ตอนที่ 6
อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ
หลังจากงานหมั้นระหว่างท่านต้อมกับหญิงเล็กผ่านไปอย่างสวยงามและสมเกียรติ หญิงเล็กก็จัดแจงพาพจมานไปฝากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษกับบุญล้อมซึ่งเป็นหลานเจ้าของโรงเรียน
ฝากงานให้แล้วหญิงเล็กยังพาพจมานไปเปลี่ยนทรงผมจากผมยาวถักเปียเป็นสั้นลงทรงทันสมัย อ้างเหตุผลที่พจมานคล้อยตามว่าถ้าถักเปียไปสอนหนังสือเด็กจะไม่กลัว
ตกเย็นกลับถึงบ้าน พจมานในชุดสวยและทรงผมใหม่ก็เข้าไปเรียนหญิงใหญ่ให้ทราบว่าตนตัดสินใจ
ไม่เรียนต่อ ต้องทำงานเก็บเงินเพราะปีหน้าพจนีย์น้องสาวจะจบ ม.6 แล้วอยากมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ปรากฏว่าหญิงใหญ่รับทราบด้วยสีหน้าเย็นชา พูดแค่ประโยคเดียวว่า ในเมื่อตัวตัดสินใจแล้วใครจะไปทำอะไรได้...
การสอนเด็กนักเรียนไร้อุปสรรค พจมานมีความสามารถพอตัวเป็นที่ยอมรับของครูคนอื่นๆ แต่ถึงแม้จะไปสอนหนังสือแต่พจมานก็ยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมชายน้อยอย่างสม่ำเสมอ
ผ่านไปจนถึงวันชายกลางเดินทางกลับ ทุกคนตื่นเต้นดีใจมาก โดยเฉพาะท่านติ๋วที่อุตส่าห์ชวนท่านต้อมไปรับชายกลางพร้อมครอบครัวของเขาถึงสนามบิน พจมานก็เช่นกัน เธอตื่นเต้นแต่สงวนท่าทีได้ดีเยี่ยม แม้แต่แจ่มที่คอยถามก็ยังจับไม่ได้ ส่วนเอมกับฟักที่ตั้งแง่รังเกียจพจมานก็จ้องจิกด่าเสียดสี แต่ก็โดนพจมานยอกย้อนเอาคืนอย่างไม่ยอม
เย็นนั้นพวกหม่อมเลี้ยงต้อนรับชายกลางโดยมีท่านต้อมกับท่านติ๋วเป็นแขกคนสำคัญ หญิงเล็กคอยชงท่านติ๋วให้พี่ชายแต่ดูเหมือนชายกลางจะไม่ใส่ใจ
อย่างเดิม ปลีกตัวไปคุยกับหญิงใหญ่ที่ห้องแล้วรับปากว่าจะไปดูคุณตา
ภายในห้องโถง ท่านติ๋วคอยชะเง้อไปทางประตู ขณะที่ท่านต้อมเหมือนจะมองหาใครคนหนึ่งเป็นระยะ หญิงเล็กรู้ใจท่านติ๋วว่ารอพี่ชายของตนจึงอาสาไปตามถึงหน้าห้องหญิงใหญ่ แล้วมีปากเสียงกันเมื่อรู้ว่าชายกลางแวะไปเยี่ยมคุณตา
หญิงเล็กไม่พอใจตำหนิหญิงใหญ่ทำไมไม่ห้ามชายกลางที่ไปเยี่ยมคนอยู่บ้านเดียวกันทั้งที่จะเยี่ยม
เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ท่านติ๋วเป็นแขกอุตส่าห์ไปรับถึงสนามบิน กลับมาทิ้งท่านไปเฉยๆ
“ถ้าใครห้ามได้ก็ห้ามไปสิ...คนอยู่บ้านเดียวกันบางคนก็ไม่เคยโผล่หน้าไปเยี่ยมท่านเลยก็มีถมเถ”
“พี่หญิงใหญ่ว่าหญิงใช่ไหม ก็คุณตาท่านสบายดีไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรนี่”
“ถ้าสุขภาพอย่างคุณตาหมายถึงสบายดีไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยล่ะก็...โลกนี้คงไม่มีคนป่วยแล้วล่ะ คุณตาเป็นพ่อของหม่อมแม่ อย่าลืม! ที่พวกเราได้กินอยู่สุขสบายทุกวันนี้ก็เพราะท่าน จึงสมควรที่ทุกคนควรจะต้องกตัญญู”
ใหญ่ปิดประตูใส่หน้าหญิงเล็กที่ยืนคอแข็ง ทำปากขมุบขมิบด่าอยู่ในลำคอ...
ที่ห้องคุณตา ชายกลางก้มกราบแทบเท้าท่านก่อนปลอบใจเมื่อท่านปรารภเสียงแผ่วว่า นึกว่าชายจะมาไม่ทันเห็นใจตาเสียแล้ว
“พูดอะไรอย่างนั้นครับ คุณตายังแข็งแรง”
“อย่าปลอบใจคนแก่เลย ตารู้ตัวดี”
ชายกลางอึ้งไป พระยาเริ่มนัยน์ตาเลื่อนลอย พร่ำพูดเหมือนเดิมว่าหมู่นี้สุรพลมาหาตาทุกคืน ชายกลางบอกว่าคุณตาสุรพลเสียไปนานแล้วก็ถูกท่านมองตาขุ่น ทำเสียงดุใส่
“คิดว่าตาไม่รู้รึ จะต้องให้พูดชัดๆไหมว่าผีสุรพลมันมาหาตา มันมาทวงชีวิตตา มันมาทวงบ้านทรายทอง”
ยิ่งพูดท่านก็ยิ่งหอบเหนื่อย ชายกลางจับมือท่านไว้ เรียกให้ได้สติ แต่กลับถูกท่านสะบัดมือหนีด้วยท่าทางหวาดกลัว ผลักไสและส่งเสียงขอร้องอย่ามาหลอกหลอนตนเลย ชายกลางเห็นท่าไม่ดี กลับออกมานอกห้องเจอหญิงเล็กพอดี ให้เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคุณตา พี่จะไปรับหลวงแพทย์
“โอ๊ย...ไม่ล่ะค่ะ หญิงไม่ชอบอยู่กับคนแก่”
“หญิงเล็ก!” ชายกลางเน้นเสียงหนักจนหญิงเล็กเบาเสียงลง
“คุณตาไม่เป็นอะไรหรอก หนังเหนียวจะตาย หม่อมแม่กับน้าแพรวยังบอกเลยว่า...” หญิงเล็กไม่กล้าพูดต่อ
เพราะสายตาของชายกลางมองมาอย่างตำหนิ ค่อยๆเดินออกไป หญิงเล็กยืนลังเลครู่หนึ่งแล้วรีบเดินออกไปเช่นกัน
ooooooo
พจมานกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอน ได้ยินแจ่มมาเคาะประตูเรียก...แล้วตกอกตกใจเมื่อรู้ว่าท่านพระยาเพ้ออีกแล้ว ชายกลางกำลังไปรับหมอ
ผ่านไปจนค่ำ ชายกลางเชิญหม่อมแม่และญาติทุกคนมาที่ห้องนั่งเล่น หญิงเล็กเริงร่านึกว่าพี่ชายจะแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับท่านติ๋ว แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาเธอก็หุบยิ้มลงทันใด ขณะที่หม่อมกับแพรวพรรณขยับตัวสบตากันแวบหนึ่งนึกระอาที่ชายกลางบอกว่าจะพูดเรื่องคุณตา
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าไม่มีใครสนใจไยดีคุณตาเลย”
หม่อมคอแข็ง เอ่ยชื่อหญิงใหญ่ว่ารับหน้าที่ไปแล้ว พอชายกลางแย้งว่าบ้านนี้ไม่ได้มีพี่หญิงใหญ่เป็นหลานคนเดียวของคุณตา หญิงเล็กก็ร้อนตัว อ้างว่าตนปรนนิบัติใครไม่เป็นหรอก
“เธอพูดออกมาได้อย่างไร” นัยน์ตาและน้ำเสียงของชายกลางทำให้หญิงเล็กสะดุ้ง ก้มหน้าลงเม้มปาก
ส่วนแพรวพรรณก็รีบออกตัวว่า “สำหรับน้าแพรว... วันๆแค่ดูแลคุณประสพกับยายโสม ตาสืบ ก็แทบไม่มีเวลาเหลือแล้วล่ะจ้ะ ไหนยังจะต้องแบ่งเวลาไปดูบ้านที่กำลังสร้างอีก”
“แม่แก่แล้วนะชายกลาง ลำพังตัวเองก็ยังเอาไม่ค่อยจะรอด จะลุกจะนั่งเดินเหินมันลำบากไปหมด หญิงใหญ่ไม่มีภาระอะไร รับหน้าที่ไปก็ดีแล้ว...หญิงใหญ่ เธอต้องเอาใจใส่คุณตาให้มากกว่านี้ อย่าให้เดือดร้อนมาถึงฉัน”
“ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้หม่อมแม่หรือน้าแพรวต้องไปเฝ้าคุณตาทั้งวันทั้งคืน แค่หาเวลาเข้าไปเยี่ยมบ้าง อย่าให้ท่านรู้สึกว่ามีลูกหลานก็เหมือนไม่มี”
หญิงใหญ่ขยับมุมปากขึ้นนิดหนึ่งเหมือนจะยิ้มเยาะ ขณะที่คนอื่นๆนั่งคอแข็ง พอแยกย้ายแพรวพรรณกับหญิงเล็กก็เดินตามหม่อมเข้าไปที่ห้อง สองคนบ่นขรมว่าไม่อยากไปเยี่ยมท่านพระยา ห้องนั้นทั้งเหม็นทั้งน่ากลัว หม่อมเลยประกาศิตว่าพรุ่งนี้เช้าทุกคนต้องไป จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียที หญิงเล็กอ้างว่าตนมีนัด แต่หม่อมไม่ยอม
“เข้าไปให้ชายกลางเขาเห็นเดี๋ยวเดียวเท่านั้น อย่าลืมว่าเราต้องอาศัยเขาอยู่”
“แล้วนี่มิต้องแห่กันไปเยี่ยมคุณตาที่ตึกขวางด้วยหรือคะ นั่นก็เหมือนกัน จะหายก็ไม่หาย จะตายก็ไม่ตาย ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม” แพรวพรรณกระแทกเสียง หญิงเล็กหน้างอ ยืนยันว่าตนไม่ไปเด็ดขาด
“ถ้าชายกลางเขามีคำสั่งมา...ใครจะขัดเขาได้” หม่อมทิ้งท้ายสีหน้าบึ้งตึง
ดึกคืนนั้น พจมานได้ยินเสียงเพลงจากเปียโนในห้องนั่งเล่นจึงลงมายืนฟังอยู่เงียบๆ พอเพลงจบก็ทำท่าจะย่องกลับห้องนอน แต่ชายกลางหันมาเห็นเสียก่อน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญหน้า
เพียงแค่พจมานพูดเรื่องสอนหนังสือ ชายกลางก็รวบรัดสีหน้าเรียบนิ่งว่าตนจะไปนอน
“คุณชายคะ ดิฉันต้องกราบขอประทานโทษที่ขัดคำสั่งคุณชายเรื่องเรียนต่อ”
“ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว จะต้องมาขอโทษทำไม”
“ดิฉันมีความจำเป็นจริงๆค่ะ พจนีย์อยากมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แล้วพจก็ไม่ต้องการรบกวนคุณชายอีกต่อไป”
“เธอจะอ้างอย่างไรก็มีผลอย่างเดียวกันคือไม่ต้องเรียนหนังสือต่อ ถ้าดวงวิญญาณของคุณน้าพนายังวนเวียนอยู่ ท่านคงเสียใจที่ลูกสาวคนโปรดทำลายความหวังของท่านจนหมด”
“ถ้าดวงวิญญาณของคุณพ่อยังอยู่จริง ท่านต้องเข้าใจความจำเป็นของดิฉัน ท่านจะไม่เสียใจหรือตำหนิดิฉันเลย”
“แล้วเธอจะมาขอโทษฉันทำไม” ชายกลางหันหลังกลับเดินไป พจมานมองตามน้อยใจ แล้วกลับเข้าห้องกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ หยิบสมุดปกน้ำเงินของพ่อมากอดแนบอก พึมพำด้วยความสะเทือนใจว่าคุณพ่อต้องเข้าใจตน
ooooooo
เช้าวันถัดมามีเรื่องทำให้พจมานรื่นรมย์ขึ้นมาได้บ้าง ชายกลางให้แจ่มมาถามเธอว่าจะไปเยี่ยมชายน้อยด้วยกันหรือเปล่า
พจมานกระตือรือร้นขึ้นรถไปกับชายกลาง แต่ระหว่างทางสองคนก็มึนตึงเพราะพูดกันเรื่องสอนหนังสือทั้งที่ชายกลางอยากให้พจมานเรียนต่อ ส่วนหญิงเล็กกับหม่อมพอรู้จากเอมว่าพจมานนั่งรถชูคอไปกับชายกลางก็เป็นเดือดเป็นแค้น ห่วงใยไปถึงท่านติ๋ว กลัวจะผิดหวังเพราะพจมานเข้ามาเป็นมือที่สาม
ชายน้อยดีใจมากที่ได้พบพี่ชายกับพจมานพร้อมกัน เด็กชายรบเร้าอยากกลับบ้านเพราะคิดถึงทุกคน ชายกลางต้องตะล่อมอยู่พักหนึ่งถึงเลิกพูด สัญญาว่าจะมาเยี่ยมน้องทุกวันโดยพาพจมานมาด้วย
สมควรแก่เวลา ชายกลางและพจมานกลับมาที่บ้าน หญิงเล็กรอรับหน้าพี่ชายควงแขนพาเข้าไปพบท่านติ๋วที่มาพร้อมท่านต้อม เมื่อสองพี่น้องทราบว่าชายกลางไปเยี่ยมชายน้อยที่ไปรักษาตัวกับหมอฝรั่งก็อยากไปเยี่ยมบ้าง แต่หม่อมทักท้วงว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ชายน้อยแค่ไปรักษาขา เขาอยากเดินได้เองเหมือนคนอื่นๆแต่คงยาก
“ถึงอย่างไรก็ควรจะไปเยี่ยมนะคะ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันสักหน่อย”
ขณะทั้งหมดพูดคุยกัน ชายกลางเดินเลี่ยงออกไปเงียบๆ ท่านต้อมชะเง้อไปนอกห้องราวกับจะมองหาใครสักคน โดยไม่รู้ว่าหญิงเล็กจับตามองไม่พอใจ
หม่อมต้องการให้ชายกลางได้สนทนากับท่านติ๋วจึงไปตามเขาในห้องทำงาน พยายามโน้มน้าวให้ชายกลางเห็นความดีงามของหญิงสูงศักดิ์ แล้วลงท้ายว่าท่านโปรดลูกของแม่ พอเห็นลูกจะบ่ายเบี่ยง หม่อมก็ชิงขัดขึ้น
“อ้อ...แม่รู้แล้ว ชายกลัวนังพจมานจะเข้าใจผิดใช่ไหมลูก โธ่เอ๊ย นังนั่นมันโง่จะตาย ชายใช้คำหวานหลอกมันนิดหน่อย...มันก็เชื่อลูก”
“หม่อมแม่ครับ”
“นังพจมานน่ะเราแค่หลอกมันไว้เพื่อบ้านทรายทอง แต่ท่านติ๋วคือผู้หญิงที่ชายจะยกย่องเป็นภรรยา”
“ไม่ใช่ทั้งนั้นครับ” ชายกลางเสียงเข้ม หม่อมถามว่าอะไรไม่ใช่ “ทุกอย่างที่หม่อมแม่พูด...ผมไม่ได้หลอกใคร แล้วก็ยังไม่ได้คิดยกย่องใครเป็นภรรยา”
หม่อมถอนใจพรวดออกมาอย่างขัดใจ ทำท่าจะร่ายยาวแต่ชายกลางบอกว่าตนกำลังตรวจดูบัญชีค่าใช้จ่ายของเดือนที่แล้ว...หม่อมถึงกับสะดุ้ง เชิญลูกตามสบาย แม่ไม่รบกวนแล้ว
หม่อมเดินหน้าบึ้งเข้ามาในห้องนั่งเล่นไม่เห็นใครนอกจากท่านติ๋วกับแพรวพรรณ เพียงได้ยินท่านติ๋วเปรยว่าชายกลางคงไม่อยากคุยกับตน หม่อมก็กุลีกุจอเอาอกเอาใจ พูดให้เธอผ่อนคลาย ฝ่ายหญิงเล็กที่อยู่กับท่านต้อมด้านนอก เธอกำลังคาดคั้นเขาว่าคอยมองหา
แต่พจมาน ท่านต้อมไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่ชวนเธอเข้าไปข้างใน...แค่นี้หญิงเล็กก็น้อยใจจนน้ำตาปริ่ม
เมื่อแขกกลับไปแล้ว หญิงเล็กเข้าห้องร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ โวยวายว่าเกลียดพจมาน มันทำลายความสุขของตนทุกอย่าง หม่อมปลอบว่าลูกอาจจะคิดมากไปเอง แต่แพรวพรรณท้วงพี่สาวว่าอย่าเพิ่งมั่นใจอย่างนั้น
“เห็นไหมคะหม่อมแม่ แม้แต่น้าแพรวยังรู้เลย”
หม่อมถลึงตาใส่แพรวพรรณเป็นเชิงปราม เจ้าตัวเลยกลับคำว่าน้าพูดเล่น ท่านต้อมเป็นเจ้าเป็นนาย ส่วนพจมานเป็นเด็กบ้านนอก ห่างกันราวสวรรค์กับนรก
“ว่าได้หรือคะ ขนาดพี่ชายกลางยังหลงเสน่ห์มันเลย”
“ตายแล้วหญิงเล็ก อย่าพูด...”
“หม่อมแม่ไม่ต้องพยายามปิดบังหรอกค่ะ ท่านติ๋วท่านทรงทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะให้พี่ชายกลางได้มันเป็นเมีย เลิกคิดไปได้เลย หญิงเคยบอกแล้วว่าหญิงจะทำให้มันตกต่ำชนิดไม่มีใครอยากจะแล...หญิงจะทำให้ได้จริงๆ”
ในขณะที่หญิงเล็กตีโพยตีพายอาฆาตพยาบาทพจมานอยู่นั้น ท่านติ๋วซึ่งกลับถึงวังพร้อมท่านต้อมก็กำลังเป็นเดือดเป็นแค้นแทนหญิงเล็ก หาว่าพี่ชายทำให้เพื่อนของตนเสียใจมาก ทำเหมือนหญิงเล็กไม่ใช่คู่หมั้น
“ดูเธอจะเดือดร้อนยิ่งกว่าหญิงเล็กเสียอีก”
“แน่นอนค่ะ เพราะหญิงเล็กเป็นเพื่อนติ๋ว ถ้าพี่ต้อมไม่ได้รัก ไม่ได้สนใจไยดีแล้วไปหมั้นเขาทำไม”
ท่านต้อมเบือนหน้าหนีอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไร ทำให้ท่านติ๋วฮึดฮัดขัดใจ เดินจากไปอย่างหงุดหงิด
ooooooo
นกุลมาหาพจมานที่บ้านทรายทอง สองคนนั่งคุยกันใต้ต้นประดู่ร่มรื่น พจมานดีใจที่นกุลมาอยู่บ้านพักในกรุงเทพฯ มีอะไรจะได้ไปมาหาสู่กันสะดวกขึ้น
“พจมีอะไรหลายๆอย่างที่จะเล่าให้ฟัง ก็บังเอิญนกุลมา ใจเราตรงกันดีจัง...ต้องขอบคุณคุณหญิงเล็กที่แนะนำให้พจได้พบปะกับนกุลอีก เพราะบางครั้งพจก็ ต้องการมีใครสักคนเป็นที่ปรึกษา”
“แต่ฉันยังจำได้ว่าคุณหญิงเล็กคนนี้แหละที่ห้ามไม่ให้ฉันมาเหยียบบ้านทรายทอง...หาว่าฉันจุ้นจ้าน”
“ต้องยอมรับว่าบางครั้งพจก็ไม่เข้าใจคุณหญิงเล็กเหมือนกัน”
“คนบ้านนี้ล้วนแล้วแต่เข้าใจยาก ไม่ว่าจะเป็นหม่อมป้าของพจ คุณหญิงใหญ่ คุณหญิงเล็ก คุณชายกลาง”
พจมานแตะแขนนกุล ปรามเสียงเรียบ“คุณชายกลางมีพระคุณกับพจมาก เธอมีความยุติธรรมมากกว่าทุกๆคนในบ้านนี้ เธอมีอะไรหลายอย่างเหมือนคุณพ่อ นกุลจะต้องชอบเธอถ้าได้รู้จัก”
นกุลแววตาและสีหน้าหม่นหมองลงทันที พูดเบาๆ ว่า “ฉันไม่ชอบให้พจชมใครเลย”
เอมแอบมองทั้งคู่อยู่มุมหนึ่ง ก่อนค่อยๆถอยออกมารายงานหม่อมเพื่อเอาความดีความชอบว่าพจมานนัดผู้ชายมาคุยใต้ต้นประดู่ แทนที่หม่อมจะโวยวายไม่พอใจ กลับบอกว่าดี ทำเอาเอมงงเป็นไก่ตาแตก!
นกุลเตือนพจมานด้วยความหวังดีว่าไม่อยากให้เธอไว้ใจใคร คนทุกวันนี้ดูยาก โดยเฉพาะเธอเป็นคนสวยที่ต้องตาต้องใจคน...พูดแล้วนกุลวางมือบนมือพจมานโดยไม่ได้ตั้งใจ พจมานวางมือตัวเองทับบนมือนกุลด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในคำเตือนของเพื่อน
ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาเกือบจะใกล้บริเวณโคนต้นประดู่ นกุลรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หญิงเล็กแตะมือท่านต้อมซึ่งอยู่ที่พวงมาลัยรถให้หยุด แล้วโผล่หน้าออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พจจำต้องลุกขึ้นเดินมาที่รถพลางยกมือไหว้ท่านต้อมซึ่งทำหน้าบึ้งตึงขณะรับไหว้แล้วเบือนหน้ากลับไป พจมานไหว้สุทธิพงศ์ซึ่งรับไหว้ยิ้มแย้มขณะ
ปรายตามองนกุลอย่างแปลกใจ
“นี่ไงคะท่าน...นกุลคนรักของพจมาน” หญิงเล็กเอ่ยเสียงหวาน พจมานค้านว่านกุลเป็นเพื่อนเล่นกับตนมาตั้งแต่เล็กต่างหาก ไม่ใช่คนรัก
“แน้...ไม่ใช่คนรักแล้วจะจับมือถือแขนกันทำไม เขาเห็นกับตานี่นา รักกันก็ยอมรับตรงๆเถอะ จะได้ช่วยเหลือให้สมหวัง เธอสองคนสมกันจะตาย จริงไหมคะท่าน จริงไหมสุทธิพงศ์”
ไม่คาดคิด! พจมานเอื้อมมือไปจับมือสุทธิพงศ์ที่วางอยู่ตรงหน้าต่างรถแล้วบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นพจจับมือคุณสุทธิพงศ์ก็หมายความว่าพจรักกับคุณสุทธิพงศ์อีกน่ะสิคะ”
สุทธิพงศ์ทำหน้าแหยๆ ขณะที่หญิงเล็กพยายามจะพูดต่อ แต่ท่านต้อมเตือนเธอเบาๆว่าพอแล้ว
นกุลตัดปัญหาเดินมาลาพจมานโดยไม่ไหว้และไม่มองใครทั้งนั้น แต่หญิงเล็กก็ยังอุตส่าห์ทักถามว่าทำไมจะรีบกลับ อยู่คุยกันต่อเถอะ...แล้วหันมาบอกท่านต้อมว่าเราไปกันเถอะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรามาขัดคอ
ท่านต้อมมองพจมานอีกครั้งเหมือนยังแคลงใจ แล้วขับรถไปจอดหน้าตึก แต่ยังนั่งนิ่งไม่ยอมลง หญิงเล็กลงไปพร้อมสุทธิพงศ์ เธอหันกลับมาถามคู่หมั้นหนุ่มว่า
“ทำไมยังไม่ลงล่ะคะ”
“เธอไม่ควรพูดกับพจมานอย่างนั้น”
หญิงเล็กเม้มปากด้วยความไม่พอใจทันที
“เขายืนยันแล้วว่าเขาเป็นเพื่อนกัน...เธอก็ยังจะให้เป็นคนรักอยู่นั่นแหละ”
“แล้วทำไมท่านต้องเดือดร้อนด้วยคะ มันจะเป็นอะไรกันก็ช่างหัว...” หญิงเล็กพูดไม่ทันจบ ท่านต้อมเปิดประตูรถลงไปอย่างหงุดหงิด ทำให้หญิงเล็กน้อยใจน้ำตาคลอ แต่ปั้นยิ้มเชื้อเชิญแขกทั้งสองเข้าข้างใน
พ้นจากแขกมาแล้วหญิงเล็กไปฟ้องหม่อมด้วยท่าทีกระเง้ากระงอด หม่อมเตือนลูกสาวต้องใจเย็น เพิ่งจะดีกันไม่เท่าไหร่ก็ไปทำหงุดหงิดใส่ท่านอีกแล้ว
“ก็หญิงทนไม่ได้นี่คะ ฮึ! แตะนิดแตะหน่อยละเป็นไม่ได้ ไม่รู้ว่านังเด็กนั่นมันมีอะไรดี”
“เอาเถอะลูก ไปล้างหน้าล้างตาก่อน นี่น้าแพรวเขาก็ถ่วงเวลาชวนท่านต้อมคุยนานพอสมควรแล้ว เดี๋ยวท่านจะไม่พอพระทัย”
“ท่านคงดีใจด้วยซ้ำที่หญิงไม่ออกไปให้เห็นหน้า”
“แม่จะออกไปเฝ้าท่านต้อมก่อน เดี๋ยวหญิงตามไปก็แล้วกัน” หม่อมเดินออกไป หญิงเล็กยังคงยืนหน้าบึ้งตึง ไม่สบอารมณ์
ooooooo
ไม่ทันข้ามวัน แจ่มมาตามพจมานไปพบชายกลางที่ห้องทำงาน ชายกลางเห็นพจมานกับนกุลคุยกันใต้ต้นประดู่ จึงเรียกมาตักเตือนว่าผู้หญิงกับผู้ชายจับมือถือแขนกันไม่งาม
“มันไม่ใช่อย่างที่ทุกคนเข้าใจค่ะ”
“ไม่ว่าใครที่เห็นก็ต้องเข้าใจอย่างเดียวกันทั้งนั้น”
“นกุลกับดิฉันเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ”
“แต่เดี๋ยวนี้เธอสองคนไม่ใช่เด็กๆ ทุกคนที่เห็นเขาจะคิดว่าอย่างไร ดูเหมือนท่านต้อมจะเสด็จมาพอดีไม่ใช่หรือ”
“ค่ะ...ดิฉันต้องขอประทานโทษ”
“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษ...เห็นบอกว่าโตแล้ว ทำงานทำการแล้ว ก่อนจะทำอะไรเธอควรจะคิดให้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นใครๆเขาก็จะมองเป็นเด็กเหมือนเดิม”
“ดิฉันจะจำไว้ค่ะ”
“ดี...ไปได้”
พจมานขยับจะพูดอีก แต่ชายกลางก้มหน้าก้มตาเหมือนหมดเรื่องจะพูดด้วย หญิงสาวจำต้องลุกขึ้นเดิน
ออกไปเงียบๆ ปิดประตูแล้วถอนใจ บ่นงึมงำอย่างเบื่อหน่าย “นี่มันอะไรกันนักหนานะ”
ooooooo
ท่านตุ้มก้าวเข้ามาในห้องรับแขกเห็นพี่สาววางโทรศัพท์พลางถอนใจเหมือนมีเรื่องกลัดกลุ้ม เลียบเคียงถามว่า “ใครโทรศัพท์มาคะ”
“หญิงเล็กน่ะสิ ทะเลาะกับพี่ต้อมอีกแล้ว”
“อ้าว...เพิ่งจะดีกันได้ไม่เท่าไหร่ คงเรื่องพจมานอีกตามเคย”
“ฮึ! จะมีใครเสียอีกล่ะนอกจากอีนังงูเห่านั่น หญิงเล็กเขาสู้อุตส่าห์หางานหาการให้มันทำ พามาเชิดชูในหมู่ผู้ดี แต่มันกลับเนรคุณแว้งกัดเขาเหมือนเรื่องชาวนากับงูเห่าไม่มีผิด เธอก็เหมือนกัน...ยังพบปะพูดคุยสนิทสนมกับมันอีกหรือเปล่า”
“นานๆครั้งค่ะ พจเขาไม่ค่อยว่าง”
“เลิกคบหากันไปเลยนั่นแหละดี เฮ้อ! พ้นจากนางละครนั่นมาได้ จนถึงหมั้นหมายกับหญิงเล็กเป็นเรื่องเป็นราว...ไอ้เราก็นึกว่าจะพ้นอุปสรรคขวากหนามเสียที ที่ไหนได้ กลับหนีเสือปะนังจระเข้พจมาน”
“อุ๊ย เรื่องนั้นมันตั้งนานมาแล้วนะคะ ก่อนที่พี่ต้อมจะรู้จักกับหญิงเล็กอีก แล้วเขาก็แต่งงานแต่งการไปแล้ว”
“แต่จะว่าไป พี่ต้อมได้หม่อมเป็นนางละครนั่นก็ยังดีกว่าได้นังพจมาน สร้อยสุดาน่ะเขาไม่ใช่ละครชั้นต่ำ รายได้เดือนละร่วมพันกว่าบาท เพชรพราวไปทั้งตัว แต่อีเด็กนี่มันมีอะไร เรียนก็ไม่จบ เที่ยวได้พล่านยั่วยวนให้ท่าผู้ชาย ทั้งชายกลาง ทั้งพี่ต้อม”
“พจมานไม่ได้เป็นอย่างนั้นแน่นอนค่ะ”
“หญิงตุ้ม!”
“ตุ้มเป็นเพื่อนกับเขา ตุ้มรู้ดี ถึงจะไม่สนิทเท่าหญิงอ้อมก็เถอะ”
“อย่านะหญิงตุ้ม อย่าเห็นนังไพร่คนนั้นดีกว่าพี่กว่าเชื้อเป็นอันขาด พี่บอกว่ามันเลว ก็หมายความว่า มันเลวจริงๆ ต่อไปห้ามคบค้ากับมัน แล้วก็ไม่ต้องมาอ้างหญิงอ้อมหรือว่าใครทั้งนั้น จำเอาไว้”
ท่านตุ้มชะงัก พอพี่สาวผละไปก็บ่นอย่างงงๆว่าอย่างนี้ก็มีด้วย
ooooooo
พจมานกำลังอ่านหนังสือเตรียมการสอนอยู่ภายในห้องพัก หญิงเล็กมาเคาะประตูเรียกและทักทายพจมานด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีว่าโกรธเคืองอะไรเลย แถมยังเอ่ยชวนอย่างใจดีว่า
“วันเสาร์นี้ไปบ้านปฏิเวทกัน...ไปเล่นเทนนิส แล้วตอนค่ำก็มีเต้นรำ” พูดจบเห็นพจมานอึกอัก หญิงเล็กรีบแทรก “ห้ามปฏิเสธ งานนี้พวกเราไปกันหมดทุกคน ท่านต้อมก็เด็จด้วย” พจมานสีหน้าลำบากใจ หญิงเล็กรู้แกวรวบรัด “เป็นอันว่าตกลงนะ แต่งตัวสวยๆล่ะ อ้อ เธอจะขออนุญาตพี่ชายกลางหรือพี่หญิงใหญ่ก่อนก็ดี...เขาจะได้ไม่หาว่าฉันพาเธอไปเหลวไหลที่ไหน ฉันแนะนำให้เธอรู้จักแต่คนดีๆ”
หญิงเล็กหันกลับไปโดยไม่รอให้พจมานปฏิเสธหรือรับคำ เดินลิ่วไปหาชายกลางที่ยืนทอดสายตามองดูต้นไม้ใหญ่ในอาณาบริเวณบ้าน
“ทำอะไรอยู่คะพี่ชายกลาง”
“กำลังดูว่าจะให้กรดเขาตัดต้นไม้ต้นไหนบ้าง ปล่อยให้สูงใหญ่กว่านี้เดี๋ยวถูกพายุโค่นหักลงมาจะเป็นอันตราย ใกล้หน้าฝนแล้ว”
“ต้นไม้พวกนี้โตเร็วจังนะคะ”
“หญิงเล็กมีอะไรหรือเปล่า”
“มีค่ะ...คือความจริงมันก็ไม่เชิงเป็นเรื่องของหญิงหรอก หญิงรับอาสาเขามาอีกทีน่ะค่ะ คือพจมานเขาอยากไปงานปาร์ตี้ที่บ้านคุณปฏิเวทกับหญิงวันเสาร์นี้ แต่เขาไม่กล้าขออนุญาตพี่ชายกลางเอง หญิงเลยรับปากว่าจะมาขอให้ พจเขาก็เหมือนเด็กสาวๆทั่วไปที่รักสนุก อยากเที่ยวเตร่บ้าง แต่พี่ชายกลางไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หญิงจะดูแลให้เป็นอย่างดี”
“ฝากเธอด้วยก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องฝากหรอกค่ะ หญิงเคยรับปากพี่ชายกลางว่าจะคอยดูแลเขา หญิงก็จะทำตามสุดความสามารถ”
“ขอบใจ”
“พจมานคงดีใจมาก หญิงจะไปบอกข่าวดีเขาก่อนนะคะ”
ชายกลางพยักหน้า หญิงเล็กหันหลังกลับเดินไปที่ตัวตึกด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ แล้วมาบอกพจมานว่า
“ฉันไปขออนุญาตพี่ชายกลางให้แล้ว เธออนุญาตอย่างเต็มอกเต็มใจเลย”
“ขอบคุณค่ะ แต่...”
“ไม่มีแต่...ฉันอุตส่าห์ทำใจกล้าไปหาพี่ชายกลาง ตอนแรกคิดว่าจะถูกดุว่าพาเธอไปใจแตก ที่ไหนได้ กลับอนุญาตอย่างดีเลย มิหนำซ้ำยังบอกว่างานแบบนี้เป็นโอกาสที่เธออาจได้พบผู้ชายดีๆที่จะช่วยยกฐานะเธอ พี่ชายกลางเองจะได้หมดห่วง”
พจมานหน้าเผือดลงจนหญิงเล็กสังเกตได้ ลอบยิ้มสะใจก่อนสาธยายต่อไป
“พี่ชายกลางเป็นห่วงเธอเรื่องนี้มากนะ โดยเฉพาะถ้าแต่งงานกับท่านติ๋วไปแล้ว...อาจจะไม่มีเวลามาดูแลเธอ เห็นบอกว่านกุลน่ะดูยังเด็กเกินไป อาจจะดูแลรับผิดชอบเธอไม่ได้ เอ๊ะ! นั่นเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ หน้าเธอซี้ดซีด”
“เปล่าค่ะ”
“ฉันไม่รบกวนเธอแล้ว...พักผ่อนเถอะ”
หญิงเล็กหันหลังเดินยิ้มออกไปอย่างสะใจ พจมานค่อยๆปิดประตูเหมือนหมดแรง นัยน์ตาเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นอยากเอาชนะ เชื่อสนิทว่าชายกลางพูดอย่างนั้น!
ฝ่ายหญิงเล็กพอพ้นห้องพจมานมาก็ตรงดิ่งไปเล่าให้หม่อมแม่กับน้าแพรวและน้องโสมฟัง...แล้วก็หัวเราะกันร่วนอย่างถูกใจ
“ฉลาดมากลูก...ฉลาดมาก...ยุทางโน้นทีใส่ร้ายทางนี้ทีแบบนี้ทั้งชายกลางแล้วก็นังพจมานไม่มีวันตามทัน ไม่โง่ก็เหมือนโง่”
“นังพจมานมันโง่อยู่แล้วค่ะหม่อมแม่”
“ก็น้องเรียนคุณพี่แล้วไงคะว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว”
“ถ้าอย่างนั้นโสมก็คงได้รับเชื้อด้วยน่ะสิคะ...เชื้อฉลาด”
“แน่นอนจ้ะน้องโสม เรื่องอย่างนี้มันมีในสายเลือด... ยังมีอีกเยอะแยะที่พี่จะถ่ายทอดให้น้องโสม”
แสงโสมมีท่าทางตื่นเต้น ขณะที่แพรวพรรณสะดุ้งรีบบอกหญิงเล็กว่าพอแล้ว แค่นี้ลูกโสมก็จะปราดเปรื่องเกินหน้าเกินตาน้าอยู่แล้ว
“เป็นธรรมดาน่ะคุณแพรว ลูกหลานมันต้องเก่ง ต้องฉลาดกว่าพ่อแม่...บ้านเมืองถึงจะเจริญ” หม่อมทิ้งท้ายแล้วหัวเราะกันคิกคัก ยกเว้นแพรวพรรณที่หัวเราะแห้งๆพิกล
ooooooo










