ตอนที่ 6
กลับมาบ้าน คิมมินโฮลงมือประดิษฐ์ชุดหุ่นยนต์ ด้วยกระดาษแข็ง ยุนอาเห็นเจ้านายเอาจริงเอาจังเพื่อเด็กๆจึงลงมือตัดเย็บชุดด้วยตัวเองบ้าง...
วันต่อมาระหว่างขนของที่จะไปแจกใส่รถ นิจชิตายังหวังว่าเอ็มอีวันจะไปกับเธอได้ ครูที่ไม่ได้ไปด้วยมายืนส่ง บางคนร้องไห้เหมือนจะไปหลายวัน เทิดซึ่งเป็นภารโรงกล่าว
"เพื่อเป็นการอวยพรให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย ผมได้นำคำอวยพรจากหลวงพ่อสุขมาฝากทุกคนครับ...ขอให้ทุกคนพนมมือนะครับ"
ทุกคนที่เดินทางพนมมือรับพร เทิดท่องขึ้นว่า "ไปไม่กลับ...หลับไม่ตื่น...ฟื้นไม่มี"
"หนีไม่พ้น...สาธุ...เฮ้ย!..ไอ้เทิด นี่แกแช่งพวกฉันเหรอ" ลุงปุ่นโวยหลังจากที่กล่าวตาม
"อุ๊ย...ขอโทษครับครูใหญ่ พอดีเอากระดาษที่ระลึกจากงานศพมาจดครับ" เทิดรีบพลิกกระดาษอีกด้านแล้วอ่านคำอวยพรให้ทุกคนเดินทางด้วยความปลอดภัยตามคำพระที่จดมา
ทุกคนรับ...สาธุ...นิจชิตายังหันมองหน้าประตู ชุมพลคิดว่ามองหาภูชิตจึงบอกให้โทร.ตาม นิจชิตาจึงโทร.ไปแต่ไม่มีใครรับสาย ลุงปุ่นจึงให้ออกเดินทาง...มาถึงหมู่บ้านในชนบท ผู้ใหญ่สิงห์ยืนรอให้การต้อนรับพร้อมลูก
บ้านจำนวนหนึ่ง พอลุงปุ่นและทุกคนลงจากรถ ผู้ใหญ่สิงห์ก็โผทำท่าจะกอดลุงปุ่นแต่เลยมากอดนิจชิตา ลุงปุ่นรีบดึงออก
"เฮ้ยๆทำอะไรของแกไอ้สิงห์"
"เอ้า...ก็ฉันคิดถึงหลาน ทำไมผิดหรือไง" ผู้ใหญ่สิงห์บ่น ลุงปุ่นว่าหลานโตเป็นสาวแล้ว
"เออๆ...ไม่เจอกันปีนึง ไม่เปลี่ยนเลยนะไอ้ปุ่น" ผู้ใหญ่สิงห์หันมองพิจารณาลุงปุ่น
"ยังหนุ่มเหมือนเดิมใช่มั้ย" ลุงปุ่นหัวเราะชอบใจ
"หื่อ...ไอ้ที่บอกว่าไม่เปลี่ยนเนี่ยหมายถึงตำแหน่งครูใหญ่ของเอ็ง ไม่มีใครมาเปลี่ยนหรือไง...ข้าละเบื่อหน้าเอ็งเต็มทีแล้ว"
ลุงปุ่นหน้าตึง เต้นฟุตเวิร์กท้าผู้ใหญ่สิงห์ชกรำลึกความหลัง แต่พอผู้ใหญ่สิงห์เอาปืนลูกซองออกมา ลุงปุ่นก็ชะงักเปลี่ยนเรื่องทันที "แหม...อากาศดีน่าออกกำลังกายเนอะครูชุมพล"
"โด่...นึกว่าแน่ นี่...แล้วทีหลังจะส่งใครมาก่อนก็หัดเห็นหัวกันบ้าง หมู่บ้านข้าไม่ใช่โรงเรียนเอ็งนะเว้ย นึกอยากจะมาก็มา"
"พวกเราไม่ได้ส่งใครมานะคะ...เรามากันสามคนแค่นี้" นิจชิตาสงสัย
"อ้าว...แล้วไอ้สองคนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านนั่นใคร"
นิจชิตากับชุมพลวิ่งไปท้ายหมู่บ้าน เห็นคิมมินโฮในชุดหุ่นยนต์ทำด้วยกระดาษ กำลังต่อสู้กับยุนอาซึ่งใส่หน้ากากปีศาจและมีผ้าคลุมดูเป็นเหล่าร้าย เด็กๆชอบใจสนุกสนานกันใหญ่
"นาย! นี่นายบ้าไปแล้วหรือไง" นิจชิตาโวย
"เอ้าคุณ...พูดดีๆก็ได้ คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่า เด็กๆต้องดีใจที่ได้เห็นหุ่นยนต์"
"หุ่นปัญญาอ่อนน่ะสิ"
"อ้าว...คุณรู้มั้ยว่าผมต้องอดนอนทั้งคืนเพื่อทำไอ้นี่ แล้วไหนจะต้องขับรถมาที่นี่อีก"
"แล้วใครให้นายมา"
"ฉันก็ไม่ได้อยากมา ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กๆล่ะก็ ฉันก็ ไม่ทำอะไรพวกนี้หรอก"
นิจชิตาสะท้อนใจ ยุนอารีบเข้ามาแยกไม่ให้ทะเลาะกัน เด็กเห็นจะไม่ดี ชุมพลรีบชักชวนให้ไปร่วมทำบุญกันดีกว่า หันไปเห็นสายตาเด็กๆที่มองอยู่ ชุมพลจึงทำท่าเหาะ แล้วบอกยุนอาให้ทำตาม ยุนอาเขินแต่ก็ตัดสินใจทำท่า
เหาะตามไป คิมมินโฮเห็นอย่างนั้นก็เหาะตามไปด้วย นิจชิตาเบ้ปากหาว่าไม่มีอะไรจะทำกันแล้วหรือ แต่พอเห็นสายตาเด็กๆที่จ้องมองลุ้นให้เธอทำ เธออึกอักๆตัดสินใจทำท่าเหาะตามทุกคนไป ตะโกนบอก "รอเอ็มอีเกิร์ลด้วยสิ"
เด็กๆเฮทำท่าเหาะตามกันออกไปเพื่อรับของที่เอามาแจก จากนั้นทุกคนก็ร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก คิมมินโฮเข้ามายืนชิดนิจชิตา ทั้งสองกระแทกกระทั้นเข่นเขี้ยวใส่กัน
ooooooo
หลังจากทำงานที่ไร่ให้ปราง ภูชิตก็ท้องเสียอย่างหนักเพราะกินน้ำหัวเชื้อปุ๋ยเข้าไป ทำให้ตื่นไม่ทัน จึงต้องขับรถตามไป แต่ก็ต้องแวะข้างทางเป็นระยะๆ เขายิ่งโกรธแค้นปราง
"ฉันต้องมาทำเรื่องน่าอายอย่างนี้เพราะยัยนั่นแท้ๆ ฮึ่ย..."
พอกลับมาขึ้นรถ สตาร์ตเครื่องเสียงดังตูมในห้องเครื่อง ควันพวยพุ่งออกมาจนต้องวิ่งออกจากรถ...
มื้อกลางวันที่ผู้ใหญ่สิงห์และชาวบ้านทำเลี้ยงพวกนิจชิตา ทุกคนนั่งมองอาหารแต่ละอย่างที่ดูหน้าตาดีจนลุงปุ่นบ่นว่า สมบูรณ์อย่างนี้น่าเอาของบริจาคกลับ ว่าแล้วลุงปุ่นก็คว้าเนื้อย่างมาเคี้ยวอย่างอร่อย "เออ...แกนี่ทำหมู
ย่างอร่อยดีเว้ย"
"หมูอะไร...นั่นมันหนูนาอบฟาง"
คิมมินโฮกำลังเคี้ยวอย่างอร่อยเช่นกันก็พ่นพรวดออกมาใส่หน้าผู้ใหญ่สิงห์ ทันที ลุงปุ่นหัวเราะก๊าก...นิจชิตาถาม "ทำไม กินหนูไม่เป็นหรือไง พลาดของดีไปซะแล้ว"
"ทำไมจะกินไม่เป็น แต่ฉันไม่อยากกินต่างหาก ฉัน อยากกินอะไรร้อนๆมากกว่า"
"ร้อนๆ ได้เลย...ลองนี่ดู" ผู้ใหญ่สิงห์ตักซุปใส่ถ้วยให้ คิมมินโฮ
คิมมินโฮรับมาซดให้นิจชิตาดูทันทีว่าเขาทานได้ แล้ว ถามว่าซุปอะไร ผู้ใหญ่สิงห์ตอบว่า ต้มแซ่บแม่ไก่...ยุนอาทำหน้าสงสารลูกเจี๊ยบที่แม่ไก่โดนเอามาต้มซุป ผู้ใหญ่สิงห์รีบบอกว่า
"ลูกเจี๊ยบอะไร นี่มันไม่ใช่แม่ไก่กุ๊กๆ...ชื่อเต็มคือต้มแซ่บค้างคาวแม่ไก่น่ะ"
คิมมินโฮกำลังซดอีกคำถึงกับพ่นพรวดใส่หน้าผู้ใหญ่สิงห์ อีกครั้ง ลุงปุ่นหัวเราะก๊ากอีก คราวนี้ผู้ใหญ่สิงห์ขึ้นลำปืนลูกซอง ที่วางอยู่ข้างๆ ลุงปุ่นสงบปากทันที คิมมินโฮรวบช้อนขออิ่ม นิจชิตารีบแขวะว่าเธอบอกแล้วว่าเขาอยู่ที่
นี่ไม่ได้หรอก พูดจบเธอก็ตักน้ำแกงซดและเคี้ยวเนื้อในแกง ผู้ใหญ่สิงห์หันมาชมว่าเธอเก่งกล้ากว่าทุกคน นิจชิตาจึงถามว่าที่เธอกินคืออะไร
"ต้มเปรตคางคก"
นิจชิตาเคี้ยวค้าง ตกใจตาเหลือก...ชุมพลต้องมาส่องกล้อง เพื่อคีบเอาเส้นพิษออกจากปากของนิจชิตาแล้วสอนว่า "ในหนัง คางคกมันมีเส้นพิษอยู่ เวลาทานต้องเอาเส้นพิษออกก่อน"
"แล้วถ้าไม่ได้เอาออกมันจะเป็นยังไง" คิมมินโฮถาม
ระหว่างนั้น นิจชิตาหันหน้ามาพอดี ทุกคนเห็นลิ้นเธอบวมจนคับปากก็พากันตกใจ นิจชิตาพยายามพูดถามว่าเธอเป็นอะไร ทำไมรู้สึกแปลกๆ คิมมินโฮหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
"ตลกมากมั้ย" นิจชิตาโกรธพูดลิ้นคับปาก
"ไม่ตลกแล้วฉันจะหัวเราะเหรอ อย่างนี้เขาเรียกว่าหัวเราะทีหลังดังกว่า" คิมมินโฮทำลิ้นคับปากล้อ
ยุนอาตกใจนึกว่าคิมมินโฮเป็นไปด้วย เขารีบบอก "เปล่า หรอก...ฉันทำเป็นเพื่อนคุณนิจไง ให้เป็นอย่างนั้นอยู่คนเดียวคงอายแย่ ดีมั้ยคุณ"
นิจชิตาน้ำตารื้น สะบัดหน้าเดินหนีไป คิมมินโฮเห็น อย่างนั้นก็อึ้ง ชุมพลกังวลใจเป็นห่วงนิจชิตา ยุนอาตำหนิ
คิมมินโฮ "ท่านรองน่าจะไปขอโทษคุณนิจนะคะ"
"แต่ฉันไม่ผิดนี่ ทำไมยัยนั่นแกล้งฉันไม่เห็นมีใครว่า อะไร...ฉันแค่หัวเราะแค่นี้ทำไมฉันต้องขอโทษด้วย"
"ก็เพราะว่าคุณเป็นผู้ชายไง" ชุมพลพูดจบก็เดินไป
ยุนอาทึ่งท่าทางแมนๆของชุมพล ทำให้คิมมินโฮรู้สึกผิด ขึ้นมา...เขาจึงเดินตามหานิจชิตาเพื่อเอายาแก้แพ้มาให้ทาน นิจชิตาหาว่าจะมาหัวเราะเยาะเธออีก
"ยาแก้แพ้หรือยาพิษ ฉันเป็นอย่างนี้ยังไม่สะใจนายอีกใช่มั้ย"
คิมมินโฮพูดขอโทษสวนขึ้นมา นิจชิตาอึ้งถามว่าต้มแซ่บแม่ไก่ทำพิษหรือ คิมมินโฮย้ำ
"ผมบอกว่าผมขอโทษไง"
"เมื่อกี้นายทำให้ฉันเป็นตัวตลกต่อหน้าทุกคน ตอนนี้ นายก็ยังเห็นฉันเป็นตัวตลกอีก...ถอยไป ฉันอยากอยู่คนเดียว"
"แต่ผมรู้สึกผิดจริงๆ" คิมมินโฮย้ำ และบอกให้เธอด่าว่าอะไรเขาก็ได้
นิจชิตามองด้วยความแปลกใจ เขาพยักหน้าให้มั่นใจ เธอจึงบอกเขาว่าเธออยากไปที่แห่งหนึ่ง...นิจชิตาพาคิมมินโฮมาที่ต้นไม้ใหญ่ บนเนินสวย อาการลิ้นคับปากเธอดีขึ้นหลังจากทานยาของคิมมินโฮ เธอพูดเศร้าๆว่า "แม่ฉัน...
ท่านเสียไปตั้งแต่ฉันเด็กๆ ฉันมาที่นี่ปีละครั้ง นอกจากจะเอาของมาบริจาคแล้ว ฉันมาที่นี่ก็เพราะฉันคิดถึงแม่..."
นิจชิตาเล่าว่าเวลาที่พ่อเธอมาสอนหนังสือ เธอจะร้องไห้ตาม แม่จึงพาเธอมาที่นี่ ตรงนี้เป็นที่ที่เธอกับแม่อยู่ด้วยกันเสมอ "ถ้าใครถามว่าสถานที่ที่ไหนสวยที่สุดในโลก ฉันจะตอบว่าตรงนี้"
คิมมินโฮรู้สึกเศร้าไปด้วย เดินมายืนข้างเธอและพูดว่า ที่ไหนๆก็สวยมากขึ้นถ้าได้ยืนเคียงข้างคนที่รัก นิจชิตาถามว่ารู้ไหมก่อนที่แม่จะจากไป แม่บอกว่าถ้าคิดถึงให้บอกกับต้นไม้ เพราะแม่จะอยู่ใต้ดิน แล้วต้นไม้จะบอกต่อแม่เอง
นิจชิตาถามเขาว่าอยากได้ยินเสียงต้นไม้ไหม
"นายต้องกอดต้นไม้เอาไว้ เอาหูแนบกับลำต้น หลับตาตั้งสมาธิ เคล็ดลับคือห้ามลืมตา"
คิมมินโฮหวั่นใจเล็กๆกลัวโดนหลอก แต่เห็นท่าที
นิจชิตาเศร้าๆจึงไม่อยากขัด ยอมทำตาม นิจชิตาโอบกอดต้นไม้ อีกด้าน คิมมินโฮพูดขึ้นว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นิจชิตาเอ็ด
"ห้ามพูด...ถ้านายพูดแล้วนายจะได้ยินต้นไม้พูดได้ยังไง"
คิมมินโฮถามอีกว่าเขาต้องหลับตาและห้ามพูดนานแค่ไหน นิจชิตาบอกว่าจนกว่าจะได้ยินเสียง เขาจึงหลับตาอยู่อย่างนั้น...จนกระทั่งมีเสียงป้าแก่ๆถาม "ทำอะไรน่ะพ่อหนุ่ม"
"ได้ยินแล้ว...ผมได้ยินเสียงแม่คุณจากต้นไม้แล้ว" คิมมินโฮหลงดีใจ
ป้าจึงถามว่ามาขอหวยหรือ คิมมินโฮลืมตาขึ้นมาตกใจ มองไปรอบๆไม่มีนิจชิตาอยู่ จึงรู้ว่าโดนหลอกอีกแล้ว เขาถามป้าว่าต้นไม้นี้ต้นอะไร ป้าตอบว่าต้นตะเคียน เขาทำหน้างงแต่พอป้าบอกว่าต้นไม้ที่มีผีสิง เขาสะดุ้งมองไป
เห็นธูปเทียนที่คนเอามาไหว้ปักอยู่เต็มก็รีบวิ่งออกไป
ooooooo
ยืนระโหยโรยแรงโบกรถอยู่ข้างถนน แต่ไม่มีคันไหนจอด ทำให้ภูชิตโมโห พอได้ยินเสียงรถแล่นมาอีกคันก็ตัดสินใจโดดไปขวางหน้ารถ เสียงเบรกรถดังสนั่นลั่นทุ่ง คนขับลงมาโวยวายแล้วต่างต้องตกใจเมื่อภูชิตเห็นคนขับคือ
ปราง ทั้งสองทะเลาะกันอีก ภูชิตโกรธที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะปราง แต่เพราะรีบไปหานิจชิตาจึงขออาศัยไปด้วย
"นี่...ทีหลังเวลาขอความช่วยเหลือใคร ช่วยพูดให้มันหวานๆหน่อย"
ตอนแรกภูชิตไม่ยอม แต่พอปรางจะทิ้งเขาก็รีบตะโกนพูดเพราะๆจนเธอพอใจถึงได้นั่งรถไปด้วย แต่ไม่วายปรางยังแกล้งให้เขานั่งท้ายกระบะรถที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืช...
คิมมินโฮเดินกลับมาที่หมู่บ้านด้วยความโกรธที่นิจชิตาหลอกให้เขากอดต้นไม้ผี สิง พอมาถึงก็เอ็ดตะโรใส่เธอ แต่พอเห็นสายตาเด็กๆที่นั่งฟังเธอกำลังเล่านิทานก็อึ้งไป นิจชิตาจึงบอกให้เขาช่วย เธอส่งใบไม้ให้เขาถือพร้อม
นิทานที่เธอเขียนใส่กระดาษ ตัวเธอถือดอกไม้
"ทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อย เอ้า...นายเล่นเป็นใบไม้ ส่วนฉันจะเล่นเป็นดอกไม้"
นิจชิตาไม่ฟังเสียงทักท้วงของคิมมินโฮ เธอเล่านิทานไปเรื่อย คิมมินโฮอึ้งฟังเธอเล่าจนเคลิ้ม จนเธอต้องสะกิดเมื่อถึงคราวเขาต้องอ่าน นิทานเป็นเรื่องของน้ำแข็งกับนาฬิกาทรายที่เคยเป็นเพื่อนรักกัน แต่เกิดผิดใจกันจนนาฬิกา
ทรายหนีไปอยู่อีกซีกโลก วันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนโลกแยกออกเป็นสองส่วน นาฬิกาทรายจึงปล่อยทรายออกมาปกคลุมรอยแตกเพื่อยึดโลกไว้ พอน้ำแข็งรู้ข่าวก็รีบตามหานาฬิกาทรายจนมาพบนาฬิกาทรายกำลังจะตาย
ทรายกำลังจะหมดจากตัว ก่อนตาย นาฬิกาทรายพยายามพูดคำสุดท้ายว่าเขารักน้ำแข็ง ทันทีที่น้ำแข็งได้ยินความเย็นชาที่มีก็ละลายออกมาเป็นน้ำทะเลคอยโอบอุ้มผืน ทรายจนอยู่คู่กันมาทุกวันนี้
คิมมินโฮมองนิจชิตา รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด เด็กๆตบมือชอบใจ...ขณะที่คิมมินโฮกำลังคุยกับเด็กๆเรื่องหุ่นยนต์ มีจริง เด็กคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่าไอ้แดงชัก นิจชิตากับคิมมินโฮตกใจรีบวิ่งไปดู เห็นอาการ
ของแดงที่กำลังชักอยู่ที่พื้น
"สงสัยจะเป็นลมชักน่ะคุณ ต้องหาอะไรมากดลิ้นเอาไว้ หาไม้เล็กๆหรือช้อนให้ผมหน่อย" ทันใดแดงมีอาการปากเบี้ยว ตากลับ ลิ้นจุกปาก คิมมินโฮรู้ว่าไม่ทันแล้ว จึงใช้นิ้วตัวเองใส่ปากแดง แดงกัดนิ้วเขาจนร้องลั่นแต่ก็ยังบอก
ไม่เป็นไร จนแดงสงบลง
นิจชิตาตกตะลึงมองคิมมินโฮด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น...
ในขณะเดียวกัน ปรางขับรถหาทางเข้าหมู่บ้านผู้ใหญ่ สิงห์ไม่เจอ จนฟ้าเริ่มมืด มีชาวบ้านแก่ๆมาช่วยนำทางให้... นิจชิตากำลังทำแผลที่นิ้วให้คิมมินโฮ เธอถามเขาว่าทำไมถึงช่วยเด็ก
"เพราะนิทานของคุณมั้ง..." นิจชิตางง คิมมินโฮจึงขยายความว่า "นิทานของคุณทำให้ผมรู้ว่าที่ดอกไม้ทุกข์ก็เพราะมัวแต่คิดถึงตัวเอง ส่วนที่ใบไม้มีความสุขเพราะเขาคิดถึงแต่คนอื่น...นิทานเรื่องนี้คงจะสอนว่า เมื่อไหร่ที่
เราใส่ใจคนอื่น เราก็จะเลิกคิดถึงเรื่องของตัวเอง"
"แล้วรู้มั้ยว่าทำไมฉันถึงให้นายเล่นเป็นใบไม้ เพราะฉันรู้ว่านายเริ่มคิดถึงคนอื่นตั้งแต่ตอนที่ฉันเห็นนายที่นี่แล้วล่ะ" นิจชิตามองคิมมินโฮด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
คิมมินโฮตัดสินใจเอ่ยปากบอกเธอขอให้มาเริ่มต้นกันใหม่ แต่พอดีเสียงรถปรางแล่นมาและบีบแตรดังกลบคำพูดของเขา นิจชิตาจึงไม่ได้ยินแถมหันไปสนใจรถนั่น พอเห็นว่าเป็นปราง เธอก็รีบเข้าไปหา ภูชิตลงจากรถมาจับมือ
นิจชิตาด้วยความดีใจ คิมมินโฮรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจจึงเลี่ยงหลบไป นิจชิตาหันมามองไม่เห็นเขาแล้วก็ใจแป้ว










