ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บ้านทรายทอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ

ปลายปี พ.ศ.2456 ณ “บ้านทรายทอง”

บ้านทรายทองใต้เงาจันทร์ในคืนข้างแรมแก่ๆ บรรยากาศเงียบสงัด หนุ่มสาวคู่หนึ่งจูงมือกันย่องกริบมายังตัวตึก ฝ่ายชายถือกระเป๋าหนังและหอผ้าทั้งของตัวเองและฝ่ายหญิง เขาคือสุรพลมีสีหน้าเด็ดเดี่ยว ในขณะที่ฝ่ายหญิงที่ใบหน้าสวยงามแต่ในนาทีนี้สีหน้าเธอตื่นกลัว แล้วทั้งสองก็ชะงักเกร็งไปทั้งตัวเมื่อได้ยินบ่าวในบ้านถามเสียงกร้าว

“ดึกดื่นป่านนี้ จะไปไหนหรือขอรับ คุณสุรพล!”

สุรพลกันหญิงสาวไว้ข้างหลังอย่างปกป้องทันที

แต่แล้วสุรพลก็ถูกจับไปมัดไว้กับลูกกรงระเบียง และบุษบาหญิงสาวก็ถูกเจ้าพระยาราชาพิพิธประมุขของบ้าน ขยุ้มผมลากตามมาเหวี่ยงลงกับพื้นโกนหัวอย่างไม่ปรานีปราศรัยจนบุษบาพนมมือไหว้กลัวลนลานร้องอย่างน่าสมเพช

“โอ๊ย...กลัวแล้วเจ้าค่ะ”

“กล้อนผมมันให้เหี้ยน แล้วล่ามโซ่มันไว้ อย่าให้ออกไปทำอัปรีย์จัญไรกับใครได้อีก!”

สุรพลมองบุษบาอย่างเจ็บปวดแทน อ้อนวอนเจ้าคุณพ่อให้ลงโทษตนแทนเถิด อย่าทำอะไรบุษบาเลย ตนเป็นคนผิดเอง ถูกเจ้าพระยาตวาดอย่างโกรธจัดว่า

“มึงไม่ต้องท้า! ไอ้สุรพล! ไอ้ลูกอกตัญญู! มึงกับกูขาดกัน! เฆี่ยนมัน!” สิ้นเสียงเจ้าพระยา บ่าวก็หวดหวาย เฆี่ยนสุรพลสุดแรง แม้จะเจ็บปวดปานใจจะขาด แต่สุรพล ขบกรามแน่นไม่มีแม้แต่เสียงครางออกมา

บุษบากรีดร้องโหยหวนเจ็บปวดแทนสุรพล รวบรวมแรงสลัดหลุดจากบ่าวก็ถลามาซบแทบเท้าเจ้าพระยากอดเท้าวิงวอน

“ได้โปรด...อย่าได้เฆี่ยนสุรพลเลย...”

“อย่าหยุด! เฆี่ยนมันเข้าไป! เฆี่ยนมัน!!” เจ้าพระยาแผดเสียงเสียงร้องไห้อ้อนวอนของบุษบาเหมือนยิ่งยั่วยุอารมณ์เจ้าพระยาให้ยิ่งเดือดพล่าน สลัดขาจนบุษบากระเด็นแล้วพุ่งเข้าแย่งหวายจากบ่าวลงมือเฆี่ยนสุรพลอย่างบ้าคลั่ง จนสุรพลหมดสติ บุษบาร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะเจ้าพระยากับท่านผู้หญิงนั่ง อยู่ที่ห้องรับแขก สุรพันธ์ก็เข้ามารายงานว่า

“สุรพลหนีไปแล้วขอรับ...เจ้าคุณพ่อ!”

“ดี! ให้มันหนีไปจริงๆเถอะ แล้วอย่าได้ซาน

กลับมาอีก” ท่านผู้หญิงเบือนหน้าไปซับน้ำตาเงียบๆ ในขณะที่เจ้าพระยาประกาศอย่างเกรี้ยวกราด “และฉันขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่าฉันขอตัดขาดไอ้สุรพลออกจากกองมรดกของพินิตนันท์ หากมันมีลูกมีหลานก็อย่าให้เหยียบเข้ามาในบ้านทรายทองเด็ดขาด! ทรัพย์สมบัติทั้งหมดฉันจะยกให้เป็นของสุรพันธ์คนเดียว!”

สุรพันธ์ยิ้มพอใจ เลื่อนตัวลงกราบแทบเท้าพ่อ “เป็นพระเดชพระคุณขอรับ...เจ้าคุณพ่อ”

ท่านผู้หญิงที่นั่งฟังอย่างอัดอั้นอยู่ เอ่ยติงขึ้นว่า

“สุรพลก็เป็นลูกเจ้าคุณพี่เหมือนกันนะคะ แค่รักผู้หญิงคนเดียวกับพ่อ...”

“แม่จันทร์!” เจ้าพระยาเรียกปรามเสียงเข้มแต่ท่านผู้หญิงก็ยังพูดต่อว่า เด็กสองคนนั้นรักกัน เจ้าพระยาเสียงเข้มกว่าเดิมว่า “แม่จันทร์! จำเอาไว้ว่าฉันไม่นับ
ไอ้สุรพลเป็นลูกอีกต่อไป!”

เมื่อติงแล้วเจ้าพระยายิ่งกราดเกรี้ยว ท่านผู้หญิงจึงลุกเดินตัวตรงออกไป เจ้าพระยามองอย่างหงุดหงิดในขณะที่สุรพันธ์กระหยิ่มครึ้มใจในโชคของตน

ooooooo

เวลาผ่านไปจน “บ้านทรายทอง” ดูขรึมขลังไป ตามกาลเวลา

ท่านผู้หญิงในวัยสูงอายุยืนอยู่ที่หน้าต่างห้อง ทอดสายตาไปภายนอก มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ท่านอนุญาตให้เข้ามา

สุรพันธ์นั่นเอง เขาเข้ามาถามด้วยสีหน้าแจ่มใสว่า “คุณแม่ต้องการพบลูกหรือครับ”

“นั่งสิ แม่มีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย” สุรพันธ์ตั้งใจฟังเต็มที่ “แม่จะขอบ้านทรายทองให้สุรพล” สุรพันธ์ชะงักติงว่าเจ้าคุณพ่อ...ท่านผู้หญิงตัดบททันที “แม่รู้! เจ้าคุณพ่อตัดสุรพลออกจากกองมรดก...ถึงอย่างไร

สุรพลก็เป็นลูกของแม่ เป็นน้องชายแท้ๆของลูก ลูกเองก็ได้รับมรดกทั้งหมดอยู่แล้ว แม่ขอเพียงแค่บ้านทรายทองให้เขาเท่านั้น”

สุรพันธ์ติงว่าสุรพลประพฤติตัวไม่ดีทำให้ตระกูลพินิตนันท์เสื่อมเสียและหนีหายสาบสูญไปหลายปีแล้ว

“ลูกก็รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร แม่ขอเพียงเท่านี้...ถ้าสุรพลมีลูกมีหลาน อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้ไม่คิดว่าปู่ย่าตายายใจดำ แม่ขอแค่นี้ลูกคงให้แม่ได้” ท่านผู้หญิงมองหน้าสุรพันธ์ด้วยสีหน้าขรึม จริงจัง แน่วแน่

เมื่อสุรพันธ์ลุกเดินไปที่ระเบียง เสียงของท่านผู้หญิงก็ยังบาดลึกอยู่ในความรู้สึก “ทุกอย่างที่สุรพลมีสิทธิ์ล้วนแต่เป็นของลูกคนเดียว แม้กระทั่งบุษบาที่เขารักนักหนา...แม่เชื่อว่าสักวันหนึ่งสุรพลหรือไม่ก็ลูกหลานของเขาจะกลับมาที่นี่”

คิดคำพูดของท่านผู้หญิงแล้ว สุรพันธ์ยิ้มเหี้ยม พึมพำ...

“ไม่มีวัน! ลูกหลานของสุรพลจะไม่ได้เหยียบเข้ามาในบ้านทรายทองเด็ดขาด!”

ooooooo

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว...บ่ายวันหนึ่งมีสามล้อ ขี่มาจอดหน้าบ้านทรายทองที่รั้วบ้านดูเก่าไปตามกาลเวลา

พจมาน หญิงสาวที่นั่งรถสามล้อลงจากรถหยิบกระเป๋าเดินทางและชะลอมลงมา เธอมองเข้าไปในบริเวณบ้านที่กว้างใหญ่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ใบหนา หยุดมองเข้าไปชั่วอึดใจ แล้วพจมานจึงก้าวออกไปอย่างมั่นคง

ก่อนหน้านี้พจมานเข้าไปหาแม่ที่ห้องนอน ในมือ กอดสมุดปกสีน้ำเงินเก่าคร่ำคร่า บอกแม่ว่า

“สมุดโน้ตของคุณพ่อที่คุณแม่บอกลูกค่ะ” พอยื่นสมุดโน้ตให้แม่ก็มีซองจดหมายร่วงลงมา พจมานหยิบดู “จดหมายของคุณพ่อค่ะ จ่าหน้าซองถึงหม่อมพรรณราย สว่างวงศ์ ณ อยุธยา บ้านทรายทอง กรุงเทพฯ” พจมานเงยหน้ามองแม่พึมพำ “บ้านทรายทอง...ชื่อแปลกจังนะคะ”

“นั่นเป็นชื่อบ้านที่ลูกจะต้องไปอยู่ อ่านถ้อยคำที่คุณพ่อบันทึกไว้ในสมุดนั่นให้ละเอียดเถอะ แล้วจะรู้เองว่าทำไมคุณพ่อถึงให้ลูกไปอยู่ที่นั่น อย่าลืมว่ามันเป็นความปรารถนาของคุณพ่อที่เคารพของลูก”

เป็นคำบอกเล่าของแม่ที่ทำให้วันนี้พจมานก้าวย่าง เข้าบ้านทรายทองไปอย่างหนักแน่น มั่นคง และมั่นใจ

บ้านเงียบสงัดจนน่าแปลกใจ พลันพจมานก็สะดุ้งเมื่อมีเสียงถามขึ้นว่า “มาหาใคร”

พอมองไปก็โล่งใจเมื่อเห็นเป็นคนสวนกำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่ เขามองพจมานอย่างสำรวจ

“ขอโทษจ้ะ...ฉันมาหาหม่อมพรรณราย” พจมานเอ่ยอย่างนอบน้อม

คนสวนชี้ไปที่ตัวตึกบอกว่า “โน่น...ในนั้น” แล้วหันไปตัดแต่งต้นไม้ต่ออย่างไม่สนใจ พจมานรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว เม้มปากเดินเข้าไป...

ooooooo

พอมาถึงตัวตึก เอมสาวใช้ก็ถามห้วนๆว่ามาหาใคร พจมานยิ้มให้ แจ้งอย่างฉะฉานว่า

“หม่อมพรรณรายจ้ะ”

เอมมองพจมานแต่หัวจดเท้า ตอบห้วนๆว่าไม่อยู่ ครั้นถามว่าเมื่อไหร่จะกลับก็ตวัดเสียงใส่ว่า

“ไม่รู้! เรื่องของเจ้านายฉันไม่เกี่ยว ส่วนแกมา ทางไหนกลับไปทางนั้นเลย” พูดแล้วจะปิดประตู พจมานรีบก้าวไปเรียกไว้ก็ถูกเอมเสียงขุ่นใส่ “เอ๊ะ! แม่คนนี้นี่ เข้ามาทำไม ออกไป๊!”

พจมานต่อรองขอพบใครก็ได้ที่รองจากท่าน ก็ถูกไล่ให้ออกจากบ้านไปท่าเดียว ปรายตาปรามว่า “ทะเล่อ ทะล่าเข้ามาทั้งๆที่ไม่มีใครเชิญ นี่บ้านทรายทองนะยะ
ไม่ใช่บ้านนอก”

“เออ! รู้แล้วว่าบ้านทรายทอง ถ้าเป็นบ้านอื่นฉันก็ไม่เข้ามาหรอก ฉันมาพบหม่อมพรรณราย ถ้าไม่อยู่ฉันก็จะเข้าไปรอข้างใน น้าเป็นคนรับใช้ไม่ต้องพูดมาก”

พจมานแข็งกร้าวขึ้นบ้าง ทำเอาเอมตกตะลึงร้องว้าย อยากจะเป็นลม พจมานยังคงพูดต่ออย่างไม่พรั่นพรึงว่า

“นอกจากหม่อมแล้ว ฉันจะพบใครได้บ้างที่พอจะพูดกันรู้เรื่อง” เอมยกมือทาบอกจะเป็นลมอีกรอบ

“แม่เอมจ๋า...พูดกับครายยย...ครายมาหาหม่อมแม่” เสียงอ้อแอ้อย่างไม่ปกติของชายน้อยถามขึ้น แล้วชายน้อย ก็ใช้ไม้ค้ำยันรักแร้ทั้งสองข้างก้าวออกมา พจมานจึงเห็นว่าชายน้อยปากบูดเบี้ยวอย่างคนไม่ปกติ เธอมองนิ่งครู่หนึ่งจากความรู้สึกพิศวงกลายเป็นสงสาร...เห็นใจ...

ชายน้อยมองพจมานเต็มตา ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร... พจมานยิ้มตอบอย่างจริงใจ เป็นยิ้มแรกของพจมานในบ้านทรายทองหลังนี้...

ooooooo

บ้านพักตากอากาศที่ศรีราชา...หม่อมพรรณรายกับหญิงเล็กพักผ่อนอยู่ที่นี่ หม่อมนั่งอ่านจดหมายฉบับหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หญิงเล็กเดินบ่นเข้ามาอย่างหงุดหงิด

“โอ๊ย...เบื่อ หญิงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ดีๆแม่ต้องลากหญิงมาถึงศรีราชานี่ ช่วงนี้มีใครเขามากันบ้าง เงียบเหงาจะตายไป” หม่อมบอกว่าก็บอกแล้วว่าไม่สบายอยากมาพักผ่อน “ก็แล้วทำไมไม่ชวนพี่หญิงใหญ่มาล่ะคะ ค่อยเหมาะกับบรรยากาศซึมๆแบบนี้หน่อย”

“ไม่ไหวหรอกย่ะ แม่คนนั้นน่ะ พอเห็นหน้าก็พานจะเจ็บหนักเข้าไปอีก อยู่เป็นเพื่อนแม่อีกวัน พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว มะรืนครอบครัวน้าแพรวก็จะกลับจากสิงคโปร์มาขออยู่ด้วยสักพักนึง เพราะบ้านใหม่เขายังสร้างไม่เสร็จ”

หญิงเล็กค่อยสบายใจขึ้น อีกวันเดียวยังพอทนไหว พอจะออกไปก็นึกได้ถามหม่อมว่า

“เมื่อกี๊แม่อ่านจดหมายใครหรือคะ หญิงเห็นหน้าตาเคร่งเครียด”

หม่อมขยับตัวเล็กน้อยเหมือนไม่ทันตั้งตัว แล้วจึงบอกหญิงเล็กว่า

“อ๋อ...จดหมายชายกลางน่ะ หญิงไปเก็บเสื้อผ้าข้าวของเถอะ พรุ่งนี้จะได้กลับแต่เช้า”

พอหญิงเล็กเดินออกไป หม่อมก็หน้าเครียดกว่าเก่า พึมพำ

“หวังว่ากลับไปคงไม่เห็นลูกไอ้เจ้าพนาแล้ว”

ooooooo

เอมมองพจมานอย่างตั้งท่ารังเกียจ ในขณะที่ชายน้อยมองพจมานอย่างถูกชะตา พจมานวางของถาม ชายน้อยว่า

“เป็นลูกของหม่อมป้าหรือคะ” เอมแสยะปากร้องว้ายจะเป็นลมเมื่อได้ยินพจมานเรียกหม่อมพรรณรายว่า หม่อมป้า พจมานยืดตัวตรงบอกเอมว่า “หม่อมพรรณราย สว่างวงศ์ เป็นป้าของฉัน ฉันมาจากต่างจังหวัด”

พอดีหญิงใหญ่เดินตามหาชายน้อยออกมา พอเอมเห็นหญิงใหญ่ก็คุกเข่าลงทันที หญิงใหญ่ออกมาเห็นพจมานก็มองอย่างแปลกใจ พจมานมองหญิงใหญ่ที่หน้าตา อมทุกข์ ผมก็รวบไว้หยาบๆ นุ่งซิ่นสีเทาเสื้อแพรสีเดียวกันดูทึมๆหม่นหมองไปทั้งตัว พอเห็นพจมานก็ถามเสียงขุ่น

“มาหาใคร” ชายน้อยตอบแทนว่ามาหาหม่อมแม่ก๊ะ ก็ถูกหญิงใหญ่ดุว่า “โขยกเขยกออกมาทำไมชายน้อย กลับเข้าห้อง” ชายน้อยหน้าซีดรับคำเบาๆ แล้วเดินกะโผลก กะเผลกเข้าไปแต่ไปแอบดูที่ประตู

หญิงใหญ่ถามพจมานว่ามาหาใคร เอมพูดอย่างหมั่นไส้ว่า เขาบอกว่ามาหาหม่อม อวดอ้างว่าเป็นลูกหลาน แล้วทำเสียงเขียวบอกพจมานให้คุกเข่าลงคุณหญิงใหญ่เธอพูดด้วย

“ดิฉันชื่อ พจมาน พินิตนันทน์ เป็นลูกคุณพระดุลยธรรมพินิต ก่อนมาที่นี่ คุณแม่ได้ส่งจดหมายมาเรียนให้หม่อมป้าทราบล่วงหน้าแล้วค่ะ”

“หม่อมแม่ไปศรีราชา พรุ่งนี้กลับ จดหมายอะไรนั่นฉันไม่รู้เรื่อง หม่อมแม่ก็ไม่เคยพูดถึง” พจมานหน้าสลดผิดหวังและน้ำตาคลอเมื่อหญิงใหญ่บอกว่า “ที่นี่ไม่ต้อนรับ คนแปลกหน้า โดยเฉพาะ ถ้าจะมาค้างคืนที่นี่”

แม้จะน้ำตาคลอ แต่พจมานก็ยังหลังตรงคอแข็ง เดินไปหยิบของบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับมาใหม่แล้วหันเดินออกไป ชายน้อยที่แอบดูอยู่ถามว่าแล้วเขาจะนอนที่ไหน หญิงใหญ่หันไปดุชายน้อยที่ยังไม่ไป สั่งเอมพาไปให้พ้นแล้วหันมองพจมาน เห็นเดินคอแข็งออกไปก็ร้องเรียก พจมานไม่แม้แต่จะชะงักกับเสียงเรียก

จนเมื่อหญิงใหญ่ตามไปเรียก พจมานจึงค่อยๆหันกลับมาแต่เซและล้มหมดสติไปจนหญิงใหญ่ตกใจร้องกรี๊ด

ooooooo

พจมานรู้สึกตัวขึ้นมาตอนค่ำ พบตัวเองนอนอยู่ในห้องเก็บของที่ทุกอย่างถูกคลุมด้วยผ้า ได้ยินเสียงร้องครวญครางของคุณตาน้อยแว่วมา พจมานตกใจกลัว พอดีนมทิพย์เปิดประตูเข้ามา พจมานจึงโล่งใจที่มีคนเข้ามา

พอพจมานบอกว่าตนได้ยินเสียงร้องเหมือนผี นมทิพย์ดุว่าเหลวไหล ที่นี่ไม่มีผี ตนอยู่ตั้งแต่หัวดำจนหัวหงอกยังไม่เคยเห็นสักที มองพจมานถามว่า “ท่าทางหล่อนจะหิวนี่ ถ้าหิวก็ตามมา”

พจมานเดินตามนมทิพย์จนถึงห้องที่เปิดประตูแง้มไว้ นมทิพย์หันเรียกให้ตามเข้ามา แล้วบอกให้กินข้าว ด้วยกันเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปอีก พจมานอยากจะถามอะไร แต่นมทิพย์บอกให้กินข้าวกินปลาเสียก่อน

พจมานกินได้แค่สองสามคำก็กลืนไม่ลง รู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่ คิดถึงบ้าน ความกลัวแล่นขึ้นจุกถึงคอหอย นมทิพย์กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เห็นพจมานวางช้อนถามว่าอิ่มแล้วหรือ พจมานตอบแผ่วเบา “ค่ะ”

“อิ่มแล้ววางไว้ตรงนี้แหละ ไม่ต้องล้าง เดี๋ยวพวกในครัวเขามาเก็บไปเอง น้ำอยู่ในคนโทข้างห้องโน่น กล้วยก็มีจะกินไปหยิบเอาอยู่บนหลังตู้”

พจมานเดินไปรินน้ำในคนโทดื่มแล้วกลับมานั่งพับเพียบตามเดิม นมทิพย์มองผาดๆแล้วบอกให้หันหน้า มาตรงแสงไฟซิ พอพจมานหันหน้ามารับแสงไฟ นมทิพย์ก็เพ่งพิศพึมพำ

“เอ...นึกไม่ออกว่าเหมือนใคร หน้าตาผิวพรรณก็ดี นังเอมมันบอกว่ามาจากบ้านนอก ไอ้เราก็นึกว่าเด็กบ้านนอก แต่รูปร่างหน้าตา ท่าทางหล่อนไม่เหมือนเด็กบ้านนอก” นมทิพย์เพ่งพินิจแล้วบ่น “นึกไม่ออกว่าหน้าเหมือนใคร ติดอยู่ที่ริมฝีปากนี่แหละ มาจากไหนกันล่ะ เป็นสาวเป็นนางอย่างนี้ไปไหนคนเดียวไม่เหมาะ มันต้องมีผู้ใหญ่มาส่งมาพูดให้รู้เรื่อง

“ก่อนหนูมาประมาณสักสิบห้าวัน คุณแม่หนูส่งจดหมายมาให้หม่อมหนึ่งฉบับว่าจะฝากฝังให้หนูอยู่ที่นี่” นมทิพย์นิ่วหน้าทวนว่า อยู่ที่นี่? พจมานพูดหน้าเศร้าว่า “แต่...หนูไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้...”

นมทิพย์ถอนใจอย่างเวทนา ตายังมองหน้าพจมานอย่างครุ่นคิด...ถามว่าชื่ออะไรล่ะ พอรู้ว่าชื่อพจมานก็ชมว่าเพราะดี

พอดีแจ่มเอากระเป๋าและชะลอมของพจมานที่อยู่ในห้องเก็บของมาให้ พจมานขอบใจรับกระเป๋าไปเปิด หยิบสมุดปกสีน้ำเงินของพ่อออกมาเปิด หยิบจดหมายปิดผนึกส่งให้นมทิพย์

“นี่ค่ะ จดหมายที่แสดงหลักฐานว่าหนูเป็นลูกใคร และเพราะเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”

นมทิพย์มองสีหน้าท่าทางของพจมาน บอกว่าคืนนี้ก็ให้นอนกับตนเสียที่ห้องนี้ ส่วนจดหมายจะเก็บไว้ให้หม่อมท่านตอนกลับมาแล้วกัน พจมานไหว้อย่างตื้นตันใจ ขอบใจที่ช่วยให้ตนมีที่นอนคืนนี้ ไม่อย่างนั้นก็ยังไม่รู้จะไปนอนที่ไหน

“โถ...แม่คุณ” นมทิพย์สงสารจนน้ำตาคลอไปด้วย

พอหญิงใหญ่รู้ว่านมทิพย์ให้พจมานนอนที่ห้องซึ่งชายน้อยนอนอยู่ด้วยก็ตำหนิว่าไม่เหมาะสม ถึงชายน้อยจะเป็นเด็กก็เถอะแต่ก็เป็นผู้ชาย บอกนมทิพย์พรุ่งนี้ให้พจมานขึ้นไปนอนกับตนที่ห้อง ให้แจ่มจัดที่นอนหมอนมุ้งให้ด้วย

พอนมทิพย์คลานออกไป หญิงใหญ่ก็หยิบจดหมายของชายกลางที่ส่งมาจากต่างประเทศขึ้นอ่าน...

“ตอนนี้อากาศหนาวมาก หิมะตกหนักจนบางวันออกไปไหนไม่ได้ ขอบคุณพี่หญิงใหญ่มากที่ช่วยเป็นธุระดูแลคุณตากับชายน้อยและเล่าความเป็นไปใน ‘บ้านทรายทอง’ เรื่องอะไรที่พี่หญิงใหญ่จัดการเองไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาไว้เป็นหน้าที่ของผมเอง ซึ่งถ้าโชคดีอาจ

จะได้กลับบ้านก่อนกำหนด รักและเคารพพี่หญิงใหญ่ ภราดาพัฒน์ระพี สว่างวงศ์”

อ่านจดหมายชายกลางแล้ว หญิงใหญ่มองภาพชายกลางที่วางบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างคิดถึง

ooooooo

พจมานนอนร้องไห้ทั้งคืนแต่ไม่กล้าให้เสียงดัง รบกวนนมทิพย์กับชายน้อยที่นอนอยู่ใกล้กัน เวลานี้มีแต่คำสอนของแม่เท่านั้นที่ทำให้มีกำลังใจที่จะยืนหยัด อยู่ที่นี่ต่อไป

ก่อนออกจากบ้าน แม่สอนว่า “ลูกต้องอดทนนะลูกนะ รู้จักหนักเอาเบาสู้ รู้จักทำตัวให้มีคนรัก และรู้จักรักษาตัวด้วย เพราะลูกเป็นลูกผู้หญิง ที่ขาดพ่อห่างแม่ แม่โง่เง่าไม่รู้ประสาอะไรกับเขาในเรื่องที่จะสอนลูกได้เท่าคุณพ่อ แต่แม่จะให้ลูกได้ความซื่อสัตย์ความอดทน จำไว้ว่า มันเป็นความปรารถนาของคุณพ่อที่จะให้ลูกไปอยู่ที่บ้านทรายทอง”

คิดแล้วกลั้นสะอื้นไม่ให้เสียงลอดออกมา นึกในใจ “คุณพ่อขา คุณพ่อต้องการให้ลูกเข้ามาอยู่ในบ้านทรายทอง แต่แทบทุกคนที่ลูกพบในวันแรกที่ก้าวเข้ามา ไม่มีใครอยากจะต้อนรับลูกเลย...”

พจมานน้ำตาไหล สะอื้น ด้วยความรู้สึกว้าเหว่จับใจ...

ooooooo

รุ่งขึ้น พจมานออกไปนอกห้องนอนแต่เช้า พอกลับมา นมทิพย์เตือนว่าอย่าเพิ่งเดินวุ่นวายไปไหนๆนะ

พจมานบอกว่าทราบดีไม่กล้าเดินเข้าไปข้างบนตนเดินทางหลังบ้าน ทางครัว เรือนคนใช้แล้วก็ตึกขวาง

“คุณหญิงใหญ่เธอสั่งไว้เมื่อคืน ไม่ให้เดินไปไหน ให้ป้าคอยดู เป็นธรรมดาเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้าน” พูดแล้วหยุดมองหน้าพึมพำ “เอ...หน้าเหมือนใครนะ...” พจมานบอกว่าตนบอกไปแล้วว่าเป็นลูกใคร ก็พอดีเสียงชายน้อยร้องถามนมทิพย์ว่าคุยกับใคร นมทิพย์บอกว่าพจมาน เขาแก่กว่าคุณชาย คุณชายเรียกเขาว่าพี่พจมานนะคะ แล้วถ้าหม่อมแม่กลับมา พี่พจมานเขาก็จะอยู่กับเราที่นี่ด้วย”

นมทิพย์ช่วยชายน้อยแปรงฟันล้างหน้าด้วยสีหน้าท่าทีอ่อนโยนรักใคร่อย่างยิ่ง พจมานเห็นดังนั้นจึงลุกจะไปเก็บที่นอนของชายน้อย นมทิพย์บอกไม่ต้องเดี๋ยวตนเก็บเอง

“ไม่เป็นไรจ้ะ คุณแม่หนูสอนไม่ให้งอมืองอเท้า” พูดพลางเก็บที่นอนของชายน้อย “ถ้าหากหม่อมไม่รังเกียจ อนุญาตให้หนูอยู่ได้ หนูจะช่วยป้าเลี้ยงคุณชายน้อย”

นมทิพย์ซึ้งใจจนน้ำตาคลอ ชายน้อยดีใจที่พี่พจมานจะดูแลตน ฝ่ายนมทิพย์ก็ยังติดใจสงสัยไม่หาย พึมพำ...

“นึกไม่ออกว่าหน้าตาเหมือนใคร?”

ooooooo

วันนี้หม่อมพรรณรายกับหญิงเล็กกำลังกลับจากศรีราชา หญิงใหญ่คิดทบทวนเรื่องพจมานซึ่งจะต้องรายงานหม่อมแม่ตามหน้าที่ จำที่พจมานแนะนำตัวเองเมื่อวานได้ว่า

“ดิฉันชื่อ พจมาน พินิตนันทน์ เป็นลูกคุณพระดุลยธรรมพินิต ก่อนมาที่นี่ คุณแม่ได้ส่งจดหมายมาเรียนให้หม่อมป้าทราบล่วงหน้าแล้วค่ะ”

ฝ่ายพจมานรอคอยการกลับมาของหม่อมพรรณรายใจจดจ่อ ถามนมทิพย์ว่าหม่อมดุมากหรือ นมทิพย์ถามว่าไม่เคยรู้จักหรือ

“ยังเลย...หนูรู้แต่ว่า ท่านเป็นญาติกับคุณพ่อเท่านั้น ความจริงหนูเคยอยู่โรงเรียนประจำที่มีระเบียบเข้มงวดอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรมากนักใช่ไหมจ๊ะป้า คุณแม่หนูสอนว่า เป็นลูกผู้หญิงควรอยู่กับผู้ที่รักระเบียบ จะได้เป็นเด็กดี”

“หนูบอกว่า หม่อมเป็นญาติกับคุณพ่อ...คุณพ่อหนูชื่ออะไร?”

“หนูเป็นลูกคุณพระดุลยธรรมพินิตจ้ะ ป้ารู้จักไหม”

นมทิพย์ถึงกับวางช้อนเสียงดังด้วยความตื่นตะลึง ถามว่า “ทำไมจะไม่รู้จัก คุณแม่หนูป้าก็รู้จัก ถึงได้สงสัยว่าหน้าหนูเหมือนใคร ลูกสาวคุณพนานี่เอง” แล้วนมทิพย์ก็บอกชายน้อยอย่างตื่นเต้นว่า “คุณชายขา นี่แหละคุณพี่ของคุณชายจริงๆ แม่คุณ นึกว่าเด็กมาจากไหน แล้วนี่คุณพ่อ?”

“พ่อหนูเสียแล้วค่ะ” พจมานบอกหน้าเศร้า นมทิพย์หน้าสลดมองอย่างเวทนา

ooooooo

เมื่อหม่อมพรรณรายกลับมารู้ว่าหญิงใหญ่รับพจมานไว้ในบ้าน หม่อมถึงกับหัวเสีย

“หมด! อุตส่าห์วางแผนไว้อย่างดิบดี เหลวหมด นี่ถ้าเป็นหญิงเล็กล่ะก็นังเด็กนั่นเป็นได้กระเจิดกระเจิงไปแล้ว”

หญิงใหญ่ถามว่าหม่อมแม่ทราบล่วงหน้าใช่ไหมว่าเขาจะมา หม่อมพรรณรายบอกว่าใช่ ไม่อย่างนั้นตนจะถ่อไปถึงศรีราชาทำไม หญิงใหญ่ถามว่า “ทั้งที่เขาบอกว่าเขาเป็นลูกคุณพระดุลย์น่ะหรือคะ”

หญิงเล็กถามว่าพระดุลย์นี่เป็นใคร หม่อมพรรณรายเสียงเข้มว่าจะไปรู้รึ? หญิงใหญ่จ้องหน้าแม่เขม็งขณะพูดว่า

“คุณพระดุลย์ คือคุณน้าพนา พินิตนันทน์ น้องชายแท้ๆของหม่อมแม่” หญิงเล็กมองขวับถามว่าจริงหรือเปล่า หม่อมพรรณรายอ้ำอึ้งคิดหาคำตอบไม่ทัน หญิงใหญ่จึงเล่าว่า

“เด็กนั่นมีหลักฐานครบ เขามีจดหมายของพ่อมาให้หม่อมแม่ ลูกไม่ได้รับคนจรหมอนหมิ่นเข้ามาไว้ในบ้าน หม่อมแม่เองก็ได้รับจดหมายบอกล่วงหน้ามาแล้วว่าเขาจะมาอยู่ด้วย แต่ไม่ได้บอกให้ลูกทราบว่าจะต้องทำยังไง ลูกได้ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างตามที่หม่อมแม่สั่งไว้โดยเรียบร้อย นอกจากเรื่องเด็กคนนี้ ถ้าเขาบอกว่าเป็นคนอื่นที่ไหนลูกจะกล้ารับเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่นี่เขาเป็นหลานของหม่อมแม่ ถ้าหากเสือกไสไล่ส่งไป ลูกมิดูเป็นคนใจร้ายเกินไปหรือคะ”

หม่อมพรรณรายประชดประชันหญิงใหญ่ว่า

แม่คนดีคนวิเศษแม่คนใจบุญ หญิงใหญ่เสนอว่าถ้าหม่อมแม่รังเกียจไม่เต็มใจรับเด็กคนนั้นไว้ ตนจะรับภาระไว้เองโดยไม่ต้องให้หม่อมแม่ต้องลำบากใจ หม่อมพรรณรายย้อนถามว่าแล้วจะเอาเงินที่ไหน ตัวเองก็ไม่มีรายได้อะไร หญิงใหญ่จึงขอดูจดหมายฉบับนั้น เชื่อว่าถ้าเขาไม่มีอะไรอยู่กับเรามากจริงใครที่มีสติดีจะกล้ากำหนดมาอย่างนั้น หญิงใหญ่เว้นนิดหนึ่ง แล้วจึงพูดอย่างอัดอั้นว่า

“มีคนชอบพูดว่าลูกสติไม่ดี มาตอนนี้ลูกชักจะสงสัยแล้วว่า ใครกันแน่ที่สติไม่ดี” พูดแล้วหัวเราะเสียงแปร่งจนหม่อมพรรณรายเรียกให้แจ่มมาพาหญิงใหญ่ออกไป หาว่าอาละวาดเป็นบ้าเป็นบออะไรก็ไม่รู้ หญิงใหญ่สะบัดจากแจ่ม พูดกับหม่อมแม่ว่า “ลูกไม่ได้บ้าค่ะ แต่หากจะเป็นก็เป็นเพราะคนอื่นทำ ไม่ได้บ้าเอง”

พอหญิงใหญ่ออกไป หม่อมพรรณรายก็เรียกเอมให้ไปตามพจมานมา

ooooooo

มาถึง พจมานหยุดยืน หญิงเล็กบอกให้นั่ง ก็นั่งบนเก้าอี้ ทุกคนตกตะลึง หม่อมพรรณรายถามว่าใครบอกให้นั่งเก้าอี้ ชี้ให้นั่งที่พื้นข้างล่าง เอมสาระแนสำทับว่าให้นั่งพับเพียบเรียบร้อยด้วย พจมานเม้มปากยังนั่งนิ่ง

หม่อมพรรณรายถามว่าตนสั่งไม่ได้ยินหรือ พจมานตอบหน้านิ่งว่า

“ได้ยินค่ะ แต่สมัยนี้คนที่จะนั่งพินอบพิเทาอยู่กับพื้นควรจะเป็นคนรับใช้เท่านั้น ดิฉันไม่ใช่คนรับใช้ ดิฉันมาอยู่อย่างญาติ ไม่ใช่ทาส”

หญิงเล็กตบหน้าพจมานเพียะ พจมานขยุ้มอกเสื้อหญิงเล็กกระชากเข้าไป ทั้งหญิงเล็กและหม่อมพรรณรายโวยวายกันลั่น พจมานพยายามข่มอารมณ์ผลักหญิงเล็กออกไปจ้องปรามว่าถ้าเข้ามาอีกทีตนสู้แน่ หม่อมพรรณรายด่าว่า

“ต่ำ...ต่ำเหมือนแม่ของมัน”

“กรุณาอย่าล่วงเกินคุณแม่ของดิฉัน ถึงท่านจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ซึ่งใครๆดูถูกท่านว่าเป็นผู้หญิงสกุลต่ำ แต่ท่านก็ไม่เคยตบหน้าใคร เหมือนพวกผู้ดีเขาทำกัน” หม่อมพรรณรายหาว่าด่าตน “ดิฉันยังไม่ได้พูดคำหยาบสักคำ ตรงกันข้ามกับหม่อมป้า แล้วก็...คุณ ซึ่งตั้งแต่ดิฉันก้าวเข้ามาในห้องนี้ ก็ได้ยินแต่คำว่า นังพจมาน ดื้อด้าน อย่างนี้ใครด่ากันแน่คะ”

ขณะหม่อมพรรณรายกำลังจิกเรียก “อี...อี...พจมาน!” อย่างโกรธจัดอยู่นั้น หญิงเล็กก็เข้ามาบอกว่านายพรมา หม่อมจึงระงับอารมณ์ทั้งที่โกรธสุดขีด พจมานลุกเดินออกไป พอดีนายพรเดินสวนเข้ามา นายพรถามว่า “ใครหรือขอรับ”

“อีพจมาน” หม่อมพรรณรายจิกชื่อ นายพรถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ

พจมานเดินออกไปนั่งลูบแก้มที่ถูกตบอยู่ที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ พึมพำน้ำตาคลอ

“แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่เคยตบหน้าลูกเลย”

ในยามที่เจ็บปวดรวดร้าว กดดัน อัดอั้นอย่างที่สุดนี้ พจมานคิดถึงคำพูดของพ่อที่อบรมบ่มสอนตนตลอดมาว่า...

“พ่ออยากให้ลูกแข็งแกร่งเหมือนพ่อ ทำอย่างไรเราถึงจะไม่ยอมให้ไอ้เจ้าน้ำตาของเราไหลออกมาง่ายๆ พ่ออยากให้ลูกเป็นคนทะนงในเกียรติและสกุลของพ่อ... แม่เขาบ่นพ่อเสมอถึงเรื่องที่พ่อทำให้ลูกแก่เกินตัว ด้วยการบรรจุแต่คำว่าอดทนมานะ แข็งแกร่งลงไปในตัวลูก ถึงพ่อจะมีลูก 3 คน แต่ลูกคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นความหวังทุกสิ่งทุกอย่างของพ่อ”
นอกจากนี้ พ่อยังยื่นหนังสือปกสีน้ำเงินให้ สั่งเสียว่า

“พ่อเขียนทุกอย่างที่ต้องการให้มันคงอยู่ อะไรก็ตามที่พ่อไม่อยากให้มันสูญสิ้นไป พ่อจะเขียนไว้ในสมุดเล่มนี้ ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกอ่อนแอ หรือพ่ายแพ้ มันจะเตือนให้ลูกระลึกได้ว่า พ่อได้กรุยทางชีวิตไว้ให้ลูกแล้ว”

คำสอน คำเตือน และความหวังของพ่อ ฝังใจพจมาน เมื่อท้อแท้คราวใดคิดถึงคำพูดของพ่อก็ฮึดขึ้นมา เธอพึมพำ...

“คุณพ่อขา...ลูกจะพยายามอดทน ลูกจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง”

พจมานสะกดกลั้นน้ำตาเต็มที่ ที่เปียกแก้มอยู่ก็เช็ดจนแห้ง เมื่อนึกถึงคำสอนของพ่อที่ว่า

“ผู้ที่มีสายเลือดอันทระนง ย่อมไม่เสียน้ำตาโดยไร้ประโยชน์”

ooooooo

เมื่อมีคำสอนของพ่อเตือนใจ เป็นเข็มทิศชีวิต พจมานจึงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ถูกกลั่นแกล้ง ต่อสู้กับการดูถูกเหยียดหยามอย่างทระนงองอาจ มีเหตุผล และไม่สะทกสะท้านกับอะไรที่จะเกิดขึ้น

หญิงใหญ่มอบหมายงานให้พจมานทำเยี่ยงคนใช้ ให้ถูบ้านหลังใหญ่โต และควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่มีเยื่อใยของความเป็นญาติเลยแม้แต่น้อย จนเมื่อโต้เถียงกันเรื่องสิทธิในการอยู่บ้านทรายทอง หญิงใหญ่บอกว่าตนไม่ชอบพูดอมพะนำ ปรามว่า

“หล่อนเป็นเด็ก ไม่มีหน้าที่มาพูดสวนปากสวนคำกับผู้ใหญ่ หล่อนมีปากคม สำนวนกล้า ไม่สมกับจะเป็นเด็กที่เข้ามาอยู่ในอุปการะของเรา หล่อนจะต้องนับถือเจ้าของบ้าน ต้องอ่อนน้อม คารวะยำเกรง ไม่ตีเสมอ จะโดยวาจาหรือกิริยาและต้องเชื่อฟังคำสั่งเรา”

“แม้แต่ดิฉันซึ่งเป็นลูกคนหนึ่งของญาติหรือคะคุณหญิงใหญ่”

“ญาติ หล่อนจะเอาคำว่า ‘ญาติ’ มาเที่ยวข่มใครต่อใครอย่างนั้นรึ ถ้าเช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันไม่ได้”

“ทั้งๆที่ดิฉันเป็นลูกคุณพ่อ แล้วคุณพ่อก็ไม่ใช่ใครอื่น ท่านเป็นลูกของคุณปู่สุรพล พินิตนันทน์ ถึงดิฉันจะเป็นเด็กก็จริง แต่ก็ทราบดี เพราะผู้ใหญ่ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า บ้านทรายทองเดิมเป็นของเจ้าพระยาราชพิพิธ ต้นตระกูลพินิตนันทน์ ท่านมีลูกชาย 3 คน คนแรกได้เป็นพระยาราชพิพิธแทนบิดา คนรองก็คือคุณปู่สุรพลของดิฉัน

คุณหญิงใหญ่พูดตัดทอนอย่างนั้น ไม่ถูกหรอกค่ะ ความจริงคุณหญิงใหญ่เป็นพวกสว่างวงศ์ด้วยซ้ำไป เด็กๆพวกพินิตนันทน์ กลับไม่มีโอกาสที่จะเหยียบพื้นบ้านทรายทองซึ่งปู่ย่าของเขามีส่วนเป็นเจ้าของ คุณหญิงใหญ่คิดว่ายุติธรรมแล้วหรือคะ”

พจมานพูดอย่างมีเหตุผล เยือกเย็น แต่เชือดเฉือนอย่างบาดลึก จนหญิงใหญ่กำมือแน่นด้วยความโกรธและละอาย ตอบโต้ด้วยเหตุผลของตัวเองว่า

“พวกเราอยู่ได้โดยชอบธรรม เพราะบ้านทรายทองเป็นของคุณตา คุณตาได้รับเป็นมรดก โดยความเห็นชอบของผู้ใหญ่ หล่อนพูดจาก้าวร้าว ไม่รู้จักเด็ก ไม่รู้จักผู้ใหญ่”

“คุณหญิงใหญ่บอกว่าไม่ชอบอมพะนำ ครั้นดิฉันพูดความจริงก็ถูกหาว่าก้าวร้าว คุณปู่สุรพลของดิฉันเติบโตจากบ้านนี้อย่างไม่ต้องสงสัย...แต่หลานของท่านแท้ๆ เกือบจะถูกขับไล่ไสส่งออกจากบ้าน”

“คุณปู่สุรพลของหล่อนเป็นผู้ที่ถูกตัดออกจากกองมรดก!”

“ดิฉันไม่ชอบให้ใครขุดเอาคุณปู่มากล่าวหาเหมือนกัน ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ดิฉันก็ไม่อดตาย ดิฉันจะออกไปจากบ้านทรายทองทันทีที่รู้ว่าดิฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ แต่ดิฉันต้องได้พบคุณตาของคุณหญิงใหญ่ซึ่งเป็นคุณปู่ของดิฉันก่อน ดิฉันจะกราบท่าน แล้วถามท่านว่า คุณปู่สุรพลถูกตัดไปแล้วจากกองมรดกโดยสิ้นเชิง ดิฉันซึ่งเป็นเด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่มีทางที่จะไปคัดค้านได้ ดิฉันจะไม่รื้อฟื้นอะไรทั้งนั้น ดิฉันต้องการเพียงความกรุณาของท่านให้ได้อาศัยอยู่...ไม่ต้องรบกวนอะไรมาก”

พจมานน้ำตาคลอ เสียงที่กังวานกร้าวค่อยๆอ่อนลง เมื่อพูดต่อว่า

“ขอเพียงให้มีที่นอน ขอข้าวกินเช้าเย็น กลางวัน ไปกินที่โรงเรียน ไม่ต้องออกเงินค่าเล่าเรียนให้ คุณแม่ดิฉันจะส่งเองทั้งหมด เพียงแต่ให้ทุ่นรายจ่ายไม่ต้องอยู่ประจำกินนอนเท่านั้น ถ้าท่านไม่กรุณารับพวกพินิตนันทน์...รับแต่สว่างวงศ์ ดิฉันก็จะไปทันทีค่ะ”

หญิงใหญ่มองพจมานอย่างพินิจพิจารณาและคลางแคลงใจ แต่พอพจมานออกมาจากห้องก็เจอหม่อมพรรณรายพอดี หม่อมหาว่ามาฟ้องหญิงใหญ่ แกล้งสั่งให้ทำงานบ้านก่อนไปเรียน นอกจากนั้นยังสั่งหญิงใหญ่ให้หาเสื้อผ้าเก่าๆ ให้พจมานใส่ ขาดบ้างปะบ้างก็ช่าง เพราะไม่ต้องออกไปให้ใครเห็น กระหนาบว่า แค่นี้ถ้าทำไม่ได้ก็กลับไปอยู่บ้านนอกเสีย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เข้ม-อ๊อฟ" ขอบคุณแฟนละคร “เผาขน” ฟาดเรตติ้งเปิดตัวสูงสุดของปี

"เข้ม-อ๊อฟ" ขอบคุณแฟนละคร “เผาขน” ฟาดเรตติ้งเปิดตัวสูงสุดของปี
17 พ.ค. 2564

12:00 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:42 น.