กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

แค้นเสน่หา

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

แค้นเสน่หา ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ วังรังสิยา...ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของท่านชายรังสิโยภาสกำลังมองไปทางเรือนเล็กที่บุหลันภรรยาอีกคนของท่านชายอาศัยอยู่ด้วยแววตาเศร้าลึก เฟืองพี่เลี้ยงและต้นห้องคนสนิทสงสารเจ้านายที่ต้องหลั่งน้ำตาเพราะสามีมีใจปฏิพัทธ์กับหญิงอื่น

“ท่านหญิงมังคะ แต่งองค์เถิดมังคะ เดี๋ยวท่านชายจะเด็จมาทรงลาไปเยี่ยมหม่อมแม่ที่กำลังประชวรหนัก”

“เฟืองไปทูลว่าให้เด็จไปเลย ไม่ต้องลาให้เสียเวลา ท่านอยู่หรือไม่ฉันก็ไม่เคยอยู่ในสายพระเนตรอยู่แล้ว”

ท่านหญิงโพล่งออกไปด้วยความคับแค้นใจ ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาเมื่อครั้งแต่งงานกับท่านชายใหม่ๆแต่หาความสุขด้วยกันไม่ได้เพราะท่านหญิงมัวเขินอายจนสามีออกไปหาความสุขข้างนอก และสุดท้ายก็ยกบุหลันหัวหน้าห้องเครื่องในเวลานั้นเป็นหม่อม สร้างความช้ำใจให้ท่านหญิงอย่างมาก

เฟืองรู้เรื่องทุกอย่างแต่เพราะความรักบังตาทำให้เกิดอคติ พลอยเกลียดชังบุหลันที่แย่งความรักจากท่านหญิง ท่านหญิงกลืนก้อนสะอื้นไม่อยากร้องไห้แต่ความเสียใจถาโถมจนแทบหายใจไม่ออก

“หญิงถูกสาปแช่งจากใครถึงไม่มีลูก ใครๆก็คิดว่าท่านชายเป็นหมันแต่นังบุหลันมันท้อง...ท้องได้ยังไง!”

“หม่อมฉันทูลแล้วว่ามันเจ้ามารยา คนในวังนี้เล่าให้หม่อมฉันฟังว่าตั้งแต่มันสาวๆก็ทำมารยาให้ท่านชายหลงรัก จนได้มันเป็นเมีย อีนังบัวแม่ครัวที่เป็นป้ามันคงสั่งสอนไว้ก่อนตายให้ยั่วยวนท่านชาย”

“ท่านชายรักมันคนเดียวตั้งแต่ยังหนุ่ม ท่านไม่รักหญิง ทำไมเฟือง...หญิงสาวกว่ามันอีกนะ มันแก่แล้วด้วยซ้ำ”

ท่านหญิงระบายความเจ็บช้ำอย่างคนเก็บกด เฟืองทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดปลอบ...สงสารท่านหญิงเหลือเกิน

ขณะเดียวกันที่ห้องบุหลันในเรือนเล็ก...ท่านชายรังสิโยภาสสั่งเสียหม่อมคนโปรดที่ท้องแก่ใกล้คลอดให้รักษาตัวดีๆ และประทานชื่อลูกล่วงหน้าว่าหากเกิดเป็นชายให้ชื่อคุณชายศักดินา แต่หากเกิดเป็นหญิงให้ชื่อคุณหญิงวิมลโพยม บุหลันไม่สบายใจนัก ระบายกับท่านชายเรื่องเฟืองต้นห้องคนสนิทของท่านหญิง

“หม่อมฉันกลัวเฟืองมังคะ เฟืองเกลียดหม่อมฉัน เกลียดมากกว่าท่านหญิงเสียอีก”

“มันรักท่านหญิงแต่มันก็รู้ว่าฉันกับเจ้า...เรารักกันมาก่อนฉันจะแต่งกับท่านหญิง เรารักกันมานานนะบุหลัน...ใช่ว่าเจ้ามาแย่งท่านหญิงเสียเมื่อไหร่”

บุหลันเขินอาย ท่านชายเฝ้ามองด้วยความเอ็นดูพร้อมกอดเธอด้วยความรัก ปลื้มใจที่เธอตั้งครรภ์หลังรอคอยลูกจากท่านหญิงถึงห้าปีจนแทบสิ้นหวัง แต่ถึงกระนั้นบุหลันก็อดสงสารท่านหญิงไม่ได้เพราะเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันว่าไม่อยากเห็นผัวมีหญิงอื่น ท่านชายลูบหัวเธอเบาๆ ปลอบให้คลายความอึดอัดใจ

“แต่งแล้วถึงห้าปีฉันถึงรับเจ้าเป็นเมียเพราะอะไรท่านหญิงทรงทราบดี นางเฟืองรู้หรือเปล่าฉันไม่รู้ แต่ท่านหญิงทรงทราบดีว่าทำไมฉันจึงต้องมีเจ้า...ท่านทราบ”

ท่านชายใช้เวลาคืนสุดท้ายก่อนการเดินทางกับบุหลัน ทั้งกอดจูบลูบไล้ด้วยความเสน่หาลึกซึ้ง บุหลันตอบสนองอย่างนุ่มนวลและอ่อนหวานจนท่านชายแทบสำลักความสุขตาย

“ไม่อยากไปเลยบุหลัน เจ้าทำให้ฉันรักเจ้ามากขึ้นทุกวัน อยากอยู่กับเจ้าตลอดเวลา”

บุหลันเองก็อาลัยอาวรณ์ท่านชาย ขอร้องให้กลับมาก่อนจะคลอดลูก ท่านชายรับปากและถอดสร้อยพร้อมเหรียญคล้องคอให้เธอ
บุหลันก้มกราบแนบอกและสวมกอดเขาด้วยความรักเทิดทูนสุดหัวใจ

ooooooo

ท่านชายรังสิโยภาสออกเดินทางตอนเช้ามืด ท่านหญิงมาส่งด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ท่านชายอำลาพอเป็นพิธีแต่ฝากฝังให้ดูแลบุหลันด้วยความเอาใจใส่จนท่านหญิงอดน้อยใจไม่ได้ ท่านชายไม่คิดต่อความให้ยืดเยื้อ เหลือบมองทางเฟืองที่ตามติดท่านหญิงด้วยสายตาเข้มขึ้น กลัวใจนังบ่าวตัวร้ายว่าอาจมีแผน บางอย่าง

เฟืองมีแผนร้ายจริงแต่ไม่อยากบอกท่านหญิง เกลี้ยกล่อมให้เจ้านายสาวประทับแต่ในห้องและกำชับไม่ให้ออกไปไหนแม้จะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ท่านหญิงพยายามคาดคั้นแต่ไม่ได้คำตอบใดๆ

“หม่อมฉันมีงานสำคัญมังคะ ถ้าสำเร็จ...ท่านหญิงจะไม่ต้องฝันร้ายอีกเลย หม่อมฉันสัญญา”

เฟืองพายอดกับแคล้วคนสวนประจำวังบุกเรือนเล็กของบุหลันและลากเจ้าของเรือนไปข้างนอก บุหลันขัดขืนแต่สู้แรงบ่าวชายไม่ได้ อ้อนวอนเฟืองให้ปล่อยเพราะท้องแก่ใกล้คลอด เฟืองถลึงตาพร้อมฟาดมือใส่หน้าหม่อมเต็มแรง

“อีขี้ข้า...มึงบังอาจออกคำสั่งกับกูเหรอ ขืนมึงร้องอีกกูจะตบให้เยินไปทั้งตัว อีบุหลัน...กูรอวันนี้มานานแล้ว วันที่กูจะได้แก้แค้นมึงแทนท่านหญิง”

บุหลันพยายามบอกว่าไม่เคยคิดยกตัวเหนือท่านหญิงแต่เฟืองไม่สนใจจะฟัง ตวาดลั่น

“ตั้งแต่ท่านหญิงมาประทับวังนี้ท่านก็เมตตาเพราะเห็นมึงเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของวังนี้ แต่มึงมันงูเห่าคอยแว้งกัดท่าน มึงคิดว่าท่านชายจะปกป้องมึงได้ตลอด อย่าหวังเลย...ใครคิดร้ายท่านหญิงกูปล่อยไว้ก็ไม่ใช่อีเฟือง”

เฟืองบ้าเลือดตะโกนสั่งแคล้วกับยอดให้ลากบุหลันไปผูกที่เรือนแพแล้วประกาศกร้าวให้ฆ่าทิ้งทันทีที่คลอดลูก บุหลันจะร้องขอความช่วยเหลือแต่ถูกผ้ารัดปากแน่น ยอดได้แต่มอง สงสารหม่อมแต่ไม่อาจขัดคำสั่งเฟือง

โชคไม่เข้าข้างบุหลันเพราะเธอเจ็บท้องจะคลอดระหว่างถูกนำตัวไปเรือนแพ เฟืองไม่ทันสังเกตอาการผิดปกติ พร่ำบอกบ่าวชายทั้งสองถึงความเจ็บแค้นใจตลอดมา

“กูอยากให้มันเจ็บปวดเหมือนที่ท่านหญิงทรงเจ็บ มันเป็นถึงหัวหน้าห้องเครื่อง...ทำท่าเป็นคนดีที่แท้ก็เลวทั้งป้าและหลาน ร่วมมือกันทำร้ายท่านหญิงของกู มันจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้...ต้องตายตามป้ามันไป!”

บุหลันเจ็บท้องจนหมดสติก่อนถึงเรือนแพ แคล้วกับยอดตาโต มองรอยน้ำเป็นทางยาวด้วยแววตาหวาดหวั่น เฟืองรู้ว่าหม่อมจะคลอดจึงลงมือช่วยด้วยตัวเอง บุหลันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจนสองคนสวนกลัวใครมาได้ยิน

ในที่สุดบุหลันก็คลอดลูกชายแต่เพราะอารามเร่งรีบเฟืองจึงไม่ทันมองสภาพหม่อม สั่งยอดให้รับสมอ้างเป็นชายชู้พาบุหลันไปโยนทิ้งน้ำ ยอดจะปฏิเสธแต่ไม่ทันการณ์ ได้แต่ยืนมองเฟืองอุ้มทารกน้อยหายไปในความมืดพร้อมกับแคล้ว ยอดกลัวบาปแต่กลัวเฟืองมากกว่า อุ้มร่างอ่อนแรงของบุหลันลงเรือพายออกไป...ขอให้มันผ่านๆไปทีเถอะ!

ooooooo

หลังแยกกับยอดและแคล้ว เฟืองก็ลัดเลาะผ่านสวนไปตำหนักท่านหญิงเพื่อถวายทารกชายลูกของบุหลัน ท่านหญิงลังเลเพราะเกรงว่าต้นห้องคนสนิทไปบังคับขืนใจเอามาจากบุหลัน

“นังบุหลันคงรู้ว่าถ้าเป็นลูกมันจะเสื่อมศักดิ์ศรีเพราะคุณชายจะมีแม่เป็นไพร่ในเรือน มันห่วงลูกมันหรอกมังคะ ท่านหญิงทรงอุ้มเถอะมังคะ คุณชายตัวเบาเหมือนสำลี หน้าตาก็มีเค้าท่านชายด้วย”

“หญิง...หญิงเกลียดมัน แล้วเฟืองจะให้หญิงเลี้ยงลูกมันหรือ”

“เกลียดตัวกินไข่ได้มังคะ เพราะไข่ใบนี้จะเป็นของท่านหญิงองค์เดียว ต่อไปท่านหญิงจะมีลูกชายคนเดียวเป็นยอดขวัญเสริมบารมีแห่งวังรังสิยา เชื่อหม่อมฉันเถอะมังคะ...คุณชายเกิดมาเพื่อเป็นลูกชายท่านหญิงเท่านั้น”

ท่านหญิงค่อยๆเอื้อมมือไปรับแต่ต้องสะดุ้งเพราะเด็กชายร้องจ้า เฟืองรีบสำทับกลัวท่านหญิงเปลี่ยนใจ

“ทรงอุ้มเถิดมังคะ คุณชายจะรู้สึกอบอุ่นเป็นครั้งแรก นังแม่มันยังไม่ได้แตะตัวลูกมันเลยมังคะ”

ท่านหญิงชะงักกับประโยคสุดท้าย เฟืองรู้ตัวเฉไฉกลบเกลื่อนและกล่อมจนสำเร็จ ท่านหญิงลืมความผิดชอบชั่วดีชั่วขณะ โยกตัวกล่อมเด็กด้วยท่าทีที่ทำให้เฟืองน้ำตาคลอ

“ทูนหัวของหม่อมฉัน ต่อไปนี้จะไม่ทรงเงียบเหงาอีกแล้ว คุณชายจะอยู่กับท่านหญิงและจะรักท่านหญิงคนเดียว ใครไม่รักไม่ห่วงก็ไม่เป็นไรแล้วมังคะ แค่นี้หม่อมฉันก็ตายตาหลับ”

ท่านหญิงมองบ่าวคนสนิทด้วยความซาบซึ้งใจ ยื่นมือไปให้เฟืองทูนเหนือหัว

“หม่อมฉันไม่มีวันผิดสัญญาที่ถวายกับหม่อมแม่ของท่านหญิงว่าจะดูแลท่านหญิงจนลมหายใจสุดท้าย”

ท่านหญิงน้ำตาคลอ หมดความสงสัยเฟืองเพราะตระหนักดีว่าต้นห้องคนนี้ไม่มีวันทรยศเธอแน่

เวลาเดียวกันบนเรือกลางลำน้ำ...ยอดคิดหนีเอาตัวรอดทิ้งให้หม่อมนอนตายตามลำพังแต่พลันเหลือบเห็นน้ำไหลเข้าเรือ หน้าซีดเผือดเมื่อสำเหนียกได้ว่าโดนแคล้วหักหลังเจาะเรือให้รั่ว ส่วนบุหลันร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดและคลอดลูกคนที่สอง ยอดจึงตัดสินใจพายเรืออย่างเร็วเพื่อไปถึงฝั่งให้เร็วที่สุด

ooooooo

ณ บ้านปัณณธรของนายพจน์...ราตรีภรรยาเจ้าของบ้านกำลังจะคลอดลูก โดยมีฉัตต์ลูกชายคนโตเฝ้ามองจากหน้าประตู เด็กชายเห็นแม่กรีดร้องทุรนทุรายก็ทั้งกลัวและเป็นห่วงแม่เพราะแอบได้ยินพ่อพูดว่าไม่น่าปล่อยให้แม่ท้องลูกคนที่สอง

สารภีคนรับใช้ทราบดีว่าราตรีเป็นโรคหัวใจ เธอสงสารฉัตต์ที่สีหน้าไม่สู้ดี แต่ไม่ทันได้ปลอบเสียงเด็กในห้องก็ดังขึ้นเสียก่อน ฉัตต์วิ่งฝ่าคุณหญิงเพ็งผู้เป็นย่าไปกอดแม่ ราตรีอาการไม่ค่อยดีแต่ไม่มีใครสังเกตเพราะมัวสนใจทารกหญิงสมาชิกใหม่ของบ้าน เธอกระซิบข้างหูฉัตต์ให้เป็นเด็กดีและรักน้องสาวมากๆ พจน์มาพาตัวลูกชายออกไป จังหวะเดียวกับที่สารภีพรวดพราดเข้ามารายงานว่ามีชายหญิงแปลกหน้านอนสลบที่ท่าน้ำหน้าบ้าน

คุณหญิงเพ็งกับพจน์ออกไปดูโดยมีฉัตต์ตามไปห่างๆ ละเมียดต้นห้องของคุณหญิงกับแนบคนขับรถประจำบ้านช่วยกันเล่าที่มาที่ไปของสองหนุ่มสาวปริศนาพร้อมทารกน้อยเพศหญิง พจน์กับคุณหญิงเพ็งพูดไม่ออก เข้าใจว่าหญิงสาวที่นอนหายใจรวยรินน่าจะอ่อนเพลียจากการคลอดลูกจึงตัดสินใจรับหลวงแพทย์มาดูอาการ

พจน์ให้ละเมียดคอยดูแลทารกหญิงระหว่างที่หลวงแพทย์ตรวจรักษาหญิงสาวปริศนา อาการเธอไม่น่าเป็นห่วงนอกจากมีรอยช้ำตามตัวหลายแห่งเหมือนโดนทำร้าย คุณหญิงเพ็งจะกลับไปดูราตรีบนเรือน พอดีกับที่บุหลันรู้สึกตัวและร้องหาลูก ละเมียดจึงอุ้มทารกส่งให้พร้อมบอกว่าคุณหญิงเพ็งเป็นคนช่วยเหลือเธอกับลูกไว้

บุหลันก้มลงกราบด้วยความซาบซึ้งใจโอบกอด ลูกแนบอกพลางร้องไห้เงียบๆ ทุกคนสะเทือนใจแต่ไม่มีใครกล้าถาม ไม่เว้นแม้แต่ฉัตต์ที่แอบตามดูห่างๆ... อยากรู้เหลือเกินว่าชายหญิงและทารกน้อยปริศนามาจากไหน

ฉัตต์ปรากฏตัวและอาละวาดบ้านแทบแตกเมื่อได้ยินพ่อกับย่าอนุญาตให้หญิงชายและทารกน้อยอาศัยที่เรือนเล็ก คุณหญิงเพ็งกับพจน์พยายามอธิบายแล้วชะงักเมื่อสารภีมาส่งข่าวว่าราตรีอาการน่าเป็นห่วง เจ้าของบ้านทั้งสามจึงลืมเรื่องขุ่นข้องชั่วขณะและรุดไปยังห้องราตรี

ราตรีทรมานเพราะอาการของคนเป็นโรคหัวใจ รู้ตัวว่าไม่น่ารอดผ่านคืนนี้ เธอสั่งเสียสามีเป็นครั้งสุดท้ายแต่ไม่ทันได้ร่ำลาคุณหญิงเพ็ง พจน์เสียใจมากพร่ำโทษตัวเองที่ขอให้เธอมีลูกอีกคนจนต้องตาย ฉัตต์ก็ตกใจไม่น้อย โพล่งออกมาว่าไม่ใช่ความผิดพ่อแต่เป็นเพราะความซวยอย่างอื่น

“คุณแม่ตายไม่ใช่เพราะมีน้อง แต่เป็นเพราะพวกมัน พวกมันมาที่ท่าน้ำแล้วคุณแม่ก็ตาย”

พจน์กับคุณหญิงเพ็งตกใจที่ฉัตต์คิดไปไกล

พยายามกล่อมให้ทำใจแต่เด็กชายยังแค้น ตะโกนด่าทอชายหญิงคู่นั้นจนพ่อกับย่าพูดไม่ออก ได้แต่กอดปลอบและพาไปนอนในห้องจริมาน้องสาวที่เพิ่งเกิดไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า โดยมีสารภีนอนเฝ้าไม่ห่าง แต่ฉัตต์ก็หลับไม่ลงเพราะในใจยังพลุ่งพล่าน

“คุณแม่ตายเพราะพวกนั้น...คุณแม่ตายแทนพวกมัน!”

ขณะที่ฉัตต์ฝังใจเรื่องชายหญิงกับทารกน้อยปริศนา...บุหลันพักรักษาตัวจนหายดี คุณหญิงเพ็งนึกเวทนาจึงให้สารภีขนข้าวของเครื่องใช้จำเป็นไปให้และฝากบอกให้อาศัยด้วยกันไปก่อนเพราะกำลังยุ่งเรื่องงานศพราตรี ส่วนยอดรู้สึกผิดถึงเรื่องที่ผ่านมา แต่บุหลันก็ไม่ถือสาเพราะไม่เห็นประโยชน์จะเอาเรื่องให้มากความ

“เป็นอันว่าฉันยกโทษให้แกเพราะแกไม่ได้ฆ่าฉัน...

ถึงแม้ว่าแกจะอยากทำก็ตาม แถมแกยังช่วยฉันไว้ด้วย”

“ที่ผมทำเป็นใบ้เพราะตอนหม่อมยังสลบ คนถามผมแล้วผมตอบไม่ได้”

บุหลันเห็นด้วยเพราะไม่พร้อมจะเปิดเผยตัวตน ยอดกลัวหม่อมถูกไล่ไปอยู่ข้างนอก ขอร้องให้กลับวังรังสิยาตามเดิม แต่บุหลันยังกลัวอันตรายจากเฟือง ยืนยันอยู่ที่นี่จนกว่าจะตั้งหลักได้

“ถ้าไม่อยู่แล้วจะไปไหน...ฉันจะทำงานแลกข้าวเขาไปก่อน  ส่วนแก...ถ้ามีทางไปก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน”

“ผมก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีหนทางไปเหมือนกันครับ”

ยอดก้มหน้ายอมรับชะตากรรม บุหลันเห็นใจแต่จนปัญญาจะช่วยเหลือเพราะลำพังตัวเองกับลูกสาวก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ได้แต่ถอนใจยาวและหวังลึกๆว่าโชคชะตาจะไม่เล่นตลกมากกว่านี้...

บรรยากาศในบ้านปัณณธรไม่ค่อยสดใสเพราะเพิ่งสูญเสียสะใภ้คนสำคัญ พจน์หมดอาลัยตายอยาก ไม่เป็นอันกินนอนเพราะเศร้าโศกเสียใจเรื่องราตรี เช่นเดียวกับฉัตต์ที่ยืนมองรูปแม่ในงานศพซึ่งจัดขึ้นภายในบ้านด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เสียใจแต่แค้นมากกว่าเพราะฝังใจว่าการมาถึงของหญิงชายปริศนาทำให้แม่ต้องตาย

ภาพความหลังเมื่อครั้งราตรีมีชีวิตทำให้พจน์กับฉัตต์ต่างจมกับความทุกข์ คุณหญิงเพ็งทนดูต่อไปไม่ไหว ตัดสินใจคุยกับลูกชายให้ทำใจเพราะมิอาจเรียกชีวิตราตรีคืนกลับมาได้ ฉัตต์สงสารพ่อมาก โถมกอดและ ถ่ายทอดความรักไปพร้อมอ้อมกอดเล็กๆ พจน์โอบตอบแน่น...สัญญากับตัวเองจะเริ่มต้นใหม่เพื่อแม่กับลูกทั้งสอง

ooooooo

ขณะที่สถานการณ์บ้านปัณณธรดีขึ้น ความเป็นไปในวังรังสิยากลับอึมครึม ความสงสัยในตัวคุณชายตัวน้อยทำให้ท่านหญิงลังเลจะรัก คำพูดของท่านชายในอดีตที่ฝากให้เธอดูแลบุหลันยังตามหลอกหลอน ความรู้สึกผิดค่อยๆซึมลึกเพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นหม่อมคนโปรดอีกเลย

คุณชายร้องไห้จ้าแต่ท่านหญิงกลับไม่สนใจ ปล่อยให้เฟืองเป็นคนอุ้มและเห่กล่อม ท่านหญิงทนอึดอัดไม่ไหว พร่ำบอกตัวเองและต้นห้องคนสนิทว่าทารกน้อยไม่ใช่ลูก เฟืองกล่อมให้เปลี่ยนใจแต่ท่านหญิงไม่เชื่อโต้กลับเคืองๆ

“แล้วเฟืองเข้าใจหรือเปล่าล่ะว่าเด็กนี่เป็นลูกของคนที่หญิงเกลียด...เกลียดที่สุดในชีวิต เพราะมันเป็นมารหัวใจ มารชีวิตของหญิง เฟืองจะให้หญิงรักเขาได้ยังไง”

“รักได้มังคะ รักคุณชายแล้วคุณชายจะรักท่านหญิงองค์เดียว ถึงจะเป็นสายเลือดในท้องเก้าเดือนก็มิอาจสู้อยู่ใกล้ชิดทั้งวันทั้งคืนเป็นเดือนเป็นปี ต่อให้นังบุหลันมันฟื้นมาทวงลูกมันคืน คุณชายก็ไม่มีวันเหลียวแล”

ท่านหญิงรู้สึกแปร่งหูกับคำพูดบ่าวคนสนิท เฟืองรู้ตัวว่าหลุดปากจึงเฉไฉให้อ่านจดหมายจากท่านชายที่เพิ่งไปเอามาแทนแต่ท่านหญิงก็ไม่คลายความสงสัย จ้องหน้าคาดคั้นให้เล่าเรื่องจริงทั้งหมด ยังไม่เชื่อว่าบุหลันจะหนีตามยอด

“บอกหญิงมาว่าเฟืองไม่ได้ฆ่ามัน ไม่อย่างนั้นหญิงจะไม่มีวันเลี้ยงเขาโดยการฆ่าแม่แล้วเอาลูกมาเลี้ยง”

“มันไม่ตาย หม่อมฉันไม่เห็นมันตายมังคะ ทรงอุ้มคุณชายเถิดมังคะ ร้องไห้ใหญ่แล้ว”

“เฟือง...หญิงรักเฟือง ไม่อยากให้เฟืองทำบาป ฆ่าคนมันบาปหนานะ จะตกนรกไม่ได้ผุดได้เกิด”

เฟืองเกือบใจอ่อนแต่ต้องฝืนเชิดหน้ายืนกราน “หม่อมฉันฆ่าคนไม่ได้มังคะ หม่อมฉันกลัวบาปถึงท่านหญิง” พูดจบก็อุ้มทารกน้อยส่งให้ ท่านหญิงรับมาโอบอุ้ม สีหน้าอ่อนโยนลงเพราะความน่ารักของเด็ก

“ลูกชายคนเดียวของแม่ หญิงจะเรียกเขาว่าชายเดียวนะเฟือง”

เฟืองมองแม่ลูกคู่ใหม่ด้วยความซึ้งใจ บอกจะเรียกผ่องมาเป็นแม่นมให้ชายเดียวเพราะท่านหญิงคงไม่สามารถให้เองได้ ท่านหญิงพยักหน้ารับรู้...เศร้าใจที่ไม่อาจทำตัวเป็นแม่สมบูรณ์แบบได้

ฝ่ายจริมาลูกสาวของพจน์กับราตรีไม่ยอมกินนมผง สารภีกลุ้มใจมากเลยตัดสินใจพาไปหาหญิงสาวที่เรือนหลังเล็ก คุณหญิงเพ็งตกใจกลัวหลานสาวเป็นอันตรายเพราะยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้าหญิงปริศนา บุหลันเข้าใจความสงสัยแต่ไม่พร้อมบอกความจริง ได้แต่บอกว่าเรือล่มและลอยมาถึงบ้านปัณณธรโดยบังเอิญ

คุณหญิงเพ็งมั่นใจว่าเธอมีที่มาบางอย่างแต่ไม่ไว้ใจพอจะเล่า เลี่ยงไปถามถึงผู้ชายที่มาด้วยกันว่าเป็นพ่อของทารกน้อยหรือไม่ บุหลันรีบปฏิเสธซึ่งคุณหญิงก็ไม่แปลกใจนัก

“เอาล่ะ...ถ้ายังไม่มีที่ไป ลูกเต้ายังแบเบาะก็อยู่ที่นี่ไปก่อน หวังว่าเธอคงไม่มีคดีติดตัวมา ถ้ามีก็พูดกันตรงนี้อย่าปิดบัง ลูกชายฉันเป็นผู้พิพากษา เขาถือกฎหมายเป็นที่ตั้ง”

“ดิฉันไม่มีคดี ไม่เคยทำร้ายใคร...มีแต่ถูกทำร้ายมาเจ้าค่ะ”

คุณหญิงเพ็งชั่งใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจได้เพราะเห็นแก่สายตาและท่าทางจริงใจ

“ฉันจะยังไม่คาดคั้นว่าเธอคือใครทั้งที่รู้ว่าเธอไม่ธรรมดา วันหลังสบายใจก็ค่อยบอกเล่ากัน แล้วก็ขอบใจมากที่ให้นมหลานฉัน เขาอาภัพมาก แม่ตายวันที่เขาเกิดพอดี...ว่าแต่เธอจะให้ฉันเรียกเธอว่าอะไร”

“จันทร์ค่ะ...เรียกดิฉันว่าจันทร์”

ชื่อใหม่ที่ตั้งให้ตัวเองทำให้บุหลันคิดถึงท่านชายจับใจเพราะเขาเคยบอกว่าชื่อเธอแปลว่าดวงจันทร์ อดีตหม่อมนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายวันที่รุ้งหรือลูกสาวที่เธอเพิ่งตั้งชื่อให้เกิด เสียงร้องของเด็กอีกคนยังก้องในหัว เฟืองเป็นคนอุ้มเขาหนีไปในความมืด จนป่านนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอพร่ำภาวนาขอพรจากดวงจันทร์ให้คุ้มครองลูกน้อยของเธอด้วย

ความเศร้าโศกของจันทร์รู้ถึงหูพจน์ที่มาเยี่ยมจริมา เขาขอบใจเธอที่ช่วยเป็นแม่นมให้ลูกสาวทั้งที่ก็ต้องให้นมลูกตัวเองด้วย และขอตอบแทนด้วยการอนุญาตให้อยู่ในบ้านปัณณธร แม้จะคาใจเรื่องที่มาของเธอแต่ไม่อยากถามเพราะเชื่อสัญชาตญาณตัวเองมากกว่าว่าเธอคงเป็นคนดี

ooooooo

และแล้วความโกลาหลก็เกิดแก่วังรังสิยา...เมื่อท่านชายรังสิโยภาสกลับจากเยี่ยมหม่อมแม่และถามหาบุหลันแต่ไม่มีใครพบเห็น ท่านหญิงไม่อยากออกหน้าเพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหม่อมคนโปรดหายไปไหน ท่านชายสงสัยเฟืองมากที่สุด ตั้งท่าหาเรื่องจนเฟืองต้องสร้างเรื่องกลบเกลื่อน

“หม่อมบุหลันเธอเจ็บท้องคลอดคุณชาย หม่อมฉันไปช่วยทำคลอด ต่อจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเธออีกมังคะ ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหนแต่มีคนหายไปพร้อมกันคนหนึ่งมังคะ”

เฟืองลอบแสยะยิ้มพลางแจ้งข้อสันนิษฐานลอยๆว่าบุหลันอาจหนีตามยอดคนสวนประจำวัง

“นังเฟือง...เอ็งกำลังบอกว่าไอ้ยอดพาเมียข้าหนีไปงั้นหรือ ฟังมันนะหญิง...ฟังมันใส่ร้ายเมียพี่ มันหาว่าบุหลันคบชู้สู่ชาย คนของหญิงคนนี้ไม่ชอบบุหลันมาตั้งนานแล้ว”

เฟืองยังเถียง “หม่อมฉันไม่ได้แต่งเรื่องมังคะ ถามใครก็ได้ จะให้คิดยังไงมังคะที่หม่อมหายไปกับคนสวน”

ท่านชายยังเชื่อในตัวบุหลัน เมื่อเฟืองพยายามยัดเยียดข้อหาให้จึงโกรธจัด คาดคั้นให้บอกความจริงทั้งหมด เฟืองสงบท่าทีเพราะไม่อยากมีพิรุธแต่ท่านหญิงเดือดร้อนแทน แกล้งประชดแดกดันจนท่านชายของขึ้น

“เจ้าพี่จะทรงคาดคั้นว่าหญิงมีส่วนหรือไม่คะ หญิงจะทำเพื่ออะไรในเมื่อทุกวันนี้เจ้าพี่ก็ไม่เหลียวแลหญิงอยู่แล้ว นอกจากเจ้าพี่จะทรงเกลียดหญิงมากขึ้น คนหายสองคนแต่เจ้าพี่โทษคนทั้งวังมันไม่ยุติธรรมเลย”

ท่านชายอึ้งเล็กน้อยแต่ก็อดสงสัยไม่ได้เพราะมอบหมายให้เธอดูแลคนทั้งวังโดยเฉพาะบุหลัน

“หญิงไม่เคยดูแลบุหลันเพราะเจ้าพี่ทรงทำหน้าที่นั้นอยู่แล้ว ใครแตะไม่ได้เพราะรู้ดีว่าเจ้าพี่ต้องเอาผิดอย่างหนัก บุหลันหายไปไม่มีร่องรอยทุกคนก็ออกตามหา หญิงใส่กุญแจเรือนเขาไว้ เชิญเจ้าพี่เด็จทอดเนตรเผื่อจะเจออะไรบ้าง”

เฟืองรับหน้าที่พาท่านชายไปเรือนเล็กของบุหลัน มั่นใจว่าไม่มีใครจับได้เพราะขนเสื้อผ้าของหม่อมคนโปรดไปทิ้งหมดแล้ว ท่านชายถึงกับหน้าถอดสีเพราะหลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่าบุหลันอาจหนีตามชายชู้ แต่เขายังมีความหวังจึงกลับไปถามความคืบหน้าเรื่องการตามหาหม่อมคนโปรดจากท่านหญิง

“ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากบุหลันกับยอด หญิงไม่กล้าคิดอะไรมาก กลัวเสียชื่อเสียงค่ะ”

ท่านชายโมโหที่ไม่มีใครใส่ใจตามหาหม่อมคนโปรด พาลลงกับท่านหญิงเพราะคิดว่าคงเข้าทางที่กำจัดศัตรูหัวใจได้ เฟืองทนไม่ได้ออกโรงปกป้องเจ้านายเต็มที่

“ท่านหญิงไม่เคยทำร้ายใครให้เจ็บพระทัย เสียพระทัยแทบตายก็ไม่ทรงทำร้ายใครแน่นอน”

“วันนี้ข้าไม่รู้ความจริงก็แล้วไป ถ้าข้ารู้ว่าใครทำอะไรบุหลัน ข้าจะจัดการด้วยมือข้าเอง...จำไว้นะนังเฟือง”

ท่านชายหุนหันออกจากห้องไปแล้ว ท่านหญิงถึงกับทรุด ระบายความเจ็บช้ำกับเฟืองเสียงเครือ

“ไม่ได้ยินรับสั่งหรือ...ฉันไม่มีความหมายเลย บุหลันอยู่ฉันก็สู้เขาไม่ได้ บุหลันไม่อยู่ฉันก็พ่ายแพ้หนักขึ้น”

“ทำไมทรงคิดอย่างนั้นมังคะ มันไปก็ดีแล้วเพราะเหมือนหนามแหลมทิ่มแทงพระทัยตลอดเวลา ตอนนี้ปล่อยให้ท่านชายอาละวาดไปก่อน อีกหน่อยก็ทรงลืม อย่าลืมมังคะว่าเรายังมีคุณชาย”

ท่านหญิงพยักหน้ารับแกนๆ พยายามทำใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่แล้วคำตอบก็ปรากฏไม่นานจากนั้น เมื่อท่านชายเห็นชายเดียวเป็นครั้งแรก อาการเฉยชาและหมางเมินของสามีทำให้ท่านหญิงแทบกลั้นใจตาย... แล้วเธอต้องทำยังไงดี

ooooooo

แม้บุหลันหรือที่ใครๆในบ้านปัณณธรรู้จักในชื่อจันทร์จะคิดถึงท่านชายรังสิโยภาสมากเพียงใด แต่เธอก็ไม่อาจนิ่งดูดายอาศัยบ้านหลังนี้ไปวันๆ เธอลงครัวปรุงอาหารและแกะสลักผักผลไม้ด้วยฝีมือระดับชาววังจนเป็นที่ตื่นตะลึง

ภาพความทรงจำเมื่อครั้งอยู่กับท่านชายยังหลอกหลอนไม่ว่ายามหลับหรือตื่นจนบุหลันหม่นหมองเพราะความคิดถึง...ท่านชายเองก็อาการหนักไม่ต่างกัน การหายสาปสูญอย่างไร้ร่องรอยของหม่อมคนโปรดทำให้บาดแผลในใจลึกลงเรื่อยๆ ทุกคนในวังไม่มีใครเข้าหน้าติด ไม่เว้นแม้แต่สนคนรับใช้ประจำตัว

ท่านหญิงทราบสถานการณ์สามีดี ตัดสินใจพาชายเดียวไปเยี่ยมแต่เขาไม่สนใจ แสดงออกด้วยสีหน้าและท่าทางเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด

“ทำไมคะ ทำไมต้องทรงทำอย่างนี้ เจ้าพี่โกรธหญิงเรื่องอะไร”

“หญิงทำอะไรให้โกรธด้วยหรือ หญิงไม่เคยทำผิด ทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบทุกอย่างจนพี่ไม่กล้าสู้หน้าหญิง ขี้เกียจได้ยินคำว่าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีอะไรซ้ำๆ...เบื่อ!”

ท่านหญิงทราบดีว่าสามีไม่หายเคืองเรื่องบุหลัน ยืนกรานเสียงแข็งว่าเธอไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

“บุหลันคลอดลูกหญิงก็ไม่ทราบ เฟืองเป็นคนอุ้มมาให้บอกว่าบุหลันให้พามาถวาย หญิงก็มัววุ่นกับลูก ถึงหญิงจะผิดก็ผิดเรื่องเดียวที่ไม่ได้ลงไปเยี่ยมเขาจนกระทั่ง...”

ท่านหญิงอึกอักไม่อยากตอกย้ำว่าบุหลันหนีตามยอด ท่านชายอารมณ์เสียกว่าเดิมจนพาลไปถึงเฟือง

“ทุกอย่างเธอปล่อยให้นังขี้ข้าบงการชีวิตเธอ ฉันไม่เคยไว้ใจมันเลย ฟังไว้นะว่าฉันจะสืบเรื่องนี้ ถ้ารู้ว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องล่ะก็ฉันจะฆ่ามันด้วยมือฉันเอง แล้วเธอก็ควรไปบอกมันด้วยว่าฉันพูดอะไร”

คำพูดอาฆาตของท่านชายทำให้ท่านหญิงร้อนใจ กลับไปคาดคั้นเฟืองอีกครั้งเรื่องการหายตัวของบุหลัน เฟืองยังยืนยันว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่พอลับหลังเจ้านายสาวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเหี้ยมเกรียมพร้อมอาฆาตท่านชายคืนบ้าง

“ต่อให้พลิกแผ่นดินแผ่นน้ำค้นหาอีบุหลันก็ไม่มีวันหาเจอ!”

เฟืองสังหรณ์ว่าท่านชายอาจมีแผนการบางอย่างจึงตามสืบจากสนจนได้ความในวันหนึ่งว่าท่านชายจะไปหาหลวงวิเศษ เธอเริ่มกังวลตามประสาคนมีชนักปักหลัง พยายามถามจากคนรอบข้างแต่ไม่มีใครรู้ว่าหลวงวิเศษคือใคร

แท้จริงแล้วหลวงวิเศษคืออธิบดีกรมตำรวจ ท่านชายไปหาเพื่อปรึกษาเรื่องคดีบุหลันเพราะคาใจหลายอย่าง โดยเฉพาะท่าทางน่าสงสัยของท่านหญิงกับเฟืองบ่าวคนสนิท

“ท่านหญิงแขไขไม่โปรดบุหลันเอามากๆ ส่วนนังเฟือง...ฉันเกลียดมันที่สุดไม่ถูกชะตากับมันเลย”

“อย่ามีอคตินะกระหม่อม ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับหลักฐาน”

“ฉันสังหรณ์...คุณหลวงเชื่อฉันเถอะ”

“กระหม่อมเชื่อความจริง เราต้องค้นหาความจริงถึงจะลงโทษคนผิดได้”

ท่านชายเข้าใจหลักการแต่ความร้อนใจทำให้อารมณ์ พลุ่งพล่าน หลวงวิเศษถามถึงความรู้สึกที่มีต่อชายเดียวหรือชื่อที่เพิ่งประทานว่าคุณชายศักดินาว่าเป็นอย่างไร

“ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเป็นลูกฉันหรือเปล่า เพราะฉันไม่ไว้ใจอีเฟือง มันอาจเอาลูกใครมาหลอกฉันก็ได้”

หลวงวิเศษได้แต่ปลอบให้ใจเย็นเพราะขณะนี้ส่งคนไปสืบจากผู้คนในวังแล้ว ท่านชายสบายใจขึ้นจึงขอตัวกลับ กำชับสนไม่ให้บอกใครเรื่องมาหาหลวงวิเศษ คนใช้ประจำตัวสารภาพเสียงอ่อยว่าหลุดปากบอกเฟืองไปแล้ว ท่านชายรู้ว่าสนไม่ได้ตั้งใจ เหยียดยิ้มโหดๆแล้วนึกได้ว่าควรหาเรื่องยั่วประสาทเฟืองเพื่อบ่ายเบี่ยงความสนใจ

“เอ็งบอกอีเฟืองไปเลยก็ได้ว่าข้าไปเที่ยวหอนางโลม ดีเหมือนกัน...ข้าจะได้ดูมันเต้นแทนหญิงแขไข”

ท่านชายมั่นใจว่าเฟืองต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง แล้วก็เป็นจริงดังคาด...เฟืองมาดักรอสืบจากสน ท่านชายจึงกำชับให้สนพูดตามที่ตกลงกัน แต่เฟืองก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะทุกอย่างดูง่ายเกินไป

ท่านหญิงเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินต้นห้องคนสนิทบอกว่าสามีไปเที่ยวหอนางโลม เฟืองไม่ปักใจเชื่อเพราะคิดว่าท่านชายอาจมีแผน ท่านหญิงไม่ทันคิดเพราะมัวเสียใจที่ไม่อาจทำให้สามีรักและหลงได้อย่างบุหลัน

“เห็นไหมว่าไม่มีบุหลันเจ้าพี่ก็ไม่เคยเห็นหญิงในสายพระเนตร หญิงเหมือนดินทรายเหมือนฝุ่นละอองที่ไม่อยากแม้แต่จะทรงแตะต้องให้สกปรก”

“ทูนหัวของเฟือง ท่านหญิงไม่ผิด สักวันท่านชายต้องทรงนึกได้และเห็นความดีมังคะ”

“เฟือง...ความดีทำให้ท่านมีความสุขหรือ หญิงขอบใจเฟืองมาก เฟืองเหมือนเพื่อนตายของหญิง”

เฟืองอ้าปากค้างแล้วก้มหน้าร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ “ทรงเห็นเฟืองเป็นเพื่อนมังคะ ไม่เสียแรงที่หม่อมฉันจงรักภักดี หม่อมฉันสาบานจะปัดเป่าทุกข์ให้หมดสิ้น”

สองนายบ่าวกอดกันด้วยความรัก ความผูกพันที่เลี้ยงกันมาหยั่งรากลึกเกินกว่าจะไถ่ถอน...จนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความหวังดีและอะไรคือความเห็นแก่ตัว

กว่าเฟืองจะกลับจากตำหนักท่านหญิงก็เลยพลบค่ำไปหลายเพลา สาวใหญ่เดินเช็ดน้ำตาเพราะยังซาบซึ้งใจไม่หายที่ท่านหญิงมอบความเป็นเพื่อนให้ พลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นชายหนุ่มแปลกหน้านั่งขุดดินในสวน ซึ่งความจริง...คนสวนหน้าใหม่ก็คือเดชตำรวจหนุ่มที่หลวงวิเศษส่งมาสืบเรื่องในวังรังสิยาเพื่อหาเบาะแสคดีบุหลัน

เฟืองถามถึงที่มาที่ไปใหญ่โตด้วยความระแวง เดชตีหน้าซื่อแนะนำตัวว่าเป็นคนสวนคนใหม่ที่ท่านชายเพิ่งรับมา เฟืองพูดไม่ออก เหลือบเห็นกอกุหลาบมอญที่เขากำลังปลูกแล้วตาลุก รู้ดีว่าเป็นดอกไม้โปรดของบุหลัน สั่งเสียงเข้มให้รื้อออกให้หมดไม่ให้บาดตาบาดใจท่านหญิง

“ที่นี่มีแต่ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส...จำใส่กะโหลกด้วยว่าอย่าสะเออะพูดถึงหม่อมอีก แกจะไม่มีที่ซุกหัวนอน!”

เดชยังเฉยไม่ยอมทำตาม เฟืองฉุนขาดกระชากกอกุหลาบเสียเองจนมือเต็มไปด้วยเลือด ก้มมองมือสองข้างด้วยความแค้นใจ...ฉันไม่ยอมให้ร่องรอยของแกทำให้ท่านหญิงช้ำใจแน่!

ooooooo

ท่านชายรังสิโยภาสยังคงเย็นชาใส่ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสไม่เลิกรา แม้เธอพยายามเข้าหาและพาคุณชายศักดินามาเยี่ยมแต่ก็ไม่เป็นผล ท่านชายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จะเสวนาด้วยแต่เรื่องที่ต้องออกงานด้วยกันอย่างเป็นทางการเท่านั้น เช่นในคืนนี้ที่ต้องไปงานศพราตรีที่บ้านปัณณธร

บุหลันหรือจันทร์ลงมาช่วยบ่าวในบ้านทำอาหารเลี้ยงรับรองในงานศพ หน้าตาอาหารฝีมือของจันทร์ทำให้ท่านชายกับท่านหญิงแทบมองหน้ากันไม่ติด ฝ่ายหญิงกังวลใจอย่างประหลาด ในขณะที่ฝ่ายชายได้แต่เหม่อมองอาหารด้วยแววตาเศร้าหมอง จำได้ดีว่าหม่อมคนโปรดก็มีฝีมือละม้ายคล้ายคลึงกัน

ขณะเดียวกัน เฟืองบ่าวผู้จงรักภักดีของท่านหญิงก็สืบเรื่องท่านชายไม่ปล่อย ตามติดสนเพื่อถามข้อข้องใจถึงในครัว สาลี่แม่ครัวใหญ่ประจำวังกับพิกุลลูกมืออดค่อนแคะไม่ได้เพราะร้อยวันพันปีเฟืองไม่เคยมาเหยียบครัวนอกจากมาเอาสำรับ

เฟืองไม่อยากเถียงกับบรรดาคนครัว ลากสนมาซักไซ้เรื่องเดช แถมต่อว่าเคืองๆที่บังอาจสั่งคนสวนคนใหม่ให้ปลูกกุหลาบมอญเหมือนต้องการหยามหน้าท่านหญิง สนแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้จนเฟืองแทบคลั่งตายเพราะความโมโห

“ฉันไม่เห็นท่านหญิงจะเสื่อมเสียพระเกียรติตรงไหน”

“คนไม่ได้อยู่วังนี้แล้วต้องสนใจทำไม ในวังนี้มีท่านหญิงองค์เดียว พวกเราเป็นไพร่ก็ต้องทำให้เจ้านายพอพระทัยดีกว่าไปวุ่นวายกับคนไม่มีตัวตนแล้ว”

“ท่านชายรับสั่งให้ปลูกอะไรก็เรื่องของท่าน เป็นไพร่ก็อยู่ส่วนไพร่ หม่อมหายไปเขาก็เป็นห่วงกันทั้งวัง”

“หม่อมท่าน...เชอะ...มาจากไหนก็รู้ๆกันอยู่ ไม่ต้องถือหางหรอก ถึงยังไงเขาก็กลับมาขอบใจไม่ได้”

สนติดใจประโยคสุดท้าย เช่นเดียวกับบรรดาคนครัวที่เงี่ยหูฟังไม่ห่าง เฟืองโวยวายกลบเกลื่อนแล้วเดินสะบัดหนีไป สาลี่ทนไม่ไหวแดกดันไล่หลังด้วยความหมั่นไส้เต็มแก่

“สันดานไม่เปลี่ยน หม่อมไม่อยู่แล้วยังจองล้างจองผลาญ เรื่องหนีตามเจ้ายอดให้พระอินทร์ลงมาเขียวๆฉันก็ไม่เชื่อ หม่อมเคยพูดกับมันซักคำหรือเปล่าไม่รู้”

พิกุลฟังเรื่องทั้งหมดแล้วนึกได้ว่าเคยได้ยินเสียงร้องแปลกๆในคืนที่บุหลันหายตัวไป

“เสียงเหมือนใครลากของหนักๆ ต้องเป็นคนแน่ๆ ทั้งเสียงดิ้นและเสียงร้อง ฉันไม่กล้าเล่า...กลัวคนหาว่าโกหก”

ทั้งสามมองหน้ากันเครียดๆเพราะเป็นห่วงบุหลัน ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเดชแอบฟังไม่ห่างกันนัก แล้วไปทูลท่านชายพร้อมกับเรียกพิกุลมายืนยัน เฟืองผ่านมาเห็นก็สงสัยจึงสั่งให้ผ่องติดตามพฤติกรรมคนในครัวอย่างใกล้ชิดจนแอบได้ยินพิกุลกับสาลี่คุยกันว่าให้ระวังตัวเพราะรู้นิสัยเฟืองว่าไม่ธรรมดา พิกุลรับฟังแบบขอไปทีเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอันตราย

เฟืองหาโอกาสถามพิกุลถึงเรื่องคืนเกิดเหตุแต่พลาดตลอด ผ่องแอบมาบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่สันนิษฐานว่าพิกุลแอบได้ยินอะไรบางอย่าง แถมนำไปทูลท่านชายถึงความผิดปกตินั้นด้วย เฟืองโกรธมาก สัญญากับตัวเองจะทำทุกอย่างเพื่อปิดปากพิกุล...อีพิกุล... มึงไม่ตายก็ไม่ใช่กู!

ooooooo

ทุกคนในบ้านปัณณธรตื่นเต้นกับความสามารถในการทำอาหารของจันทร์ คุณหญิงเพ็งเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจันทร์ไม่ธรรมดา คิดว่าสักวันจะต้องหาโอกาสถามให้รู้เรื่องว่าเป็นใครมาจากไหน ยอดแกล้งทำเป็นใบ้จนไม่มีใครสนใจ อดีตคนสวนเป็นห่วงจันทร์มาก อยากรู้ว่าเธอวางแผนชีวิตไว้อย่างไร

“ยอด...ฉันไม่มีพี่น้องที่ไหนเลยนะ ตัวคนเดียวในโลก เกิดมาก็มีแต่ป้าบัว พอป้าตายฉันก็หมดทางไป”

ยอดสงสารอดีตหม่อมแต่ก็รู้ว่าเธอมีรุ้งเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่

“ใช่...รุ้งเป็นลูกชาติลูกตระกูล ฉันจะมีปัญญาอะไรเลี้ยงเธอให้สมศักดิ์ศรีชาติกำเนิด”

ยอดต้องการอาศัยอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป จึงโหมทำงานหนักหวังให้ทุกคนในบ้านปัณณธรเห็นความดีจนล้มป่วย จันทร์เองก็ไม่อยู่เฉย พยายามช่วยงานทุกอย่างเพื่อทดแทนบุญคุณ เธอไปเยี่ยมยอดเพื่อนำยาไปให้ เห็นใจอดีตคนสวนเหลือเกินเพราะยากไร้ไม่มีที่ไป

“เราต้องอยู่ที่นี่ครับหม่อม หม่อมไม่รู้จะไปไหนแต่ผมแย่กว่าเพราะไม่มีทางไปเลย หม่อมกลับวังก็ได้เพราะถึงยังไงคุณหญิงก็เป็นลูกท่านชาย แต่ผมกลับไปก็ต้องติดตารางแน่ๆ”

พจน์กับคุณหญิงเพ็งก็ทึ่งในความทรหดของเจ้าใบ้กับจันทร์ ตัดสินใจให้ทั้งสองกับรุ้งอาศัยด้วย ฉัตต์ไม่พอใจมากเพราะยังฝังใจเรื่องเดิมๆ เอะอะโวยวายจนพ่อกับย่าแตกตื่น อยากจะแก้ไขความเข้าใจแต่เด็กชายไม่ยอมฟัง จันทร์เข้าใจความเจ็บแค้นของฉัตต์แต่ดีใจมากกว่าที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อได้ เธออุ้มรุ้งหรือชื่อที่ท่านชายเคย
ประทานไว้ว่าคุณหญิงวิมลโพยมมากอดแนบอก พึมพำเสียงเบาให้ลูกรักรู้ถึงความในใจ

“คุณหญิงวิมลโพยม...ถึงแม้ลูกจะอยู่ในฐานะบ่าวของบ้านนี้ แต่แม่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีสมศักดิ์ศรีของหม่อมราชวงศ์หญิงแห่งสกุลรังสิยา ต่อไปนี้ชีวิตแม่เป็นของลูกนะ...คุณหญิงลูกแม่”

ด้านท่านชายรังสิโยภาสไม่ท้อเรื่องตามหาบุหลัน เดชส่งคนไปตามสืบถึงบ้านเกิดของยอดกับแคล้วแต่ไม่พบร่องรอยใดๆ ท่านชายโมโหมากเพราะนั่นหมายความว่าผู้ร้ายยังลอยนวลและเขาอาจไม่ได้พบหน้าหม่อมคนโปรดอีก เดชต้องคอยปลอบเพราะไม่อยากให้บรรดาตัวการไหวตัวโดยเฉพาะเฟือง

“อีเฟือง...กฎหมายลงโทษมึงไม่ได้แต่กูนี่แหละจะลงโทษมึงเอง” ท่านชายประกาศกร้าว

“คุณหลวงวิเศษส่งคนออกตามหาไอ้แคล้วกับไอ้ยอดจนจะพลิกแผ่นดิน”

“ไอ้ยอดไม่รู้แต่ไอ้แคล้วคงอยู่ที่บ่อน ตามหาที่ บ่อน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็มาเอาไป” ท่านชายทุ่มสุดตัว

เดชกลับมารายงานความคืบหน้าไม่กี่วันถัดมา ยังไร้ร่องรอยของยอดแต่พบแคล้วในบ่อนตามที่สันนิษฐาน ท่านชายพอใจมาก มอบหมายให้เดชจับตาดูเฟืองเป็นพิเศษจนเธอแทบขยับตัวไม่ได้ พฤติกรรมบางอย่างของต้นห้องคนสนิทชวนให้คิดเหลือเกินว่าต้องมีส่วนรู้เห็นถึงการหายไปของบุหลันอย่างไม่ต้องสงสัย

เฟืองรู้ตัวว่าโดนตามก็พยายามสงบเสงี่ยม จนกระทั่งวันหนึ่ง...เมื่อคุณชายศักดินาหรือชายเดียวไม่สบายจึงต้องบากหน้าไปขออนุญาตท่านชายพาไปหาหมอ แม้ท่านหญิงจะอ้อนวอนยังไง ท่านชายก็ยังเฉยชาบอกให้ดูแลกันเองเพราะไม่อยากยุ่งด้วย เฟืองมองด้วยความแค้นใจ ท่านชายจึงถือโอกาสค่อนแคะ

“กูขับมึงออกจากวังไม่ได้เพราะมีคนคุ้มกะลาหัวมึงอยู่ มึงอยู่ที่นี่ก็ได้แต่อย่าให้กูเห็นหน้า ตรงไหนเป็นที่ของกูมึงก็อย่ามาเหยียบเพราะแม้แต่รอยตีนมึง กูก็รังเกียจ”

เฟืองกัดฟันแน่น จ้องหน้าอาฆาตจนท่านชาย บันดาลโทสะขว้างของใกล้มือถูกหัวเฟืองเลือดไหลที่ขมับเป็นทาง ท่านหญิงทนไม่ได้ออกโรงปกป้องบ่าวคนสนิท

“เฟืองไม่ต้องขึ้นมาบนตำหนักอีก หญิงจะลงไปหาเฟืองเอง”

“หม่อมฉันมีหน้าที่ดูแลท่านหญิง หม่อมฉันจะขึ้นมาเฝ้าอย่างเคย”

“ระวังเถอะหญิงแขไข เธอเลี้ยงงูพิษไว้กับตัว วันหนึ่งมันจะแว้งกัดเธอ!” ท่านชายทิ้งท้ายก่อนผลุนผลันออกไป

เฟืองไปส่งท่านหญิงที่ตำหนักแล้วกลับเรือนพัก เดชมาดักหน้าและพูดจายั่วประสาทจนเฟืองชักมีน้ำโห เดชทำกลัวหัวหดวิ่งไปหลบที่มุมหนึ่ง ยิ้มกว้างสมใจเมื่อเห็นแคล้วปรากฏตัวต่อหน้าเฟือง...ในที่สุดผีพนันก็ทำให้แกกลับมา

ooooooo

ตอนที่ 2

การกลับมาของอดีตคนสวนทำให้เฟืองหายใจไม่ทั่วท้อง แคล้วเปิดฉากอ้อนขอกลับมาทำงานเพราะไม่มีเงินและไม่มีที่ไป แต่ครั้นไม่ได้จึงยกเรื่องที่ร่วมมือกันกำจัดยอดกับบุหลันมาขู่ เฟืองเจ็บใจมากสวนกลับทันควัน

“กูไม่มีเงินเพราะให้มึงไปหมดแล้ว วันหลังมึงมาใหม่ละกัน กูจะขอประทานจากท่านหญิงให้”

“อย่าให้ฉันโมโหน่า วันหลังน่ะเมื่อไหร่กัน ฉันไม่ได้กินเหล้าจนเปรี้ยวปากจะลงแดงอยู่แล้ว มีเท่าไหร่เอามาก่อน เงินไม่มีก็เอาของมาก่อนก็ได้ สายสร้อยของป้าไง...ให้ฉันยืมก่อน”

สร้อยบนคอเฟืองเตะตาอดีตคนสวนใจโฉดอย่างแรง เฟืองตาเหลือกประกาศกร้าวไม่ยกให้เพราะหม่อมแม่ท่านหญิงประทานให้กับมือ แคล้วเข้าประชิดพร้อมบังคับให้ถอดเพราะต้องการเงินไปใช้หนี้พนัน เฟืองยังขัดขืนจึงโดนขู่

“คิดดูนะ...ถ้าท่านชายท่านหญิงทรงรู้ว่าที่จริงแล้วป้าเป็นตัวการใหญ่จะเป็นยังไง ตัวฉันอย่างมากก็ติดคุกแต่ป้าน่ะ...ไม่ประหารก็คุกตลอดชีวิต ป้าคิดและลงมือเองทั้งนั้น”

เฟืองกลัวถูกจับได้เลยปลดสร้อยให้อย่างเสียไม่ได้ แคล้วหมุนตัวจากไปพร้อมเสียงหัวเราะบาดใจ เฟืองแค้นที่กลายเป็นเบี้ยล่างให้รีดไถ เหลือบเห็นจอบแถวนั้นจึงคว้าติดมือตามไปฟาดจากด้านหลังหลายครั้งจนแคล้วล้มลงกับพื้น เฟืองตกใจ ตะโกนโหวกเหวกขอความช่วยเหลือกลบเกลื่อนการกระทำของตน ไม่รู้เลยว่าเดชเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแต่เลือกเงียบ รอสบโอกาสค่อยเรียนปรึกษาท่านชายอีกที

เหตุการณ์เฟืองโดนกระชากสร้อยทำให้ทั้งวังแตกตื่นโดยเฉพาะท่านหญิงที่รีบไปดูเหตุการณ์ด้วยความเป็นห่วงบ่าวคนสนิท ต่างจากท่านชายที่แกล้งตกใจแต่ในใจตื่นเต้นเพราะแผนล่อเหยื่อมาติดกับได้ผลเร็วกว่าที่คิด

เดชก้มๆเงยๆสำรวจแล้วพบว่าแคล้วยังไม่ตาย เก็บอาการไม่กระโตกกระตากเพราะไม่อยากให้เฟืองไหวตัว นายตำรวจในคราบคนสวนทูลท่านชายว่าเฟืองใช้จอบฟาดแคล้วเพื่อชิงสร้อยคืนแต่หนักมือไปหน่อย มันเลยนอนแน่นิ่งจนบ่าวตัวร้ายเข้าใจผิด ต้องทิ้งสร้อยไว้กับแคล้วตามเดิมอย่างน่าเสียดาย

ท่านชายกลัวคนในวังจะจำแคล้วได้และเอะอะจนเสียเรื่อง จึงชิงประกาศให้รู้ทั่วกันว่าหัวขโมยผู้โชคร้ายตายแล้วรีบส่งตำรวจเพื่อดำเนินการชันสูตร และผลก็เป็นจริงตามคาดเมื่อแคล้วรู้สึกตัวก่อนตายและสารภาพทุกอย่าง ยังความแค้นใจให้ท่านชายอย่างแสนสาหัส เร่งมือสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อจัดการจับเฟืองให้เร็วที่สุด

ฟากท่านหญิงไม่รู้เรื่อง เสด็จไปเยี่ยมเฟืองถึงห้องพักในเช้าวันถัดมา เชื่อสนิทใจเมื่อบ่าวคนสนิทสร้างเรื่องว่าเป็นฝ่ายถูกทำร้าย ส่วนการตายของหัวขโมยก็เพราะแค่ต้องการป้องกันตัวเท่านั้น ท่านหญิงอนุญาตให้เฟืองพักผ่อนจนกว่าจะสบายใจ เฟืองซึ้งใจมาก รอจนท่านหญิงจากไปจึงลุกยืนด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าเหมือนไม่เคยมีเรื่อง

“ไอ้แคล้ว...มึงไม่มีวันชนะกู ต่อให้มึงเป็นผีกลับมากูก็จะจับมึงยัดใส่หม้อถ่วงน้ำ...คอยดู!”

ooooooo

ในที่สุดท่านชายก็รวบรวมหลักฐานได้ทั้งหมด เดชยังแฝงตัวในคราบคนสวน เดินป้วนเปี้ยนในวังเป็นที่ขัดตาเฟืองมากจึงหาเรื่องแดกดันและข่มให้ยอมเป็นพวกแต่เดชไม่ยี่หระจนบ่าวตัวร้ายชักมีน้ำโห

“ถ้าอยากอยู่ที่นี่มึงต้องกราบตีนกูเพราะกูช่วยมึงได้ ท่านหญิงทรงควบคุมคนงานทั้งหมด”

“ฉันทำงานที่นี่เป็นวันสุดท้ายเพราะภารกิจของฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

เฟืองไม่เข้าใจความนัย ได้แต่มองตามคนสวนท่าทางยียวนเดินจากไปแล้วรีบกลับมาเฝ้าท่านหญิงบนตำหนักเหมือนเคย ตกใจมากเมื่อได้ยินจากผ่องว่าท่านชายเสด็จโรงพยาบาลเพื่อดูการชันสูตรศพหัวขโมย

“ท่านชายทรงเห็นศพหัวขโมยนั่นด้วยเหรอแม่ผ่อง เห็นตอนไหน”

ผ่องขยับจะตอบแล้วชะงักเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูแทรกขึ้น

“ข้าเห็นสิ...ตั้งแต่เมื่อคืนและมันก็ยังไม่ตาย มึงรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นใครนังเฟือง มึงเจตนาฆ่ามันใช่ไหม”

เฟืองก้มหน้างุดไม่ยอมสบตา พร่ำบอกแต่ว่าไม่รู้เรื่องใดๆ ท่านชายไม่เชื่อแถมขู่

“นังปากแข็ง...มึงคุยอยู่กับมันเป็นวรรคเป็นเวร มึงไม่รู้ได้ไง”

“หม่อมฉันไม่เห็น มันมืด ไม่ได้คุยกับมัน มันขู่จะเอาสร้อยของหม่อมฉัน”

“มันจะขู่ทำไม ก็มันคือไอ้แคล้วหลานชายมึง แล้วมันจะขู่มึงทำไม”

เฟืองตะลึงที่ท่านชายรู้ว่าเป็นแคล้ว รวมทั้งท่านหญิงกับบ่าวทุกคนก็ถึงกับพูดไม่ออก

“มึงรู้ว่ากูรู้ว่ามันคือไอ้แคล้ว แล้วมึงยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้ว่ามันเป็นใคร...นังผู้ร้ายปากแข็ง”

เฟืองยืนกรานว่าไม่รู้ไม่เห็น ท่านหญิงเป็นฝ่ายทนไม่ได้โพล่งขึ้นมาด้วยความสงสัย

“หญิงไม่เข้าใจ ขโมยคือแคล้วคนสวนเก่าของเราหรือคะ แล้วเขาจะขโมยสร้อยเฟืองทำไม”

“หญิงไม่เคยเข้าใจอะไรเพราะปล่อยให้อีเฟืองจูง จมูก จะบอกให้นะ...ไอ้แคล้วไม่ได้มาเพื่อจี้เอาสร้อยแต่มันมาขู่เอาเงินเป็นค่าปิดปากเรื่องชั่วที่อีเฟืองให้ทำต่างหาก อีเฟืองถึงต้องฆ่ามันก่อนมันจะโพนทะนาให้คนอื่นรู้”

“เจ้าพี่จะโทษเฟืองไปถึงไหน เจ้าพี่กริ้วที่บุหลันหนีไปแล้วลงใครไม่ได้ก็ลงกับเฟือง ขโมยเป็นใครหญิงไม่สนใจแต่มันขโมยสร้อยเฟือง เฟืองเป็นฝ่ายเสียหายจึงมีสิทธิ์ป้องกันตัว”

“เธอตาบอดมาตลอดตั้งแต่เราแต่งงานกัน...พี่มี ความรู้สึกว่ามีเมียสองคน คนหนึ่งเป็นท่านหญิงผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วแต่อีกคนหยาบช้ากักขฬะ เพราะหญิงเชื่อฟังอีเฟืองทุกอย่าง มันเพ็ดทูลว่าถูกกระตุกสร้อยเส้นนี้ใช่ไหม”

ท่านชายโยนสร้อยไปตรงหน้าเฟืองพร้อมประกาศว่ารู้ทันแผนการตื้นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่มีร่องรอยใดๆ บนตัวเฟืองทั้งที่อ้างว่าโดนกระชากสร้อยจากคอ ไหนจะขนาดรูปร่างใหญ่โตของแคล้วที่บ่าวไม่น่าทำร้ายได้เฟืองเริ่มนั่งไม่ติดเพราะท่านชายสาวมาใกล้ความจริงทุกขณะ แต่ท่านหญิงยังเชื่อมั่น ออกโรงปกป้องบ่าวคนสนิทเต็มที่

“เจ้า​พี่...เฟือง​ไม่​โหดร้าย​อย่าง​นั้น ไม่​มี​เหตุผลที่​เฟือง​ต้อง​ฆ่า​นาย​แคล้ว”

“มี​สิ...นัง​เฟือง​มัน​ต้องการ​ปิดปาก​ไอ้​แคล้ว เรื่อง​ที่​พวก​มัน​สมคบ​กัน​ฆ่า​บุหลัน​กับ​ไอ้​ยอด อี​เฟือง​มัน​ให้​ไอ้​ยอด​ผลัก​บุหลัน​ตก​น้ำ ให้​ไอ้​แคล้ว​เจาะ​ท้อง​เรือ​ให้​น้ำ​เข้า​เรือ​จน​ล่ม ไอ้​ยอด​จะ​ได้​ตาย​ตาม​กัน​ไป เมีย​พี่​ไม่ได้​หนี​ไป​กับ​ไอ้​ยอด!”

ท่านหญิง​ยัง​ไม่​เชื่อ​เพราะ​เฟือง​เป็น​คน​อุ้ม​ชายเดียว​มา​ให้​คืน​นั้น ท่านชาย​เหยียด​ยิ้ม​และ​อธิบาย​เสียง​เย็น

“ก็​มัน​ฉลาด​ไง ถึง​ได้​เอา​ลูก​บุหลัน​ไว้​ล่อ​พี่ พี่​จะ​ได้​ไม่​เอาเรื่อง​เพราะ​รัก​ลูก ถ้า​อย่าง​นั้น​มัน​คง​ฆ่า​ทั้ง​แม่และ​ลูก​แล้ว...คน​ใกล้​ตาย​ไม่​โกหก นัง​เฟือง...ไอ้​แคล้ว​สารภาพ​ทุก​อย่าง​ก่อน​ตาย​หมด​แล้ว”

เฟือง​เห็น​ว่า​ไม่​มี​ประโยชน์​จะ​ปกปิด​ความ​ผิด​ต่อ​ไป จ้อง​หน้า​ท่านชาย​เขม็ง​และ​ระบาย​ความ​คับแค้น​ใจ

“หม่อมฉัน​อยาก​ฆ่า​มัน​วัน​ละ​ร้อย​หน ดี​ที่​เพิ่ง​มี​โอกาส...ไม่​งั้น​อี​บุหลัน​คง​ตาย​นาน​มาก​แล้ว ท่านหญิงจะ​ได้​ไม่​ต้อง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​อีก ท่านหญิง​ทรง​ดี​เกินไป เจ็บ​พระทัย​แค่​ไหน​ก็​ไม่​เคย​ปริปาก​ทูล​ท่านชาย​ว่า​ไม่​มี​เมีย​คน​ไหน​ทน​ได้ที่​ผัว​พะเน้าพะนอ​กับ​หญิง​อื่น อี​บุหลันตาย​คน​เดียว ท่านหญิง​ของ​หม่อมฉัน​ก็​จะ​ไม่​ทุกข์​อีก​ต่อไป”

ท่านชาย​ชัก​ปืน​จาก​เอว​มา​ตบ​เฟือง​จน​เลือด​กบ​ปาก ท่านหญิง​ถลา​มา​ห้าม​แต่​ท่านชาย​ไม่​ยอม​จะ​ฆ่า​เฟือง​ให้​ได้ ท่านหญิง​ร้องไห้​อ้อนวอน​ขอ​ชีวิต​บ่าว​คน​สนิท​จน​เป็น​ที่​เวทนา​แก่​ผู้คน​ใน​วัง เฟือง​ซึ้ง​ใจ​มาก​คลาน​ไป​กอด​ขา​ท่านหญิง

“ชื่น​ใจ​ของ​เฟือง ไม่​เสีย​แรง​ที่​หม่อมฉัน​รัก​และ​ภักดี ให้​หม่อมฉัน​รับ​ผิด​เถอะ​มัง​คะ ถ้า​ท่านชาย​จะ​ฆ่า​หม่อมฉัน​ให้​ตาย​ก็​ทรง​จำ​ไว้​นะ​มัง​คะ...ว่า​ต่อ​ให้​หม่อมฉัน​เป็น​ผี​ก็​จะ​ปกป้อง​ท่านหญิง​ตลอด​ไป”

ท่านหญิง​ปาด​น้ำตา เชิด​หน้า​บอก​สามี​ว่า​ไม่​มีวัน​ยอม​ให้​เฟือง​รับ​โทษ​โดย​ปราศจาก​หลักฐาน​และ​กระบวนการ​ทาง​กฎหมาย ท่านชาย​หัวเสีย​จัด ด่าทอ​เฟือง​ลั่น​บ้าน​จน​ชาย​เดียว​ตกใจ​ร้องไห้​แต่​ท่านชาย​ก็​ไม่​สนใจ รับสั่ง​ให้​เดช​กับ​สน​จับ​เฟือง​ไป​ขัง​รอ​หลวง​วิเศษ​มา​รับ​เช้า​วัน​รุ่งขึ้น ท่านหญิง​ทน​ไม่ได้​ประกาศ​กร้าว

“ไหน​ล่ะ​หลักฐาน หญิง​จะ​หา​ทนาย​ให้​เฟือง ไม่​ต้อง​กลัว...หญิง​ไม่​ทิ้ง​เฟือง​เด็ดขาด หญิง​จะ​พาเฟือง​ไป​ที่​ห้อง​เอง เจ้า​พี่​ไม่​ต้อง​กลัว​เฟือง​จะ​หนี หญิง​จะ​ล็อก​ประตู​ด้วย​มือ​หญิง​เอง​และ​จะ​เอา​กุญแจ​มา​ถวาย”

“ทำไม​เธอ​ต้อง​ทำให้​ยุ่งยาก ฉัน​รู้​ว่า​เธอ​เจ็บปวด แล้ว​ฉัน​ล่ะ...บุหลัน​ตาย​ไป​ทั้งคน​คิด​ว่า​ฉัน​ไม่​รู้สึก​อะไร​เลย​หรือ”

“หญิง​ดีใจ​ที่​เจ้า​พี่​รู้สึก​เจ็บปวด เพราะ​ตลอด​เวลา​เจ้า​พี่​ทรง​มี​แต่​ความ​สุข​จน​ไม่​เห็น​ว่า​คน​อื่น...โดยเฉพาะ​หญิง​ทุกข์​ใจ​มาก​เพียง​ใด แต่​หญิง​ไม่​โทษ​เจ้า​พี่​หรอก คนผิด​คือ​คน​โง่​อย่าง​หญิง” ท่านหญิง​กริ้ว​จน​ลืม​ทุก​อย่าง ระบาย​ความ​อึดอัด​ใจ​ที่​เก็บ​มา​นาน “หม่อม​แม่​สิ้นหญิง​ก็​ไม่​มี​ใคร​อีก​เลย ความ​หวัง​ก็​อยู่​กับ​เจ้า​พี่ แต่​เจ้าพี่​ทำ​กับ​หญิง​ขนาด​นี้ คน​เดียว​ที่พึ่ง​ได้​คือ​เฟือง...เขา​ภักดี​กับ​หญิง​เหมือน​ทาส เหมือน​พี่...เหมือน​แม่”

เฟือง​สะอื้น​ฮัก​ด้วย​ความ​สะเทือนใจ ท่านหญิง​มอง​มา​ด้วย​แวว​ตา​ปวดร้าว ยื่นมือ​ให้​บ่าว​คน​สนิท​ยก​ทูน​เหนือ​หัว

“เฟือง​ไม่​ร่ำรวย ไม่​มี​ยศ​ฐา​บรรดาศักดิ์​แต่เฟือง​ไม่​เคย​ผิด​คำ​สัญญา​กับ​หม่อม​แม่​ว่า​จะ​ดูแล​หญิง​ถึงที่​สุด คำ​พูด​ของ​เฟือง​ไม่​มี​น้ำหนัก​เหมือน​ใครๆแต่​เฟือง​ก็​ไม่​เคย​ผิด​คำ​พูด...ไป​กัน​เถอะ​เฟือง”

ท่านหญิง​พยุง​เฟือง​ออก​ไป​แต่​ไม่​วาย​ทิ้งท้าย​กับ​สามี “ไม่​ทรง​นึก​ว่า​หญิง​จะ​พูด​ใช่​ไหม​คะ ประเทศ​นี้​หญิง​ชาย​แตก​ต่าง​กัน​เหลือเกิน ผู้ชาย​ถูก​ทุก​อย่าง​แต่​ผู้หญิง​ผิด​เสมอ พูด​อะไร​ไม่ได้​ต้อง​นิ่ง​อย่าง​เดียว ผู้ชาย​จะ​ทำให้​ช้ำใจ​ก็​ไม่​มี​วัน​ผิด”

ท่านหญิง​สู้​ตา​สามี​ไม่​กลัว ท่านชาย​ได้​แต่​เลี่ยงมอง​ทาง​อื่น ปล่อย​ให้​ภรรยา​พา​เฟือง​จาก​ไป​โดย​ไม่​เหลียวหลัง

ooooooo

จันทร์​คิดถึง​ลูก​ชาย​เหลือเกิน ภาพ​ความ​ทรง​จำ​ตอน​เฟือง​อุ้ม​เขา​หาย​ไป​ยัง​เวียน​วน​ใน​หัว เมื่อย​อด​แวะ​มา​คุย​เลย​อด​ปรับทุกข์​ด้วย​ไม่ได้ ใน​ฐานะ​พยาน​คน​เดียว​ที่​อยู่​ใน​เหตุการณ์​เดียวกัน​และ​เข้าใจ​เธอ​ที่สุด

“ถึง​เรา​ไม่ค่อย​พบ​กัน​แต่​ฉัน​ก็​เป็น​ห่วง​เสมอ จนถึง​วัน​นี้​ก็​ไม่​ลืม​บุญคุณ”

“หม่อม​อย่า​คิดมาก​ครับ ผม​ก็​ผิด​ด้วย​ที่​หลง​เชื่อ​นัง​เฟือง ไม่​คิด​ว่า​แก​จะ​ใจ​บาป​หยาบช้า​ขนาด​นี้ ไม่​รู้​มัน​เพ็ดทูล​ท่านชาย​ว่า​ไง​บ้าง หม่อม​จะ​กลับ​วัง​ไหม​ครับ ผม​จะ​เป็น​พยาน​ให้”

“มี​ประโยชน์​อะไร...ถึง​กลับ​ไป​เขา​ก็​หา​ทาง​ฆ่า​ฉัน​อีก ฉัน​ไม่​อยาก​ห่วง​หน้า​พะวง​หลัง”

ยอด​เข้าใจ​สถานการณ์​อดีต​หม่อม​ดี สงสาร​เธอ​จับใจ อด​ไม่ได้​จะ​ถาม​ถึง​คุณชาย​ที่​โดน​เฟือง​พราก​จากอก

“ฉัน​คิดถึง​เขา​ทุก​ลม​หายใจ​แต่​คุณชาย​คง​ปลอดภัย​เพราะ​เป็น​ผู้ชาย เขา​ต้องการ​ลูก​ชาย​ฉัน”

ยอด​พลอย​หดหู่ บ่น​เสียดาย​ที่​ท่านชาย​ไม่​มีโอกาส​รับ​รู้​ว่า​มี​พระธิดา​อีก​คน จันทร์​ถอน​ใจ​เบาๆ ไม่​แน่ใจ​ใน​การ​ตัดสินใจ​ของ​ตัว​เอง​เหมือน​กัน​ที่​ไม่​ยอม​ให้​ท่านชายได้​พบ​กับ​รุ้ง แต่​เมื่อ​เหตุการณ์​ไม่​น่า​ไว้ใจ​เธอ​ก็​ไม่​อยาก​เสี่ยง

ยอด​เหลือบ​เห็น​ฉัตต์​มา​แต่​ไกล ก้มหน้า​บอก​อดีต​หม่อม​ว่า​คุณ​หนู​คน​โต​ของ​บ้าน​ปัณณธ​รส​งสั​ยส​ถา​นะ​และ​ความ​สัมพันธ์​ของ​เขา​กับ​เธอ จันทร์​ไม่​ถือสา​เพราะ​เห็นใจ​ฉัตต์​ที่​กำพร้า​แม่​กะทันหัน ปลอบ​ไม่​ให้​คิดมาก​และ​อย่า​มอง​ฉัตต์​ใน​แง่​ร้าย อดีต​คนสวน​พยัก​หน้า​รับ​และ​ขอตัว จันทร์​จึง​กลับ​เข้า​บ้าน​ไป​หา​รุ้ง​และ​โอบ​กอด​ไว้​ใน​อ้อมแขน

“ทูนหัว​ของ​แม่...แม่​ไม่​ขอ​อะไร​นอกจาก​ให้​แม่​แข็ง​แรง​มี​กำลัง​เลี้ยง​หนู​ให้​เป็น​คน​ดี หนู​ไม่​ต้อง​ร่ำรวยหรือ​ทรัพย์​สมบัติ​มากมาย​แต่​ขอ​ให้​มี​ศีล​มี​ธรรม สุขภาพแข็งแรง​ไม่​เจ็บไข้ มี​สติปัญญา​เล่าเรียน​สูงๆ” จันทร์​น้ำตาคลอ คิดถึง​ลูก​ชาย​อีก​คน “แม่​จะ​ขอ​สิ่ง​เดียวกัน​ให้​พี่​ชาย​หนู แต่​เขา​จะ​ร่ำรวย​อยู่​วังใหญ่​โต​และ​มี​ศักดินา​สม​ชื่อ”

ฟาก​ท่านหญิง​สอบ​ถาม​เฟือง​เรื่อง​ยอด​กับ​บุหลัน​อีก​ครั้ง เฟือง​ไม่​กล้า​โกหก สารภาพ​ความ​จริง​โดย​ไม่ปิดบัง​แถม​โทษ​ว่า​เป็น​ความ​ผิด​ท่านชาย​ที่​ปัน​ใจ​ให้​หญิง​อื่น ท่านหญิง​ถอน​ใจ​หนักหน่วง เข้าใจ​ความ​หวัง​ดี​แต่​ไม่​คิด​ว่า​บ่าว​คน​สนิท​จะ​ทำ​การ​รุนแรง​แบบ​นี้

“แต่​เฟือง​ต้อง​ไม่​ลืม​ว่า​เจ้า​พี่​รัก​บุหลัน​มา​ก่อนหญิง เขา​รัก​กัน​ก่อน​ถูก​บังคับ​ให้​แต่งงาน เฟือง​ไม่​น่า​ทำแบบนั้น”

“เพราะ​นัง​บุหลัน​มัน​จงใจ​แย่ง​ท่านหญิง”

“เจ้า​พี่​ผิด​เฉพาะ​ที่​ผิด​สัญญา​กับ​หญิง บุหลัน​ไม่ผิด​เพราะ​เจ้า​พี่​รับ​เขา​เป็น​เมีย​เอง จะ​ให้​เขา​ทำ​อย่างไร แต่​ยัง​ไง​หญิง​ก็​จะ​ทำ​เพื่อ​เฟือง เฟือง​ทำ​เพื่อ​หญิง​มา​ตลอด ต่อ​ไป​นี้​หญิง​จะ​ทำ​เพื่อ​เฟือง​บ้าง”

เฟือง​มอง​ไม่​เห็น​ทาง​เพราะ​สารภาพ​ต่อหน้า​ท่านชาย​ไป​แล้ว ท่านหญิง​ให้​กำลังใจ​ว่า​อย่า​ท้อ​เพราะ​ยัง​ไม่​มี​หลักฐาน​ยืนยัน เฟือง​ซาบซึ้ง​น้ำตา​คลอ​แต่​มิ​วาย​กลัว​เจ้านาย​สาว​จะ​เสื่อมเสีย​พระ​เกียรติ

“หญิง​ไม่​กลัว ใคร​จะ​คิด​อะไร​ก็​คิด​ไป หญิง​บอก​แล้ว​ว่า​เฟือง​เหมือน​ญาติ หญิง​มี​เฟือง​คน​เดียว”

“เป็น​พระกรุณา​อย่าง​หา​ที่สุด​ไม่ได้ หม่อมฉัน​ตาย​ไป​กี่​ชาติ​ก็​ขอ​สาบาน​จะ​รับ​ใช้​ท่านหญิง​ทุก​ชาติ ถ้า​แม้​ไม่ได้​เกิด วิญญาณ​หม่อมฉัน​จะ​อยู่​ปกปักรักษา​ท่านหญิง​ตลอด​ไป ทรง​จำ​ไว้​นะ​มัง​คะ”

“ไม่​ต้อง​สาบาน หญิง​เชื่อ​ทุก​อย่าง​ที่​เฟือง​พูด”

เฟือง​ก้มหน้า​กอด​เท้า​ท่านหญิง​พลาง​ร้องไห้​สะอึกสะอื้น เสียใจ​ที่​อาจ​ไม่​มี​โอกาส​ได้​อยู่​รับ​ใช้​แล้ว

ท่านหญิง​กลับ​ตำหนัก​และ​มอบ​กุญแจ​ห้อง​เฟือง​ให้​สามี​ตาม​สัญญา ระหว่าง​ทาง​พบ​กับ​เดช​และ​ทราบความ​จริง​ว่า​แท้จริง​เขา​คือ​นาย​ตำรวจ​แฝง​ตัว​มา​สืบ​เรื่อง​เฟือง ท่านหญิง​อด​แดกดัน​ไม่ได้​เพราะ​เคือง​ไม่​หาย​ที่​ใครๆก็​รุม​จับผิด​บ่าว​คน​สนิท เดช​ได้​แต่​ก้มหน้า​นิ่ง เห็นใจ​แต่​คง​ไม่​ใจอ่อน​เพราะ​ยึดถือ​ความ​ถูกต้อง​เป็น​หลัก

ท่านชาย​พยายาม​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กับ​ภรรยา​แต่​ท่านหญิง​ไม่​สนใจ​แถม​ทำ​หมางเมิน น้อยใจ​สามี​ที่​เป็น​ตัวตั้งตัวตี​ใน​คดี​บุหลัน​และ​ปักใจ​หนักแน่น​ว่า​เฟือง​เป็น​ตัวการ​ทั้งที่​ยัง​ไม่​มี​หลักฐาน​ยืนยัน​แน่ชัด

“หญิง​ถาม​คำเดียว...ถ้า​ลงโทษ​เฟือง​แล้ว​ต่อ​มา​บุหลัน​หม่อม​คน​โปรด​ของ​เจ้า​พี่​กลับ​มา​อาการ​ครบ​สามสิบสอง เจ้า​พี่​จะ​ทรง​ทำ​ยัง​ไง” ท่านชาย​อ้ำอึ้ง ท่านหญิง​ได้​แต่ถอนใจ​แล้ว​บอก​ความต้องการ​ของ​เฟือง “เฟือง​ให้​หญิง​ทูล​เจ้าพี่​ว่า​พรุ่งนี้​หลวง​วิเศษ​มา​รับ​ตัว​เขา เขา​จะ​รู้สึก​เป็น​เกียรติ​มาก​ถ้า​เจ้า​พี่​จะ​เปิด​ประตู​ห้อง​เขา​ด้วย​พระองค์​เอง”

ท่านชาย​แปลก​ใจ​แต่​ไม่​อยาก​ซักไซ้​ให้​ภรรยา​ไม่​พอใจ​มาก​ไป​กว่า​นี้ รับปาก​ง่ายๆและ​ขอตัว​กลับ​ห้อง

ooooooo

ท่านหญิง​ไป​หา​หม่อมเจ้า​อัปส​รา​ภาหรือท่าน หญิง​เล็ก​น้อง​สาว​คน​ละ​แม่​เพื่อ​ปรึกษา​เรื่อง​หา​ทนาย เห็น​คุณหญิง​ทอแสง​รัศมี​หลาน​สาว​รุ่น​ราว​คราว​เดียว​กับ​ชาย​เดียว​ก็​อด​เอ็นดู​ไม่ได้ ซัก​ถาม​ถึง​การ​เลี้ยงดู​พัก​ใหญ่​จึง​เข้า​เรื่อง​สำคัญ

ท่านหญิง​เล็ก​รับปาก​จะ​สอบ​ถาม​ท่าน​วรจักร​ผู้​เป็น​สามี​ให้​แต่​ไม่​วาย​บ่น​พี่​สาว​เรื่อง​พฤติกรรม​เจ้าชู้​ของ​ท่านชาย แม้​จะ​รู้​กัน​ดี​และ​เคย​เตือน​หลาย​ครั้ง​แต่​ท่านหญิง​ยัง​วาง​เฉย ไม่​ยอม​ปล่อย​วาง​จน​เฟือง​ต้อง​ทำ​เรื่อง​ร้ายแรง​ขนาด​นี้

“พี่​หญิง​จะ​ทรง​คิด​เปลี่ยน​ประเพณี​ที่​เขา​ทำ​กัน​มา​ตั้งแต่​มี​ประเทศไทย​เหรอ อีก​ห้า​ร้อย​ปี​คง​ทำได้”

ท่านหญิง​แข​ไขฯ​เถียง​ว่า​ไม่​เคย​เจอ​แบบ​นี้​กับ​ตัว​ก็​ไม่​มี​วัน​รู้ ท่านหญิง​เล็ก​ไม่​หวั่น ถ้า​ตราบ​ใด​เธอ​ยังเป็น​ที่​หนึ่ง​ใน​ใจ​สามี อีก​กี่​ร้อย​หญิง​เธอ​ก็​ไม่​สนใจ

“พี่​หญิง​จะ​ปฏิวัติ​เหรอ​คะ อย่า​คิด​เลย​ค่ะ เหนื่อย​เปล่า​แถม​จะ​ยิ่ง​เสียใจ ถ้า​เรา​โวยวาย​เขา​ก็​ยิ่ง​แสดง​ว่า​ไม่​รัก​เรา เผลอๆเขา​ก็​จะ​แสดง​ว่า​เขา​เกลียด​เรา​ด้วย​ซ้ำ”

ท่านหญิง​สะกด​กลั้น​อารมณ์​คุก​รุ่น​ที่​โดน​พูด​แทงใจดำ ท่านหญิง​เล็ก​ส่าย​หน้า เหนื่อย​ใจ​จะ​เตือน​เพราะ​รู้​ว่า​พี่​สาว​ไม่​เปิด​ใจ ได้​แต่​มอง​ตาม​เซ็งๆ...หยิ่ง​ไป​เถอะ​พี่​หญิง ช้ำใจ​แล้ว​อย่า​มา​คร่ำครวญ​ก็​แล้วกัน!

บรรยากาศ​บน​รถ​อึมครึม​กว่า​เมื่อ​ขา​มา พิกุลกล้าๆ กลัวๆแต่​สุดท้าย​ก็​ตัดสินใจ​ถาม​ด้วย​ความ​เป็น​ห่วง ท่านหญิง​หลับตา​ลง​ช้าๆ พยายาม​รวบรวม​สติ​ที่​เหลือ​อยู่​ถามขึ้นเบาๆ

“ฉัน​ไม่​เป็น​อะไร​หรอก...พิกุล สน...แก​สอง​คนไม่​ชอบ​เฟือง​ใช่​ไหม คน​ทั้ง​วัง​รัง​สิ​ยา​ไม่​ชอบ​เฟือง ฉัน​รู้​ตั้งแต่​วัน​แรก​ที่​เข้า​มา​อยู่ ทำไม​หรือ...เพราะ​แก​คิด​ว่า​คน​ที่​น่า​จะ​เป็น​หม่อม​เอก​ของ​ท่านชาย​คือ​บุหลัน​ใช่​ไหม” สอง​บ่าว​อึกอัก ได้​แต่​ก้มหน้า​งุด ท่านหญิง​จึง​ถือว่ายอมรับ “ตอน​นี้​ทุก​คน​คง​ดีใจ​ที่​เฟือง​มี​เคราะห์​กรรมอย่างนี้
เฟือง​ทุกข์​ที่​ท่านชาย​รับ​บุหลัน​เป็น​หม่อม​เพราะ​เขา​รัก​ฉัน แต่​พวก​แก​มี​ความ​สุข​ที่​ท่านชาย​มี​เมียน้อย​เพราะ​พวก​แก​รัก​ท่านชาย”

สอง​บ่าว​หายใจ​ไม่​ทั่ว​ท้อง​เพราะ​ไม่​เคย​เห็น​เจ้านาย​สาว​มี​ท่าที​แข็งกร้าว​เช่น​นี้ ได้​แต่​เฝ้า​ดู​ท่านหญิง​นั่ง​นิ่ง​เหม่อ​มอง​ทาง​กระจก​ข้าง​จนถึง​วัง หวั่น​ลึกๆว่า​เรื่อง​เฟือง​คง​กลาย​เป็น​บาดแผล​ใหญ่​ของ​วัง​รัง​สิ​ยา​ไป​อีก​นาน

เฟือง​เอง​ก็​ทุกข์​ใจ​เพราะ​เป็น​ห่วง​ท่านหญิง​ไม่​ต่าง​กัน กลัว​ว่า​หาก​ตน​จาก​ไป​แล้ว​จะ​ไม่​มี​คน​ดูแล ตัดสินใจ​ทำ​อะไร​บาง​อย่าง​โดย​ลงมือ​เขียน​จดหมาย​สั่งเสีย​ถึง​ท่านหญิง เมื่อ​ผ่อง​มา​เยี่ยม​จึง​คาดคั้น​ให้​รับปาก​คอย​รับ​ใช้​ไม่​ให้​ใคร​มา​ทำร้าย​พร้อม​กำชับ​ให้​ส่ง​มอบ​จดหมาย​ให้​ท่านหญิง​เมื่อ​ตน​จาก​วัง​ไป

“ผ่อง​อย่า​ลืม​สัญญา ตั้งแต่​พรุ่งนี้​เป็นต้น​ไป ข้า​เหมือน​คน​ที่​ตาย​ไป​แล้ว สัญญา​กับ​คน​ตาย​เอ็ง​อย่า​ละเลย”

ผ่อง​นิ่ว​หน้า​กับ​คำ​พูด​เหมือน​ลา​ไป​ตาย​แต่​ไม่อยาก​คิดมาก รับปาก​จะ​ปรนนิบัติ​ท่านหญิง​ให้​ดี​เหมือน​ตอน​เฟือง​ยัง​อยู่

ooooooo

และ​แล้ว​เช้า​วัน​สำคัญ​ก็​มา​ถึง...ท่านหญิง​นั่งมอง​ชาย​เดียว​บน​เปล​ด้วย​แวว​ตา​อ่อนโยน แม้​รู้​ว่า​เด็กน้อยเป็น ​สายเลือด​ของ​ศัตรู​หัวใจ​คน​สำคัญ​อย่าง​บุหลัน​แต่​เธอ​ก็​รัก​สุด​หัวใจ​เท่า​ที่​คน​เป็น​แม่​จะ​รู้สึก​ได้ เมื่อ​ผ่อง​มา​รายงาน​ว่า​หลวง​วิเศษ​พา​ตำรวจ​หลาย​นาย​มา​คุมตัวเฟือง​ ไป​โรงพัก​ก็​พยัก​หน้า​รับ​รู้ หวัง​ลึกๆว่า​บ่าว​คน​สนิท​จะ​พ้น​ข้อ​กล่าวหา

ขณะที่ท่านหญิงภาวนา...เฟืองได้แต่มองมีดปอกผลไม้เล่มเล็กในมือนิ่ง ได้ยินเสียงกลุ่มคนเดินมาหาก็แสยะยิ้มน้อยๆ หลับตารวบรวมสติแล้วก้าวไปรอหน้าประตูอย่างใจเย็น เสียงไขกุญแจเหมือนเป็นสัญญาณบอกเวลา ท่านชายเป็นคนเปิดเข้ามา เฟืองสบตาท้าทายด้วยความแค้นและลงมือปาดคอตัวเองทันที

ท่านชายอ้าปากค้าง โกรธจัดที่ทุกอย่างผิดแผน หมุนตัวกลับออกมาบอกคนข้างนอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“มันฆ่าตัวตาย อีนี่มันเหี้ยมมาก จะตายมันยังเลือกวิธีโหดที่สุด มันคงหวังว่าวิญญาณจะไม่ไปผุดไปเกิดเป็นผีตายโหงล่องลอยแถวนี้ มึงอย่าหวังเลยอีเฟือง วังของกูไม่ให้มึงมาสิงสู่หรอก”

ทุกคนเครียดหนักเพราะท่าทางจะจบไม่สวยแต่คนหัวเสียที่สุดได้แก่ท่านชายเพราะนอกจากไม่ได้เอาผิดกับตัวการสมใจ ยังต้องแจ้งข่าวร้ายนี้กับท่านหญิง...ผีอีเฟืองก่อเรื่องไว้แสบจริงๆ ตายไปแล้วก็ก่อเรื่องให้ไม่หยุดหย่อน!

เมื่อท่านชายไปถึงก็พบว่าท่านหญิงกำลังลงจากตำหนักเพื่อไปลาเฟือง เขาพยายามห้ามและหาข้ออ้างต่างๆนานารั้งไว้จนกว่าตำรวจจะขนศพเสร็จแต่ท่านหญิงฉุกใจเสียก่อน คาดคั้นจนท่านชายหลุดปากบอกว่าเฟืองฆ่าตัวตาย ท่านหญิงหน้าซีดด้วยความตกใจสุดขีด ไม่อยากเชื่อว่าบ่าวคนสนิทจะจากเธอไปเร็วขนาดนี้

“หญิงไม่เชื่อ...ใครทำเฟืองหรือว่าเจ้าพี่ ต้องใช่แน่ เคยรับสั่งจะฆ่าเฟืองด้วยพระหัตถ์ เจ้าพี่ทัยร้ายมาก”

ท่านหญิงวิ่งไปทางเรือนของเฟือง แม้ท่านชายหรือเจ้าหน้าที่จะยับยั้งก็ดึงดันเข้าไปจนได้ สภาพศพเฟืองไม่ใช่ภาพน่าดูนัก ท่านหญิงกลั้นสะอื้นสุดความสามารถ คว้าผ้ามาพันรอบคอบ่าวคนสนิทไม่ให้เห็นบาดแผลน่ากลัว ใจประหวั่นถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งเฟืองมีชีวิตและคอยปรนนิบัติพัดวีทุกอย่างราวกับเป็นแม่คนที่สอง

ทุกย่างก้าวในชีวิตบ่าวคนสนิทไม่เคยทิ้งเธอ

ไปไหน จวบกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตก็เสียสละ

ชีวิตเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเธอ ท่านชายเข้าใจความ

รู้สึกท่านหญิงดีแต่ก็ไม่อาจหักห้ามความโกรธแค้น

ต่อเฟืองได้...บุหลันต้องตายมันก็ควรได้รับโทษด้วยชีวิตถึงจะสาสม!

การจากไปของเฟืองทำให้บรรยากาศในวังหดหู่มาก ท่านชายวุ่นวายกับการปิดคดี ส่วนท่านหญิงจมกับความทุกข์จนไม่เป็นอันกินอันนอน ผ่องร้องไห้ด้วยความสงสารและคิดถึงเฟืองเพราะนับถืออย่างพี่สาวที่มีบุญคุณเกื้อหนุนกันมาตลอด ท่านหญิงซึ้งใจที่มีคนรักเฟือง ปลอบโยนบ่าวให้เผชิญหน้ากับความจริง

“อย่าร้องไห้เลยผ่อง ไหนๆเขาก็ไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีก”

“หม่อมฉันคิดถึงพี่เฟือง แกช่วยหม่อมฉันไว้หลายอย่าง อับจนทุกทีก็ได้แกช่วย...ที่มาเลี้ยงคุณชายก็ด้วยมังคะ”

ผ่องปาดน้ำตาและพยายามทำใจ พลันนึกขึ้นได้ว่าเฟืองฝากจดหมายให้ท่านหญิง รีบหยิบส่งให้

“พี่เฟืองสั่งเด็ดขาดให้ถวายจดหมายตอนพี่เฟืองไปแล้ว หม่อมฉันคิดว่าพี่เฟืองหมายถึงตอนตำรวจเอาตัวไป”

ท่านหญิงไม่ถือสา เปิดอ่านแล้วน้ำตาไหลเมื่อเห็นตัวอักษรเขียนผิดๆถูกๆแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ

“อย่าทรงโสกเส้าเมื่อหม่อมฉันไปแล้ว หม่อมฉันจากไปแต่ร่าง หัวใจและวินยานยังคอยเฝ้าดูท่านหญิงสะเม๋อ”

ท่านหญิงปล่อยโฮ ผ่องพลอยสะอื้นไปด้วย...โถพี่เฟือง...ฉันสัญญาจะดูแลท่านหญิงอย่างดีแทนพี่เอง

ooooooo

หลังอ่านจดหมายของเฟือง...ท่านหญิงก็เศร้า-โศกกว่าเดิม ข้าวปลาไม่ยอมแตะจนท่านชายร้อนใจ สั่งให้คนไปรับหมอมาตรวจ ท่านหญิงแสดงอาการหมางเมินและพูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวจนท่านชายแปลกใจ สบตาเธอก็ยิ่งพิศวงเพราะเหมือนแววตาอาฆาตแค้นของเฟืองตอนก่อนตายไม่มีผิด

ท่านชายหลบสายตาไปยืนรอตรงหน้าต่าง หันหลังให้หมอกับท่านหญิงจึงไม่ทันได้ยินเธอสั่งความ

“วันนี้เผาศพคนของฉัน หมอจัดยาให้ฉันมีแรงลุกไปวัดด้วย”

หมอพยักหน้ารับรู้ หยิบเข็มฉีดยามาจัดการให้ตามที่เธอต้องการ

ท่านหญิงใส่บาตรให้เฟืองแต่เช้า ความโศกาอาดูรถึงบ่าวคนสนิทยังท่วมท้นแต่พยายามทำใจให้เข้มแข็ง เพราะรู้ดีว่าเฟืองอยากให้เธอมีชีวิตเพื่อสู้ต่อไป

“เดี๋ยวใส่บาตรเสร็จ หญิงจะไปเก็บกระดูกเฟือง เฟืองจะได้อยู่กับหญิงตลอดไป”

โกศใบน้อยบรรจุกระดูกเฟืองอยู่ในมือท่านหญิงสายวันเดียวกันนั้น ท่านชายไม่พอใจเมื่อภรรยาบอกจะนำไปเก็บไว้ในห้องพระ ประกาศกร้าวห้ามเด็ดขาดเพราะไม่อยากให้ร่องรอยของบ่าวใจโฉดมาอยู่ร่วมชายคา ท่านหญิงกล้ำกลืนน้ำตาแล้วตวัดสายตามองสามีอย่างเย็นชา

“หญิงจะหาที่อยู่ให้เฟืองใหม่ ประทานอภัยด้วยที่หญิงไม่มีความคิด”

“ไม่จำเป็นต้องพูดอย่างนั้น พี่รู้ว่าเธอเข้าใจแต่ประชด พี่อนุญาตให้จัดงานศพอย่างที่ต้องการ สวด

เจ็ดวันเกินฐานะคนใช้ พี่เตือนแค่นี้เธอยังไม่พอใจอีกหรือ” ท่านหญิงเฉยชาจนท่านชายของขึ้น “อะไรดลใจเธอหญิงแขไข...ถึงเอากระดูกของนังไพร่ร้ายกาจคนนี้มาปะปนกับพระอัฐิเจ้านาย กระดูกมันน่ะควรจะขุดหลุมฝังให้ลึกที่สุด”

ท่านหญิงสะกดอารมณ์สุดความสามารถแล้ว

เชิดหน้าจากไป ทันใดนั้น...แสงไฟจากเทียนดับวูบพร้อมลมกระโชกเข้ามาในห้อง ท่านชายไม่สะดุ้งสะเทือน จุดไม้ขีดใหม่แต่ก็ถูกลมพัดดับอีก

“มึงจะเฮี้ยนแค่ไหนกูก็ไม่กลัว มาสิวะ...เก่งจริงมึงออกมาสิวะนังปีศาจ!”

นับจากวันนั้น...บรรยากาศในวังรังสิยาก็ชวนอึดอัดกว่าเดิม ท่านหญิงแทบไม่มองหน้าหรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับท่านชายถ้าไม่มีเหตุจำเป็น แถมทรงเก็บองค์แต่ในห้อง ไม่ยอมพบหน้าผู้คนนอกจากผ่องกับชายเดียวเท่านั้น

กระทั่งวันหนึ่งมีฝนตกหนักจนไฟดับ...สนที่วิ่งรอกจุดไฟรอบวังมองเห็นภาพประหลาดจากแสงฟ้าผ่าบริเวณห้องท่านหญิง...เหมือนมีเงาของบุคคลที่สองละม้ายคล้ายเฟืองยืนน้อมรับคำสั่ง คนรับใช้ประจำตัวท่านชายถึงกับขนหัวลุก ขยี้ตาไปมาหลายทีก็เห็นภาพเดิม ร้อนรนจนทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว เล่าให้สาลี่กับบรรดาบ่าวในครัวฟังวันรุ่งขึ้นแต่ไม่มีใครเชื่อ แถมหาว่าเข้าใจผิดจนสนเริ่มเชื่อว่าตัวเองคงตาฝาดไปเอง

ท่านหญิงให้คนไปรับหมอจากโรงพยาบาลเช้าเดียวกันเพราะชายเดียวอาการไม่ค่อยดี มีไข้สูงจนกลัวว่าจะชัก ละมัยกับผ่องมาช่วยเป็นลูกมือและเช็ดตัวให้ ท่านหญิงเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงจนกระทั่งมีลมพัดเข้ามาวูบหนึ่ง...ท่านหญิงจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นนิ่งสงบแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะมัวพะวงกับอาการชายเดียว

ขณะเดียวกันในห้องท่านชาย...สนช่วยถอดฉลองพระองค์จากพระราชพิธี ท่านชายบ่นอุบว่าท่านหญิงไม่ยอมออกงานด้วยจนเขากลายเป็นที่ครหาจากคน

ทั้งเมือง พาลเคืองถึงเฟืองว่าตายไปแล้วเหมือนเอาวิญญาณท่านหญิงไปด้วย สนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินชื่อเฟือง ตะกุกตะกักบอกท่านชายว่าแอบเห็นผีเฟืองเมื่อคืนก่อนที่ห้องบรรทมท่านหญิง จังหวะเดียวกันสายลมพัดวูบเข้ามา สนผวากลัวจับจิต ต่างจากท่านชายที่ไม่สะทกสะท้าน

“นังเฟือง...มึงมาเลยกูไม่กลัวมึงหรอก เก่งจริงมึงออกมาให้กูเห็นสิอีไพร่...ตายแล้วไม่อยู่ส่วนตายนะมึง”

“ท่านชาย...อย่าทรงท้าทายผีนะหม่อม”

“กูไม่กลัวมันหรอก กูอยากให้มันมา ดูซิว่ามันจะทำอะไรกูได้ มันมีชีวิตอยู่ก็เป็นบ่าวกู ตายไปแล้วมันจะมีปัญญาทำอะไรกู อีเฟือง...ขืนมึงมารบกวนคนของกูอีก กูจะให้คนมาจับมึงถ่วงน้ำไม่ให้ผุดให้เกิดอีกเลย”

มีเสียงแปลกๆดังขึ้น สนเหลือบมองบนเพดานแล้วแทบช็อกตาย เห็นผีเฟืองตัวใหญ่กำลังโน้มลงมาเกือบถึงตัวท่านชายพร้อมสีหน้าเกรี้ยวกราด สนตัวสั่นพั่บๆด้วยความกลัวสุดขีด ขาอ่อนจนทรุดลงกับพื้น ท่านชายมองมาด้วยความสมเพช บ่นว่ากลัวอะไรนักหนาแล้วก้าวขาออกไปข้างนอก พบท่านหญิงอุ้มชายเดียวจ้องมาด้วยแววตาประหลาด

ท่านชายเพ่งมองแล้วอ้าปากค้าง เหมือนเห็นร่างเฟืองซ้อนทับท่านหญิง แถมเธอยังย่างสามขุมมาหาด้วยท่าทางคุกคาม ท่านชายร่นหนีจนสะดุดขาตัวเองกลิ้งหลุนๆลงบันไดพร้อมเสียงร้องโหยหวน ท่านหญิงส่งเสียงกรี๊ดลั่น ยืนมองสามีนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งที่เชิงบันได...

ooooooo

อุบัติเหตุที่ไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัดครั้งนั้นทำให้ท่านชายรังสิโยภาสกลายเป็นอัมพาตครึ่งตัวล่าง ต้องนอนอยู่แต่ในตำหนักไม่ได้ออกไปไหนเหมือนเคย

วันเวลาผ่านไปจนชายเดียวหรือคุณชายศักดินาถึงวัยเข้าโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพราะท่าทางเรียบร้อยและไม่ถือองค์ทำให้กลายเป็นที่รักของเพื่อนฝูง และเหมือนโชคชะตาเล่นตลกเพราะหนึ่งในเพื่อนสนิทของชายเดียวก็คือฉัตต์ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ศึกษาในโรงเรียนเดียวกัน

ทุกวันชายเดียวกับฉัตต์จะไปรอรถมารับพร้อมกัน และวันนี้ก็เหมือนเคย...รถของฉัตต์มีจริมาซึ่งโต

เป็นสาวน้อยนั่งหน้ามุ่ยในรถ ไม่ชอบหน้าเพื่อนสนิทของพี่ชายคนนี้แม้แต่น้อยเพราะท่าทางหยิ่งเหมือนมองไม่เห็นหัวใคร เด็กสาวมักค่อนแคะถึงความขี้เก็กของชายเดียวเสมอ ฉัตต์ได้แต่หัวเราะเบาๆไม่ถือสา รู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเย็นชาของชายเดียวนั้นคือจิตใจดีงามและกตัญญูรู้คุณที่สุด

เวลาเดียวกันหน้าบ้านปัณณธร...จันทร์จูงมือรุ้งกลับจากโรงเรียนแถวบ้าน จริมาผ่านมาเห็นก็เรียกให้ขึ้นรถไปด้วยกันแต่ฉัตต์ไม่ยอม อ้างว่าเดินไม่ถึงห้าก้าวก็ถึง รุ้งหน้าเสียแต่ฝืนยิ้ม จันทร์สงสารดึงลูกมากอดและถามว่าไหวไหม

“ไหวค่ะแม่...แต่ว่ามันไม่ใช่ห้าก้าวนี่จ๊ะ”

“อ้อ...เป็นคำเปรียบเทียบจ้ะ ว่าเดินจากนี่ไปโน่นน่ะไม่ไกล”

“ไม่ไกลก็ต้องพูดว่าไม่ไกลสิ คุณฉัตต์บอกว่า

ห้าก้าว ลูกว่ามันตั้งยี่สิบกว่าก้าว”

จันทร์หัวเราะชอบใจ โล่งอกที่ลูกสาวไม่คิดมากอย่างที่เข้าใจ แต่ผิดคาดเพราะความจริงรุ้งเครียดมากแต่ไม่แสดงออกเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ

จริมาไม่ละความพยายาม ยืนดักรอหน้าบ้านพร้อมถุงขนมของฝากจากพี่ชายมาชวนรุ้งไปทานด้วยกัน ฉัตต์ยืนกับคุณหญิงเพ็งชักสีหน้าพร้อมก้าวไปกระชากถุงขนมคืนและผลุนผลันเข้าบ้าน คุณหญิงเพ็งตามติดเพราะ

ไม่ชอบใจกิริยาเหมือนมองไม่เห็นหัวคนแบบนี้

ส่วนจริมาหน้าเสียแต่ยังทำยิ้มหวานประจบ

อ้อนจันทร์ขอไปเล่นกับรุ้งที่เรือนเล็กแต่จันทร์ไม่ยอมเพราะไม่อยากให้ฉัตต์อารมณ์เสียกว่านี้ จริมาส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากรุ้งแต่ก็ไม่ได้เรื่องเช่นกันเพราะ

เพื่อนรักเห็นด้วยกับแม่ จริมาได้แต่มองตามพี่ชาย เคืองๆ...คอยดูนะริมาจะฟ้องคุณพ่อ!

ฟากฉัตต์โดนคุณหญิงเพ็งลากไปอบรมเพราะแสดงมารยาทไม่ดีกับจันทร์และรุ้ง ฉัตต์ไม่สะทกสะท้านยืดอกยอมรับว่าไม่ชอบหน้าสองแม่ลูกเพราะยังปักใจเรื่องในอดีต

“ถ้าพวกเขาไม่มาวันนั้นแม่ราตรีก็ไม่ตาย พวกเขาสิต้องตายไม่ใช่แม่ราตรีของผม ผมไม่มีวันดีด้วย”

คุณหญิงเพ็งถอนใจเหนื่อยหน่ายไม่รู้จะอธิบายให้หลานชายคนโตเข้าใจยังไง ทั้งที่เพียรบอกหลายครั้งแต่เด็กหนุ่มยังฝังใจไม่เลิก...เห็นทีคงต้องปรึกษาพจน์เพื่อเปิดอกพูดกันจริงๆจังๆสักที

ooooooo

ชายเดียวกลับถึงวังรังสิยาก็ตรงไปหาแม่ ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสยิ้มหวานให้ลูกชายพร้อม

ชวนทานของว่างก่อนไปอ่านหนังสือให้ท่านพ่อหรือท่านชายรังสิโยภาสฟังเหมือนเคย

ท่านชายนอนลืมตามองเพดานนิ่ง ชายเดียวคลานเข้าหา ทำท่าอึกๆอักๆแต่สุดท้ายก็อ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนให้พ่อฟัง คำกลอนเสนาะหูทำให้ท่านชายหวนคิดถึงบุหลันหม่อมคนโปรดในอดีต ทั้งภาพเธอร้อยดอกไม้และฉากรักแสนหวานที่เคยมีต่อกัน ภาพความทรงจำวันสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าและสายตาอาลัยอาวรณ์ของบุหลันทำให้ท่านชายสะเทือนใจหนัก มิอาจทนฟังคำกลอนอีกต่อไป ไล่ตะเพิดชายเดียวออกจากห้องดื้อๆ

ผ่องเฝ้ารออยู่แล้วที่หน้าห้อง โอบปลอบชายเดียวที่สะอื้นฮักด้วยความกลัวระคนตกใจเมื่อเห็นพ่อแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ท่านหญิงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากมุมหนึ่ง สงสารชายเดียวเหลือเกินที่ต้องรองรับอารมณ์ท่านชายตั้งแต่เด็ก เธอหมุนตัวกลับเข้าห้อง ชะงักเมื่อเห็นร่างลางๆคุ้นตาปรากฏตรงหน้า ยิ้มและก้าวไปหาพร้อมออกเดินพูดคุยกันราวกับเป็นเรื่องปกติที่เจอกัน

ชายเดียวเสียใจที่ท่านพ่อไม่รักและหมางเมิน วิ่งไปร้องไห้ที่ท่าน้ำและตะโกนสุดเสียงระบายอารมณ์ เช่นเดียวกับฝาแฝดน้องสาว...รุ้งก็อึดอัดเรื่องฉัตต์ น้ำตาไหลพรากอย่างช่วยไม่ได้ กลัวมีเรื่องเข้าสักวันแล้วแม่จะลำบากใจ

จริมาอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วรีบมาเรือนเล็ก หลังบ้าน เห็นรุ้งนั่งเหม่อตรงท่าน้ำเลยชวนมาเล่นด้วยกัน คุณหนูคนเล็กของบ้านปัณณธรตั้งตัวเป็นพี่ใหญ่ บังคับให้เรียกพี่แต่รุ้งไม่ยอมเพราะไม่อยากยกตัวเทียมเจ้านาย สองสาววิ่งไล่กันเพลินจนเจอฉัตต์กระชากหางเปียรุ้งจนหน้าหงาย จริมาโกรธมากแหวใส่พี่ชายเสียงเขียว

“พี่ฉัตต์รังแกรุ้งอีกแล้ว ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย”

“ไม่เป็น...ไม่อยากเป็นกับคนบางคน”

รุ้งเดินเลี่ยงไปที่อื่น จริมามองพี่ชายตาคว่ำแล้วสะบัดหน้าตามเพื่อนรัก ฉัตต์หน้าบึ้ง...ทนอยู่ได้ก็อยู่ไปแล้วกัน!

ฉัตต์ยังไม่กลับขึ้นบ้านเพราะบังเอิญเห็นจันทร์กับยอดหรือที่ใครๆในบ้านเรียกว่าเจ้าใบ้ยืนอยู่ด้วยกัน เด็กหนุ่มเฝ้ามองด้วยความสงสัย...อยากรู้เหลือเกินว่ามีเรื่องอะไรกัน

ฝ่ายจันทร์กับยอดไม่เห็นฉัตต์ ปรับทุกข์กัน

เหมือนเคยตามประสาคนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา

“ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าลูกชายอยู่ยังไง ท่านพ่อของคุณชายรักเธอหรือไม่ ท่านหญิงทรงเลี้ยงลูกชายฉันยังไง รักหรือไม่รักแต่เกลียดหรือเปล่า ท่านหญิงทรงเกลียดฉันมาก ท่านอาจไม่รักลูกชายฉัน”

ยอดสงสาร ตัดสินใจบอกว่าเพิ่งพายเรือผ่านหน้าวังรังสิยาและเห็นคุณชายศักดินาเป็นครั้งแรก

“จริงหรือ...ยอดเห็นจริงๆหรือ เป็นยังไง ตัว

แค่ไหนแล้ว เหมือนรุ้งหรือเปล่า”

“ผมไม่เห็นว่าเหมือนคุณหญิงหรือเปล่าเพราะอยู่ไกล แต่คุณชายน่าจะสบายดี แต่งตัวเหมือนที่คุณฉัตต์ใส่”

จันทร์คะยั้นคะยอให้พาไปคราวหน้า ยอดพยักหน้ารับหงึกๆ เห็นใจเธอมากที่ต้องพรากจากลูกตั้งแต่เกิด

ooooooo

ฉัตต์กลับขึ้นเรือนเมื่อพลบค่ำ พกพาอารมณ์หงุดหงิดมาด้วยจนคนในบ้านรู้สึก พจน์กับคุณหญิงเพ็งพยายามซักถามก็ได้รับคำตอบประชดประชันกลับมา

“ผมเห็นจันทร์คุยกับไอ้ใบ้อีกแล้ว แต่ช่างเถอะครับ...ผมบอกกี่ครั้งก็ไม่มีใครเชื่อ ลืมไปก็ได้ครับ”

ฉัตต์พูดจบก็จะเดินหนี คุณหญิงเพ็งไม่ชอบใจกิริยาหลานชายจึงรั้งไว้พร้อมปรามเสียงแข็ง “อย่าให้ย่าเห็นกิริยา กับผู้ใหญ่อย่างนี้อีกเป็นอันขาด ถ้ากับพ่อและย่ายังทำได้ก็คงทำได้กับคนทั้งโลก แล้วใครจะคบค้าสมาคมด้วย”

ฉัตต์ไม่สนเดินลิ่วขึ้นข้างบน ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักก็ขมวดคิ้ว เปิดห้องน้องสาวแล้วของขึ้นเมื่อเห็นรุ้ง

“มาเล่นบนตึกทำไม ข้างบนนี้มีแต่คุณย่า คุณพ่อ พี่และริมาเท่านั้นที่อยู่ได้”

“รุ้งก็อยู่ได้ คุณพ่อกับคุณย่าอนุญาตแล้ว”

“พี่เป็นเจ้าของบ้าน พี่ออกคำสั่งต้องเชื่อ โยนยายโสโครกคนนี้ออกไป”

รุ้งน้ำตาร่วงเผาะ จริมาโมโหมากพาเพื่อนไปเล่นที่อื่น ฉัตต์ปรี๊ดแตกที่ไม่มีใครเชื่อ ผลักรุ้งกระเด็นไปชนตู้หัวแตกเลือดไหลเป็นทาง จริมาส่งเสียงกรี๊ด ตะโกนโหวก เหวกจนฉัตต์วิ่งหนีเข้าห้องพระเพราะทำตัวไม่ถูก คุณหญิงเพ็งได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งมาดู ตกใจมากเมื่อเห็นสภาพรุ้ง เรียกสารภีให้ตามฉัตต์ไปพบพจน์เพื่อตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้น
ฉัตต์เดินคอตกไปหาพ่อ พจน์รออยู่แล้วพร้อมพจนานุกรมในมือ ถามลอยๆถึงที่มาของชื่อฉัตต์ที่ราตรีตั้งให้

“ฉัตต์เหมือนร่มซ้อนกันเป็นชั้นๆเป็นของสูงครับ คุณแม่ให้ชื่อฉัตต์เพื่อกางร่มให้คนในบ้านร่มเย็น”

“ใช่แล้ว...แม่ตั้งให้เพราะความหมายดี แต่เวลานี้ลูกได้ทำสิ่งที่แม่ตั้งใจไว้หรือยัง พ่อหมายถึงให้ความร่มเย็นกับคนในบ้าน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน” ฉัตต์จะค้านแต่พจน์ยกมือห้าม “เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น เราก็ควรเมตตาตามสมควร เขาก็ทำงานตอบแทนเรา หรือลูกคิดว่าไม่ใช่”

ฉัตต์ชักสีหน้า บอกพ่อตามตรงว่าไม่ชอบหน้าจันทร์กับรุ้ง พจน์ส่ายหน้าและแย้งเสียงเรียบ

“ไม่ชอบเพราะเขาบังเอิญมาวันที่แม่ตาย ลูกก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด”

ฉัตต์เม้มปากเถียงไม่ออกเพราะพ่อพูดถูกทุกอย่าง พจน์เชื่อว่าเนื้อแท้ลูกชายไม่ใช่คนไม่ดีเพียงแต่เต็มไปด้วยอคติเพราะไม่ยอมเปิดใจ แกล้งบอกจะแก้ปัญหาด้วยการให้เงินสองแม่ลูกไปทำทุนและอยู่ที่อื่น

“พวกเขาแข็งแรงดีแล้ว ยายรุ้งก็เติบโตรู้ภาษาช่วยเหลือแม่เขาได้แล้ว”

“เขาจะไปทำงานอะไร เป็นคนใช้บ้านไหน เผื่อเจ้าของบ้านไม่ดีล่ะครับ”

ฉัตต์ใจไม่ดีกลัวพ่อไล่สองแม่ลูกไปจริงๆพจน์ลอบยิ้ม รู้แล้วว่าแผนลองใจได้ผล แต่ยังแกล้งทำเสียงแข็งใส่ลูกชาย

“ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา”

“แต่คุณพ่อชอบช่วยคน นักโทษคุณพ่อยังช่วยให้เขามาทำงานบ้านเรา”

“แต่ฉัตต์ไม่ชอบคนพวกนี้ พ่อต้องเลือกลูกของพ่อ”

ฉัตต์ลุกพรวด ความละอายใจแผ่ซ่านทั่วใบหน้า เริ่มรู้สึกผิดกับสองแม่ลูกเลยสารภาพว่าเป็นคนผลักรุ้ง

“จะให้พ่อทำยังไง ฉัตต์ทำผิดแต่เป็นลูกพ่อ พ่อตัดสินลูกไม่ได้เพราะพ่อมีอคติแน่นอน ผู้พิพากษาตัดสินได้แต่ลงโทษไม่ได้ แต่ถ้าฉัตต์ยืนยันจะรับโทษ พ่อจะหาคนมาทำหน้าที่นั้นเอง”

ฉัตต์พยักหน้ายอมรับ พจน์จึงสั่งสารภีให้ไปตามเจ้าใบ้

“ให้เจ้าใบ้ตัดไผ่แล้วเหลาเป็นไม้เรียว เสร็จแล้วเรียกจันทร์กับรุ้งขึ้นมา ฉันจะให้รุ้งเฆี่ยนตาฉัตต์”

สารภีสะดุ้งเฮือก เช่นเดียวกับฉัตต์ที่นึกไม่ถึงว่าพ่อจะตัดสินแบบนี้ และคนหนักใจไม่แพ้กันก็คือจันทร์ ต่างจากรุ้งที่นิ่งเงียบแล้วพูดเบาๆแต่หนักแน่นว่าจะลงมือเฆี่ยนฉัตต์ด้วยตัวเอง!

ooooooo

ตอนที่ 3

จันทร์เป็นเดือดเป็นร้อนมากที่ลูกสาวจะเฆี่ยนฉัตต์ตามคำสั่งพจน์ พยายามบอกให้ล้มเลิกเพราะฉัตต์เป็นลูกของผู้มีพระคุณ รุ้งก้มหน้านิ่งแต่ไม่ยอมเปลี่ยนใจ

“ท่านให้ลูกตีเพราะถ้าให้คนอื่นตี คุณฉัตต์คงเจ็บตายเลยแม่”

รุ้งตัดสินใจเด็ดขาด จันทร์เพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วลูกสาวห่วงใยฉัตต์กว่าที่คิด โอบกอดพลางคิดในใจ

“ลูกหญิงของแม่ ช่างคิดเหลือเกิน แต่คุณฉัตต์จะยิ่งเกลียดลูกมากขึ้นหรือเปล่า”

รุ้งไปยืนตรงหน้าพจน์อย่างสงบพร้อมรับคำสั่ง ยอดวิ่งเอาไม้เรียวเล็กบางแต่พันด้วยผ้าเรียบร้อยมาส่งให้ พจน์มองด้วยความแปลกใจนิดหน่อยแต่พอนึกออกว่าใครเป็นต้นคิดเรื่องนี้ ปล่อยให้รุ้งลงมือฟาดก้นฉัตต์เต็มที่ บ่าวไพร่ในเรือนแตกตื่น ตกใจไม่น้อยที่รุ้งกล้าเฆี่ยนฉัตต์ ต่างจากจริมาที่เฝ้าดูพี่ชายโดนตีด้วยความสะใจ ไม่ใช่ไม่
สงสารแต่คิดว่าพี่ชายควรได้รับบทเรียนบ้าง ฐานชอบหาเรื่องแกล้งรุ้งตลอดเวลา

รุ้งสั่นไปทั้งตัวแต่พยายามเก็บอาการ ยืนเกร็งจนเป็นลมหมดสติไปดื้อๆ พจน์กับจันทร์มองหน้ากันด้วยความตกใจเพราะรุ้งตัวร้อนจัด หลังปฐมพยาบาลครู่ใหญ่...รุ้งจึงรู้สึกตัวและกอดแม่แน่น พจน์อาสาอุ้มไปส่งที่ห้อง ฉัตต์มองตามเด็กหญิงใจเด็ดด้วยแววตารู้สึกผิด... หวังลึกๆว่าเธอคงไม่เป็นอะไรมาก

พจน์มีโอกาสได้เห็นความรักระหว่างแม่กับลูก เฝ้ามองจันทร์ดูแลเอาใจใส่รุ้งด้วยความประทับใจความเหงาตามประสาพ่อม้ายที่ร้างราเรื่องรักมานานทำให้เขามองเธอด้วยแววตาเพ่งพินิจเป็นครั้งแรก ละเมียดคนใช้เก่าแก่ที่ตามมาช่วยจันทร์ดูแลรุ้ง แอบมองตามเจ้านายหนุ่มใหญ่ด้วยสายตาประหลาด มั่นใจว่าต้องเริ่มมีใจกับจันทร์แน่ๆ

พจน์รอดูอาการรุ้งจนแน่ใจจึงกลับบ้าน ฉัตต์รออยู่แล้ว เป็นห่วงเหมือนกันแต่ยังมีฟอร์ม ต่างจากจริมา ที่ถลาไปเกาะแขนพ่อถามอาการเพื่อนรัก ฉัตต์ร้อนตัวรีบแก้ตัวว่าไม่รู้ว่ารุ้งไม่สบาย

“รู้หรือไม่ก็ไม่สมควรทั้งนั้น คนเราควรมีให้ครบทั้งเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา พวกเขาด้อยกว่าเราทุกทางแต่ก็คิดถึงเราตลอด คิดดูสิ...หุ้มผ้าไม้เรียวจะได้ตีไม่เจ็บ แถมรุ้งยังตีฉัตต์ที่ก้นแทนน่องเพราะกลัวจะเจ็บมาก”

ฉัตต์ไม่เถียงพ่อเหมือนเคยเพราะรู้สึกผิดกับรุ้ง เขารู้ว่าเธอหวังดีแต่เพราะทิฐิทำให้แสดงออกในทางตรงกันข้าม

ooooooo

ชายเดียวนอนกระสับกระส่ายเพราะฝันร้าย ยังฝังใจเรื่องโดนท่านพ่อไล่จากห้องเมื่อบ่าย ท่านหญิงตื่นมาดูเพราะเฟืองเข้าฝันบอก โอบกอดลูกชายแน่นด้วยความสงสารแล้วสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัวเขาเพราะพิษไข้ ลูบศีรษะปลอบประโลมและป้อนยาให้ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยกัน

รุ้งก็ทรมานเพราะพิษไข้ไม่แพ้แฝดพี่ จันทร์คอยดูแลไม่ห่าง ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าฉัตต์เฝ้ามองแสงไฟจากเรือนหลังเล็กด้วยแววตากังวล อยากไปเยี่ยมแต่กลัวเสียหน้า ตัดสินใจรอจนเช้าจึงไปปลุกน้องสาวให้ไปเยี่ยมเพื่อนรัก

“จำได้ไหมว่ารุ้งไม่สบายเป็นลม คุณพ่อต้องอุ้มไปส่ง ริมาไม่ไปดูเขาเหรอ ป่านนี้ตายแล้วมั้ง”

“พี่ฉัตต์จะแช่งรุ้งทำไม แช่งแล้วไม่สงสารเขาเหรอ ตัวเองนั่นแหละทำให้เขาไม่สบาย ไปเยี่ยมด้วยกันไหม”

ฉัตต์เขิน หมุนตัวออกจากห้องทันทีเพราะไม่อยากถูกจับได้ว่าเป็นห่วงคู่ปรับแต่แอบดูจนแน่ใจว่าจริมาเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงวางถุงขนมสีสวยบนเตียง หวังให้น้องเอาไปเป็นของเยี่ยมไข้

พจน์ก็ต่อสู้กับใจตัวเองอย่างหนัก อารมณ์หวั่นไหวที่เกิดกับจันทร์ทำให้ลังเลว่าควรไปเยี่ยมรุ้งหรือไม่ สุดท้ายท่านพิพากษาใหญ่ก็แพ้ใจตัวเอง แต่งตัวเรียบร้อยเตรียมไปทำงานแล้วเดินไปเรือนเล็กตามลำพัง จริมาที่มาถึงทีหลัง แอบมองพ่อคุยกับจันทร์แล้วตัดสินใจเลี่ยงจากไปแต่ไม่ลืมทิ้งถุงขนมไว้หน้าบ้าน พจน์ไม่รู้ตัว อึกๆอักๆแล้วตัดสินใจถามสารทุกข์สุกดิบของจันทร์เป็นครั้งแรก

“ฉันไม่เคยไต่ถามทุกข์สุขเธอเลย ทั้งที่เธอทำให้พวกเราสารพัด ยายริมาเติบโตแข็งแรงก็เพราะเธอช่วยเลี้ยง คุณแม่ก็ได้เธอช่วยดูแลเรื่องอาหารการกิน ฉันเสียใจที่ลูกชายฉันทำตัวยุ่งยาก ฉันคงปล่อยปละละเลยเขาเกินไป”

จันทร์นิ่งเงียบ พจน์มองด้วยความเอ็นดูแล้วปรับสีหน้าเป็นวางเฉย ไม่กล้าออกอาการกลัวเธอจะลำบากใจ

ooooooo

ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเฝ้าดูแลชายเดียวไม่ห่าง อาการเขาดีขึ้นแต่ยังต้องพักผ่อน เธอป้อนยาและถือโอกาสถามเรื่องเขาถูกท่านชายไล่ตะเพิดออกจากห้องเมื่อวันก่อน ชายเดียวสะอื้นฮัก โผกอดแม่และร้องไห้จนเธอแทบขาดใจ ตัดสินใจไปพูดกับสามีตรงๆเพราะไม่อยากให้ลูกเสียใจมากกว่านี้

“เจ้าพี่คิดว่าชายเดียวเป็นลูกใครถึงได้จงเกลียดจงชังแบบนี้ อย่าทรงทำอะไรที่ทำร้ายจิตใจเด็กเลยค่ะ หญิงขอยืนยันว่าชายเดียวเป็นลูกเจ้าพี่กับบุหลัน อย่าสงสัยว่าใครจะเอาลูกโจรมาย้อมแมวเป็นลูกเจ้าพี่เลยค่ะ”

“พี่ไม่ได้ว่าอะไรหญิง อย่าตีตนไปก่อนไข้เลย”

“ตีตนก่อนไข้หรือคะ หญิงจะทำทำไม ไม่ใช่เรื่องราวอะไรของหญิงเลย เจ้าพี่ไม่รักชายเดียวหญิงก็ไม่แคร์ ตัวหญิงเป็นได้แค่แม่เลี้ยง ถ้าพ่อจริงๆไม่ทรงรักและห่วงใย ชายเดียวก็คงเหมือนตัวคนเดียวในโลก”

“จะให้พี่แน่ใจได้ยังไงว่าคนอุบาทว์ชาติชั่วอย่างนังเฟืองจะไม่เอาลูกไอ้อีขี้ข้าที่ไหนมายัดเยียดเป็นหม่อมราชวงศ์”

ท่านหญิงคร้านจะเถียง หมุนตัวออกนอกห้องทันที ท่านชายได้แต่มองตามด้วยแววตาฮึดฮัด ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าผีเฟืองเฝ้ามองจากอีกมุม แค้นใจท่านชายที่บังอาจทำให้ท่านหญิงเสียใจแล้วพาลไปลงกับสาลี่หัวหน้าแม่ครัว คู่ปรับเก่าแก่ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมา ประจวบเหมาะสาลี่พูดจาว่าร้ายและแดกดันเธออย่างมันปาก ผ่องผ่านมาได้ยินก็ส่ายหน้าเบาๆ เหนื่อยหน่าย พยายามกล่อมให้อโหสิให้เฟือง

แต่สาลี่ก็ไม่ปล่อยวางแถมถากถางคู่ปรับผู้ล่วงลับอีกหลายยก ทันใดนั้น...หูแม่ครัวใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนแต่ครั้นถามกลับไม่มีใครได้ยิน ชักสังหรณ์แต่ไม่อยากคิดมาก รีบเก็บของกลับเรือน และเมื่อไขประตูเข้าห้องก็ถึงกับหน้าถอดสี ผีเฟืองนั่งคอยในห้องและจ้องมานัยน์ตาแทบถลน ผ่องกับพิกุลกลับมาและส่งเสียงทักทายแต่สาลี่ก็ไม่รู้เรื่อง ร้องโหวกเหวกโวยวายคนเดียวเหมือนคนเสียสติและวิ่งหนีไปข้างนอก

สาลี่เตลิดมาถึงต้นไม้ใหญ่กลางสวน คิดว่าคงหนีพ้นแต่ผิดคาด ผีเฟืองตามมาหลอกหลอนในร่างของพิกุลและหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจที่ทำให้แม่ครัวใหญ่ขนหัวลุกจนสลบ เมื่อฟื้นก็ทนอยู่กับความกลัวไม่ไหวจึงตัดสินใจจะออกจากวัง ท่านหญิงพยายามทัดทานเพราะรู้ดีว่าเฟืองเป็นตัวการแต่แม่ครัวใหญ่ปฏิเสธพัลวัน

“แล้วแกออกไปจะอยู่กับใคร แกเคยเป็นใหญ่ในครัวจะไปเป็นลูกน้องให้ใครจิกหัวใช้”

“แต่หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเจ้าประคุณเอ๋ย”

“ตามใจ...มีที่คุ้มหัวไปจนตายจะดิ้นรนหาความลำบากก็ตามใจ...ฉันไม่ขัดแกแล้ว”

สาลี่หน้าเสีย เปลี่ยนใจไม่ไปเพราะเห็นจริงอย่างท่านหญิงว่า เธอคงไม่มีทางหาที่อยู่ได้ดีกว่านี้ ส่วนท่านหญิงก็กลับเข้าห้องด้วยความหงุดหงิด โกรธผีต้นห้องคนสนิทที่บ้าอำนาจแผลงฤทธิ์กับคนทั่ววังจนเธอเหนื่อยจะคอยปลอบ

“ไม่อยากให้เฟืองทำอย่างนั้นเลยนะ ตอนนี้มีทุกข์เต็มที่แล้วจะหาทุกข์มาเพิ่มทำไม ทำคนอย่างนังสาลี่แล้วจะได้อะไร ปล่อยมันไปเถอะ...ก็รู้แล้วว่าไม่ชอบกันมาแต่ตอนนี้มันกลัวหัวหด อีกอย่างขาดมันไปที่นี่ก็เดือดร้อน”

ผีเฟืองยังนิ่ง ท่านหญิงครุ่นคิดแล้วเอะใจ “ไปทำขนาดนั้นทำไม หรือว่าได้ยินท่านชายรับสั่งแล้วพาลลงนังสาลี่”

ลมกระโชกเข้าห้องพัดผ้ามุ้งปลิวไสวเป็นสัญญาณว่าผีเฟืองกำลังโกรธ ท่านหญิงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงแววตาเท่านั้นบ่งบอกถึงความวิตก...อย่าทำอะไรอีกเลยนะเฟืองหญิงขอร้อง

ooooooo

ท่านหญิงไม่เจอผีเฟืองอีกเลยหลังจากวันนั้น จนกระทั่งเมื่อชายเดียวเข้ามาอ้อนขอไปเล่นน้ำในคลองหน้าวัง ท่านหญิงใจอ่อนยอมให้ไปแต่ไม่วายรับสั่งให้สน ผ่อง พิกุลและละมัยตามไปดูแล ผีเฟืองอดรนทนไม่ได้ ปรากฏตัวให้เห็นและบอกให้ตามไปช่วยคุณชายที่กำลังจะจมน้ำ

เวลาเดียวกันที่บ้านปัณณธร...รุ้งกับจริมาเล่นน้ำคลองอย่างสนุกสนานแต่เพราะยังว่ายไม่แข็ง จริมาจึงพลัดหลุดไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก รุ้งตะโกนขอความช่วยเหลือ จันทร์ พจน์และสารภีวิ่งหน้าตื่นมาแต่ช้ากว่ายอดที่กระโจนลงน้ำอย่างคล่องแคล่วและช่วยคุณหนูคนเล็กของบ้านไว้ได้ทัน

เช่นเดียวกับชายเดียวที่อยู่ในอ้อมอกท่านหญิงอย่างปลอดภัย ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะความกลัวสุดขีด ท่านหญิงซักไซ้ได้ความว่าสนถูกแก้วบาดใต้น้ำเลยตกใจเผลอปล่อยคุณชายหลุดมือ

“ตกใจยังไงก็ต้องนึกถึงคุณชายก่อน เอ็งเจ็บแค่นี้แต่คุณชายจมน้ำตายเอ็งไม่นึกหรือ ถ้าคุณชายเป็นอะไรไป พวกเอ็งทุกคนต้องรับผิดหมด หาที่อยู่ใหม่ได้เลยไม่ต้องมาเหยียบวังข้าอีก”

ทุกคนก้มหน้างุด ท่านหญิงถอนใจหนักหน่วง “รู้ไว้ซะว่าเฟืองมาเตือนข้า...คนตายแล้วยังเป็นห่วงดูแล พวกเอ็งยังไม่ตายแต่ไม่มีใครห่วงลูกข้า ต่อไปนี้อย่ามาร้องทุกข์ข้าเรื่องเฟืองอีก ถ้าใครกลัวเฟืองนักก็ออกจากวังไปได้เลย!”

ฝั่งบ้านปัณณธรก็วุ่นวายอลหม่านไม่แพ้กัน จันทร์รับตัวจริมามาพาดบ่าให้น้ำไหลจากปาก ครู่ใหญ่เด็กหญิงจึงรู้สึกตัว พจน์ต่อว่าสารภีที่ปล่อยให้เด็กๆว่ายน้ำตามลำพังจนเกือบมีเรื่อง ฉัตต์ไม่สนใจใครตั้งท่าหาเรื่องรุ้งเหมือนเคยว่าจงใจทิ้งน้องสาวให้ไหลไปตามน้ำ จริมาทนไม่ได้ลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อนรักจนฉัตต์ของขึ้น พาลไปลงกับเจ้าใบ้
“แล้วแกล่ะ...เป็นใบ้ต้องหูหนวก แกได้ยินได้ยังไง แกวิ่งมาจากไหน”

จันทร์สงสารจึงช่วยพูดว่าเจ้าใบ้ได้ยินแว่วๆเพราะไม่ได้หูหนวกแต่กำเนิด ฉัตต์ยังไม่เชื่อ โวยวายไล่ออกจากบ้านเพราะทำตัวน่าสงสัย จริมาก็ช่วยขอร้องให้เจ้าใบ้อยู่ต่อในฐานะผู้มีพระคุณ เช่นเดียวกับพจน์ที่พยายามกล่อม

“อย่างที่ริมาพูด...เขาช่วยชีวิตน้อง ยังไงเขาก็มีพระคุณ หลายปีที่อยู่ด้วยกันเขาไม่ได้ทำความเดือดร้อนเรา ตรงกันข้าม...เขาทำประโยชน์ให้เราแลกข้าวแต่ละมื้อเท่านั้น” ฉัตต์ยังนิ่ง พจน์ถอนใจยาวและเตือนสติ “อายุแค่นี้คิดแค่นี้ก็ไม่เป็นไร ต่อไปถ้าโตกว่านี้ ถ้าไม่เปลี่ยนความคิด ใจตัวเองจะไม่มีสุขพ่อจะบอกไว้”

ฉัตต์ฮึดฮัดหนีกลับบ้าน ทุกคนมองตามเหนื่อยหน่าย...หวังสุดใจว่าเด็กหนุ่มจะคิดได้

ooooooo

จันทร์สงสารยอดที่ต้องทนรับความเกลียดชังของฉัตต์ หาโอกาสถามถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุจริมาตกน้ำ ยอดบอกว่าเขาเดินแกร่วแถวนั้นจริงเพราะเป็นห่วงรุ้งจึงเข้าไปช่วยทันเวลา จันทร์เข้าใจดีพยายามปลอบไม่ให้คิดมาก

ขณะเดียวกัน...พจน์คร่ำเคร่งทำงานในบ้าน จริมา เข้ามาออดอ้อน เขาจึงกอดรัดด้วยความรักแล้วรู้สึกผิดปกติเพราะลูกสาวตัวรุมๆเหมือนจะมีไข้ จริมาขอไปนอนกับรุ้ง พจน์ส่ายหน้าปฏิเสธเพราะรุ้งก็ไม่สบาย จริมา ยังดื้อ ตัดพ้อพ่อด้วยความน้อยใจเพราะอยากได้ความอบอุ่นอ่อนโยนจากแม่บ้าง พจน์พูดไม่ออกได้แต่อุ้มลูกสาวไปส่งที่ห้อง
ผู้พิพากษาใหญ่เก็บคำพูดลูกไปคิดแล้วไปหาจันทร์ถึงเรือนเล็ก เธอตกใจเมื่อรู้ว่าจริมาไม่สบายเลยขออนุญาตไปดูแลแต่เขารั้งไว้ อ้อมๆแอ้มๆแต่สุดท้ายก็โพล่งออกไปถึงเรื่องคาใจ

“จันทร์...ยังคิดถึงเรื่องในอดีตที่ทำให้ทุกข์ใจอยู่ไหม ลืมบ้างหรือยัง”

จันทร์ทำท่าเหมือนจะร้องไห้เพราะตื้นตันแต่เขาคิดว่าพูดสะกิดใจจึงละล่ำละลักขอโทษ จันทร์ยกมือห้ามพัลวัน

“ไม่ค่ะ ฉันคิดเสมอว่าบุญยังคุ้มครองดิฉันให้มาพบที่นี่”

“ไม่จริง...ต้องเรียกว่าเรามีบุญมากกว่าเพราะจู่ๆ เธอก็มา...มาทำให้พวกเราสบายกันทุกคน ถ้าจะขอบใจใครก็คงเป็นสายน้ำที่พัดพาเธอมาท่าน้ำบ้านนี้ไม่ใช่บ้านอื่น ไม่อย่างนั้นฉันคงอิจฉาเขามาก”

น้ำเสียงเย้าแหย่ทำให้จันทร์หายเกร็งและยิ้มให้เขาอย่างสนิทใจมากขึ้น พจน์ตะลึง เปรยเสียงเบาแต่หนักแน่น

“บางทีคงถึงเวลาแล้วที่เธอสองแม่ลูกจะสุขสบายขึ้น”

จันทร์มองมาด้วยความฉงน พจน์ไม่ขยายความมากกว่านี้แล้วไล่เธอไปนอน แต่ไม่ทันขยับ สารภีก็วิ่งหน้าตื่นมาแจ้งข่าวร้ายเสียก่อนว่าจริมาไข้ขึ้นสูง จันทร์รีบไปดูและเฝ้าพยาบาลอย่างดีจนพจน์อดทึ่งไม่ได้ จริมาเพ้อเพราะพิษไข้ โอบกอดจันทร์แสวงหาความอบอุ่นและอ้อนให้เอารุ้งมานอนด้วยกัน

พจน์อาสาอุ้มรุ้งที่หลับเพราะฤทธิ์ยาเหมือนกันจากเรือนเล็ก เห็นเด็กหญิงนอนน่าเอ็นดูก็อดเปรยกับจันทร์ไม่ได้

“รุ้งเป็นเด็กดีมากนะจันทร์ เธอเลี้ยงลูกได้ดีมาก ฉันเชื่อว่าต่อไปรุ้งจะเป็นสุภาพสตรีที่ดีพร้อม ฉันจะรอดูวันนั้น”

จันทร์ดีใจที่มีคนชื่นชมลูกสาวจึงยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มจริงใจ พจน์เองก็รู้สึกดีที่ได้พูดจาและใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันเบาๆพร้อมกับเฝ้าดูอาการจริมา ไม่รู้เลยว่าละเมียดแอบมองห่างๆ...ยิ้มบางๆเพราะท่าทางบ้านปัณณธรคงจะมีเรื่องดีๆในไม่ช้า

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น...ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสจะไปหาท่านหญิงอัปสราภาหรือท่านหญิงเล็กน้องสาวคนละแม่ที่วัง ชายเดียวขอติดรถไปด้วยเพราะอยากแวะบ้านฉัตต์ซึ่งเป็นทางผ่าน อ้างว่าเพื่อนรุ่นพี่มีขนมสูตรชาววังจะถวาย ท่านหญิงไม่ได้สนใจขนมแต่อยากตามใจลูกชายมากกว่า ยิ้มละมุนแล้วเร่งให้เขาไปแต่งตัวเพราะมีเวลาไม่มาก

ฟากฉัตต์คาใจเรื่องรุ้งกล้าเฆี่ยนเขาจึงหาโอกาสคุยด้วย รุ้งยืนกรานจะทำเหมือนเดิมถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ฉัตต์ถึงกับอึ้งแล้วพาลหัวเสีย โวยวายใส่เด็กสาวจนเธอน้ำตาคลอ ชายเดียวโผล่มาพอดีพร้อมๆกับจริมาที่ตามมาเอาเรื่องด้วยความหมั่นไส้เพื่อนพี่ชายเป็นทุน ฉัตต์เข้ามาขวางและปกป้องชายเดียว สองเด็กสาวจึงจูงมือกันไปเล่นที่อื่น ทิ้งชายเดียวให้หน้าจ๋อยเพราะอยากผูกมิตรด้วย ต่างจากฉัตต์ที่มองตามอย่างเย็นชา... เชอะ! ไม่เห็นอยากจะง้อ

ฝ่ายท่านหญิงนั่งคอยชายเดียวบนรถที่สนขับมาให้ ราชนิกุลสาวอ่านหนังสือเล่มเล็กด้วยท่วงท่าสงบ ไม่ทันมองว่าจันทร์เดินลัดเลาะผ่านสวนไปต่อหน้าต่อตา ส่วนสนทันเห็นด้านหลังไวๆ รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาดแต่ไม่อยากคิดมากเพราะมั่นใจว่าหม่อมบุหลันอดีตคนโปรดของท่านชายรังสิโยภาสตายไปนานแล้ว

ขณะเดียวกัน...ชายเดียวนำหนังสือมาให้ฉัตต์ยืมแล้วถือโอกาสถามถึงรุ้งเพราะติดใจในความน่ารักอ่อนหวาน ฉัตต์ชักสีหน้า เฉไฉพูดเรื่องอื่นจนชายเดียวล่าถอยเพราะเข้าใจว่าละลาบละล้วงเกินไป จันทร์นำขนมมาให้พอดี ฉัตต์ทำเย็นชาใส่แล้วส่งถุงขนมให้ชายเดียว สองแม่ลูกพบกันครั้งแรกแต่จำกันไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกอ่อนโยนและห่วงหาแปลกๆ ชายเดียวยิ้มให้ เป็นการขอบคุณ จันทร์ได้แต่มองตามแล้วทวนชื่อช้า...ชายเดียวงั้นหรือ...คือใครกัน

ด้านจริมา...ไม่ชอบใจฉัตต์ที่ชอบแกล้งรุ้ง แถมทำมึนไม่ยอมแนะนำรุ้งให้รู้จักกับชายเดียวจึงไปฟ้องพ่อทันทีที่เขากลับจากทำงาน พจน์ส่ายหน้าเอ็นดูลูกสาวที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนรุ้ง รับปากจะคอยปรามฉัตต์ให้ ฉัตต์แอบได้ยินก็ร้อนตัว รีบตามหารุ้งเพื่อหาทางดักไว้ก่อนแต่ไม่ได้ผลเพราะเธอยืนยันจะพูดความจริง คุณหนูคนโตของบ้านปัณณธรฉุนจัด เดินกระแทกไหล่เล็กๆกลับเข้าบ้าน พจน์ผ่านมาเห็นเต็มตาจึงได้ทำตามคำขอของจริมาเร็วกว่าที่คิด ผู้พิพากษาใหญ่เรียกฉัตต์มาคุยในห้องทำงาน จริมาร้องขอมาฟังด้วยแถมลากรุ้งมาเป็นพยานด้วยอีกคน

“นั่งลงสิฉัตต์เพราะพ่อจะพูดหลายอย่าง เดี๋ยวจะเมื่อย”

“ผมยืนได้ครับ เพราะถ้าคุณพ่อให้ใครตีผมอีกจะได้ไม่เสียเวลา”

พจน์ส่งสายตาปรามจนฉัตต์ยอมผ่อนท่าที ก้าวไปนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างเสียไม่ได้ จริมายุยงเต็มที่เพราะเคืองพี่ชายที่ชอบแกล้งเพื่อนรัก พจน์ส่ายหน้าอ่อนใจแล้วบอกให้สองเด็กสาวไปรอข้างนอก จริมาจะไม่ยอมแต่โดนรุ้งลากไปจนได้ พจน์จึงได้เริ่มพูดกับฉัตต์อย่างจริงจังเรื่องรุ้งกับจันทร์

“แม่ของลูกตายไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสองแม่ลูกโตแล้วนะลูก...หรือต้องรอให้โตเป็นหนุ่มก่อนถึงจะยอมเข้าใจ”

“มันมาคุณแม่ก็ตาย คุณแม่ตายเพราะมันมา โตไม่โตผมก็รู้แค่นี้”

ฉัตต์ผลุนผลันออกไปด้วยความน้อยใจที่พ่อเห็นคนอื่นดีกว่าลูกในไส้ พจน์ได้แต่มองตาม เหนื่อยใจที่ลูกชายไม่ยอมเปิดใจ คุณหญิงเพ็งทราบเรื่องเข้าก็พยายามปลอบให้ใจเย็นเพราะสงสารหลานที่กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก

“แม่ว่าเขารับรู้แล้วล่ะแต่ทิฐิไม่ยอมรับมากกว่า ลูกชายพ่อพจน์เป็นคนดื้อนะ ตอนแม่ตายเขาสะเทือนใจมากเพราะกะทันหันเหลือเกิน ไม่รู้จะโทษใครเลยลงกับจันทร์และรุ้ง ยิ่งเขาไม่มีปากเสียงตาฉัตต์เลยสนุกปากใหญ่”

“คุณแม่จะให้ตาฉัตต์เที่ยวหาเรื่องจันทร์กับรุ้งอย่างนี้หรือครับ...หาเรื่องเขาตั้งแต่เด็กจนโต”

“นั่นสิ...ทั้งแม่ทั้งลูกตัวลีบเวลาเจอตาฉัตต์ แม่ก็กลุ้มนะ”

“ผมสังเกตว่าถ้าเราขวางเขาจะยิ่งชอบ แต่ถ้าเราทำเฉยๆ เขาก็จะดีกับสองแม่ลูก”

“คนที่ทำเฉยไม่ได้คือลูกสาวเรามากกว่า เลือดผู้พิพากษาแรง ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ไม่ผิดอย่ามาว่ากันเชียวเถียงหัวชนฝา หารู้ไม่ว่ายิ่งปกป้องรุ้งยิ่งทำให้รุ้งโดนหนักขึ้น”

จริมากำลังทำอย่างที่ย่าว่าจริงๆที่สนามหน้าบ้าน พอรู้ว่าพี่ชายโวยวายเพราะถูกดุก็ซ้ำเติม ฉัตต์คิดว่ารุ้งยุแยงก็จะเอาเรื่อง จริมาปกป้องเพื่อนรักเหมือนเคยจนพี่ชายหัวเสียหนัก พาลลงกับจันทร์ที่มาตามเขาไปพบคุณหญิงเพ็ง

“ถึงคุณย่าแล้วเหรอ ใครสาระแนล่ะคราวนี้ อย่ามาทำหน้าไม่รู้เรื่องหน่อยเลย ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ก็มีแต่เรื่อง”

จบคำก็ตรงเข้าหารุ้งแต่ยอดโผล่มาขวางไว้ ฉัตต์เลือดขึ้นหน้ากระโดดถีบยอดอกเจ้าใบ้เต็มแรง รุ้งถลันไปประคองยอดแล้วส่งสายตาโกรธจัดให้ ฉัตต์ถึงกับหน้าเสีย ความโมโหเลือนหายเหลือทิ้งไว้แต่ความรู้สึกผิดในใจ

ooooooo

ฉัตต์โดนพ่อทำโทษจากเหตุการณ์นั้น โดยมีคุณหญิงเพ็ง ยอด รุ้งและจริมาคอยเป็นพยาน บ่าวไพร่ในบ้านรวมถึงจันทร์เฝ้ามองห่างๆด้วยความสงสารแต่เข้าใจพจน์ว่าไม่ต้องการให้ลูกชายทำตัวเป็นอันธพาลระรานคนไปทั่ว ฉัตต์ไม่ร้องขอความเห็นใจแถมประกาศกร้าวไม่ยอมขอโทษเจ้าใบ้เด็ดขาด

“แต่ลูกผิดนะ นอกจากเจ้าใบ้จะไม่ได้ทำอะไรลูกเลย เขายังพิการ รังแกคนพิการไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย”

“มันไม่ได้พิการ มันพูดได้ คุณพ่อน่ะถูกมันหลอก มันหลอกคุณย่าและหลอกพวกเราทุกคน”

“จนกว่าลูกจะมีหลักฐานชัดเจนพ่อถึงจะเชื่อ ตอนนี้พ่อเชื่อว่าเขาเป็นใบ้จริงๆ”

ยอดไม่สบายใจที่พ่อลูกขัดใจกันเพราะตน ก้มกราบเพื่อจบเรื่องแต่พจน์ไม่ยอม ฉัตต์ยิ่งโกรธเพราะเข้าใจว่าพ่อเข้าข้างคนอื่น ตวาดลั่นด้วยถ้อยคำหยาบคายจนคุณหญิงเพ็งสะอึก เช่นเดียวกับพจน์ที่ตัดสินใจพูดแดกดันให้คิด

“พ่อก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันฉัตต์ ทำกับเขาอย่างนั้นเพราะคิดว่าเขาต่ำกว่าเราหรือ หรือคิดว่าเขาไม่ใช่คนเหมือนเรา...ไม่ตอบพ่อ แสดงว่าคิดเป็นอย่างอื่น คิดว่าเขาเป็นอะไร เขาเป็นคนเหมือนเราหรือเปล่า”

ฉัตต์ชะงัก เริ่มได้คิดและพยักหน้ารับ พจน์ถอนใจยาวด้วยความอ่อนใจ โยนไม้เรียวทิ้งแล้วกลับเข้าบ้านพร้อมคุณหญิงเพ็ง ทิ้งฉัตต์ให้จ้องหน้าเจ้าใบ้ด้วยสายตาโกรธจัด

“ฉันก็คนแต่ไม่ใช่คนอย่างแกที่โกหก หลอกลวงและเจ้าเล่ห์ แกมันตัวเวรตัวกรรม ทั้งสามคนนั่นแหละ!”

รุ้งน้ำตาคลอ สงสารยอดที่มองมาด้วยแววตาเจ็บปวด เด็กสาวกลับไปร้องไห้กับแม่ที่เรือนเล็ก จันทร์พยายามกอดปลอบแต่ลูกสาวตัวน้อยสะอื้นฮักไม่หยุด

“รุ้ง...ฟังแม่นะลูก คนเราจะทุกข์จะสุขอยู่ที่ใจ แม่เคยบอกลูกหลายทีแล้ว ตอนนี้ใจของลูกทุกข์หรือสุข”

รุ้งร้องไห้หนักขึ้นเหมือนเป็นคำตอบ จันทร์สงสารลูกมาก โยกตัวเบาๆเหมือนจะกล่อมให้นอน

“คุณฉัตต์ว่าลูกอย่างนั้น ลูกร้องไห้เสียใจ แม่ไม่ว่าเลยแต่จะคอยเช็ดน้ำตาให้รุ้งด้วยซ้ำ แต่แม่ไม่อยากให้คิดมากกว่านั้น คุณฉัตต์รวมทั้งคุณๆทุกคนในบ้านนี้เป็นผู้มีบุญคุณกับเราที่สุด”

“ลูกจะไม่โกรธคุณฉัตต์ ถ้าเธอพูด...ลูกก็จะไม่ฟัง”

“ถ้ารุ้งทำได้อย่างนั้น ลูกรู้ไหมว่าใครจะมีความสุข”

รุ้งสบตาแม่แล้วยิ้มให้ จันทร์จูบแก้มลูกเบาๆด้วยความรัก ขอบใจลูกสาวที่รักและเชื่อฟังเสมอ สองแม่ลูกกอดกันกลม ไม่รู้เลยว่าละเมียดแอบดูจากมุมหนึ่ง น้ำตาคลอด้วยความซึ้งใจ นึกชื่นชมจันทร์ที่สอนลูกสาวได้ดีเหลือเกิน

ooooooo

วันเวลาผ่านไปจนรุ้งกับจริมาอายุย่างเข้าสิบหก เป็นสาวสะพรั่งงดงาม จริมายังรักและเอ็นดูเพื่อนเล่นวัยเด็กเหมือนเดิม และวันนี้ก็เช่นกัน...เธอวิ่งจากบ้านไปหารุ้งที่เรือนเล็กและออกปากชวนแกมบังคับให้ไปโรงเรียนพร้อมกันเพราะฉัตต์จะไปส่ง รุ้งจะไม่ยอมแต่ขัดจริมาไม่ได้เลยต้องปล่อยให้เลยตามเลย

ฟากฉัตต์เข้าใจว่าจะไปส่งจริมาคนเดียวเลยยืนคอยอย่างอารมณ์ดี แต่ครั้นเห็นรุ้งก็ตั้งท่ารวนจนจริมาต้องลงมืออ้อน ฉัตต์ทนเสียงรบเร้าไม่ไหว รับปากแบบขอไปทีแต่ไม่วายบ่นจนรุ้งแทบอยากลงจากรถแล้วไปเองให้รู้แล้วรู้รอด

ทั้งสามนั่งรถออกไปด้วยกันในที่สุด เจอกับรถชายเดียวซึ่งสนเป็นคนขับจากวังรังสิยาที่ปากทาง ฉัตต์บอกให้สนขับกลับเพราะอยากให้ชายเดียวนั่งไปด้วยกัน จริมาหน้าคว่ำ หาเรื่องค่อนแคะเขาทันทีเพราะหมั่นไส้เป็นทุน โดยเฉพาะที่เขาชอบส่งตาหวานให้รุ้งบ่อยๆ แถมยังพูดแดกดันเรื่องสนว่าขับรถมานานแต่ไม่เคยดูตาม้าตาเรือ จะชน
รถบ้านเธอแทบทุกครั้งที่เจอกัน ฉัตต์กับรุ้งหน้าเสีย ต่างจากชายเดียวที่อมยิ้มแล้วสวนกลับขำๆ

“ผมขอโทษครับริมา ต่อไปจะบอกนายสนว่าขับถึงบ้านนี้ให้จอดคอยรถจากบ้านนี้ไปก่อน”

รุ้งกับฉัตต์แอบหัวเราะคิก จริมาของขึ้นเพราะเสียหน้า หันไปเอาเรื่องชายเดียวที่ตั้งใจโต้กลับเพื่อยั่วโมโห

“ผมตอบจริงๆไม่ได้หาเรื่อง ถ้าผมหาเรื่องก็ต้องตอบว่านายสนขับมากี่ปีแล้วริมาจะทำไม”

ฉัตต์หัวเราะดังกว่าเดิม ไม่รักษาน้ำใจน้องสาวแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับรุ้งที่พลอยขำไปด้วย จริมาได้แต่เซ็ง ฮึดฮัดกลบเกลื่อนสั่งให้นายแนบคนขับออกรถ... เดี๋ยวจะสายกันไปหมด!

ชายเดียวเห็นฉัตต์อารมณ์ดีจึงแอบถามถึงรุ้ง สาวน้อยหน้าหวานที่อยากทำความรู้จักให้มากกว่าเดิมแต่ไม่สบโอกาสเพราะโดนจริมาขวางตลอด ฉัตต์ตีหน้าขรึมและชวนคุยเรื่องอื่นเหมือนไม่อยากพูดถึง ชายเดียวไม่ละความพยายามแต่ฉัตต์ก็ไม่ยอมปริปาก ราชนิกูลหนุ่มน้อยได้แต่ถอนหายใจ...อยากรู้เรื่องรุ้งแต่สงสัยคงต้องคอยไปก่อน

ชายเดียวกลับถึงวังตอนเย็นก็ยืนเหม่อที่ท่าน้ำ รู้สึกหดหู่อย่างประหลาดเหมือนทุกครั้งที่มายืนตรงนี้ ความรู้สึกโหวงๆราวกับมีเรื่องบางอย่างไม่ดีทำให้น้ำตาคลออย่างช่วยไม่ได้ ท่านหญิงแขไขฯเป็นกังวลแต่ไม่อยากให้ลูกคิดมาก ชวนกลับตำหนักเพื่อรับของว่างและไปช่วยสนเช็ดตัวให้ท่านชาย

สนกำลังทำหน้าที่นั้นอยู่แล้วตอนที่ราชนิกูลหนุ่มน้อยไปถึง ท่านชายรังสิโยภาสยังมีอาการอัมพาตที่ท่อนล่างเหมือนเดิม เขาเหลือบตามองลูกชายคนเดียวราวกับอากาศธาตุและพาลอารมณ์เสียเหมือนทุกครั้งที่เจอหน้า ไม่ยอมให้สัมผัสองค์แถมตะเพิดไล่ออกจากห้อง สนรีบตามไปปลอบใจคุณชายหนุ่มน้อยแต่ไม่ค่อยได้ผล

“อย่าพูดเลยสน ฉันรู้ว่าท่านพ่อไม่รักฉัน บอกฉันทีว่าทำไม อย่าปดกับฉันนะ ฉันโตแล้วไม่ใช่เด็กๆ”

สนพูดไม่ออก เช่นเดียวกับท่านหญิงที่แอบฟังจากอีกมุม...สงสารลูกมากแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง

ooooooo

ท่านหญิงกลุ้มใจที่ท่านชายไม่ยอมเปิดใจรับชายเดียว ภาพความทรงจำตั้งแต่ลูกยังเด็กจนโต ท่านชายไม่เคยโอบอุ้มหรือแสดงความรักเฉกเช่นพ่อลูกแม้แต่ครั้งเดียว ผีเฟืองทนเห็นท่านหญิงเสียใจไม่ไหว ตัดสินใจเข้าสิงและพาไปยืนข้างเตียงท่านชาย แผลงอิทธิฤทธิ์ต่างๆนานาจนมุ้งและม่านปลิวสะบัด

ท่านชายไม่ตื่นแต่นอนกระสับกระส่ายเพราะฝันร้ายเห็นผีเฟืองเข้ามาอาละวาดในห้อง ลมกรรโชกแรงขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะแหลมบาดหูของผีเฟือง ท่านชายกุมขมับแล้วสะดุ้งสุดตัวเมื่อผีเฟืองพุ่งมาประจันหน้า

“ทรงจำไว้ อย่าทำให้ท่านหญิงของหม่อมฉันเสียพระทัยเป็นอันขาด หม่อมฉันเตือนไว้ก่อน”

“ไม่กลัวโว้ย...เข้ามาเลยนังเฟือง มึงเก่งจริงก็เข้ามา”

ท่านชายลืมตาตื่นเวลาต่อมา เหงื่อแตกพลั่กทั่วกายเพราะฝันร้าย สำรวจรอบตัวแล้วถอนใจเบาๆเพราะทุกอย่างเงียบสนิทเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็ต้องตกใจหน้าเสียเมื่อเห็นท่านหญิงยืนหน้าทะมึนอยู่หน้าเตียง

“มีเรื่องเดียวที่หญิงอยากทูลเจ้าพี่...”

“ทำไม...อีเฟืองมันบอกให้มาพูดหรือ มันตายไปแล้วเธอยังให้มันครอบงำไม่เลิก จนเธอตายน่ะหญิงแขไข...ตายแล้วก็คงไปอยู่เป็นวิญญาณเร่ร่อนเป็นเพื่อนมัน”

ท่านหญิงยังใจเย็นจะทูลเรื่องที่ตั้งใจแต่โดนขัด “เธอมันไม่ใช่ตัวเธอแล้ว ไม่มีสติปัญญารู้หรือว่าอีเฟืองมันอุบาทว์ชาติชั่วตั้งแต่ยังมีชีวิต ไม่รู้เป็นอะไร...ยอมมันตั้งแต่มันเป็นจนมันตาย เธอออกไปจากห้องนี้ได้แล้ว”

ท่านหญิงยังพยายามจะทูลแต่ท่านชายโวยวายไม่ยอมฟัง ราชนิกูลสาวเหลืออด ดำเนินถึงเตียงแล้วโน้มองค์ไปใกล้ จับตัวสามีแน่นแล้วจ้องตาเขม็ง

“ชายเดียว...ศักดินาเป็นลูกชายของเจ้าพี่ที่เกิดจากนังบุหลัน ถึงหญิงจะเสียใจเรื่องเจ้าพี่มากแค่ไหน หญิงก็ไม่ไร้สติเอาเด็กไม่มีเชื้อสายเจ้าพี่มายกย่องเป็นทายาทราชสกุลรังสิยา หญิงไม่สิ้นคิดแก้แค้นแบบนั้น”

ท่านชายขนหัวลุกเพราะเสียงภรรยาเกรี้ยวกราดเหมือนเสียงผีบ่าวคนสนิทไม่มีผิด

“เฟืองตายไปแล้ว อย่ารับสั่งใส่ร้ายเขาเพราะหญิงจะโกรธมาก และถ้าหญิงโกรธ...เฟืองเขาจะโกรธกว่าหญิง”

ท่านชายตาลุกโพลง ขว้างปาข้าวของรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง ท่านหญิงไม่สนใจเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางมาดมั่นแล้วทรุดลงกับพื้นหน้าห้องด้วยสภาพอ่อนแรง หูแว่วเสียงสามีด่าทอเฟืองลั่นห้อง เธอลุกกลับห้องช้าๆ ไม่สนใจจะดูแลหรือเรียกใครเข้าไปรับใช้สามีแม้แต่น้อย

ooooooo

ท่านชายแค้นผีเฟืองมากที่มาอาละวาดทั้งในความฝันและเข้าสิงท่านหญิงจนเขาแทบบ้าตาย รับสั่งเรียกประชุมคนทั้งวังและประกาศกร้าวถึงแผนการโต้ตอบผีเฟือง

“สน...เอ็งไปหาหมอผีที่เก่งมากๆมาคนหนึ่ง ข้าจะให้เขาทำพิธีปัดรังควาญไล่ผี คนชั่วอย่างอีเฟือง ตายไปก็เป็นวิญญาณชั่วไม่เกรงบาปกรรม ต้องเอามันไม่ให้ผุดให้เกิด ให้เขาสะกดวิญญาณลงอเวจี!”

ทุกคนลอบยิ้มด้วยความสะใจเพราะต่างก็เดือดร้อนโดนรังควาญไม่หยุดหย่อน ยกเว้นผ่องที่ตกใจกลัวแทนผีเฟือง เช่นเดียวกับท่านหญิงที่ร้อนใจไม่ต่างกัน แม้จะแอบฟังจากชั้นบนก็ได้ยินสามีชัดทุกประโยค นึกเคืองเขาที่ไม่ยอมหยุดอาฆาต...แล้วเมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมกันสักที!

ขณะที่บรรยากาศในวังรังสิยาอึมครึม...ที่บ้านปัณณธรกลับเต็มไปด้วยความเข้าใจ จันทร์ได้รับการยอมรับจากคนในบ้านจนคุณหญิงเพ็งไว้ใจให้ดูแลทุกอย่าง แถมเปิดโอกาสให้ดูแลพจน์เป็นพิเศษ เช่นวันนี้ที่เขาไม่สบาย

จันทร์ลงครัวทำซุปและเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขาด้วยตัวเอง พจน์พึงพอใจมาก ความดีและความอ่อนโยนของจันทร์ทำให้หัวใจที่เคยด้านชากลับมามีเลือดเนื้ออีกครั้ง คุณหญิงเพ็งกับบ่าวไพร่ทั้งบ้านก็รู้สึกได้ ส่งสายตาและยิ้มให้กันอย่างสนุกสนาน ลุ้นสุดตัวให้ทั้งคู่ลงเอยในเร็ววันหลังจากรอมานาน

ฉัตต์ก็สังเกตเห็นและไม่พอใจมากเลยพาลลงกับรุ้ง ตั้งหน้าตั้งตาแกล้งจนทุกคนอ่อนใจแต่เคยชินแล้วเพราะไม่ว่าฉัตต์จะเล่นแรงแค่ไหน รุ้งก็ไม่เคยปริปาก ได้แต่เงียบแล้วเดินหนีเหมือนทุกที แต่หารู้ไม่ว่าเธอมักแอบร้องไห้กับแม่ที่บ้าน เด็กสาวโตพอจะรู้ว่าแม่กับพจน์มีความรู้สึกดีๆต่อกัน และนี่คงเป็นเหตุให้ฉัตต์หัวเสียใส่เธอหนักข้อขึ้นในระยะนี้

พจน์กับคุณหญิงเพ็งอยากตอบแทนความดีของจันทร์ ตัดสินใจจะส่งรุ้งไปเรียนโรงเรียนเดียวกับจริมา ละเมียดเป็นคนมาแจ้งข่าวก็อดปลื้มแทนไม่ได้แต่จันทร์ไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าเกินฐานะ ละเมียดอมยิ้มเจ้าเล่ห์ ไม่อยากบอกว่ามั่นใจถึงสาเหตุแท้จริงที่พจน์อยากส่งเสียรุ้งด้วยเพราะมีความรู้สึกพิเศษกับจันทร์

จันทร์เก็บเรื่องข่าวดีไปคิดจนดึกดื่น แม้จะดีใจแทนลูกสาวที่แท้จริงมีสายเลือดราชนิกูลและเหมาะกับโรงเรียนชั้นดีแต่ก็อดหวั่นลึกๆไม่ได้ว่าจะเกิดเรื่องเหมือนในอดีต พจน์แวะมาคุยด้วย ความจริงอยากเห็นหน้าและใช้เวลากับเธอบ้างแต่ไม่กล้าออกอาการมากนัก ได้แต่หาเรื่องปรับทุกข์โน่นนี่นั่นไปตามประสา

“จันทร์...ฉันไม่สบายใจเรื่องฉัตต์เลย”

“ดิฉันไม่เคยโกรธเธอเลยค่ะ บุญคุณของท่านกับคุณพจน์มากมายเหลือเกิน ดิฉันกับลูกเหมือนตายแล้ว...ถ้าไม่มีบ้านนี้เราจะไม่มีชีวิตอยู่ เราต้องตายไปแล้วในแม่น้ำนี้”

“ฉันขอบอกว่าใจจริงของฉัตต์ เขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่แสดงออก”

“หลายปีมาแล้วที่คุณพจน์ให้รุ้งตีคุณฉัตต์ เธอฝากขนมให้รุ้งเพราะเธอทราบว่ารุ้งไม่สบาย”

“นั่นคือฉัตต์ อ่อนในแข็งนอก วันหนึ่งรุ้งต้องชนะใจ ฉัตต์ ฉันเชื่อว่าผู้ชายต้องแพ้ความอ่อนโยนของผู้หญิงเสมอ”

จันทร์ปลื้มแทนลูกสาว พจน์ส่งตาหวานเพราะอารมณ์อ่อนไหว ทั้งคู่เหมือนตกอยู่ในภวังค์แต่จันทร์เป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อนและขอตัวกลับไปดูแลรุ้ง พจน์ได้แต่มองตามยิ้มๆ หวังว่าจะได้ใกล้ชิดกับเธอมากกว่านี้

จันทร์กลับบ้านด้วยจิตใจผ่องแผ้วแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นฉัตต์มายืนดักหน้า เธอใจหายเพราะดูท่าทางเด็กหนุ่มคงได้ยินหรือเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ ฉัตต์จ้องหน้านิ่งแล้วผละจากไปดื้อๆ จันทร์ถึงกับนอนไม่หลับเพราะหนักใจเรื่องสองพ่อลูก...ไม่รู้จะจัดการยังไงดี

ooooooo

ผีเฟืองผูกใจเจ็บท่านชายที่วางแผนเอาหมอผีมากำจัด บุกเข้าห้องและแผลงฤทธิ์อภินิหารจนท่านชายช็อกตายคาเตียง ส่งผลให้ชายเดียวนอนกระสับกระส่ายทั้งคืนเพราะฝันร้ายถึงท่านพ่อ เช่นเดียวกับรุ้งที่นอนร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุ รู้สึกเศร้าลึกในอกแต่บอกแม่ไม่ถูกว่าเพราะอะไร

ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสนิ่งสงบตั้งแต่รับรู้การจากไป ของท่านชาย จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งคืนก็อดรนทนไม่ไหว รับสั่งเรียกหาผีเฟืองและต่อว่าเสียงกร้าว

“เคยบอกเฟืองใช่ไหมว่าอย่าทำ มันบาปกรรม ทำไมไม่เชื่อ ทำไมต้องทำให้ตัวเองผูกมัดด้วยบาปกรรมอย่างนี้ รู้ไหมว่าหญิงเป็นทุกข์นะเฟือง ทุกข์ที่เห็นเฟืองเป็นแบบนี้ หญิงไม่อยากเห็นเลย เฟืองเข้าใจบ้างไหม”

ผีเฟืองปรากฏร่างลางๆมาหมอบตรงหน้า ท่านหญิงแทบไม่อยากมองเพราะโมโหจัด

“ครั้งนี้เฟืองทำเกินไปจริงๆ ครั้งที่ท่านชายเป็นอัมพาตนั่นเฟืองก็ใจร้ายมาก คราวนี้ทำไมต้องทำจนท่านสิ้น!”

“ท่านจะเอาหมอผีมาไล่หม่อมฉัน”

“ใครจะไล่เฟืองได้ แม้แต่พระภูมิเจ้าที่ยังไล่ไม่ได้เพราะท่านเห็นว่าเฟืองอยู่ที่นี่มานาน หญิงก็จุดธูปบอกท่านว่าให้เฟืองอยู่ได้เพราะหญิงคิดว่าเฟืองจะไม่ทำร้ายใคร”

ผีเฟืองจะเถียงแต่ท่านหญิงขัดขึ้นทันที

“อย่าฝืนโชคชะตาเลย เฟืองจะอยู่แบบนี้ตลอดไปได้ยังไง วันหนึ่งหญิงก็ต้องไป ที่จริงตอนนี้เฟืองไม่ต้องดูแลหญิงแล้วก็ได้ ไม่มีอะไรต้องห่วง ชายเดียวก็โตแล้ว หญิงก็พ้นความรับผิดชอบ...”

“ท่านหญิงทรงไล่หม่อมฉันหรือมังคะ ไม่ต้องการหม่อมฉันแล้วหรือมังคะ มีใครทำร้ายท่านหญิงจะทรงสู้เขาได้หรือ ไม่ทรงรู้หรือว่าหม่อมฉันเป็นห่วง หม่อมฉันให้สัญญากับหม่อมแม่ของท่านหญิงไว้”

“แต่เฟืองตายแล้ว หญิงอยากให้วิญญาณเฟืองไปเกิดในที่ดีๆ หญิงจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”

“ไม่...หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ส่วนเรื่องท่านชาย ท่านหญิงไม่ต้องทรงคิดอะไรเลย ท่านสมควรสิ้นแล้ว!”

ท่านหญิงพยายามบอกให้ปล่อยวางและขอร้องให้เห็นแก่ชายเดียวที่ต้องกำพร้าพ่อ

“ท่านชายเป็นพ่อไม่ได้เพราะเอาแต่บรรทม ท่าน หญิงต่างหากที่เป็นทั้งพ่อและแม่ แล้วอีกอย่างท่านชายก็ทรงระแวงจนไม่ไยดีคุณชาย ท่านสิ้นโดยไม่รู้ว่าคุณชายเป็นรังสิยาที่แท้จริง วิญญาณคงไม่มีวันสงบสุขหรอก”

“แล้ววิญญาณเฟืองล่ะ สงบสุขสักแค่ไหน”

ผีเฟืองมองหน้าท่านหญิงด้วยแววตาร้าวราน  ร่าง ค่อยๆจางลงจนหายไปในที่สุด ท่านหญิงเสียใจไม่น้อยที่มีปากเสียงกับบ่าวคนสนิท หวังสุดหัวใจว่าผีเฟืองจะปล่อยวางได้สักวัน

ooooooo

คุณหญิงเพ็งอยากเห็นลูกชายมีความสุขและได้ใช้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์อีกครั้ง จึงตัดสินใจพูดเรื่องจันทร์กับลูกชายอย่างตรงไปตรงมา พจน์ไม่ได้รังเกียจแต่หนักใจเรื่องฉัตต์มากกว่ากลัวจะคิดมาก คุณหญิงเพ็งก็กลุ้มเหมือนกัน แต่ไม่อยากให้ลูกชายเอามาเป็นอุปสรรค รับปากจะช่วยพูดกับหลานให้เอง

แต่เรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะฉัตต์ของขึ้นทันทีที่รู้ว่าย่าอยากได้จันทร์เป็นลูกสะใภ้ พูดจาต่อว่าอย่างสาดเสียเทเสียจนคุณหญิงเพ็งถึงกับกุมขมับ

“อย่าพูดอะไรเกินเลย เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก แกควรรู้จักดูคนให้เป็น คนอย่างจันทร์ไม่มีวันทำแบบนั้น แล้วย่าจะบอกให้ถ้าเขาคิดทำจริง แกนึกหรือว่าผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธร พ่อของแกจะโง่ให้ผู้หญิงเกาะ”

“แล้วทำไมคุณพ่อถึงต้องเอามันเป็นเมีย”

“เพราะเขาเป็นคนดี เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ที่สำคัญ... เพราะย่าเห็นว่าพ่อของแกจำเป็นต้องมีเมีย”

ฉัตต์ฮึดฮัด หน้าตาเหมือนอยากร้องไห้เต็มแก่ คุณหญิงเพ็งอ่อนใจแต่ไม่ยอมใจอ่อนแน่

ฟากพจน์ไปคุยกับจันทร์ตามความต้องการของแม่ แม้ตัดสินใจจะเริ่มต้นใหม่กับเธอเพราะความดีแต่ไม่วายเขินจนพูดไม่ออก จันทร์เองก็พอรู้ว่าเขาต้องการบอกอะไร และเธอก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว

“คุณแม่ท่านรักและเอ็นดูจันทร์กับรุ้งมากจนอยากให้ฉันแต่งงานกับเธอ” จันทร์ยิ้มน้อยๆแต่ยังไม่ยอมพูดอะไร “เธอคงอยากถามใช่ไหมว่าฉันคิดยังไง...สำหรับฉันมันคงไม่ยุติธรรมกับเธอนัก เพราะฉันยังรักราตรีและคงไม่มีวันเลิกรักเขาได้ แม้ว่าจะแต่งงานใหม่ เธอคงไม่โกรธฉันใช่ไหม”

“ได้ยินอย่างนี้ดิฉันก็มีแต่ความนับถือคุณพจน์ค่ะ และต้องขอขอบพระคุณมาก ดิฉันคงมีความสุขถ้าได้แต่งงานกับคุณพจน์ แต่ถึงแม้ไม่ได้แต่ง...คุณพจน์กับคุณหญิงก็ยังคงเมตตาดิฉันเหมือนเดิม” จันทร์ยกมือไหว้ขอบคุณจากใจจริง “ดิฉันผ่านการแต่งงานมาแล้ว คิดเสมอว่าตัวเองเป็นผู้หญิงของเขา ยิ่งมีลูกด้วยกันก็คิดจะซื่อสัตย์ต่อเขาไปจนตาย จนวันนี้ดิฉันก็คิดอย่างนั้น”

พจน์อดทึ่งไม่ได้ แม้จะเสียใจบ้างที่เธอปฏิเสธแต่ก็เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของเธอมากกว่า

“ฉันนับถือน้ำใจเธอ ไม่ใช่แค่สวยและเก่งแต่เธอยังเป็นแม่ที่ประเสริฐ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณแม่ถึงชอบเธอนัก แต่เราจะทำยังไงคุณแม่จึงจะไม่ผิดหวังและ เราทุกคนได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

ooooooo

ตอนที่ 4

พจน์กับจันทร์คุยกันนานเพื่อหาข้อสรุป ในที่สุดก็เข้าใจและตัดสินใจทำสิ่งดีที่สุดสำหรับครอบครัว คุณหญิงเพ็งทราบเรื่องวันต่อมา หวังเต็มหัวใจจะได้จันทร์เป็นลูกสะใภ้

“ผมกับจันทร์คุยกันนานแล้วตกลงได้ในที่สุด ผมบอกเขาตามตรงว่าผมยังรักราตรี แม้จะแต่งงานใหม่ผมก็รัก เขาเองก็บอกว่ายังซื่อสัตย์กับสามีและหัวใจเขาก็มีแต่ลูกเท่านั้น”

คุณหญิงเพ็งหน้าเสีย ผิดหวังรุนแรงเพราะหวังไว้มาก พจน์ยิ้มน้อยๆพลางชี้แจงเหตุผลของจันทร์

“ผมทราบดีว่าจันทร์เขาอยากตอบแทนพระคุณ อยากรับใช้ปรนนิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่ยังเมตตาก็รับจันทร์เป็นลูกบุญธรรมและให้ใช้นามสกุลของเรา ให้ เขาเป็นน้องสาวผม แล้วเราก็จัดงานต้อนรับเขาหน่อย... แบบนี้ดีไหมครับ”

แม้แต่ละเมียดยังแปลกใจที่จันทร์ปฏิเสธโอกาสดีๆ แต่พจน์กลับไม่เสียใจเพราะรู้ดีว่าจันทร์เป็นคนยังไง

“คุณแม่ดูคนไม่ผิด เขาเป็นผู้หญิงดีจริงๆ สมควรได้เป็นน้องสาวผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธรครับ”

คุณหญิงเพ็งไม่ยอมถอดใจ สั่งละเมียดไปตามจันทร์มาพบและเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง จันทร์ยืนยันคำตอบเดิมคือไม่แต่งงานใหม่และไม่หวนไปหารักเก่าเพราะเป็นห่วงรุ้ง คุณหญิงเพ็งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วเอะใจ

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าแม่จันทร์ มีใครจะทำร้ายหรือ เธอถึงต้องหนีมา”

“วันหนึ่ง...ดิฉันจะกราบเรียนคุณหญิงทุกอย่าง”

คุณหญิงจนใจจะกล่อม ตัดใจรับจันทร์เป็นบุตรบุญธรรม “ต่อไปนี้มาเป็นลูกสาวฉัน น้องสาวพ่อพจน์ รุ้งก็มาเป็นหลานฉัน เป็นน้องสาวฉัตต์และเป็นพี่น้องกับริมา”

จันทร์กราบแทบเท้า คุณหญิงเพ็งลูบศีรษะและให้พร “หมดทุกข์หมดโศกนะ ฉันเต็มใจที่สุดรู้ไว้ด้วย เดี๋ยวจะทำพิธีรับขวัญปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้เธอกับลูก”

จันทร์ลุกขึ้นยืน คุณหญิงเพ็งยิ้มพลางยกมือแตะบ่า

“จำไว้นะจันทร์...ต่อไปนี้ทำตัวให้สมเป็นลูกสาวและหลานสาวของฉัน”

บ้านปัณณธรจัดงานเล็กๆรับขวัญสองแม่ลูกเป็นสมาชิกใหม่ จันทร์กับรุ้งย้ายมาอยู่บนตึกพร้อมการยอมรับจากคนในบ้านยกเว้นฉัตต์ซึ่งยังข้องใจที่มาที่ไปของสองแม่ลูก รวมทั้งฝังใจเรื่องในอดีตจนไม่อาจยอมรับสถานะใหม่ได้ เช่นในวันนี้ที่ทุกคนนัดใส่บาตรร่วมกันเพื่อสิริมงคล

พจน์กับคุณหญิงเพ็งพูดไม่ออกเมื่อเห็นฉัตต์อยู่ในชุดนอน ทำท่าเบื่อหน่ายและแผลงฤทธิ์ต่างๆนานาไม่ยอมร่วมใส่บาตรแต่โดยดี พจน์เลือกใช้ไม้แข็ง สั่งเฉียบขาดให้ทำตามแต่คุณหญิงเพ็งกลัวหลานชายต่อต้านจึงพยายามไกล่เกลี่ยด้วยไม้อ่อน ใช้ความรักให้เป็นประโยชน์จนฉัตต์ปฏิเสธไม่ได้ต้องพยุงย่าไปใส่บาตร

คุณหญิงรดน้ำลงบนหัวจันทร์กับรุ้งหลังใส่บาตร เป็นอันจบพิธีรับทั้งสองไว้ในอุปการะอย่างเป็นทางการ จริมาดีใจออกนอกหน้าที่ได้น้าสาวกับพี่น้องเพิ่มขึ้นอีกคน รุ้งก็ยินดีไม่น้อยแต่ไม่อาจเอื้อมเรียกจริมาด้วยชื่อเฉยๆ สองสาวเถียงกันนานจนจริมาต้องยอมให้แบบเสียไม่ได้ โดยมีข้อแม้ให้เรียกเธอด้วยชื่อเฉยๆตอนอยู่ที่โรงเรียน ทุกคนในบ้านชื่นชมความน่ารักของสองสาว มีเพียงฉัตต์ที่ฮึดฮัดอยู่คนเดียวแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เลยตามเลย

ooooooo

จันทร์เริ่มบทบาทสมาชิกใหม่ด้วยการพารุ้งกับจริมาไปโรงเรียนเช้าวันถัดมา และบังเอิญมาถึงโรงเรียนเวลาเดียวกับรถจากวังท่านหญิงเล็กซึ่งมาส่งคุณหญิงทอแสงรัศมีลูกสาวที่แสนเอาแต่ใจ

“หญิงทอแสง...วันนี้จะกลับเย็นไหมลูก”

“ท่านแม่ให้คนขับรถมาคอยหญิงตามเวลาละกันค่ะ หญิงอาจจะมาเร็วหรือช้าก็ได้ค่ะ”

“บอกตรงๆไม่ได้หรือ เขาต้องไปรับท่านพ่อต่อด้วย”

“หญิงทูลไม่ได้เพราะหญิงไม่ทราบ ไม่รู้จะกะยังไง”

ท่านหญิงเล็กเหนื่อยใจจะพูด ได้แต่มองลูกสาวลงจากรถเซ็งๆ จันทร์มองมาจากอีกมุม จำท่านหญิงเล็กได้จึงพยายามเดินเลี่ยงแต่ไม่พ้นสายตาของท่านหญิงเล็กที่มองตามเธอจนเหลียวหลัง...หน้าเหมือนนังหม่อมบุหลันไม่มีผิด!

การพบปะกับคนที่รู้จักเธอในฐานะหม่อมบุหลันทำให้ใจคอไม่ค่อยดี จันทร์เลือกปรับทุกข์กับยอดขณะที่นั่งเรือไปแถวท่าน้ำหน้าวังรังสิยาเพื่อแอบดูคุณชายศักดินา

“ท่านหญิงเล็กกับคุณหญิงลูกสาวท่านคงอายุพอๆ กับรุ้ง ตอนนั้นท่านก็ท้องสักหกเจ็ดเดือนแล้ว ฉันตกใจมากแต่ท่านคงจำฉันไม่ได้หรอก”

ยอดพายเรือถึงหน้าวังพอดี จันทร์จึงละเรื่องกังวลใจไว้แค่นั้น ชะเง้อมองหาคุณชายศักดินาเหมือนทุกครั้งในรอบหลายปีที่เพียรแวะเวียนมาแต่ก็ยังไม่มีโอกาสพบคุณชาย ครั้งนี้ก็เช่นกัน...อดีตหม่อมเห็นเพียงบ่าวไพร่ในวังซึ่งคุ้นหน้ากันดีแต่ไม่สามารถแสดงตัวได้เพราะเกรงเฟืองจะรู้ ยอดเห็นใจแต่สงสัยความสัมพันธ์ของเธอกับพจน์มากกว่า

“คุณพจน์ยังรักคุณราตรี ท่านไม่ให้ใครไปแทนที่ท่านหรอก ตัวฉันก็ไม่อยากได้ชื่อว่าสองผัว...ฉันอายลูก”

ยอดยุให้อดีตหม่อมกลับวังรังสิยาไปหาท่านชายและทวงสิทธิ์ให้รุ้ง จันทร์ถอนใจหนักหน่วง

“ยอดคิดว่าคนที่ฆ่าฉันจะปล่อยให้ฉันรอดตายเป็นครั้งที่สองหรือ ฉันคิดถึงท่านชายเสมอ...ทุกวันทุกคืน แต่ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกแล้ว สงสารแต่

ยายรุ้งคงไม่มีโอกาสได้พบพักตร์ท่านพ่อในชีวิตนี้”

จันทร์สะเทือนใจ ยอดหวังว่าคงมีสักวันที่เป็นของเธอ จันทร์ยิ้มทั้งน้ำตา อย่างน้อยชีวิตเธอกับลูกก็ไม่อับเฉาเกินไปนัก ยังมีมิตรแท้และที่ซุกหัวนอน...ไม่เลวร้ายเหมือนในวันวาน

จันทร์กลับไปเตรียมของว่างให้คุณหญิงเพ็งบ่ายวันนั้น ละเมียดมาตามให้รีบไปหาคุณหญิงเพราะท่านอยากให้ไปงานศพด้วยกัน แต่ที่ทำให้จันทร์แทบล้มทั้งยืนเพราะงานศพนั้นคืองานของท่านชายรังสิโยภาส อดีตหม่อมพยายามควบคุมสติวางถาดของว่างและขอไปเตรียมตัว

จันทร์ร้องไห้ตัวโยนทันทีที่กลับถึงห้อง เสียใจ

ที่สูญเสียสามีโดยไม่ทันได้ร่ำลา หยิบสายสร้อยที่ท่านเคยประทานให้มาเก็บลงหีบ นึกถึงอนาคตของรุ้งแล้วก็พานน้ำตาไหล “แม่จะเก็บชีวิตของคุณหญิงวิมลโพยมไว้ในนี้นะลูก”

ooooooo

งานศพท่านชายจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในวังรังสิยา โดยมีบ่าวไพร่กับท่านหญิงช่วยกันเตรียมงาน ท่านหญิงเล็กมาถึงก่อนเวลา นั่งปรับทุกข์กับพี่สาวโดยเฉพาะเรื่องคุณหญิงทอแสงรัศมีที่ดื้อรั้นเกินเยียวยา ไม่เหมือนชายเดียวที่ว่านอนสอนง่าย

ท่านหญิงนิ่งฟังแล้วต้องของขึ้นเมื่อน้องสาวเปรียบพฤติกรรมเรียบร้อยของคุณชายว่าเหมือนแม่ ตวัดเสียงถามห้วนๆว่าหมายถึงแม่คนไหน

“หมายถึงแม่บุหลันนั่นแหละค่ะ แหม...หญิงจะหมายถึงพี่หญิงได้ยังไงกัน”

“หญิงเล็ก...เธอหยุดพูดให้คนเสียใจสักวันได้ไหม”

“แล้วหญิงพูดจริงไหมล่ะคะ พูดถึงอีนังหม่อมบุหลัน...เมื่อเช้าหญิงเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าเหมือน

มันมากแต่คงไม่ใช่หรอกค่ะ คนนี้เขาสวยกว่าและก็ท่าทางผู้ดีกว่ามัน”

“มันก็ท่าทางดี ท่านชายสอนไว้จนมันดูดีทีเดียว”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ มันไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนมารถคันโก้เชียว แถมมีคนขับแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย”

แขกเหรื่อเริ่มมาถึงงานไม่นานหลังจากนั้นท่านหญิงแขไขฯ กับท่านหญิงเล็กจึงต้องช่วยกันรับแขก จนกระทั่งรถบ้านปัณณธรมาถึง ทุกคนคุ้นเคยกับคุณหญิงเพ็งกับพจน์เป็นอย่างดี จะมีก็แต่จันทร์ลูกสาวคนใหม่ที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนแทบทั้งงานโดยเฉพาะวงของท่านหญิงแขไขฯ กับท่านหญิงเล็ก

คุณหญิงเพ็งพาครอบครัวไปถวายบังคม พร้อมมาลัยดอกพุดที่ทำให้ท่านหญิงแขไขฯ จ้องตาไม่กะพริบเพราะรู้ว่าเป็นดอกไม้ที่ท่านชายโปรดเป็นพิเศษ ท่านหญิงเล็กก็รู้เรื่องนี้ดี ถือโอกาสแหย่ตามประสาคนช่างพูด

“มาลัยสวยเหลือเกิน อุ๊ย...ร้อยดอกพุดด้วยค่ะพี่หญิง”

“ท่านชายโปรดดอกพุด เหมือนรู้เลยนะคุณหญิง”

ท่านหญิงแขไขฯ เปรยเสียงเรียบ คุณหญิงเพ็งรีบบอกว่าลูกสาวเป็นคนร้อยพลางเรียกจันทร์มาแนะนำ ท่านหญิงจึงถามเรื่องคาใจเพราะไม่เคยได้ยินว่าพจน์มีน้องสาว พจน์เอะใจท่าทีแปลกๆแต่เลือกนิ่งและออกหน้าแทนจันทร์

“น้องสาวกระหม่อมออกเรือนไปนานแล้ว สามีเสียเลยพาลูกสาวกลับมาอยู่กับกระหม่อมและคุณแม่”

ท่านหญิงแขไขฯ พยักหน้ารับรู้...น่าแปลกที่จันทร์มีอะไรหลายอย่างเหมือนบุหลันโดยเฉพาะหน้าตา แถมมีลูกสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับชายเดียวอีกต่างหาก

คณะท่านหญิงแขไขฯ ขอตัวไปรับแขกอื่น พจน์จึงถือโอกาสคุยกับจันทร์เพราะสังเกตว่าเธอมีอาการแปลกๆ เหมือนมองหาใครตลอดเวลา จันทร์สะดุ้งแล้วเฉไฉว่าไม่มีอะไรเหมือนเคย ผู้พิพากษาใหญ่ไม่คิดเช่นนั้นแต่เลือกไม่ถามอะไรตอนนี้ รอจนสวดศพเสร็จจึงพาเธอไปสมทบกับแม่เพื่อทูลลาท่านหญิง

“ขอบใจนะ...เสียดายลูกชายไม่อยู่ คุณจันทร์คงอยากเห็น”

“มังคะ...อยากเห็นมังคะ”

“ลูกชายฉันอายุสิบเจ็ดแล้ว น่ารักมาก พ่อแม่ทุกคนอิจฉาฉันที่มีลูกชายแสนดี”

“พี่หญิงโชคดีมากที่ลูกชายได้ดั่งใจทุกอย่าง เป็นลูกชายคนเดียวที่อยู่ในโอวาทแล้วก็รักท่านแม่เหลือเกิน”

ท่านหญิงเล็กอดผสมโรงอวดหลานชายด้วยไม่ได้ พจน์เหลือบมองน้องสาวบุญธรรม เห็นเธอไม่มีพิรุธใดๆ

แต่เชื่อว่าต้องมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับวังรังสิยาแน่ หมายมาดรอโอกาสเหมาะๆแล้วค่อยถาม

จันทร์เลี่ยงไปกราบพระศพท่านชาย กลั้นสะอื้นจนตัวสั่นไปหมด ภาพความทรงจำคืนสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันกลับมาอีกครั้งโดยเฉพาะตอนท่านประทานชื่อลูกชายกับลูกสาว พจน์เห็นอาการของเธอตลอด ตัดสินใจแน่วแน่ต้องถามให้รู้เรื่องเพราะไม่อยากเห็นน้องสาวแบกทุกข์หนักหนาไว้คนเดียว

ขณะเดียวกันอีกฟากของงาน...ท่านหญิงแขไขฯกับท่านหญิงเล็กซุบซิบกันเรื่องความเหมือนของจันทร์กับบุหลัน

“คนนี้ไงคะที่หญิงเจอที่โรงเรียนของหญิงทอแสง เหมือนนังหม่อมบุหลันมากอย่างไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อเพราะแม่กับพี่ชายเห็นอยู่ทนโท่”

“มีอะไรที่น่าสงสัยหลายอย่าง ข้อแรกเขาชื่อจันทร์...ความหมายเหมือนชื่อบุหลัน ข้อสองเขาร้อยมาลัยดอกพุดที่ร้อยยากกว่าดอกมะลิ” ท่านหญิงเล็กพยักหน้าเห็นด้วย พี่สาวเลยตั้งข้อสังเกตต่อ “ฝีมือเหมือนของบุหลันมากทีเดียว ข้อสามเขาพูดมังคะกับเรา ไม่ใช่เพคะแบบคนทั่วไป แถมพูดแบบชาววังแท้ๆ แม้แต่คุณหญิงเพ็งยังพูดเพคะเลย”

ท่านหญิงเล็กทึ่งในความช่างสังเกตของพี่สาว ท่านหญิงแขไขฯ ยังคาใจเรื่องเดียวคือจันทร์มีลูกสาวอายุพอๆกับชายเดียว...มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อคืนนั้นบุหลันก็คลอดชายเดียวออกมาแล้ว...หรือว่ามีเด็กผู้หญิงอีกคน?

กว่าจะเสร็จงานท่านหญิงก็อ่อนเพลียเต็มที รับสั่งให้สนไปรับชายเดียวจากโรงเรียนเย็นวันรุ่งขึ้นเพื่อมาถวายบังคมพระศพท่านพ่อ หลังจากนั้นจึงกลับเข้าห้องบรรทม ผีเฟืองรออยู่และรู้ถึงความสงสัยในตัวจันทร์ ส่งเสียงหัวเราะเบาๆพร้อมคำพูดวางอำนาจลอยมาตามลม

“ถ้าใช่มัน...มันก็โชคดี ชีวิตเดียวได้ตายสองหน”

“ถ้าใช่เขาจริง อย่าทำอะไรเขาเด็ดขาด เพราะเขายังไม่ตายก็เท่ากับเฟืองยังไม่ได้ทำบาป”

มีลมกระโชกพร้อมเสียงกระแทกข้าวของเป็นสัญญาณว่าเฟืองกำลังโกรธ ท่านหญิงไม่หวั่นแต่เอ่ยถามเสียงเย็น

“ว่าแต่ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าเขาตายแล้ว ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าฆ่าเขา เขารู้กันทั่ววังแล้ว ใครๆก็รู้ว่าเฟืองเกลียดเขา อยากฆ่าเขาให้ตาย คนในวังนี้น่ะไม่โง่หรอกนะ”

คนปากสว่างที่ว่าก็ไม่ใช่ใครนอกจากสาลี่อดีตคู่ปรับไม้เบื่อไม้เมาตลอดกาลของเฟือง แม่ครัวใหญ่เตรียมตัวจะนอนแต่แล้วถึงกับตาลุกโพลงเมื่อเห็นผี

เฟืองในสภาพน่าเกลียดน่ากลัว ความกลัวจับจิตจนเป็นลมหมดสติคาห้องพัก!

ooooooo

รุ้งกับจริมารอสมาชิกในบ้านกลับจากงานศพด้วยใจจดจ่อ เมื่อได้ยินเสียงรถจึงวิ่งไปต้อนรับ ฉัตต์คอยดักรออยู่แล้วกระชากหางเปียรุ้งจนหน้าหงาย เด็กสาวไม่ร้องสักแอะแถมขอร้องให้ปล่อย แต่ไม่ได้ผลเพราะฉัตต์ยังยิ้มกวนๆจนเธอโมโห ปล่อยหมัดใส่ท้องเขาแล้วรีบตามจริมาไป

จันทร์โผกอดรุ้งทันที ความเสียใจท่วมท้นจนต้องก้มหน้าซ่อนน้ำตาซบไหล่ลูกสาว พจน์เห็นอาการตลอด ตัดสินใจรอจนน้องสาวส่งแม่เข้านอนจึงขอพูดด้วยตรงๆถึงที่มาที่ไปของเธอ

“น้องคิดว่าสมควรแก่เวลาหรือยังที่พี่จะรู้ความจริงว่าน้องเป็นใครและมาจากไหน ถ้าอดีตของน้องเป็นเรื่องอันตราย ให้พี่รู้ความจริง พี่อาจช่วยน้องกับรุ้งได้มากกว่านี้”

จันทร์อ้างว่ายังไม่พร้อมแต่ก็ดูอิลักอิเหลื่อเต็มแก่ พจน์ไม่อยากรออีกต่อไปเปิดฉากถามเรื่องที่สงสัย

“น้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านชายวังรังสิยาหรือไม่” จันทร์สะดุ้งสุดตัว พจน์เห็นว่ามาถูกทางจึงซักต่อ “น้องเคยอยู่วังนั้นหรือ ถ้าใช่...ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสไม่ทรงชอบน้องหรอกใช่ไหม พี่เห็นสายพระเนตรท่าน”

“บางทีเวลานั้นอาจมาถึงแล้ว ดิฉันเป็นอะไรไปรุ้งจะได้มีคนช่วยทวงสิทธิ์ของแกคืน”

จันทร์ถอนใจหนักหน่วง เหนื่อยเกินกว่าจะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว หวังสุดใจว่าพจน์จะช่วยเธอได้

เวลาเดียวกันที่วังรังสิยา...ท่านหญิงบรรทมไม่หลับเพราะรู้สึกว้าเหว่จึงตัดสินใจไปที่ห้องท่านชาย นึกถึงช่วงเวลาในอดีตตอนสามีทราบว่าบุหลันตั้งครรภ์ใหม่ๆ

“พี่ขอให้บุหลันมาอยู่บนตำหนักได้ไหมคะ พี่เป็นห่วงเพราะเขาท้องสองเดือนแล้ว มีอะไรจะได้ช่วยเหลือทัน”

“จะทรงให้มาอยู่บนห้องหญิงเลยไหมคะ หญิงจะไปอยู่เรือนเขาเองเพราะหญิงไม่ได้ท้อง!”

ความเจ็บปวดครั้งนั้นยังคงทรมานใจเธอไม่หยุด ผีเฟืองลอบมองอยู่ไม่ห่าง ท่านหญิงเองก็สัมผัสได้ พูดลอยๆ เหมือนอยากปรับทุกข์กับวิญญาณต้นห้อง

“เฟือง...เขาเหมือนบุหลันมากแต่คุณหญิงเพ็งยืนยันว่าเป็นลูกสาว หญิงไม่อยากเชื่อแต่ก็คิดว่าพวกเขาคงไม่โกหก เฟือง...หญิงเหงาเหลือเกิน เฟืองก็ทิ้งหญิงไปแล้ว เจ้าพี่ก็เสด็จจากไปอีก หญิงไม่เหลือใครแล้วนอกจากชายเดียว แต่ลูกก็ต้องไปโรงเรียน วังใหญ่โตมีหญิงครอบครองคนเดียว หญิงไม่ได้อยากได้แบบนี้ เฟืองอย่าทิ้งหญิงไปนะ”

ท่านหญิงเดินกลับห้อง ผ่องผ่านมาเห็นแล้วตาเหลือก เห็นผีเฟืองช่วยพยุงราชนิกูลสาว เขาตกใจถึงกับล้มหัวฟาดพื้นสลบไป!

เรื่องผ่องโดนผีเฟืองหลอกกระจายทั่ววังอย่างรวดเร็วในวันถัดมา สาลี่กับพิกุลคอยพยาบาลด้วยความเวทนา ไม่รู้จะปลอบอย่างไรเพราะต่างก็เจอมาหนักไม่น้อย ท่านหญิงทราบข่าวก็รีบลงมาเยี่ยมถึงห้องพัก

“สาลี่...ผ่องมันไม่สบาย แกดูแลหายาหาข้าวให้กินด้วย ถ้ามันจะพูดจาอะไรก็เพราะพิษไข้...เข้าใจไหม”

ท่านหญิงจ้องเขม็งคาดคั้น แม่ครัวใหญ่ก้มหน้างุดรับปาก แม้ท่านหญิงจะเสด็จขึ้นตำหนักไปนานแล้วแต่สาลี่ก็ยังเฝ้าข้างเตียงผ่อง ลูบหัวบ่าวสาวพร้อมปลอบประโลม

“อะไรก็ตาม...มันไม่จริง แกไม่ต้องกลัว มันทำอะไรเราไม่ได้เพราะอยู่กันคนละโลก ถึงอยากทำมันก็ทำไม่ได้หรอก เมื่อคืนข้าก็ฝัน...ฝันเหมือนแกนั่นแหละผ่องเอ๊ย...แต่มันก็แค่ฝัน คิดสิวะว่ามันก็แค่ฝัน!”

พิกุลเข้ามาผลัดเวร สาลี่จะไปต้มข้าวต้มให้ผ่อง สะดุ้งสุดตัวเพราะเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะลอยมากับสายลม แม่ครัวใหญ่รู้ดีว่าเป็นเสียงอะไร ตัวเริ่มสั่นแต่ยังทำใจดีสู้เสือ

“เฮี้ยนได้เฮี้ยนไป กูไม่หวั่นแล้วเว้ย อยากมาก็มาเลย ให้มันรู้กันไปว่าผีจะเก่งกว่าคน”

ooooooo

หลังตัดสินใจบอกเรื่องในอดีตของตัวเอง...จันทร์ก็สบายใจขึ้นมาก ขอให้พจน์พารุ้งไปงานศพท่านชายในวันถัดมา พจน์บอกให้เตรียมตัวรุ้งให้พร้อม จันทร์ซาบซึ้งใจมาก ตั้งใจถ่ายทอดมารยาทชาววังทุกอย่างให้ลูกตลอดบ่าย เมื่อถึงเวลาเย็นจึงออกเดินทางไปงานของท่านชายรังสิโยภาสพร้อมกับพจน์ ฉัตต์ และจริมา

รุ้งถือพานใส่มาลัยดอกพุดคลานไปหน้าพระโกศ ก้มลงกราบพร้อมพนมมืออธิษฐานในใจ

“หนูขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ หนูจะตั้งใจเรียนและทำแต่ความดีตลอดชีวิตของหนูค่ะ”

ชายเดียวที่นั่งลงกราบข้างๆก็อธิษฐานในใจเช่นกัน “ท่านพ่อกระหม่อม...ขอให้ท่านพ่อเสด็จไปสู่สุคติ ไม่ต้องทรงห่วงชาย ชายจะดูแลท่านแม่และดูแลตัวเอง จะตั้งใจเรียนและจะทำแต่ความดีนะกระหม่อม”

ท่านหญิงแขไขฯนั่งมองลูกชายคุกเข่าข้างๆหลานสาวของพจน์แล้วใจคอไม่ดีเพราะหน้าตารูปร่างทั้งสองแลดูคล้ายกันราวกับเป็นพี่น้องคลานตามกันมา แต่พจน์กลับรู้สึกตรงกันข้าม ก้มกราบพระโกศท่านชายพร้อมอธิษฐานในใจ

“กระหม่อมได้ทำตามที่หม่อมบุหลันขอร้องคือนำลูกอีกคนของฝ่าบาทมาเฝ้า หากทรงมีญาณพิเศษใดๆ ขอให้ทรงทราบว่าเวลานี้หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยมได้มาพบท่านพ่อของเธอแล้ว และขออย่าทรงห่วงเพราะกระหม่อมสัญญาจะดูแลทั้งแม่และลูกให้ดีที่สุด”

เมื่อสวดศพเสร็จ...พจน์จึงพาเด็กๆไปกราบลา ท่านหญิงเพ่งมองรุ้งและเจาะจงพูดด้วยเป็นพิเศษ

“รุ้งเป็นชื่อเล่นใช่ไหม ชื่อจริงชื่ออะไรล่ะ”

“รุ้ง ปัณณธรมังคะ”

“คุณพจน์โชคดีมีทั้งลูกชายลูกสาวและหลานสาว ฉันมีแต่ชายเดียว อยู่โรงเรียนประจำบ้านช่องก็เงียบเชียบ”

“เมื่อก่อนพี่หญิงยังมีคนสนิทดูแล วังก็ยังมีงานรื่นเริงบ้างเพราะแม่เฟืองเขาเป็นแม่งาน นี่เขาตายไปแล้ว ท่านชายก็ประชวรหลายปี วังเลยเงียบจริงๆ” ท่านหญิงเล็กเล่าไปเรื่อยตามประสาคนช่างพูด

พจน์ตกใจเมื่อได้ยินว่าเฟืองตายแต่พยายามเก็บอาการ เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบแจ้งข่าวนี้กับน้องสาว จันทร์หน้าซีดตัวชา นิ่งเงียบเพราะยังคิดไม่ตกว่าควรอโหสิกรรมให้ต้นห้องคนสนิทของท่านหญิงหรือไม่...

หลังจบงานศพของท่านชายก็ถึงวันสำคัญของราชสกุลรังสิยา ท่านหญิงแขไขฯ คุณชายศักดินา ท่านหญิงเล็กและท่านชายวรจักรผู้เป็นสามีมารวมตัวกันเพื่อเปิดพินัยกรรมของท่านชายรังสิโยภาส และก็เป็นจริงตามคาด ทรัพย์สมบัติมากมายตกเป็นของท่านหญิงแขไขฯและคุณชายศักดินาซึ่งเป็นทายาทโดยตรง โดยมีเงื่อนไขหลายข้อแต่ข้อที่ทำให้ท่านหญิงแขไขฯถึงกับพูดไม่ออกก็คือ

“เมื่องานพระราชทานเพลิงศพข้าพเจ้าเสร็จสิ้นให้รื้อเรือนข้าหลวงหลังติดกับท่าน้ำหลังวังทิ้งไม่ให้เหลือซาก”

ท่านหญิงนิ่งเงียบจนทุกคนชักหวั่น ภาพความทรงจำตอนเฟืองตายใหม่ๆย้อนมาในหัวอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

“พี่ออกคำสั่งให้รื้อเรือนนังเฟืองออกให้หมด เขากำลังจะลงมือพรุ่งนี้แล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก”

“จะสร้างใหม่ก็สร้างไปแต่หญิงจะไม่รื้อของเก่า เฟืองเขาเคยอยู่ที่นั่น”

“คนมันก็ตายไปแล้ว ตายอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ทำให้คนในวังขนหัวลุก ใครจะกล้าอยู่ หญิงไม่เข้าใจหรือไง”

“ไม่เข้าใจค่ะ...มีคนตายก็ต้องรื้อเรือนที่อยู่ ถ้าเช่นนั้นเจ้าพี่สิ้น หญิงตาย คนที่อยู่ก็ต้องรื้อวังนี้ด้วยหรือคะ” ท่านชายส่ายหน้าเอือมระอา หน่ายที่ท่านหญิงพูดไม่

รู้เรื่องไม่เหมือนเมื่อก่อน “เจ้าพี่ทรงเปลี่ยนก่อนหญิง ทรงเปลี่ยนมานานแล้ว และหญิงก็เสียใจมานานจนเสียใจเพิ่มอีกไม่ได้ ถ้าเจ้าพี่ไม่สั่งระงับ เจ้าพี่จะไม่ได้พบหญิงอีกเลย!”

ท่านหญิงดึงตัวเองกลับจากอดีต ลุกขึ้นยืนช้าๆและออกจากห้องโดยไม่เหลียวหลัง เหลือบซ้ายและขวามองหาผีต้นห้องคนสนิท กลั้นสะอื้นและเปรยเสียงเบาแต่หนักแน่น

“ไม่ต้องกลัว หญิงไม่ปล่อยให้เรือนของเฟืองถูกรื้อเป็นอันขาด เป็นไงเป็นกัน ผิดนักหญิงก็จะไปอยู่กับเฟืองให้รู้แล้วรู้รอด อยากรู้ว่าวิญญาณใครมั่งจะสมใจ”

ท่านหญิงเสด็จเข้าห้องไปแล้ว ผีเฟืองจึงปรากฏร่างลางๆตามหลังพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะแหบแห้งและท่าทางหยิ่งผยองลำพองใจ...รู้จักอีเฟืองน้อยไปซะแล้ว!

ooooooo

คำถามของพจน์กวนใจจันทร์จนนอนไม่หลับ เธอนั่งมองรุ้งหลับแล้วตัดสินใจออกไปเคาะประตูห้องพจน์กลางดึก โดยมีสายตาของฉัตต์มองตามและฮึดฮัดอยู่คนเดียวเพราะเข้าใจว่าจันทร์ให้ท่าพ่อ

จันทร์รวบรวมความกล้าระบายความอึดอัดใจเรื่องเฟืองกับท่านหญิง

“ดิฉันควรทำอย่างที่คุณพี่แนะนำใช่ไหมคะ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อโหสิให้เขาเสีย”

“ใช่...พี่หวังว่าน้องจะคิดอย่างนั้น”

“คุณพี่คงผิดหวังถ้าน้องจะบอกว่าคงอโหสิกรรมให้เขาได้แต่ไม่ใช่วันนี้เพราะน้องไม่ใช่แม่พระแต่เป็นปุถุชนธรรมดา น้องไม่เคยคิดร้ายกับใครแต่สิ่งที่เขาทำกับน้องมันร้ายแรงมากจนเกินอภัย ถ้าเขาแค่ไล่ลูกกับน้องคงพออโหสิได้บ้าง แต่นี่เขาพรากลูกแถมยังจะฆ่าน้อง ความแค้นมันยังอยู่ในใจตลอด น้องควรจะให้อภัยเขาง่ายๆหรือคะ”
พจน์นิ่งไปอึดใจ เข้าใจที่เธอพูดทุกอย่างแต่ก็อยากให้เธออภัยอยู่ดี

“กรรมตามสนองเขาแล้ว เท่ากับฟ้าดินลงโทษแล้วนะ”

“น้องเข้าใจค่ะ...แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบว่าคงมีสักวันที่น้องจะอโหสิให้เขาได้”

“พี่เข้าใจ...ความรู้สึกของคนเราใช่จะไถ่ถอนกันง่ายๆ รักกับแค้นมันอยู่ใกล้กันนิดเดียว พี่หวังว่าวันหนึ่งน้องจะลืมความอาฆาตแค้นและอโหสิให้เขา”

จันทร์รู้สึกผิดที่ปฏิเสธคำขอของเขาแต่ยังทำใจไม่ได้จริงๆ พจน์คิดว่าน้องสาวคงต้องการเวลาจึงไม่อยากเร่งรัดแต่ก็ไม่หมดห่วงเพราะมีเรื่องตัวตนแท้จริงของรุ้งในฐานะคุณหญิงวิมลโพยม

“แล้วต่อไปจะทำยังไง นางเฟืองตายไปแล้วก็เท่ากับไม่มีอันตราย น้องจะเปิดเผยความจริงและทวงสิทธิ์ให้คุณชายรู้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริงไหม น้องทำได้นะเพราะน้องมีสิทธิ์”

จันทร์ลังเลเพราะแม้เฟืองตายไปก็ยังไม่น่าไว้ใจ ผู้พิพากษาใหญ่เข้าใจแต่อยากให้เธอใคร่ครวญดีๆ ยังไงคนที่เธอกลัวก็ตายไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล...

ooooooo

บ่าวไพร่ในวังรังสิยาสะใจกันใหญ่ที่พินัยกรรมท่านชายสั่งให้เผาทำลายเรือนพักเก่าของเฟือง โดยเฉพาะสาลี่คู่ปรับเก่าที่รอคอยการแก้แค้นมานานจนในที่สุดผีคู่แค้นจะได้กลายเป็นสัมภเวสีสมใจ ผีเฟืองเฝ้าดูและทนฟังมาตลอด โมโหจนทนไม่ไหวเข้าไปอาละวาดหลอกหลอนจนสาลี่จับไข้หัวโกร๋นไม่ได้สติไปหลายวัน

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ท่านหญิงโมโหมากเพราะสาลี่กับผ่องมาขอทูลลาไปอยู่ข้างนอก เนื่องจากทนการระรานของผีเฟืองไม่ไหว แม้เธอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ก็อดเคืองไม่ได้

“ถ้ากลัวผีกันนักจะออกไปกันทั้งหมดก็ได้...ไปกันให้หมด ไม่ต้องคิดถึงข้าวแดงแกงร้อนกันแล้ว”

ละมัย พิกุล และนายสนที่มาเป็นพยานก้มหน้างุด เช่นเดียวกับผ่องกับสาลี่ที่นั่งพนมมือตัวสั่น

“ขนาดแกอยู่มานานโดนแค่นี้ก็จะทิ้งฉัน นับประสาอะไรกับคนใหม่ๆ ถ้ามาอยู่แล้วเจอแบบแกสองคนคงรีบไปไม่หันกลับเพราะเขาคงไม่ห่วงอะไรฉันกับคุณชาย หรือฉันต้องเปลี่ยนคนงานเรื่อยๆ พวกแกไม่ห่วงฉันเลยใช่ไหม”

“แต่หม่อมฉันโดนหลายหนมังคะ หม่อมฉันกลัวจะตกใจตายเสียก่อน” สาลี่ทูลเสียงเครือ

“หม่อมฉันก็กลัวมังคะท่านหญิง...กลัวจนขึ้นสมองแล้วมังคะ” ผ่องช่วยเสริม

ท่านหญิงจนปัญญาจะรั้ง ลุกขึ้นช้าๆ “เอาล่ะ...ฉันพูดที่อยากพูดไปแล้ว จะเก็บไปคิดแค่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าจะออกไปจริงๆก็มาเอาเงินเดือน ฉันจะให้เงินก้อนไปบ้างเผื่อว่ายังหางานไม่ได้”

ท่านหญิงลุกไปแล้ว ทิ้งความอึดอัดใจไว้กับสาลี่และผ่อง สำนึกในบุญคุณยังท่วมท้นแต่ประสบการณ์หวาดกลัวจับขั้วหัวใจยังตามหลอกหลอน ในที่สุดสองบ่าวก็คิดได้ พากันไปจุดธูปขออโหสิกรรมกับผีเฟืองเพื่อจะได้อยู่ในวังต่ออย่างสงบ ท่านหญิงประทับด้านบนมองลงมาก็โล่งอก พูดลอยๆกับผีเฟืองทั้งที่ยังไม่เห็นตัว

“ฟังกันมั่งนะ ฟังกันมั่ง วุ่นวายกันไปทั้งวังแล้ว เฮี้ยนไม่เข้าเรื่อง”

ลมพัดวนไปมาไม่แรงนักแต่ก็ทำให้ท่านหญิงรู้สึกว่าวิญญาณต้นห้องคนสนิทรับรู้ทุกอย่าง เธอจะพูดต่อแล้วต้องชะงักเมื่อลูกชายแวะมาหาเพราะเพิ่งกลับจากโรงเรียน ชายเดียวคลานไปกราบที่ตัก พูดอ้อนๆเหมือนรู้ใจว่าท่านแม่ประทับคอยเขาอยู่

“คอยสิลูก...ชายไปโรงเรียนแม่ไม่มีเพื่อน อยู่คนเดียววังออกใหญ่โต...แม่เหงา”

“ชายออกจากโรงเรียนมาอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ไหมคะ เรียนที่วังก็ได้ให้ท่านแม่สอน”

“พูดจริงหรือนี่ ใจดีจริงลูกชายฉัน แล้วไม่คิดถึงเพื่อนหรือจ๊ะ ไม่รักเพื่อนแล้วหรือ”

“ชายรักท่านแม่มากกว่าค่ะ คนเรารักพ่อรักแม่ ท่านพ่อสิ้นไปแล้ว ชายก็ย้ายมารักท่านแม่คนเดียว”

ท่านหญิงตื้นตันใจที่ชายเดียวรักเธอมาก นึกขอบใจเฟืองที่พาสิ่งพิเศษสุดในชีวิตมาให้

ค่ำวันนั้น...สองแม่ลูกรับประทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข สาลี่กับผ่องมาดูแลปรนนิบัติเหมือนเคย

“ขอบใจมากนะ ทั้งผ่องและสาลี่”

“ยังไงหม่อมฉันก็ทิ้งคุณชายเดียวไปไม่ได้หรอกมังคะ” ผ่องทูลยิ้มๆ

“หม่อมฉันด้วยมังคะ ต่อไปนี้นังสาลี่ถวายสัญญาจะไม่คิดลาออกอีกแล้ว ถึงจะเจอกี่ครั้งก็ไม่ออกมังคะ”

ท่านหญิงปลาบปลื้มมากที่บริวารอยู่พร้อมหน้าอีกครั้ง นึกถึงเฟืองแล้วขอร้องในใจให้ต่างคนต่างอยู่อย่าจองเวรหรืออาละวาดผู้คนในวังอีกเลย

ooooooo

จริมาแวะมาคุยกับรุ้งที่ห้องและนินทาอากัป-กิริยาของชายเดียวที่นิ่งจนติดจะเย็นชาทั้งที่อยู่ในงานสวดศพพ่อตัวเอง รุ้งส่ายหน้าเบาๆเพราะเคยชินกับอาการไม้เบื่อไม้เมาของจริมากับชายเดียวแต่ก็อยากให้เข้าใจราชนิกุลหนุ่มน้อยว่าอาจทำใจได้แล้วเพราะได้ยินมาว่าท่านชายรังสิโยภาสเจ็บออดๆแอดๆมานาน

“ถึงยังไงริมาก็ต้องเห็นใจเขานะ ถ้าเจอคุณชายก็ต้องพูดกับเขาดีๆ เข้าใจไหม” จริมายังรวนว่าเข้าใจเรื่องอะไร รุ้งส่ายหน้าอ่อนใจ “ก็อย่างที่ควรเข้าใจนั่นแหละ ถ้าไม่รู้ว่าควรเข้าใจอะไรก็ตามใจ อยากเป็นคนใจร้ายก็ตามใจ”

“ไม่สงสารหรอก ไม่ได้ทำให้เขาเจ็บสักหน่อย อยากทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมแบบชาววัง พูดครับครับอยู่นั่นแหละ ริมาฟังแล้วจั๊กจี้หู นี่ดีนะว่าเขาเป็นแค่คุณชาย ถ้าเป็นท่านชายเราคงต้องเพคะเพขา”

และแล้วบททดสอบของจริมาก็มาถึงในวันรุ่งขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับชายเดียวที่มาเยี่ยมฉัตต์ แต่เพราะความหมั่นไส้จึงลืมคำเตือนของรุ้งหมด ตั้งหน้าตั้งตารวนราชนิกุลหนุ่มจนเขาหน้าจ๋อย รุ้งตามมาปรามและอาสาพาชายเดียวไปหาฉัตต์แทน

ฝ่ายจันทร์ทราบว่าชายเดียวแวะมาก็จัดเตรียมของว่างและเครื่องดื่มไปต้อนรับ ชายเดียวจะยกมือไหว้ขอบคุณแต่ฉัตต์รีบจับมือไว้ จันทร์หน้าเสียนิดหน่อยแต่ยังฝืนยิ้มเจื่อนๆ

“คุณชายไม่ต้องไหว้ดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันเป็นแค่คนทำขนมเท่านั้น”

“คุณทำขนมอร่อยมาก ร้อยมาลัยก็สวยมากครับ”

“ขอบพระคุณคุณชายที่ชมค่ะ ว่าแต่คุณชายเห็นมาลัยที่ดิฉันร้อยหรือคะ เคยเห็นที่ไหนคะ”

“เห็นในงานสวดศพท่านพ่อไงครับ ที่คุณร้อยให้รุ้งนำไปถวายพระโกศท่านพ่อ ท่านแม่ยังรับสั่งว่าคนร้อยเก่งมาก แถมยังเป็นดอกพุดที่ท่านพ่อทรงโปรดมาก”

จันทร์ได้ยินชายเดียวเรียกท่านหญิงแขไขฯ ว่าแม่และเรียกท่านชายว่าพ่อก็ตัวชา แต่สองหนุ่มไม่ทันสังเกต เธอน้ำตาคลอจ้องหน้าคุณชายไม่วางตา หูไม่ได้ยินอะไรจนกระทั่งชายเดียวขอลากลับวัง

“จะกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ครับ ชายสงสาร... ตั้งแต่ท่านพ่อสิ้นท่านก็เงียบมาก ไม่เคยเห็นท่านยิ้มเลย”

“ชายเดียวก็ต้องทำให้ท่านยิ้มสิ เป็นลูกชายคนเดียวนี่นา” ฉัตต์เย้ายิ้มๆ

จันทร์ตัดสินใจลุกออกจากห้อง น้ำเสียงของคุณชายที่พูดถึงท่านชายกับท่านหญิงยังก้องในหัว น้ำตาไหลพรากๆด้วยความสะเทือนใจ...ในที่สุดก็ได้พบหน้าลูกชายที่พรากจากกันตั้งแต่เกิด!

จันทร์ร้องไห้คนเดียวพักใหญ่ก็ปาดน้ำตาและไปดักรอส่งคุณชายหน้าบ้าน เมื่อฉัตต์พาชายเดียวออกมาก็นิ่วหน้าไม่พอใจเพราะไม่ชอบให้จันทร์มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ แต่ชายเดียวกลับชอบใจ เดินไปหาและเอ่ยชมรสชาติขนมฝีมือจันทร์ที่เขาติดใจตั้งแต่ยังเด็ก

“ถ้าคุณชายชอบก็มาบ่อยๆนะคะ เอ่อ...ดิฉันจะทำไว้ให้ทานค่ะ”

“ชายคงมาบ่อยไม่ได้ ต้องดูแลท่านแม่ครับ”

จันทร์ถือโอกาสถามถึงท่านหญิง ชายเดียวบอกว่าสุขภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรงเพราะคงกลุ้มใจเรื่องท่านพ่อประชวรหนักก่อนหน้านั้น ครั้นทรงสิ้นก็พลอยใจหาย ฉัตต์ไม่ชอบใจที่ชายเดียวเสวนากับจันทร์ ออกแรงดึงไป ขึ้นรถพร้อมบ่นกระปอดกระแปด ชายเดียวงงเล็กน้อยแต่ไม่ติดใจอะไร บอกว่าแค่รู้สึกดีและอยากพูดด้วยเท่านั้น ฉัตต์ถึงกับหัวเสีย เกือบพลั้งปากเล่าเรื่องที่เคยเห็นจันทร์ไปเคาะห้องพจน์ดึกๆดื่นๆแต่ยั้งปากไว้ทัน

ฉัตต์วิ่งหน้าตื่นไปหน้าบ้านอีกรอบเพราะได้ยินเสียงรถเบรกดังลั่น ปรากฏว่าเป็นสองสาววิ่งเล่นกันเพลินจนรุ้งล้มก้นกระแทกพื้นหน้ารถ ชายเดียวจะลงไปช่วยแต่ฉัตต์กลับสั่งให้ลุกขึ้นเอง จริมาโกรธที่พี่ชายหยาบคายจึงพาลลงกับชายเดียวที่ไม่เข้มแข็งพอจะขัดขืน ประกาศกร้าวไม่ให้มาเหยียบที่นี่อีกถ้าไม่คิดปรับปรุงตัว

รุ้งขยับจะลุกด้วยตัวเองแต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ฉัตต์ถอนใจหนักๆแล้วตัดสินใจยื่นมือให้เธอยึดและพากลับขึ้นบ้านแบบเสียไม่ได้ จริมาจะตามไปเพราะเป็นห่วงรุ้งแต่ไม่วายทิ้งท้ายไล่ชายเดียวออกจากบ้าน

ฝ่ายจันทร์ได้ยินเสียงเอะอะก็ตามมาดูเหตุการณ์พร้อมกับยอด เธอร้องไห้และปรับทุกข์กับอดีตคนสวนเสียงเครือ

“ยอด...รู้ไหมว่านั่นคุณชาย...ลูกชายของฉัน ฉันจะทำยังไงดี ท่านชายสิ้นแล้ว ลูกหญิงอยู่ทาง ลูกชายอยู่ทาง”

“หม่อมคิดจะให้คุณชายกับคุณหญิงมาอยู่ด้วยกันหรือครับ”

“ฉันทำได้หรือเปล่าล่ะยอด...ทำได้ไหม”

จันทร์อยากพารุ้งกลับไปอยู่ที่วังรังสิยาเพราะเฟืองตายแล้วแต่ยอดยังกังวล

“ไม่มียายเฟืองก็ยังมีท่านหญิงนะครับหม่อม ถึงท่านหญิงคืนคุณชายให้ หม่อมก็คงอยู่วังรังสิยาลำบากพอดู” จันทร์เห็นด้วยกับยอดที่สถานการณ์ของเธอไม่น่าไว้ใจนัก แต่ก็ร้อนใจเพราะเป็นห่วงลูกชายที่อาศัยตามลำพังกับท่านหญิง จึงตัดสินใจไปปรึกษาพจน์ในวันถัดมา

“น้องเพิ่งทราบว่าคุณชายศักดินาก็คือคุณชายเดียวเมื่อวานนี้เอง เธอมาที่นี่หลายครั้งตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ น้องหาขนมหาน้ำให้เธอรับทาน มองเธอก็ยังว่าเธอน่ารักเหลือเกิน ที่แท้เธอก็คือลูกชายของน้องเอง”

“พี่ดีใจ เธอคงมีความสุขที่ได้พบลูกชายบ้าง”

“น้องจะตอบคำถามที่คุณพี่เคยถามว่าจะทำยังไงต่อไปเพราะเฟืองตายแล้ว” พจน์พยักหน้ารับรอฟังด้วยใจจดจ่อ “เวลานี้ท่านแม่ของคุณชายเดียวคือท่านหญิงแขไขเจิดจรัส ถ้าความจริงปรากฏว่าน้องคือแม่คุณชาย ท่านหญิงจะเอาพักตร์ไปไว้ที่ไหน ตัวคุณชายก็จะสับสนระหว่างท่านแม่กับแม่ที่มาจากไหนไม่ทราบ ถ้าน้องแสดงตัว...คุณพี่คิดว่าคุณชายจะยอมรับได้โดยไม่เสียใจหรือคะ ลูกอาจจะเกลียดน้องไปเลย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร”

“พี่ชื่นชมการตัดสินใจของเธอ แต่น้องจะจัดการกับรุ้งยังไง ให้เป็นรุ้ง ปัณณธร ตลอดไปก็ไม่ยุติธรรมกับรุ้ง”

“น้องก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน แม้ตอนนี้แกจะมีความสุขอยู่แล้วเพราะความกรุณาของคุณแม่กับคุณพี่ แต่รุ้งก็ควรมีสิทธิ์ชอบธรรมจะใช้ชื่อที่ท่านพ่อประทานให้ เราไม่ได้แอบอ้าง หลักฐานที่ท่านชายเคยประทานก็ยังอยู่ เวลานี้น้องจดบันทึกทุกอย่าง พอรุ้งอายุยี่สิบเอ็ดก็จะมอบให้ แล้วให้รุ้งเลือกระหว่างเป็นรุ้งกับคุณหญิงวิมลโพยม รังสิยา”

“พี่เห็นด้วย ถึงเวลานั้นรุ้งจะเป็นผู้ใหญ่พอจะตัดสินใจด้วยตัวเอง พี่หวังว่าจะมีชีวิตยืนยาวถึงเวลานั้น”

“คุณพี่ต้องไม่เป็นอะไร น้องกับลูกจะดูแลคุณพี่และคุณแม่ให้สมกับความเมตตาปรานีที่ได้รับ”

ooooooo

เช้าวันถัดมา...จริมากับรุ้งไปโรงเรียนด้วยกัน ทั้งสองอยู่คนละห้องแต่ไปมาหาสู่กันเสมอจนเป็นที่รู้กันทั้งโรงเรียนถึงความสนิทของสองพี่น้อง จริมานั้นเป็นหัวโจกประจำรุ่นแต่หัวดีเรียนหนังสือเก่งอย่างหาตัวจับได้ยาก ในขณะที่รุ้งเป็นเด็กเรียบร้อยไม่ค่อยมีปากเสียงกับใคร เรียนหนังสือไม่เก่งแต่ก็มีฝีมือการเรือนจนเป็นที่เลื่องลือ

วันนี้จริมามีสอบร้อยมาลัย เธอกลุ้มใจมากเพราะแม้จันทร์จะสอนมาอย่างดีแต่ฝีมือก็ยังไม่ได้เรื่องนัก

“ริมา...อย่าตกใจนะ ตั้งใจร้อยดีๆเดี๋ยวจะสอบตก ต้องผ่านให้ได้วิชานี้ ไม่งั้นแม่เสียใจตาย”

รุ้งงัดแม่หรือน้าจันทร์สุดที่รักของจริมามาขู่ปรากฏได้ผล...จริมาฮึดสู้แต่ก็ยังตื่นเต้นจนรุ้งต้องปลอบ

“ริมา...ร้อยทางด้านซ้ายสุดแล้วค่อยๆหมุนตามเข็มนาฬิกา วัดกลีบกุหลาบให้เท่ากัน เท่านั้นก็สวยแล้ว”

จริมาพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปสบทบเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น เพื่อนๆของรุ้งมองตามแล้วอดเปรยไม่ได้

“รุ้ง...ริมาเขาเป็นอะไร หน้าตาเหมือนคนปวดท้องถ่าย”

“ก็โดนคาดโทษไว้ ถ้าวันนี้ริมาร้อยมาลัยเบี้ยวอีกจะถูกทำโทษ”

“นึกแล้วเชียว ริมาออกเป็นคนเก่ง แต่เรื่องกล้วยๆ แบบนี้กลับทำไม่ได้ รุ้งเก่งจะตายทำไมไม่สอน”

“ไม่เหมือนกันหรอก มันก็แล้วแต่ชอบ ว่าริมา

ไม่ได้หรอก รุ้งเรียนเกือบตกแต่ริมาเรียนเก่งจะตาย”

รุ้งตอบยิ้มๆ แล้วรีบชวนเพื่อนกลับห้องเพราะมีสอบหุงข้าว หญิงสาวไม่ทำให้เสียชื่อที่มีแม่เป็นอดีตหัวหน้าห้องเครื่องประจำวัง ทำได้ดีจนได้คะแนนสูงสุดของห้อง ทุกคนชื่นชมยินดียกเว้นคุณหญิงทอแสงรัศมีที่เบ้หน้าไม่พอใจเพราะหมั่นไส้สองสาวจากบ้านปัณณธรเป็นทุน

เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน...รุ้งมายืนรอจริมาเพื่อกลับพร้อมกัน ท่านพงศ์อาจารย์ประจำชั้นจริมามาคุยด้วย ถามว่ารู้ได้ยังไงว่าจริมาจะได้กลับเร็วและไม่โดนทำโทษเรื่องร้อยมาลัยเหมือนเคย รุ้งรอไม่นานเลยก็ได้ยิ้มกว้างเมื่อเห็นจริมาออกมาพร้อมมาลัยฝีมือประณีตในมือทุกคนห้อมล้อมและแสดงความยินดี และก็เช่นเคยคุณหญิง ทอแสงรัศมีเฝ้ามองด้วยแววตาไม่ชอบใจ...หมั่นไส้นัก ทำไมถึงทำอะไรก็ได้ดีไปหมด!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562

08:10 น.