นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บ้านทรายทอง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ



    เย็นวันหนึ่งท่านตุ้มจู่โจมมารับพจมานถึงโรงเรียนที่เธอสอนหนังสือแล้วพาไปที่วังเพื่อพูดคุยและตีเทนนิสกันให้หายคิดถึง โดยไม่รู้ว่าท่านต้อมและท่านติ๋วกำลังสังสรรค์อยู่กับกลุ่มของหญิงเล็กและเพื่อนๆ รวมทั้งแสงโสมด้วย

    เมื่อพจมานปรากฏตัว แน่นอนว่าหญิงเล็กกับแสงโสมไม่พอใจ แต่ทั้งสองคนไม่กล้าทำอะไรโฉ่งฉ่างเพราะต้องรักษาภาพความเป็นผู้ดีต่อหน้าคนอื่น แต่บางทีก็มีหลุดบ้างเหมือนกันเพราะหมั่นไส้พจมานแทบทนไม่ไหว ท่านติ๋วเองก็พลอยเกลียดชังพจมานไปด้วย ตำหนิน้องสาวพาบุคคลที่เคยห้ามคบหาเข้ามาในวัง แต่ท่านตุ้มก็ไม่ค่อยจะฟัง คิดว่าตนไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ยืนยันว่าพจมานเพื่อนของตนเป็นคนดี

    พจมานตกเป็นเป้าสายตาของกลุ่มเพื่อนชายของหญิงเล็กที่มากันหลายคน แต่ละคนให้ความสนใจในความสวยน่ารักของเธอ แม้แต่ท่านต้อมก็ไม่เว้น เหตุนี้เองทำให้หญิงเล็กซึ่งเป็นคู่หมั้นของท่านต้อมยิ่งชิงชังพจมาน แถมงานนี้พจมานยังเล่นเปียโนเพลงโปรดของชายกลางที่หญิงเล็กปรามาสว่าไม่มีใครเล่นได้นอกจากพี่ชายตนเพราะมันยาก

    หญิงเล็กเสียหน้าจนพูดไม่ออก ระหว่างทางกลับบ้านทรายทองก็รวมหัวกับแสงโสมพูดจาเสียดสีพจมาน ในขณะที่ท่านติ๋วก็ตำหนิท่านตุ้มว่าพาเพื่อนมาหักหน้าหญิงเล็ก และสั่งให้เลิกคบพจมาน แต่ท่านตุ้มไม่เชื่อฟังอีกตามเคย ทำเฉไฉเดินหนีไปดื้อๆ

    ค่ำนั้น หญิงเล็กมาเล่าให้ชายกลางฟังเรื่องพจมานไปวังท่านต้อม โดยพูดจาให้ร้ายพจมานว่าทำตัวไม่ดี ชอบอยู่ในกลุ่มผู้ชาย แล้วยังเล่นเพลงโปรดของเขาให้ทุกคนฟังด้วย ชายกลางหน้าเคร่งไม่พอใจ เช้าขึ้นให้แจ่มไปเรียกพจมานมาพบในห้องทำงาน ฟักผ่านมาเห็นก็รีบนำความไปฟ้องหม่อมอย่างมีอคติกับพจมาน

    หม่อมอยู่กับหญิงเล็ก หญิงใหญ่ และครอบครัวแพรวพรรณพร้อมหน้า ทุกคนอยากรู้ว่าพจมานเข้าไปหาชายกลางทำไม ยกเว้นประสพกับหญิงใหญ่ที่ไม่มีท่าทีสนใจ

    พจมานเล่าเหตุการณ์เมื่อวานที่วังท่านต้อมอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเกิดทุ่มเถียงกับชายกลางที่บอกว่าหญิงเล็กมีพยาน และเธอจะไปไหนควรขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน

    “ดิฉันจะไปไหนมาไหนคงไม่มีใครเดือดร้อนเที่ยวตามหาหรอกค่ะ ทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครรู้สึกด้วยซ้ำไปว่ามีดิฉันอยู่ในบ้าน”

    “ทำไมถึงชอบคิดเองเออเอง”

    “ดิฉันไม่ได้คิดเองเออเอง ไม่มีป้านมกับคุณชายน้อย...ก็ไม่มีใครห่วงใยดิฉัน”

    “รู้ได้อย่างไร”

    “คุณชายก็ทราบเท่าๆกับที่ดิฉันทราบ”

    “เถียงคำไม่ตกฟาก”

    “ดิฉันไม่ได้เถียง”

    “นี่แหละเขาเรียกว่าเถียง”

    พจมานจะพูดอีกแต่ชายกลางชิงตัดบทว่าพอที แล้วสังเกตชุดที่พจมานใส่เหมือนจะไปข้างนอก พอถามจนรู้ว่าเธอจะไปเยี่ยมชายน้อยจึงให้ไปพร้อมกัน แล้วเดินนำมาทางห้องนั่งเล่น โดยไม่รู้ว่าหม่อมแม่กับน้าแพรวกำลังคุยกันเคร่งเครียดเรื่องพจมาน

    “ถ้าหากคุณพี่มั่นใจในแผนการอันแยบคายของคุณพี่...คุณพี่ก็ต้องอดทนค่ะ”

    “พูดน่ะพูดง่าย แต่มันทำยาก ชายกลางเป็นลูกชายคนเดียวของพี่ ใครไม่มาเป็นอกพี่ ไม่เข้าใจหรอก”

    “คุณพี่ยังมีชายน้อยอีกคนนึงค่ะ”

    “ลูกเวรลูกกรรมเกิดมาทำให้พ่อตาย พี่ไม่นับ”

    “ขอประทานโทษค่ะ น้องลืมไป”

    “ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ! ชายกลางเป็นลูกชายคนเดียวของพี่...เป็นความรัก ความหวัง เป็นความภาคภูมิใจของตระกูลสว่างวงศ์ แล้วอยู่ดีๆจะมีผู้หญิงไร้สกุลรุนชาติที่ไหนก็ไม่รู้มาชุบมือเปิบเอาไป”

    เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทำให้หม่อมกับแพรวพรรณยุติการสนทนา เห็นชายกลางเดินเข้ามาก็ยิ้มแย้ม แต่พอเหลือบเห็นพจมานตามหลังก็ชักสีหน้า หม่อมถามเสียงแข็งว่าใครให้เข้ามา ฉันไม่ได้เรียก ชายกลางออกตัวว่าพจมานมากับตน หม่อมเลยคอแข็งพูดไม่ออก แพรวพรรณรีบช่วยพี่สาวทันที

    “อะไร้...โตเป็นสาวเป็นนางแล้วยังทำมาเดินตามชายกลาง ชายกลางก็ทำใจดีไม่รู้เรื่อง คนพวกนี้มันเหมือนขี้กลากจ้ะ ดีด้วยแล้วลามปาม”

    “น้าแพรวเข้าใจผิดครับ ผมเป็นคนชวนพจมานไปเยี่ยมชายน้อยด้วยกัน”

    “คนอื่นไม่มีแล้วเหรอ ถึงได้ต้องชวนแม่นั่น”

    “หม่อมแม่จะไปกับผมไหมล่ะครับ ชายน้อยบ่นคิดถึงหม่อมแม่”

    “โอ๊ย! มีแต่คนเจ็บคนป่วย เชื้อโรคทั้งนั้น ฉันไม่ไปหรอก”

    “น้าก็ไม่ไปเหมือนกัน ยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่”

    “แล้วอย่างนี้หม่อมแม่จะให้ผมชวนใครไปล่ะครับ”

    ทั้งแม่และน้าอึ้งไปด้วยกัน มองตามพจมานที่เดินตามหลังชายกลายไปด้วยความเกลียดชัง ฝ่ายหญิงเล็กพอรู้จากหญิงใหญ่ที่ยืนมองรถชายกลางเคลื่อนออกจากบ้านโดยมีพจมานนั่งเคียงข้างก็เป็นเดือดเป็นแค้น แม้ไม่รู้ว่าสองคนไปไหนแต่ก็ขัดใจที่พจมานได้นั่งชูคอใกล้ชิดชายกลาง ต่างจากหญิงใหญ่ที่ดูไม่ยินดียินร้ายกับใครทั้งนั้น

    ชายน้อยอาการดีขึ้นตามลำดับ หมอให้ฝึกเดินด้วยตัวเองโดยไร้ไม้ค้ำยันรักแร้ แต่ชายน้อยยังไม่มั่นใจกลัวจะล้มต้องคอยจับพจมานเดิน โดยมีชายกลางคอยประกบอีกข้างด้วยความห่วงใยน้องชาย

    ครู่ต่อมา นมทิพย์มีโอกาสพูดคุยกับพจมานตามลำพัง นมบอกว่าชายน้อยดีขึ้นมาก ถึงจะไม่ปกติอย่างใครเขาแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องอาศัยไม้เท้าให้คนดีๆ มาเยาะเย้ย พจมานดีใจว่าอีกไม่นานคงกลับบ้านได้ ตนจะได้ไม่เหงาอีกต่อไป

    “หนูมีงานมีการทำ อีกทั้งคุณหญิงเล็กเธอก็อาสาพาไปเที่ยว มีเพื่อนฝูงเพิ่มขึ้นไม่น่าจะเหงาได้”

    “แปลกนะคะที่คนเรามีเพื่อนฝูงมีงานทำอย่างที่ป้านมว่า แต่ก็ยังรู้สึกเหงาได้ แม้แต่ในยามที่ไปเล่นกีฬาหรือไปงานเลี้ยงก็ยังรู้สึกเหงา”

    นมทิพย์ชะงักไปนิดก่อนเดินมาจับมือพจมานถามอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า พจมานส่ายหน้า กล้ำกลืนน้ำตาที่รื้่นขึ้นมาให้ย้อนกลับลงไปพร้อมกับฝืนยิ้ม

    “เปล่าค่ะ”

    “หนูพจ...”

    “หนูไม่ได้เป็นอะไรจริงๆค่ะ ป้านมอย่าห่วงเลย”

    นมทิพย์ทอดถอนใจไม่เชื่อ แต่ไม่เซ้าซี้

    ooooooo

    ชายกลางกับพจมานแทบไม่ได้สนทนากันเลยทั้งขาไปและขากลับ บรรยากาศชวนอึดอัด จนกระทั่งกลับถึงบ้านทรายทอง...

    ทันทีที่ชายกลางก้าวลงจากรถ แพรวพรรณเดินตรงดิ่งออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทักทายหลังจากตวัดสายตาไม่พอใจไปที่พจมานแวบหนึ่ง

    “กลับมาแล้วหรือจ๊ะชายกลาง ชายน้อยเป็นยังไงบ้าง”

    “ก็ดีขึ้นครับ”

    “น้าแพรวก็ว่าจะไปเยี่ยมแต่ยังไม่ว่างสักที”

    หลานชายไม่ได้ใส่ใจคำพูดของน้าสาว หากแต่รีบเดินตามพจมานที่เลี่ยงอ้อมไปทางด้านหลังตึก ทิ้งให้แพรวพรรณหน้าเสียด้วยความเจ็บใจ

    ชายกลางเร่งฝีเท้าตามไปถามพจมานว่าทำไมต้องอ้อมมาขึ้นทางนี้ พจมานตอบเสียงเรียบว่าปกติตนก็ขึ้นทางนี้อยู่แล้ว

    “ต่อไปให้ขึ้นทางบันไดหน้า ไม่จำเป็นต้องอ้อมมา”

    ขณะที่ทั้งสองคนพูดคุยกันมีเงาใครคนหนึ่งผลุบๆโผล่ๆแอบดู ชายกลางหันไปเห็นร้องเรียกให้ออกมา ฟักถึงกับสะดุ้งโหยงก้าวออกมาด้วยความกลัวเกรง ตอบคำถามอึกๆอักๆ จนโดนชายกลางดุเสียงดังก่อนเดินตัวลีบเลี่ยงไป...

    แพรวพรรณไม่พอใจชายกลางที่ไม่สนใจคำพูดของตน ขณะเดียวกันก็หมั่นไส้พจมานถึงกับเก็บเอามาเป็นอารมณ์บ่นให้ประสพฟังว่าพจมานจะหลอกชายกลาง แต่แล้วเสียงเพลงไพเราะจากเปียโนในห้องนั่งเล่นก็เบรกอารมณ์แพรวพรรณให้สงบลง เธอเดินเข้ามาปรบมือชื่นชมหลานชาย แต่บ่นเสียดายที่ท่านติ๋วไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่

    “ทำไมท่านติ๋วต้องประทับอยู่ที่นี่ด้วยล่ะครับ”

    “ก็แหม...ท่านจะได้ดีพระทัย”

    “น้าแพรวคงเข้าใจอะไรผิด ที่ผมเล่นเพลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับท่านติ๋ว”

    แพรวพรรณนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจถามต่อ “ถ้าไม่เกี่ยวกับท่านติ๋ว แล้วเกี่ยวกับใครจ๊ะ”

    ชายกลางมองน้าสาวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและมีแววตำหนิปนอยู่ด้วย แพรวพรรณเลยหน้าเจื่อน ขมุบขมิบปากกล่าวโทษพจมานอย่างเจ็บใจ พอหม่อมพรรณรายกลับเข้าบ้านก็จีบปากฟ้องโดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าพี่สาวอารมณ์ไม่ดีเพราะเสียไพ่มา

    “เอาอีกแล้วรึ นังตัวเสนียดจัญไร พี่กลับมาเหนื่อยๆ ก็ต้องมาฟังเรื่องของนังคนนี้ ไม่รู้ว่ามันจะตามจองล้างจองผลาญพี่ไปถึงไหน”

    “ตายจริง! คุณพี่เสียไพ่มาหรือคะ น้องก็ไม่ทันสังเกต แหม...น้องไม่น่าเอาเรื่องนังคนนั้นมาทำให้คุณพี่ต้องพื้นเสียมากขึ้นเลย ขอประทานโทษจริงๆค่ะ”

    “มันไม่ใช่ความผิดของคุณแพรว แต่เป็นความผิดของนังพจมาน เพราะถ้ามันไม่สะเออะอ้อนให้ชายกลางพาไปโน่นไปนี่ก็คงไม่มีเรื่องให้คุณแพรวต้องมาฟ้อง”

    “น้องเสียใจเหลือเกินค่ะ ที่ถูกหลานรักตำหนิเอาซึ่งๆหน้า”

    “ไป! พี่จะไปเอาเรื่องมันเดี๋ยวนี้”

    สองพี่น้องเดินหน้าตึงตามกันไปถึงห้องพจมาน ทันทีที่ประตูห้องเปิด หม่อมแทบจะกระโดดขย้ำพจมานราวกับเสือเจอเหยื่ออันโอชะ

    “นังพจมาน! แกนี่มันเป็นมารสมชื่อจริงๆ ขืนอยู่ต่อไปมีหวังพี่น้องเขาฆ่ากันตายหมด”

    พจมานไม่พอใจแต่พยายามอดทนไม่ต่อปากต่อคำ แต่ดูเหมือนสองพี่น้องยิ่งได้ใจ รุมด่าไม่เลี้ยง ไม่หลงเหลือ ความเป็นผู้ดีเลยสักนิด

    “วันนี้หลานในไส้ก็ด่าน้าไปแล้วเพราะแก สำนึกบ้างมั้ยฮึ! สำนึกบ้างมั้ย นังพจมาน”

    “ตั้งแต่ก้าวเข้ามาก็ก่อเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่เว้น แต่ละวัน บ้านทรายทองที่เคยสงบร่มเย็นจะลุกเป็นไฟก็เพราะแก ฉันด่าแกจนจะหมดไส้หมดพุงอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่รู้จักเจ็บบ้าง เป็นคนอื่นที่เขาหน้าบางกว่านี้เขาขนเสื้อขนผ้ากลับไปนานแล้ว”

    “ก็มันหน้าด้านนี่คะ หน้าด้านกว่าพ่อกว่าแม่มันอีก” แพรวพรรณพาดพิงถึงพ่อแม่ พจมานโกรธจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “ต๊าย! ยังจะมาจ้องหน้าฉันอีก ทำไม จะฆ่าฉันเรอะ”

    “ขนาดเคยด่าว่าเป็นตัวเสนียดจัญไร คอยสูบเลือดสูบเนื้อพวกฉัน เป็นตัวเพรียงที่เกาะกินไม้ดีๆเขาผุกร่อน แกก็ยังหน้าด้านหน้าทนอยู่ให้ด่าอยู่ได้” ขาดคำของหม่อม แพรวพรรณตบเปรี้ยงจนพจมานหน้าหัน แก้มแดงเป็นรอยนิ้วขึ้นทันตา

    “นี่แน่ะ! เจ็บบ้างมั้ย รู้สึกกระคายผิวหนังบ้างมั้ย ต๊าย...ดูสิคะคุณพี่ มันยังไม่รู้สึกอีกค่ะ”

    พจมานขบกราม สองมือกำแน่น ไล่ทั้งคู่ออกไป หม่อมโกรธหน้าดำหน้าแดงจิกด่าไม่เลิก ขณะที่แพรวพรรณก็คอยเป็นลูกคู่ ย้ำว่าที่นี่บ้านของพวกตน ตนไม่ออกไปจะทำไม หรือว่าจะตบเอาคืน

    “ดิฉันจะไปเรียนคุณชายกลางว่าหม่อมป้ากับคุณแพรวเข้ามาด่าดิฉัน...ตบหน้าดิฉัน”

    “เอาสิ เอาเลย เชิญไปฟ้องเลย ดูซิว่าชายกลางจะเห็นนังบ้านนอกอย่างแกดีกว่าแม่กว่าน้าของเขามั้ย”

    “ก็ไม่แน่เหมือนกันค่ะ เพราะคุณชายเป็นคนมีเหตุผล”

    หม่อมชะงักอย่างเคียดแค้น แพรวพรรณไม่ทันคิดให้รอบคอบจะไปตามชายกลางมาเดี๋ยวนี้ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แต่หม่อมชิงห้ามเสียก่อน แล้วรวบรัดกับพจมานว่า

    “เอาล่ะ ครั้งนี้ฉันยกโทษให้แก แต่ครั้งต่อไป ฉันไม่ยอมแน่ ฉันจะให้ชายกลางเฉดหัวแกออกจากบ้าน...ไปเถอะคุณแพรว”

    สองคนเดินเชิดออกจากห้อง หม่อมผลักประตูกระแทกปิดดังปัง แพรวพรรณแค้นใจไม่หายเดินบ่นอุบเรื่อยมาว่าคุณพี่ไม่น่าออกมาง่ายๆเลย น่าจะเอาเรื่องมันจนถึงที่สุด เป็นไงก็เป็นกัน

    “คุณแพรวไม่ได้ยินที่มันพูดเหรอ ที่มันบอกว่าชายกลางมีเหตุผลน่ะ”

    “อ๋อ ได้ยินค่ะ แต่ชายกลางต้องเห็นแก่หม่อมแม่... เห็นแก่น้า”

    “กี่ครั้งแล้วล่ะที่เราถูกหักหน้า” แพรวพรรณชะงัก ตอบเสียงอ่อยว่าหลายครั้งอยู่ แล้วพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อพี่สาวบอกว่าหากเรื่องถึงชายกลาง เขาจะหาว่าเราเข้าไปหาเรื่องนังพจมานคนโปรดถึงในห้อง แล้วมันก็จะได้ใจเข้าไปใหญ่ ถ้าทำอะไรแล้วเสียเปรียบตนไม่ทำหรอก ชายกลางเขาลูกพ่อจะทำอะไรก็ต้องมีเหตุมีผล ซึ่งไม่ได้อย่างใจตนเลย...

    ฝ่ายพจมานที่ถูกกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ เธอเดินไปนั่งหน้ากระจกมองเงาตัวเอง เห็นรอยแดงเป็นปื้นที่แก้ม เจ็บใจจนน้ำตาคลอ บ่นอย่างอัดอั้น

    “คุณพ่อขา...คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยแม้แต่จะตีลูกเลย แล้วคนพวกนี้เป็นใคร...ลูกจะต้องอดทนไปถึงไหนกัน”

    ooooooo

    หญิงเล็กวางแผนชั่วหลอกพจมานไปเป็นเหยื่อของปฏิเวทผู้มักมากทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขามีเมียอยู่แล้วถึงสี่คน มาดหมายจะส่งพจมานไปเป็นเมียคนที่ห้าด้วยการขอร้องพจมานไปงานเลี้ยงที่บ้านปฏิเวทแทนตนซึ่งปวดท้อง โดยสุทธิพงศ์กำลังขับรถมารับ

    แต่แผนของหญิงเล็กไม่เป็นไปดังคาด เพราะสุทธิพงศ์ติดธุระกะทันหันวานท่านต้อมมารับแทน หญิงเล็กไม่รู้เรื่องก็กระหยิ่มยิ้มย่องกับแสงโสมว่าคราวนี้พจมานเสียผู้เสียคนแน่

    ท่านต้อมมารับพจมานออกไปโดยไม่มีใครรู้เห็นนอกจากแจ่มเพียงคนเดียว แจ่มสบายใจหายห่วง ท่านต้อมมารับดีกว่าเพื่อนของหญิงเล็กเป็นไหนๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหญิงเล็กรู้เรื่องรับรองได้ว่าต้องเต้นกันทั้งบ้านแน่

    ในงานเลี้ยง พจมานสวยสะดุดตาหนุ่มๆ โดยเฉพาะปฏิเวทกับสุทธิพงศ์ที่แสดงท่าทีเปิดเผยว่าพึงพอใจ แย่งกันจีบพจมานจนแทบจะมีเรื่องชกต่อยถ้าท่านต้อมไม่เข้ามาแทรกเสียก่อน

    ท่านต้อมแยกตัวพจมานที่ตกใจกลัวออกจากวงสนทนาและพาไปส่ง แต่ระหว่างทางเห็นว่ายังหัวค่ำจึงแวะกินไอศกรีมกัน โดยไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จัก

    ท่านผู้หญิงไฉไลเพิ่งกลับจากเล่นไพ่ที่วังสาธร ทักท่านต้อมและมองพจมานอย่างไม่คุ้นสายตา ทีแรกนึกว่าท่านต้อมมากับหญิงเล็ก แต่กลายเป็นญาติที่ชื่อพจมาน ท่านเคยเจอแต่ตอนนั้นพจมานยังผมยาวถักเปีย ท่านผู้หญิงอดถามถึงหญิงเล็กไม่ได้ ท่านต้อมบอกเธอไม่ค่อยสบาย แล้วขอตัวพาพจมานเข้าไปในร้าน

    หญิงเล็กเป็นเดือดเป็นแค้นแทบคลั่งเมื่อใครบางคนในงานเลี้ยงโทร.มารายงานเรื่องท่านต้อมไปงานกับพจมาน... พอท่านต้อมกลับมาส่งพจมานที่บ้าน หญิงเล็กที่รอคอยอย่างกระวนกระวายก็รีบก้าวออกมาต้อนรับ ทำเหมือนมารอรับพจมานด้วยความเป็นห่วง

    “อ้าว...ท่านมาส่งพจมานหรือคะ หญิงนึกว่าสุทธิพงศ์เสียอีก”

    “สุทธิพงศ์เขายังไม่กลับค่ะ ต้อมเห็นพจมานอยากกลับเต็มทีก็เลยมาส่งก่อน”

    “ขอบพระทัยมากนะคะ นี่ถ้าหญิงไม่บังเอิญปวดท้อง คงไม่ต้องลำบากกันไปหมด”

    “ไม่ลำบากเลย...หญิงเล็กหายปวดท้องแล้วหรือ”

    “ค่อยยังชั่วมากแล้วค่ะ นี่ก็ออกมารอรับพจมาน เป็นห่วงเขาเหมือนกัน ถ้ารู้ว่าท่านอุตส่าห์เด็จมาส่งก็คงไม่ออกมา...ไปพักผ่อนเถอะพจมาน”

    “ค่ะ...พจทูลลาค่ะ” พจมานไหว้ท่านต้อมนอบน้อม ท่านต้อมยิ้มให้อย่างอ่อนโยน หญิงเล็กกอดอกมองคู่หมั้นแล้วกระแอมเบาๆ หลังจากพจมานเดินพ้นไปแล้ว

    ท่านต้อมเบือนหน้ากลับมามองหญิงเล็กแล้วบอกลาทันที หญิงเล็กขัดใจพูดโพล่งขึ้นทันใด

    “หญิงนึกว่าท่านจะไม่เด็จไปเสียอีก”

    “ตอนที่หญิงเล็กโทร.มาบอก...ต้อมก็คิดว่าจะไม่ไปเหมือนกัน พอดีสุทธิพงศ์โทร.มาให้ช่วยแวะรับพจมาน เพราะเขาติดธุระ ต้อมก็เลยเปลี่ยนใจ”

    “ทำไมสุทธิพงศ์ต้องเจ้ากี้เจ้าการด้วย”

    “หญิงเล็กก็ไม่ควรให้พจไป ในเมื่อตัวเองไม่ได้ไป”

    “ก็หญิงเกรงใจปฏิเวท”

    “ไม่เห็นจะต้องเกรงใจ...อีกอย่างพจมานก็ไม่ได้สนิทสนมกับปฏิเวทหรือใครสักคนในงาน”

    “อ้อ จะรับสั่งว่าท่านสนิทกับมันอย่างนั้นน่ะสิ”

    “ต้อมไม่ชอบได้ยินหญิงเล็กเรียกจิกใครว่ามัน โดยเฉพาะพจมานซึ่งเป็นญาติของเธอ”

    “ไม่มีใครเขานับญาติกับมันหรอกค่ะ”

    “หญิงเล็ก!”

    “ท่านทำให้หญิงไม่ไว้ใจ”

    “ต้อมจะกลับล่ะ ไม่อยากทะเลาะด้วย”

    “อย่าเพิ่งกลับค่ะ ท่านยังไม่ได้รับสั่งเลยว่าจริงหรือเปล่า”

    “อะไรจริง”

    “หญิงไว้ใจท่านได้หรือเปล่าคะ”

    “เหลวไหล”

    “ได้หรือไม่ได้คะ” หญิงเล็กจ้องตาท่านต้อมแน่วแน่

    ท่านต้อมไม่ตอบ หันหลังเดินกลับไปขึ้นรถขับออกไป ทิ้งให้หญิงเล็กยืนอึ้งเจ็บใจ มองตามด้วยสีหน้าทั้งรักทั้งแค้นจนน้ำตาคลอ

    หม่อมกับแพรวพรรณเพิ่งกลับจากเล่นไพ่ที่เดียวกับท่านผู้หญิงไฉไล เห็นหญิงเล็กร้องไห้ก็ตกใจซักถามเป็นการใหญ่ ก่อนจะให้ฟักกับเอมรีบไปตามพจมานมาพบที่ห้องรับแขก แล้วเล่นงานด้วยถ้อยคำรุนแรงอีกตามเคย พร้อมทั้งกล่าวหาพจมานจะแย่งท่านต้อมไปจากหญิงเล็ก

    ไม่ว่าพจมานจะพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ แต่ขอยืนยันว่าเธอไม่มีวันทำชั่วอย่างนั้นเด็ดขาด

    ooooooo

    เช้าขึ้นหญิงเล็กยังร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรกลางโต๊ะอาหาร ทำให้ชายกลางสงสัยและเกิดถามไถ่กันจนหญิงเล็กร้องไห้ลุกหนีไป

    หม่อมกับแพรวพรรณโยนความผิดให้พจมานเต็มๆ หาว่าทำงามหน้าให้ท่านต้อมมารับมาส่งกลางค่ำกลางคืน ชายกลางรับฟังแต่ไม่ออกความเห็น แต่ลุกไปถามหญิงเล็กให้กระจ่าง

    “มันเรื่องอะไรกันหญิงเล็ก อยู่ดีๆก็ลุกมานั่งร้องห่มร้องไห้เป็นเด็กๆ”

    “พี่ชายกลาง...นังพจมานมันทำให้หญิงเล็กร้องไห้นะคะ ไม่ใช่อยู่ดีๆหญิงจะบ้าลุกขึ้นมาร้องเอง”

    “พูดจาไม่น่ารักเลย”

    “ใช่สิคะ ใครมันจะน่ารักเหมือนนังพจมานล่ะ อยากรู้นักว่านังคนนี้มันมีอะไรดี ผู้ชายกี่คนต่อกี่คนถึงได้พากันโง่หลงมันหมด”

    ชายกลางหน้าเคร่ง มองน้องอย่างตำหนิแล้วหันหลังขยับจะเดินไป หญิงเล็กผุดลุกขึ้นทันที

    “เดี๋ยวค่ะ นังพจมานมันจงใจจะแย่งท่านต้อมไปจากหญิง มันนัดแนะให้ท่านเด็จมารับมาส่งมัน หญิงต้องการให้พี่ชายกลางไล่มันไป ตั้งแต่มันมาอยู่ที่นี่ บ้านทรายทองก็มีแต่ความวุ่นวาย ทุกคนในบ้านไม่มีความสุข โดยเฉพาะหม่อมแม่ของเรา แล้วตอนนี้มันกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดจะแย่งท่านต้อม พี่ชายกลางยังจะเอามันไว้อีกหรือคะ”

    “พี่เป็นผู้ใหญ่ จะให้ใครอยู่ใครไป มันต้องมีเหตุผล”

    “เหตุผลก็อย่างที่หญิงบอกอยู่นี่ไงคะ”

    “พี่ต้องฟังพจมานด้วย”

    “หมายความว่าพี่ชายกลางไม่เชื่อหญิง”

    “พี่ยังไม่เชื่อใครทั้งนั้นจนกว่าจะได้ฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย” ชายกลางเดินออกไป หญิงเล็กเจ็บใจอยากจะกรี๊ดออกมาเสียให้ได้

    ชายกลางให้แจ่มไปตามพจมานมาพบที่ห้องทำงาน พูดเรื่องที่ฟังมาจากแม่และน้องแล้วถามพจมานว่าจะแก้ตัวว่าอย่างไร

    “ไม่ใช่แก้ตัวค่ะ แต่ดิฉันจะเรียนให้คุณชายทราบตามความเป็นจริง”

    “ดี! งั้นก็เล่ามา”

    พจมานสบตาชายกลางด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีความกังวลใดๆ แต่คนที่กำลังกังวลที่สุดก็คือหญิงเล็ก เธอเดินกลับไปกลับมาอย่างกระวนกระวายใจอยู่ต่อหน้าหม่อมแม่และน้าแพรวในห้องนั่งเล่น

    “ถ้ามันไม่ยอมรับล่ะคะ”

    “หลานจ๋า...มันไม่ยอมรับอยู่แล้วล่ะจ้า หน้าด้านออกอย่างนั้น”

    “นี่หญิงเล็ก หยุดเดินไปเดินมาเสียที แม่เวียนหัว”

    หญิงเล็กเดินมากระแทกตัวลงนั่งอย่างหงุดหงิด หม่อมยุ่งยากรำคาญใจถึงกับบ่นอุบ

    “ไม่เข้าใจว่าทำไมชายกลางถึงจะต้องสืบสวนสอบสวนให้มันวุ่นวายด้วย ในเมื่อคนที่เป็นฝ่ายสูญเสียคือน้องแท้ๆ ไม่ใช่คนอื่น”

    “สูญเสีย! หม่อมแม่หมายความว่าหญิงจะต้องสูญเสียท่านต้อมไปหรือคะ”

    “โอ๊ย...แม่ก็พูดเปรียบเปรย ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ”

    “แต่มันก็ไม่แน่เหมือนกันนะคะคุณพี่...หญิงเล็ก”

    “น้าแพรว! น้าแพรวพูดออกมาได้ยังไง”

    “หยุด! เลิกคาดการณ์เลิกโวยวายเสียที รอฟังเจ้าของบ้านเขาดูก่อนสิว่าจะว่าอย่างไร เฮ้อ วันนี้จะได้ไปเล่นไพ่หรือเปล่าก็ไม่รู้” ลงท้ายหม่อมก็ห่วงแต่เรื่องของตัวเอง!

    ในห้องทำงานชายกลาง...พจมานเล่าความจริงจบลง แต่ถ้าชายกลางไม่เชื่อก็ให้ทูลถามท่านต้อม

    “ทำไมจะต้องอ้างท่านต้อม”

    “ก็คุณชายไม่เชื่อ”

    “ฉันบอกแล้วหรือว่าไม่เชื่อ”

    สองคนเถียงกันไปมา ที่สุดพจมานก็เงียบลงเมื่อถูกไล่ให้ออกไป หันหลังน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ ชายกลางถามว่าร้องไห้หรือ ก็ไม่ยอมรับ รั้นจนเขาต้องบอกให้เธอหันหน้ากลับมา นั่นแหละถึงเห็นน้ำตาชัดๆ ปฏิเสธไม่ออก

    “การร้องไห้ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย บางครั้งถ้าได้ร้องไห้ออกมา เธออาจจะสบายใจขึ้น”

    “คุณพ่อดิฉันสอนเสมอว่าอย่าร้องไห้ให้ใครเห็น”

    “นั่นขึ้นอยู่กับว่าคนที่เห็นเป็นใคร”

    เสียงเคาะประตูเบาๆ แต่ทำให้สองคนเงียบเสียงลง แพรวพรรณเปิดประตูเข้ามาทำทีเหมือนไม่รู้ว่าชายกลางอยู่กับพจมาน

    “อ้าว...น้าคิดว่าชายกลางอยู่คนเดียว”

    “พจมานกำลังจะออกไปพอดี”

    พจมานเดินออกไปเงียบๆ แพรวพรรณปรายตามองตามแล้วเบือนหน้ากลับมาเอ่ยกับหลานชาย

    “ชายกลางคงจะดุว่าไปหลายคำล่ะสิ ถึงได้ร้องห่ม ร้องไห้ออกไป ดีแล้วล่ะจ้ะ มันจะได้เจียมเนื้อเจียมตัวไม่ตีเสมอลูกหลานเจ้าของบ้าน”

    “น้าแพรวมีธุระอะไรหรือครับ”

    “ก็เกี่ยวกับแม่พจมานนี่แหละ หญิงเล็กน่ะเสียอกเสียใจเหลือเกินที่หลงเมตตางูเห่า นี่หม่อมแม่ของชายก็กำลังปลอบโยนกันอยู่ ชายกลางต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ก่อนที่มันจะลุกลามจนบ้านแตกสาแหรกขาดกันไปหมด”

    “ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า”

    “เข้าใจผิด” แพรวพรรณทวนคำงงๆ

    หม่อมกับหญิงเล็กรอฟังผลอยู่ที่เดิม หญิงเล็กกลัวน้าแพรวจะถูกตอกหน้ากลับมา แต่หม่อมท้วงว่าแพรวพรรณหว่านล้อมเก่ง ชายกลางอาจจะเกรงใจ
    พูดไม่ทันขาดคำ คนหว่านล้อมเก่งก็เดินหน้าบอกบุญไม่รับกลับมา หม่อมเลยกลับคำว่าทำหน้าอย่างนี้ท่าทางจะไม่ได้เรื่อง หลานชายเธอว่าอย่างไรบ้าง

    “เขาบอกว่าเป็นการเข้าใจผิดกันค่ะ”

    “เข้าใจผิด” สองแม่ลูกประสานเสียง...หม่อมถามว่าใครเข้าใจผิด แพรวพรรณคาดว่าน่าจะเป็นเราทั้งสามคน

    “เข้าใจผิดเรื่องท่านต้อมเด็จมารับมาส่งนังพจมานน่ะหรือคะ”

    “น้าคิดว่าเรื่องนั้น”

    “ไม่จริง! ไหนแม่ว่าพี่ชายกลางเกรงใจน้าแพรวไงคะ ทำไมน้าแพรวไม่เถียงพี่ชายกลางไป”

    “ใครจะไปเถียงเขาทัน โดยเฉพาะเรื่องนังพจมานคนโปรด”

    “แต่น้องเห็นมันถูกชายกลางดุจนร้องไห้ออกไปนะคะ น้องเห็นเต็มสองตานี่เลยค่ะ”

    หญิงเล็กร้อนใจ ตรงดิ่งไปหาพี่ชายแต่โดนปฏิเสธว่าพี่ต้องไปทำงานแล้ว มีอะไรเอาไว้คุยกันตอนเย็น

    ooooooo

    หญิงเล็กไม่รามือจากพจมานง่ายๆ เดินทางไปพบบุญล้อมถึงบ้านบอกว่าตนต้องการให้พจมานเสียชื่อเสียง พอบุญล้อมท้วงว่าครูพจมานเป็นญาติคุณหญิงไม่ใช่หรือ หญิงเล็กคอแข็ง สวนทันควันว่า

    “ไม่มีใครที่บ้านทรายทองเขานับว่ามันเป็นญาติเลย โดยเฉพาะหญิง หญิงเกลียดมัน...ว่าแต่คุณบุญล้อมไม่อยากได้ดาราหนังคนใหม่หรือ นังพจมานต้องทำเงินให้คุณมากทีเดียว”

    “ถ้าคุณหญิงต้องการอย่างนั้นก็ตกลง”

    “ต้องตกลงกันก่อนว่าเรื่องนี้หญิงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนะ คุณบุญล้อมเป็นคนดำเนินการเอง”

    “โดยหญิงเป็นคนจัดหาดารามาให้”

    “เอ๊ะ! ก็บอกแล้วว่าหญิงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

    “ผมเย้าเล่นน่า...รับรองว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบ กระเทือนถึงคุณหญิงเลย”

    “หญิงอยากให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด”

    “สัปดาห์นี้มีวันหยุดติดกัน 3-4 วัน...คิดว่าคงจะเร็วทันใจคุณหญิง”

    “อยากให้เป็นวันนี้ เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ” หญิงเล็กกระแทกเสียง สีหน้าบ่งบอกว่าอาฆาตพยาบาท

    ฝ่ายหม่อมกับแพรวพรรณวันนี้ก็ไม่อยู่บ้าน ออกไปเล่นไพ่แล้วเจอท่านผู้หญิงไฉไลเอาเรื่องไม่ดีมาเล่าสู่ให้ฟังว่าเจอท่านต้อมพาพจมานไปกินไอศกรีม ฝากไปเตือนหญิงเล็กให้ระวัง เรื่องรักใคร่ไม่เข้าใครออกใคร

    หม่อมกับแพรวพรรณหน้าเสียแต่ก็ยังพยายามเถียงว่าหญิงเล็กทราบดีและเป็นคนอนุญาตเอง แต่พอ กลับถึงบ้านไล่เลี่ยกับหญิงเล็ก หม่อมก็บ่นอย่างหัวเสียว่า

    “ใครเห็นไม่เห็น กลับมาเป็นท่านผู้หญิงไฉไลเห็น ที่นี้ล่ะเรื่องได้กระจายไปในวงไพ่แทบทุกวง โดยเฉพาะที่วังสาธร โอ๊ย! แล้วนี่แม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

    “ถ้าอับอายขายหน้านัก หม่อมแม่ก็เลิกเล่นไพ่เสียเลยสิคะ”

    “นี่อย่ามาพาลแม่นะ รู้ไหมว่าแม่ต้องเสียหน้าขนาดไหนที่คู่หมั้นลูกสาวพานังบ้านนอกไปควงให้คนเขาเห็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง”

    “แล้วหญิงล่ะคะ หญิงไม่อับอายขายหน้าเสียยิ่งกว่าหม่อมแม่หรือ โอ๊ย...หญิงอยากตาย หญิงอยากตาย”

    แพรวพรรณตกใจร้องห้ามหญิงเล็กให้ใจเย็นๆ หม่อมพ่นลมหายใจอย่างอัดอั้น

    “หม่อมแม่ขา...น้าแพรวขา...หญิงคงต้องตายจริงๆ ถ้านังพจมานมันแย่งท่านต้อมไปได้”

    “ก็ไหนว่ามีแผนจะกำจัดมันแล้วไง”

    หญิงเล็กนัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์ขึ้นทันที “ค่ะ นังพจมานมันกำลังจะกลายเป็นดาราหนังโป๊” พูดจบก็หัวเราะเสียงแหลม ขณะที่แม่กับน้าเบิกตากว้าง ยกมือทาบอกอย่างตกใจ

    หลังจากกระหยิ่มยิ้มย่องลำพองใจแล้ว หญิงเล็กจะเดินกลับห้อง ได้ยินเสียงชายกลางเชิญพบที่ห้องทำงาน จึงก้าวเข้าไปนั่งตรงหน้ารอฟังพี่ชายพูดธุระ

    “ถ้าพี่ไม่เรียกหญิงมาพูด หญิงอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าพี่ไม่ได้สนใจหรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่หญิงมาเล่า...พี่เรียกพจมานมาถามเรื่องที่เกิดขึ้นหมดแล้ว”

    “แล้วพี่ชายกลางก็เชื่อมัน”

    “พี่ยังไม่ได้บอกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อจนกว่าจะได้ถามหญิงก่อน พจมานบอกที่หญิงบอกให้เขาไปงานแทนเพราะหญิงปวดท้องจริงหรือเปล่า”

    “พี่ชายกลางเข้าข้างมัน”

    “พี่ถามว่าจริงหรือเปล่า”

    “จริงค่ะ แล้วมันก็ไม่เจียมกะลาหัวไปบอกให้ท่านต้อมเด็จมารับ”

    “บอกอย่างไร จะว่าเขาโทร.ไปที่วังก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเขาไม่เคยใช้โทรศัพท์ที่นี่”

    หญิงเล็กเถียงข้างๆคูๆว่ามันอาจจะไปขอบ้านแถวนี้ก็ได้ ชายกลางไล่บี้ว่าบ้านไหน ก็สะบัดเสียงว่าตนจะไปรู้ได้ยังไง

    “งั้นมีทางเดียวคือต้องทูลถามท่านต้อม” หญิงเล็กร้อนตัว บอกว่าไม่ต้องก็ได้ “หญิงไม่อยากรู้หรอกหรือว่าพจมานทูลขอให้ท่านต้อมมารับอย่างไร”

    “ท่านต้อมก็ต้องเข้าข้างมันอีก ช่างเถอะค่ะ หญิงไม่อยากลดตัวไปมีเรื่องกับมัน...หญิงผิดเองที่หวังจะตอบแทนพระคุณพี่ชายกลางโดยรับหน้าที่ดูแลมัน พามันเข้าสังคมของผู้ดี แต่มันตอบแทนหญิงเสียเจ็บแสบเหมือนชาวนากับงูเห่าไม่มีผิด”

    “ถ้าพจมานทำอย่างนั้นจริงก็สมควรจะถูกตำหนิ ถูกลงโทษ พี่ไม่อยากให้เรื่องน่าอับอายนี้ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หญิงเองก็จะได้ไม่ต้องมากล่าวหาพี่ว่าเข้าข้างพจมาน”

    “หญิงเรียนพี่ชายกลางแล้วว่าหญิงไม่อยากลดตัวลงไปมีเรื่องกับมัน”

    ชายกลางนัยน์ตามีประกายเหมือนจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ตัดบทว่าถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ

    “พี่ชายกลางมองหญิงเหมือนหญิงโกหก”

    “คนที่จะรู้ดีที่สุดว่าโกหกหรือไม่โกหกก็คือตัวหญิงเอง...ไม่ใช่พี่หรือใครที่ไหน”

    หญิงเล็กน้ำตาคลออย่างแค้นใจ “แน่ล่ะสิคะ ใครเขาจะดีเลิศประเสริฐแสนเหมือนนังพจมานของพี่ชายกลางล่ะ หญิงเสียใจ เสียใจจริงๆ ที่มีพี่ก็เหมือนไม่มี” หญิงเล็กเดินออกไปทั้งน้ำตาที่ไม่ได้อย่างใจ

    ชายกลางหนักใจ หวังจะไปปรึกษาหารือพี่หญิงใหญ่ แต่เธอปฏิเสธไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับใคร เธอเป็นยายแก่คร่ำครึคงไม่มีปัญญาจะให้คำปรึกษาใครได้...

    ooooooo

    เช้าวันหนึ่ง หม่อมกุลีกุจอลุกต้อนรับต้อมที่มาโดยไม่บอกล่วงหน้า แล้วรีบเร่งให้เอมไปตามหญิงเล็กมา ระหว่างนี้ก็ขอโทษขอโพยแทนลูกสาวที่วันนั้นทำตัวไม่น่ารัก

    “ไม่เป็นไรค่ะ”

    “ไม่ได้มังคะ ขืนตามใจบ่อยๆหญิงเล็กจะเคยตัว ท่านต้องกริ้วบ้าง แต่ก็นั่นแหละนะมังคะ คนรักกันชอบกันก็ต้องมีขัดใจกันบ้างเป็นธรรมดาของลิ้นกับฟัน”

    หม่อมพูดจ้อ ท่านต้อมลอบถอนใจอย่างเบื่อๆ

    อีกมุมหนึ่ง พจมานแต่งตัวสวยพริ้งเตรียมไปเที่ยวบางปูกับเพื่อนครูที่โรงเรียน แจ่มเห็นแล้วชมไม่หยุดว่าสวยแทบจำไม่ได้ ต่างจากหญิงใหญ่ที่มีแต่ถ้อยคำประชดประชัน หาว่าผู้หญิงสมัยนี้แต่งตัวเก่งกว่าทำงานบ้าน พจมานเลยทบทวนสิ่งที่หญิงใหญ่เคยสอนงานบ้านงานเรือนให้ฟังอย่างจำขึ้นใจ หญิงใหญ่เลยหน้าม้านหันไปดุแจ่มแทน

    เมื่อพจมานไปบอกชายกลางก็ถูกเขาเตือนกึ่งดุว่า

    “เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้เก่งพอจะไปไหนมาไหนตามลำพังได้โดยไม่ต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่ไปด้วย ระวังจะมีเรื่องเดือดร้อนเหมือนครั้งที่แล้ว”

    “คงไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ เพราะคราวนี้ดิฉันไปกับเพื่อนๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นครู นอกจากคุณบุญล้อมที่เป็นเจ้าของโรงเรียน ไม่มีผู้คนในวงสังคม ไม่มีใครมาสั่งให้ไป”

    “อ้อ จะโทษหญิงเล็กล่ะสิ”

    “เปล่าค่ะ ดิฉันโทษตัวเองที่ไม่รอบคอบ ไว้ใจคนอื่นมากเกินไป”

    “อวดดี! อยากไปมากนักหรือ” พจมานตอบรับคำเดียว ชายกลางรวบรัดทันทีว่า “งั้นก็ตามใจ เพราะถึงห้าม เธอ ก็คงไม่ฟัง”

    “ดิฉันอยากไปพักผ่อนจริงๆค่ะ”

    “ก็บอกแล้วว่าตามใจ เธอมาขออนุญาตตามมารยาทแล้วนี่ ระวังตัวด้วยแล้วกัน ฉันขี้เกียจที่จะต้องมาคอยชำระความอีก” ชายกลางเดินจากไป พจมานมองตามด้วยความน้อยใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "โตโน่-ริชชี่" ชวนสัมผัสความรักเหนือธรรมชาติ ใน "พระจันทร์แดง" ลงจอ 1 พ.ย.นี้

    "โตโน่-ริชชี่" ชวนสัมผัสความรักเหนือธรรมชาติ ใน "พระจันทร์แดง" ลงจอ 1 พ.ย.นี้
    27 ต.ค. 2564

    02:00 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 03:04 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์