ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ้านศิลาแดง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: โพลีพลัส ส่ง "วี-เติ้ล" ประกบฝาแฝด "นิโคล-คามิลล่า" ใน "บ้านศิลาแดง"

    เย็นวันเดียวกัน วิทวัสออกมาส่งเดือนฉายกับพรเพ็ญที่รถ เดือนฉายชวนเขาไปกินข้าวด้วยกัน แต่เขายังทำงานไม่เสร็จ ถ้าเคลียร์จบเมื่อไหร่จะรีบตามไป พรเพ็ญขอโทษเขาด้วยที่ทำให้ต้องมาแก้งานเยอะแยะ เขาชินแล้วที่ต้องทำแบบนี้ เดือนฉายแก้ตัวแทนลูกว่าเพิ่งจะมาทำงานก็ต้องมีผิดพลาดกันบ้าง

    “ทำงานผิดน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ดันแว่บหาย แทนที่จะมาเจอลูกค้า”

    เดือนฉายนึกว่าลูกค้าคนนั้นไม่มาเสียอีก แล้วหันไปถามพรเพ็ญว่าไปไหนมาถึงไม่อยู่เจอ เธออึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร วิทวัสก็เลยตอบคำถามแทนว่าเธออู้งาน เดือนฉายส่งสายตาดุให้เขาซึ่งทำไม่รู้ไม่ชี้

    “เอาเถอะ ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน น้าจะได้มาเจอเธอด้วย เธอไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหมล่ะ”

    “เปล่าหรอกครับ แค่ถามถึงเฉยๆ”...

    อาภาพรตื่นเต้นมากที่ตรัยจะมารับไปกินข้าวกันสองต่อสอง ไลน์เม้าท์กับเพื่อน มีเสียงติ๊งๆๆจากสัญญาณไลน์ดังเป็นระยะๆจนสโรชาที่นั่งดูทีวีอยู่ด้วยรำคาญ แหวใส่จะไลน์อะไรกันหนักหนา

    “หนูกำลังเม้าท์กับเพื่อนอยู่ ที่พี่ตรัยจะพาหนูไปหาอะไรกินข้างนอกไงคะ”

    “แค่นี้ก็ต้องป่าวประกาศสามบ้านแปดบ้าน ทำอะไรก็ให้มันรู้จักไว้ท่าหน่อย ให้เขารู้ว่าเราก็ไม่ได้ง่าย”

    “แต่ก็ไม่ได้ยาก” อาภาพรเถียงคำไม่ตกฟาก แล้วก้มหน้าไลน์กับเพื่อนต่อไป สโรชาเตือนว่าผู้ชายไม่ได้มีแต่ตรัยคนเดียว หัดมองอะไรที่มันสูงๆไว้บ้าง อาภาพรสรุปว่าที่แม่พูดมาทั้งหมดก็คือให้หาผู้ชายรวยๆ

    “รู้ก็ดี รู้แล้วก็หัดฉลาดๆหน่อย หาผู้ชายที่มันเหมาะสม”

    “แบบนี้ใช่หรือเปล่าคะ” อาภาพรพยักพเยิดไปทางเชาวน์ซึ่งมีวาทินีประคองเข้ามา ตีหน้าเศร้าขอเงินไปหาหมอทำแผล สโรชาแดกดัน ไหนว่าทำธุรกิจได้เงินมากมาย หาหมอแค่นี้ทำไมไม่มีปัญญาจ่ายเอง อาภาพรตัดรำคาญ เดินไปเปิดกระเป๋าเงินของแม่ หยิบเงินปึกใหญ่ส่งให้ เชาวน์ตาโตคว้าเงินได้ก็รีบออกไปกับวาทินี ขณะที่อาภาพรทรุดตัวลงนั่งไลน์ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สโรชาโวยวายลูกให้เงินไปทำไม

    “โอ๊ยคุณแม่ ก็พ่อเขาจะเอาไปหาหมอก็ให้ๆไปเถอะ ภาขี้เกียจมานั่งฟัง รำคาญ”

    “แต่ไอ้ที่แกหยิบน่ะ มันกระเป๋าเงินฉัน”

    “ก็ใช่สิคะ แล้วทำไมอะ...ภาว่าภาขึ้นข้างบนดีกว่าขี้เกียจเถียงกับคุณแม่” อาภาพรว่าแล้วลุกหนี สโรชาได้แต่ชี้หน้า หาคำด่าไม่ทัน เพราะเธอวิ่งปรู๊ดไปเสียก่อน

    ooooooo

    เดือนฉายพาพรเพ็ญมาซื้อเสื้อผ้าให้เหมาะกับบุคลิกของเธอ แต่ต้องดูดีและไม่เชย เธอเห็นท่านซื้อให้หลายชุดก็เกรงใจ ไม่อยากให้ต้องสิ้นเปลืองกับของพวกนี้ เสื้อผ้าของเธอก็มีอยู่แล้ว

    “แม่เห็นหนูใส่อยู่ไม่กี่ชุด ซ้ำๆกันตลอด เสื้อผ้าในตู้ก็ไม่เห็นหยิบออกมาใส่เลย”

    “ก็มันไม่ใช่ของพร...เอ่อ ไม่ใช่ค่ะ คือ...”

    เดือนฉายรีบเปลี่ยนเรื่องพูด ชวนไปดูร้านขายรองเท้าด้านโน้นกันดีกว่า พรเพ็ญพยายามรั้งไว้ แต่ท่านไม่ฟัง ขอให้ท่านได้ทำหน้าที่ของแม่บ้าง หญิงสาวชักเอะใจ หรือแม่จะรู้เรื่องที่สลับตัวกับน้อง...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน วาทินีรำคาญที่เชาวน์ไม่ยอมเดินออกไปเรียกแท็กซี่เอง จะให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเข็นรถเข็นไปส่ง สั่งให้ลุกขึ้น เลิกทำสำออยได้แล้ว อีแก่สโรชาไม่ได้อยู่ตรงนี้ และที่สำคัญเธอรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากมาย เชาวน์เห็นคนแถวนั้นพากันมอง ลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

    “เธอกลับไปก่อนแล้วกัน ฉันมีธุระนิดหน่อย”

    “ธุระกับอีตัวไหนอีกล่ะ ไม่ต้องเลยนะ มีเงินหน่อยไม่ได้เลย...กลับบ้าน เงินอยู่ที่ฉัน จะกลับหรือไม่กลับ” พูดจบ วาทินีเดินนำออกไปอย่างรำคาญ...

    ทางด้านเพ็ญพรหรือแพร์รี่อุ้มหมาไปพลางโทรศัพท์คุยกับพรเพ็ญไปด้วย เล่าเรื่องที่ตรัยถูกคนร้ายลอบยิงระหว่างเข้าจับกุมแก๊งค้ายาเสพติด เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก กระสุนแค่เฉียดๆเท่านั้น

    “จริงๆมันน่าจะให้กระสุนยิงเข้าอกอีตาบ้านั่นด้วยซ้ำ คนอะไร...ก็มันจริงนี่ พี่พรไม่ต้องเข้าข้างเขาหรอก... ช่างมันเถอะเรื่องนั้น พูดเรื่องของเราดีกว่า เพ็ญว่าเพ็ญคงต้องเริ่มสืบอะไรจริงจังแล้วล่ะ...เอาน่า ตอนนี้เพ็ญก็พอจะมีช่องทางขึ้นบ้างแล้ว...ไม่ต้องห่วง งั้นแค่นี้นะพี่พร” เพ็ญพรวางสาย แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ปล่อย

    น้องหมาลง “อยู่แถวนี้ก่อนนะ ไม่ต้องตามเข้าห้อง คุณพ่อไม่สบายอยู่ ขอเวลาฉันทำอะไรสักหน่อย”...

    เมื่อได้รู้ข่าวของตรัยจากน้องสาว พรเพ็ญอดเป็นห่วงไม่ได้ เดือนฉายกำลังเอาของขึ้นรถเห็นสีหน้าลูกไม่สู้ดีนัก ถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอกลัวความลับแตก รีบปฏิเสธว่าไม่มีอะไร

    “งั้นเดี๋ยวเรารีบกลับกันดีกว่า เริ่มค่ำแล้วด้วยสิ”...

    การจราจรยังหนาแน่นทั้งที่เลยเวลาเร่งด่วนไปแล้ว วาทินีกับเชาวน์ได้แต่นั่งเซ็งอยู่บนรถแท็กซี่ ระหว่างที่เขานั่งลุ้นให้สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เห็นทางหางตามีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดข้างๆ เหลือบไปเห็นพรเพ็ญนั่งอยู่ในรถ เขาขยับตัวเพื่อหามุมให้เห็นชัดๆ ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถของเดือนฉายเคลื่อนออกไปเสียก่อน เชาวน์ร้อนใจเร่งคนขับแท็กซี่ขับเร็วๆหน่อยจะได้ทันรถคันหน้านั่น วาทินีสาระแนทันที

    “มีอะไรกันแน่ ใครอยู่ในรถคันนั้น”

    รถแท็กซี่แล่นเลยรถของเดือนฉาย เชาวน์รีบบอกให้คนขับรถขับช้าลงหน่อย รอให้รถคันนั้นมาเทียบ แล้วชะเง้อมองไปที่รถเป้าหมาย วาทินีอยากรู้อยากเห็นพยายามเบียดจะขอดูด้วย เชาวน์มัวแต่หันไปผลักหัวเธอให้พ้นทาง จึงไม่เห็นรถของเดือนฉายแล่นแซงหน้าขึ้นไป

    ooooooo

    สุดาเห็นพี่ชายเดินเข้าบ้านหน้าตาบอกบุญไม่รับ กระเซ้าว่าทะเลาะกับแฟนมาอีกใช่ไหม เขาไม่ตอบ เดินขึ้นบันไดไปหน้าตาเฉย เธอตะโกนถามว่าเจอหมอรุจน์บ้างไหม เป็นอย่างไรบ้าง

    “คนเจ็บคือพี่นะ ไม่ใช่ไอ้หมอ” เขาตะโกนกลับ อึดใจมีเสียงปิดประตูห้องดังปัง สุดาสะดุ้ง

    “อะไรของเขาวะ สงสัยวันไข่ตก หรือจะเจอยัยแพร์รี่แผลงฤทธิ์เข้าอีกล่ะ”...

    เชาวน์ยังคงชะเง้อคอมองหารถของเดือนฉายไปทั่ว วาทินีชักรำคาญ ตกลงเขามองหาใครกันแน่ เขาได้แต่พึมพำว่าพรเพ็ญมากับเดือนฉายหรือ เธอหาว่าเขาละเมอ เมื่อตอนที่เราออกจากบ้านศิลาแดง ยังเห็นยัยคุณหนูนั่งเล่นกับน้องหมาอยู่เลย เชาวน์ครุ่นคิด

    คล้อยตามอาจจะมองผิดไปจริงๆ แต่แล้วรถติดอีกครั้ง รถของเดือนฉายแล่นมาจอดถัดไปอีกสองเลน เขาหันไปเห็น ก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ว่านั่นไง วาทินีพยายามชะเง้อดู แต่เห็นไม่ชัด

    “หรือมันจะแอบออกมาเที่ยวหลังจากพวกเราออกมา”

    “ลงไปดูให้มันรู้เลยแล้วกัน” เชาวน์เปิดประตูรถเดินไปยังรถเป้าหมายกับวาทินี โดยไม่สนใจเสียง ทัดทานของคนขับรถแท็กซี่ที่ว่าจะไฟเขียวแล้ว เธออาสาจะเคาะกระจกรถให้รู้กันไปเลยว่าใช่พรเพ็ญไหม

    จังหวะที่เงื้อมือจะเคาะ สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นเขียว รถของเดือนฉายเคลื่อนออกไป วาทินีเลยเคาะวืด สองผัวเมียรีบกลับไปที่รถแท็กซี่ คนขับรถหมั่นไส้ ขับรถผ่านไปไม่รอ ทิ้งทั้งคู่ไว้กลางถนน...

    ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องนอนของพรเพ็ญที่บ้านศิลาแดง เพ็ญพรนั่งกับพื้นพิงเตียงที่เอกสิทธิ์นอนอยู่ สายตาจับจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊ก สีหน้าจริงจัง ก่อนจะหยิบกระดาษจดพาสเวิร์ดออกจากกระเป๋ากางเกง พิมพ์รหัสที่จดไว้ลงไป เธอฉุกคิดถึงตอนที่ตัวเองโอบคอณัฐพงษ์แล้วอดสมเพชเขาไม่ได้

    “ณัฐพงษ์เอ๊ย ของสำคัญแบบนี้ก็ยอมให้มาได้นะ เพราะผู้หญิงแท้ๆ” เพ็ญพรว่าแล้วไล่สายตาไปยังหน้าจอโน้ตบุ๊ก เห็นไฟล์เอกสารในนั้นก็มองสงสัย เอกสิทธิ์นอนอยู่บนเตียงมองที่จอโน้ตบุ๊กแล้วพยายามจะพูด

    บางอย่าง แต่ทำได้แค่ส่งเสียงอือๆ เพ็ญพรหันมองตามเสียง คิดว่าตัวเองรบกวนการนอนของพ่อ รีบพับหน้าจอลง ยกโน้ตบุ๊กไปตั้งบนโต๊ะ แล้วกลับมาที่เตียงนอน

    “ขอโทษนะคะ เดี๋ยวหนูไปทำข้างนอกดีกว่า คุณพ่อจะได้พักผ่อน” เพ็ญพรดึงผ้ามาห่มให้ ปิดไฟที่หัวเตียง ก่อนจะเดินออกไป เอกสิทธิ์มองตาม พยายามจะขยับตัว แต่ทำไม่ได้...

    ขณะเพ็ญพรกำลังรินนมกล่องใส่ถ้วยให้น้องหมาที่ส่งเสียงเห่าอยู่ข้างๆ วิทวัสโทร.มาหาพอดี ได้ยินเสียงเห่าก็แปลกใจ ที่คอนโดฯที่พักของเธอยอมให้เลี้ยงหมาด้วยหรือ เธอฉุนขาดโทร.มาดึกดื่นป่านนี้จะถามเรื่องหมาหรือ เขาขี้เกียจทะเลาะด้วย รีบคุยเรื่องเดือนหน้าบริษัทของเราจะเปิดตัวน้ำผลไม้ตัวใหม่ เขาก็เลยโทร.มาขอความเห็นเรื่องจัดงานเปิดตัว เพ็ญพรโวยลั่นจะรอพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ แล้วทำไมไม่ปรึกษาแม่ของเธอ

    “แหม คุณเดือนหลับแล้วไม่ใช่หรือ นี่มันเวลาพักผ่อนนะคุณ”

    “แล้วฉันไม่ต้องพักผ่อนหรือไง อีตาบ้า เออ...เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันดูให้...พลาด! ระดับฉันไม่เคยทำงานพลาดย่ะ ถ้าฉันพลาดนะ ฉันยอมเป็นเบ๊ทำตามที่นายสั่งทุกอย่างเลย แค่นี้นะ ฉันจะไปนอนแล้ว” เพ็ญพรวางสายอย่างหัวเสีย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ากำลังสลับตัวกับพี่สาว ไม่น่าไปรับคำท้าแบบนั้น “ตายแล้ว พี่พร หนูขอโทษ”

    ฝ่ายวิทวัสวางสายอย่างงงๆที่เพ็ญพรอารมณ์ขึ้นๆลงๆจนตามไม่ทัน พึมพำกับตัวเอง

    “สงสัยองค์นางมารลงอีกแล้ว แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าอยู่ในโหมดนางมารร้าย นางก็อาจจะมีไอเดียเจ๋งๆก็ได้”

    ooooooo

    เดือนฉายเห็นพรเพ็ญลุกขึ้นมาอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจตั้งแต่ไก่โห่ เข้ามาลูบหัวด้วยความเอ็นดู บอกให้ลูกค่อยๆเรียนรู้ไปก็ได้ อีกไม่นานก็คล่องเองไม่ต้องรีบร้อน

    “กว่าจะคล่อง งานคุณแม่คงเสียหมดสิคะ คุณวิทวัสอีก เกรงใจเขาค่ะ” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรพรเพ็ญต้องหวั่นไหววูบวาบขึ้นมาทุกที เดือนฉายปลอบว่าวิทวัสไม่ได้มีอะไร ก็แค่แหย่เธอเล่นๆไปอย่างนั้นเอง

    “เขาคงรำคาญหนูมากเลยนะคะ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ไม่เหมือน...”

    “ใครว่าล่ะลูก แม่ว่าผู้ชายอย่างตาวัสน่ะ เขาน่าจะชอบผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนหวานอย่างลูกแม่ไง”

    พรเพ็ญหน้าแดง รีบขอตัวไปแต่งตัวแก้เขิน แล้วลุกออกไป เดือนฉายเรียกเธอกลับมาก่อน ขอกอดให้ชื่นใจสักครั้ง พรเพ็ญได้สัมผัสอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความรัก ก็กอดแม่ไว้แน่น ตัดสินใจจะสารภาพความจริง ยังไม่ทันจะอ้าปากพูด เดือนฉายเหมือนจะรู้เท่าทันความคิด รีบไล่ไปแต่งตัว ชักช้าเดี๋ยวจะไปสาย เธอไม่กล้าขัด จำต้องเดินเข้าห้อง เดือนฉายมองตามอย่างแสนรัก ก่อนจะถอนใจหนักใจ

    “เฮ้อ...แล้วใครเขาจะมาชอบผู้หญิงซ่าๆแซ่บๆแบบลูกน่ะ ยัยเพ็ญเอ๊ย”...

    ทางด้านสุดาเป็นห่วงอาการของพี่ชาย เห็นกำลังจะขึ้นรถไปทำงาน รีบวิ่งไปจับประตูรถไว้ ถามว่าเมื่อคืนเป็นอะไรไป เขายียวนต่างๆนานา เพื่อเลี่ยงไม่ตอบคำถาม แต่สุดท้ายเธอก็ล้วงเอาความจริงจนได้ว่าเมื่อคืนเขาทะเลาะกับแฟนด้วยเรื่องหึงหวง สุดามองตามพี่ชายที่ขับรถออกไปแล้วอดขำไม่ได้

    “โถ คุณพี่ ท่าทางงานนี้จะหนักกว่าจับคนร้ายแฮะ แสบไปนะยะ ยัยแพร์รี่”...

    ณ บ้านศิลาแดง เพ็ญพรอ้าปากหาวหวอดๆ ในมืออุ้มน้องหมาเดินมาที่โต๊ะอาหาร ป้าแจ่มเห็นสภาพแล้ว บอกให้กลับไปนอนก่อน ทางนี้ตนจัดการเองได้ เธอไม่ได้เป็นอะไร เมื่อคืนไอ้ตัวเล็กร้องทั้งคืนต้องออกมาดูตลอดก็เลยได้นอนน้อยไปหน่อย ระหว่างนั้น สโรชาหิ้วรองเท้าสภาพยับเยินเข้ามาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง

    “นี่มันฝีมือใคร รองเท้าของฉันคู่ตั้งเท่าไหร่พวกแกรู้ไหม เงินเดือนพวกแกทั้งปียังซื้อรองเท้าฉันไม่ได้เลย”

    อาภาพรตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะโดนตัวอะไรแทะ แล้วเหลือบมองไปที่เพ็ญพรซึ่งกำลังอุ้มน้องหมาอยู่

    “หนูว่าหนูรู้แล้วล่ะค่ะ ตัวอะไรแทะรองเท้าคุณแม่”

    สโรชามองตามสายตาของลูก แล้วเดินหน้าตาเอาเรื่องเข้าไปหาเพ็ญพร สั่งให้เอาหมาปากเปราะตัวนี้ไปทิ้ง เธอโวยกลับ จะมาซี้ซั้วโทษกันแบบนี้ได้อย่างไร มีหลักฐานอะไรมาอ้าง สโรชายื่นรองเท้าตัวเองซึ่งเป็นหลักฐานให้ดู เชาวน์เดินหาวเข้ามา เห็นเพ็ญพรยืนอยู่ ร้องทักว่าเมื่อคืนได้ออกไปไหนมาหรือเปล่า

    “ไม่มีนี่คะ” เพ็ญพรมองเชาวน์งงๆ สโรชาไม่ยอมรามือ จะให้เธอเอาหมาไปทิ้งให้ได้ เพ็ญพรยืนยันจะเลี้ยงมันไว้ บ้านนี้ก็บ้านของเธอเหมือนกัน ใครไม่พอใจจะอยู่ร่วมกับหมาของเธอก็เชิญออกไปอยู่ที่อื่น

    “บางทีเลี้ยงหมาไว้ก็ดีกว่าเลี้ยงคนนะคะ เพราะคนบางคนก็เลี้ยงไม่เชื่องซื่อสัตย์ไม่ได้เท่าหมาเลยด้วยซ้ำ คุณน้าว่าจริงไหมคะ” เพ็ญพรว่าแล้ว เดินเชิดออกไป สโรชาโกรธจนตัวสั่นที่ถูกท้าทาย

    “นังพร แกรู้จักฉันน้อยไป”

    ooooooo

    ที่ลานจอดรถของบริษัท วิทวัสเพิ่งลงจากรถตัวเองตอนที่รถของเดือนฉายพุ่งเข้าหา โชคยังดีที่รถหยุดได้ทันก่อนจะชน พรเพ็ญเปิดประตูรถด้านคนขับลงมาขอโทษเขายกใหญ่ เดือนฉายตามลงมาถามเขาเป็นอะไรหรือเปล่า เขาต่อว่าพรเพ็ญเสียงเขียว สนุกไหมที่แกล้งกันแบบนี้ เธอยืนยันว่าไม่ได้แกล้ง

    “จงใจ?” วิทวัสถามประชด เดือนฉายรีบอธิบายแทนลูก

    “ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้จงใจทั้งนั้นล่ะ มันก็ต้องมีบ้างล่ะจ้ะพ่อวัส”

    “ทำอย่างกับคนเพิ่งหัดขับ” ชายหนุ่มมองพรเพ็ญอย่างสงสัย เดือนฉายรีบตัดบท ชวนเข้าไปคุยกันข้างใน ตรงนี้แดดร้อน แล้วเดินนำไปเลย พรเพ็ญหันมายิ้มเจื่อนๆให้เขา ก่อนจะรีบเดินตามแม่ ครู่ต่อมา ทั้งสามคนก็มาถึงห้องทำงานของวิทวัส ชายหนุ่มไม่รอช้า ทวงถามถึงเรื่องที่โทร.คุยกันกับเพ็ญพรเมื่อคืน เธอรับปากจะจัดการงานเปิดตัวสินค้าใหม่ให้ เพ็ญพรตัวปลอมหน้าตาเหลอหลาทันที

    “อย่าลืมสัญญาล่ะ คุณพนันกับผมเองนะ”

    เดือนฉายพอจะเดาออกว่าวิทวัสต้องคุยกับเพ็ญพรตัวจริงมา บอกให้เขาเล่าให้ฟังว่ามันเรื่องอะไรกัน เขาอธิบายว่าเดือนหน้าบริษัทของเราจะเปิดตัวน้ำผลไม้ตัวใหม่ เขาอยากให้งานออกมายิ่งใหญ่

    “กะว่าจะจ้างบริษัทออร์กาไนซ์ เมื่อคืนก็เลยลองโทร.คุยกับคุณเพ็ญดู เธออาสาจะจัดการเองครับ”

    พรเพ็ญตกใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี วิทวัสคิดว่าเธอแกล้งรับปากไปอย่างนั้นเอง รู้สึกผิดหวังมาก ตัดสินใจจะจ้างบริษัทออร์กาไนซ์ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เดือนฉายขอให้เขาปล่อยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเธอกับลูก พรเพ็ญถึงกับหน้าเสีย พยายามจะทักท้วง เดือนฉายจับไหล่เธอไว้

    “ลูกทำได้...ลูกไม่ได้ตัวคนเดียว แม่เชื่อว่าทุกอย่างจะออกมาโอเค”

    “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ ตกลงตามนี้ เดี๋ยวผมส่งรายละเอียดให้คุณน้าอีกที”

    เดือนฉายมีธุระอื่นต้องไปทำ ฝากวิทวัสสอนงานพรเพ็ญด้วย แล้วคว้ากระเป๋าลุกออกไป เขารอจนเธอพ้นสายตา หันมาทำหน้ายียวนใส่พรเพ็ญ ทวงถามสัญญาที่เธอให้ไว้ หากทำงานนี้พลาด เธอจะยอมเป็นเบ๊ของเขา พรเพ็ญอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับคำท้า แล้วย้อนถาม ถ้าเธอทำสำเร็จ เขาจะให้อะไร

    “ผมจะยอมเป็นเบ๊คุณเหมือนกัน”

    พรเพ็ญมองวิทวัสยิ้มๆ รู้สึกได้ถึงความมั่นใจของตัวเองที่เพิ่มขึ้น...

    ด้านเพ็ญพรเอาสมุดกับปากกาวางไว้บนเตียง ใกล้มือเอกสิทธิ์ แล้วออกจากห้อง สักพักก็กลับมาพร้อมกับแก้วน้ำในมือ คว้าสมุดกับปากกาขึ้นมาจะทำงานต่อ ต้องชะงักเมื่อเห็นมีรอยปากกาอยู่บนสมุด แต่อ่านไม่เป็นภาษา เธอหันขวับถามพ่อว่าเขียนนี่หรือ เขากะพริบตา เป็นทำนองว่าใช่ แล้วพยายามจะขยับนิ้ว

    “คุณพ่ออยากจะบอกอะไรหนูใช่ไหมคะ” เพ็ญพรบีบมือพ่อไว้ดีใจสุดๆ

    ooooooo

    ในเวลาต่อมา ขณะเพ็ญพรนั่งทำงานอยู่ในห้อง นอน ป้าแจ่มเข้ามาบอกว่าตรัยมา เธอยังงอนเขาไม่หาย ก็เลยทำเป็นไม่สนใจจะออกไปหา

    “เขาไม่ได้มาหาพร ป้าก็ได้ยิน เมื่อวานเขาบอกจะมารับคุณน้องภาไปกินข้าวสองต่อสอง”

    “แหม คุณหนูหึงหรือคะ”

    เพ็ญพรปฏิเสธเป็นพัลวันว่าเปล่า แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ป้าแจ่มขอตัวไปหาน้ำหาท่าให้ตรัยก่อน

    หญิงสาวทำทีถามหาน้องหมา ไม่รู้หายไปไหนไม่ได้ยินเสียงเลย ป้าแจ่มเองก็ไม่เห็นเหมือนกัน

    “เหรอ ถ้างั้นพรออกไปดูหน่อยดีกว่า ดูไอ้ตัวเล็กนะ ไม่ได้ดูคนอื่น” เพ็ญพรแกล้งตีเนียน รีบเดินนำหน้าออกไป ป้าแจ่มแอบขำ แล้วเดินตามหลังไปเงียบๆ

    ครู่ต่อมาแม่บ้านผู้ซื่อสัตย์นำแก้วน้ำมาวางให้ตรัยซึ่งนั่งดูรูปคนร้ายในไอแพดของตัวเองอยู่ที่ห้อง รับแขก เขาทำทีถามถึงคนโน้นคนนี้ แล้วไปจบที่เชาวน์ว่าอยู่บ้านหรือเปล่าทำไมไม่ค่อยเห็น ได้ความว่าอยู่แต่ในห้องกับวาทินี จะออกมาก็เฉพาะเวลากินข้าวหรือ

    จะไปข้างนอกเท่านั้น ตรัยนั่งนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะถามว่าน้องพรอยู่บ้านไหม ป้าแจ่มรายงานว่ากำลังหาน้องหมาอยู่ ถ้าเขาสนใจจะไปช่วยก็เชิญหลังบ้านได้เลย

    “ไม่ล่ะ เธอคงไม่อยากให้ช่วย”

    ป้าแจ่มได้แต่ยิ้มๆเดินกลับไปทำงานของตัวในครัว ตรัยนั่งวางท่าอยู่สักพักก็ทนไม่ไหวลุกออกไป เป็นจังหวะเดียวกับอาภาพรเดินยิ้มหน้าบานมาที่ห้องรับแขก แต่ต้องหุบยิ้มเมื่อไม่เจอตรัยอยู่ที่นั่น...

    ไม่นานนัก ตรัยมาถึงหลังบ้านเห็นเพ็ญพรเดินถือขนมตามหาน้องหมาอยู่ เธอหันมาเห็นเขาก็เดินหนี เพราะยังงอนไม่หาย เขาตามไปกระเซ้าเย้าแหย่ แต่อยู่ๆ

    เพ็ญพรก็หยุดดื้อๆ จนตรัยเกือบเดินชน เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น รีบเดินแซงหน้า เห็นน้องหมานอนตัวแข็งน้ำลายฟูมปากอยู่ที่มุมหนึ่งของสนามหญ้า เพ็ญพรวิ่งเข้าไปอุ้มร่างไร้วิญญาณของมันขึ้นมากอด ร้องไห้โฮ ตรัยได้แต่เข้าไปกอดปลอบใจ

    หลังจากตรัยฝังน้องหมาไว้ริมสนามเรียบร้อย เพ็ญพรเอาดอกไม้มาวางไว้ให้ อธิษฐานให้มันไปเกิดในที่ดีๆ อย่าได้เจอะเจอคนใจร้ายที่ไหนอีก จังหวะนั้นรถของสโรชาแล่นชะลอๆเข้ามา คุณนายทะเลเรียกป้าลดกระจกลงแล้วมองยิ้มเยาะ ก่อนจะตะโกนถามว่าทำอะไรกัน ตรัยกำลังฝังน้องหมาที่โดนยาเบื่อตาย

    “โถ น่าสมเพช เป็นหมาแล้วยังจะโง่อีก นี่คงตะกละตะกลามไปกินอะไรที่ไหนมาล่ะสิ”

    เพ็ญพรลุกพรวดสีหน้าโกรธสุดๆ เถียงเสียงเขียว มันไม่ได้ออกไปไหนทั้งสิ้น มันโดนยาเบื่อจากในบ้านนี้ แล้วด่าลอยๆว่าคนใจร้าย หมาก็มีชีวิตเหมือนกัน ทำกันแบบนี้ได้อย่างไร สโรชาร้อนตัว เตือนว่าอย่ามากล่าวหากันง่ายๆแบบนี้ หมาดันโง่เอง กินไม่รู้จักระวัง พูดจบขับรถเข้าไปด้านใน เพ็ญพรกำหมัดแน่นแค้นจัด

    “เลวที่สุด ระวังไว้เถอะ เวรกรรมจะต้องตามทัน ทำอะไรไว้ก็ต้องได้อย่างนั้น”

    ตรัยสงสารเธอจับใจ เข้ามาโอบไหล่ปลอบใจ เสนอจะหาหมาตัวใหม่มาให้ เธอไม่อยากได้อีกแล้ว

    ไม่อยากให้มันต้องมาเจอสภาพแบบนี้อีก แล้วบอกให้เขากลับไปก่อน ตรัยไม่ยอมไปจะขออยู่เป็นเพื่อน

    “ต้องพาคุณน้องภาไปกินข้าวไม่ใช่หรือ” แม้จะเศร้าน้ำตานองหน้า แต่เพ็ญพรไม่วายประชด ชายหนุ่มหน้าตึงขึ้นมาทันที โทษว่าที่ต้องชวนอาภาพรไปกินข้าวก็เพราะโมโหเธอกับไอ้พี่ชายต่างพ่อต่างแม่ของเธอ

    “นี่คุณบ้าไปแล้วหรือไง...คุณกลับไปก่อนเถอะ ขอร้องล่ะ วันนี้ฉันอยากอยู่คนเดียวจริงๆ”

    “อืม จะเอาอย่างนั้นก็ได้” ตรัยว่าแล้ว ผละจากไป

    ooooooo

    ความรู้สึกเศร้าใจของเพ็ญพรในครั้งนี้ ส่งผลไปถึงพรเพ็ญซึ่งอยู่ที่ห้องรับแขกภายในคอนโดฯที่พักของแม่ พลอยน้ำตาซึมไปด้วย เดือนฉายเห็นเข้า ถามว่าเป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น

    “ไม่รู้สิคะคุณแม่ อยู่ๆก็รู้สึกแปลกๆเศร้าๆอย่างไรไม่รู้ หนูขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบพรเพ็ญลุกออกไป เดือนฉายนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะลุกตาม พรเพ็ญเข้าไปในห้องนอน หยิบมือถือขึ้นมาโทร.ถามเพ็ญพรว่าที่บ้านศิลาแดงมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า คุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง แฝดผู้น้องเงียบไปสักครู่ ก่อนจะร้องไห้โฮออกมา พรเพ็ญใจเสีย ถามเสียงสั่นว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเล่าให้พี่สาวฟัง
    ถึงเรื่องน้องหมาที่สงสัยว่าจะถูกสโรชาวางยาเบื่อตาย

    พรเพ็ญตกใจถึงกับเอามือทาบอก มัวแต่คุยโทรศัพท์ไม่ทันเห็นแม่เดินเข้ามา

    เดือนฉายเอื้อมมือมาจับไหล่พรเพ็ญซึ่งสะดุ้งโหยง ก่อนจะคว้ามือถือไปพูดสายกับเพ็ญพรที่กำลังร้องไห้เสียใจ พอได้ยินเสียงแม่ก็ตกใจ พูดอะไรไม่ออก

    “ลูกเพ็ญ แม่เป็นห่วงลูกมากนะ มีอะไรหรือเปล่าลูก เกิดอะไรขึ้น แล้วนี่ลูกอยู่ที่...บ้านศิลาแดงใช่ไหม”

    “ค่ะ แม่ หนูอยู่ที่บ้านศิลาแดง อยู่กับ...คุณพ่อ” เพ็ญพรพยายามกลั้นสะอื้นไว้ “แม่คะ เพ็ญขอโทษเพ็ญกับพี่พร...เราแค่อยากรู้เรื่องของเรา ของครอบครัวเรา”

    เดือนฉายพลอยน้ำตาร่วงไปด้วย ไม่ถือโทษโกรธอะไร เข้าใจดีว่าทั้งคู่หนีกันไม่พ้น ท่านต่างหากที่ต้อง เป็นฝ่ายขอโทษลูก ที่ปิดบังเรื่องนี้มาตลอดแล้วถามว่า เกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม เธอรีบบอกว่าไม่มีอะไรตอนนี้เธออยู่กับพ่อ พอได้ยินลูกพูดถึงเขา เดือนฉายรีบตัดบททันที

    “ยังไงก็ดูแลตัวเองนะ เดี๋ยวแม่โทร.ไปหาใหม่ รักลูกมากนะจ๊ะ” พูดแค่นั้น เดือนฉายวางสายไปเลย เพ็ญพรมองพ่อที่นอนหลับอยู่บนเตียง สงสัยเหลือเกิน เกิดอะไรขึ้นระหว่างพ่อกับแม่กันแน่...

    ฝ่ายพรเพ็ญรู้สึกผิดต่อแม่มาก ก้มลงกราบแทบเท้าขอโทษที่หลอกท่านกับทุกๆคน เธอกับน้องไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ท่านเสียใจ เดือนฉายประคองลูกให้ลุกขึ้น ตนต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษลูกที่ไม่เคยดูแล ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นอยู่อย่างไร พรเพ็ญกอดแม่ไว้

    “ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ แค่พรได้รู้ว่ายังมีคุณแม่ ยังมีน้องแล้วก็มีคุณตา แค่นี้พรก็ดีใจมากแล้ว”

    เดือนฉายอยากรู้ว่าเอกสิทธิ์ดูแลพรเพ็ญดีไหม ปล่อยให้ลำบากหรือเปล่า เธอส่ายหน้า แต่พอถามว่า สโรชาดีกับลูกหรือเปล่า เธออึกอัก น้ำตาคลอ แต่ในที่สุดเธอก็ยอมเปิดปากเล่าว่าถูกแม่เลี้ยงใจร้ายนั่นทำอะไรบ้าง เดือนฉายเศร้าใจกับชะตากรรมของลูกโทษตัวเองที่ทำให้ลูกต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้น

    “แม่อ่อนแอเกินไป ยอมปล่อยให้ลูกไปอยู่กับพ่อ เพราะคิดว่าเขาจะดูแลลูกได้ เพราะแม่เอง...แม่จะไปพาน้องกลับมา แม่ไม่ยอมปล่อยให้ลูกของแม่ต้องไปอยู่ร่วมกับคนพวกนั้นอีก”

    พรเพ็ญทักท้วง ถ้าแม่เอาน้องกลับแล้วใครจะดูแลพ่อ เดือนฉายถึงกับอึ้ง พรเพ็ญเสนอจะกลับไปดูแลพ่อเองเพื่อที่น้องจะได้มาอยู่กับแม่ เธอไม่ยอมให้พรเพ็ญกลับไปให้พวกนั้นรังแกอีกเด็ดขาด

    “พรชินแล้วล่ะค่ะ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังไงพรจะพาน้องกลับมา”

    ooooooo

    ที่นอกกำแพงบ้านศิลาแดง พรเพ็ญวานให้สุดามาช่วยเจรจาให้เพ็ญพรยอมกลับมาอยู่กับแม่ แต่ป่วยการพูด เธอยืนกรานไม่ยอมกลับ แล้วเล่าให้ฟังว่าแม่รู้เรื่องที่เธอกับพี่สลับตัวกันแล้ว สุดาฟันธงถ้าอย่างนั้นคงเป็นแม่ของเธอมากกว่าที่อยากให้เธอกลับ เพ็ญพรจะกลับก็ต่อเมื่อจัดการสโรชากับพวกได้เสียก่อน

    “แกไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่นะยะ ที่จะคอยมากวาดล้างคนพวกนี้ ปล่อยให้เวรกรรมมันตามทันไปเถอะ”

    “ไม่...คนพวกนี้มันไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมหรอก เราต้องทำให้พวกมันได้เห็น”

    สุดาขี้เกียจเถียงด้วย เตือนเพื่อนรักจะทำอะไรก็ใช้สติให้มากๆ ส่วนเรื่องจะกลับหรือไม่กลับให้เธอโทร.ไปเคลียร์กับพี่สาวเอาเอง เพ็ญพรขอบใจเพื่อนมากที่อุตส่าห์เป็นธุระให้ สุดาพยักหน้ารับ เดินไปขึ้นรถ สตาร์ตเครื่อง แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ กดกระจกยื่นหน้ามาบอกเพ็ญพร

    “ไปทำอะไรไว้กับพี่ชายฉัน รีบเคลียร์กันเร็วๆด้วยนะ เดี๋ยวนางจะขาดใจตายซะก่อน”

    “บอกพี่ชายแกด้วย เลิกคิดอะไรไม่เข้าท่าสักที อีตาบ๊องเอ๊ย”

    “ก็เขาบอกว่าแกไปอี๋อ๋ออะไรกับลูกบ้านนั้น เห็นอยู่กับตา” สุดาว่าแล้วขับรถออกไป เพ็ญพรฉุกคิดถึงตอนที่เข้าไปโอบคอณัฐพงษ์แล้วกระซิบข้างหูโดยไม่ทันเห็นตรัยยืนมองอยู่ ก่อนเขาจะเดินหนีไปด้วยความหึงหวง จึงไม่เห็นว่าเธอแค่ต้องการล่อหลอกให้ณัฐพงษ์เปิดเมลของตัวเอง เพื่อจะได้แอบจำพาสเวิร์ดเอาไปใช้เปิดดูไฟล์ต่างๆ ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้ตรัยเข้าใจผิด เสียงเรียกของสโรชา ปลุกเพ็ญพรตื่นจากภวังค์ เธอไม่อยากเสวนาด้วย ขยับจะเดินหนี ยัยแม่เลี้ยงตัวแสบเรียกไว้

    “เมื่อคืนแกจัดการขุดสวนฉันซะเละเทะ ช่วยจัดการคืนสภาพให้มันด้วย อ้อ แล้วไหนๆก็ไหนๆแล้ว รดน้ำต้นไม้ ใส่ปุ๋ยไปซะด้วยเลยนะ”

    ทีแรกเพ็ญพรจะปฏิเสธ แต่นึกแผนเด็ดขึ้นมาได้ แกล้งรับคำ สโรชาไม่วายแดกดัน ให้เธอฝึกฝนเอาไว้เผื่อพลาดจากตำรวจจะได้ไปหาคนทำสวน เพ็ญพรยอกย้อนทันควัน สโรชาเองก็อย่าลืมแนะนำลูกสาวตัวเองเรื่องคนสวนนี่เหมือนกัน เผื่อพลาดจากตำรวจจะได้หาคนสวนได้ทัน เธอยิ้มเย้ยเสร็จเดินเชิดเข้าบ้าน

    “ปากดีไปเถอะ หมาแกก็ไปแล้ว พ่อแกก็ใกล้แล้ว คิวต่อไปก็ต้องแก นังพร เตรียมตัวไว้เลย”...

    เดือนฉายถึงกับบ่นอุบเมื่อรู้จากพรเพ็ญว่าเพ็ญพรไม่ยอมกลับ เธอต้องกุมมือแม่ไว้ ปลอบให้ใจเย็นๆก่อน เธอรับรองจะหาวิธีเปลี่ยนตัวเอาน้องกลับมาให้ได้ เดือนฉายเคยบอกไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้เธอกลับไปที่นั่น พรเพ็ญไม่กลับไปไม่ได้ เนื่องจากไม่มีใครดูแลคุณพ่อ เดือนฉายไม่สน ก็ให้เมียของเขาดูแลเอาเองก็แล้วกัน เธอไม่รู้ว่าระหว่างแม่กับพ่อมีอะไรกัน แต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องกลับไปดูแลคุณพ่อ

    “พ่อหนูอาการเป็นอย่างไรบ้างล่ะลูก”

    “หลายอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้อาการของคุณพ่อน่าเป็นห่วงค่ะ” พรเพ็ญอดเศร้าใจไม่ได้ เดือนฉายสีหน้าหม่นหมองไม่แพ้กัน ก่อนจะรีบตัดบทชวนเธอไปทำงานกันดีกว่า วันนี้ท่านจะให้วิทวัสพาเธอไปดูโรงงานของเรา พรเพ็ญเห็นสีหน้าของแม่แล้ว พอมองออกว่ายังรักคุณพ่ออยู่

    ooooooo

    เพ็ญพรจัดการตัดดอกไม้ที่กำลังชูช่องดงามจนเหี้ยน สวนสวยๆของสโรชาไม่หลงเหลือความงามแม้แต่น้อย เจ้าของสวนกับลูกสาวและลูกชายมาเห็นเข้าถึงกับปรี๊ดแตก ตะโกนเรียกลุงเติมมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ณัฐพงษ์หาว่าเขาเมาก็เลยเผลอทำแบบนี้ ลุงเติมรีบบอกว่าตนไม่ดื่มเหล้า

    “ถ้าลุงไม่เมาแล้วมันจะเป็นแบบนี้ได้อย่างไร” อาภาพรคาดคั้น

    สโรชานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกออกว่าต้องเป็นฝีมือนังลูกเลี้ยงของตนแน่ๆ แค้นใจมาก แต่แทนที่จะโมโห เธอกลับยิ้มด้วยแววตาที่น่ากลัว คนที่โกรธเกรี้ยวกลับเป็นอาภาพร ตามมาทุบประตูห้องตะโกนโหวกเหวกให้เพ็ญพรออกมา เธอทำกายภาพให้พ่ออยู่ในห้อง ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา...

    ขณะที่เพ็ญพรสนุกกับการได้แก้เผ็ดสโรชากับพวก วิทวัสพาพรเพ็ญมาดูงานที่โรงงานทำน้ำผลไม้ของบริษัท เธอคอยซักโน่นถามนี่อยู่ตลอดด้วยความสนใจ อยู่ๆเขาก็พูดเรื่องแพลนงานเปิดตัวสินค้าที่เธอเมลมาให้ดู พรเพ็ญอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเออออตามไปอย่างเนียนๆ แต่พอเขาบอกว่าเธอลงทุนจะขึ้นโชว์ตัวบนเวทีในงานนี้ด้วย คราวนี้เธอถึงกับไปไม่เป็น เขากระเซ้าว่าทำไมเงียบไป หรือกลัวแพ้พนัน

    “แพ้ไม่กลัวหรอกค่ะ แต่กลัวทำคุณแม่ขายหน้ามากกว่า”

    “ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ แล้วเสนอมาทำไม”

    เพ็ญพรตัวปลอมอึกอักไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะไม่ใช่ความคิดของตัวเอง แต่เป็นของเพ็ญพรตัวจริง วิทวัสเห็นเธอหน้าเจื่อนๆพูดให้กำลังใจว่าคนเก่งอย่างเธอต้องทำได้แน่ๆ ครู่ต่อมาพรเพ็ญแอบหลบมุมมาโทร.หาเพ็ญพร ต่อว่าว่าไปตกลงอะไรกับวิทวัสนอกรอบทำไมไม่บอกให้รู้กันบ้าง

    “อ๋อ งานเปิดตัว เขาเมลมา เพ็ญก็เลยต้องตอบไป แต่ไม่ต้องห่วง เพ็ญพูดไปกว้างๆไม่ได้ผูกมัดอะไร”

    “ไม่ผูกมัดที่ไหน เขาบอกมีขึ้นเวทีด้วย”

    เพ็ญพรปลอบว่าวิทวัสขู่ไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจะทำตามที่พูด พรเพ็ญไม่สบายกลัวจะไปไม่รอด แฝดผู้น้องพูดให้กำลังใจว่าต้องรอดแน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วง พวกที่ไม่รอด ไม่ใช่เรา แล้วยิ้มอย่างมั่นใจ...

    สายวันเดียวกัน อาภาพรโทร.ไปทวงสัญญาจากตรัยที่ว่าจะพาเธอไปกินข้าวด้วยกันสองต่อสอง ทีแรกเขาบ่ายเบี่ยง แต่พอได้ยินเสียงเชาวน์ขอเงินอาภาพรเพื่อจะออกไปทำธุระข้างนอกลอดเข้ามาในสาย เขาอยากรู้ความเคลื่อนไหวของพ่อของเธอก็เลยตกปากรับคำ

    ooooooo

    จากนั้นไม่นาน ตรัยพาอาภาพรมากินข้าวตามสัญญา เธอได้คืบจะเอาศอก ชวนเขาไปเที่ยวต่อหลังจากกินอาหารเสร็จ เขายินดีพาไป ชดเชยที่ผิดสัญญาคราวก่อน แล้วชวนคุยเรื่องโน่นเรื่องนี่ไปเรื่อยเปื่อย พอสบโอกาสเหมาะก็ถามถึงพ่อของเธอว่าทำงานอะไร เมื่อสองวันก่อน กลับบ้านหรือเปล่า

    อาภาพรรู้แค่ว่าท่านมีธุรกิจกับเพื่อน แต่ไม่รู้ธุรกิจอะไร ส่วนเมื่อสองวันก่อนท่านก็กลับบ้าน แต่กลับมาในสภาพเยิน ไม่รู้ไปมีเรื่องกับใครมา แล้วชักเอะใจ ทำไมเขาถามถึงพ่อของเธอเยอะแยะนัก

    ตรัยโกหกว่าไม่มีอะไร แค่อยากรู้เรื่องคนในครอบครัวของเธอบ้าง อาภาพรอายม้วนแทบเป็นเลขแปด...

    ไหนๆต้องอยู่ที่โรงงานทั้งวัน วิทวัสก็เลยชวนพรเพ็ญกินข้าวที่โรงอาหารของที่นี่ เธอกวาดตามองไปรอบบริเวณอันกว้างใหญ่ ก่อนจะถามว่าเขาดูแลงานทั้งที่นี่และที่ออฟฟิศด้วยหรือ เขาพยักหน้ารับ เธอชมว่าเก่งมาก เขาแทบสำลักข้าว ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง หยิบมือถือขึ้นมาขอให้เธอพูดอีกครั้ง จะได้อัดเสียงเก็บไว้เป็นที่ระลึก แล้วออกตัวว่าไม่เก่งเท่ากับเดือนฉายซึ่งบุกเบิกคนเดียวจนประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

    “เออ พรุ่งนี้ว่างไหม ไปดูหนังเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ ผมอยากดู”

    “ขอโทษนะคะ แต่ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสะดวกน่ะค่ะ”

    วิทวัสผิดหวังอย่างแรง แต่พยายามพูดเรื่องชวนหัวเพื่อกลบเกลื่อน...

    ทางด้านสโรชาหวังจะฮุบบริษัทของเอกสิทธิ์ จึงเสนอต่อที่ประชุมผู้บริหารให้ณัฐพงษ์เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ผู้ร่วมประชุมไม่เห็นเจ้าตัวอยู่ด้วยก็ถามหา เธออ้างว่าเขาติดคุยงานอยู่อีกที่หนึ่ง วันหลังเธอจะพามาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก หนึ่งในกรรมการถามถึงพรเพ็ญ ไม่มารับตำแหน่งด้วยหรือ ทุกคนในที่ประชุมพยักพเยิดให้กันเป็นทำนองเห็นด้วย สโรชาหน้าเสีย แต่พยายามปั้นยิ้ม

    “อ๋อ รายนั้นไม่มาหรอกค่ะ เธอเอาจริงเอาจังซะที่ไหน ทำอะไรเล่นๆไปอย่างนั้นเอง”

    “แหม น่าเสียดายนะครับ เธอดูทั้งสวยทั้งเก่งเลย”

    สโรชาแอบเบ้ปาก แล้วฝากลูกชายของเธอด้วย เธอกล้ารับรองในความสามารถของเขา...

    ณัฐพงษ์รู้เรื่องที่แม่จะให้เป็นผู้จัดการก็โวยวายเสียงลั่น จะทำอะไรทำไมไม่ถามกันก่อน สโรชาเสียงเขียวใส่จะต้องถามทำไม ในเมื่อตนเคยบอกแล้วว่าเขาต้องมาช่วยงาน เขาไม่อยากทำงาน แนะให้แม่ยกตำแหน่งนี้ให้น้องไปทำแทน เธอจะเอาไปทำงานทั้งคู่ ถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือจะยึดบัตรเครดิตและตัดเงิน

    “ทำก็ทำ แล้วถ้ามีอะไรเสียหาย อย่ามาโทษณัฐแล้วกัน” ณัฐพงษ์เดินหัวเสียออกไป สวนกับอาภาพรที่กลับมากับตรัย เธอเห็นหน้าตาบอกบุญไม่รับของพี่ชาย ถามแม่ว่าเขาเป็นอะไรไป สโรชาเห็นตรัยอยู่ด้วยก็เลยนิ่งเฉยไม่ตอบคำถาม ตรัยกวาดสายตาเหมือนมองหาใครอยู่ อาภาพรเห็นเข้าก็ร้องทักว่ามองหาใครหรือ

    “ไม่มีอะไรหรอกครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปเยี่ยมคุณลุงหน่อยนะครับ” ตรัยพูดจบเดินไปหลังบ้านทันที...

    เพ็ญพรกำลังเช็กไฟล์ในโน้ตบุ๊ก เห็นตรัยเปิดประตูห้องเข้ามา รีบพับหน้าจอลง เขาไหว้เอกสิทธิ์ที่นอนลืมตาอยู่บนเตียง แล้วถามเธอว่าคุณลุงเป็นอย่างไรบ้าง เพ็ญพรบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจ

    “ก็เหมือนเดิม แต่มีบางทีเริ่มขยับนิ้วได้แล้ว...แล้วคุณล่ะ ไปไหนมา”

    ตรัยอ้ำๆอึ้งๆ ก่อนจะบอกว่าไปกับน้องภามา พอเห็นเธอหน้าเจื่อนก็รีบขอโทษ เธอสวนทันที ขอโทษทำไม เขาตัดพ้อทำไมถึงช่างยอกย้อนนัก ไม่เห็นเหมือนเมื่อก่อน เธอเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ถ้าใครไม่ชอบก็ไม่ต้องมายุ่ง ตรัยโพล่งขึ้นทันทีว่าชอบแบบนี้ เพ็ญพรเขินจัดถึงกับไปไม่เป็นได้แต่แลบลิ้นใส่

    ชายหนุ่มชวนเธอไปดูหนังด้วยกันวันพรุ่งนี้ ฝากป้าแจ่มดูแลคุณลุงแทนหนึ่งวัน จะได้ไปซื้อของให้ท่านด้วย ทีแรกเธอลังเล แต่ทนเสียงรบเร้าของเขาไม่ไหว สุดท้ายก็ตอบตกลง

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:16 น.