้อก็ถลาเข้าไปดึงแต่เกือบหงาย หัฏฐ์คว้าเอวเธอไว้ได้ ทั้งสองแนบชิดสบตากันอึ้งๆ เขารู้สึกตัวรีบถอยออกกล่าวขอโทษ

    ค่ำนั้นชินานางทำบะหมี่สำเร็จรูปให้หัฏฐ์กิน พอดีเสนีย์โทร.มาถามเรื่องลดามณี หัฏฐ์ยิ่งสงสัยบอกเธอโทร.มาเมื่อเย็น เสนีย์รีบถามว่าเธอมีปัญหาอะไร หัฏฐ์แกล้งจะให้เบอร์ไปโทร.คุยกันเอง เสนีย์อึกอักบอกยังไม่อยากเจอตอนนี้ หัฏฐ์เค้นให้เพื่อนเล่า เสนีย์ผลัดจะเล่าทีหลัง

    ในคืนนั้นหัฏฐ์นอนที่โซฟาภายในห้องเดียวกับชินานาง...กลางดึกชินานางลุกมาเอื้อมหยิบของด้านหลังโซฟาแต่เกิดลื่นล้มใส่ตัวหัฏฐ์ ใบหน้าแนบชิดกัน เธอผงะจะลุกหนี แต่เขารวบกอดเธอไว้ เธอดิ้นขลุกขลักใจเต้นรัว เขาพลิกตัวขึ้นอยู่บนตัวเธอจ้องหน้าเธอยิ้มๆ

    ก่อนจะขโมยหอมแก้มเธอฟอด แล้วเขาก็สะดุ้งตื่น เหงื่อแตกกรานมองไปรอบห้องถึงได้รู้ว่าตัวเอง...ฝันไป

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"
    27 ก.ย. 2563

    03:10 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 09:56 น.