ตอนที่ 12
ค่ำคืนที่คณะของแว่นไปเล่นดนตรีในงานบวช นึกไม่ถึงว่าจะเจอจอมกับเจิดที่มาเป็นแขกคนสำคัญของงานนี้ด้วย รวมทั้งก้อนและทับทิมที่มาพร้อมเจ้าเพชรลูกชายคนเล็ก เจิดซึ่งนั่งโต๊ะติดด้านหน้าเวทีฉวยโอกาสเยาะหยันดูถูกฝีมือการเล่นดนตรีของพวกแว่น แถมยังเสี้ยมสอนให้เพชรผสมโรงด้วยถ้อยคำหยาบคายลามปามไปถึงแม่ของคล้าว
จุดนี้เองทำให้คล้าวทนไม่ได้จะเล่นงานทั้งเพชรทั้งเจิด แต่ก้อนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุรีบเดินมาก่นด่าคล้าวว่าเป็นอันธพาลรังแกเด็ก คล้าวจึงพยายามเค้นจะให้เพชรพูดความจริงว่าเมื่อกี้เจิดสอนให้พูดอะไรบ้าง แต่เพชรกลับยืนยันว่าตนยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทำให้เจิดยิ่งได้ใจด่าคล้าวไม่เลี้ยง คล้าว เหลืออดเลยชกหน้าเจิดไปเต็มหมัด
งานแตกทันที เพราะพวกเจิดกรูกันเข้ามา แว่นและเพื่อนๆตะลุมบอนกับพวกเจิดจนไม่รู้ใครเป็นใคร ทับทิมตกใจได้แต่ กรีดร้อง ก้อนรีบลากเพชรออกมาแล้วคว้าแขนทับทิมวิ่งหนีลูกหลงออกไปจากงาน เสียงจอมตะโกนสั่งทุกคนให้หยุด ขณะที่หมู่น้อยก็พยายามระงับการวิวาทแต่ไม่สำเร็จ
จนกระทั่งพวกคล้าวเป็นฝ่ายล่าถอยไปเพราะเกรงใจเจ้าของงาน ขณะพากันเดินกะโผลกกะเผลกกลับบ้าน คล้าว ขอโทษเพื่อนทุกคนที่ตนทำให้เสียงานสูญเงิน ถ้าตนทนทำหูฝาดตาเฝื่อนเรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้ แต่ทุกคนไม่มีใครโทษคล้าว กลับบอกว่าคล้าวทำดีที่สุดแล้ว อดทนอยู่ได้ตั้งนาน ถ้าเป็นพวกตนแค่เห็นหน้ากวนบาทาของไอ้เจิดก็คงตะบันหน้ามันแต่แรกแล้ว ที่สำคัญถึงวงดนตรีของเราจะกระจอกงอกง่อยยังไงก็ให้ใครมาดูถูกไม่ได้ ยิ่งมาหยามถึงพ่อแม่ ก็อย่าอยู่ร่วมโลกกันเลย...
ooooooo
เช้าแล้ว บุปผารีบกินข้าวต้มจนหมดชามแล้วส่งสัญญาณให้ทองกวาวอิ่มเพื่อหนีธรรมรักษ์ที่จะมารับไปส่งโรงเรียนสอนตัดเสื้อ แต่รีบยังไงก็ไม่พ้นอยู่ดี เพราะธรรมรักษ์มาก่อนเวลานัด และไม่ยอมให้สองสาวนั่งรถเมล์ไปกันเอง อ้างกับทองคำว่าขึ้นรถเมล์อันตราย เผลอๆโชคร้ายเจอพวกโรคจิตทำมิดีมิร้ายเอาด้วย
ทองคำห่วงหลานจึงบังคับให้สองสาวไปกับธรรมรักษ์ แม้บุปผาจะอวดเก่งไม่กลัวใครหน้าไหน แต่ทองคำก็ไม่วางใจอยู่ดี ทองกวาวเห็นว่าหมดทางเลี่ยงจึงพยักพเยิดให้บุปผาตามน้ำไปก่อน แล้วพอจะขึ้นรถบุปผาก็รีบเข้าไปนั่งเบาะหน้าคู่กับธรรมรักษ์ ทองกวาวจึงต้องนั่งเบาะหลังโดยปริยาย ธรรมรักษ์รู้ว่าถูกกันท่าแต่ก็ยังยิ้มได้อยู่
ทองกวาวนั่งนิ่งระวังตัวรักษาท่าที ธรรมรักษ์ขับรถไปแอบมองทองกวาวไปผ่านกระจกมองหลัง บุปผารู้ทางและรู้ความในใจธรรมรักษ์ ไม่ว่าเขาจะชวนทองกวาวคุยเรื่องใด บุปผาก็ชิงตอบเองคนเดียว แถมยังแขวะแรงๆเสียจนธรรมรักษ์ฉุนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เหยียบเบรกกะทันหันทำให้สองสาวหัวทิ่มมาข้างหน้า
"ขอโทษครับ ขอโทษ พอดีรถคันหน้ามันเบรกกะทันหันน่ะครับ คุณทองกวาวเจ็บไหมครับ"
"ไม่เจ็บเลยค่ะ ตกหลังควายเจ็บกว่านี้เยอะ" บุปผาตอบรวดเร็ว ธรรมรักษ์ฟังแล้วหัวเราะก๊าก
"นี่อยู่บ้านนอกเวลาไปไหนมาไหนทียังต้องขี่ควายกันอยู่อีกเหรอครับ ล้าสมัยจัง"
ทองกวาวชักสีหน้าไม่พอใจ ธรรมรักษ์มองทองกวาวผ่านกระจกหลัง บุปผาหมั่นไส้ร้องลั่นว่าระวังข้างหน้า ธรรมรักษ์ ตกใจหักพวงมาลัยกะทันหัน บุปผาเลยได้โอกาสโถมเข้าใส่ทำเป็นเซเสียหลักแล้วแอบถองศอกเข้าท้องเขาเต็มแรง ชายหนุ่มเจ็บถึงจุกแต่ต้องวางฟอร์มว่าไม่เป็นอะไร
"ทีนี้ก็ตั้งใจขับรถดีกว่านะคะ ขับไปคุยไปอย่างนี้บุปผากลัวค่ะ"
ธรรมรักษ์ยิ้มแหยๆ ทองกวาวแอบขำที่ธรรมรักษ์เจอฤทธิ์บุปผาเข้าให้
ooooooo
แว่นยังเป็นห่วงความรู้สึกของคล้าวที่ถูกก้อนและทับทิมปฏิเสธการสู่ขอทองกวาวด้วยท่าทีชิงชังรังเกียจ อีกทั้งยังเรียกสินสอดใหม่ตั้งสิบหมื่น พอวันนี้รู้จากคอนว่าคล้าวไปรับจ้างดายหญ้า แว่นจึงตามไปช่วยคล้าวเพื่อจะได้เงินค่าจ้างเยอะๆ แต่ที่ไหนได้ คล้าวบอกว่าเหมาเขามาแล้วได้แค่สิบบาท และคงต้องทำสองสามวันกว่าจะเสร็จ
"เวร...สองสามวัน แล้วชาติไหนมันจะได้ครบสิบหมื่นล่ะวะเนี่ย ไอ้คล้าว ข้าว่าเอ็งอย่าทำประชดประชันใครเลยว่ะ
ตาก้อนยายทับทิมแกไม่มีวันจะเห็นใจเอ็งหรอก"
"ข้าไม่ได้ทำประชดประชันใครแว่น ก็ในเมื่อเขาอยากได้สิบหมื่น ข้าก็ต้องหามาให้เขาจนได้น่ะแหละ"
"เอายังงี้ดีกว่าไหมวะคล้าว เอ็งไปเรียนตัดผมกะข้า ข้าจะสอนให้ ขี้หมูขี้หมาตัดผมวันนึงก็ได้หลายบาทอยู่ ไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งอาบเหงื่อต่างน้ำแลกเงินสิบบาทอย่างนี้"
"ข้าจะไปแย่งงานเอ็งได้ยังไงวะ ช่างข้าเหอะ ดีกว่าข้าไม่มีอะไรทำ แล้วก็จะได้ไม่ต้องมัวคิดถึงทองกวาวมากมายนัก"
"เฮ้อ จะเป็นตายร้ายดียังไงก็น่าจะส่งข่าว ส่งจดหมายมาหากันบ้าง มาหายเงียบไปซะเฉยๆอย่างนี้...บุปผาใจร้าย บุปผาใจดำ" แว่นตะโกนโหวกเหวกอย่างอัดอั้น
"ไอ้แว่น ไม่เอาน่า...ข้าว่าทั้งทองกวาวทั้งบุปผาก็คงจะกำลังยุ่งจนไม่มีเวลามากกว่า เขาไม่มีวันลืมเราสองคนหรอกแว่น"
แว่นเศร้าจัด ถามคล้าวมีพร้าอีกซักเล่มไหมจะได้ช่วยกันดายหญ้า แต่คล้าวเกรงใจบอกให้แว่นกลับไปเฝ้าร้านดีกว่า
"วันนี้วันพุธไม่มีใครเขามาตัดผมกันหรอก ไม่มีพร้าไม่เป็นไร งั้นข้าใช้มือถอนเอาก็ได้ ข้าต้องหาอะไรทำเหมือนกัน ไม่งั้นคงคิดถึงบุปผาอกแตกตายแหงๆเลย"
แว่นเดินคอตกไปถอนหญ้าอีกมุม คล้าวสงสารแต่ก็ไม่รู้จะช่วยเพื่อนยังไง เพราะตัวเองก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน
ooooooo
ในไนต์คลับของธรรมรักษ์ซึ่งธีระเป็นผู้ดูแล บ่ายนี้ธีระหัวเสียเพราะนักดนตรีซ้อมวงไม่ได้ดั่งใจ อีกทั้งนักร้องสาวเบอร์หนึ่งอย่างฤทัยก็เอาแต่หงุดหงิดหน้างออยู่ในห้องจนใครก็เข้าหน้าไม่ติด ครั้นธีระเห็นธรรมรักษ์โผล่เข้ามาจึงบอกให้เขาไปดูฤทัยในห้องแต่งตัว
ฤทัยอารมณ์ไม่ดีเพราะธรรมรักษ์หายหน้าไปหลายวัน บ้านช่องไม่กลับ เธอระแวงว่าเขาจะไปติดผู้หญิงอื่น พอเจอหน้าเขาคราวนี้เธอจึงขู่เขาว่า ถ้าเขาทำอย่างนั้นเธอจะหนีไปร้องเพลงให้คนอื่นให้เข็ด แต่ธรรมรักษ์รู้จุดอ่อนของฤทัย เพียงแค่เขาเข้าคลุกวงในและมีเครื่องประดับราคาแพงๆมาให้ ฤทัยก็อ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งลนไฟไปซะทุกที
หายเข้าไปในห้องไม่นาน ธรรมรักษ์ก็ยิ้มร่าออกมานั่งดื่มกับธีระ ส่วนฤทัยก็ขึ้นเวทีร้องเพลงอย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวาจนธีระรู้สึกทึ่งฝีมือเจ้านาย ชื่นชมไม่ขาดปาก นั่นยิ่งทำให้ธรรมรักษ์ลำพองใจ บอกกับธีระว่า ของตายน่ะยังไงมันก็ไปไหนไม่รอดหรอก...
ooooooo
สายวันรุ่งขึ้น มิ่งให้การต้อนรับจอมกับสมุนเป็นอย่างดี และดวงใจเอาน้ำมารับแขก มิ่งซึ่งรู้จุดประสงค์ การมาของจอมดีอยู่แล้ว จึงบอกให้ดวงใจอยู่คุยกับจอม แต่พอสายใจโผล่ขึ้นเรือนมาเห็นจอมกับสมุน เธอก็ชักสีหน้าไม่พอใจ ถามห้วนๆว่ามาทำไมกัน?
มิ่งอยากจะด่าสายใจให้แสบสัน แต่ติดตรงที่จอมนั่งหัวโด่อยู่ จึงเรียกสายใจมานั่ง อย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่อย่างนั้น
"ผู้ใหญ่บางคนมันก็ไม่ได้น่านับถือนักหรอก"
"โธ่...อีนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ฉันขอโทษพ่อจอมด้วยนะจ๊ะ ยังไม่มาอีก"
"ไม่เป็นไรไอ้มิ่ง ข้าไม่ถือ"
สายใจจำใจเดินมานั่งข้างดวงใจ แล้วตั้งคำถามใส่พวกจอมอีกครั้งว่า มาทำไมกันเต็มบ้านเต็มช่อง
"ถามได้ว่ามาทำไม อาชีพข้าน่ะปล่อยเงินกู้เก็บดอกกินนี่หว่านังสายใจ"
"ไปเหอะไป ไปข้างหน้าก่อน บ้านนี้ไม่ชอบเป็นหนี้ใคร"
"อีสายใจ มึงไม่พูดซักอึดใจก็ไม่มีใครเขาว่ามึงเป็นใบ้ หรอก" มิ่งตวาดแล้วก็มองจอมอย่างเกรงใจ แต่จอมไม่ว่ากระไร นอกจากพูดเรื่องหนี้สินและดอกเบี้ยที่จะมาเก็บจากมิ่ง สองสาวตกใจว่าพ่อของเธอไปเป็นหนี้จอมตั้งแต่เมื่อไหร่ จอมเลยโบ้ยให้ถามพ่อเอาเอง
ลูกสาวทั้งสองคนหันขวับมองพ่อ แต่มิ่งก้มหน้ามองกระดาน ไม่ยอมสบตากับใคร
"พ่อ...อย่าบอกนะว่าพ่อกู้เงินตาจอมไปเข้าบ่อนน่ะ...พ่อ!" สายใจตะเบ็งสุดเสียงจนมิ่งสะดุ้งโหยง
"อีบ้า แก้วหูจะทะลุ ก็พวกมึงสองคนอยากปล่อยให้กูอดๆอยากๆ กูก็ต้องหาทางดิ้นรนของกูน่ะสิวะ"
"พ่อทำอะไรลงไปพ่อรู้ตัวรึเปล่า พ่อลงนรกคนเดียวไม่พอ พ่อยังลากนรกเข้าบ้านด้วย"
"เดี๋ยวกูจะเอามะพร้าวห้าวยัดปากมึงอีสายใจ"
"พ่อ...พี่สายใจ หยุดทะเลาะกันก่อนได้ไหม พ่อฉันเป็นหนี้นายจอมเท่าไหร่"
ดวงใจอยากรู้ จอมจึงให้สมุนเปิดบัญชีจาระไน ปรากฏว่าเงินต้นสามพันห้า ยังไม่ได้คิดดอก สายใจแทบกรี๊ด ต่อว่าพ่อยกใหญ่
"พ่อทำยังงี้ได้ยังไง พ่อเคยคิดบ้างไหมว่าฉันต้องขายบัวลอยไข่หวานไปทั้งชาติ จนตายละมังถึงจะได้เงินสามพันห้าเนี่ย"
"มึงก็อย่าขายแต่บัวลอยไข่หวานสิโว้ย"
ดวงใจเครียดจัด ปรามพ่อกับพี่สาวอย่าเพิ่งทะเลาะกัน ตอนนี้เธออยากรู้ว่าจอมจะเอายังไงให้ว่ามา
"ข้าก็เห็นเอ็งสองคนมาแต่เล็กแต่น้อย ยังไงก็เอ็นดูพวกเอ็งเหมือนลูกเหมือนหลาน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะยังไม่คิดดอกพวกเอ็ง แค่ทยอยใช้ต้นคืนมาทีละนิดทีละหน่อยดีไหมล่ะ"
"โอ๊ย พ่อจอมนี่ช่างมีน้ำใจแท้ๆ" มิ่งพนมมือไหว้จอมท่วมหัว แล้วยังบังคับสายใจให้กราบจอมด้วย สายใจกลับมองจอมอย่างรังเกียจก่อนลุกขึ้นเดินปึงปังออกไปทันที จอมไม่พอใจนัก แต่พอได้ยินมิ่งเรียกดวงใจมากราบ จอมก็ยิ้มแต้ บอกให้ดวงใจมากราบใกล้ๆ แต่ดวงใจยกมือไหว้พอเป็นพิธี และไม่ยอมสบตาด้วย จอมเลยเก้อไปนิดแต่ยังยิ้มกริ่มมีความหวัง พอกลับลงมาที่รถซึ่งจอดหน้าบ้าน สมุนคนหนึ่งของจอมก็นินทา มิ่งลับหลังว่า
"ไอ้มิ่งนี่มันควายดีๆนี่เองนะพ่อจอม มันจะรู้ตัวไหมว่า มันจะเสียทั้งนาทั้งบ้าน แถมยังต้องยกลูกสาวให้พ่อจอมฟรีๆอีกด้วย"
"คนโง่ยังไงมันก็ต้องเป็นเหยื่อของคนฉลาดวันยังค่ำ บ่อนนี่มันดีจริงๆว่ะ ทำให้ไอ้พวกหน้าโง่มันมาอยู่รวมกันได้"
"วันนี้พ่อจอมดูกระชุ่มกระชวยเหมือนเป็นหนุ่มขึ้นมาอีกสิบปีเลยนะจ๊ะ"
"ก็แหงละโว้ย แค่ได้กลิ่นเนื้อสาว ข้าว่าใจข้ามันเต้นเหมือนจะหลุดออกมานอกอกว่ะ"
แล้วจอมกับสมุนก็ประสานเสียงหัวเราะกันครื้นเครง
ooooooo
เมื่อพ่อของเธอสร้างหนี้สินไว้จำนวนไม่น้อย ดวงใจกลุ้มหนักเพราะลำพังตัวเองกับพี่สาวหาเช้ากินค่ำ ก็แทบจะไม่พอ และเหตุนี้เองดวงใจจึงคิดจะเลิกจ้างเชนทำงาน แต่พอเธอพูดกับเขา ให้เขาไปหางานใหม่ เขากลับยืนยันว่าเขาไม่ไปไหน ถึงเธอจะไม่มีเงินเดือนให้ เขาก็ยินดีช่วยงานอยู่ที่นี่ และจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้ ให้หมดจนได้
ดวงใจเอ่ยปากเกรงใจเชนที่จะต้องมาใช้หนี้จากการพนันแทนพ่อของเธอที่เป็นคนก่อ เชนกลับบอกว่าพ่อของเธอก็เหมือนพ่อของเขา ขอเธออย่าคิดมาก และอย่าไปโกรธพ่อเลย มันคงเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆของท่าน สักวันท่านก็คงเลิกได้เอง ดวงใจฟังคำของเชนแล้วอึ้งพูดไม่ออก ได้แต่คิดในใจ ว่าคนอย่างนี้ก็มีด้วย
ส่วนที่บ้านของก้อน สายวันนี้มีบุรุษไปรษณีย์มาส่ง จดหมายซึ่งเป็นจดหมายของทองกวาวกับบุปผาที่ฝากพ่อแม่ ส่งต่อให้คล้าวกับแว่น พอก้อนรับมาก็รีบให้หมึกเอาไปเผาทิ้ง ทันที ตกเย็นเพชรกับหมึกไปเดินตลาดเจอคล้าวมาขายปลา คล้าวทักทายหมึกก่อนจะถามว่าทองกวาวกับบุปผาเขียนจดหมายกลับมาบ้านบ้างหรือเปล่า หมึกเกือบจะหลุดปากบอก อยู่แล้ว ถ้าเพชรไม่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
อีกมุมหนึ่งของตลาด จอมกับเจิดกำลังเอาสินค้าตัวใหม่ มาอวดชาวบ้านเพื่อโน้มน้าวให้ซื้อหรือไม่ก็ผ่อนส่ง ซึ่งสินค้าที่ว่านี้ก็คือโทรทัศน์หรือโทรภาพ เพียงแค่เสียบปลั๊กไฟแล้วกดปุ่มที่เครื่องก็จะมีภาพปรากฏบนจอ
"โทรภาพมันเป็นของมาจากประเทศนอกนะโว้ย ในกรุงเทพฯเองก็มีอยู่ไม่กี่เครื่องหรอก เครื่องนี้เป็นเครื่องแรกของหนองทรายขาว"
"ใครอยากได้ไว้เสริมบารมีที่บ้าน ก็สั่งจองได้ ขายไม่แพง เครื่องละสามพันห้า"
ได้ยินราคา ชาวบ้านถึงกับฮือฮาเพราะแพงหูฉี่
"สามพันห้านี่ราคาคนกันเองแล้วนะโว้ย ในกรุงเทพฯเขาขายกันเครื่องละตั้งห้าหกพัน ข้าเอาความศิวิไลซ์มาเผื่อแผ่ถึงพวกเอ็ง จะได้ไม่หูป่าตาเถื่อนให้อายคนเมืองกรุงเขา"
"ใครเบี้ยน้อยหอยน้อยก็ผ่อนส่งได้โว้ย คิดดอกถูกๆ วางเงินงวดแรกก็ยกโทรภาพไปนอนดูกันที่บ้านได้เลย"
ชาวบ้านต่างท้อใจเพราะหมดปัญญาจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน แต่จอมก็สามารถดึงพวกเขากลับมาจ้องหน้าจอ ได้อีกด้วยการเปลี่ยนช่องใหม่มีลิเกออกมารำป้อ ไข่กับตี๋เห็นแล้วตื่นตาตื่นใจรีบวิ่งไปบอกเล่าแว่นที่ร้านตัดผม แว่นไม่ค่อยเชื่อ กลัวสองพ่อลูกนั่นจะมาเล่นกลแหกตาชาวบ้าน ตี๋กับไข่ จึงชวนแว่นไปดูด้วยกันให้เห็นกับตา
แต่พอสามเกลอมาถึง ปรากฏว่าจอมให้สมุนเก็บค่าดู คนละห้าสิบสตางค์ สามเกลอเลยหมดปัญญาได้แต่ชะเง้อชะแง้อยู่ห่างๆ แต่ก็ยังไม่วายถูกสมุนของจอมมาไล่ตะเพิดจนต้องวิ่งหนีออกมา
"ขี้เหนียวชิบเป๋ง ดูนิดดูหน่อยก็ไม่ได้ไอ้บ้า ไม่เห็นอยากจะง้อเลยโว้ย" ไข่บ่นอุบ
"แต่ข้าว่าไอ้โทรภาพนี่มันแจ๋วว่ะ เมื่อกี้ข้าเห็นวงดนตรี กรุงเทพฯด้วย ซักวันพวกเราต้องได้เข้าไปอยู่ในนั้นกันบ้างละวะ"
"รูมันเล็กนิดเดียวแล้วจะมุดเข้าไปทางไหนกันล่ะไอ้แว่น" ตี๋ท้วงอย่างงงๆ
"ช่างหัวมันเหอะ ขอให้ได้เข้าไปก็แล้วกัน พวกเอ็งไม่เห็นเหรอว่าอยู่ในโทรภาพแล้วโคตรเท่เลย แหม อยากเข้า ไปดูอีก เอ็งมีตังค์เท่าไหร่ไอ้ตี๋"
"ก็ต่อมันแล้ว สามคนสลึงมันถึงไล่ถีบออกมานี่ไง"
น้อยเดินมาพอดี สามเกลอรีบเสนอหน้าไปหาและบอกเล่าเรื่องโทรภาพ ก่อนจะลงท้ายด้วยการขอให้น้อยออก เงินค่าดูให้หน่อย แต่น้อยก็ทำให้ทุกคนผิดหวังเพราะทั้งเนื้อ ทั้งตัวไม่มีเงินสักแดง
ooooooo
ค่ำนี้ฝนตกหนัก คล้าวช่วยแม่รองน้ำฝนใส่ตุ่มไว้กิน ระหว่างนี้เองคอนถามถึงทองกวาวว่าส่งข่าวคราว มาบ้างไหม คล้าวที่กำลังคิดถึงเธออยู่ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบคำถามแม่ว่า
"ไม่เลยจ้ะแม่ ทองกวาวคงกำลังยุ่งเรียนตัดเสื้อ มัน ก็คงเป็นงานหนักเหมือนกันนะแม่นะ ไอ้แว่นสิมันทุรนทุรายคิดถึงบุปผาจนไม่เป็นอันทำอะไร"
"แล้วเอ็งล่ะคล้าว"
"คิดถึงมันก็คิดถึงนะจ๊ะแม่ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะจ๊ะ ไม่ใช่ว่าหนูกับทองกวาวจะไม่มีวันได้เจอหน้ากันอีกเมื่อไหร่ แค่ตอนนี้ต่างคนก็มีหน้าที่ต้องทำเท่านั้นเอง"
"คิดได้ยังงั้นก็ดีแล้วลูก"
"ไม่รู้ว่าที่กรุงเทพฯฝนจะตกเหมือนที่บ้านเรารึเปล่านะจ๊ะแม่"
คล้าวมองผ่านสายฝน คิดถึงคนรักจับใจ เช่นเดียวกับ ทองกวาวที่กรุงเทพฯ เวลานี้เธอนั่งมองฝนพรำด้วยรอยยิ้ม บุปผา เยี่ยมหน้ามามองแปลกใจ ถามว่ายิ้มอะไรอยู่ได้
"ฝนตกอย่างนี้ ข้าวคงงามน่าดูเลยนะบุปผา"
"นึกว่ายิ้มอะไร ที่แท้ก็คิดถึงพี่คล้าวนี่เอง ป่านนี้คงไม่เป็นอันทำอะไรหรอก เพราะจดหมายทองกวาวน่ะอ่านสามวัน สามคืนก็ไม่จบ"
"บุปผาก็พูดไปเรื่อย"
"อ้าว ก็รึไม่จริง อ่านแล้วอ่านเล่า อ่านจบแล้วก็อ่านซ้ำอีก อ่านจนกระดาษจดหมายเปื่อยคามือไปเลย อยากรู้จังว่าพี่คล้าวจะเขียนตอบมาว่ายังไงบ้างน้า เอ๊ะ รึจะยังไม่มีเวลาตอบจดหมาย เพราะว่า..."
"เพราะว่าอะไร พูดให้ดีๆนะ"
"ก็เพราะว่ามัวแต่เตรียมยกขันหมากไปขอใครบางคน อยู่น่ะสิ...ถามได้"
"บ้า บุปผานี่"
"ฝนตกอากาศเย็นยังงี้ พี่คล้าวห่มผ้ากี่ผืนก็คงไม่หายหนาวหรอก เพราะอุ่นไอผ้ายังไงก็ไม่อุ่นเท่าอุ่นไอเนื้อใครบางคน"
ทองกวาวหยิกแขนบุปผาแก้เขิน แล้วก็หันกลับไปมองนอกหน้าต่าง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข
ooooooo
เชนขยันตัวเป็นเกลียวรับจ้างใครต่อใครทำงาน หาเงินเพื่อเก็บรวบรวมเอาไว้ช่วยดวงใจใช้หนี้ ไม่ว่างานต่ำต้อยติดดินแค่ไหนเชนก็ไม่เกี่ยง ขณะเดียวกันมิ่งที่เป็นคนสร้างหนี้กลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังพยายาม หาเรื่องเชนอยู่ร่ำไป ดวงใจเอือมระอาแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะยังไงมิ่งก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด
สายวันนี้ก้อนกับทับทิมมาซื้อของในตลาด สายใจซึ่งมาขายผักเห็นท่าทีขยะแขยงของสองผัวเมียก็รำคาญลูกตา จนอดโวยวายแดกดันเข้าให้ไม่ได้ ทับทิมโกรธแต่ไม่อยากสนใจแม่ค้าปากตลาด จึงบอกก้อนให้รีบๆเดิน แต่ก้อนนึกบางอย่างได้ ขอเข้าไปหาสายใจสักหน่อย
"นังสายใจ ข้าถามตรงๆเหอะ เอ็งมาโกรธมาเกลียดข้าทำไมวะ ข้าไปทำอะไรให้เอ็ง"
"ไม่ได้ทำอะไร เกลียดขี้หน้าคนรวยเฉยๆ"
"เอ็งน่ะต้องสำนึกบุญคุณข้าด้วยซ้ำ เพราะข้าน่ะจะช่วยให้เอ็งสมหวังกับไอ้คล้าวมันแท้ๆ"
สายใจอึ้ง หูผึ่งขึ้นมาทันที
"ทองกวาวมันไปอยู่กรุงเทพฯอีกตั้งนานกว่าจะกลับ เผลอๆมันอาจจะไม่กลับมาก็ได้"
"ตาก้อนจะพูดอะไรเนี่ย"
"อ้าว เอ็งมีสมองก็ลองไปตรองดูเอาเองสิวะ ในกรุงเทพฯ น่ะผู้ชายดีๆมีการศึกษา มีหน้ามีตา เดินกันให้ไขว่ไปหมด แล้วทำไมทองกวาวมันจะเลือกที่สมกับมันไม่ได้ซักคน เอ็งว่า จริงไหมวะ"
"มันก็เป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆน่ะแหละ"
"เรื่องไอ้คล้าวน่ะมันอยู่ที่เอ็งจะมีปัญญามัดใจมันได้ ขนาดไหน เอ็งกับมันก็สมกันยังกะกิ่งทองใบหยก ถ้าจับไอ้คล้าว ทำผัวไม่ได้ ข้าก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วสายใจเอ๊ย...ไปแม่ทับทิม ระวังขี้หมา"
ก้อนหันหลังกลับเดินนำทับทิมออกไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ขณะที่สายใจนั้นยิ้มร่าความหวังบรรเจิดขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นไม่นานสายใจก็หิ้วหัวปลีติดมือไปฝากป้าคอนถึงบ้าน
"อ้าวสายใจ วันนี้ขายของหมดแต่หัววันเหมือนกันนี่"
"จ้ะป้า ขายมั่งแถมมั่ง นี่ฉันเอาหัวปลีมาฝากป้าด้วยนะจ๊ะ"
"ขอบใจๆ แหม ต้มน้ำปลาร้าไว้พอดี กินข้าวด้วยกัน ซะเลยไหมล่ะสายใจ"
"จะดีเหรอจ๊ะป้า ฉันกลัวว่าใครบางคนเห็นหน้าฉันแล้วจะพานกินข้าวไม่ลงเปล่าๆ"
คล้าวที่กำลังถูเรือนอยู่ชะงักกึก "จะกินก็กิน ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอก" พูดจบคล้าวก็หิ้วถังน้ำออกไป สายใจรีบก้าวตามมาตอแย
"เก็บเงินได้ครบหมื่นรึยังล่ะพี่คล้าว"
"ถ้าเอ็งจะมาเยาะเย้ยถากถางพี่เรื่องนี้ พี่ไม่คุยด้วยหรอกนะสายใจ"
"เมื่อไหร่พี่จะหูตาสว่างซะที อีทองกวาวน่ะมันไปแล้ว ไปลับ มันไม่กลับมาหนองทรายขาวอีกแล้ว รู้ไว้ซะด้วย"
"เอ็งจะพูดยังไงก็พูดไปเหอะสายใจ"
"สายใจไม่ได้พูดเอง ตาก้อนยอมรับกับปาก สายใจได้ยินมากับหู อีทองกวาวมันจะได้ผัวเป็นคนกรุงเทพฯเร็วๆนี้แหละ"
"เอ็งจะเชื่อคำอาก้อนก็เรื่องของเอ็ง แต่ไม่ต้องพยายามมาทำให้พี่เชื่อไปด้วย พี่กับทองกวาวรักกัน สัญญาที่ให้ไว้แก่กันมันไม่ใช่แค่ลมปาก แต่พี่กับทองกวาวสัญญากันด้วยหัวใจ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน พี่ก็จะรักทองกวาวคนเดียว"
"พี่คิดซะอย่างนี้สิ ใครต่อใครเขาถึงได้ว่าโง่ยิ่งกว่า..."
"ใครจะว่ายังไงก็ช่างเถอะ ความรักของพี่ที่มีต่อทองกวาวมันมีค่ามากมายนัก ถึงจะต้องคอยจนตายพี่ก็จะขอซื่อสัตย์ต่อความรักของพี่" คล้าวยืนยันหนักแน่นจนสายใจถึงกับใบ้กินไปเลย
ooooooo
เพราะธรรมรักษ์กำลังมีเป้าหมายใหม่ที่ทั้งสวยและรวยเขาจึงไม่สนใจจะเข้ามาดูแลบริหารงานไนต์คลับ มัวแต่เอาเวลาไปเฝ้าทองกวาวทั้งที่บ้านคุณนายทองคำและที่โรงเรียนสอนตัดเสื้อ แม้จะถูกบุปผากีดกันกลั่นแกล้งสารพัด ธรรมรักษ์ก็ยังปักหลักไม่มีถอย
แต่สำหรับฤทัย นักร้องสาวสวยซึ่งเป็นเมียเก็บของธรรมรักษ์ เมื่อเขามาหายหน้าไปบ่อยๆแบบนี้ทำให้เธออดระแวงไม่ได้ว่าจะไปติดหญิงอื่น พอถามธีระลูกน้องคนสนิทของเขาก็ไม่ได้คำตอบอะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้ด้วย นั่นยิ่งทำให้ฤทัยหงุดหงิดหัวเสียจนไม่เป็นอันร้องเพลง
ส่วนคุณนายทองคำซึ่งไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวของธรรมรักษ์ เมื่อหลานชายมาเปิดใจว่าชอบทองกวาว และยังเห็นเทียวไล้เทียวขื่อรับส่งไม่เว้นแต่ละวัน ทองคำจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไรถ้าสองคนจะลงเอยกันได้
หลังอาหารเย็นวันนี้ ทองคำเลียบเคียงถามทองกวาวว่า มาอยู่กรุงเทพฯร่วมเดือนแล้วเป็นยังไงบ้าง ชอบกรุงเทพฯไหม แต่ทองกวาวไม่ทันจะตอบ บุปผาก็ชิงตอบเสียเองว่า
"ชอบสิจ๊ะย่า สนุกดี มีคนแปลกๆให้ดูไม่รู้เบื่อทุกวัน"
"ฉันถามทองกวาวย่ะ ไม่ได้ถามหล่อน หล่อนน่ะฉันรู้ อะไรก็ชอบทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นไม่ชอบอะไรซักอย่าง...ว่าไงทองกวาว"
"ทองกวาวว่ากรุงเทพฯก็มีทั้งดี แล้วก็ไม่ดีจ้ะย่า รถรามันเยอะเต็มถนน หนวกหูแล้วก็หายใจไม่ค่อยออก"
"ช้าง ม้า วัว ควาย เราก็มีตั้งเยอะ น่าจะเอามาใช้กัน จะได้ไม่หนวกหูยังงี้นะทองกวาวนะ" บุปผาจีบปากจีบคออีก
"ย่ะ ช้าง ม้า วัว ควาย เดินกันให้เต็มถนนคงสนุกพิลึกละ แล้วถ้าจะให้อยู่กรุงเทพฯตลอดไปเลยจะอยู่ได้ไหมล่ะทองกวาว"
"เรียนตัดเสื้อจบยังไงทองกวาวก็ต้องกลับหนองทรายขาวจ้ะย่า พ่อกับแม่คงรอให้ทองกวาวกับบุปผากลับไปเปิดร้านตัดเสื้อที่โน่น"
"ก็แล้วถ้าพ่อแม่เราเขาอยากให้อยู่กรุงเทพฯกับย่าตลอดไปเลยล่ะ"
"ยังไงทองกวาวก็อยากกลับไปอยู่หนองทรายขาวมากกว่าจ้ะ"
"มีใครคอยอยู่ทางโน้นรึไง"
ทองกวาวชะงัก บุปผาลุ้นให้ทองกวาวบอกความจริงไปเลย แต่ทองกวาวไม่กล้า ได้แต่บอกว่าที่โน่นมีพ่อกับแม่รออยู่
"แล้วพ่อธรรมรักษ์เขาเป็นยังไงบ้างล่ะ" ทองคำเริ่มเข้าประเด็น แต่ถูกบุปผาซึ่งรู้แกวรีบเปลี่ยนเรื่องคุย จนที่สุดทองคำก็เลิกพูดเรื่องธรรมรักษ์ไปเอง
ครั้นพากันกลับห้องนอน บุปผาบ่นทองกวาวว่าทำไมไม่บอกย่าไปตามตรงว่าเกิดมาไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนชีกอเท่าธรรมรักษ์มาก่อน ทองกวาวบอกว่าจะให้พูดแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อธรรมรักษ์ก็เป็นหลานย่าคนหนึ่งเหมือนกัน
"บุปผาว่าวันนี้ย่ามาแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ ทองกวาว
ว่าไหม เหมือนจะเชียร์อีตาธรรมรักษ์จนออกนอกหน้า"
"คิดมากไปได้บุปผา ย่าอาจจะไม่ได้คิดอะไรก็ได้"
"ทำไมทองกวาวไม่บอกย่าไปซะเลยว่ามีแฟนแล้ว ที่เรียนจบแล้วต้องกลับไปหนองทรายขาวน่ะก็กลับไปแต่งงาน"
"บ้าสิบุปผา จะให้พูดยังงั้นได้ยังไง น่าเกลียด ย่าจะหาว่าเราแก่แดดแก่ลมนะ"
"อย่างน้อยก็ช่วยให้อีตาธรรมรักษ์เลิกมาทำก้อร่อก้อติกกะเราละน่า"
"เป็นลูกผู้หญิงน่ะจะเที่ยวไปพูดยังงั้นได้ยังไง มันน่าเกลียด เรื่องคุณธรรมรักษ์น่ะช่างเขาเถอะ เขาจะชีกอยังไงก็ปล่อยเขา เราไม่สนใจซะอย่างเดี๋ยวเขาก็เลิกไปเองแหละ"
ทองกวาวตัดบทแล้วล้มตัวลงนอน แต่บุปผายังนั่งหน้าเครียด คาใจ
ooooooo
จอมซึ่งถูกใจในรูปร่างหน้าตาดวงใจลูกสาวคนเล็กของมิ่งเข้าอย่างจังถึงขนาดอยากได้เธอมาเป็นเมีย คืนนี้เองพอจอมตัดสินใจบอกเจิด เจิดทำท่าจะไม่ยอมเพราะกลัวดวงใจจะมาเป็นตัวหารสมบัติของพ่อ แต่พอจอมยืนยันว่าพ่อแค่เอาดวงใจมาทำเมียแก้เหงา สมบัติไม่เกี่ยว เจิดจึงเปิดไฟเขียวให้พ่อทันที
รุ่งขึ้น จอมพร้อมด้วยสมุนพากันไปบีบบังคับมิ่งให้ใช้หนี้ ทั้งๆที่รู้แก่ใจว่ามิ่งไม่มีปัญญาอยู่แล้ว โดยจอมขอแค่เงินต้นสามพันห้าคืน ไม่คิดดอกสักบาท มิ่งเองก็รู้ดีว่าจอมต้องการอะไร จึงเสนอออกไปว่า ถ้าตนไม่มีเงินใช้หนี้ จอมจะเอาอย่างอื่นล้างหนี้แทนได้ไหม
จอมยิ้มเข้าทาง แต่สายใจพูดโพล่งให้พวกจอมไปขนข้าวเปลือกในยุ้ง มิ่งเลยตวาดด่าสายใจไปหลายคำ แล้วทำท่าจะเข้าเรื่องดวงใจ แต่จู่ๆเชนก็โผล่เข้ามาพร้อมเงินจำนวนสามพันห้าที่สู้อุตส่าห์รับจ้างเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำรวบรวมมาจนได้
ทั้งจอมและมิ่งต่างก็ไม่พอใจเชนที่สาระแนไม่เข้าเรื่อง แต่จอมก็พูดอะไรไม่ได้ จำต้องรับเงินจำนวนนั้นกลับไปอย่างหัวเสียสุดๆ ส่วนมิ่งขึงขังจะเล่นงานเชน แต่ก็ไม่ถนัดนักเพราะลูกทั้งสองคนคอยกางกั้น แถมยังโดนสายใจตอกหน้าจนมิ่งต้องเป็นฝ่ายปึงปังออกไปจากบ้าน
ooooooo
คณะดนตรีของแว่นทำการฝึกซ้อมจนมั่นใจในฝีมือ ซึ่งทุกคนวาดฝันว่าสักวันคณะของตนจะได้เข้าไปโด่งดังในกรุงเทพฯกับเขาบ้าง
แล้วโอกาสที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันนี้ที่วัดมีผู้คนจากกรุงเทพฯมาทอดผ้าป่า แว่นและชาวคณะจึงมาตั้งวงเล่นดนตรีเผื่อจะมีแมวมองสนใจเข้ามาทาบทามบ้าง แต่เล่นจนจบเพลงก็ไม่มีวี่แวว กระทั่งตอนจะขนอุปกรณ์กลับ มีชายคนหนึ่งเข้ามาพูดคุย เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อบุญยืนเป็นนักแต่งเพลง เขาชื่นชอบเพลงที่พวกแว่นเล่นเมื่อสักครู่นี้มาก คล้าวจึงถือโอกาสฝากเพลงที่แว่นแต่งไปกับบุญยืน เผื่อเขาจะได้เอาไปเล่นให้คนกรุงเทพฯฟัง
บุญยืนรับไป แต่ก็ย้ำว่าตนไม่ใช่แมวมอง เป็นแค่นักแต่งเพลง อาจจะช่วยให้พวกเขาสมหวังไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นแว่นก็รู้สึกใจชื้น และไม่คิดว่าการให้โน้ตเพลงแก่บุญยืนไปจะเป็นเรื่องเสียทีเสียเปรียบอะไร อีกอย่างบุญยืนก็ให้ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้เอาไว้ด้วย เขาคงไม่มีเจตนาที่ไม่ดี
บ่ายวันเดียวกันนี้ คล้าวกับแว่นแวะไปที่บ้านก้อนเพื่อถามข่าวคราวของทองกวาวกับบุปผา แต่สิ่งที่สองหนุ่มเจอก็ไม่ต่างไปจากครั้งก่อน เขาถูกก้อนขับไล่ด่าทออย่างไม่ไยดี ซ้ำยังจะเอาปืนออกมาไล่ยิง แต่คล้าวก็ไม่ถอดใจและย่อท้อ บอกกับก้อนว่าเขาจะพยายามหาทางติดต่อทองกวาวให้ได้ด้วยตัวเอง
ooooooo
คืนนี้ธรรมรักษ์เข้ามาที่ไนต์คลับ เขาถูกธีระถามเซ้าซี้เรื่องที่หายไปหลายวันจนฤทัยไม่เป็นอันทำงาน ที่สุดธรรมรักษ์ก็ยอมบอกความจริงว่าตนกำลังมีเป้าหมายใหม่ แต่ห้ามธีระปากสว่าง เพราะถ้าฤทัยรู้ขึ้นมาต้องมีปัญหาแน่ ธีระรับปากมั่นเหมาะเพราะอยากจะมีเอี่ยวด้วย หลังรู้ว่าสาวที่ธรรมรักษ์ไปติดพันมีญาติอีกคนซึ่งสวยไม่แพ้กัน
นับวันทองกวาวก็ยิ่งคิดถึงบ้านและคิดถึงคล้าว เธอเขียนจดหมายไปสามฉบับแล้วแต่คล้าวก็ไม่เคยตอบกลับมาเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เธอก็พยายามคิดในด้านดีว่าจดหมายอาจจะตกหล่นที่ไหนสักแห่ง
"หรือไม่งั้นลุงกับป้าก็ไม่ได้เอาจดหมายเราไปส่งต่อพี่คล้าวพี่แว่น"
"เป็นไปไม่ได้หรอกบุปผา พ่อกับแม่รับปากแล้วเรื่องพี่คล้าว พ่อกับแม่ต้องไม่ผิดคำพูดหรอก"
"ใจเย็นๆนะทองกวาว บุปผาว่าพี่คล้าวอาจจะมีความจำเป็นอะไรบางอย่างก็ได้ ไม่แน่นะตอนนี้จดหมายจากพี่คล้าว อาจจะกำลังมาก็ได้ พรุ่งนี้อาจจะมาถึงแต่เช้าเลย"
คำปลอบโยนของบุปผาทำให้ทองกวาวยิ้มออกมาได้บ้าง แต่วันแล้ววันเล่าทั้งคู่ก็รอเก้อ จนต้องเขียนจดหมายส่งไปอีก พอก้อนได้รับก็จัดการเผาทิ้งเหมือนทุกครั้ง โดยที่สองสาวไม่มีโอกาสล่วงรู้เลย
คล้าวเองก็เฝ้านับวันรอข่าวคราวของทองกวาว คอยมาดักตามท่าเรือก็ไร้วี่แวว ถามชาวบ้านที่มาจากกรุงเทพฯก็ไม่มีใครรู้เห็น เพราะกรุงเทพฯกว้างใหญ่ โอกาสที่จะเจอกันไม่ใช่เรื่องง่าย ความหวังของคล้าวดูเหมือนจะริบหรี่ลงทุกที










