นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บ้านทรายทอง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ

    บรรยากาศยามเช้าสดใสแต่จิตใจของพจมานกลับหมองเศร้า เพราะคำพูดแสนสะเทือนใจของชายกลางเมื่อคืนที่ผ่านมา...

    ก่อนไปร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับชายกลางและหญิงใหญ่ พจมานนำจดหมายไปฝากกรดช่วยส่ง โดยล่วงรู้ว่าสายใจจับตามองอย่างสอดรู้สอดเห็น หลังจากกรดผละไปแล้วเธอจึงเดินมาว่าให้ซึ่งหน้าว่าถ้าอยากดูจริงๆตามไปก็ได้ไม่ต้องทำตัวผลุบโผล่ราวกับกำลังสืบความลับ เพราะตนไม่มีความลับ

    สายใจหน้าเสีย ลุกขึ้นอย่างยากลำบากเพราะเหน็บกิน เดินกะโผลกกะเผลกออกไปพร้อมเสียงบ่นว่าเห็นตอนไหน พจมานไม่ใส่ใจกลับเข้าไปในห้องอาหาร แทบไม่คุยกับชายกลาง แต่พอมีการพูดกันก็ออกแนวประชดประชันโดยเฉพาะเมื่อชายกลางเอ่ยถึงท่านต้อม ซึ่งตั้งใจชวนพจมานจะไปเฝ้าท่านในวันเสาร์นี้

    หลังจากสายใจแจ้นมารายงาน หม่อมกระเหี้ยน กระหือรืออยากรู้ว่าพจมานส่งจดหมายถึงใคร ให้ฟักไปตามกรดมาซักถามแต่ไม่ได้คำตอบเพราะกรดไม่กล้าละลาบละล้วงดูชื่อที่จ่าหน้าซอง

    ขณะนั่งรถออกไปทำงาน ชายกลางสั่งจรซึ่งทำหน้าที่คนขับว่ากลับถึงบ้านให้ไปหากุญแจตรงพุ่มไม้ใต้หน้าต่างห้องตน ครั้นจรกลับมาค้นหาด้วยความสงสัย กรดเดินมาเห็นเลยคิดอย่างเดียวกับจรว่าใครจะเอากุญแจมาไว้ในพุ่มไม้ น่าจะเป็นการจงใจขว้างลงมามากกว่าทำตก แล้วสองคนก็ช่วยกันหากุญแจจนเจอ

    สายวันเดียวกันพจนีย์ชวนบุญเรือนลงมาที่ห้องนมทิพย์ตามคำสั่งของพจมานที่ต้องการให้น้องสาวมากินข้าวกับชายน้อย แต่กลายเป็นพจนีย์มาป่วนให้ชายน้อยหวาดกลัวและรังเกียจ แถมยังสร้างความเอือมระอาให้นมทิพย์จนต้องขอร้องให้เธอรีบกลับไป

    ครู่ต่อมาพจนีย์ตรงดิ่งไปที่ตึกขวาง เสนอตัวมารับใช้หม่อมป้า หม่อมนึกได้ถามว่าเมื่อคืนเห็นชายกลางกับพี่สาวของเธอมึนตึงกันหรือเปล่า พจนีย์เล่าว่าพจมานหงุดหงิด ตนกลับมาช้าหน่อยก็ด่า เห็นบุญเรือนบอกว่าคุณชายมารับประทานอาหารที่นี่ สงสัยจะหงุดหงิดเรื่องนี้

    หม่อมแสยะยิ้มสะใจ บอกว่าเย็นนี้ท่านติ๋วก็เสด็จมาอีก ตนจะเชิญเสด็จมาทุกวัน พจนีย์ผสมโรงว่าถ้างั้นคุณผู้หญิงพจมานคงอกแตกตายกันพอดี เอมกับฟักฟังอยู่ด้วยหัวเราะคิกคัก หม่อมมองพจนีย์อย่างแปลกใจก่อนถามว่าเธอไม่สงสารพี่สาวบ้างเลยหรือ

    พจนีย์นัยน์ตาเด็ดเดี่ยว ตอบฉะฉานว่าไม่สงสาร พจมานเอาเปรียบตนมาตลอด เขาได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่ควรจะเป็นของตน ตนควรจะสงสารตัวเองมากกว่า

    “ฉลาดมาก แกคิดถูกแล้ว” หม่อมชื่นชมแต่แววตาเยาะหยันโดยที่พจนีย์ไม่รู้ตัว

    ooooooo

    ค่ำนั้นชายกลางนำกุญแจมาคืนพจมานในห้องนอนแต่เธอนิ่งเฉยไม่รับ ชายกลางผ่อนลมหายใจถามว่าเป็นอะไรไปอีก หรือไปฟังใครมา

    “คงไม่ต้องไปคอยฟังหรอกค่ะ เพราะเขาตั้งใจจะพูดให้พจได้ยินอยู่แล้ว แต่คุณชายไม่ต้องกลัว เพราะพจก็ตั้งใจแล้วเหมือนกันว่าจะไม่เสียน้ำตาเพราะเรื่องพวกนี้อีก”

    “แล้วเธอโกรธฉันทำไม”

    “พจไม่ได้โกรธ...คุณชายไปนอนเถอะค่ะ ดึกแล้ว กว่าคุณชายจะทานข้าวเสร็จก็ตั้ง 4 ทุ่มกว่า...ถึงเวลานอนพอดี”

    “ทำไมเราจะต้องมาทะเลาะกันเพราะคนอื่น เธอไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย แล้วก็ย้อนมาทำโทษตัวเอง ทำโทษสามีของเธออีกด้วย ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ทุกอย่างคนอื่นเขาจัดขึ้นทั้งนั้น เธอบอกว่าเธอรักฉันแล้วเธอก็จะเอาชนะฉันอย่างนั้นรึ”

    “พอทีเถอะค่ะ ได้โปรดอย่าพูดอีกเลย”

    “ฉันไม่ได้ออกความเห็นมานานแล้ว เพราะฉะนั้นมาพูดให้เข้าใจกันเสียดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาพูดอีกซ้ำๆ ซากๆ ความจริงเธอก็ไม่ใช่คนผิด ฉันเห็นใจเธอตลอดมาในเรื่องทิฐิมานะของหม่อมแม่และการประกาศตนเป็นศัตรูกับเธออย่างเปิดเผย ฉันจึงเห็นว่าเธอทำถูกแล้วที่ได้ตอบสนองการกระทำเหล่านั้นของหม่อมแม่หรือญาติพี่น้องของฉันทุกคน ส่วนเรื่องของขวัญและการ์ดของนกุล ฉันก็ไม่เคยคิดอะไรเลย เมื่อเธอบอกว่าเธอจะแต่งงานกับฉัน เธอไม่รังเกียจสว่างวงศ์ของฉันเท่านั้นก็พอแล้ว”

    “หมายความว่าคุณชายแต่งงานกับพจเพราะพจไม่รังเกียจสว่างวงศ์ของคุณชายเท่านั้นหรือคะ...ใช่ไหมคะ”

    ชายกลางนิ่งเฉย พจน้ำตาคลอขึ้นมาด้วยความน้อยใจและเสียใจ ตัดพ้อว่าเขาไม่เคยยอมบอกว่าแต่งงานกับตนเพราะอะไร เมื่อเขาไม่พูด พอใครมาบอกอะไรตนก็ไม่มีทางอื่นนอกจาก...

    “จะมีประโยชน์อะไรที่จะมาคุกเข่าลงโอดครวญว่าฉันรักเธอ ในเมื่อเธอเป็นของฉันแล้ว ผู้ชายต้องเป็นลูกผู้ชาย” ชายกลางแทรกขึ้นเสียงเข้ม

    พจมานหันหลังซ่อนน้ำตาทันที ชายกลางจับเธอให้หันกลับมา อธิบายกึ่งตำหนิว่า

    “แล้วถ้าฉันไม่บอก...ไม่พูด...เธอจะเกลียด จะหาวิธีแกล้งฉันต่างๆอย่างนั้นรึ การทรมานให้จำเลยสารภาพอาจจะทำได้กับคนอื่น แต่ไม่ใช่ฉัน ตลอดชีวิตเธอต้องมีฉันด้วย จำได้ไหม ฉันแต่งงานกับเธอเพราะรู้ว่าเธอต้องการผู้อุปการะ ส่งเสริม เธอเคว้งคว้างเพราะขาดคุณน้าพนา ที่เขาพูดกันว่าฉันแต่งงานกับเธอเพราะบ้านทรายทองก็มีส่วนถูก ได้ยินไหม ฉันแต่งงานกับเธอเพราะบ้านทรายทอง”

    พจมานเบิกตากว้างมองชายกลางด้วยความผิดหวังและเสียใจ

    “และเดี๋ยวนี้ เธอเป็นเจ้าของบ้านทรายทองโดยสมบูรณ์แล้ว จะไม่มีใครพูดได้ว่าไม่มีพินัยกรรม หรือเป็นเรื่องที่พูดกันแต่ปาก หรือคุณตาพูดเพ้อด้วยพิษไข้ เธอเป็นเจ้าของบ้านนี้ เพราะเธอคือพจมาน พินิตนันทน์ ลูกคุณพระดุลย์ และเธอเป็นเจ้าของบ้านนี้เพราะเธอคือพจมาน สว่างวงศ์ บ้านนี้เป็นของเธอ เธอจะไล่ใครออกก็ได้ แม้แต่แม่ของฉัน น้องของฉัน เธอจะไล่ออกไปจากบ้านได้ทุกเวลา หรือแม้แต่ฉัน เธอก็อาจจะบอกได้ว่าเธอไม่ต้องการให้ฉันเป็นผู้โอบอุ้มเธออีก เธอโตพอแล้ว เธอปีกกล้าขาแข็งพอแล้ว”

    พจมานสะอื้นด้วยความสะเทือนใจกับคำพูดเชือดเฉือนของสามี แล้วลุกขึ้นอย่างสุดจะทนฟังอีกต่อไป จะวิ่งถลันไปที่ประตูกลาง เขาคว้าข้อมือเธอไว้ กล่าวด้วยความสะเทือนใจไม่น้อยไปกว่ากัน

    “ร้องไห้ทำไม ไหนอวดว่าจะไม่ร้องไห้อีกแล้วยังไงล่ะ เธอจะพูดกับฉันได้ไหมว่าเธอไม่ต้องการฉัน เธอเก่งแล้ว เธอจะปกครองบ้านนี้โดยไม่มีฉัน...ฉันจะได้ไปจากที่นี่”

    พจมานใจหายวาบ ปฏิเสธเสียงสั่นเครือว่าตนไม่ต้องการอย่างนั้น

    “เธอต้องการจะเอาชนะฉันใช่ไหม เหมือนอย่างที่เคยเอาชนะคนอื่น...อย่าใช้วิธีนี้เลย เพราะไม่มีทางสำเร็จ และฉันเชื่อว่าเธอต้องแพ้ฉันวันยังค่ำ ดูซิ ไม่ต้องใช้ปัญญาความสามารถอะไรฉันก็เข้ามาในห้องเธอได้ เธอควรจะใช้ความน่ารักน่าเอ็นดูเอาชนะฉันถึงจะถูก”

    พจมานน้ำตารินไหล หลบสายตาสามีที่จ้องลงมา...

    เวลานั้นหม่อมกำลังหัวเราะอย่างสาสมใจ หลังจากพยายามสร้างความร้าวฉานให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ แล้วดูท่าว่าจะบังเกิดผลเสียด้วย หม่อมบอกหญิงเล็กว่าจะเชิญท่านติ๋วมาเสวยด้วยทุกคืน แล้วเราก็ถ่วงเวลาชายกลางไว้จนดึกทุกวัน ถ้าไม่เลิกกันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

    หญิงเล็กอยากรู้ว่าถ้าเลิกกันแล้วบ้านทรายทองจะเป็นของใคร หม่อมฟันธงโดยไม่ต้องไตร่ตรองว่าต้องเป็นของเรา มันต้องทนความอับอายไม่ได้จนต้องหนีเตลิดกลับไปบ้านนอกอย่างที่เราเคยพูดกัน หญิงเล็กท้วงว่าพี่ชายกลางชอบทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ เขาอาจจะไม่เอาบ้านทรายทอง หม่อมยิ้มย่องมาดหมายว่าถ้าชายกลางไม่เอา แม่ก็เอาเอง...

    ภายในห้องพจมาน ชายกลางเดินกลับไปที่หน้าต่าง มองออกข้างนอกอย่างสะกดอารมณ์ เอ่ยโดยไม่หันมองพจมานว่า

    “ที่เธอเห็นว่าหมู่นี้ฉันหงุดหงิดอารมณ์ไม่สู้ดี นั่นไม่ใช่เพราะแคลงใจเรื่องท่านต้อมหรือนกุล แต่เป็นเรื่องหญิงเล็ก ฉันรู้ตั้งแต่ที่เขาจะแต่งงานกับนายเติมแล้วว่าเขาคงไม่ได้รัก แต่จะแต่งเพื่อประชดหรือแก้หน้าเรื่องท่านต้อม ยิ่งพอมาได้รู้ประวัติของผู้ชายคนนี้ก็ยิ่งเห็นว่าเขาไม่ดีพอ นายเติมมีแต่เงิน...แล้วยังมาเรื่องที่หม่อมแม่มาหยิบน้ำหอมที่นกุลให้เธอไปด้วยเจตนาจะทำให้ฉันคิดว่าเป็นเรื่องชู้สาว มันเป็นการละเมิดสิทธิ์ของเธอ เธอเป็นเมียฉัน แต่ก็ถูกแม่และก็น้องสาวของฉันรุกรานบ่อยๆ โดยไม่เห็นแก่ฉันเลย เธอเสียอีกที่เคยเป็นคนอื่น แต่เพราะมารักฉัน เธอต้องทรุดตัวลงกราบเท้าหม่อมแม่เพื่อฉัน”

    ชายกลางเบือนหน้ามามองภรรยาที่บัดนี้สงบนิ่งไปด้วยความเศร้า น้ำตาเอ่อคลอตลอดเวลา

    “ซึ่งฉันต้องขอบใจเธอ และด้วยเหตุนี้เอง ถึงเธอจะทำอะไรไปบ้าง ฉันไม่ถือโทษโกรธเธอเลย ฉันจะตามใจเธอทุกอย่าง ถ้าเธอต้องการสิ่งเหล่านั้น...เมื่อหญิงเล็กจะแต่งงานกับนายเติม ฉันถึงไม่ได้ทักท้วง เขาต้องการแต่งงานเพื่อไปจากบ้านทรายทอง ซึ่งส่วนที่ดีคือบ้านนี้จะได้สงบเป็นปกติสุขขึ้น แต่ก็อดห่วงใยเขาในฐานะน้องไม่ได้”

    พจมานหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาด้วยความรู้สึกผิดเต็มที่

    “ความเป็นผัวเมียไม่ได้อยู่ที่การบอกว่ารักเสมอไป...บางทีเขาอาจจะอยู่กันไปจนวาระสุดท้าย เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากกันไปนั่นแหละ เขาจึงจะรู้ว่ารักกันหรือไม่ คนอื่นพูดว่าฉันเกลียดเธอ เธอก็เชื่อเขา หากเรามีอันเป็นต้องเลิกร้างยิ่งจะเป็นที่สบอารมณ์ เป็นอาหารปากของคนอื่นยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าเธอยังเคืองฉันอยู่ก็ไม่เป็นไร ขออย่างเดียวให้ทำตัวเป็นปกติ โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น”

    ชายกลางเบือนหน้าไปที่ประตู หยิบกุญแจไปไข พจมานมองด้วยความพิศวง

    “ฉันจะเข้ามาในห้องนี้เมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากจะมา แต่ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นจนกว่าเธอซึ่งเป็นเจ้าของห้องและเจ้าของบ้านจะอนุญาต ฉันเป็นสว่างวงศ์และเป็นลูกผู้ชาย...ส่วนเธอก็ถือว่าเธอเป็นพินิตนันทน์ เป็นลูกผู้หญิง ฉันจะดูใจเหมือนกันว่าเข้มแข็งเพียงไหน”

    เขาเปิดประตูออกไปอย่างเงียบกริบ...ทันทีที่ประตูปิดสนิท พจมานทรุดตัวลงนั่งอย่างเคว้งคว้าง

    ooooooo

    เช้าวันถัดมา พจมานไม่ลงมากินข้าวโดยฝากแจ่มเรียนหญิงใหญ่และชายกลางว่าเธอไม่ค่อยสบาย หญิงใหญ่เป็นห่วงเกรงจะติดไข้จากชายน้อย แต่ชายกลางทราบดีว่าไม่ใช่

    หลังอาหารมื้อนั้น ชายกลางตัดสินใจไปพบหม่อมแม่โดยมีหญิงเล็กอยู่ด้วย เขาพูดโดยไม่อ้อมค้อมว่าจะมาขอร้องหม่อมแม่อย่าเชิญท่านติ๋วมาเสวยข้าวตอนเย็นอีก ส่วนมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันไม่เป็นไร หม่อมกรีดเสียงว่าตายจริง แม่จะทูลท่านอย่างนั้นได้ยังไง ท่านคงเสียพระทัยมาก ขณะที่หญิงเล็กสะบัดเสียงถามว่าเมียพี่ชายกลางเป็นคนห้ามใช่ไหม

    “เปล่า...เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วยิ่งเขาไม่พูด พี่ยิ่งต้องถนอมน้ำใจเขา”

    “หญิงไม่เห็นว่าจะเป็นไรเลย ท่านติ๋วเคยเสด็จมาเสวยข้าวที่บ้านทรายทองบ่อยๆ มันนั่นแหละมาทีหลัง แล้วจะมาห้ามโน่นห้ามนี่ หญิงว่าไม่ยุติธรรม”

    “ท่านติ๋วเองก็ไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียด ท่านเรียบร้อย พูดน้อยด้วยซ้ำไป แม่ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เรากับท่านไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ”

    “เกือบจะดองกันแล้วด้วย ถ้านังพจมันไม่เข้ามาแทรก”

    “หญิงเล็ก! เรื่องของเธอพี่ยังไม่ยุ่งเลย”

    “ก็คุณเติมเขาไม่ได้มีอะไรน่ารังเกียจนี่คะ เขาทั้งรวย ชาติตระกูลเขาก็ดี”

    “เธอแน่ใจรึ” คำถามนั้นของชายกลางทำให้หม่อมชะงัก สีหน้าบ่งบอกไม่สบายใจ ขณะที่หญิงเล็กข้องใจและอยากรู้พี่ชายหมายความว่ายังไง ชายกลางไม่ตอบแต่พูดกับหม่อมว่า ถ้าหม่อมแม่ไม่กล้าทูลท่านติ๋วก็ไม่เป็นไร ตนจะกลับไปกินที่ตึกโน้นตามเดิม

    “ไม่ได้นะ” หม่อมท้วงเสียงแหลม

    “ผมมีเมียแล้ว...ผมไม่อยากให้เขาคิดมาก”

    “แล้วแม่ล่ะลูก แล้วแม่เนี่ยล่ะ ชายไม่กลัวแม่คิดมาก ไม่กลัวแม่เสียใจหรอกรึ ทำไม การมากินข้าวกับแม่นี่มันผิดนักหรือลูก”

    “ผมยินดีและเต็มใจมากินข้าวกับหม่อมแม่ จะมาให้ทุกมื้อก็ได้ แต่ขอร้องว่าอย่าเชิญท่านติ๋วมา ไม่ใช่เพราะว่าผมรังเกียจท่าน ผมเรียนเหตุผลให้หม่อมแม่ทราบแล้ว”

    “นี่ชายจะไม่ให้แม่คบกับใครเลยหรือลูก” หม่อมเริ่มบีบน้ำตา ชายกลางย้ำว่าตนขอร้องเฉพาะท่านติ๋ว หม่อมอ้างว่าแม่รักท่านมาก แล้วท่านก็รักแม่ ถึงท่านจะถูกพจมานแย่งชายไปแล้ว แต่ท่านก็ยังให้ความเคารพรักแม่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

    “เอาอย่างนี้...ผมจะเปลี่ยนเป็นมากินมื้อเช้ากับหม่อมแม่แทนนะครับ”

    “มื้อเย็นน่ะดีแล้ว ตอนเช้าท่านติ๋วคงมาไม่ทัน” หม่อมพูดไปแล้วรู้สึกตัว อ้อมแอ้มจะกลับลำใหม่ แต่ชายกลางตัดบทเสียก่อนว่า

    “หม่อมแม่กรุณาเลิกจับคู่ผมกับท่านติ๋วเสียทีเถอะครับ ผมมีเมียแล้ว อีกอย่างท่านติ๋วจะเสื่อมเสียพระเกียรติ”

    หม่อมดื้อดึงขอร้องลูกชายว่าให้ท่านติ๋วเสด็จมาเป็นครั้งคราวได้ไหม ชายกลางตัดใจตอบรับ หม่อมยิ้มออก

    “ขอบใจมากจ้ะชายกลาง แต่เย็นนี้แม่คงทูลท่านไม่ทัน ปล่อยเลยตามเลยไปก่อนนะ”

    “ครับ...พอดีเย็นนี้ผมมีงานเลี้ยงที่สโมสร คงมากินข้าวกับหม่อมแม่ไม่ได้ ผมไปทำงานก่อนนะครับ”

    หม่อมกับหญิงเล็กอึ้งไป มองตามชายกลางที่รีบลุกออกไปอย่างเจ็บใจ...เมื่อท่านติ๋วทราบเรื่องจากหญิงเล็กที่รีบไปบอกเล่าก็รู้สึกน้อยใจและแค้นใจ

    “เห็นไหมคะ ติ๋วบอกแล้วว่าไม่มีประโยชน์ คุณชายเขารักเมียของเขา”

    “เมียต่ำๆน่ะสิคะ”

    “ต่ำยังไงเขาก็รักของเขา เขาชอบเมียต่ำๆ ติ๋วจะไม่ยอมลดตัวลงไปแข่งกับนังคนนั้นอีกแล้ว หญิงเล็กกับหม่อมป้าเองก็ต้องพยายามทำใจยอมรับสะใภ้ต่ำๆ”

    “ไม่มีวัน! หญิงอยากให้ท่านใจเย็นๆ”

    “ติ๋วรู้สึกละอายใจตัวเอง แต่คืนนี้ติ๋วจะไปเพื่อแสดงให้คุณชายกลางเห็นว่าติ๋วไม่ได้คิดจะแย่งสามีของใคร หญิงเล็กเองก็ยังไม่ง้อพี่ต้อมเลย ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก...ขอบใจนะหญิงเล็กที่หวังดีกับติ๋ว”

    “หญิงเข้าใจท่านค่ะ แล้วก็จะไม่ขอร้องให้ท่านทำในสิ่งที่ไม่โปรดอีก แต่ก็อย่างที่เราเคยคุยกัน มันรู้ว่าหม่อมแม่เคยมาดหมายจะได้ท่านมาเป็นสะใภ้ ถ้าท่านไปปรากฏองค์ที่บ้านทรายทองบ้าง อย่างน้อยก็จะทำให้นังนั่นไม่มีความสุข ในเมื่อมันทำลายชีวิตของพวกเรา... มันเองก็ต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อยไปกว่าเรา...นะคะ ท่านไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เสด็จไปเยี่ยมหม่อมแม่ ไปคุยกับหญิงบ้าง เท่านั้นมันก็ไม่มีความสุขแล้ว อีกอย่างพี่ชายกลางก็จะได้รู้ว่าท่านไปเสด็จเยี่ยมหม่อมแม่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง”

    หญิงเล็กพยายามหว่านล้อมเต็มที่ ท่านติ๋วนิ่งเงียบไปอย่างลังเลใจ

    ooooooo

    วิธีเลี่ยงการพบเจอท่านติ๋วของชายกลางรู้ถึงหูพจมาน โดยแจ่มที่ได้ยินคุณชายบอกนายจรให้ไปรับตอนค่ำที่สโมสรเพราะเขาจะไปงานเลี้ยง

    เมื่อป้าหลงและพวกในครัวรู้เรื่องนี้ต่างพากันสรรเสริญชายกลางที่พยายามรักษาน้ำใจพจมาน โดยเฉพาะป้าหลงที่ชื่นชมว่าคุณชายกลางนิสัยใจคอเหมือนท่านพ่อไม่มีผิด ขณะที่กรดเสริมว่าคุณหญิงเล็กเหมือนหม่อมแม่

    เท่านั้นเองเป็นเรื่องทันที! เอมมาได้ยินเลยแจ้นไปฟ้องหม่อม ทำให้พวกในครัวถูกตามตัวไปพบหม่อมเพื่อเอาเรื่อง แต่ป้าหลงก็หัวไวพูดจากลับลำเอาตัวรอดกันไปได้อย่างหวุดหวิด

    วันนี้นกุลได้รับจดหมายของพจมานทราบว่าพจนีย์มาอยู่ด้วยก็ไม่สบายใจ เดินทางมาพบพจมานที่บ้านทรายทองแล้วเจอสายใจมาสอดรู้สอดเห็นทำทีชวนคุยเพื่อนำความไปฟ้องหม่อม

    พจมานต้อนรับนกุลอย่างเพื่อนแต่เธอทราบดีว่าสายใจไม่ได้คิดเช่นนั้น รู้ทันว่ามาดูความเคลื่อนไหวแล้วกลับไปรายงานหม่อม แม้แต่พจนีย์น้องแท้ๆก็อีกคนที่ไปจงรักภักดีกับหม่อม นกุลฟังแล้วยิ่งห่วงพจมาน อยากให้พจนีย์กลับไปอยู่บ้าน แต่พอไปเจรจากับแม่ของพจมาน แม่ก็ยังหวังว่าความเป็นพี่น้องน่าจะทำให้สองคนเห็นอกเห็นใจกัน ตรงข้ามกับพจนาที่เชื่อว่าพจนีย์ไม่มีทางญาติดีกับพจมาน

    กลับจากงานเลี้ยงคืนนั้น ชายกลางไม่ได้เข้าไปในห้องพจมานที่เฝ้ารอ เช้าขึ้นเธอจึงให้แจ่มไปเรียนชายกลางว่าตนจะกินข้าวกับชายน้อย ชายกลางไม่ค่อยชอบใจ เรียกพจมานมาถามก็ได้คำตอบว่าชายน้อยไม่ค่อยสบาย ตนให้พจนีย์ไปกินข้าวเป็นเพื่อนก็ไม่ชอบ ตนเลยต้องไปเอง

    ชายกลางรับฟังแต่อดเปรยไม่ได้ว่าอีกสองวันพี่หญิงใหญ่จะไปเพชรบุรี ตกลงตนคงต้องกินข้าวคนเดียว แล้วพูดเรื่องไปเฝ้าท่านต้อมอาทิตย์นี้แน่นอนไม่มีเลื่อน แต่หลังจากชายกลางออกไปทำงาน ท่านต้อมโทร.มาหาพจมาน นับเป็นโอกาสเหมาะเพราะพจมานมีเรื่องอยากทูลท่าน

    สายใจรีบไปรายงานหม่อมทันทีที่เห็นท่านต้อมขับรถมารับพจมาน หม่อมกับหญิงเล็กอยู่ในตึกขวางรุมประณามพจมานอย่างอคติและเกลียดชัง อยากรู้นักว่าชายกลางรู้เข้าจะว่าอย่างไร

    แท้จริงพจมานหวังดีกับหญิงเล็กล้วนๆ เธอออกไปคุยกับท่านต้อมในสวนสาธารณะด้วยเรื่องหญิงเล็กกับท่าน เธออยากให้สองคนคืนดีกัน โดยยืนยันว่าหญิงเล็กยังรักท่านต้อมอยู่ แต่เธอทิฐิแรงกล้าไม่ยอมง้อก่อน

    เมื่อท่านต้อมถามว่าใครบอกว่าหญิงเล็กยังรักตน พจมานเลยต้องพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา

    “คุณชายคะ...เธอวิตกเรื่องที่คุณหญิงเล็กจะแต่งงานเพื่อออกมาให้พ้นจากบ้านทรายทองอย่างนึง อีกอย่างก็เพื่อจะเย้ยท่านด้วย เธอไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก คุณชายก็เลยเป็นห่วงน้องสาว”

    “แล้วเธอก็เลยไปยุ่งกับเขาด้วย อย่าลืมว่าเขาเคยพยายามจะทำลายเธอทางอ้อมมาแล้วนะ บุญล้อมเป็นคนเล่าให้ฟังเอง หญิงเล็กน่ะอะไรๆก็อภัยได้ แต่เรื่องอาฆาตพยาบาท จงเกลียดใครแล้วเกลียดเข้ากระดูกดำ หาทางทำลายกันทีเดียว เคราะห์ดีที่เป็นผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายล่ะก็...เอาการอยู่”

    “ที่คนอื่นพูดว่าคุณหญิงเล็กรีบแต่งงานเพราะอยู่บ้านทรายทองไม่ได้...พจไม่ชอบฟังเพราะคล้ายๆกับว่าพจเป็นคนเลวที่สุด ทั้งๆที่พจก็ได้พยายามอดทนทุกอย่างเพื่อให้ญาติพี่น้องของคุณชายได้อยู่พร้อมหน้ากันในบ้านเดิม ซึ่งเคยเป็นของเธอมาแต่ก่อน”

    “เธอเป็นคนดี”

    “เรื่องพวกนั้นช่างเถอะเพคะ พจอยากให้ท่านคืนดีกับคุณหญิงเล็ก”

    “แล้วเธอคิดว่าถ้าฉันง้อเขา เขาจะลดทิฐิลงรึ”

    “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ ยิ่งถ้าได้ท่านหญิงติ๋ว ...พจยิ่งคิดว่าต้องมีทางเป็นไปได้เพราะคุณหญิงเล็กยังรักท่านอยู่...นายเติมน่ะมีแต่เงิน”

    “หญิงเล็กอาจจะรักเขาจริงๆก็ได้ ใครจะไปรู้ สมัยนี้เงินมีอานุภาพกว่าสิ่งใดๆ หม่อมเจ้าอย่างฉันถ้าไม่มีเงินก็หาความสำคัญอะไรไม่ได้ เรื่องของฉันกับหญิงเล็กก็เหมือนแก้วที่ร้าวแล้ว แม้จะพยายามเพียงใดก็ยากที่จะประสานกันได้ ฉันไม่เคยคิดว่าจะกลับไปรักหญิงเล็กได้อีก เมื่อไม่ได้แต่งงานกับพจ...เราลูกผู้ชาย หาเอาใหม่ถมไป ถึงไม่เท่าพจก็เกือบเท่า”

    “หมายความว่าท่านต้องพระทัยใครไว้แล้วหรือคะ”

    “ก็ไม่รู้สินะ แต่ฉันก็ควรทำอย่างนั้นไม่ใช่รึ ชีวิตคนเราต้องดำเนินต่อไป ไม่ควรจะยึดติดกับอดีต”

    “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครคะ เชื้อพระวงศ์หรือคนธรรมดา พจรู้จักหรือเปล่า” ท่านต้อมนิ่งเงียบ พจมานคะยั้นคะยอ “รับสั่งเถอะค่ะ พจจะได้แสดงความยินดีกับท่านก่อนใครๆ ถึงแม้พจจะยังหวังอยู่เสมอว่าท่านจะคืนดีกับคุณหญิงเล็กได้”

    “คุณภราดานี่เป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลก... แทนที่จะสนับสนุนให้หญิงเล็กแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น กลับพยายามจะให้ท่านคืนดีกับเขาเพื่อความสบายใจของสามี เธอรักคุณภราดามากจนไม่อยากให้แม่ลูกพี่น้องเขาต้องแยกจากกันอย่างกินใจ!”

    พจมานน้ำตาคลอขึ้นมา ท่านต้อมจับมือเธอบีบเบาๆปลอบโยนว่า

    “อย่าร้องไห้...ฉันเห็นพจร้องไห้แล้วใจไม่ดีเลย เอาเถอะ ฉันจะพยายามตามใจพจ แต่จะสำเร็จแค่ไหนก็สุดแล้วแต่ ฉันบอกพจตรงๆเลยว่าฉันกำลังคิดจะเริ่มต้นใหม่กับใครคนหนึ่งแล้ว...จะให้มัวรักทางโน้นเสียดายทางนี้ก็เห็นไม่ค่อยเหมาะ พจคิดว่าอย่างนั้นไหม”

    พจมานถอนใจยาว เงยหน้ามองท่านต้อมอย่างเข้าใจ บอกว่าเรื่องนี้สุดแล้วแต่ท่านก็แล้วกัน

    ooooooo

    พจนีย์เดินกรีดกรายสำรวจอาณาเขตบ้านทรายทองด้วยสีหน้าเพ้อฝัน อยากมีคนรักที่เพียบพร้อมเหมือนชายกลางมาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่...ใครนะที่จะโชคดีได้ครองคู่กับตน

    พูดไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา...ท่านต้อมกลับมาส่งพจมาน พจนีย์แสดงตัวทันทีด้วยท่าทีเจ้าของบ้าน สร้างความอับอายให้พจมาน แต่ไม่รู้จะปรามน้องสาวยังไง

    พจนีย์อาสาไปเอาน้ำมาต้อนรับท่านต้อม สายใจตามเข้าไปในครัวพูดดักคอพจนีย์ว่าจะมาเป็นก้างขวางคอหรือแสดงตัวให้ท่านต้อมรู้จัก พจนีย์ยักไหล่ไม่ยี่หระ เดินลอยหน้าออกไปพร้อมน้ำส้มสามแก้ว สายใจพึมพำอย่างไม่ไว้ใจ

    “สำคัญนักแม่คนนี้ พี่สาวได้หม่อมราชวงศ์...ตัวจะเอาหม่อมเจ้า”

    สายใจคิดถูกเผง! พจนีย์วาดฝันไปไกลเกินตัว เข้ามาส่งแก้วน้ำส้มให้ท่านต้อมอย่างเรียบร้อยแต่ไม่วายชายตาให้ แล้วตัวเองก็ดื่มน้ำส้มพลางชวนท่านต้อมคุยราวกับรู้จักกันมาก่อน พจมานหนักใจเหลือเกิน เหลือบมองท่านต้อมด้วยความอายแทนน้อง แล้วพยายามจะผลักไสเธอออกไปด้วยการถามว่าน้องนีย์ไม่มีอะไรทำแล้วหรือ

    “ไม่มีค่ะ พี่พจก็รู้ว่านีย์น่ะว่างจนรู้สึกรำคาญตัวเอง เหงาก็เหงา...ถ้าท่านมารับพี่พจออกไปเที่ยววันไหน นีย์ขอตามไปด้วยคนนะเพคะ อย่างน้อยก็จะได้ไม่น่าเกลียด เพราะพี่พจแต่งงานแล้ว เกิดมีคนรู้จักเห็นเข้าเขาจะได้นินทาไม่เต็มปาก”

    “น้องนีย์! พี่ไปธุระกับท่านต้อม...ไม่ได้ไปเที่ยว”

    “แล้วจะมีใครเชื่อไหมล่ะคะ ผู้หญิงผู้ชายไปไหนต่อไหนกันสองคน...มันจะเสื่อมเสียมาถึงคุณชายกลาง ที่พูดนี่นีย์หวังดีนะคะ ท่านเข้าใจความหวังดีของนีย์ใช่ไหมคะ”

    “มีแต่คนใจสกปรกที่จะคิดอย่างนั้น” ท่านต้อมสวนนิ่มๆ แต่พจนีย์ถึงกับหน้าซีดหน้าเสีย...มองสองคนเดินตามกันออกไปด้วยความอับอายและเจ็บใจ

    เวลาเดียวกันนั้น สายใจกำลังประจอประแจ๋หม่อมกับหญิงเล็กอยู่ที่ตึกขวางด้วยเรื่องท่านต้อมกับพจมาน

    “หม่อมแม่เห็นหรือยังคะว่ามันเกรงใจใครที่ไหน พอพี่ชายกลางไปทำงาน มันก็นัดท่านต้อมไปเที่ยว แล้วยังมาคุยกันต่อในบ้านอีก”

    “แม่น้องสาวก็ใช่เล่นเสียเมื่อไหร่ล่ะคะ รีบเสนอหน้าออกไปคุยด้วย คงอยากจะเป็นหม่อมนั่นแหละ”

    “ท่านต้อมท่านไม่ตาต่ำอย่างนั้นหรอก” หม่อมค้านคำพูดสายใจ แต่หญิงเล็กเยาะเย้ยในน้ำเสียงเต็มที่ “อ้าว! ว่าได้หรือคะ ดูแต่นังพี่สาวยังทำให้ท่านหัวปักหัวปํา มาแล้ว พวกต่ำๆมันเก่งเรื่องพวกนี้”

    พจนีย์เข้ามาทรุดตัวลงนั่ง เหลือบมองสายใจบอกว่านึกแล้วน้าสายใจต้องมาเอาหน้าไปเรียบร้อย

    “ก็คุณมัวแต่ไปเพคะเพขากับท่านต้อมอยู่นี่”

    “นีย์ไปคอยขัดคอพี่พจอย่างนั้นเอง แล้วก็ได้ผลค่ะหม่อมป้า...ท่านชายเสด็จกลับไปเลย ถ้าหากหม่อมป้าจะฟ้องคุณชายกลาง นีย์ไปเป็นพยานให้ได้ค่ะ”

    “หญิงไปแต่งตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณเติมจะมารับแล้ว” หญิงเล็กออกไป จึงไม่ได้ยินพจนีย์พูดประโยคต่อไป

    “เฮ้อ! น่าเสียดายท่านต้อมแทนคุณหญิงเล็ก”

    “ไม่ใช่เรื่องของแก อย่าสาระแนให้มากนัก” หม่อมตวัดเสียงใส่แล้วลุกออกไปอีกคน พจนีย์ยักไหล่ไม่สน พอสายใจถามว่าไปนั่งคุยอะไรกับเขา พจนีย์บอกว่าคุยไปตามเรื่อง แล้วลุกเดินหนีอย่างไม่ยี่หระใครทั้งนั้น

    พจนีย์กลับมาเพ้อฝันให้บุญเรือนฟังว่าขี้เกียจอยู่ที่นี่เพราะมีแต่คนจิกหัวใช้ ตนจะไปเป็นหม่อมที่วัง อยากเห็นหน้าไอ้อีพวกนี้ว่าจะตกใจสักแค่ไหน?

    เรื่องท่านต้อมมารับส่งพจมานรู้ถึงหูท่านติ๋วอย่างรวดเร็ว หญิงเล็กโทร.ไปเล่าและเสริมเติมแต่งว่าพจมานหน้าระรื่น ท่านติ๋วไม่พอใจบ่นพี่ชายไม่น่าเหลวไหล ก็พอดีได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา จึงขอวางสายจากหญิงเล็กก่อน

    ท่านติ๋วตั้งท่าจะตำหนิพี่ชายแต่กลายเป็นว่าความจริงจากปากเขาทำให้เธออึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง

    “พี่กับพจมานเป็นเพื่อนกัน เราต่างก็มีความหวังดีต่อกัน...พจมานเขาขอร้องให้พี่คืนดีกับหญิงเล็ก เขารู้ว่าคุณภราดาเป็นห่วงน้องเพราะนายเติมมีประวัติไม่ค่อยดีนัก อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าหวังดีแล้วจะเรียกว่าอะไร หญิงเล็กล่ะเคยเป็นห่วงเขาสักนิดไหม นอกจากที่เคยคิดร้ายคอยทำลายเขาอย่างเดียว”

    ท่านติ๋วยืนอึ้ง ในขณะที่ท่านต้อมฉุนเฉียวหนักเดินออกไป แล้วท่านติ๋วก็รีบโทร.ไปถ่ายทอดให้หญิงเล็กฟัง เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหญิงเล็กไม่พอใจพจมานอย่างที่สุด

    หญิงเล็กบอกหม่อมว่าพจมานเจ้ากี้เจ้าการเรื่องท่านต้อมกับตน ถ้าเติมมาให้แม่ช่วยคุยกับเขาไปก่อนตนจะไปตึกใหญ่...เมื่อโดนต่อว่า พจมานสีหน้าไม่สู้ดี ขอโทษหญิงเล็กถ้าตนทำให้เธอไม่พอใจ

    หญิงเล็กตอบโต้เสียงดังลั่นด้วยโทสะ “ไม่ต้องมาขอโทษ แกควรจะสำนึกกะลาหัวไว้ว่าฉันเกลียดแกจนไม่อยากจะมองหน้า เพราะฉะนั้นอย่าสาระแนเรื่องของฉัน”

    เสียงเอะอะดังลั่นของหญิงเล็กทำให้แจ่ม สายใจ บุญเรือน และพจนีย์หยุดฟังด้วยความตกใจ

    “ฉันจะเป็นจะตายมันก็เรื่องของฉัน อ้อ! รึอิจฉาที่ฉันหาผู้ชายรวยๆแต่งงานด้วยได้ คงคิดล่ะสิว่าฉันจะสิ้นไร้ไม้ตอกต้องอยู่เป็นสาวทึนทึกเหมือนพี่หญิงใหญ่”

    “พจไม่เคยคิดอย่างนั้น”

    “ฉันไม่เชื่อ คอยดูนะ พอแต่งงานแล้วฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก ฉันจะมาพาหม่อมแม่ไปอยู่ด้วย เชิญแกครอบครองไอ้บ้านบ้าบอนี่คนเดียวเถอะ แต่ระวังให้ดีก็แล้วกัน เพราะพี่ชายฉันไม่ได้รักแก เขาไม่เคยรักแกเลยด้วยซ้ำ เขากลัวว่าถ้าแกแต่งงานกับท่านต้อม...บ้านทรายทองก็จะตกเป็นของท่านต้อม เขาก็เลยต้องรีบชิงแต่งงานกับแกเสียก่อน แล้วเป็นยังไงล่ะ การแต่งงานโดยที่ผู้ชายเขาไม่ได้รักมันมีความสุขไหม ฉันไม่เคยเห็นพี่ชายของฉันกับแกพูดหยอกล้อหรือหัวร่อต่อกระซิกเหมือนคู่แต่งงานใหม่ๆเลย มีแต่หมางเมินกันตลอดเวลา แม้แต่นอนก็ยังแยกห้องกัน จริงไหมล่ะ นังหน้าโง่!”

    พจมานกำมือแน่น แจ่มน้ำตาคลอด้วยความสงสารเห็นใจ ขณะที่คนอื่นยิ้มเยาะสะใจ โดยเฉพาะพจนีย์

    หลังจากหญิงเล็กกลับไปแล้ว พจมานเข้าห้องอย่างอ่อนแรง แววตาเจ็บปวด พยายามกล้ำกลืนก้อนสะอึ้นลงไป แจ่มมาเคาะประตูเรียกด้วยความเป็นห่วง แต่พจมานร้องบอกว่าตนไม่ได้เป็นอะไร แล้วสูดลมหายใจยาวบอกตัวเองว่าต้องเข้มแข็ง ต้องไม่ร้องไห้...

    ooooooo

    ถึงกำหนดวันเดินทางไปถือศีล หญิงใหญ่ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ โดยบอกลาหม่อมแม่ตั้งแต่

    เมื่อคืน ส่วนคนอื่นๆเพิ่งล่ำลากันจริงจังด้วยความอาลัย อาวรณ์ก่อนจะขึ้นรถไป

    หญิงเล็กขุ่นเคืองใจที่พี่สาวไม่อยู่งานแต่งงานของตน บ่นว่าตอนงานนังพจมานเจ้ากี้เจ้าการออกหน้าออกตา รักคนอื่นมากกว่าน้องแท้ๆ แต่หม่อมบอกว่าหญิงใหญ่ไปแล้วก็ดี สายใจจะได้ทำอะไรสะดวกหน่อย ไม่ต้องคอยเกรงใจใคร สายใจรับลูกทันที อาสาจะทำให้พจมานหัวหมุนเลยทีเดียว

    “อย่าประมาท นังนั่นมันร้ายกว่าที่แกคิดเยอะ ไม่อย่างนั้นพี่ชายกลางคงไม่ตกหลุมพรางแต่งงานกับมันหรอก แล้วพี่หญิงใหญ่คงไม่หลงรักมันยิ่งกว่าน้องในไส้” หญิงเล็กเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน สีหน้าเต็มไปด้วยความแค้นเคือง

    ไม่ทันข้ามวัน สายใจก็อวดดีใส่พจมานด้วยการขัดคำสั่งที่เธอให้ไปบอกยายหลงทำก๋วยเตี๋ยวหมูสับเป็นมื้อกลางวัน ยอกย้อนว่าทำไมไม่สั่งให้แจ่มไปบอก ตนไม่ได้มีหน้าที่ไปสั่งแม่ครัว อ้างชื่อคุณหญิงใหญ่ให้ตน คอยเป็นหูเป็นตาดูแลบ้านแทนเธอ ถ้าแจ่มไม่อยู่ก็ยังมีบุญเรือนอีกคน...แล้วสรุปด้วยคำถามสุดท้ายว่า

    “คุณมีธุระแค่นี้ใช่ไหมคะ ดิฉันจะไปทำงานของดิฉันต่อ”

    พจมานไม่พอใจแต่ก็พยักหน้า สายใจลุกขึ้นหันหลังเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน นมทิพย์โผล่มาจากอีกทางจะขอออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว โดยชวนแจ่มไปด้วย พจมานจะให้พจนีย์ไปดูแลชายน้อยแทน แต่นมทิพย์ไม่ยอมเพราะชายน้อยกลัวพจนีย์

    “พจจะให้น้องนีย์เช็ดปากออก ไม่ให้แต่งหน้าจัดจนเกินไป แล้วก็จะคอยจับตาดูด้วย ป้านมสบายใจได้ค่ะ”

    “ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยยังชั่ว แต่คุณพจอย่าทิ้งน้องไปไหนนานนะคะ”

    พจมานรับปากแล้วไปตามพจนีย์ที่กำลังนอนกระดิกขาหลับตาสบายอุรา เมื่อรู้ว่าต้องไปอยู่เป็นเพื่อนชายน้อย พจนีย์อิดออดและบ่ายเบี่ยงจนพจมานขู่ว่าจะไม่อนุญาตให้ออกไปข้างนอก ถ้าห้ามไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน นั่นแหละพจนีย์ถึงยินยอมทั้งที่ไม่เต็มใจ

    พจนีย์เล่านิทานให้ชายน้อยฟัง แรกๆก็สนุกดี แต่นานเข้าเปลี่ยนไปเล่าเรื่องใหม่เกี่ยวกับเด็กพิการ ที่ไม่มีใครรักก็เลยจะไปกระโดดหน้าเหวตาย...ชายน้อย หน้าเสีย ยิ่งโดนพจนีย์ว่าโง่ก็แทบจะร้องไห้ ชายกลางผ่านมาได้ยินทั้งหมด ตำหนิพจนีย์หลังจากพจมานมาพาชายน้อยออกไป

    “ต่อไปไม่ควรเล่าเรื่องคนพิการแล้วอยากตายให้ชายน้อยฟังอีกเป็นอันขาด เพราะจะทำให้แกคิดฟุ้งซ่าน ควรจะเล่าเรื่องเป็นทำนองว่าแม้เขาจะพิการ แต่ก็รู้สึกว่าชีวิตเขามีค่า สามารถทำประโยชน์ได้มากมาย เข้าใจไหม”

    “เข้าใจค่ะ”

    “คนที่จะอยู่ใกล้ชิดกับชายน้อยจะต้องเป็นคนที่อ่อนหวาน พูดจาไพเราะ และมีความเมตตากรุณา เพราะตามธรรมดาคนที่พิการมักจะใจน้อยคิดมากกว่าเด็กอื่นๆ เธอควรจะฟังคำแนะนำจากพจมาน”

    “ไม่เห็นเขาแนะนำหรืออธิบายอะไรเลยค่ะ”

    ชายกลางยืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนเดินออกไป พจนีย์มองตามเริ่มฝันเฟื่องอยากเป็นเมียชายกลางแทนพี่สาว แล้วสั่งห้ามบุญเรือนพูดถึงนิเวศน์สามีเก่าของตน พอบุญเรือนถามว่าไหนวันนั้นอยากเป็นหม่อมของท่านต้อม พจนีย์สวนว่าขี้เกียจตะเกียกตะกาย แล้ววังท่านก็อยู่ไกลด้วย เก็บท่านไว้ให้ปลอบใจพี่พจมานดีกว่า

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “ปราง” สวยครบเครื่อง ฉีกลุครับบทแม่ครั้งแรก ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “ปราง” สวยครบเครื่อง ฉีกลุครับบทแม่ครั้งแรก ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    27 ต.ค. 2564

    12:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 20:42 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์