ตอนที่ 7
ฉัตต์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเดินทาง คนที่เหลือจึงนั่งจับกลุ่มคุยรอคอยเวลา ชายเดียวแปลกใจที่มีเพียงพจน์ไปส่งฉัตต์ที่สนามบิน จันทร์อธิบายว่าไม่มีใครอยากไปเพราะกลัวปล่อยโฮ
กว่าครู่ใหญ่ฉัตต์ก็ลงมาและไปคุยกับรุ้ง “อย่าลืมเหลาไม้เรียวไว้ตีตอนฉันกลับมา”
รุ้งรู้ว่าเขาแกล้งเย้า ยื่นกล่องขนมที่เตรียมมาให้ “ขนมทองเอกที่คุณฉัตต์ชอบค่ะ”
ฉัตต์รับมาแล้วสบตานิ่งเหมือนต้องการส่งสารจากใจ แต่แล้วเขาก็ตื่นจากภวังค์ พูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“ขอบใจ...ฉันมีอะไรให้เธอเหมือนกันอยู่ห้องหน้ามุข... ใช้มันบ่อยๆล่ะ” รุ้งไหว้ขอบคุณ ดีใจทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ฉัตต์ก็เขินไม่น้อยแต่พยายามข่มไว้ “แต่ตอนนี้ขออะไรอย่างได้ไหม...เล่นเปียโนให้ฟังสักเพลง ร้องด้วยนะ”
รุ้งถามว่าอยากฟังเพลงอะไร ฉัตต์บอกว่าวางโน้ตไว้บนเปียโนแล้ว เมื่อรุ้งไปยังห้องหน้ามุขก็ตกใจยกมือทาบอก เห็นแกรนด์เปียโนตั้งแทนหลังเก่าที่เคยเล่นตั้งแต่เด็ก เธอลูบไล้มันด้วยความรักก่อนลงมือเล่นเพลงที่ฉัตต์ขอ
“โอ้ละหนอดวงเดือนเอย พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง โอ้ว่าดึกแล้วหนอพี่ขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย”
ฉัตต์ได้ยินเสียงเพลงก็สะเทือนใจมาก พจน์มาตามให้ออกเดินทาง เด็กหนุ่มจึงไหว้ลาทุกคนรวมทั้งจันทร์ สุดท้ายก็ไปกราบคุณย่า คุณหญิงเพ็งกอดหลานชายแน่นน้ำตาซึมและให้พร ฉัตต์ค่อยๆผละไปที่ประตู ยอดมาดักหน้าจะไหว้ ฉัตต์ยกมือห้ามและฝากฝังให้ดูแลบ้านแทนตน อดีตคนสวนพยักหน้ารับและตามไปส่งที่รถ
รุ้งเล่นเพลงถึงท่อนสุดท้ายพอดีเมื่อได้ยินเสียงสตาร์ตรถ เธอหยุดเล่นรีบวิ่งไปหน้าบ้าน ทันได้สบตาฉัตต์ที่ยืนข้างรถพร้อมกับชายเดียว สองหนุ่มสาวจ้องตากันราวกับถูกมนต์สะกด สุดท้ายฉัตต์ก็เป็นฝ่ายได้สติ เปิดประตูรถและก้าวไปนั่ง รุ้งได้แต่ยืนมองตรงนั้นจนกระทั่งไฟท้ายรถลับสายตา
รุ้งเสียใจมากที่ไม่ได้ลาฉัตต์ เก็บความน้อยใจไว้กับอกไม่ยอมบอกใคร จริมาเห็นเพื่อนรักนั่งเหม่อที่ท่าน้ำในวันรุ่งขึ้นก็พอเดาได้เพราะเห็นเหตุการณ์ตลอด เธอพยายามปลอบใจแต่ไม่ค่อยได้ผล
“อยู่บ้านเดียวกันนะ เกลียดแค่ไหนไปตั้งหลายปีก็ควรจะลา รุ้งอยากลาคุณฉัตต์ ทำไมเขาไม่ให้ลา”
“บางทีนะ...ที่ไม่ยอมให้ลาก็ไม่ใช่เพราะเกลียดก็มี จิตมนุษย์นี่ไซร้ยากแท้หยั่งถึง”
รุ้งคิดตาม นิ่วหน้าเหมือนยังไม่เข้าใจ ตั้งท่าจะถามแต่จริมาเฉไฉเปลี่ยนเรื่องเสียก่อน
“ไปดีกว่า...เศร้าทำไม เดี๋ยวจดหมายก็มา”
ooooooo
คำพูดของจริมาเป็นจริงในหลายเดือนต่อมา จริมารู้ดีว่าเพื่อนตื่นเต้นแค่ไหนที่ได้จดหมายจากพี่ชายจึงแกล้งกระบิดกระบวนจนรุ้งทนไม่ไหว หยิบกรรไกรขึ้นมาตัดซองเปิดอ่าน จริมาแกล้งโวยวาย รุ้งจึงยื่นให้อ่านก่อน
“ถึงแล้ว...รายงานตัวที่โรงเรียนประจำ นักเรียนเข้ากันได้แต่ชอบขอของกิน ให้บ้างเพราะสงสาร แต่ขนมทองเอกใครอย่ามาขอไม่ให้เด็ดขาด อร่อยชื่นใจ ริมาเป็นไงบ้าง...คุณย่าและทุกคนทางบ้านสบายดีไหม”
จริมาอ่านแล้วเบ้หน้า เซ็งกับสำนวนทื่อๆของพี่ชาย เหลือบไปทางเพื่อนรักเห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จึงคิดแผนให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการให้รุ้งเขียนจดหมายตอบ
“ไม่ได้หรอกค่ะ...รุ้งเขียนไม่เป็น คุณฉัตต์รู้เข้าคงโกรธแย่ แล้วในนี้คุณฉัตต์ก็ไม่ได้พูดถึงรุ้งเลย”
“อยู่ไกลขนาดนั้น โกรธก็ทำอะไรไม่ได้หรอก กลัวอะไร...ถือว่าช่วยริมาแล้วกัน”
รุ้งทนเสียงรบเร้าไม่ไหวเลยลงมือเขียนด้วยความประหม่าแต่ก็เต็มใจเพราะคิดถึงฉัตต์ ไม่กี่อึดใจจดหมายก็เสร็จสมบูรณ์ จริมาปรายตามองเพื่อน เห็นยืนกำมือแน่นเหมือนกำลังลุ้นสุดตัวจึงแกล้งอ่านออกเสียงดังๆ
“เทอมนี้น้องทำคะแนนไม่ดี เอ๊ะ...ริมาต้องบอกด้วย หรือ พี่ฉัตต์ต้องรักษาตัวนอนห่มผ้าหนาๆ น้องไม่อยากให้พี่ฉัตต์ไม่สบายเพราะอยู่คนเดียวไม่มีคนดูแล พี่ฉัตต์ต้องเชื่อนะคะ โอ้โฮ...ริมาเป็นห่วงพี่ฉัตต์เอาจริงๆนะเนี่ย”
รุ้งตีหน้าซื่อ พยายามทำท่าทางเป็นปกติอย่างเต็มความสามารถ จริมารู้ทันเลยแกล้งแหย่
“รุ้งเก่งนะเขียนจนลายมือเหมือนริมาเลย แต่เราก็ลายมือคล้ายกันอยู่แล้ว หยิบปากกามาสิ...” จริมาเขียนคำว่ารักลงท้าย “มันต้องยังงี้...รู้ไหมแม่รุ้งกินน้ำ ทุกครั้งต้องเขียนว่ารัก...รักพี่ฉัตต์ รักเท่าฟ้า ยังไงก็ได้...แต่อย่าลืม”
รุ้งเขินอายหน้าแดงเป็นลูกตำลึง จริมาหัวเราะชอบใจเสียงดัง มีความสุขที่ได้ล้อเพื่อนรัก
คุณชายศักดินามาหารุ้งวันเดียวกันนั้น จริมาจึงแยกไปดูพจน์แต่ต้องตกใจแทบแย่เมื่อเห็นพ่อไอออกมาเป็นเลือด ทุกคนในบ้านวุ่นวายมากเพราะต้องพาผู้พิพากษาใหญ่ไปโรงพยาบาล ชายเดียวขอไปด้วยแต่จริมาให้กลับไปก่อน เด็กหนุ่มขัดใจแต่ไม่มีทางเลือก ได้แต่จูงจักรยานกลับวังด้วยความน้อยใจ
ฟากวังรังสิยาก็ปั่นป่วนไม่แพ้กันเพราะท่านหญิงประชวรหนัก เมื่อชายเดียวกลับมาถึงจึงตามผ่องไปดูพระอาการ ผีเฟืองปรากฏตัวให้เห็นลางๆระหว่างทาง คุณชายเอะใจเล็กน้อยแต่เป็นห่วงท่านแม่มากกว่า ท่านหญิงน้อยพระทัยลูกชายที่อยู่ไม่ติดบ้าน และเคืองหนักเมื่อเขาบอกว่าไปบ้านปัณณธรเพื่อเยี่ยมรุ้งกับจริมา
“เพื่อนก็ไปเมืองนอกแล้ว ยังเทียวไล้เทียวขื่ออยู่นั่น...ชอบเด็กผู้หญิงคนไหนล่ะ หรือว่าติดใจแม่ของเด็กนั่น...ทำไม...เขาทำอาหารอร่อย ทำขนมที่ชายชอบหรือว่าเขาเอาอกเอาใจชาย”
ชายเดียวงงกับท่าทีแข็งกร้าว มองมาด้วยสายตาพิศวงจนท่านหญิงเริ่มรู้สึกตัวว่าพาลพาโล โบกมือไล่ลูกชายและพลิกองค์ลงนอน เมื่อเขาออกไปแล้ว ท่านหญิงก็สะอื้นไห้อย่างสุดกลั้น หนักใจที่ลูกชายชอบไปบ้านปัณณธร คิดเอาเองว่าเขาอาจมีสายใยกับจันทร์เพราะเป็นแม่ลูกกัน ผีเฟืองปรากฏร่างหมอบกราบหน้าเตียงเหมือนเคย
“หม่อมฉันทูลแล้วว่าไม่ใช่...เขาตายไปแล้ว หม่อมฉันให้ไอ้ยอดมันเอาศพไปโยนทิ้งกลางแม่น้ำ ตัวมันก็ตายด้วยเพราะหม่อมฉันให้เจาะเรือ มันไม่รอดทั้งนายและบ่าว ต่อไปนี้ก็อย่าทรงวิตกเรื่องนี้อีกเพราะจะประชวร”
ท่านหญิงยังกรรแสง ผีเฟืองปลอบใจและทำท่าบอกไม่ให้พูดอะไรอีก ขณะเดียวกันที่หน้าห้องท่านหญิง... ชายเดียวเอาหูแนบประตูเพราะสงสัยบางอย่าง ผ่องพยายามบอกให้กลับห้องแต่คุณชายยืนยันจะขอฟังให้หายคาใจ ผ่องจึงเปลี่ยนไปถามเรื่องเรียนต่อ คุณชายจะไม่ไปเพราะเป็นห่วงท่านแม่ แม้แม่นมจะกล่อมแค่ไหนก็ไม่ได้ผล
ooooooo
พจน์ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพราะอาการไม่ค่อยดี จริมาร้องไห้คร่ำครวญไม่ยอมกลับบ้าน ยืนยันหนักแน่นจะอยู่เฝ้าพ่อด้วยตัวเอง พจน์ขอร้องให้กลับบ้านแต่เด็กสาวยังดื้อจนรุ้งต้องลากออกจากห้อง จริมาขืนตัวไว้แล้วถามว่าทำไมถึงอยู่เฝ้าไม่ได้ รุ้งรู้ดีว่าเพื่อนรักใจเสียแต่ไม่อยากให้ขัดคำสั่งพจน์
“คุณพ่อก็ต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นห่วงเรา แต่เราต้องเป็นห่วงคุณพ่อมากกว่าสิ”
“แต่เราอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์”
“พูดบ้าๆรุ้ง...ริมาหรือไม่มีประโยชน์กับคุณพ่อ ทำไม...ต้องแม่เธอคนเดียวหรือ”
รุ้งโกรธมาก จริมาเริ่มรู้สึกตัวจึงตามไปง้อพร้อมสะอื้นไห้สุดแรง ขนาดรุ้งที่โกรธอยู่ยังอดสงสารไม่ได้
“ริมาอยากเป็นอย่างรุ้ง ใครดูว่าอ่อนหวานแต่ข้างในแข็ง กล้าคิดไปเรียนพยาบาล แต่ริมาคงกลัว...แค่ต้องหยิบเข็มมาฉีดยาก็อาจสลบแล้ว ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรแล้วจริมาจะเหลือใคร คุณย่าก็แก่มากแล้ว รุ้งอย่าโกรธจริมาเลยนะ”
รุ้งกระชับอ้อมแขน สัญญาจะอยู่ข้างๆและไม่ว่ากล่าวอะไรอีก จริมาตื้นตันใจ กอดกับเพื่อนพักใหญ่จึงกลับบ้าน
ข่าวเรื่องคุณชายศักดินาจะไม่ยอมไปเรียนต่อเมืองนอกแพร่สะพัดจนกลายเป็นหัวข้อสนทนาของบ่าวไพร่ในวัง ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสหนักใจมากเพราะไม่อยากให้ลูกชายขัดคำสั่งพินัยกรรมของท่านพ่อ
“ชายพูดไปท่านแม่ก็คัดค้าน ชายไม่อยากพูดแต่จะทูลว่าเป็นเหตุผลที่สมควรอย่างยิ่ง”
“จะเรียนหมอในเมืองไทยเพราะเป็นห่วงแม่ใช่หรือไม่”
“ชายจะทำอะไรไม่เคยเลยที่ท่านแม่จะไม่ทรงทราบ ใช่ค่ะ...ชายเป็นห่วงท่านแม่”
“แม่ขอบใจแต่แม่ยังไม่เป็นอะไรช่วงที่ชายไปเรียนหรอก แม่ยังไม่แก่ปานนั้น ไปเรียนเสียก่อนเถอะลูกชายเรียนจบกลับมาตอนนั้นแม่ก็กำลังพร้อมให้ชายดูแลพอดี”
“ชายไม่คอยถึงตอนนั้นหรอกค่ะ ชายจะดูแลท่านแม่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ถ้าปล่อยไปอาจไม่ทันการณ์ก็ได้”
ท่านหญิงถอนใจยาวเหนื่อยใจจะกล่อม ได้แต่ปรามเสียงอ่อนไม่อยากให้ลูกดื้อกับเธอ
“ถึงจะพูดกันอีกสามวันเจ็ดวัน ชายก็ต้องปฏิบัติตามพินัยกรรมท่านพ่อ เราอย่าเถียงกันให้เหนื่อยเลย”
ท่านหญิงยืนกรานความต้องการของท่านชายและสั่งให้เขาเตรียมตัว ชายเดียวคุกเข่านิ่ง ไม่ยอมพูดหรือตอบรับเรื่องใดๆ และทูลลาเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ท่านหญิงนอนพักสักครู่แล้วอดเปรยกับผีบ่าวคนสนิทไม่ได้
“จะให้ฉันทำยังไงดีเฟือง ฉันเหนื่อยจริงๆ อะไรนะ... เฟืองว่าอะไรนะ ชายเดียวรักผู้หญิง...แน่ใจหรือ”
ผีเฟืองเงยหน้าแล้วเหยียดยิ้ม ท่านหญิงแทบลมจับ อยากรู้เป็นกำลังว่าผู้หญิงคนไหนที่ลูกชายหลงรัก
ooooooo
จันทร์โทร.บอกให้ยอดมาเฝ้าพจน์ที่โรงพยาบาลเพราะเธอเป็นผู้หญิงเฝ้าตามลำพังไม่ได้ ผู้พิพากษาใหญ่ถือโอกาสถามหมอเรื่องระยะเวลาที่เหลือ เมื่อได้ยินว่าไม่เกินหนึ่งปีจันทร์ก็แทบยืนไม่ไหว พจน์ต้องเรียกมาปลอบใจ ยอดจะออกไปรอข้างนอกแต่พจน์ให้อยู่ก่อนเพราะมีเรื่องจะฝาก
“เวลาฉันมีเท่านั้น ฉันฝากบ้านไว้กับแก ที่บ้านไม่มีผู้ชาย ถ้าแกไม่ต้องไปไหน ฉันขอให้แกอยู่ที่บ้านตลอดไป”
ยอดก้มลงกราบที่ริมเตียง ทำท่าใบ้เหมือนยืนยันว่าจะอยู่บ้านปัณณธรตลอดไป
“จันทร์...อย่าทำให้ทุกคนตกใจ น้องต้องเข้มแข็งเพราะพี่ฝากความหวังทุกอย่างไว้ที่น้อง”
“คุณพี่คือร่มโพธิ์ร่มไทรของเราทุกคน ทำไมถึงต้องตาย”
“น้องต้องอยู่เป็นหลักให้บ้าน ลูกพี่อายุยังน้อยต้องการคนชี้นำซึ่งน้องเหมาะสมที่สุด พี่จะได้นอนตายตาหลับ”
จันทร์น้ำตาซึม หนักใจแต่คงขัดไม่ได้ ยอดยืนก้ม หน้าไม่ห่าง...เห็นใจอดีตหม่อมที่ต้องเจอเรื่องลำบากใจ
พจน์ได้ออกจากโรงพยาบาลในเวลาต่อมา กำชับจันทร์กับยอดให้เก็บเรื่องเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงปีเป็นความลับเพราะไม่อยากให้ทุกคนไม่สบายใจ คุณหญิงเพ็งหยิบขวดน้ำมนต์มารดหัวลูกชาย อวยพรให้อายุมั่นขวัญยืนอยู่กับทุกคนไปนานๆ จันทร์ได้แต่กลั้นน้ำตาที่รื้นขึ้นด้วยความยากลำบาก...สงสารทุกคนที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
ฝ่ายผ่องวิตกที่ชายเดียวสงสัยเรื่องผีเฟือง แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครและมีที่มาจากไหนแต่ท่าทางและคำถามหลายอย่างของราชนิกุลหนุ่มน้อยทำให้แม่นมเก่าแก่เป็นกังวล ท่านหญิงซาบซึ้งใจที่ข้าเก่าเต่าเลี้ยงเป็นห่วง รับปากจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง เมื่อผ่องออกไปแล้ว ผีเฟืองก็ปรากฏร่างลางๆและบอกให้ท่านหญิงเสด็จบ้านปัณณธร
“คุณชายไม่ยอมไปเรียนเพราะชอบผู้หญิงบ้านนั้น หม่อมฉันจะแสดงให้เห็นว่าชอบคนไหน”
ท่านหญิงนิ่งไปนิดเหมือนโดนสะกด พยักหน้ารับช้าๆเมื่อผีบ่าวคนสนิทบอกให้ไปนำตัวรุ้งมาเป็นคนแรก
ท่านหญิงเสด็จไปบ้านปัณณธรวันต่อมาพร้อมชายเดียว จันทร์ออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม ท่านหญิงมุ่งสู่ประเด็นสำคัญว่าต้องการตัวรุ้งไปช่วยสอนทำขนมที่วังเพราะทราบว่าชายเดียวติดใจจนต้องมารบกวนบ่อยๆ อดีตหม่อมมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าท่านหญิงจะมาไม้ไหนแต่ไม่อาจขัดรับสั่งได้ จำใจอนุญาตให้ลูกสาวไปที่วังในวันรุ่งขึ้น
ชายเดียวอาสาพารุ้งไปหาสาลี่ถึงโรงครัวของวังรังสิยา แม่ครัวใหญ่เอ็นดูสาวน้อยหน้าหวานเป็นพิเศษเพราะกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ถือตัว ตั้งท่าซักถามว่าขนมอะไรที่คุณชายติดใจนักหนา รุ้งตอบทันทีว่าขนมบุหลันดั้นเมฆ สาลี่ถึงกับสะดุ้งแล้วหันไปมองหน้าสาวน้อยทึ่งๆ
“บุหลันดั้นเมฆ...ยังจะมีใครทำเป็นอีกหรือ ขนมโบร่ำโบราณขนาดนั้น”
รุ้งยิ้มน้อยๆเมื่อนึกถึงคนสอน แม่ของเธอเป็นคนทำขนมเก่งที่หาตัวจับได้ยาก สาลี่สังหรณ์ใจบางอย่าง
“แม่ของหนูชื่อบุหลันใช่ไหม”
“ไม่ใช่ค่ะ...แม่ของรุ้งชื่อจันทร์ค่ะ”
เมื่อตกลงกันเรื่องรายการอาหารและขนมกันเรียบร้อย สาลี่ก็ออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาด ชายเดียวเลยถือโอกาสพารุ้งไปเดินเล่นรอบวัง ผีเฟืองเฝ้ารออยู่แล้ว แอบสะกดจิตเด็กสาวและสั่งให้ไปที่เรือนข้าหลวงเก่าริมน้ำ ชายเดียวมัวแต่ระวังข้างทางเลยไม่ทันสังเกตว่ารุ้งเดินถึงหน้าประตูเรือนและกำลังจะเข้าไป
“ในที่สุด...วันที่ข้ารอคอยก็มาถึง ในที่สุดเอ็งก็มาหาข้าจนได้”
รุ้งตาเบิกโพลงเหมือนคนไม่มีสติ เสียงหัวเราะบาดหูลอยมาตามลมทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เด็กสาวพยายามขัดขืนแต่เหมือนมีพลังมืดจากไหนไม่รู้คอยดึงให้เธอเข้าไปข้างใน
“มา...เข้ามานังตัวมาร...มารเหมือนแม่เอ็ง”
ชายเดียวตามมารั้งไว้ทัน ผีเฟืองโกรธมากแต่ทำอะไรไม่ได้ ส่วนรุ้งก็หน้ามืดเป็นลมตรงหน้าเรือนนั่นเอง!
ชายเดียวตวัดร่างสาวน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้ววิ่งไปที่ตำหนัก ร้อนใจมากเมื่อเห็นรุ้งยังไม่ได้สติ คุณหญิงทอแสงรัศมีมาหาที่วังพอดี ปรี่เข้าขวางและทำท่าขัดใจเมื่อเห็นพี่ชายคนสำคัญเป็นห่วงผู้หญิงคนอื่นมากกว่า
“รู้หรือเปล่าว่ามันน่ะมารยา เล่นละครจนเคยตัว มันทำยังไงเข้าล่ะถึงต้องอุ้มกันมาอย่างนี้”
ชายเดียวไม่พอใจที่ญาติสาวพูดจาดูถูกรุ้งแต่ไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียง ได้แต่สั่งเสียงเข้มให้หลีกทาง คุณหญิงไม่ยอม ทำกร่างขวางทางจึงโดนเขาดันจนล้มไปนั่งกับพื้น
ท่านหญิงตกใจมากเมื่อเห็นสภาพรุ้ง ร้องเรียกผ่องให้มาช่วยปฐมพยาบาล ชายเดียวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่เพื่อนสาวหายตัวไปแล้วจู่ๆก็ปรากฏตัวที่หน้าเรือนข้าหลวงเก่า ท่านหญิงหน้าซีดรับสั่งเสียงดัง
“แล้วไปทำไม...มันไม่ใช่ที่ที่ควรจะพาแขกไปดู งูเงี้ยวเขี้ยวขอมีออกมากมาย”
“แต่รุ้งไม่ได้เจอสัตว์ร้าย เขาขึ้นไปบนเรือนไปยืนหน้าห้องที่มีไม้ตอกเอาไว้และรุ้งก็ทำท่าเหมือนพูดกับใครไม่รู้”
ผ่องสะดุ้ง มั่นใจมากว่าเป็นฝีมือผีเฟือง ท่านหญิงก็คิดเช่นกันแต่ต้องกลบเกลื่อนไม่ให้ลูกชายสงสัย จังหวะเดียวกัน...คุณหญิงทอแสงที่พยุงตัวเองมาอย่างทุลักทุเล ทูลฟ้องท่านป้าว่าถูกชายเดียวผลักและพูดจาด้วยอย่างเย็นชา
“ก็หญิงทำไมจิกหัวเรียกคนอื่น เขาก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่เหมือนกัน หญิงทำถูกหรือ ไม่คิดดูให้ดี”
“ท่านป้าขา...ทรงได้ยินแล้วนะคะ พี่ชายเดียวปากจัดแค่ไหน หญิงแตะต้องรุ้งเป็นไม่ได้ ป้องกันกันดีนัก”
คุณหญิงจะฟ้องต่อแล้วชะงัก เมื่อทุกคนหันไปสนใจรุ้งที่เพิ่งฟื้น ทิ้งให้เธอฮึดฮัดอยู่คนเดียว
ooooooo
แม้ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสจะกลุ้มเรื่องชายเดียวกับรุ้งมากแค่ไหนก็คงไม่เท่าคุณหญิงทอแสงรัศมีราชนิกุลสาวกลับเข้าวังด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจนใครก็แทบเข้าหน้าไม่ติด ท่านหญิงปั้นพี่สาวท่านชายวรจักรมาเยี่ยมพอดี ได้ยินเรื่องราวและเห็นท่าทางของหลานสาวก็อดเคืองไม่ได้ เพราะถึงแม้เธอจะเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่แต่ก็ไม่นิยมดูถูกคนฐานะต่ำกว่า
“ได้ยินเธอพูดจิกหัวคนแบบนั้น เธอคิดว่าเป็นใคร สูงแค่ไหนถึงเหยียดหยามเหมือนเขาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเธอ”
คุณหญิงทอแสงรัศมีหน้าเจื่อน ท่านหญิงปั้นเลยหันไปทางน้องชาย
“สั่งสอนลูกเสียมั่งชายวรจักร หญิงอัปสรา ที่ที่เราเกิดมาไม่ได้ทำให้เราสูงกว่าคนอื่นหรอกก็คนเท่าๆ กันแหละ”
ท่านหญิงปั้นเสด็จออกไปแล้ว ท่านชายวรจักรกับท่านหญิงเล็กหน้าม้าน มองกันไปมาเครียดๆ ไม่ต่างจากคุณหญิงทอแสงรัศมีที่หงุดหงิด โกรธที่ถูกดุไม่ไว้หน้า...วันนี้ช่างไม่ใช่วันของเธอจริงๆ!
ฟากบ้านปัณณธรก็อดเป็นห่วงรุ้งไม่ได้ โดยเฉพาะคุณหญิงเพ็งที่ได้ฟังเรื่องราวของท่านหญิงแขไขเจิดจรัสมามาก ไม่สบายใจเลยที่ต้องปล่อยหลานสาวไปตามลำพัง
“ได้ยินว่าเด็จมานี่ทีไรก็มีอารมณ์เรื่อยๆหรือจันทร์ แม่ได้ยินริมาบ่นบ่อยๆ มันก็แปลกดี...ลูกชายมาวิ่งเล่นบ้านนี้ ทำไมถึงไม่เกรงใจเรา ริมาบอกว่าเป็นเฉพาะ กับลูกด้วยใช่ไหมจันทร์”
จันทร์นิ่งไปเพราะไม่รู้จะพูดยังไง คุณหญิงเพ็งนึกถึงเรื่องในอดีตแล้วเปรยให้ฟังเสียงอ่อน
“ตอนท่านเสกกับท่านชายลือลั่นกันว่าเหมือนกิ่งทองใบหยก ต่อมาก็ได้ยินว่าท่านชายทรงมีหม่อมเสียแล้ว ก็คงเพราะพระนิสัยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้ล่ะ”
ขณะเดียวกันที่วังรังสิยา...ท่านหญิงกระวนกระวายใจเรื่องรุ้ง เก็บองค์แต่ในห้องเพื่อระงับอารมณ์แต่ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว ตะโกนเรียกผีบ่าวคนสนิทมาพูดกันให้รู้เรื่อง ผีเฟืองจะหนีหน้า ท่านหญิงรู้ทันจึงรีบดักคอ
“ถ้าไป...ก็ไม่ต้องกลับมาอีกเลยไปให้พ้นถึงกลับมาฉันก็จะไม่พูดด้วย เราอยู่กันคนละโลกก็ให้ขาดกันไป”
ผีเฟืองกลัวท่านหญิงกริ้วหนักเลยเข้ามาหมอบกราบตรงหน้าเหมือนเคย
“ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทำกับเขาแบบนั้นได้ยังไง ถ้าเขาเป็นอะไรไปใครเดือดร้อน มีความคิดบ้างไหม”
“มันทำเสน่ห์เล่ห์กล คุณชายไม่ยอมไปเรียนต่อเพราะมัน ท่านหญิงไม่สบายทัยบังคับคุณชายไม่ได้ เดี๋ยวท่านชายก็มาพิโรธท่านหญิงของหม่อมฉัน”
“ท่านชายเด็จไปสวรรค์แล้ว ไม่เหมือนเอ็งหรอกนังเฟือง ไปไหนไม่ได้เพราะจิตอาฆาตพยาบาท เป็นสัมภเวสีเร่ร่อนคอยรังควาญผู้คนอย่างนี้ หลอกหลอนคนในบ้านจนเขาระอา นี่ยังไปหลอกคนนอกบ้าน เอ็งทำร้ายเขาแล้วเห็นแก่หน้าข้ากับคุณชายบ้างไหม เขาตายที่นี่จะเป็นยังไง”
ผีเฟืองจะเถียงว่ารุ้งเป็นมารทำให้ชายเดียวกล้าขัดคำสั่ง ท่านหญิงเหลืออด ตะโกนให้หยุดและห้ามขาด
“เอ็งทำอะไรเขาไม่ได้...อย่าทำเป็นอันขาด ถ้าไม่เชื่อเอ็งก็ไม่ต้องอยู่วังนี้อีกต่อไป ข้าจะไปหาคนมาขับไล่เอ็ง”
ผีเฟืองน้ำตานองหน้า ปล่อยสะอื้นมาตามลมและค่อยๆสลายร่าง ท่านหญิงถอนใจหนักหน่วง ผ่อนท่าทีลงมาก แต่ไม่สบายใจแม้แต่น้อย สังหรณ์ว่าผีบ่าวคนสนิทคงไม่หยุด แค่นี้ ขณะเดียวกันที่หน้าห้อง...ผ่องแอบได้ยินทุกอย่างเพราะถือถาดยามาให้ท่านหญิง กลัวแต่ยังทำใจดีสู้เสือนิ่งฟัง แต่ก็ทนเก็บความข้องใจไม่ไหวไปเล่าให้สาลี่ฟัง
“พี่เฟืองเขาจงรักภักดีท่านหญิง คนซื่อสัตย์อย่างนี้หายากนะพี่สาลี่”
“ซื่อสัตย์กับเจ้านายน่ะดี แต่ซื่อสัตย์จนฆ่าคนอื่นแบบนี้ แกว่าดีหรือผ่อง ถ้ามันดีจริง...มันจะตกนรก เร่ร่อนเป็นผีเที่ยวขอส่วนบุญอย่างนี้หรือ”
ผ่องเถียงไม่ออก ได้แต่เตือนสาลี่ให้ระวังปากเพราะกลัวผีเฟืองมาเอาคืนเหมือนครั้งที่แล้ว แม่ครัวใหญ่ไม่กลัวเพราะชินแล้ว เชื่อมั่นว่าถ้าจิตนิ่งเสียอย่างผีคงทำอะไรไม่ได้
ooooooo
สนขับรถมาส่งรุ้งเย็นวันเดียวกัน ชายเดียวนั่งมาเป็นเพื่อน เห็นใจเธอมากที่ตกใจไม่หาย รุ้งถอนใจเบาๆและบอกว่าจะไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่และทุกคนในบ้านเพราะไม่อยากให้ไม่สบายใจ ชายเดียวตัดสินใจถามว่าเธอเห็นอะไรกันแน่ แต่ไม่ได้เรื่องมากนักเพราะเด็กสาวปฏิเสธว่าไม่เห็นอะไรเลย
เมื่อกลับถึงบ้าน รุ้งก็ยิ้มน้อยๆบอกว่าท่านหญิงรับสั่งดีด้วยทุกอย่างและมีเมตตามาก จริมาที่นั่งฟังอยู่ด้วยไม่อยากเชื่อเพราะไม่ไว้ใจท่าทางเหมือนมองไม่เห็นหัวใครของท่านหญิง เช่นเดียวกับจันทร์แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน รุ้งจึงรับปากทั้งสองว่าจะไม่ไปวังรังสิยาอีกถ้าไม่จำเป็น
สองสาวยังคุยกันต่ออีกครู่ใหญ่ สารภีจึงเข้ามาตามไปหาพจน์ สองสาวเข้าไปนั่งเรียบร้อยพร้อมกับคุณหญิงเพ็งและจันทร์ที่มาเป็นพยาน ผู้พิพากษาใหญ่เริ่มเตือนให้จริมาเตรียมตัวเพราะใกล้สอบเทอมสุดท้ายและต้องไปเรียนต่อต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนถัดมา จริมาโอดเพราะไม่อยากทิ้งพ่อไปไกล
“ถ้าเกิดคุณพ่อไม่สบายหรือใครเป็นอะไร”
“ก็ไม่ต้องกลับ ไม่จำเป็น ทางนี้ดูแลกันได้” จริมาจะเถียงแต่พจน์ยกมือห้าม “ริมาโตแล้ว คิดอย่างมีเหตุผลนะ ขอให้ตั้งใจมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวให้ดี ทำไมพ่อจะไม่อยากให้ริมากลับในเวลาที่พ่อเจ็บหรือตาย”
จริมากัดฟันแน่นแต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว สะอื้นฮักจนน่าสงสาร คุณหญิงเพ็งทนไม่ไหวถลาไปกอดปลอบ
“ลูกสาวผู้พิพากษาหรือนี่ ความมีเหตุผลหายไปไหน คิดว่าพ่ออยากออกคำสั่งทำร้ายจิตใจเราทุกคนงั้นหรือ”
จริมายิ่งร้องไห้หนักขึ้น รุ้งจึงเข้าไปรับช่วงต่อ โยกตัวเพื่อนรักไปมาเหมือนกล่อมแต่ไม่ได้ผล พจน์จึงต้องพยายามใหม่
“ถ้ากลับมา ริมาจะไม่มีวันกลับไป ถึงเวลานั้นริมา จะไม่คิดถึงเรื่องเรียน พ่ออยากให้ริมากับฉัตต์เรียนให้จบ”
จริมาปาดน้ำตาป้อยๆ คุณหญิงเพ็งหันไปถามรุ้งเรื่องเรียนบ้าง และยังอยากให้เปลี่ยนใจไปเรียนมหาวิทยาลัย
“รุ้งจะเรียนพยาบาลค่ะ รุ้งไม่เปลี่ยนใจ”
ทุกคนในบ้านรู้เหตุผลดี ได้แต่มองหน้ากันน้ำตาคลอ เชื่อว่าจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดี
คุณหญิงเพ็งพาสองสาวไปข้างนอก ทิ้งจันทร์ให้นั่งคุยกับพจน์ตามลำพัง จริมายังรีรอแอบฟังหน้าประตู ใจไม่ดีเมื่อได้ยินเสียงพ่อและน้าสาวที่พร่ำบอกว่าไม่อาจทำใจแข็งใจเพราะสงสารจริมากับฉัตต์
“พี่ให้เขาเห็นพี่ตายไม่ได้ ริมาไม่เข้มแข็งเหมือนรุ้ง ถึงพี่ตายก็ไม่ต้องบอกจนกว่าจะเรียนจบ”
“คุณฉัตต์กับคุณริมาจะไม่รู้หรือคะ ถ้าไม่มีจดหมายของคุณพี่เขียนส่งไป”
“พี่หาทางแก้ไว้แล้ว น้องไม่ต้องห่วง สองคนจะไม่รู้แน่”
สองพี่น้องต่างสายเลือดมองตากันด้วยความเข้าใจ ไม่รู้เลยว่าจริมากลั้นสะอื้นแทบตายแล้วค่อยๆถอยจากตรงนั้นกลับห้อง
ooooooo
พจน์เริ่มต้นเขียนจดหมายกองใหญ่ในคืนนั้น จันทร์ได้แต่เอาของว่างและเครื่องดื่มมาให้ ฝ่ายจริมาก็เข้าไปนอนน้ำตาซึมในห้องรุ้ง ฝากฝังพ่อและย่ากับเพื่อนรักระหว่างที่เธอไปเรียนต่อ รุ้งรับปากดิบดี โอบกอดเพื่อนด้วยความรักและสงสาร เห็นใจไม่น้อยที่ต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้
จริมาทนเก็บความอึดอัดใจไม่ไหว ปรับทุกข์กับรุ้งเรื่องที่แอบได้ยินพ่อคุยกับน้าจันทร์เรื่องป่วยหนัก สองสาวปรึกษากันแล้วก็ตัดสินใจคุยกับจันทร์ในเช้าวันรุ่งขึ้น อดีตหม่อมตกใจหน้าซีด หันขวับไปทางรุ้งเพราะคิดว่าลูกสาวเป็นคนบอก จริมารีบโบกมือห้ามแล้วแก้ตัวแทน
“ริมาเป็นคนบอกเอง เขาเป็นคนบอกให้ริมาพูดกับน้าจันทร์ตรงๆ ริมารู้ว่าคุณพ่อไม่ให้บอก...ทำไมคะ”
“คุณพจน์ไม่อยากให้คุณริมาเห็นคุณพ่อไม่สบาย”
“คุณพ่อเป็นพ่อ...ริมาเห็นได้ไม่ว่าคุณพ่อจะเป็นยังไง มันทรมานมากนักหรือ”
“ท่านกลัวคุณริมาขวัญเสียไม่ยอมเรียนต่อ”
“แต่ตอนนี้ริมาเสียใจมาก คุณพ่อไม่ให้บอกพี่ฉัตต์กับริมา มันไม่ยุติธรรมเลย เราเป็นลูกมากีดกันเราได้ยังไง”
จันทร์นิ่งอึ้ง รุ้งตัดสินใจถามเพื่อนตรงๆว่าจะไปเรียนต่อหรือไม่ จริมาปาดน้ำตาและตัดใจบอก
“ริมาจะไป...จะไม่ทำให้คุณพ่อเสียใจ แต่น้าจันทร์ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน...น้าจันทร์ต้องซื้อตั๋วเรือบินให้ริมากลับมาดูใจคุณพ่อ ถ้าไม่สัญญา...ริมาก็ไม่ไป”
จันทร์กับรุ้งถึงกับมองหน้ากันเครียดๆ ไม่คิดว่าจริมาจะใจเด็ดขนาดนี้...แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรดี
จริมาขอแยกไปคิดอะไรตามลำพัง ในขณะที่รุ้งเข้าครัวไปช่วยแม่ทำขนม เห็นขนมบุหลันดั้นเมฆก็คิดถึงชายเดียวเพราะเกิดเรื่องครั้งก่อนเธอเลยไม่ได้ทำให้ทาน เด็กสาวจะวานให้แนบนำไปให้ที่วัง จันทร์เริ่มใจไม่ดีเพราะไม่อยากให้พี่น้องชอบกันเอง แต่เลือกไม่แสดงออกมากเพราะไม่อยากให้ลูกสาวสงสัย
เวลาเดียวกันที่หน้าบ้านปัณณธร...ชายเดียวปั่นจักรยานมาถึง เห็นจริมาถีบจักรยานไปอีกทางเลยตามไปห่างๆ สองหนุ่มสาวไปเจอกันที่บ้านสวนของมิ่ง จริมาตกใจมากที่เห็นคู่ปรับ ตั้งท่าหาเรื่องเพราะคิดว่าเขาตามมาจับผิด ชายเดียวเห็นเธอร้องไห้ก็แปลกใจ จริมาที่เขารู้จักไม่ใช่คนอ่อนแอ อยากปลอบใจแต่ดูท่าเธอจะไม่ยอม
จริมาผลุนผลันออกไปแล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้ที่ขี่จักรยานไม่แข็งแถมไม่คุ้นเส้นทาง เธอสั่งหนูตุ่นลูกนายมิ่งให้ไปบอกว่าจะรอหน้าสวน ชายเดียวปลื้มมาก ดีใจที่เธอมีน้ำใจ แต่จริมายังท่ามากไม่ยอมพูดด้วยดีๆ
“จวนมืดแล้ว คนไม่ชำนาญทางก็จะลงหลุมลงบ่อ หกล้มอยู่แถวนี้แล้วฉันจะบาปเปล่าๆ”
“ริมา...คุณเป็นคนใจดี ทำไมต้องแกล้งเป็นคนใจดำ”
“ฉันเป็นคนใจดำที่แกล้งเป็นคนใจดีต่างหาก”
ชายเดียวเห็นเธอผ่อนท่าทีก็ตัดสินใจถามเรื่องคาใจ “คุณมีเรื่องเศร้า...ผมเห็นสายตาคุณ มีเรื่องอะไรเล่าได้ไหมครับริมา”
“ไม่หรอก ไม่เศร้าเท่าไหร่ เมื่อวานเศร้ากว่านี้”
“เราเป็นเพื่อนกันนะ เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ ถึงคุณไม่ค่อยชอบผมแต่ผมก็ชอบคุณ”
จริมานิ่งไปนิดแล้วถอนใจยาว เล่าเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจอยู่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา
“คุณพ่อไม่สบายมาก ฉันไม่อยากไปเรียนต่อแต่คุณพ่อไม่ยอม ฉันเลยต้องไปทั้งที่ห่วงคุณพ่อมาก”
“คุณว่าคุณพ่อกับคุณย่าทำไม่ถูกเหรอที่บังคับคุณ ทั้งสองท่านต้องเลือกอะไรดีที่สุดให้คุณอยู่แล้วนะริมา”
จริมาจนด้วยเหตุผลแต่ไม่อยากยอมรับ ชายเดียวจึงถามถึงรุ้งบ้าง จริมาอึ้งแล้วเปรยเสียงเรียบ
“ถามรุ้งสิคุณชาย...ฉันตอบเรื่องของฉัน เรื่องของรุ้งคุณต้องฟังจากปากเขาเอง”
กว่าสองคนจะกลับถึงบ้านก็เย็นย่ำ พบนายแนบหน้าบ้านกำลังจะไปส่งขนมที่วัง ชายเดียวปลื้มใจที่รุ้งนึกถึง ส่วนจริมาน้อยใจนิดๆแต่พยายามข่มไว้ ขอแยกไปอีกทางเปิดโอกาสให้เพื่อนรัก รุ้งดีใจที่ชายเดียวมาขอพบแต่จันทร์ทนไม่ไหวอีกต่อไป สั่งลูกสาวทำงานในครัวจนเสร็จเพราะต้องการใช้วันรุ่งขึ้น
รุ้งแปลกใจแต่ไม่กล้าขัด ก้มหน้าก้มตาทำงานและเก็บความสงสัยไว้ในส่วนลึก ไม่อยากเซ้าซี้ให้แม่ไม่สบายใจ ส่วนจันทร์ไปพบชายเดียว ตัดสินใจพูดว่ารุ้งคงไม่ว่างมาคุยด้วย ราชนิกุลหนุ่มน้อยเข้าใจดีและเปลี่ยนมาถามเรื่องเรียนต่อของรุ้ง จันทร์ตอบว่าลูกสาวจะเรียนพยาบาลที่เมืองไทย ชายเดียวจึงขอตัวกลับเงียบๆ อดีตหม่อมได้แต่มองตาม...อยากบอกความจริงใจแทบขาดแต่คิดว่ายังไม่ถึงเวลา
ooooooo










