ตอนที่ 2
การกลับมาของอดีตคนสวนทำให้เฟืองหายใจไม่ทั่วท้อง แคล้วเปิดฉากอ้อนขอกลับมาทำงานเพราะไม่มีเงินและไม่มีที่ไป แต่ครั้นไม่ได้จึงยกเรื่องที่ร่วมมือกันกำจัดยอดกับบุหลันมาขู่ เฟืองเจ็บใจมากสวนกลับทันควัน
“กูไม่มีเงินเพราะให้มึงไปหมดแล้ว วันหลังมึงมาใหม่ละกัน กูจะขอประทานจากท่านหญิงให้”
“อย่าให้ฉันโมโหน่า วันหลังน่ะเมื่อไหร่กัน ฉันไม่ได้กินเหล้าจนเปรี้ยวปากจะลงแดงอยู่แล้ว มีเท่าไหร่เอามาก่อน เงินไม่มีก็เอาของมาก่อนก็ได้ สายสร้อยของป้าไง...ให้ฉันยืมก่อน”
สร้อยบนคอเฟืองเตะตาอดีตคนสวนใจโฉดอย่างแรง เฟืองตาเหลือกประกาศกร้าวไม่ยกให้เพราะหม่อมแม่ท่านหญิงประทานให้กับมือ แคล้วเข้าประชิดพร้อมบังคับให้ถอดเพราะต้องการเงินไปใช้หนี้พนัน เฟืองยังขัดขืนจึงโดนขู่
“คิดดูนะ...ถ้าท่านชายท่านหญิงทรงรู้ว่าที่จริงแล้วป้าเป็นตัวการใหญ่จะเป็นยังไง ตัวฉันอย่างมากก็ติดคุกแต่ป้าน่ะ...ไม่ประหารก็คุกตลอดชีวิต ป้าคิดและลงมือเองทั้งนั้น”
เฟืองกลัวถูกจับได้เลยปลดสร้อยให้อย่างเสียไม่ได้ แคล้วหมุนตัวจากไปพร้อมเสียงหัวเราะบาดใจ เฟืองแค้นที่กลายเป็นเบี้ยล่างให้รีดไถ เหลือบเห็นจอบแถวนั้นจึงคว้าติดมือตามไปฟาดจากด้านหลังหลายครั้งจนแคล้วล้มลงกับพื้น เฟืองตกใจ ตะโกนโหวกเหวกขอความช่วยเหลือกลบเกลื่อนการกระทำของตน ไม่รู้เลยว่าเดชเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแต่เลือกเงียบ รอสบโอกาสค่อยเรียนปรึกษาท่านชายอีกที
เหตุการณ์เฟืองโดนกระชากสร้อยทำให้ทั้งวังแตกตื่นโดยเฉพาะท่านหญิงที่รีบไปดูเหตุการณ์ด้วยความเป็นห่วงบ่าวคนสนิท ต่างจากท่านชายที่แกล้งตกใจแต่ในใจตื่นเต้นเพราะแผนล่อเหยื่อมาติดกับได้ผลเร็วกว่าที่คิด
เดชก้มๆเงยๆสำรวจแล้วพบว่าแคล้วยังไม่ตาย เก็บอาการไม่กระโตกกระตากเพราะไม่อยากให้เฟืองไหวตัว นายตำรวจในคราบคนสวนทูลท่านชายว่าเฟืองใช้จอบฟาดแคล้วเพื่อชิงสร้อยคืนแต่หนักมือไปหน่อย มันเลยนอนแน่นิ่งจนบ่าวตัวร้ายเข้าใจผิด ต้องทิ้งสร้อยไว้กับแคล้วตามเดิมอย่างน่าเสียดาย
ท่านชายกลัวคนในวังจะจำแคล้วได้และเอะอะจนเสียเรื่อง จึงชิงประกาศให้รู้ทั่วกันว่าหัวขโมยผู้โชคร้ายตายแล้วรีบส่งตำรวจเพื่อดำเนินการชันสูตร และผลก็เป็นจริงตามคาดเมื่อแคล้วรู้สึกตัวก่อนตายและสารภาพทุกอย่าง ยังความแค้นใจให้ท่านชายอย่างแสนสาหัส เร่งมือสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อจัดการจับเฟืองให้เร็วที่สุด
ฟากท่านหญิงไม่รู้เรื่อง เสด็จไปเยี่ยมเฟืองถึงห้องพักในเช้าวันถัดมา เชื่อสนิทใจเมื่อบ่าวคนสนิทสร้างเรื่องว่าเป็นฝ่ายถูกทำร้าย ส่วนการตายของหัวขโมยก็เพราะแค่ต้องการป้องกันตัวเท่านั้น ท่านหญิงอนุญาตให้เฟืองพักผ่อนจนกว่าจะสบายใจ เฟืองซึ้งใจมาก รอจนท่านหญิงจากไปจึงลุกยืนด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าเหมือนไม่เคยมีเรื่อง
“ไอ้แคล้ว...มึงไม่มีวันชนะกู ต่อให้มึงเป็นผีกลับมากูก็จะจับมึงยัดใส่หม้อถ่วงน้ำ...คอยดู!”
ooooooo
ในที่สุดท่านชายก็รวบรวมหลักฐานได้ทั้งหมด เดชยังแฝงตัวในคราบคนสวน เดินป้วนเปี้ยนในวังเป็นที่ขัดตาเฟืองมากจึงหาเรื่องแดกดันและข่มให้ยอมเป็นพวกแต่เดชไม่ยี่หระจนบ่าวตัวร้ายชักมีน้ำโห
“ถ้าอยากอยู่ที่นี่มึงต้องกราบตีนกูเพราะกูช่วยมึงได้ ท่านหญิงทรงควบคุมคนงานทั้งหมด”
“ฉันทำงานที่นี่เป็นวันสุดท้ายเพราะภารกิจของฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
เฟืองไม่เข้าใจความนัย ได้แต่มองตามคนสวนท่าทางยียวนเดินจากไปแล้วรีบกลับมาเฝ้าท่านหญิงบนตำหนักเหมือนเคย ตกใจมากเมื่อได้ยินจากผ่องว่าท่านชายเสด็จโรงพยาบาลเพื่อดูการชันสูตรศพหัวขโมย
“ท่านชายทรงเห็นศพหัวขโมยนั่นด้วยเหรอแม่ผ่อง เห็นตอนไหน”
ผ่องขยับจะตอบแล้วชะงักเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูแทรกขึ้น
“ข้าเห็นสิ...ตั้งแต่เมื่อคืนและมันก็ยังไม่ตาย มึงรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นใครนังเฟือง มึงเจตนาฆ่ามันใช่ไหม”
เฟืองก้มหน้างุดไม่ยอมสบตา พร่ำบอกแต่ว่าไม่รู้เรื่องใดๆ ท่านชายไม่เชื่อแถมขู่
“นังปากแข็ง...มึงคุยอยู่กับมันเป็นวรรคเป็นเวร มึงไม่รู้ได้ไง”
“หม่อมฉันไม่เห็น มันมืด ไม่ได้คุยกับมัน มันขู่จะเอาสร้อยของหม่อมฉัน”
“มันจะขู่ทำไม ก็มันคือไอ้แคล้วหลานชายมึง แล้วมันจะขู่มึงทำไม”
เฟืองตะลึงที่ท่านชายรู้ว่าเป็นแคล้ว รวมทั้งท่านหญิงกับบ่าวทุกคนก็ถึงกับพูดไม่ออก
“มึงรู้ว่ากูรู้ว่ามันคือไอ้แคล้ว แล้วมึงยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้ว่ามันเป็นใคร...นังผู้ร้ายปากแข็ง”
เฟืองยืนกรานว่าไม่รู้ไม่เห็น ท่านหญิงเป็นฝ่ายทนไม่ได้โพล่งขึ้นมาด้วยความสงสัย
“หญิงไม่เข้าใจ ขโมยคือแคล้วคนสวนเก่าของเราหรือคะ แล้วเขาจะขโมยสร้อยเฟืองทำไม”
“หญิงไม่เคยเข้าใจอะไรเพราะปล่อยให้อีเฟืองจูง จมูก จะบอกให้นะ...ไอ้แคล้วไม่ได้มาเพื่อจี้เอาสร้อยแต่มันมาขู่เอาเงินเป็นค่าปิดปากเรื่องชั่วที่อีเฟืองให้ทำต่างหาก อีเฟืองถึงต้องฆ่ามันก่อนมันจะโพนทะนาให้คนอื่นรู้”
“เจ้าพี่จะโทษเฟืองไปถึงไหน เจ้าพี่กริ้วที่บุหลันหนีไปแล้วลงใครไม่ได้ก็ลงกับเฟือง ขโมยเป็นใครหญิงไม่สนใจแต่มันขโมยสร้อยเฟือง เฟืองเป็นฝ่ายเสียหายจึงมีสิทธิ์ป้องกันตัว”
“เธอตาบอดมาตลอดตั้งแต่เราแต่งงานกัน...พี่มี ความรู้สึกว่ามีเมียสองคน คนหนึ่งเป็นท่านหญิงผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วแต่อีกคนหยาบช้ากักขฬะ เพราะหญิงเชื่อฟังอีเฟืองทุกอย่าง มันเพ็ดทูลว่าถูกกระตุกสร้อยเส้นนี้ใช่ไหม”
ท่านชายโยนสร้อยไปตรงหน้าเฟืองพร้อมประกาศว่ารู้ทันแผนการตื้นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่มีร่องรอยใดๆ บนตัวเฟืองทั้งที่อ้างว่าโดนกระชากสร้อยจากคอ ไหนจะขนาดรูปร่างใหญ่โตของแคล้วที่บ่าวไม่น่าทำร้ายได้เฟืองเริ่มนั่งไม่ติดเพราะท่านชายสาวมาใกล้ความจริงทุกขณะ แต่ท่านหญิงยังเชื่อมั่น ออกโรงปกป้องบ่าวคนสนิทเต็มที่
“เจ้าพี่...เฟืองไม่โหดร้ายอย่างนั้น ไม่มีเหตุผลที่เฟืองต้องฆ่านายแคล้ว”
“มีสิ...นังเฟืองมันต้องการปิดปากไอ้แคล้ว เรื่องที่พวกมันสมคบกันฆ่าบุหลันกับไอ้ยอด อีเฟืองมันให้ไอ้ยอดผลักบุหลันตกน้ำ ให้ไอ้แคล้วเจาะท้องเรือให้น้ำเข้าเรือจนล่ม ไอ้ยอดจะได้ตายตามกันไป เมียพี่ไม่ได้หนีไปกับไอ้ยอด!”
ท่านหญิงยังไม่เชื่อเพราะเฟืองเป็นคนอุ้มชายเดียวมาให้คืนนั้น ท่านชายเหยียดยิ้มและอธิบายเสียงเย็น
“ก็มันฉลาดไง ถึงได้เอาลูกบุหลันไว้ล่อพี่ พี่จะได้ไม่เอาเรื่องเพราะรักลูก ถ้าอย่างนั้นมันคงฆ่าทั้งแม่และลูกแล้ว...คนใกล้ตายไม่โกหก นังเฟือง...ไอ้แคล้วสารภาพทุกอย่างก่อนตายหมดแล้ว”
เฟืองเห็นว่าไม่มีประโยชน์จะปกปิดความผิดต่อไป จ้องหน้าท่านชายเขม็งและระบายความคับแค้นใจ
“หม่อมฉันอยากฆ่ามันวันละร้อยหน ดีที่เพิ่งมีโอกาส...ไม่งั้นอีบุหลันคงตายนานมากแล้ว ท่านหญิงจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีก ท่านหญิงทรงดีเกินไป เจ็บพระทัยแค่ไหนก็ไม่เคยปริปากทูลท่านชายว่าไม่มีเมียคนไหนทนได้ที่ผัวพะเน้าพะนอกับหญิงอื่น อีบุหลันตายคนเดียว ท่านหญิงของหม่อมฉันก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป”
ท่านชายชักปืนจากเอวมาตบเฟืองจนเลือดกบปาก ท่านหญิงถลามาห้ามแต่ท่านชายไม่ยอมจะฆ่าเฟืองให้ได้ ท่านหญิงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตบ่าวคนสนิทจนเป็นที่เวทนาแก่ผู้คนในวัง เฟืองซึ้งใจมากคลานไปกอดขาท่านหญิง
“ชื่นใจของเฟือง ไม่เสียแรงที่หม่อมฉันรักและภักดี ให้หม่อมฉันรับผิดเถอะมังคะ ถ้าท่านชายจะฆ่าหม่อมฉันให้ตายก็ทรงจำไว้นะมังคะ...ว่าต่อให้หม่อมฉันเป็นผีก็จะปกป้องท่านหญิงตลอดไป”
ท่านหญิงปาดน้ำตา เชิดหน้าบอกสามีว่าไม่มีวันยอมให้เฟืองรับโทษโดยปราศจากหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย ท่านชายหัวเสียจัด ด่าทอเฟืองลั่นบ้านจนชายเดียวตกใจร้องไห้แต่ท่านชายก็ไม่สนใจ รับสั่งให้เดชกับสนจับเฟืองไปขังรอหลวงวิเศษมารับเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านหญิงทนไม่ได้ประกาศกร้าว
“ไหนล่ะหลักฐาน หญิงจะหาทนายให้เฟือง ไม่ต้องกลัว...หญิงไม่ทิ้งเฟืองเด็ดขาด หญิงจะพาเฟืองไปที่ห้องเอง เจ้าพี่ไม่ต้องกลัวเฟืองจะหนี หญิงจะล็อกประตูด้วยมือหญิงเองและจะเอากุญแจมาถวาย”
“ทำไมเธอต้องทำให้ยุ่งยาก ฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวด แล้วฉันล่ะ...บุหลันตายไปทั้งคนคิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ”
“หญิงดีใจที่เจ้าพี่รู้สึกเจ็บปวด เพราะตลอดเวลาเจ้าพี่ทรงมีแต่ความสุขจนไม่เห็นว่าคนอื่น...โดยเฉพาะหญิงทุกข์ใจมากเพียงใด แต่หญิงไม่โทษเจ้าพี่หรอก คนผิดคือคนโง่อย่างหญิง” ท่านหญิงกริ้วจนลืมทุกอย่าง ระบายความอึดอัดใจที่เก็บมานาน “หม่อมแม่สิ้นหญิงก็ไม่มีใครอีกเลย ความหวังก็อยู่กับเจ้าพี่ แต่เจ้าพี่ทำกับหญิงขนาดนี้ คนเดียวที่พึ่งได้คือเฟือง...เขาภักดีกับหญิงเหมือนทาส เหมือนพี่...เหมือนแม่”
เฟืองสะอื้นฮักด้วยความสะเทือนใจ ท่านหญิงมองมาด้วยแววตาปวดร้าว ยื่นมือให้บ่าวคนสนิทยกทูนเหนือหัว
“เฟืองไม่ร่ำรวย ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์แต่เฟืองไม่เคยผิดคำสัญญากับหม่อมแม่ว่าจะดูแลหญิงถึงที่สุด คำพูดของเฟืองไม่มีน้ำหนักเหมือนใครๆแต่เฟืองก็ไม่เคยผิดคำพูด...ไปกันเถอะเฟือง”
ท่านหญิงพยุงเฟืองออกไปแต่ไม่วายทิ้งท้ายกับสามี “ไม่ทรงนึกว่าหญิงจะพูดใช่ไหมคะ ประเทศนี้หญิงชายแตกต่างกันเหลือเกิน ผู้ชายถูกทุกอย่างแต่ผู้หญิงผิดเสมอ พูดอะไรไม่ได้ต้องนิ่งอย่างเดียว ผู้ชายจะทำให้ช้ำใจก็ไม่มีวันผิด”
ท่านหญิงสู้ตาสามีไม่กลัว ท่านชายได้แต่เลี่ยงมองทางอื่น ปล่อยให้ภรรยาพาเฟืองจากไปโดยไม่เหลียวหลัง
ooooooo
จันทร์คิดถึงลูกชายเหลือเกิน ภาพความทรงจำตอนเฟืองอุ้มเขาหายไปยังเวียนวนในหัว เมื่อยอดแวะมาคุยเลยอดปรับทุกข์ด้วยไม่ได้ ในฐานะพยานคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันและเข้าใจเธอที่สุด
“ถึงเราไม่ค่อยพบกันแต่ฉันก็เป็นห่วงเสมอ จนถึงวันนี้ก็ไม่ลืมบุญคุณ”
“หม่อมอย่าคิดมากครับ ผมก็ผิดด้วยที่หลงเชื่อนังเฟือง ไม่คิดว่าแกจะใจบาปหยาบช้าขนาดนี้ ไม่รู้มันเพ็ดทูลท่านชายว่าไงบ้าง หม่อมจะกลับวังไหมครับ ผมจะเป็นพยานให้”
“มีประโยชน์อะไร...ถึงกลับไปเขาก็หาทางฆ่าฉันอีก ฉันไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลัง”
ยอดเข้าใจสถานการณ์อดีตหม่อมดี สงสารเธอจับใจ อดไม่ได้จะถามถึงคุณชายที่โดนเฟืองพรากจากอก
“ฉันคิดถึงเขาทุกลมหายใจแต่คุณชายคงปลอดภัยเพราะเป็นผู้ชาย เขาต้องการลูกชายฉัน”
ยอดพลอยหดหู่ บ่นเสียดายที่ท่านชายไม่มีโอกาสรับรู้ว่ามีพระธิดาอีกคน จันทร์ถอนใจเบาๆ ไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตัวเองเหมือนกันที่ไม่ยอมให้ท่านชายได้พบกับรุ้ง แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่น่าไว้ใจเธอก็ไม่อยากเสี่ยง
ยอดเหลือบเห็นฉัตต์มาแต่ไกล ก้มหน้าบอกอดีตหม่อมว่าคุณหนูคนโตของบ้านปัณณธรสงสัยสถานะและความสัมพันธ์ของเขากับเธอ จันทร์ไม่ถือสาเพราะเห็นใจฉัตต์ที่กำพร้าแม่กะทันหัน ปลอบไม่ให้คิดมากและอย่ามองฉัตต์ในแง่ร้าย อดีตคนสวนพยักหน้ารับและขอตัว จันทร์จึงกลับเข้าบ้านไปหารุ้งและโอบกอดไว้ในอ้อมแขน
“ทูนหัวของแม่...แม่ไม่ขออะไรนอกจากให้แม่แข็งแรงมีกำลังเลี้ยงหนูให้เป็นคนดี หนูไม่ต้องร่ำรวยหรือทรัพย์สมบัติมากมายแต่ขอให้มีศีลมีธรรม สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไข้ มีสติปัญญาเล่าเรียนสูงๆ” จันทร์น้ำตาคลอ คิดถึงลูกชายอีกคน “แม่จะขอสิ่งเดียวกันให้พี่ชายหนู แต่เขาจะร่ำรวยอยู่วังใหญ่โตและมีศักดินาสมชื่อ”
ฟากท่านหญิงสอบถามเฟืองเรื่องยอดกับบุหลันอีกครั้ง เฟืองไม่กล้าโกหก สารภาพความจริงโดยไม่ปิดบังแถมโทษว่าเป็นความผิดท่านชายที่ปันใจให้หญิงอื่น ท่านหญิงถอนใจหนักหน่วง เข้าใจความหวังดีแต่ไม่คิดว่าบ่าวคนสนิทจะทำการรุนแรงแบบนี้
“แต่เฟืองต้องไม่ลืมว่าเจ้าพี่รักบุหลันมาก่อนหญิง เขารักกันก่อนถูกบังคับให้แต่งงาน เฟืองไม่น่าทำแบบนั้น”
“เพราะนังบุหลันมันจงใจแย่งท่านหญิง”
“เจ้าพี่ผิดเฉพาะที่ผิดสัญญากับหญิง บุหลันไม่ผิดเพราะเจ้าพี่รับเขาเป็นเมียเอง จะให้เขาทำอย่างไร แต่ยังไงหญิงก็จะทำเพื่อเฟือง เฟืองทำเพื่อหญิงมาตลอด ต่อไปนี้หญิงจะทำเพื่อเฟืองบ้าง”
เฟืองมองไม่เห็นทางเพราะสารภาพต่อหน้าท่านชายไปแล้ว ท่านหญิงให้กำลังใจว่าอย่าท้อเพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน เฟืองซาบซึ้งน้ำตาคลอแต่มิวายกลัวเจ้านายสาวจะเสื่อมเสียพระเกียรติ
“หญิงไม่กลัว ใครจะคิดอะไรก็คิดไป หญิงบอกแล้วว่าเฟืองเหมือนญาติ หญิงมีเฟืองคนเดียว”
“เป็นพระกรุณาอย่างหาที่สุดไม่ได้ หม่อมฉันตายไปกี่ชาติก็ขอสาบานจะรับใช้ท่านหญิงทุกชาติ ถ้าแม้ไม่ได้เกิด วิญญาณหม่อมฉันจะอยู่ปกปักรักษาท่านหญิงตลอดไป ทรงจำไว้นะมังคะ”
“ไม่ต้องสาบาน หญิงเชื่อทุกอย่างที่เฟืองพูด”
เฟืองก้มหน้ากอดเท้าท่านหญิงพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียใจที่อาจไม่มีโอกาสได้อยู่รับใช้แล้ว
ท่านหญิงกลับตำหนักและมอบกุญแจห้องเฟืองให้สามีตามสัญญา ระหว่างทางพบกับเดชและทราบความจริงว่าแท้จริงเขาคือนายตำรวจแฝงตัวมาสืบเรื่องเฟือง ท่านหญิงอดแดกดันไม่ได้เพราะเคืองไม่หายที่ใครๆก็รุมจับผิดบ่าวคนสนิท เดชได้แต่ก้มหน้านิ่ง เห็นใจแต่คงไม่ใจอ่อนเพราะยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก
ท่านชายพยายามปรับความเข้าใจกับภรรยาแต่ท่านหญิงไม่สนใจแถมทำหมางเมิน น้อยใจสามีที่เป็นตัวตั้งตัวตีในคดีบุหลันและปักใจหนักแน่นว่าเฟืองเป็นตัวการทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
“หญิงถามคำเดียว...ถ้าลงโทษเฟืองแล้วต่อมาบุหลันหม่อมคนโปรดของเจ้าพี่กลับมาอาการครบสามสิบสอง เจ้าพี่จะทรงทำยังไง” ท่านชายอ้ำอึ้ง ท่านหญิงได้แต่ถอนใจแล้วบอกความต้องการของเฟือง “เฟืองให้หญิงทูลเจ้าพี่ว่าพรุ่งนี้หลวงวิเศษมารับตัวเขา เขาจะรู้สึกเป็นเกียรติมากถ้าเจ้าพี่จะเปิดประตูห้องเขาด้วยพระองค์เอง”
ท่านชายแปลกใจแต่ไม่อยากซักไซ้ให้ภรรยาไม่พอใจมากไปกว่านี้ รับปากง่ายๆและขอตัวกลับห้อง
ooooooo
ท่านหญิงไปหาหม่อมเจ้าอัปสราภาหรือท่าน หญิงเล็กน้องสาวคนละแม่เพื่อปรึกษาเรื่องหาทนาย เห็นคุณหญิงทอแสงรัศมีหลานสาวรุ่นราวคราวเดียวกับชายเดียวก็อดเอ็นดูไม่ได้ ซักถามถึงการเลี้ยงดูพักใหญ่จึงเข้าเรื่องสำคัญ
ท่านหญิงเล็กรับปากจะสอบถามท่านวรจักรผู้เป็นสามีให้แต่ไม่วายบ่นพี่สาวเรื่องพฤติกรรมเจ้าชู้ของท่านชาย แม้จะรู้กันดีและเคยเตือนหลายครั้งแต่ท่านหญิงยังวางเฉย ไม่ยอมปล่อยวางจนเฟืองต้องทำเรื่องร้ายแรงขนาดนี้
“พี่หญิงจะทรงคิดเปลี่ยนประเพณีที่เขาทำกันมาตั้งแต่มีประเทศไทยเหรอ อีกห้าร้อยปีคงทำได้”
ท่านหญิงแขไขฯเถียงว่าไม่เคยเจอแบบนี้กับตัวก็ไม่มีวันรู้ ท่านหญิงเล็กไม่หวั่น ถ้าตราบใดเธอยังเป็นที่หนึ่งในใจสามี อีกกี่ร้อยหญิงเธอก็ไม่สนใจ
“พี่หญิงจะปฏิวัติเหรอคะ อย่าคิดเลยค่ะ เหนื่อยเปล่าแถมจะยิ่งเสียใจ ถ้าเราโวยวายเขาก็ยิ่งแสดงว่าไม่รักเรา เผลอๆเขาก็จะแสดงว่าเขาเกลียดเราด้วยซ้ำ”
ท่านหญิงสะกดกลั้นอารมณ์คุกรุ่นที่โดนพูดแทงใจดำ ท่านหญิงเล็กส่ายหน้า เหนื่อยใจจะเตือนเพราะรู้ว่าพี่สาวไม่เปิดใจ ได้แต่มองตามเซ็งๆ...หยิ่งไปเถอะพี่หญิง ช้ำใจแล้วอย่ามาคร่ำครวญก็แล้วกัน!
บรรยากาศบนรถอึมครึมกว่าเมื่อขามา พิกุลกล้าๆ กลัวๆแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจถามด้วยความเป็นห่วง ท่านหญิงหลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่ถามขึ้นเบาๆ
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก...พิกุล สน...แกสองคนไม่ชอบเฟืองใช่ไหม คนทั้งวังรังสิยาไม่ชอบเฟือง ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ ทำไมหรือ...เพราะแกคิดว่าคนที่น่าจะเป็นหม่อมเอกของท่านชายคือบุหลันใช่ไหม” สองบ่าวอึกอัก ได้แต่ก้มหน้างุด ท่านหญิงจึงถือว่ายอมรับ “ตอนนี้ทุกคนคงดีใจที่เฟืองมีเคราะห์กรรมอย่างนี้
เฟืองทุกข์ที่ท่านชายรับบุหลันเป็นหม่อมเพราะเขารักฉัน แต่พวกแกมีความสุขที่ท่านชายมีเมียน้อยเพราะพวกแกรักท่านชาย”
สองบ่าวหายใจไม่ทั่วท้องเพราะไม่เคยเห็นเจ้านายสาวมีท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ ได้แต่เฝ้าดูท่านหญิงนั่งนิ่งเหม่อมองทางกระจกข้างจนถึงวัง หวั่นลึกๆว่าเรื่องเฟืองคงกลายเป็นบาดแผลใหญ่ของวังรังสิยาไปอีกนาน
เฟืองเองก็ทุกข์ใจเพราะเป็นห่วงท่านหญิงไม่ต่างกัน กลัวว่าหากตนจากไปแล้วจะไม่มีคนดูแล ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างโดยลงมือเขียนจดหมายสั่งเสียถึงท่านหญิง เมื่อผ่องมาเยี่ยมจึงคาดคั้นให้รับปากคอยรับใช้ไม่ให้ใครมาทำร้ายพร้อมกำชับให้ส่งมอบจดหมายให้ท่านหญิงเมื่อตนจากวังไป
“ผ่องอย่าลืมสัญญา ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าเหมือนคนที่ตายไปแล้ว สัญญากับคนตายเอ็งอย่าละเลย”
ผ่องนิ่วหน้ากับคำพูดเหมือนลาไปตายแต่ไม่อยากคิดมาก รับปากจะปรนนิบัติท่านหญิงให้ดีเหมือนตอนเฟืองยังอยู่
ooooooo
และแล้วเช้าวันสำคัญก็มาถึง...ท่านหญิงนั่งมองชายเดียวบนเปลด้วยแววตาอ่อนโยน แม้รู้ว่าเด็กน้อยเป็น สายเลือดของศัตรูหัวใจคนสำคัญอย่างบุหลันแต่เธอก็รักสุดหัวใจเท่าที่คนเป็นแม่จะรู้สึกได้ เมื่อผ่องมารายงานว่าหลวงวิเศษพาตำรวจหลายนายมาคุมตัวเฟือง ไปโรงพักก็พยักหน้ารับรู้ หวังลึกๆว่าบ่าวคนสนิทจะพ้นข้อกล่าวหา
ขณะที่ท่านหญิงภาวนา...เฟืองได้แต่มองมีดปอกผลไม้เล่มเล็กในมือนิ่ง ได้ยินเสียงกลุ่มคนเดินมาหาก็แสยะยิ้มน้อยๆ หลับตารวบรวมสติแล้วก้าวไปรอหน้าประตูอย่างใจเย็น เสียงไขกุญแจเหมือนเป็นสัญญาณบอกเวลา ท่านชายเป็นคนเปิดเข้ามา เฟืองสบตาท้าทายด้วยความแค้นและลงมือปาดคอตัวเองทันที
ท่านชายอ้าปากค้าง โกรธจัดที่ทุกอย่างผิดแผน หมุนตัวกลับออกมาบอกคนข้างนอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“มันฆ่าตัวตาย อีนี่มันเหี้ยมมาก จะตายมันยังเลือกวิธีโหดที่สุด มันคงหวังว่าวิญญาณจะไม่ไปผุดไปเกิดเป็นผีตายโหงล่องลอยแถวนี้ มึงอย่าหวังเลยอีเฟือง วังของกูไม่ให้มึงมาสิงสู่หรอก”
ทุกคนเครียดหนักเพราะท่าทางจะจบไม่สวยแต่คนหัวเสียที่สุดได้แก่ท่านชายเพราะนอกจากไม่ได้เอาผิดกับตัวการสมใจ ยังต้องแจ้งข่าวร้ายนี้กับท่านหญิง...ผีอีเฟืองก่อเรื่องไว้แสบจริงๆ ตายไปแล้วก็ก่อเรื่องให้ไม่หยุดหย่อน!
เมื่อท่านชายไปถึงก็พบว่าท่านหญิงกำลังลงจากตำหนักเพื่อไปลาเฟือง เขาพยายามห้ามและหาข้ออ้างต่างๆนานารั้งไว้จนกว่าตำรวจจะขนศพเสร็จแต่ท่านหญิงฉุกใจเสียก่อน คาดคั้นจนท่านชายหลุดปากบอกว่าเฟืองฆ่าตัวตาย ท่านหญิงหน้าซีดด้วยความตกใจสุดขีด ไม่อยากเชื่อว่าบ่าวคนสนิทจะจากเธอไปเร็วขนาดนี้
“หญิงไม่เชื่อ...ใครทำเฟืองหรือว่าเจ้าพี่ ต้องใช่แน่ เคยรับสั่งจะฆ่าเฟืองด้วยพระหัตถ์ เจ้าพี่ทัยร้ายมาก”
ท่านหญิงวิ่งไปทางเรือนของเฟือง แม้ท่านชายหรือเจ้าหน้าที่จะยับยั้งก็ดึงดันเข้าไปจนได้ สภาพศพเฟืองไม่ใช่ภาพน่าดูนัก ท่านหญิงกลั้นสะอื้นสุดความสามารถ คว้าผ้ามาพันรอบคอบ่าวคนสนิทไม่ให้เห็นบาดแผลน่ากลัว ใจประหวั่นถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งเฟืองมีชีวิตและคอยปรนนิบัติพัดวีทุกอย่างราวกับเป็นแม่คนที่สอง
ทุกย่างก้าวในชีวิตบ่าวคนสนิทไม่เคยทิ้งเธอ
ไปไหน จวบกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตก็เสียสละ
ชีวิตเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเธอ ท่านชายเข้าใจความ
รู้สึกท่านหญิงดีแต่ก็ไม่อาจหักห้ามความโกรธแค้น
ต่อเฟืองได้...บุหลันต้องตายมันก็ควรได้รับโทษด้วยชีวิตถึงจะสาสม!
การจากไปของเฟืองทำให้บรรยากาศในวังหดหู่มาก ท่านชายวุ่นวายกับการปิดคดี ส่วนท่านหญิงจมกับความทุกข์จนไม่เป็นอันกินอันนอน ผ่องร้องไห้ด้วยความสงสารและคิดถึงเฟืองเพราะนับถืออย่างพี่สาวที่มีบุญคุณเกื้อหนุนกันมาตลอด ท่านหญิงซึ้งใจที่มีคนรักเฟือง ปลอบโยนบ่าวให้เผชิญหน้ากับความจริง
“อย่าร้องไห้เลยผ่อง ไหนๆเขาก็ไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีก”
“หม่อมฉันคิดถึงพี่เฟือง แกช่วยหม่อมฉันไว้หลายอย่าง อับจนทุกทีก็ได้แกช่วย...ที่มาเลี้ยงคุณชายก็ด้วยมังคะ”
ผ่องปาดน้ำตาและพยายามทำใจ พลันนึกขึ้นได้ว่าเฟืองฝากจดหมายให้ท่านหญิง รีบหยิบส่งให้
“พี่เฟืองสั่งเด็ดขาดให้ถวายจดหมายตอนพี่เฟืองไปแล้ว หม่อมฉันคิดว่าพี่เฟืองหมายถึงตอนตำรวจเอาตัวไป”
ท่านหญิงไม่ถือสา เปิดอ่านแล้วน้ำตาไหลเมื่อเห็นตัวอักษรเขียนผิดๆถูกๆแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
“อย่าทรงโสกเส้าเมื่อหม่อมฉันไปแล้ว หม่อมฉันจากไปแต่ร่าง หัวใจและวินยานยังคอยเฝ้าดูท่านหญิงสะเม๋อ”
ท่านหญิงปล่อยโฮ ผ่องพลอยสะอื้นไปด้วย...โถพี่เฟือง...ฉันสัญญาจะดูแลท่านหญิงอย่างดีแทนพี่เอง
ooooooo
หลังอ่านจดหมายของเฟือง...ท่านหญิงก็เศร้า-โศกกว่าเดิม ข้าวปลาไม่ยอมแตะจนท่านชายร้อนใจ สั่งให้คนไปรับหมอมาตรวจ ท่านหญิงแสดงอาการหมางเมินและพูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวจนท่านชายแปลกใจ สบตาเธอก็ยิ่งพิศวงเพราะเหมือนแววตาอาฆาตแค้นของเฟืองตอนก่อนตายไม่มีผิด
ท่านชายหลบสายตาไปยืนรอตรงหน้าต่าง หันหลังให้หมอกับท่านหญิงจึงไม่ทันได้ยินเธอสั่งความ
“วันนี้เผาศพคนของฉัน หมอจัดยาให้ฉันมีแรงลุกไปวัดด้วย”
หมอพยักหน้ารับรู้ หยิบเข็มฉีดยามาจัดการให้ตามที่เธอต้องการ
ท่านหญิงใส่บาตรให้เฟืองแต่เช้า ความโศกาอาดูรถึงบ่าวคนสนิทยังท่วมท้นแต่พยายามทำใจให้เข้มแข็ง เพราะรู้ดีว่าเฟืองอยากให้เธอมีชีวิตเพื่อสู้ต่อไป
“เดี๋ยวใส่บาตรเสร็จ หญิงจะไปเก็บกระดูกเฟือง เฟืองจะได้อยู่กับหญิงตลอดไป”
โกศใบน้อยบรรจุกระดูกเฟืองอยู่ในมือท่านหญิงสายวันเดียวกันนั้น ท่านชายไม่พอใจเมื่อภรรยาบอกจะนำไปเก็บไว้ในห้องพระ ประกาศกร้าวห้ามเด็ดขาดเพราะไม่อยากให้ร่องรอยของบ่าวใจโฉดมาอยู่ร่วมชายคา ท่านหญิงกล้ำกลืนน้ำตาแล้วตวัดสายตามองสามีอย่างเย็นชา
“หญิงจะหาที่อยู่ให้เฟืองใหม่ ประทานอภัยด้วยที่หญิงไม่มีความคิด”
“ไม่จำเป็นต้องพูดอย่างนั้น พี่รู้ว่าเธอเข้าใจแต่ประชด พี่อนุญาตให้จัดงานศพอย่างที่ต้องการ สวด
เจ็ดวันเกินฐานะคนใช้ พี่เตือนแค่นี้เธอยังไม่พอใจอีกหรือ” ท่านหญิงเฉยชาจนท่านชายของขึ้น “อะไรดลใจเธอหญิงแขไข...ถึงเอากระดูกของนังไพร่ร้ายกาจคนนี้มาปะปนกับพระอัฐิเจ้านาย กระดูกมันน่ะควรจะขุดหลุมฝังให้ลึกที่สุด”
ท่านหญิงสะกดอารมณ์สุดความสามารถแล้ว
เชิดหน้าจากไป ทันใดนั้น...แสงไฟจากเทียนดับวูบพร้อมลมกระโชกเข้ามาในห้อง ท่านชายไม่สะดุ้งสะเทือน จุดไม้ขีดใหม่แต่ก็ถูกลมพัดดับอีก
“มึงจะเฮี้ยนแค่ไหนกูก็ไม่กลัว มาสิวะ...เก่งจริงมึงออกมาสิวะนังปีศาจ!”
นับจากวันนั้น...บรรยากาศในวังรังสิยาก็ชวนอึดอัดกว่าเดิม ท่านหญิงแทบไม่มองหน้าหรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับท่านชายถ้าไม่มีเหตุจำเป็น แถมทรงเก็บองค์แต่ในห้อง ไม่ยอมพบหน้าผู้คนนอกจากผ่องกับชายเดียวเท่านั้น
กระทั่งวันหนึ่งมีฝนตกหนักจนไฟดับ...สนที่วิ่งรอกจุดไฟรอบวังมองเห็นภาพประหลาดจากแสงฟ้าผ่าบริเวณห้องท่านหญิง...เหมือนมีเงาของบุคคลที่สองละม้ายคล้ายเฟืองยืนน้อมรับคำสั่ง คนรับใช้ประจำตัวท่านชายถึงกับขนหัวลุก ขยี้ตาไปมาหลายทีก็เห็นภาพเดิม ร้อนรนจนทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว เล่าให้สาลี่กับบรรดาบ่าวในครัวฟังวันรุ่งขึ้นแต่ไม่มีใครเชื่อ แถมหาว่าเข้าใจผิดจนสนเริ่มเชื่อว่าตัวเองคงตาฝาดไปเอง
ท่านหญิงให้คนไปรับหมอจากโรงพยาบาลเช้าเดียวกันเพราะชายเดียวอาการไม่ค่อยดี มีไข้สูงจนกลัวว่าจะชัก ละมัยกับผ่องมาช่วยเป็นลูกมือและเช็ดตัวให้ ท่านหญิงเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงจนกระทั่งมีลมพัดเข้ามาวูบหนึ่ง...ท่านหญิงจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นนิ่งสงบแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะมัวพะวงกับอาการชายเดียว
ขณะเดียวกันในห้องท่านชาย...สนช่วยถอดฉลองพระองค์จากพระราชพิธี ท่านชายบ่นอุบว่าท่านหญิงไม่ยอมออกงานด้วยจนเขากลายเป็นที่ครหาจากคน
ทั้งเมือง พาลเคืองถึงเฟืองว่าตายไปแล้วเหมือนเอาวิญญาณท่านหญิงไปด้วย สนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินชื่อเฟือง ตะกุกตะกักบอกท่านชายว่าแอบเห็นผีเฟืองเมื่อคืนก่อนที่ห้องบรรทมท่านหญิง จังหวะเดียวกันสายลมพัดวูบเข้ามา สนผวากลัวจับจิต ต่างจากท่านชายที่ไม่สะทกสะท้าน
“นังเฟือง...มึงมาเลยกูไม่กลัวมึงหรอก เก่งจริงมึงออกมาให้กูเห็นสิอีไพร่...ตายแล้วไม่อยู่ส่วนตายนะมึง”
“ท่านชาย...อย่าทรงท้าทายผีนะหม่อม”
“กูไม่กลัวมันหรอก กูอยากให้มันมา ดูซิว่ามันจะทำอะไรกูได้ มันมีชีวิตอยู่ก็เป็นบ่าวกู ตายไปแล้วมันจะมีปัญญาทำอะไรกู อีเฟือง...ขืนมึงมารบกวนคนของกูอีก กูจะให้คนมาจับมึงถ่วงน้ำไม่ให้ผุดให้เกิดอีกเลย”
มีเสียงแปลกๆดังขึ้น สนเหลือบมองบนเพดานแล้วแทบช็อกตาย เห็นผีเฟืองตัวใหญ่กำลังโน้มลงมาเกือบถึงตัวท่านชายพร้อมสีหน้าเกรี้ยวกราด สนตัวสั่นพั่บๆด้วยความกลัวสุดขีด ขาอ่อนจนทรุดลงกับพื้น ท่านชายมองมาด้วยความสมเพช บ่นว่ากลัวอะไรนักหนาแล้วก้าวขาออกไปข้างนอก พบท่านหญิงอุ้มชายเดียวจ้องมาด้วยแววตาประหลาด
ท่านชายเพ่งมองแล้วอ้าปากค้าง เหมือนเห็นร่างเฟืองซ้อนทับท่านหญิง แถมเธอยังย่างสามขุมมาหาด้วยท่าทางคุกคาม ท่านชายร่นหนีจนสะดุดขาตัวเองกลิ้งหลุนๆลงบันไดพร้อมเสียงร้องโหยหวน ท่านหญิงส่งเสียงกรี๊ดลั่น ยืนมองสามีนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งที่เชิงบันได...
ooooooo
อุบัติเหตุที่ไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัดครั้งนั้นทำให้ท่านชายรังสิโยภาสกลายเป็นอัมพาตครึ่งตัวล่าง ต้องนอนอยู่แต่ในตำหนักไม่ได้ออกไปไหนเหมือนเคย
วันเวลาผ่านไปจนชายเดียวหรือคุณชายศักดินาถึงวัยเข้าโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพราะท่าทางเรียบร้อยและไม่ถือองค์ทำให้กลายเป็นที่รักของเพื่อนฝูง และเหมือนโชคชะตาเล่นตลกเพราะหนึ่งในเพื่อนสนิทของชายเดียวก็คือฉัตต์ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ศึกษาในโรงเรียนเดียวกัน
ทุกวันชายเดียวกับฉัตต์จะไปรอรถมารับพร้อมกัน และวันนี้ก็เหมือนเคย...รถของฉัตต์มีจริมาซึ่งโต
เป็นสาวน้อยนั่งหน้ามุ่ยในรถ ไม่ชอบหน้าเพื่อนสนิทของพี่ชายคนนี้แม้แต่น้อยเพราะท่าทางหยิ่งเหมือนมองไม่เห็นหัวใคร เด็กสาวมักค่อนแคะถึงความขี้เก็กของชายเดียวเสมอ ฉัตต์ได้แต่หัวเราะเบาๆไม่ถือสา รู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเย็นชาของชายเดียวนั้นคือจิตใจดีงามและกตัญญูรู้คุณที่สุด
เวลาเดียวกันหน้าบ้านปัณณธร...จันทร์จูงมือรุ้งกลับจากโรงเรียนแถวบ้าน จริมาผ่านมาเห็นก็เรียกให้ขึ้นรถไปด้วยกันแต่ฉัตต์ไม่ยอม อ้างว่าเดินไม่ถึงห้าก้าวก็ถึง รุ้งหน้าเสียแต่ฝืนยิ้ม จันทร์สงสารดึงลูกมากอดและถามว่าไหวไหม
“ไหวค่ะแม่...แต่ว่ามันไม่ใช่ห้าก้าวนี่จ๊ะ”
“อ้อ...เป็นคำเปรียบเทียบจ้ะ ว่าเดินจากนี่ไปโน่นน่ะไม่ไกล”
“ไม่ไกลก็ต้องพูดว่าไม่ไกลสิ คุณฉัตต์บอกว่า
ห้าก้าว ลูกว่ามันตั้งยี่สิบกว่าก้าว”
จันทร์หัวเราะชอบใจ โล่งอกที่ลูกสาวไม่คิดมากอย่างที่เข้าใจ แต่ผิดคาดเพราะความจริงรุ้งเครียดมากแต่ไม่แสดงออกเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ
จริมาไม่ละความพยายาม ยืนดักรอหน้าบ้านพร้อมถุงขนมของฝากจากพี่ชายมาชวนรุ้งไปทานด้วยกัน ฉัตต์ยืนกับคุณหญิงเพ็งชักสีหน้าพร้อมก้าวไปกระชากถุงขนมคืนและผลุนผลันเข้าบ้าน คุณหญิงเพ็งตามติดเพราะ
ไม่ชอบใจกิริยาเหมือนมองไม่เห็นหัวคนแบบนี้
ส่วนจริมาหน้าเสียแต่ยังทำยิ้มหวานประจบ
อ้อนจันทร์ขอไปเล่นกับรุ้งที่เรือนเล็กแต่จันทร์ไม่ยอมเพราะไม่อยากให้ฉัตต์อารมณ์เสียกว่านี้ จริมาส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากรุ้งแต่ก็ไม่ได้เรื่องเช่นกันเพราะ
เพื่อนรักเห็นด้วยกับแม่ จริมาได้แต่มองตามพี่ชาย เคืองๆ...คอยดูนะริมาจะฟ้องคุณพ่อ!
ฟากฉัตต์โดนคุณหญิงเพ็งลากไปอบรมเพราะแสดงมารยาทไม่ดีกับจันทร์และรุ้ง ฉัตต์ไม่สะทกสะท้านยืดอกยอมรับว่าไม่ชอบหน้าสองแม่ลูกเพราะยังปักใจเรื่องในอดีต
“ถ้าพวกเขาไม่มาวันนั้นแม่ราตรีก็ไม่ตาย พวกเขาสิต้องตายไม่ใช่แม่ราตรีของผม ผมไม่มีวันดีด้วย”
คุณหญิงเพ็งถอนใจเหนื่อยหน่ายไม่รู้จะอธิบายให้หลานชายคนโตเข้าใจยังไง ทั้งที่เพียรบอกหลายครั้งแต่เด็กหนุ่มยังฝังใจไม่เลิก...เห็นทีคงต้องปรึกษาพจน์เพื่อเปิดอกพูดกันจริงๆจังๆสักที
ooooooo
ชายเดียวกลับถึงวังรังสิยาก็ตรงไปหาแม่ ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสยิ้มหวานให้ลูกชายพร้อม
ชวนทานของว่างก่อนไปอ่านหนังสือให้ท่านพ่อหรือท่านชายรังสิโยภาสฟังเหมือนเคย
ท่านชายนอนลืมตามองเพดานนิ่ง ชายเดียวคลานเข้าหา ทำท่าอึกๆอักๆแต่สุดท้ายก็อ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนให้พ่อฟัง คำกลอนเสนาะหูทำให้ท่านชายหวนคิดถึงบุหลันหม่อมคนโปรดในอดีต ทั้งภาพเธอร้อยดอกไม้และฉากรักแสนหวานที่เคยมีต่อกัน ภาพความทรงจำวันสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าและสายตาอาลัยอาวรณ์ของบุหลันทำให้ท่านชายสะเทือนใจหนัก มิอาจทนฟังคำกลอนอีกต่อไป ไล่ตะเพิดชายเดียวออกจากห้องดื้อๆ
ผ่องเฝ้ารออยู่แล้วที่หน้าห้อง โอบปลอบชายเดียวที่สะอื้นฮักด้วยความกลัวระคนตกใจเมื่อเห็นพ่อแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ท่านหญิงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากมุมหนึ่ง สงสารชายเดียวเหลือเกินที่ต้องรองรับอารมณ์ท่านชายตั้งแต่เด็ก เธอหมุนตัวกลับเข้าห้อง ชะงักเมื่อเห็นร่างลางๆคุ้นตาปรากฏตรงหน้า ยิ้มและก้าวไปหาพร้อมออกเดินพูดคุยกันราวกับเป็นเรื่องปกติที่เจอกัน
ชายเดียวเสียใจที่ท่านพ่อไม่รักและหมางเมิน วิ่งไปร้องไห้ที่ท่าน้ำและตะโกนสุดเสียงระบายอารมณ์ เช่นเดียวกับฝาแฝดน้องสาว...รุ้งก็อึดอัดเรื่องฉัตต์ น้ำตาไหลพรากอย่างช่วยไม่ได้ กลัวมีเรื่องเข้าสักวันแล้วแม่จะลำบากใจ
จริมาอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วรีบมาเรือนเล็ก หลังบ้าน เห็นรุ้งนั่งเหม่อตรงท่าน้ำเลยชวนมาเล่นด้วยกัน คุณหนูคนเล็กของบ้านปัณณธรตั้งตัวเป็นพี่ใหญ่ บังคับให้เรียกพี่แต่รุ้งไม่ยอมเพราะไม่อยากยกตัวเทียมเจ้านาย สองสาววิ่งไล่กันเพลินจนเจอฉัตต์กระชากหางเปียรุ้งจนหน้าหงาย จริมาโกรธมากแหวใส่พี่ชายเสียงเขียว
“พี่ฉัตต์รังแกรุ้งอีกแล้ว ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย”
“ไม่เป็น...ไม่อยากเป็นกับคนบางคน”
รุ้งเดินเลี่ยงไปที่อื่น จริมามองพี่ชายตาคว่ำแล้วสะบัดหน้าตามเพื่อนรัก ฉัตต์หน้าบึ้ง...ทนอยู่ได้ก็อยู่ไปแล้วกัน!
ฉัตต์ยังไม่กลับขึ้นบ้านเพราะบังเอิญเห็นจันทร์กับยอดหรือที่ใครๆในบ้านเรียกว่าเจ้าใบ้ยืนอยู่ด้วยกัน เด็กหนุ่มเฝ้ามองด้วยความสงสัย...อยากรู้เหลือเกินว่ามีเรื่องอะไรกัน
ฝ่ายจันทร์กับยอดไม่เห็นฉัตต์ ปรับทุกข์กัน
เหมือนเคยตามประสาคนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา
“ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าลูกชายอยู่ยังไง ท่านพ่อของคุณชายรักเธอหรือไม่ ท่านหญิงทรงเลี้ยงลูกชายฉันยังไง รักหรือไม่รักแต่เกลียดหรือเปล่า ท่านหญิงทรงเกลียดฉันมาก ท่านอาจไม่รักลูกชายฉัน”
ยอดสงสาร ตัดสินใจบอกว่าเพิ่งพายเรือผ่านหน้าวังรังสิยาและเห็นคุณชายศักดินาเป็นครั้งแรก
“จริงหรือ...ยอดเห็นจริงๆหรือ เป็นยังไง ตัว
แค่ไหนแล้ว เหมือนรุ้งหรือเปล่า”
“ผมไม่เห็นว่าเหมือนคุณหญิงหรือเปล่าเพราะอยู่ไกล แต่คุณชายน่าจะสบายดี แต่งตัวเหมือนที่คุณฉัตต์ใส่”
จันทร์คะยั้นคะยอให้พาไปคราวหน้า ยอดพยักหน้ารับหงึกๆ เห็นใจเธอมากที่ต้องพรากจากลูกตั้งแต่เกิด
ooooooo
ฉัตต์กลับขึ้นเรือนเมื่อพลบค่ำ พกพาอารมณ์หงุดหงิดมาด้วยจนคนในบ้านรู้สึก พจน์กับคุณหญิงเพ็งพยายามซักถามก็ได้รับคำตอบประชดประชันกลับมา
“ผมเห็นจันทร์คุยกับไอ้ใบ้อีกแล้ว แต่ช่างเถอะครับ...ผมบอกกี่ครั้งก็ไม่มีใครเชื่อ ลืมไปก็ได้ครับ”
ฉัตต์พูดจบก็จะเดินหนี คุณหญิงเพ็งไม่ชอบใจกิริยาหลานชายจึงรั้งไว้พร้อมปรามเสียงแข็ง “อย่าให้ย่าเห็นกิริยา กับผู้ใหญ่อย่างนี้อีกเป็นอันขาด ถ้ากับพ่อและย่ายังทำได้ก็คงทำได้กับคนทั้งโลก แล้วใครจะคบค้าสมาคมด้วย”
ฉัตต์ไม่สนเดินลิ่วขึ้นข้างบน ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักก็ขมวดคิ้ว เปิดห้องน้องสาวแล้วของขึ้นเมื่อเห็นรุ้ง
“มาเล่นบนตึกทำไม ข้างบนนี้มีแต่คุณย่า คุณพ่อ พี่และริมาเท่านั้นที่อยู่ได้”
“รุ้งก็อยู่ได้ คุณพ่อกับคุณย่าอนุญาตแล้ว”
“พี่เป็นเจ้าของบ้าน พี่ออกคำสั่งต้องเชื่อ โยนยายโสโครกคนนี้ออกไป”
รุ้งน้ำตาร่วงเผาะ จริมาโมโหมากพาเพื่อนไปเล่นที่อื่น ฉัตต์ปรี๊ดแตกที่ไม่มีใครเชื่อ ผลักรุ้งกระเด็นไปชนตู้หัวแตกเลือดไหลเป็นทาง จริมาส่งเสียงกรี๊ด ตะโกนโหวก เหวกจนฉัตต์วิ่งหนีเข้าห้องพระเพราะทำตัวไม่ถูก คุณหญิงเพ็งได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งมาดู ตกใจมากเมื่อเห็นสภาพรุ้ง เรียกสารภีให้ตามฉัตต์ไปพบพจน์เพื่อตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้น
ฉัตต์เดินคอตกไปหาพ่อ พจน์รออยู่แล้วพร้อมพจนานุกรมในมือ ถามลอยๆถึงที่มาของชื่อฉัตต์ที่ราตรีตั้งให้
“ฉัตต์เหมือนร่มซ้อนกันเป็นชั้นๆเป็นของสูงครับ คุณแม่ให้ชื่อฉัตต์เพื่อกางร่มให้คนในบ้านร่มเย็น”
“ใช่แล้ว...แม่ตั้งให้เพราะความหมายดี แต่เวลานี้ลูกได้ทำสิ่งที่แม่ตั้งใจไว้หรือยัง พ่อหมายถึงให้ความร่มเย็นกับคนในบ้าน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน” ฉัตต์จะค้านแต่พจน์ยกมือห้าม “เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น เราก็ควรเมตตาตามสมควร เขาก็ทำงานตอบแทนเรา หรือลูกคิดว่าไม่ใช่”
ฉัตต์ชักสีหน้า บอกพ่อตามตรงว่าไม่ชอบหน้าจันทร์กับรุ้ง พจน์ส่ายหน้าและแย้งเสียงเรียบ
“ไม่ชอบเพราะเขาบังเอิญมาวันที่แม่ตาย ลูกก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด”
ฉัตต์เม้มปากเถียงไม่ออกเพราะพ่อพูดถูกทุกอย่าง พจน์เชื่อว่าเนื้อแท้ลูกชายไม่ใช่คนไม่ดีเพียงแต่เต็มไปด้วยอคติเพราะไม่ยอมเปิดใจ แกล้งบอกจะแก้ปัญหาด้วยการให้เงินสองแม่ลูกไปทำทุนและอยู่ที่อื่น
“พวกเขาแข็งแรงดีแล้ว ยายรุ้งก็เติบโตรู้ภาษาช่วยเหลือแม่เขาได้แล้ว”
“เขาจะไปทำงานอะไร เป็นคนใช้บ้านไหน เผื่อเจ้าของบ้านไม่ดีล่ะครับ”
ฉัตต์ใจไม่ดีกลัวพ่อไล่สองแม่ลูกไปจริงๆพจน์ลอบยิ้ม รู้แล้วว่าแผนลองใจได้ผล แต่ยังแกล้งทำเสียงแข็งใส่ลูกชาย
“ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา”
“แต่คุณพ่อชอบช่วยคน นักโทษคุณพ่อยังช่วยให้เขามาทำงานบ้านเรา”
“แต่ฉัตต์ไม่ชอบคนพวกนี้ พ่อต้องเลือกลูกของพ่อ”
ฉัตต์ลุกพรวด ความละอายใจแผ่ซ่านทั่วใบหน้า เริ่มรู้สึกผิดกับสองแม่ลูกเลยสารภาพว่าเป็นคนผลักรุ้ง
“จะให้พ่อทำยังไง ฉัตต์ทำผิดแต่เป็นลูกพ่อ พ่อตัดสินลูกไม่ได้เพราะพ่อมีอคติแน่นอน ผู้พิพากษาตัดสินได้แต่ลงโทษไม่ได้ แต่ถ้าฉัตต์ยืนยันจะรับโทษ พ่อจะหาคนมาทำหน้าที่นั้นเอง”
ฉัตต์พยักหน้ายอมรับ พจน์จึงสั่งสารภีให้ไปตามเจ้าใบ้
“ให้เจ้าใบ้ตัดไผ่แล้วเหลาเป็นไม้เรียว เสร็จแล้วเรียกจันทร์กับรุ้งขึ้นมา ฉันจะให้รุ้งเฆี่ยนตาฉัตต์”
สารภีสะดุ้งเฮือก เช่นเดียวกับฉัตต์ที่นึกไม่ถึงว่าพ่อจะตัดสินแบบนี้ และคนหนักใจไม่แพ้กันก็คือจันทร์ ต่างจากรุ้งที่นิ่งเงียบแล้วพูดเบาๆแต่หนักแน่นว่าจะลงมือเฆี่ยนฉัตต์ด้วยตัวเอง!
ooooooo










