นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บ้านทรายทอง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ



    พจมานไปบางปูกับเพื่อนครูและนายบุญล้อมหลานเจ้าของโรงเรียน ซึ่งเบื้องหลังบุญล้อมคือผู้ผลิตหนังลามกอนาจารที่มักล่อลวงเด็กสาวไปถ่ายทำหนังแนวนี้

    นกุลทราบเรื่องจากเสี่ยคนหนึ่งซึ่งเป็นนายทุนให้บุญล้อมจึงเดินทางตามพจมานไปบางปูพร้อมท่านต้อมและสุทธิพงศ์ เมื่อรู้จากนกุลว่าบุญล้อมมีจุดประสงค์อะไร พจมานใช้ไหวพริบในการพูดจาโน้มน้าวจิตใจของบุญล้อมเพื่อไม่ให้เขาล่อลวงเธอไป

    บุญล้อมเปลี่ยนใจไม่ทำร้ายพจมาน แต่ระหว่างเดินทางกลับรถประสบอุบัติเหตุพลิกค่ำเพราะฝนตกถนนลื่น โชคดีไม่มีใครเป็นอะไรมาก นอกจากคนขับที่โดนกระจกตำหน้าตาอาการสาหัส...สุทธิพงศ์ ท่านต้อม และนกุลที่นั่งอีกคันขับตามมาเจอจึงตามไปโรงพักแล้วท่านต้อมก็พาพจมานที่มีรอยถลอกตามแขนขาเล็กน้อยเดินทางกลับ

    เวลาเดียวกันที่บ้านทรายทอง หญิงเล็กโทร.หาท่านติ๋วและทราบว่าท่านต้อมไม่อยู่วังก็คิดมากว่าอาจตามพจมานไป แม้ท่านติ๋วบอกว่าพี่ชายตนอาจไปไหนกับเพื่อนก็ได้ หญิงเล็กไม่วายร้อนรนกระวนกระวาย นั่งร้องไห้ เป็นวรรคเป็นเวร ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

    หญิงใหญ่ส่งข่าวชายกลางว่าคุณตาน้อยที่นอนป่วยหลายปีเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ชายกลางจึงไปดำเนินการเรื่องงานศพ ส่วนหม่อมกับแพรวพรรณที่เพิ่งกลับจากเล่นไพ่มาเห็นหญิงเล็กร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า เอาแต่บ่นว่าอยากตาย แล้วฟ้องว่าก่อนหน้านี้พี่หญิงใหญ่มาเหยียบย่ำซ้ำเติมให้ตนเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก หม่อมไม่พอใจให้เอมไปตามหญิงใหญ่มาพบทันที

    หญิงใหญ่ลงมาในห้องนั่งเล่นเห็นหญิงเล็กกำลังสะอื้นไห้อยู่กับอกน้าแพรว นึกรู้ว่าต้องเป็นเรื่องพจมานแน่ หม่อมจ้องมองบุตรสาวคนโตราวจะกินเลือดกินเนื้อ

    “ฉันอยากรู้นักว่านังพจมานมันมีบุญคุณอะไรกับตัวนักหนาถึงได้เข้าข้างมันไปเสียทุกเรื่อง น้องร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตาย มีสักครั้งไหมที่จะปลอบโยน”

    “ไม่มีเลยค่ะหม่อมแม่ ไม่มีเลยสักครั้งเดียว อย่าว่าแต่หญิงเลย...แม้แต่หม่อมแม่หรือน้าแพรวก็ไปแตะต้องนังพจมานไม่ได้”

    “น้าก็ไม่ได้เข้าข้างหญิงเล็กหรอกนะจ๊ะ หญิงเล็กพูดถูกทุกอย่าง น้าเองก็เคยเสียใจตั้งหลายครั้ง เรื่องอะไรก็ยังพอว่า แต่เรื่องท่านต้อมนี่หญิงใหญ่ทำไม่ถูกจริงๆ ที่ไปสนับสนุนนังพจมานให้แย่งท่านจากหญิงเล็ก”

    หญิงใหญ่ไม่พอใจกับข้อกล่าวหานั้นแต่ไม่พูดอะไรสักคำ หันขวับมองน้าแพรวแล้วลุกขึ้นขยับจะเดินออกไป

    “หญิงใหญ่” หม่อมแผดเสียงเรียกแต่หญิงใหญ่ยังคงเดินต่อเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำ “เห็นมั้ย! เห็นหรือยังคุณแพรว เห็นกิริยาอาการหยิ่งจองหองของหลานสาวเธอไหม แม้แต่กับแม่เขาก็ไม่อยากจะพูด”

    หญิงใหญ่หยุดเดิน หันกลับมาสีหน้าเยือกเย็น “มีประโยชน์อะไรที่จะให้หญิงพูด เพราะไม่ว่าจะอย่างไร หญิงเล็กจะเป็นฝ่ายถูกเสมอ ขนาดนั่งเฉยๆ ในขณะที่หญิงอธิบายจนคอแหบคอแห้ง หญิงก็ยังเป็นฝ่ายผิด”

    “แน่นอน ฉันก็เห็นนี่ว่าในขณะหญิงเล็กกำลังเสียอกเสียใจร้องไห้เหมือนใจจะขาด แต่ตัวกลับเหยียบย่ำซ้ำเติมน้อง”

    “ซ้ำยังแช่งให้หญิงเป็นสาวทึนทึกเหมือนตัวเอง ด้วยค่ะ”

    “นั่นไง”

    “โถ...หญิงเล็กหลานรักของน้าแพรว สวยน่ารักออกอย่างนี้ ไม่มีวันจะเป็นสาวแก่ เหี่ยวแห้งตายคาบ้านเหมือนคนอื่นหรอกจ้ะ”

    “น้าแพรวจะพูดว่าเหมือนหญิงก็พูดมาเถอะค่ะ ไม่ต้องมาอ้อมค้อม”

    “อุ๊ยตายแล้ว!” แพรวพรรณอุทานเสียงแหลม หม่อมกรีดเสียงว่าขนาดแม่ขนาดน้ายังไม่มีละเว้น แล้วจะให้ใครที่ไหนเขาเข้าข้าง

    “ถ้าอย่างนั้นหม่อมแม่ก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียกหญิงมาซักถาม หญิงเล็กเขาว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน หญิงไม่ใช่คนสำคัญของบ้าน หญิงเป็นแค่เพียงกาฝากเกาะอยู่กับตึกเก่าๆเท่านั้นเอง กำลังรออยู่ว่าสิ้นบุญคุณตาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นใจจะได้มีอิสระกับเขาบ้าง...ใครทำกรรมสิ่งใดไว้ กรรมนั้นย่อมมาถึงตัวเอง คนใดมีความคิดหรือจิตใจไม่บริสุทธ์ อย่าว่าแต่จะหาความเบิกบานสักนิดเลย แม้แต่ความสงบก็หาไม่ได้ คอยแต่จะหวาดระแวงว่าคนนั้นคนนี้จะคิดไม่ดีกับตัว...อย่างหญิงเล็กเป็นต้น

    หญิงเล็กตาวาวด้วยความโกรธ “ทำไมจะต้องมาแขวะหญิง หญิงอยู่ของหญิงดีๆ หม่อมแม่ น้าแพรว เป็นพยานได้ พี่หญิงใหญ่ใจร้ายใจดำ”

    “ใครใจร้ายใจดำกันแน่ ใครที่เจ้าหน้าเจ้าตาพาพจมานไปพบคนโน้นคนนี้เพื่อจะให้เด็กมันเสียคน แต่แล้วก็ขว้างงูไม่พ้นคอ งูกลับมาพันคอตัวเองจนบ่าวมันนินทากันว่าหญิงเล็กทะเลาะกับท่านต้อมเพราะหึงพจมาน”

    “บ่าวคนไหนมันนินทา บอกมาซิ ฉันจะได้ไสหัวมันออกไป”

    “ถ้าอย่างนั้นหม่อมแม่ก็คงต้องไสหัวมันออกไปทุกคนกระมังคะ ในเมื่อต้องการให้พูดกันนัก หญิงก็จะพูดต่อ และเมื่อพูดแล้วจะได้ไม่พูดอีก ใครจะรู้บ้างว่าหม่อม ราชวงศ์หญิงภาวิณีจรัสเรืองที่แสนจะหยิ่งนั้น ยามผิดหวังเรื่องผู้ชายเพียงนิดเดียวถึงกับปล่อยตัวให้อยู่ในภาวะต่ำ...ใครไปอิจฉาเธอ เธอทำของเธอเอง เรื่องพจมานนี่ก็เหมือนกัน หม่อมแม่พยายามปิดหญิงปิดทุกคน พยายามอำพรางไว้ว่าเรื่องดั้งเดิมเป็นอย่างไร”

    “ฉันไปปิดบังอำพรางเรื่องอะไร อย่ามากล่าวหากันพล่อยๆนะ”

    “ก็เรื่องที่พจมานเป็นเจ้าของบ้านทรายทองอย่างไรคะ เป็นเจ้าของบ้านเพียงคนเดียว พจมานมีสิทธิ์ในบ้านทรายทอง บ้านทรายทองเป็นของพจมาน”

    หม่อมหน้าเสีย ผงะไปเหมือนจะเป็นลม แพรวพรรณแทบกรี๊ด ตะเบ็งเสียงโต้หญิงใหญ่ว่าไม่จริง ถึงมันจะมีสิทธิ์ก็มีสิทธิ์แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นของชายกลาง...แล้วหันมาถามหม่อมว่าใครๆก็รู้กันทั้งนั้นใช่ไหม แต่หม่อมยังคงหน้าซีดพูดไม่ออก แพรวพรรณเลยชักไม่มั่นใจ

    ขณะที่หญิงเล็กทนไม่ไหวตวาดใส่พี่สาวอย่างโกรธจัด

    “พี่หญิงใหญ่เอาอะไรมาพูด บ้านทรายทองยังเป็นของพี่ชายกลางครึ่งหนึ่ง หม่อมแม่ยังจะให้พี่ชายกลางทำเป็นรักนังพจ เพื่อจะได้หลอกเอาคืนมาเป็นของเราทั้งหมด พี่หญิงใหญ่สนับสนุนท่านต้อมรักนังพจมานแล้วยังสะใจไม่พอใช่ไหม ถึงจะประเคนบ้านทรายทองให้มันอีก...โอ๊ย! คนอะไรอย่างนี้ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น”

    “หญิงเล็ก...โทรศัพท์ตามหลวงแพทย์มาที หญิงใหญ่กำลังคลุ้มคลั่งใหญ่แล้ว”

    “คนที่คลุ้มคลั่งน่ะหญิงเล็กนะคะน้าแพรว...ไม่ใช่หญิง”

    “หม่อมแม่พูดอะไรบ้างสิคะ อย่าเอาแต่นิ่งปล่อยให้พี่หญิงใหญ่พูดเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว”

    หม่อมเลื่อนสายตาไปจับจ้องมองหญิงใหญ่เขม็ง ไล่ให้กลับไปห้องของตัวเองเดี๋ยวนี้ หญิงใหญ่สวนนิ่มๆว่า ก็ไหนหม่อมแม่ต้องการให้ตนพูดไม่ใช่หรือ

    “ฉันไม่ได้ต้องการให้ตัวเอาเรื่องเหลวไหลไร้สาระมาพูด”

    “เหลวไหลไร้สาระหรือคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมหม่อมแม่ไม่ยอมให้ใครดูจดหมายของน้าพนา ในจดหมายฉบับนั้นคงจะพูดถึงเรื่องนี้ หม่อมแม่ถึงไม่ยอมให้ใครดูใช่ไหมล่ะคะ”

    หญิงเล็กชะงัก สีหน้าเริ่มไม่ดีเมื่อเห็นอากัปกิริยานิ่งอึ้งของแม่

    “ไม่จริงใช่ไหมคะ หม่อมแม่บอกสิคะว่าไม่จริง”

    “จดหมายเจ้าพนาอยู่ที่ไหนคะ น้องจะไปเอามาให้หญิงใหญ่ดูให้หมดเรื่องหมดราว” แพรวพรรณอาสาแต่หม่อมอ้ำอึ้ง พอหญิงเล็กบอกว่าจะขึ้นไปเอามาให้ หม่อมห้ามเสียงห้วนว่าไม่ต้อง!

    “ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ถึงหญิงจะไม่ได้เห็นข้อความในจดหมายฉบับนั้น แต่ก็พอจะเดาได้ว่าน้าพนาคงจะขอร้องให้หม่อมแม่เลี้ยงลูกเขาให้ดีสมกับที่เขาใจดีไม่คัดค้านสิทธิอันชอบธรรมของเขา”

    “พอที! ฉันไม่อยากฟัง”

    “แต่หม่อมแม่ต้องฟังค่ะ หญิงต้องการให้ทุกคนรู้ความจริง ยิ่งไปกว่านั้นหม่อมแม่คงจะรู้เท่าที่หญิงรู้ คุณตาของเราท่านปิดบังเรื่องนี้ไว้โดยพลการ”

    “ไม่จริง! บ้านทรายทองเป็นของเรา เราอยู่มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หม่อมแม่ปฏิเสธบ้างสิคะ อย่าปล่อยให้
    พี่หญิงใหญ่พูดอ้างบ้าอ้างบออยู่คนเดียว”

    “อ้างบ้าอ้างบอรึ อีกไม่ช้าเมื่อสิ้นคุณตา เราจะกลายเป็นคนไม่มีบ้าน นี่ก็เป็นเวรเป็นกรรมที่ทำไว้กับลูกหลานเขาอีกนั่นแหละ พวกสว่างวงศ์จะไม่มีที่ซุกหัวนอน เพราะบ้านทรายทองเป็นของพินิตนันทน์”

    “ไม่เชื่อ ยังไงหญิงก็ไม่เชื่อ ไม่มีวันเชื่อ”

    “ไม่เชื่อก็ตามใจ”

    “ในเมื่อหม่อมแม่ไม่คัดค้าน ปล่อยให้พี่หญิงใหญ่พูดอยู่คนเดียว หญิงก็จะไปถามคุณตาเอง” หญิงเล็กผลุนผลันออกไปโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของแม่และน้าหญิงใหญ่ได้สติรีบก้าวเร็วๆตามน้องสาวไป

    หญิงเล็กวิ่งเข้าไปในห้องคุณตา คาดคั้นท่านว่าบ้านทรายทองเป็นของใคร พระยาราชาพิพิธกำลังไม่สบายร่างกายอ่อนล้าเต็มทีจะหลับตาลง แต่หญิงเล็กไม่ยอม บอกให้ลืมตามาตอบคำถามของตนก่อน

    “ออกไปเดี๋ยวนี้หญิงเล็ก ไม่เห็นหรือว่าคุณตาท่านไม่รับรู้อะไร”

    “ไม่รับรู้แล้วพูดออกมาได้ยังไงว่าบ้านทรายทองเป็นของคุณตาสุรพล เป็นของนังพจมาน”

    คำว่า “สุรพล” ทำให้พระยาราชาพิพิธสะดุ้งเฮือก ยกสองมือปัดป้องไปมา

    “สุรพล...สุรพลมาเหรอ ไปให้พ้น ฉันกลัวแล้ว”

    “สุรพลที่ไหนกันคะ นี่หญิงเอง มีสติหน่อยสิคะคุณตา” หญิงเล็กโวยวายเขย่าร่างคุณตา หญิงใหญ่ทนไม่ไหวไล่น้องสาวออกไปเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ไปมีเรื่องแน่

    “ทำไมคะ พี่หญิงใหญ่จะตบหญิงหรือ”

    “ก็ไม่แน่”

    หญิงเล็กตะลึงคาดไม่ถึง หาว่าพี่สาวคบกับไพร่จนกลายเป็นไพร่เหมือนกัน หญิงใหญ่ย้อนว่า แล้วเธอล่ะ?

    “หมายความว่ายังไง”

    “เธอเคยตบพจมาน อย่างนั้นเรียกไพร่หรือเปล่า หรือถ้าเป็นเธอตบเขาเรียกว่าผู้ดี แต่พอคนอื่นตบเรียกว่าไพร่”

    หญิงเล็กโกรธจนตัวสั่น แผดเสียงลั่นห้อง “พี่หญิงใหญ่!” คุณตาตกใจโวยวายขึ้นมาทันทีทันใด

    “ไปให้พ้น! ไป๊! ฉันกลัวแล้ว ฉันจะคืนบ้านทรายทองให้ลูกหลานแก อย่ามาหลอกหลอนฉันอีกเลย ฉันกลัวแล้ว กลัวแล้ว” จบคำก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น หญิงเล็กได้ยินเต็มสองหูถึงกับตะลึงอึ้งไปชั่วขณะ แต่พอหญิงใหญ่ถามว่าได้ยินแล้วใช่ไหม เธอกลับตะแบงไปอีกว่า

    “ใครๆก็รู้ว่าคุณตาไม่สบาย สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เพ้อเจ้อ เชื่อถือไม่ได้ เพราะฉะนั้นบ้านทรายทองไม่มีวันเป็นของพจมานเด็ดขาด”

    หญิงเล็กเดินลิ่วออกไป หญิงใหญ่มองตามเย้ยหยัน ขณะที่พระยาราชาพิพิธยังคงคร่ำครวญด้วยความหวาดกลัว...แพรวพรรณรอหลานรักอยู่ พอหญิงเล็กโผล่มาก็ถามทันทีว่าคุณตาว่าอย่างไร

    “ท่านจะว่าอย่างไร หญิงถือว่าไม่มีผล เพราะท่านไม่สบายมากจนเพ้อ แล้วหม่อมแม่ล่ะคะ”

    “ขึ้นไปบนห้อง...น้าถามอะไรก็ไม่พูด”

    “ดีแล้วล่ะค่ะ แต่น้าแพรวไม่ควรจะถามอะไรท่านอีก” หญิงเล็กรวบรัดแล้วผละไป แพรวพรรณมองตามด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นทาบอก พึมพำอย่างเป็นกังวล

    “หรือว่า...ที่หญิงใหญ่พูดเป็นความจริง”

    ooooooo

    ชายกลางมัวแต่ไปจัดการงานศพคุณตาน้อยจึงไม่ทราบว่าคนในครอบครัวทะเลาะกันใหญ่โตจนเป็นเหตุให้คุณตาอาการทรุดหนักเพราะหญิงเล็กเป็นเหตุ
    กระทั่งค่ำกลับมาถึงบ้านก็ยังไม่รู้เพราะไม่มีใครเล่า ฝ่ายพจมานที่เพิ่งมาถึงโดยท่านต้อมมาส่ง พอรู้จากแจ่มว่าคุณตาน้อยสิ้นแล้วก็ตกใจ และกำชับแจ่มห้ามพูดเรื่องตนรถคว่ำ แต่ไม่รอดสายตาชายกลางไปได้ เขาเห็นท่านต้อมมาส่งและเรียกพจมานมาซักถาม ก่อนตำหนิว่าจะทำอะไรควรคิดให้รอบคอบ หากเธอเป็นอะไรไปคนที่เสียใจก็คือแม่ที่รักและห่วงใย รวมทั้งท่านต้อม สุทธิพงศ์ และนกุลที่เป็นห่วงตามเธอไปถึงบางปู

    วันต่อมาหญิงใหญ่บอกชายกลางว่าเช้านี้คุณตาเรียกทุกคนไปพบคาดว่าน่าจะเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านทรายทอง แต่ชายกลางมีธุระจึงให้รอเสร็จงานศพคุณตาน้อยก่อน

    ด้านท่านติ๋วพอหญิงเล็กส่งข่าวก็กระวีกระวาดจะไปร่วมงานตอนสี่โมงเย็น ตรงข้ามกับแพรวพรรณและหม่อมที่เป็นญาติใกล้ชิดแต่ไม่แสดงความเคารพ เตรียมตัวออกจากบ้านตั้งแต่หัววันเพื่อไปเล่นไพ่ที่วังศาลาแดง ประสพทักท้วงว่าไม่เหมาะไม่ควรก็โดนทั้งคู่แว้ดใส่จนคร้านจะต่อปากต่อคำด้วย

    สืบได้ยินแม่พูดว่าจะไปเล่นไพ่คลายเครียดก็อ้อนพ่อขอไปบ้านเพื่อนคลายเครียดบ้าง ประสพอ่อนใจกับทั้งลูกทั้งเมีย ดุสืบเสียงขุ่นว่า

    “พ่อบอกแล้วว่าวันนี้ไปไหนไม่ได้ ขึ้นไปทำการบ้านให้เสร็จ เผื่อพี่ชายกลางกลับมาจะให้ช่วยทำอะไร อย่าลืมว่าเรามาอาศัยบ้านเขา”

    “เราเป็นญาติ...ไม่ใช่คนอาศัยเหมือนนังพจมาน”

    “สืบ...ใครสอนให้พูดอย่างนี้”

    “ไม่เห็นต้องสอน สืบได้ยินคุณแม่ หม่อมป้า พี่หญิงเล็กกับพี่โสมพูดอยู่ทุกวัน”

    “ฟังนะ พี่พจมานเขาก็เป็นญาติเหมือนกัน”

    “คุณแม่บอกว่าเป็นขี้ข้า”

    “ถ้าเขาเป็น...เราก็เป็น เพราะทั้งสืบทั้งพี่โสม กับพี่พจมานต่างก็เป็นหลานหม่อมป้าเหมือนกัน แล้วก็จำไว้ด้วยว่าต่อไปห้ามเรียกพี่เขาอย่างนั้น ต้องเรียกเขาว่าพี่พจมาน”

    “ไม่เรียก...สืบไม่มีวันเรียก สืบจะไปฟ้องคุณแม่ว่าคุณพ่อเข้าข้างนังพจมาน” สืบยอกย้อนแล้วรีบวิ่งตามแพรวพรรณที่ขึ้นรถไปกับหม่อม ตะโกนบอกแม่ให้รอตนด้วย ประสพวิ่งออกมาเรียกก็ไม่ฟัง แพรวพรรณเหลือบเห็นก็บ่นด้วยความรำคาญว่านั่นอะไรกันอีก หม่อมบอกกรดอย่าเพิ่งออกรถแล้วให้แพรวพรรณลงไปดู

    แพรวพรรณไม่สอบถามเรื่องราวแต่จะเล่นงานประสพลูกเดียว พอดีชายกลางขับรถกลับเข้ามาโดยมีหญิงใหญ่นั่งคู่ข้างหน้า ชายน้อยนั่งกับนมทิพย์ข้างหลัง

    “มัวแต่ชักช้า...เจ้าใหญ่นายโตกลับมากันพอดี” หม่อมบ่น

    ชายน้อยลงจากรถโดยไม่ต้องถือไม้เท้า ยิ้มแย้มแจ่มใสดีใจที่ได้กลับบ้าน ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน

    แล้วสืบก็ทำให้ทุกคนชะงักกันไปหมด ปากเสียเรียกชายน้อยว่าไอ้ง่อย ถามว่าไม้เท้าไปไหน ประสพโกรธมากสั่งสืบขอโทษชายน้อยเดี๋ยวนี้ สืบอิดออดพลางมองแม่หาตัวช่วย แพรวพรรณเกรงใจชายกลางจึงให้สืบทำตามที่พ่อบอก

    สืบไม่ยอม ทำท่าจะร้องไห้ หม่อมซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบๆเปิดประตูลงมาด้วยความรำคาญ ได้ยินชายกลางบอกสืบว่าคนทำผิดต้องขอโทษ หม่อมพูดโพล่งว่าจะเอาอะไรกันนักหนา เด็กมันเล่นกัน

    หญิงใหญ่ไม่ชอบใจค้านทันทีว่าชายน้อยกับสืบไม่ได้เล่นกัน หม่อมหันขวับมาจ้องเขม็ง

    “เอ๊ะ! ตัวเป็นผู้ใหญ่ ต้องตัดสินอย่างยุติธรรมสิ”

    “ตาสืบว่าชายน้อยโดยที่แกยังไม่ได้ทำอะไรใครเลยนะคะ”

    “สืบขอโทษชายน้อยเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นพ่อ

    จะตีแก แล้วใครก็ห้ามไม่ได้” ประสพทั้งหน้าตาและน้ำเสียงเด็ดขาดจนสืบกลัว เอ่ยคำขอโทษแล้ววิ่งกลับเข้าไปข้างใน...

    ooooooo

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หม่อมหงุดหงิดเพราะอดไปเล่นไพ่...แทนที่จะตำหนิสืบที่เป็นฝ่ายผิดกลับบ่นชายน้อยว่ากลับมาถึงก็วุ่นวายกันไปหมดทั้งบ้าน

    ชายกลางแย้งว่าชายน้อยไม่ใช่ต้นเหตุ แพรวพรรณหน้าตึง แดกดันว่าน้ามันเลี้ยงลูกไม่ดีเอง ปล่อยให้ตาสืบไปรังแกชาวบ้าน หญิงใหญ่ฟังขัดหูบอกว่าชายน้อยไม่ใช่ชาวบ้าน แต่เป็นลูกแท้ๆของหม่อมแม่ เป็นหลานของน้าแพรว

    เป็นเรื่องทันที! หม่อมไม่พอใจ ตวาดหญิงใหญ่ว่าไม่ต้องมาตอกย้ำ แค่นี้ตนก็อับอายเหลือเกินแล้ว

    “หม่อมแม่อับอายเรื่องชายน้อยน่ะหรือครับ”

    “ก็ดูสภาพมันซิว่ามีอะไรให้ฉันภาคภูมิใจบ้าง เกิดมาพิการแล้วยังไม่พอ”

    “นั่นไม่ใช่ความผิดของชายน้อย”

    “แล้วใครผิด! ฉันใช่มั้ย”

    “ไม่มีใครผิดหรอกค่ะ มันเป็นเรื่องของเวรกรรม”

    หม่อมจ้องหญิงใหญ่ตาขวาง อยากรู้หมายความว่ายังไง มันเป็นเวรกรรมของใคร

    “คุณพี่ขา...ใจเย็นๆค่ะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

    “จะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไปเถอะ พี่น่ะไม่ได้อาลัยไยดีกับชีวิตแล้ว มีลูกอยู่ดีๆมากลายเป็นพ่อเป็นแม่ ดูซิ ช่วยกันกลุ้มรุมด่าว่าพี่ราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ชาติปางไหน”

    “หม่อมแม่ครับ...”

    “พอทีชายกลาง แม่จะไม่ฟังอะไรอีกแล้ว”

    “หญิงเพิ่งนึกได้ว่าคุณตาต้องการพบทั้งหม่อมแม่ทั้งน้าแพรว ท่านคงมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย เชิญหม่อมแม่กับน้าแพรวไปพบเลยดีไหมคะ”

    “ไม่ดี” สองคนตอบพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ สบตากันแวบหนึ่งก่อนที่แพรวพรรณจะบอกหญิงใหญ่ว่าน้ารู้สึกวิงเวียนเหมือนจะเป็นลมต้องขอไปนอนพักสักหน่อย หม่อมก็ว่าจะขึ้นไปพักผ่อนเหมือนกัน คงไม่มีใครเนรคุณมาขัดขวางหรอกนะ

    ดักคอลูกชายหญิงเสร็จ หม่อมก็เดินเชิดหน้าตามแพรวพรรณออกไป หญิงใหญ่มองตามอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด ในขณะที่ชายกลางมีสีหน้าเรียบเฉย

    ooooooo

    ตกกลางคืน พระยาราชาพิพิธเอะอะโวยวายหวาดกลัวสุรพลต่อหน้าชายกลางและหญิงใหญ่ ชายกลางหนักใจให้พี่สาวเฝ้าคุณตาไว้ ตนจะรีบไปโทร.ตามหลวงแพทย์

    พจมานทราบดีว่าคุณตาของชายน้อยอาการไม่ดี แต่เมื่อชายน้อยรบเร้าก็ไม่อยากขัด พาเข้าไปกราบท่านและได้สนทนากันครู่หนึ่งก่อนที่หญิงใหญ่จะให้ออกไป

    เช้าวันใหม่ ท่านต้อมมารับพจมานไปเยี่ยมบุญล้อมที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถคว่ำ ชายกลางรู้เห็นอย่างไม่ชอบใจนัก ขณะที่หญิงเล็กมองมาจากหน้าต่างเห็นเต็มตา ร้องไห้ฟูมฟายบ่นกับหม่อมอย่างเคียดแค้นพจมาน

    “หญิงเกลียดมัน มันตามจองล้างจองผลาญหญิงทุกอย่าง เมื่อวานวางแผนไว้อย่างดี แต่นายบุญล้อมกลับทำเสียแผนหมด สมน้ำหน้าที่รถคว่ำ และจะดีใจกว่านี้ถ้าตายเสียได้”

    “เรื่องมันเป็นยังไง”

    “หญิงก็ไม่รู้รายละเอียดค่ะ ว่าจะถามนายโพยมคนของเขาดูเหมือนกัน...หม่อมแม่คะ ถ้าท่านต้อมทรงทราบเรื่องบ้านทรายทอง...ท่านคงทิ้งหญิงแน่ๆ”

    “ถ้าเราไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้”

    “แต่คุณตา...”

    “หญิงก็บอกเองนี่ว่าคุณตาเพ้อเพราะไม่สบาย คนไม่มีสติสัมปชัญญะพูดไม่มีใครเชื่อหรอก”

    “หม่อมแม่ว่าพี่ชายกลางรู้ไหมคะ”

    “นี่ก็เดายากเหมือนกัน”

    “ความจริง...หญิงก็ไม่ได้เห็นด้วยเลย หญิงเกลียดมันยิ่งกว่าอะไร แต่ถ้ามันหมดหนทางจริงๆ เราก็ต้องพยายามให้พี่ชายกลางแต่งงานกับมันให้ได้ พอเรามีกรรมสิทธิ์ในบ้านทรายทองแล้วก็ให้พี่ชายกลางทิ้งมันไป”

    “แม่ไม่ค่อยจะแน่ใจ ชายกลางเขาลูกท่านพ่อ เขารักความถูกต้อง...แม่หมายความว่าถ้าเขาเชื่อว่าอะไรถูกต้อง ก็จะตะบี้ตะบันทำมันโดยไม่คิดถึงคนอื่น”
    หม่อมสีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ เข้าไปคุยกับชายกลางเรื่องท่านต้อมมารับพจมานว่าไม่เหมาะสม

    “เขาไปเยี่ยมคุณบุญล้อม”

    “อยากไปก็ไปเองสิ ทำไมต้องลากท่านต้อมไปด้วย หญิงเล็กน่ะร้องไห้จนน้ำตาจะเป็นสายเลือดแล้ว”

    “เดี๋ยวก่อนครับ ท่านต้อมต่างหากที่ยืนยันจะพาพจมานไป ไม่ใช่พจมานลากท่านต้อมไป”

    “เอาล่ะๆ แม่ไม่อยากจะเถียงกับชาย แต่มาเพื่อขอให้ชายช่วยน้อง...ด้วยการดึงนังพจมานออกไป

    แม่รู้ว่าชายทำได้ เราเคยพูดเรื่องนี้กันแล้ว”

    “หม่อมแม่เป็นคนพูดเองเออเองนะครับ สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่น่าอายที่สุด และผมไม่เคยมีความคิดอย่างนั้นอยู่ในหัวเลย”

    “ถ้าอย่างนั้นชายก็ช่วยพาผู้ชายมาแนะนำ”

    “ผมทำไม่ได้ครับ”

    “โอ๊ย! ไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ นี่คงอยากให้หญิงเล็กเป็นสาวทึนทึกเหมือนหญิงใหญ่พี่สาวสุดที่รักของเธอใช่ไหม...อ้อ แม่นึกออกอีกวิธีนึงแล้ว ชายช่วยเร่งให้ท่านต้อมรีบแต่งงานกับหญิงเล็กได้ไหม ท่านต้อมต้องเกรงใจชาย”

    “ดูเหมือนเราจะเคยพูดเรื่องนี้แล้วเหมือนกัน และผมยังเรียนหม่อมแม่ว่าเราเป็นฝ่ายหญิง หญิงเล็กเองจะเสียหาย”

    “แล้วชายกลางจะปล่อยให้น้องกลายเป็นม่ายขันหมากงั้นรึ”

    “คนเราคู่กันแล้วคงไม่แคล้วกันหรอกครับ แต่ถ้าไม่ใช่เนื้อคู่ มันก็คงมีเหตุให้ต้องพลัดพรากกันไป”

    “ไม่ต้องมาอ้างอะไรทั้งนั้น น่าสงสารหญิงเล็ก พึ่งใครไม่ได้สักคน” หม่อมกระแทกเสียงแล้วเดินออกไป ทิ้งความหนักใจไว้ให้ชายกลาง

    ooooooo

    คืนนั้นพระยาราชาพิพิธอาการหนัก ต้องการให้ลูกหลานทุกคนเข้ามาพบ รวมทั้งพจมานหลานของสุรพลด้วย

    เมื่อความจริงออกจากปากคุณตาว่าบ้านทรายทองเป็นของสุรพลและลูกหลานของเขา หญิงเล็กทำใจไม่ได้กรีดร้องเป็นบ้าเป็นหลัง ดื้อแพ่งว่าบ้านทรายทองเป็นของเรา ไม่ใช่ของนังพจมาน ชายกลางห้ามปรามก็ไม่ฟัง ชี้หน้าด่าพจมานอย่างหยาบคาย

    “นังพจมาน นังตัวดี แกแย่งคู่หมั้นฉันไม่พอ ยังจะแย่งบ้านฉันไปอีก นังคนเนรคุณ หม่อมแม่ฉันอุตส่าห์ให้ที่อยู่ ให้ข้าวให้น้ำกิน เสียดายที่ข้าวมันไม่มียาง”

    “พอที! หญิงเล็ก!”

    “ไม่พอค่ะ พี่ชายกลางเป็นพวกมัน พี่หญิงใหญ่อีกคน คอยให้ท้ายมัน จนมันย้อนมากัดหญิง กัดหม่อมแม่ กัดพวกเราทุกๆคน มันหาว่าเราโกงบ้านทรายทอง ทั้งๆที่เราอยู่กันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด แต่มันเพิ่งจะมาอาศัยไม่เท่าไหร่ก็จะมายึดไป ไม่ยุติธรรม หญิงไม่ยอม”

    “หญิงเล็ก...เบาๆหน่อยลูก คุณตาท่านไม่สบายมาก”

    “ไปแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมไว้สิยะ เตรียมตัวให้พร้อมที่จะเป็นเจ้าของบ้าน อ้อ! ทั้งผัวทั้งบ้านเอาไปพร้อมกันเลยก็ได้”

    ชายกลางหมดความอดทนลุกเดินมาที่หญิงเล็ก ถามว่าจะออกไปเองหรือจะให้พี่ลากออกไป

    “ไม่ต้องให้ออกไป” เสียงคุณตาดังขึ้น แล้วถามหญิงเล็กว่าอยากรู้อะไร

    “หญิงอยากรู้ว่าบ้านทรายทองจะเป็นของอีคนอาศัย อีพวกชาติไพร่ อีลูกคนชั้นต่ำได้อย่างไร”

    “ฟังให้ดีนะ คุณแม่ของตา...คุณทวดของหญิงนั่นแหละ ท่านขอร้องตาไว้ ไม่ว่าสมบัติอะไรๆท่านยกให้ตาหมด ขอแต่บ้านทรายทองของท่านให้สุรพลคนเดียว”

    ทุกคนนิ่งอึ้งไปกันหมด ยกเว้นหญิงเล็กกรีดเสียงแหลมสูงไม่ยอมรับ

    “หญิงไม่เชื่อ! ใครจะเชื่อก็เชื่อไป แต่หญิงไม่เชื่อ คุณตาแก่แล้ว ความจำเลอะเลือน ไหนแม่บอกว่าคุณตายกบ้านให้พี่ชายกลาง...บ้านนี้เป็นของพี่ชายกลาง”

    “ตาไม่ได้เลอะเลือน ตาทนทรมานกับเวรกรรมนี้มานานแล้ว บ้านทรายทองเป็นของเขาจริงๆ เป็นของสุรพล ตาทำผิดไปเพราะความรักลูกรักหลาน ตอนนี้เขามาทวงคืนจากตา ตาคงใกล้จะหมดเวรกรรมแล้ว คืนเขาไปเถอะเชื่อตา มันไม่ใช่ของเรา”

    “ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะเป็นเจ้าของบ้านทรายทอง” พจมานเอ่ยขึ้น พระยาราชาพิพิธปรือตาถามว่านั่นใคร?

    “ลูกสาวคุณน้าพนา หลานของคุณอาสุรพลครับคุณตา”

    ได้ยินชื่อสุรพล...พระยาราชาพิพิธมีท่าทีกลัว ขึ้นมาทันใด พจมานอธิบายต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “คุณพ่อเองก็ไม่ต้องการบ้านทรายทอง ไม่ได้ต้องการให้ดิฉันมาเหยียบย่ำผลประโยชน์ของหม่อมป้าหรือใครๆ ดิฉันในนามของลูกๆและเชื้อสายของคุณปู่สุรพลพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่เคยต้องการทรัพย์สมบัติสักชิ้นเดียว”

    “แล้วแกสะเออะมาทำไม” หม่อมตวาดเสียงขุ่น

    “เราต้องการเพียงไมตรีจิตและความเมตตากรุณาค่ะ คุณปู่ คุณพ่อ ท่านต้องการให้ลูกหลานได้รับการศึกษาดีๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น เราไม่อยากทำลายความสุขหรือความหวังของใคร ดิฉันขอสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเดี๋ยวนี้ว่าดิฉันไม่ต้องการอะไรเลย คูณปู่จะได้สบายใจ ดิฉันต้องการเพียงให้ทุกคนทราบว่าดิฉันไม่ใช่ลูกไพร่หรือลูกคนชั้นต่ำที่คลานเข้ามาอาศัยข้าวสุก เท่านั้นก็พอแล้ว บ้านทรายทองเป็นของคุณชายกลาง คุณชายเป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะปกครองบ้านนี้ ดิฉันจะเอาบ้านมาทำอะไรคะ ใหญ่โตจะตายไป ดิฉันอายุน้อยกว่าทุกคนในที่นี้ก็จริง แต่ในเวลาปีกว่าที่อยู่ที่นี่ดิฉันเห็นแล้วว่าบ้านใหญ่โตเสียเปล่า แต่ขาดความรักและความสุขที่แท้จริง ดิฉันไม่อยากได้และไม่ต้องการบ้านทรายทอง”

    พจมานเดินออกไปท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน หญิงเล็กตะโกนไล่หลัง “เออ...ให้มันจริงเถอะ”

    ชายกลางลุกตามพจมานออกมาคว้าแขนเธอไว้ พจมานสะบัดอย่างแรง เอ่ยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ

    “อย่ามายุ่งกับดิฉัน ดิฉันเกลียดทุกคนที่นี่ ไม่อยากอยู่ต่อไปอีกแล้ว”

    อารามจะรีบไป พจมานไม่ทันระวังตัวเซถลาเข้ามาในอ้อมแขนชายกลาง เขามองหน้าเธอ พูดจากใจว่า

    “ฉันก็ไม่ได้ต้องการบ้านทรายทองเหมือนกัน”

    “ถ้าอย่างนั้นก็สุดแล้วแต่คุณชายว่าจะให้ใคร”

    “เธอเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่นๆหรือ บ้านทรายทองไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะโยนไปให้ใครก็ได้ คุณตาเพิ่งบอกว่าคุณแม่ของท่านต้องการยกให้พวกเธอ”

    “ดิฉันกราบเรียนไปแล้วว่าบ้านหลังนี้ใหญ่โตเกินไป ดิฉันไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร”

    แจ่มเดินนำหลวงแพทย์ตรงมาขัดจังหวะ ชายกลางรีบนำหลวงแพทย์ไปดูอาการคุณตา ส่วนพจมานกลับห้องตัวเองโดยไม่ตอบคำถามแจ่มที่อยากรู้ว่าคุณตาเป็นอย่างไรบ้าง

    อีกมุมหนึ่ง แพรวพรรณกับหม่อมสนทนากันเคร่งเครียด แพรวพรรณกลัวจะต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ถึงพจมานประกาศปาวๆว่าไม่เอาบ้านทรายทองตนก็ไม่เชื่อ ถ้าไม่เอาจริง พนาจะส่งพจมานมาทำไม คุณตาท่านก็ช่างกระไร จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียหน่อยก็ไม่ได้ ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้

    “เฮ้อ...นี่พี่จะไปอยู่ที่ไหนดี ถ้าหาที่อยู่ไม่ได้จริงๆก็เห็นจะต้องไปอยู่บ้านเธอก่อน”

    “แล้วระหว่างที่บ้านน้องยังไม่เสร็จล่ะคะ เราจะอพยพกันไปที่ไหน น้องล่ะเบื่อ เบื่ออีตาประสพ ไม่รู้ว่าคุมก่อสร้างเองยังไงงบประมาณถึงได้บานปลายไปอีกพะเรอ เอ้อ พูดแล้วก็พูดเลย น้องเห็นจะต้องขอยืมเงินคุณพี่อีกสักสามหมื่นค่ะ”

    “คราวที่แล้วสองหมื่นรวมเป็นห้าแล้วนะจ๊ะ พ่อแม่ลูกอยู่กันแค่สี่คนทำไมถึงต้องสร้างให้มันใหญ่โตนัก”

    “ก็ลูกโสมน่ะสิคะ แกอยากมีบ้านหลังใหญ่ๆเหมือนบ้านทรายทอง แต่น้องก็ไม่ได้สร้างให้ใหญ่ขนาดนั้นหรอก”

    “คุณแพรวต้องลองพูดกับชายกลางเขาดู แต่พี่ว่าคงจะลำบากเหมือนกัน เพราะถ้าหากนังพจมานมันจะฮุบบ้านทรายทองจริงๆ ชายกลางเขาก็ต้องเก็บเงินไว้ปลูกบ้านใหม่”

    “แหม...นังพจมานนี่มันช่างสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนเลยนะคะ มันเป็นมารความสุขของพวกเราจริงๆ” สองพี่น้องสีหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ขณะเดียวกันคนที่โดนเกลียดชังกำลังอัดอั้นคับแค้นใจ พจมานเคยคิดอยากเป็นเจ้าของบ้านทรายทอง แต่ไม่ใช่เพื่อต้องการหาความใหญ่โต แต่เพราะตัวเองถูกเหยียบย่ำดูหมิ่นดูแคลนสารพัด คำหนึ่งก็คนอาศัย คำสองก็พึ่งบารมีคุ้มกะลาหัว เธออยากจะเป็นเจ้าของบ้านเพื่อเอาคืน

    คนพวกนั้นบ้าง...แต่มันก็เป็นแค่เพียงความคิดในยามที่สุดจะทานทนกลางดึก แจ่มมาบอกพจมานว่าคุณตาสิ้นแล้ว ชายน้อยทราบเรื่องก็ร้องไห้เสียใจ ทุกคนอยู่ในภาวะสลดหดหู่ พจมานปลอบโยนชายน้อย ขณะที่นมทิพย์บอกทั้งสองคนอย่างปลดปลงว่า หมดเวรหมดกรรมกันไปอีกคน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของโลก...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “ปราง” สวยครบเครื่อง ฉีกลุครับบทแม่ครั้งแรก ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “ปราง” สวยครบเครื่อง ฉีกลุครับบทแม่ครั้งแรก ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    27 ต.ค. 2564

    12:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 20:02 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์