นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แอบรักออนไลน์

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เรื่องราวความรักของหนุ่มสาวสี่คน ใน "แอบรักออนไลน์"


    และแล้วอวัศยาได้จับคู่กับปราณนต์ มีหน้าที่ทำครัว เธอวางแผนใส่จริตเต็มที่ที่จะได้ใกล้ชิดเขาตามคำยุยงของศรันยู เธอทำทีว่ามือเลอะพริกเข้าตาให้เขาช่วย ปราณนต์รีบไปตักน้ำใส่ขันมา ลิปดาโผล่มาจุ๊ปากไม่ให้เขาส่งเสียง แล้วรับขันน้ำมา เสียงอวัศยาร้องว่าแสบไปทั้งหน้า

    ลิปดาจึงวักน้ำสาดใส่หน้าเธออย่างหมั่นไส้ อวัศยาร้องลั่นเอามือปาดน้ำบนหน้า ลิปดายิ่งแกล้งวักน้ำล้างหน้าเธอให้ อวัศยาผลักเขาออกจะโวย พอลืมตาได้เห็นลิปดายืนยิ้มก็ตกใจ

    “บอส!บอสมาได้ยังไง แล้ว...มาทำอะไร”

    ปราณนต์เป็นห่วงบอกเธออย่าเอามือป้ายหน้ายังไม่ได้ล้าง อวัศยาชะงัก ลิปดาถามทำอะไรกันอยู่ ปราณนต์จะอธิบาย อวัศยาแทรกขอตัวไปตามศรันยูมาทำกับข้าว ทำทีบ่นหายไปไหนนาน...พอพ้นมาได้ก็หน้าเสีย “ซวยแล้วฉัน...”

    ศรันยูหัวเราะคิกเมื่อฟังเพื่อนเล่า ไม่คิดว่าเพื่อนจะกล้าทำขนาดนั้น ส่วนเรื่องลิปดาคงไม่มีอะไร แค่อยากมาร่วมกิจกรรมไม่มีอะไรน่ากังวล ที่โดนบอสแกล้งคิดเสียว่าแลกกับการได้คลุกวงในหนุ่มหล่อ แต่อวัศยายังวิตกไม่วางใจ

    นิดาดีใจเมื่อเห็นบอสมาร่วมกิจกรรม เพราะปกติเขาบริจาคเงินอย่างเดียวไม่เคยมาที่นี่...นะจ๊ะ อาจารย์ผู้สอนวิปัสสนาออกมาต้อนรับ ลิปดาจัดการแบ่งหน้าที่ทุกคนใหม่ พริบพราวดีใจที่ไม่ต้องล้างห้องน้ำแล้วได้จับคู่กับลิลลี่เป็นผู้ช่วยนิดาทำอาหาร ปราณนต์ พีระและศรันยูรับหน้าที่ล้างห้องน้ำ ศรันยูทำหน้าเหยเก และให้แสนดีกับรุจน์กวาดลานด้านหน้า รุจน์เซ็งที่ไม่ได้อยู่กับลิลลี่ ส่วนลานที่เหลือลิปดาจะทำกับอวัศยา

    ระหว่างกวาดลาน อวัศยาทำหน้าเบื่อ ลิปดาเห็นแล้วแขวะทำงานกับตนมันน่าเบื่อมากหรือ เธอเถียงว่ากำลังสำรวมไม่ได้เบื่อ ลิปดาไม่เชื่อหาว่าเพราะไม่มีหนุ่มๆมาคอยล้างหน้าให้

    “บอสพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่องด้วยนะ” อวัศยาร้อนตัว

    “คุณรู้ รู้เต็มๆ ก็เป็นคนทำเองจะไม่รู้ได้ยังไงแผน ตื้นๆปราณนต์เล่าให้ฟังแป๊บเดียวผมก็รู้แล้ว ดีนะที่ปราณนต์เป็นเด็กใสซื่อ เลยตามไม่ทัน”

    “บอสยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ ฉันไม่รู้ว่าบอสไปคุยอะไรกับเด็กนั่น แต่ฉันไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น” อวัศยายังยืนกราน

    ลิปดาแกล้งพูดลอยๆว่าแกล้งทำเป็นมือเลอะพริกแล้วให้เด็กหนุ่มมาดูแล แน่ใจว่าไม่ใช่แผน หญิงสาวปรี๊ด... โวยวาย ตนไม่ใช่คนที่จะทำอะไรบ้าๆแบบนั้น ลิปดาจุ๊ปากให้เบาเสียง เธอยิ่งระเบิดอารมณ์ “ฉันไม่รู้ว่าทำไมบอสถึงคิดว่าฉันจะทำ แต่ฉันขอบอกเลยว่าฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้แกล้ง ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น รู้...ไว้...ซะ...ด้วย”

    อาจารย์นะจ๊ะเดินลงมาจากศาลา เอ็ดเบาๆ ถึงที่นี่ไม่ใช่วัด แต่คนก็มาเพื่อต้องการความสงบ กรุณาสำรวม อวัศยาหน้าเสีย ลิปดาอมยิ้ม นะจ๊ะบอกจะต้องใช้กฎเหล็ก... ว่าแล้วก็เอาป้ายมาติดไว้ทั่วว่า...งดพูด...ในโรงอาหาร มีป้ายตัวโตว่างดพูด แต่ทุกคนที่นั่งทานอาหารก็ซุบซิบคุยกัน แม้จะเบาแต่ก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นกันทุกคน มีเพียงปราณนต์ที่ไม่พูดกับใคร

    หลังอาหาร นะจ๊ะบอกทุกคนว่า ช่วงบ่ายเราจะแยกย้ายกันไปฝึกสติด้วยการเดินจงกรม ขณะเดินให้จิตจับอยู่ในทุกอิริยาบถของร่างกาย เท้ายกหนอ เท้าย่างหนอ เท้าวางหนอ ขอให้จิตกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ทุกคนฟังด้วยสีหน้าง่วงเหงาหาวนอน

    ระหว่างการเดินจงกรม ปราณนต์เดินอย่างสำรวม พริบพราวมองซ้ายมองขวาแล้วพุ่งไปใกล้ อวัศยาเงยหน้ามาเห็นเขม้นมองแต่ไม่กล้ากระโตกกระตาก...พริบพราวพยายามชวนปราณนต์คุย แต่เขานิ่งเฉยไม่ตอบและยังเดินหนี หญิงสาวไม่วายเดินตาม พร่ำเพ้อพูดถึงความสงบที่มาปฏิบัติ พอหันหน้ามาต้องชะงัก เพราะปราณนต์ชูป้าย...งดพูด จ่อตรงหน้า เขาเอาป้ายใส่มือเธอแล้วเดินหนีไปเลย พริบพราวกระทืบเท้าโกรธจะปาป้ายทิ้ง แต่เหลือบไปเห็นนะจ๊ะมองอยู่ จำต้องเอาป้ายไปแขวนที่เดิมอย่างขัดใจ อวัศยาแอบยิ้มสมน้ำหน้า

    ตกเย็น อาจารย์นะจ๊ะประกาศว่าไม่มีอาหารเย็น มีแต่น้ำปานะ เป็นน้ำเต้าหู้ให้ดื่มแทน ทุกคนโอดโอย โดยเฉพาะรุจน์จ้วงตักน้ำเต้าหู้ดื่มไปหลายแก้วแก้หิว... นะจ๊ะยังบอกอีกว่า

    “สำหรับผู้ที่ต้องการจะทดสอบจิตของตัวเอง คืนนี้อาจารย์แนะนำให้ไปทดสอบจิตที่บ้านทรงไทยด้านหลัง... ในบ้านทรงไทยมีศพของคุณหญิงเจ้าของที่ดินผืนนี้” ทุกคนหน้าเจื่อน นะจ๊ะบอกต่อว่าเราเก็บศพคุณหญิงไว้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกจิต ถ้าเรามีกำลังจิตเข้มแข็ง ไม่ปรุงแต่ง ไม่หวั่นไหว เราก็จะไม่ฟุ้งซ่าน ไม่โดนความกลัวครอบงำ ใครอยากปฏิบัติขั้นสูง เชิญระดับแอดวานซ์รออยู่ที่บ้านทรงไทย

    รุจน์มองลิลลี่อย่างมีแผนได้ใกล้ชิด นิดาสบตาพีระสามีทำนองต้องไป พริบพราวคิดแผนบางอย่างได้กระซิบแสนดี...ตกค่ำ แสนดีบอกทุกคนว่าน่าจะไปลองทดสอบจิตที่บ้านทรงไทย จะได้รู้ว่าใครจิตอ่อน จิตแข็ง แล้วแสนดีก็สรุป คืนนี้เจอกันที่ลานหน้าศาลาเพื่อเดินไปพร้อมกัน

    อวัศยาบ่นว่าไม่อยากรู้ไม่อยากไป ลิปดาแทรกว่าตนอยากไป อยากรู้ว่ามีจริงหรือไม่

    ooooooo

    ค่ำนั้น ปราณนต์อาบน้ำเสร็จกลับมาที่ห้อง เจอกระดาษโน้ตจากรุจน์ว่าไปทดสอบจิตที่บ้านทรงไทยกับพีระ ให้เขาตามไปเจอกันที่ลานหน้าศาลา อยาก ชวนใครมาด้วยก็ได้

    ในห้องนอนอวัศยา มีกระดาษสอดใต้ประตูเข้ามา เธอหยิบอ่าน “พี่ศยาครับ คืนนี้ผมจะไปทดสอบจิตที่บ้าน ทรงไทย ถ้าพี่ศยาสนใจ ไปเจอกันที่หน้าศาลานะครับ... ปราณนต์”

    ขณะที่ปราณนต์กำลังเตรียมตัวออกไป พริบพราวมาเคาะประตูเรียกขอความช่วยเหลือ

    “คือ...ฉัน...ฉันมี ป.จ.ด.” ปราณนต์งง “ก็ ป.จ.ด. ที่ผู้หญิงเป็นแต่ผู้ชายไม่เป็นไง ฉันเป็น ป.จ.ด. แต่ฉันไม่ได้เตรียม ผ.อ.น.ม.มา”

    “ฮะ! อะไร ผ.อ.อะไรนะ”

    “ผ.อ.น.ม.ที่ใช้เวลาเป็น ป.จ.ด.ไง”

    ปราณนต์ทนไม่ไหวบ่น “โอ๊ย อะไรของคุณ ย่อจนงง พูดเต็มๆไม่ได้เหรอไรเนี่ย”

    “ป.จ.ด.ก็ประจำเดือน ผ.อ.น.ม.ก็ผ้าอนามัยไงเล่า วุ้ย แค่นี้ก็ไม่เก็ท”

    ปราณนต์ติงพูดมาตรงๆก็เข้าใจแล้ว พริบพราวอ้างตนอาย เขาถามแล้วมาบอกตนทำไม หญิงสาวบอกว่าถามพี่ๆไม่มีใครเตรียมมา ตนจำเป็นต้องออกไปซื้อ แต่ไม่อยากไปรถตู้ จึงอยากให้เขาช่วยขี่มอเตอร์ไซค์ของยามพาไป เขาพยักหน้าถามต้องไปเดี๋ยวนี้หรือ เธอถามรอใครหรือ

    ขณะเดียวกัน อวัศยาถือกระดาษโน้ตเดินมาหน้าศาลา มองหาปราณนต์ ทันใดลิปดามาสะกิดไหล่ เธอหันมาตกใจ ลิปดามองกระดาษในมือเธอแล้วดึงมาต่อว่า

    “ผมชวนไม่ยอมมา แต่ปราณนต์ชวนคุณมา หมายความว่าไง”

    “บอสรู้ได้ยังไงว่าฉันมาเพราะปราณนต์” อวัศยาดึงกระดาษกลับ

    ลิปดาบอกว่าตนเป็นคนเขียนจดหมายนี้ลองใจเธอ อวัศยาเหวอทำทีโวยว่างมากนักหรือ ลิปดาสวน “ไม่ว่าง แต่ถ้าทำแล้ว ทำให้รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่...ถึงไม่มีเวลาผมก็จะทำ และตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าคุณให้ความสำคัญกับปราณนต์มากจริงๆ”
    อวัศยารีบแก้ตัวว่าเขาเข้าใจผิด ไม่ทันอธิบาย

    ศรันยูวิ่งร้องเข้ามาว่ามาแล้ว ทำทีสะดุ้งเมื่อเห็นลิปดา อวัศยาบอกว่าคนที่ตนนัดคือศรันยู ที่ตนมาเพื่อจะบอกปราณนต์ว่าไม่ควรทำแบบนี้เพราะตนไม่ใช่เพื่อนเล่น และขอย้ำว่าปราณนต์เป็นลูกน้องเหมือนทุกคน ไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่น

    อวัศยากับศรันยูจะเดินกลับ ลิปดาทำหน้าโล่งอกแล้วเข้าโอบไหล่ทั้งสองคน บอกไหนๆก็มาแล้วไปทดสอบจิตที่บ้านทรงไทยด้วยกัน...ศรันยูเหวอเพราะที่ตกลงกับอวัศยาไว้ว่าถ้าอะไรพลิกโผให้เขาออกมาช่วย เขาไม่ต้องการไปทดสอบจิต ด้วยกลัวผีโคตรๆ อวัศยาสบตาขอโทษ

    ขณะเดียวกัน ปราณนต์ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆพาพริบพราวซ้อนท้ายออกไปร้านสะดวกซื้อ เขาให้เธอรีบซื้อแล้วรีบกลับ เขาอยากไปทดสอบจิตที่บ้านทรงไทย พริบพราวยิ้มกริ่ม ที่ชวนเขาออกมาเพราะคิดจะล้วงความลับว่าแอบรักเป็นใคร...จึงถ่วงเวลาทำทีบ่นหิวขอแวะกินอะไรที่ตลาดโต้รุ่ง ปราณนต์เตือนว่าผิดกฎห้ามทานมื้อเย็น แต่พริบพราวออดอ้อนว่าหิวมากทนไม่ไหว ขอร้องเขาอย่าบอกใคร ปราณนต์สงสารยอมพาเธอไป

    ปราณนต์ไม่ทานด้วยแค่นั่งเป็นเพื่อน พริบพราวพยายามชวนคุย เขาเผลอยิ้มเมื่อเห็นมุมน่ารักของเธอ เธอตะล่อมออดอ้อน “ฉันรู้ว่าการเก็บความลับมันทำให้เราอึดอัด ถ้าเราได้ระบายออกมาบ้างอาจจะรู้สึกดี ฉันรู้ว่าก่อนหน้านี้ฉันทำไม่ดีกับนายไว้เยอะ ฉันขอโทษ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านายเป็นคนไม่มีอะไร ซื่อๆบื้อๆด้วยซ้ำ ในความคิดฉัน นายก็ถือได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง”

    “คุณชมว่าผมเป็นคนดีเหรอเนี่ย...ไม่น่าเชื่อ”

    “นายยังชมว่าฉันน่ารักได้ ทำไมฉันจะชมนายบ้างไม่ได้” พริบพราวยิ้มสดใสเป็นตัวของตัวเอง จนปราณนต์อึ้งตะลึง ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น...

    ในขณะที่ทุกคนมาพร้อมกันหน้าเรือนไทย กำลังจับคู่จะเข้าไปทดสอบจิต แต่ไม่ครบคู่ขาดไปคนหนึ่ง กลุ่มลิปดามาถึงบอกว่าตอนนี้ครบคู่แล้ว ให้ศรันยูไปจับคู่แสนดี เขาจะจับคู่อวัศยา...อวัศยาสังเกตเห็นว่าขาดปราณนต์กับพริบพราวก็กระซิบศรันยูว่ามันแปลกไหม

    คู่แรกที่เข้าไปทดสอบจิตคือพีระกับนิดา ทั้งสองจูงมือกันเดินรอบบ้าน นิดาเตือนสามีให้มีสมาธิ อย่าให้จิตปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเห็นอะไรต้องไม่ให้จิตพลุ่งพล่านแต่ พอเดินผ่านหน้าต่าง นิดามองไปเห็นหญิงห่มสไบยืนอยู่ ก็หน้าซีดปากสั่นขาแข็งเดินไม่ออก พีระแปลกใจมองตามสายตาภรรยา พอเห็นหญิงห่มสไบก็ร้องลั่น นิดาเอามือปิดปากเตือนให้มีสติอย่าให้จิตปรุงแต่ง ว่าแล้วก็วิ่งนำออกไป พีระหน้าเริดวิ่งตาม พอออกมาหน้าบ้าน ทั้งนิดาและพีระหยุดทำสำรวมเดินออกมา

    ลิลลี่รีบถามมีอะไรหรือเปล่า ทั้งสองส่ายหน้าถอยไปอยู่มุมหนึ่ง คู่ต่อไปคือลิลลี่กับรุจน์ และตามด้วยคู่ศรันยูกับแสนดี ทั้งสองคู่เจอหญิงห่มสไบ ต่างวิ่งกันป่าราบ ลิลลี่หัวตั้งฟู ศรันยูแต๋วแตกร้องกรี๊ดจนแสนดีผงะ แต่ทั้งสองคู่ก็ไม่ยอมบอกว่าเจอผี ต่างนิ่งเงียบไม่บอกกันและกัน คู่สุดท้ายคือคู่ลิปดากับอวัศยา ลิปดาถามเธอกลัวไหม เธอบอกว่าถ้ากลัวไม่ต้องเรียก...อวัศยา

    อวัศยาก้าวย่างอย่างมีสติ ลิปดาบ่นว่าเดินช้า เธอจึงบอกให้เดินนำไปก่อน ลิปดาอยากรู้ว่าถ้าเจออะไรขึ้นมาจริงๆเธอจะยังมีสติอยู่ไหม ไม่ทันไร อวัศยาเหลือบไปเห็นหญิงห่มสไบก็ช็อก ก้าวขาไม่ออกเรียกลิปดาให้หยุด ลิปดาหันมามองถามเป็นอะไร พอมองไปตามสายตาเธอก็ร้อง เฮ้ย! แต่กลับไม่กลัว เขาบอกให้เธอรอตรงนี้แล้วเดินดุ่มๆไปอีกด้าน

    เสียงเฮ้ยของลิปดาดังไปถึงหน้าบ้าน ศรันยูเป็นห่วงอวัศยารู้ว่าคงเจอเข้าแล้ว...อวัศยาสติแตกหลับหูหลับตาสวดมนต์สลับกับเรียกลิปดาให้กลับมา พลัน ลิปดาจับได้ว่าผีสาวเป็นคน จึงดึงวิกผมโยนไปใส่อวัศยา เธอกลับตกใจร้องกรี๊ดๆลั่น...ศรันยูตัดสินใจคว้ามือนิดาวิ่งเข้าไปช่วย พีระเห็นเมียถูกลากไปก็วิ่งตาม ลิลลี่กับรุจน์จึงตามไปด้วย

    อวัศยานั่งพับเพียบปัดวิกออก ร้อง “กรี๊ด ช่วยด้วย อย่าทำอะไรฉันเลย เดี๋ยวฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ฉันไหว้ล่ะ” ได้ยินเสียงลิปดาหัวเราะก็ลืมตามอง

    “ฮ่าๆๆ ท่ามีสติของคุณนี่...สำรวมมากๆเลย”

    “บอส! แกล้งฉันเหรอ...ลงมาเลย ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” อวัศยาเต้นเร่าๆชี้หน้า

    ศรันยูกับทุกคนวิ่งมาเห็นอวัศยายืนด่าใครเรี่ยวๆ รีบเข้าไปปรามอย่าทำให้ผีโกรธ อวัศยาโวยให้ดูว่าผีที่ไหน ทุกคนหันมองเห็นลิปดายืนหัวเราะอยู่ที่หน้าต่าง พากันตกใจ ลิปดารีบบอกทุกคนว่าตนขึ้นมาจับผี ว่าแล้วก็ดึงตัวนะจ๊ะในชุดห่มสไบออกมาเปิดเผยตัว ทุกคนตกใจ...

    อาจารย์นะจ๊ะนั่งสำรวมอธิบายให้ทุกคนฟังว่า ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้ง นี่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อไม่ให้พวกเราปรุงแต่งจิตไปเอง ไม่มีศพคุณหญิงอะไรทั้งนั้น ที่นี่เป็นบ้านพักอาศัยของตน ลิปดาเห็นชอบ อย่างน้อยก็ทำให้ทุกคนไม่ชะล่าใจ โดยเฉพาะคนที่มั่นใจว่าตัวเองมีสติ อวัศยาค้อนขวับรู้ว่าโดนแดกดัน นะจ๊ะสรุปว่าทุกคนควรจะฝึกให้ตัวเองมีสติและตระหนักรู้

    ooooooo

    ด้านพริบพราวพยายามรั้งปราณนต์ให้อยู่ต่อเพื่อหาวิธีซักไซ้ให้เขาบอกว่าแอบรักคือใคร ถึงขนาดสาธยายอ้างคนอื่นๆคงหิวเหมือนเธอ ขอซื้อก๋วยเตี๋ยวไปฝากทุกคน ปราณนต์ไม่เห็นด้วยที่จะให้คนอื่นทำผิดกฎตามเธอ แต่ไม่อาจขัดได้

    พริบพราวใช้จังหวะที่รอ เลียบเคียงถามปราณนต์สนิทกับใครในบริษัทนอกจากรุจน์ เขาอ่อนใจเปรย “นอกจากพี่รุจน์ก็คงจะเป็นพี่ศยา...จริงๆจะเรียกว่าสนิทก็มากไป แค่พี่ศยาเคยช่วยป้าผมไว้ตอนเป็นลมหน้าบริษัท ป้าเลยชวนไปทานข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทน ผมเลยได้รู้จักพี่เขามากขึ้น ได้รู้ว่าเขาไม่ได้ดุอย่างที่เห็น”

    “ที่ยัยป้าแว่นไปบ้านนายก็เพราะเหตุผลนี้นี่เอง” พริบพราวตาโพลง

    ปราณนต์แปลกใจที่พริบพราวรู้เรื่องอวัศยาไปบ้านตน พริบพราวอ้างเขามีความลับได้ ตนก็มีได้เหมือนกัน... ปราณนต์ชักสงสัยหรือเธอจะเป็นแอบรัก

    ในขณะที่ทุกคนนอนพัก ต่างทรมานกับความหิว ท้องร้องกันโครกคราก กระทั่งได้กลิ่นบะหมี่หมูแดงหอมฟุ้ง เพราะพริบพราวถือชามก๋วยเตี๋ยวร่อนให้กลิ่นโชย ทั้งลิลลี่ แสนดี พีระและรุจน์ไม่รอช้าออกมาสวาปามด้วยความหิว พอนิดาออกมาเจอโกรธมากที่ทุกคนแหกกฎ

    รุ่งเช้าทุกคนถูกซักไซ้ใครเป็นต้นคิด ปราณนต์ ไม่อยากให้พริบพราวเดือดร้อนจึงออกรับแทน พริบพราวตะลึงไม่คิดว่าเขาจะช่วยปกป้อง จึงลุกขึ้นสารภาพความจริง... อวัศยาใจแป้วเมื่อเห็นสายตาสองคนที่มองกัน จู่ๆตัวเองก็โพล่งขึ้น

    “แต่ฉันว่า คนที่ผิดในครั้งนี้มีอยู่คนเดียว คนนั้นคือ...บอส...บอสบังคับให้ทุกคนมาปฏิบัติธรรมทั้งๆที่ในใจอาจจะไม่ได้อยากมา...การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับกันได้นะคะ คนจะมาต้องมาด้วยใจ ด้วยความศรัทธา ไม่ใช่มาเพราะโดนบังคับ เริ่มต้นแบบนี้ก็ผิดแล้ว”

    ลิปดาหน้าเหวอ แต่พอฟังแล้วก็ยอมรับเป็นความผิดตัวเอง คราวหน้าจะให้คนที่สมัครใจมา นะจ๊ะเห็นด้วยเชิญ ทุกคนทานอาหารเช้าแล้วแยกย้ายไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ... แสนดีเริ่มเห็นว่าปราณนต์กับพริบพราวมีท่าทีแปลกๆต่อกัน และเห็นสายตาอวัศยาที่มองปราณนต์

    แสนดีนึกถึงวันวานที่อวัศยาทำมือถือหล่นแล้วตนเก็บขึ้นมา เห็นมีข้อความเข้า อวัศยารีบคว้าคืนด้วยท่าทางหงุดหงิด แต่พออ่านไลน์และกดตอบเธอมีสีหน้าอมยิ้ม...แสนดีรีบมาบอกพริบพราวว่าตนสงสัยว่าอวัศยาคือแอบรัก แต่ไม่แน่ใจ ต้องพิสูจน์ด้วยการเอามือถือเธอมาดู แต่เจ้าหน้าที่เก็บไว้ เราต้องหามือถือเธอให้เจอก่อนที่นิดาจะแจกคืนทุกคน...เผอิญศรันยูผ่านมาได้ยินการสนทนานี้ รีบไปรายงานอวัศยาให้หาทางป้องกัน

    อวัศยาเครียดกลัวความลับแตก ต้องรีบหาว่าเจ้าหน้าที่เก็บโทรศัพท์ทุกคนไว้ที่ไหน...ต่างฝ่ายต่างค้นหากันสุดฤทธิ์ แสนดีเลียบเคียงถามเจ้าหน้าที่จนรู้ว่าโทรศัพท์เก็บไว้ในห้องเก็บของ ทั้งสองรีบมุ่งหน้าไปห้องนั้น อวัศยากับศรันยูไปผิดห้อง ทำให้เสียเวลาไปห้องเก็บของช้ากว่า อวัศยาเกิดความคิดใหม่ กลับหลังหันไปแจ้งนะจ๊ะว่ามีคนเข้าไปขโมยของ

    แสนดีกับพริบพราวค้นจนเจอตู้ที่ใส่มือถือทั้งหมด แสนดีจำมือถือของอวัศยาได้ กำลังจะเปิดเครื่อง ก็พอดีเจ้าหน้าที่กับอาจารย์นะจ๊ะโผล่เข้ามาโวยหาว่าทั้งสองขโมยของ จะเอาตัวส่งตำรวจ แสนดีลนลานตัดสินใจเล่าความจริงว่ามีคนในบริษัทแอบชอบปราณนต์ ส่งข้อความมาเกาะแกะ ช่วยเหลือเรื่องงาน ช่วยจนเกินหน้าเกินตา จนเข้าข่ายลำเอียง ตนสงสัยว่าเป็นอวัศยา

    นะจ๊ะอึ้งหันมาสบตาอวัศยาที่แอบฟังอยู่นอกห้อง อวัศยาเกิดความละอายใจรีบเดินหนีกลับไป ศรันยูเลิ่กลั่กวิ่งตาม นะจ๊ะตัดบท “อาจารย์เข้าใจ แต่การตามหาความจริง กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมันคนละเรื่องกัน แต่ไหนๆก็กำลังจะกลับแล้ว อาจารย์ไม่เอาความ รีบแยกย้ายกันไปเก็บของแล้วรีบกลับไปซะ อาจารย์ไม่ได้ไล่นะ แค่พูดเฉยๆ”

    พูดจบนะจ๊ะก็ให้เจ้าหน้าที่เอาโทรศัพท์ไปแจกคืนทุกคน แสนดีกับพริบพราวมองหน้ากันอย่างเสียดาย... ด้านอวัศยาร้อนใจเกรงความแตก ตัดสินใจจะหยุดแชตหาปราณนต์ ศรันยูถาม

    “แน่ใจเหรอว่าจะทำได้ เธอสร้างแอบรักขึ้นมากับมือ และเธอก็มีความสุขกับการแอบคุยกับปราณนต์ จะหยุดคุยหยุดแชตได้จริงๆเหรอ”

    “เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้ แต่ตอนนี้ ทุกอย่างมันวุ่นวายบานปลายไปใหญ่แล้ว ถ้าฉันไม่ตัดสินใจกำจัดแอบรักออกไปจากชีวิตฉันตอนนี้ ชีวิตฉันต้องพังแน่ๆ ฉันต้องอับอายจนอยู่ที่บริษัทต่อไปไม่ได้ มันถึงเวลาที่ฉันต้องเลือกแล้ว”

    ทันใดลิปดาเข้ามาถามเลือกอะไร ทั้งสองตกใจกลบเกลื่อนไม่มีอะไร ลิปดามาชวนอวัศยากลับด้วยกัน เธอตัดสินใจไปกับเขา ศรันยูเข้าใจเพื่อนดี...

    ooooooo

    กลับถึงคอนโด ลิปดาถามอวัศยาว่าได้ยินเรื่องผู้หญิงปริศนาที่แฝงตัวเข้ามาคุยกับพนักงานในบริษัทหรือเปล่า รู้ไหมว่าเป็นใคร หญิงสาวสวนจะไปรู้ได้อย่างไร และก็ไม่สนใจเรื่องไร้สาระแบบนี้ ลำพังงานก็ทำแทบไม่ทัน ย้อนถามเขารู้ไหมว่าเธอเป็นใคร

    ลิปดาอยากบอกว่าเป็นเธอ แต่พูดไปว่า “ผมไม่รู้... แต่คิดว่าถ้าผมจะสืบจริงๆก็คงไม่ยาก ที่จริงผมไม่ชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของใคร แต่คราวนี้มันเกี่ยวกับเรื่องของบริษัท เรากำลังขยายงาน แต่ทีมงานเอาแต่สนใจเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ ผมอยากให้คุณสืบดูแล้วรายงานผมว่าเป็นใคร ถ้ารู้แล้วก็เตือนเขาหน่อย เขาจะได้ไม่ทำอะไรที่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง”

    อวัศยาใจหายวาบ ไม่แน่ใจว่าลิปดารู้หรือไม่รู้ เขาฝากกระเป๋าเธอไว้ จะไปหาเพื่อนต่อ นัดคุยโปรเจกต์ใหม่...พูดจบเขาก็บึ่งมอเตอร์ไซค์ออกไป ปล่อยเธอครุ่นคิดควรทำอย่างไรดี

    ด้านพริบพราว ยังคิดจะเลียบเคียงจากปราณนต์อีก กลับถึงบริษัท ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน เธออาสาไปส่งปราณนต์ อ้างเป็นการขอบคุณที่เขาช่วยรับผิดแทน เขาปฏิเสธ ทันใดมือถือดังขึ้น เขากดรับแล้วน้ำเสียงตกใจ เมื่อที่บ้านโทร.มาบอกว่าแม่ลื่นล้มในห้องน้ำ หมดสติ... ปราณนต์รีบบอกอย่าเคลื่อนย้ายแม่ ให้โทร.เรียกรถพยาบาลมารับ ปุ้มกับป้าเปรี้ยวทำอะไรไม่ถูกจะรอให้เขากลับมาก่อน เขาเกรงจะสายไปจึงบอกจะโทร.เรียกรถพยาบาลให้

    พริบพราวได้ยินเรื่องราว เสนอจะโทร.เรียกรถพยาบาล โรงพยาบาลใกล้บ้านเขาให้ เป็นโรงพยาบาลของเพื่อนพ่อ เธอโทร.หาคุณลุงหมอวินัยทันที ปราณนต์ซาบซึ้งใจ...ไม่นาน พริบพราวก็พาปราณนต์มาที่โรงพยาบาล ป้าเปรี้ยวกับปุ้มลงจากรถพยาบาล เจ้าหน้าที่เข็นเตียงแม่ปริมเข้าห้องฉุกเฉิน ปราณนต์เข้าปลอบใจป้าและพี่สาวให้หายตกใจ

    พักใหญ่ หมอเรียกไปฟังอาการ บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง สมองไม่ได้รับความกระทบกระเทือน ไม่มีเลือดคั่ง ส่วนอาการชาเกิดจากการกระแทก ไม่นานก็หาย ให้นอนพักฟื้นสองสามวัน...ปุ้มขอบอกขอบใจพริบพราวที่ช่วยเหลือครั้งนี้ ป้าเปรี้ยวแม้จะมีอคติอยู่บ้างแต่ก็ขอบใจจากใจจริง พริบพราวปลาบปลื้ม ยินดีที่แม่ของปราณนต์ปลอดภัยดี

    ปราณนต์เดินออกมาส่งพริบพราวที่รถ เขากล่าวคำขอบคุณที่เป็นธุระให้ พริบพราวยิ้มจริงใจ “ฉันน้อมรับคำขอบคุณด้วยความยินดี อ้อ แล้วถ้านายอยากจะพาคุณป้าไปรักษาที่ไหน รักษายังไงก็บอก พ่อแม่พี่ชายฉันเป็นหมอ พวกเขาน่าจะมีคำแนะนำดีๆให้ได้”

    ปราณนต์ยิ้มขอบคุณอีกครั้ง ทั้งสองสบตากันด้วยแววตาที่มีความหมายลึกซึ้งต่อกัน...ปราณนต์ตัดสินใจเอ่ยปาก “ผมรู้ว่าสองสามวันที่ผ่านมา รวมทั้งตลอดเวลาที่ปฏิบัติธรรม คุณพยายามจะแอบถามผมเรื่องของแอบรัก...ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผมรู้แค่ว่าผมสบายใจที่ได้คุยกับเขา และเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันมากไปกว่าคนที่ไม่รู้จักกัน ผมไม่รู้ว่าคุณจะอยากรู้ไปทำไม แต่ถ้าคุณกังวลที่เขาช่วยผมเรื่องงาน คุณไม่ต้องห่วง ผมไม่ใช่คนที่จะเอาเปรียบคนอื่น และผมจะไม่ขอรับความช่วยเหลือของเขาในเรื่องนี้อีกแล้ว ขอให้คุณสบายใจได้”

    พริบพราวอึ้ง มองปราณนต์เดินกลับไป ทึ่งที่หลอกถามตั้งนานไม่ยอมพูดสักคำ บทจะพูดพูดซะหมด หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่าเขาเป็นคนแปลก มีเสน่ห์น่าสนใจ เธอยิ้มอบอุ่นใจบอกไม่ถูก

    ปราณนต์กลับมาเฝ้าแม่ ให้ปุ้มกับป้าเปรี้ยวไปเก็บของที่บ้าน เขาโล่งใจที่แม่ไม่เป็นอะไร จึงหยิบมือถือออกมาแชตไลน์หาแอบรัก ข้อความว่า

    “เงียบไปนะ หลับหรือเปล่าครับ หรือว่าทำโทรศัพท์หาย ถึงได้ไม่ตอบกลับ”

    ด้านอวัศยากำลังเศร้าเซ็ง พอได้ยินเสียงไลน์ก็สะดุ้ง ลังเลใจที่จะกดอ่าน สุดท้ายตัดสินใจกดลบไลน์แอบรักออกไป ปราณนต์ตกใจเมื่อเห็นหน้าจอว่าแอบรักออกจากแชต พยายามกดข้อความส่งไปใหม่ เขาไม่อยากเชื่อว่าเธอจะทิ้งเขาไป...อวัศยาน้ำตาร่วง พึมพำ

    “ขอโทษนะปราณนต์ ต่อจากนี้จะไม่มีแอบรักอีกแล้ว...”

    คืนนี้เป็นคืนเศร้าสำหรับลิปดาเช่นกัน เขามาดื่มกาแฟที่ร้านของจารวี เธอแปลกใจที่กลับจากปฏิบัติธรรมทำไมดูหงอย คงไม่ถึงกับอยากบวช เขาขำบอกไม่อยากทำให้ศาสนาแปดเปื้อน แล้วนึกได้ถามด้วยความอยากรู้ “ถามหน่อยสิ ทั่วๆไปผู้หญิงเขาใช้เวลานานไหมกว่าจะรู้ตัวว่าเขารักใครสักคน ก็...แบบว่าพอเขาเจอผู้ชาย รู้จักกับผู้ชาย แล้วก็สนิทสนมกับผู้ชาย มันต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะรู้ว่ารักผู้ชายคนนี้...ยังไม่ถึงรักก็ได้ แค่ชอบก็ได้”

    จารวีงงๆ แต่ก็ช่วยคิด “มันก็แล้วแต่ว่าผู้ชายคนนั้นน่ารักแค่ไหน แสดงท่าทีว่าสนใจเรามากแค่ไหน แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน มันเคมีกันรึเปล่า”

    “เคมี...คืออะไร”

    “คือ ผู้ชายทั่วไปถูกใจผู้หญิงจากภายนอกก็จีบใช่ไหม สวยเซ็กซ์เอ็กซ์หมวยก็ว่าไป แต่กับผู้หญิงส่วนมากจะรู้สึกชอบหรือรักผู้ชายก็ต่อเมื่อได้เห็นได้รู้จักนิสัยใจคอ เห็นความดี ความใส่ใจ ความอบอุ่นปลอดภัยแล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นความชอบหรือความรัก ถ้าแค่ประทับใจภายนอกแต่พอรู้จักกันไป นิสัยใจคอไม่ได้สร้างความรู้สึกดีๆ มันก็รักยาก ทางกลับกัน ภายนอกอาจจะไม่ประทับใจ แต่พอรู้จักกันไป จริตที่มันโดนกันอาจจะกลายเป็นความรักสักวันก็ได้”

    ลิปดาตั้งใจฟังพยักหน้า จารวีนึกได้หันมาถามว่าถามทำไม หรือเจอใครให้เล่ามา ลิปดาชะงักปฏิเสธเสียงสูงไม่มี้...พอดีมีลูกค้าเข้าร้าน จารวีจึงต้องไปเทกแคร์ ลิปดาครุ่นคิดถึงอวัศยา

    ooooooo

    อดีตเมื่อสิบปีก่อน ในห้องแถวเก่าฝุ่นเขรอะของคุณยาย ลิปดาเดินสำรวจไปคุยโทรศัพท์กับแม่ว่าเขาชอบ ขอทำเป็นออฟฟิศ ไม่ทันไร มีหญิงสาวผมบ๊อบในชุดเรียบๆ ใส่แว่นหนาหน้าเหมือนครูมาสมัครงาน ลิปดาเข้าใจว่ามาสมัครเป็นแม่บ้านจึงรีบรับให้ทำความสะอาดวันนี้เลย

    หญิงสาวปฏิเสธ ตนตั้งใจมาสมัครเป็นมาร์เกตติ้ง พร้อมยื่นเอกสารให้ “ฉันได้ข่าวจากเพื่อนที่อเมริกา เขาเป็นเพื่อนคุณที่บอสตัน บอกว่าคุณกลับมาเปิดบริษัทที่ไทย ฉันก็เลยมาสมัคร”

    ลิปดามองงงๆ บอกว่าตนยังไม่ได้เปิดรับ หญิงสาวสวนแล้วตนสมัครไม่ได้หรือ “ฉันติดตามการทำงานของคุณมานานแล้ว ด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม เป็นคนไทยไม่กี่คนที่สอบได้ระดับ 3 แถมยังทำคะแนนดีเยี่ยม ประวัติการทำงานก็โดดเด่น ทำยอดสูงติดระดับท็อปไฟว์ คนแบบนี้กลับมาเปิดบริษัทที่ประเทศไทย ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะไม่อยากร่วมงานด้วย”

    ลิปดาอ่านโปรไฟล์เธอแล้วทึ่ง “ผลงานคุณก็โดดเด่น ไปสมัครที่ไหนก็ได้ ทำไมคุณคิดจะมาเริ่มต้นกับผม หุ้นตัวนี้มันเสี่ยงนะ ไม่กลัวเป็นแมลงเม่าเหรอ”

    “หุ้นตัวนี้ดูเหมือนเสี่ยง แต่ด้วยพื้นฐานต้องการลงทุนระยะยาว หลังจากวิเคราะห์แล้ว ดิฉันไม่กลัวและพร้อมเสี่ยงค่ะ ดิฉันชื่ออวัศยา พร้อมเริ่มงานได้ทันทีและในช่วงแรกที่คุณกำลังก่อร่างสร้างตัว ฉันยินดีทำทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะทำความสะอาด ล้างห้องน้ำหรือย้ายเฟอร์นิเจอร์”

    ลิปดาทึ่งและถูกชะตากับเธอมาก เขายินดีรับเธอในทันที...ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดและล้างห้องน้ำ ลิปดายิ่งประทับใจความแกร่งของเธอ จนบริษัทออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อวัศยาก็แนะนำศรันยูให้เข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์หุ้น โดยอ้างว่าศรันยูเป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกัน ถ้าบอสเชื่อในมุมมองของตนในการเลือกเจ้านาย บอสก็ควรเชื่อความสามารถในการเลือกเพื่อนร่วมงานเช่นกัน... ลิปดายอมแพ้ ยินดีรับศรันยูเข้าร่วมงานตลอดเวลา อวัศยาทุ่มเทกับการทำงาน กลับบ้านดึกดื่นจนลิปดาประทับใจและหลงรักในตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ...จวบจนบริษัทเจริญรุ่งเรือง เขามีเธอเคียงข้างมาตลอด จนเขายอมรับว่า

    “เพราะมีคุณผมถึงมีวันนี้” ลิปดาบ่นกับตัวเอง แต่ พอนึกถึงคำพูดของอวัศยาแล้วสลด...ฉันอาจจะมีหัวใจแต่ไม่ได้เอาไว้รักบอส...ลิปดาเครียดอยากรู้ว่าเธอรักใคร

    คืนเดียวกัน อวัศยาโทร.บอกศรันยูว่าตนลบบัญชีแอบรักทิ้ง และเก็บมือถือเข้าเก๊ะไปแล้ว ตนจะไม่คุยกับปราณนต์ในนามแอบรักอีกต่อไป ความสุขของตนจบแล้ว ศรันยูไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนจะใจเด็ดทำได้ขนาดนั้น...

    อวัศยาพยายามลืม นึกครึ้มเปิดไวน์ดื่ม กะเศร้าให้สุดๆ ฟังเพลงอกหักให้สะใจ ทันใด! เสียงออดดังถี่ยิบ อารมณ์สลาย นึกโกรธว่าต้องเป็นลิปดา แต่พอมามองที่ตาแมว ต้องตกใจเพราะเป็นยายอรุณถือชะลอมและกระเป๋าเสื้อผ้ายืนอยู่ เธอรีบปิดเพลงเทไวน์ทิ้งพยายามดับกลิ่นปาก พอมาเปิดประตู ยายอรุณหายตัวไปแล้ว เธอตกใจวิ่งตามหายายไปทั่ว

    ก่อนหน้านี้ ลิปดาผ่านมาเห็นยายอรุณยืนกดกริ่งหน้าห้องอวัศยา จึงคิดว่าเธอไม่อยู่พายายมานั่งพักที่ห้องเขา ยายอรุณหูตึงคุยเสียงดังแต่คุยสนุกสนาน ต่างจากหลานสาว มาก ยายเล่าถึงวัยเด็กของอวัศยาให้ฟังว่าเธอเป็นคนคิดเยอะ คิดมาก คิดละเอียดจนหาผัวไม่ได้ ลิปดาปล่อยก๊าก...

    อวัศยาจามฮัดเช้ย...กำลังขอให้ รปภ. เปิดกล้องวงจรปิดว่ายายของตนหายไปไหน รปภ.รายงานว่ามีคนพาไป เธอตกใจมาก แต่พอรู้ว่าคนคนนั้นคือลิปดาก็ปรี๊ดสุดๆ...ยายอรุณกำลังเล่าว่าตอนอวัศยาเด็กๆ ขี้เหร่มาก ตัวดำผมหยิกฟันเหยิน ตนจึงเรียกหลานว่าเหยิน พอโตมานางก็ขัดผิว ยืดผม ตั้งใจลบคำสบประมาทให้ได้ นางขึ้นประกวดนางงามประจำตำบล ลิปดารีบถามผลเป็นอย่างไร ยายบอกว่าคนดูกรี๊ด...เพราะผ้าถุงหลุด ดีที่นางตะปบไว้ทัน แต่ก็ไม่วายเดินตกเวที

    “ไอ้เรื่องโก๊ะเนี่ย ต้องยกให้ศยา เรื่องนี้เธอแน่นอน แล้วตกลงงานประกวดจบยังไงครับ”

    “ขาหัก คนทั้งหมู่บ้านขำกันใหญ่ ศยาเลยคิดว่า ความสวยไม่ใช่ทางของมัน เลยมุ่งเรียนๆ แล้วก็ทำงานๆๆ ดัดฟันลดความอ้วน สวยขึ้นดูดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สนใจผู้ชาย... จนยายคิดว่าชาตินี้นังเหยินน้อยของยายจะหาผัวได้ไหม ที่ยายมาครั้งนี้ก็จะมาคุยเรื่องแต่งงานนี่แหละ”

    ลิปดาตกใจ ทันใดเสียงกริ่งประตูดังรัว ลิปดารีบเปิดประตู อวัศยายืนหน้าเหวี่ยงโวยว่าเขาลักพาตัวยาย อรุณรีบออกมาแก้ตัวแทน ตนตามเขามาเอง อวัศยาหน้าเจื่อนต่อว่ายายทำอะไรไม่คิดถึงหน้าตนบ้าง ถ้าเป็นผู้ชายอื่นคงอายเขาแย่ ยายอรุณสวน

    “เฮ่อ นิดๆหน่อยๆก็อาย มัวแต่อายถึงได้อยู่เป็นโสดมาจนป่านนี้ เขาเรียกว่า...โสดไม่ปรึกษาสังขาร”...ลิปดาหัวเราะก๊าก ตีมือไฮไฟว์กับยายอรุณ

    อวัศยาแปลกใจ ยายไม่เคยสนิทกับใครง่ายๆ หาว่าลิปดาใส่ยาอะไรให้ยายกิน ลิปดาโต้ไม่ได้ใช้ยา แค่เม้าท์เรื่องเธอก็ซี้กันแล้ว หญิงสาวหันมาต่อว่ายายนินทาตน ลิปดาชอบใจที่เธอเรียกตัวเองว่าหนู ดูน่าเอ็นดู อวัศยาดึงยายกลับห้อง ลิปดาแกล้งโบกมือ “ฝันดีนะเหยินน้อย”

    อวัศยาอายสุดๆ...กลับถึงห้อง ยายบอกจุดประสงค์ที่มา ต้องการให้เธอเลือกว่าจะแต่งงานกับใคร ยายหามาให้เลือก 5 คน แต่ละคนมีหน้ามีตามีฐานะในหมู่บ้าน แต่เธอก็รับไม่ได้ ไม่ว่ายายจะอ้างเหตุผลมดลูกจะฟ่อ เธอก็ไม่สนใจ ยายโกรธประกาศจะอยู่ที่นี่จนกว่าเธอจะเลือกใคร

    ooooooo

    เช้าตรู่วันใหม่ อวัศยารีบไปหาศรันยูเพื่อขอร้องให้เขาทำตัวเป็นแฟนไปหายาย ศรันยูกรี๊ดกร๊าดที่จะให้เขาเปลี่ยนสปีชีส์ไปเป็นแฟนชะนี ให้หาคนใหม่แล้วมาสรุปลงที่ปราณนต์...อวัศยาหน้าซีดเพราะลบไลน์ทิ้งไปแล้ว ศรันยูแนะให้ไปขอร้องในฐานะอวัศยาไม่ใช่แอบรัก

    ด้านปราณนต์สะดุ้งตื่นในตอนเช้า รีบหยิบมือถือมาดูว่าแอบรักกลับเข้ามาหรือยัง เจอแต่ข้อความตลกๆ จากพริบพราว จนเขาต้องอมยิ้ม ปุ้มเข้ามาแซวว่านอนกำโทรศัพท์แน่นสงสัยติดแชตกับแฟน เขารีบปฏิเสธ ปริมฟื้นแล้วส่งยิ้มให้ลูกชาย บอกให้ไปทำงานเสีย ปุ้มจะอยู่ดูแลแม่เอง ปราณนต์จึงเข้าไปอาบน้ำ ป้าเปรี้ยวหอบของกินเข้ามา สามสาวแอบนินทาเรื่องแฟนใหม่ปราณนต์เป็นใคร เกรงจะทำให้เขาอกหักอีก ปราณนต์ได้ยินอึ้ง...สะท้อนใจเพราะเพิ่งถูกแอบรักทิ้งไป เขาคิดถึงที่ผ่านมาทุกเช้าจนถึงก่อนนอน จะได้แชตคุยกับแอบรักอย่างรู้สึกอบอุ่นใจ

    ป้าเปรี้ยวทำขนมฝากปราณนต์ไปให้พริบพราวเป็นการขอบคุณที่ช่วยเรื่องรถพยาบาล...อวัศยาเห็นปราณนต์ยังไม่มาทำงานก็เป็นห่วงอยากโทร.ถามแต่ต้องตัดใจ ในขณะที่พริบพราวบอกแสนดีว่าปราณนต์ไม่รู้ว่าแอบรักเป็นใคร แสนดียังเจ็บใจจะต้องตามหาให้ได้ว่าแอบรักเป็นใคร รุจน์ ลิลลี่และพีระได้ยิน ทั้งสามขอถอนตัวไม่ยุ่งเรื่องนี้ ลิลลี่โพล่งขึ้น

    “เอาเวลาที่คอยจับผิดมาจับพอร์ตลูกค้าดีกว่า อาจมีใครบางคนพยายามทำให้พวกเราสนใจยัยแอบรักจนไม่ได้ทำงาน แล้วตัวเองก็แอบโกยลูกค้าไปหมด” แสนดีท้วงบอกมาเลยว่าใคร “ก็คนที่อยากเลื่อยขาเก้าอี้ลิลลี่ คนที่รอลิลลี่พลาด แล้วเหยียบหัวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม”

    “พี่ก็ไม่อยากยุ่งไม่อยากเสียแชมป์ยอดขายสูงสุดรู้สึกเหมือนมีคนรอเสียบอยู่เหมือนกัน”

    อวัศยายืนแอบฟังอยู่ พริบพราวรู้ว่าโดนลิลลี่กับพีระด่า ท้าให้เอ่ยชื่อมาเลย ลิลลี่จึงสนอง “ก็ได้ อยากให้ด่าตรงๆก็ได้ นังเด็กไม่มีสัมมาคารวะ มั่นใจในตัวเองจนไม่เห็นหัวคนอื่น”

    ทุกคนในบริษัทหันมองพริบพราวเป็นตาเดียว เผอิญปราณนต์มาถึงบริษัท เห็นอวัศยายืนลับๆล่อๆอยู่ ก็เข้ามาทัก เธออึกอักหาคำตอบ ไม่ทันพูดจบ ปราณนต์มองไปเห็นพริบพราว จึงผละจากอวัศยาไปหาเธอทันที บอกเธอว่าป้าเปรี้ยวฝากขนมมาให้ ทุกคนแปลกใจที่ปราณนต์ญาติดีกับพริบพราวขนาดนี้ แสนดีรีบถามทำไมต้องให้ขนม ปราณนต์จึงเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง

    พริบพราวรู้สึกตัวเองมีค่าขึ้นมาบ้าง “ขอบคุณมาก อย่างน้อยขนมถุงนี้ก็ทำให้ฉันเห็นว่า ในบริษัทนี้ยังมีคนที่คิดกับฉันต่างจากคนอื่น” พูดจบพริบพราวเดินหนีไป

    “ทำไมพราวพูดแบบนั้น แล้วคนอื่นๆในบริษัทคิดกับเขายังไงเหรอครับ” ปราณนต์ถามงงๆ

    อวัศยามองปราณนต์กับพริบพราวด้วยแววตาครุ่นคิดก่อนจะหันกลับไปเข้าห้องทำงาน ขณะที่กำลังเซ็งสุดๆ ก็มีข้อความเด้งเข้ามา เธอสะดุ้งรีบเปิดดู เห็นภาพยายอรุณสวมชุดหนังซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของลิปดา มีข้อความว่า...วันนี้ขอควงสาวหนึ่งวันนะเหยินน้อย... อวัศยาแทบกรี๊ดด้วยมีเรื่องกลุ้มใจไม่หยุดหย่อน

    ระหว่างที่อรุณซ้อนท้ายรถลิปดา เธอหัวเราะอย่างสนุกสนาน จนมาถึงห้างสรรพสินค้า อรุณถอดหมวกกันน็อกออกสะบัดผมอย่างเท่ บอกลิปดาว่าขากลับขี่ให้เร็วกว่านี้ เขารับคำ ไม่ทันไรอรุณรู้สึกมึนหัวเซ ลิปดาตกใจรีบประคองให้นั่ง อรุณบอกให้เขาหยิบอินซูลินในกระเป๋าออกมาให้ เธอมือไม้สั่นจนฉีดยาไม่ได้ ลิปดาอาสาฉีดให้เพราะเคยฉีดให้ยายตัวเองมาก่อน เขาทำอย่างคล่องแคล่ว พออรุณรู้สึกดีขึ้น ก็ขอร้องไม่ให้บอกอวัศยาเรื่องอาการป่วยของตน

    มุมหนึ่งในบริษัท พริบพราวหลบมานั่งหยอด น้ำตาเทียม ปราณนต์ตามมาเข้าใจว่าเธอแอบมาร้องไห้ที่โดนทุกคนต่อว่า เขาเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้ เธอจะอธิบายเขาก็ชิงพูด “จะว่าไปตอนแรกผมก็เข้าใจผิดเหมือนคนอื่น นึกว่าคุณเป็นคนอย่างที่ลิลลี่พูด แต่พอได้รู้จักคุณมากขึ้น ผมก็เริ่มรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นคนแบบนั้น”

    ...พริบพราวอยากรู้เขาคิดว่าตนเป็นคนอย่างไร

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 20:03 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์