ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

แค้นเสน่หา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พิสินีเกาะแขนฉัตต์เข้าไปในบ้าน ยิ้มแย้มหน้าระรื่นราวกับไม่มีเรื่องหนักใจ คำพูดของปยุตเมื่อวันวานยังก้องในหัว การขัดขืนคำสั่งของพ่อไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ

“คุณพ่อเป็นคนตรง รักษาสัญญาเป็นที่สุด แม้กระทั่งกับคนตาย”

“คุณพ่อตรง บัวก็ตรง ถ้าบัวได้ยินจากฉัตต์ว่าเขาจะทำตามที่พ่อเขาคลุมถุงชนกับผู้หญิงคนนั้น...บัวจะถอย”

แต่ ถึงกระนั้นก็ต้องลองดูสักตั้ง พิสินีดึงตัวเองออกจากห้วงความคิด หันไปมองฉัตต์ที่ทำท่าเฉยชาจนเธอเริ่มระแวง ตัดสินใจบอกความในใจตามประสาคนไม่ชอบเรื่องค้างคา

“บัวรักคุณ คุณต้องการเวลาเท่าไหร่ถึงจะรักบัวหรือว่ามันจะไม่มีวันมาถึง...และเราจะไม่ต้องหาฤกษ์”

“คุณพูดมีความหมายสองอย่าง หนึ่งคือแต่งและหาฤกษ์ สองคือไม่หาฤกษ์เพราะไม่แต่ง บัวหมายถึงข้อไหน”

พิสินีมองมานิ่งๆแล้วบอกรักเสียงหวาน ฉัตต์จึงตอบตกลงแต่งงานด้วย

ฟาก สำลีเห็นยอดเดินมาพร้อมเลือดที่ยังซึมตรงมุมปากจึงถลันไปหาเพราะนึกรู้ว่าคง ถูกฉัตต์ซ้อมเพื่อระบายอารมณ์เหมือนเคย ยอดซาบซึ้งใจมาก จับมือตอบเพราะอยากให้เธอรู้ความในใจบ้าง สำเนียงผ่านมาเห็นท่าทางพะเน้าพะนอของลูกสาวกับเจ้าใบ้ก็ของขึ้น สำลีไม่ยอมประกาศกร้าวว่ารักยอดและขออยู่กินด้วยกัน

“แม่ไม่ให้ฉันรักพี่ยอดแต่ฉันรักคนที่รักไม่ได้

คนนี้ ฉันรักเขา ถึงจะรักไม่ได้แต่ฉันก็รักเขาแล้ว”

สำเนียง อ้าปากค้าง เช่นเดียวกับคนอื่นในครัวแม้รู้มาตลอดว่าสำลีรู้สึกยังไงกับยอดแต่ก็ไม่คิด ว่าจะกล้าพูดตรงขนาดนี้ แม้แต่ฉัตต์ที่บังเอิญผ่านมาได้ยินก็ถึงกับทึ่งในความใจกล้า ไม่ต่างจากรุ้งที่เพิ่งมาถึงบ้าน สะเทือนใจมากที่เห็นการแสดงความรักแบบหนักแน่นของสำลี

รุ้งเลี่ยงไปทางร้านอาหาร ฉัตต์เหลือบเห็นพอดีจึงตามติดและหาเรื่องรวนเหมือนเคย

“รุ้งขอโทษที่มาในที่ที่ไม่ควรมา ต่อไปจะไม่มาอีกแล้วค่ะ ขอโทษนะคะ”

“เธอจะมาทำไมในเมื่ออยู่ที่วังก็มีความสุขดี บ้านนี้ไม่มีอะไรเทียบได้”

“รุ้ง ไม่ได้คิดจะไปอยู่ที่นั่น เวลานี้กำลังหาห้องเช่า ที่ไหนๆรุ้งก็อยู่ได้...รุ้ง แม่และนายยอดเหมือนผักตบชวาที่ลอยมาติดท่าน้ำบ้านคุณฉัตต์เหมือนกองสวะรกตา เพราะฉะนั้น...รุ้งอยู่ไหนก็ได้ที่มีที่ซุกหัวนอน”

ฉัตต์อึ้งไปอึดใจ ความรู้สึกผิดถาโถมแต่กลับแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดเพื่อปกปิดอารมณ์อ่อนไหวในจิตใจ

“หยุดสร้างภาพเสียที ไม่อย่างนั้นเธอจะยอมไปกับชายเดียวทำไม”

“คุณฉัตต์อย่าคิดแทนรุ้ง คุณไม่ใช่รุ้ง คุณไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยรู้จักรุ้ง!”

ฉัตต์พูดไม่ออกเพราะไม่เคยเห็นรุ้งโต้ตอบอย่างโกรธจัดเช่นนี้ ส่วนรุ้งก็โมโหจนไม่เก็บอาการอีกต่อไป

“คุณ ฉัตต์โตกว่าแต่ใจคุณเล็กกว่ารุ้ง...แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่ไล่รุ้งออกจาก บ้าน คุณฉัตต์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยค่ะ ถูกต้องทุกอย่าง รุ้งทำให้คุณฉัตต์โกรธ รุ้งจึงไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป”

ฉัตต์สงสารจับใจแต่เพราะปลอบใครไม่เป็นจึงเลือกนิ่งเฉย รุ้งน้อยใจมากจนอดตัดพ้อไม่ได้

“คุณ ฉัตต์ทำให้รุ้งคิดได้ว่าควรจะยืนด้วยตัวเองไม่พึ่งใคร...นกถึงจะพเนจรมา พักพิงสุขสบายยังไงมันก็ควรไปสร้างรังของตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นกาฝากแบบนี้เรื่อยไป คุณฉัตต์เมตตารุ้งมามากแล้ว รุ้งจะคิดถึงบุญคุณเสมอ”

รุ้งจากไปแล้ว ฉัตต์ได้แต่มองตามตาละห้อย รู้ดีว่าทำร้ายเธออย่างแสนสาหัสแต่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะขอโทษ

ooooooo

ท่าน หญิงประทับในห้องทำงานและมองพระรูปท่านชายเหมือนที่ชอบทำบ่อยๆในช่วงหลายวัน ที่ผ่านมา คำพูดสัญญาและคำบอกรักของสามียังตราตรึงอยู่ในใจ เช่นเดียวกับพฤติกรรมนอกใจที่ทำให้เธอเจียนคลั่งจนถึงบัดนี้

“เจ้า พี่ยกย่องมันเพราะมันใจถึงกว่าหญิงใช่ไหม เจ้าพี่ว่าหญิงเย็นชาและจืดชืด เจ้าพี่ไม่มีความสุข แล้วมันขนาดไหนเจ้าพี่ถึงรักและหลงมันนัก รู้องค์ไหมว่าเจ้าพี่กับมันเหยียบย่ำหัวใจหญิง เจ้าพี่สิ้น...หญิงก็ยังทุกข์เพราะหญิงรักและคิดถึง แต่วันนี้หญิงหมดแล้ว...ไม่มีอีกแล้ว เจ้าพี่ตายแล้ว”

ท่านหญิงยกมือ ทุบหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองหลายครั้ง นึกถึงบ่าวคนสนิทที่ต้องสังเวยชีวิตและวิญญาณให้ความเจ็บแค้นของเธอเบาบาง แล้วก็พานน้ำตาไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้

“เจ้าพี่ฆ่าเฟือง...ฆ่าเพื่อนคนเดียวของหญิง เฟืองตายไปหญิงไม่เคยมีความสุขเลย ทำไมเฟืองต้องตาย”

ผี เฟืองนอนหมอบน้ำตาคลอที่พุ่มไม้รกๆหน้าตำหนัก ความเจ็บปวดที่ท่านหญิงประสบทำให้ผีร้ายร้อนรน ความอาฆาตแค้นหวนมาใหม่ ใบหน้าที่ซีดเซียวก็ดำคล้ำและเริ่มเกรี้ยวกราด ภาพความทรงจำสุดท้ายก่อนตายโดยเฉพาะเมื่อท่านชายอาละวาดทำร้ายจนถึงกับเลือด ตกยางออกทำให้อารมณ์พุ่งถึงขีดสุด ตวัดสายตาไปทางห้องคุณหญิงทอแสง ใช้อิทธิฤทธิ์สะกดให้ราชนิกุลสาวออกมาหน้าตำหนักและบงการให้ทำตามแผนร้ายใน วันรุ่งขึ้น

ฝ่ายท่านหญิงก็เข้านอนด้วยความกระสับกระส่าย ความกังวลเรื่องอดีตหม่อมทำให้ฝันร้าย ภาพชายเดียวเดินจูงมือกับจันทร์ค่อยๆเด่นชัด ท่านหญิงโผไปแทรกกลางและขอร้องให้คืนลูกชายแต่จันทร์กลับปฏิเสธเสียงเย็น

“อย่าเสียเวลาอ้อนวอนเลยมังคะ ทรงได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้มานานแล้ว ถึงเวลาที่อะไรๆจะถูกต้องเสียที”

“มันเป็นไปไม่ได้ที่อีขี้ข้าอย่างแกจะเป็นแม่ของหม่อมราชวงศ์ศักดินา...ฝันไปเถอะ”

“แต่อีขี้ข้าคนนี้ก็ท้องคุณชายจนทำให้บางคนที่ท้องไม่ได้คลุ้มคลั่งแทบจะเป็นบ้าเพราะท่านชายไม่ทรงร่วมมือ”

“อี บุหลัน...อีตัวมาร แกบังอาจด่าฉันเชียวหรือ ฉันท้องไม่ได้เพราะแกคนเดียว อีคนหน้าด้านที่แย่งผัวฉันไป แกไม่ละอาย ทำผิดศีลธรรมยังลอยหน้ามาว่าฉัน แกนั่นแหละที่ตายไปจะต้องตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”

“หม่อมฉันตายแล้วตกนรก...แต่ท่านหญิงตกนรกทั้งๆยังไม่ตาย”

อดีต หม่อมยิ้มสะใจและพาชายเดียวจากไป ท่านหญิงอึ้งไปอึดใจแล้วกรีดร้องเสียงดัง ทรงวิ่งไล่ตามจนแทบหมดแรงแล้วทุกอย่างก็ดับวูบ...เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้งก็ ผวาลุกจากพระที่และตะโกนเรียกผีบ่าวคนสนิท ทรงกรรแสงอยู่นานแต่ก็ไม่เห็นวี่แววผีเฟืองจะปรากฏตัวเหมือนเคย...ไปไหนกัน นะเฟือง มาหาหญิงเดี๋ยวนี้ได้ยินไหม!

ขณะที่ท่านหญิงคลุ้มคลั่ง เรื่องจันทร์...ฉัตต์เองก็แทบบ้าตายเพราะความคิดถึงรุ้ง เขาเข้าไปในห้องนอนเธอเหมือนหลายคืนที่ผ่านมาและผล็อยหลับไปพร้อมกับกรอบรูป ของเธอแนบอก ความเครียดทำให้ฟุ้งซ่าน ภาพงานแต่งงานระหว่างชายเดียวกับรุ้งผุดขึ้นมาในหัวจนทำให้เขาทรมานและนอน ไม่หลับเกือบตลอดทั้งคืน

ฉัตต์ตื่นแต่เช้ามืด มองกรอบรูปด้วยความประหม่าเพราะไม่รู้ตัวว่าอาการหนักถึงขั้นนอนกอดรูปเธอ ทั้งคืน เขาลุกไปวางคืนบนโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก ลังเลใจนิดหนึ่งก่อนเปิดลิ้นชัก เห็นจดหมายหลายฉบับจึงหยิบขึ้นอ่านทีละแผ่น

เนื้อความในจดหมายทำให้ฉัตต์ปวดใจมาก แท้จริงแล้วรุ้งนั่นเองที่เขียนจดหมายหาเขาตลอดเวลาที่อยู่เมืองนอก ความรู้สึกผิดถาโถมจนยืนแทบไม่ไหว เมื่อเจอกับยอดที่หน้าบ้านก็ไม่เกรี้ยวกราดใส่เหมือนทุกครั้งแต่กลับสั่งให้คอยรุ้งกลับบ้านอย่างไม่เคยทำมาก่อน อดีตคนสวนงงมาก ถอนใจแรงๆจนสำลีที่นั่งเป็นเพื่อนได้แต่มองมาด้วยความสงสัย ยอดอยากพูดปรับทุกข์ด้วยใจแทบขาดแต่คิดว่ายังไม่ถึงเวลา

ooooooo

คุณหญิงเพ็งกับจันทร์ปฏิบัติธรรมด้วยใจสงบ ความเงียบและใจที่ปล่อยวางทำให้คลายความเครียดได้บ้าง แต่ถึงกระนั้นอดีตหม่อมก็มีเรื่องกังวลขึ้นมาใหม่เมื่อคุณหญิงเพ็งถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายเดียวกับรุ้ง

“จันทร์คิดว่าคุณชายศักดินามาชอบรุ้งไหม แม่เห็นมาติดพันแต่ท่าทางดูไม่ออก”

จันทร์หน้าเสียเพราะเป็นห่วงเรื่องนี้มาตลอด “เป็นไปไม่ได้ค่ะคุณแม่ คนที่จะไม่ยอมเด็ดขาดคือท่านหญิงแขไข รุ้งเป็นลูกของคนที่ท่านเห็นว่าต่ำต้อย ท่านไม่มีวันยอมให้ไปร่วมวงศ์รังสิยาที่สูงส่งอย่างแน่นอน”

“ท่านหญิงแขไข...แม่ดูท่านแปลกนัก ดูไม่ออกว่าดีหรือร้าย”

ท่านหญิงแขไขมีท่าทีแปลกประหลาดจริงๆ นอกจากทรงเงียบขรึมและไม่ค่อยยอมเสวยแล้วยังชอบเก็บองค์แต่ในห้องทำงานของท่านชายแม้แต่เวลากลางวันอย่างวันนี้ ภาพฝันร้ายเมื่อคืนก่อนยังตามหลอกหลอนจนทนไม่ไหวเลยมาตัดพ้อและโทษท่านชายที่นอกใจไปมีบุหลันเหมือนเคย

“เจ้าพี่จะอยู่สวรรค์ชั้นไหนก็ตาม ขอให้รู้องค์ว่าทรงทิ้งความทุกข์อย่างที่สุดไว้กับหญิง ไม่มีอะไรถูกต้องสำหรับหญิงเลย หญิงเลี้ยงลูกชายเจ้าพี่เหมือนเขาเป็นลูกหญิงเอง หญิงรักและหวังฝากผีฝากไข้กับเขา แต่แล้วแม่เขาก็ปรากฏตัวและจะเอาลูกชายของเขากลับไป ได้ยินไหมคะเจ้าพี่”

ผีเฟืองที่ตามเฝ้าไม่ห่างตั้งแต่เช้า เหลือบมองด้วยแววตาทุกข์ระทม สงสารท่านหญิงเหลือเกินที่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวพระทัยเพราะท่านชาย พาลให้นึกแค้นบุหลันที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้

ผีร้ายถือโอกาสยั่วยุและเล่าแผนการชั่วร้ายจะกำจัดรุ้งกับจันทร์ ท่านหญิงประทับยืนหน้ากระจกและพยักหน้ารับน้อยๆราวกับโดนสะกดจิต เสียงสาปแช่งและคำพูดอาฆาตให้ฆ่าทั้งแม่และลูกเวียนวนในหัวจนต้องกลับไปในพักในห้อง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่อสู้ในใจจนท่านหญิงต้องปิดหู แต่สุดท้ายความแค้นก็ทำให้เธอตัดสินใจได้

“แกต้องตายนังบุหลัน แกมันตัวมาร แกแย่งทุกอย่างไปจากฉัน คนที่ฉันรักมากที่สุดในโลกแกก็เอาไปแล้ว ฉันเหลืออยู่คนเดียวแกก็จะเอาไปอีก...แกต้องตาย”

ผีเฟืองเริ่มต้นแผนร้ายโดยการสะกดจิตคุณหญิงทอแสง ราชนิกุลสาวไม่มีแรงต่อต้านเลยถูกใช้เป็นเครื่องมือ เธอเดินไปเรื่อยๆจนถึงห้องรุ้งและปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มพร้อมทักทายเสียงหวานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รุ้งแปลกใจแต่ไม่อยากคิดมาก เมื่อคุณหญิงแสร้งตีหน้าเศร้าบอกว่านอนไม่หลับมาหลายคืนและขอให้หายานอนหลับมาให้ รุ้งจึงรับปากด้วยความเต็มใจเพราะไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง

ด้านยอด...ปฏิบัติตามคำสั่งฉัตต์อย่างเคร่งครัด อดีตคนสวนไม่ยอมหลับนอนหรือแตะอาหารใดๆเพราะกลัวคลาดเคลื่อนกับรุ้ง สำลีเห็นแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้ ได้แต่ตามมานั่งเป็นเพื่อนและพูดโน่นนี่ให้เขาคลายความกังวลใจ

“ฉันจะบอกอะไรให้นะพี่ยอด ถ้าฉันเป็นคุณรุ้งฉันก็ไป อยู่ๆมาไล่กันง่ายๆ ว่าแต่ไอ้ฉันก็คิดว่าคุณฉัตต์รักคุณรุ้งเสียอีก แล้วทำไมจะไปแต่งงานกับคุณบัวอะไรนั่นล่ะ”

ยอดเองก็ไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับทุกคนที่บ้านหลวง วิเศษ แม้นายตำรวจใหญ่จะพยายามเกลี่ยกล่อมให้ลูกสาวเปลี่ยนใจแต่ก็ยังไร้ผล พิสินียืนยันคำเดิม

“คุณพ่อคะ...คุณพ่อจะรักษาสัญญาก็แล้วแต่คุณพ่อนะคะแต่มันไม่เกี่ยวกับบัว”

“ไม่เกี่ยวได้ยังไง ในเมื่อพ่อจะรักษาสัญญาได้ก็ต่อเมื่อแกหยุด ฉันจะได้จัดการตามที่คุณพจน์ขอไว้ก่อนตาย”

“บัวทราบว่าถ้าบัวถอย คุณพ่อจะจัดการอย่างที่ว่า แต่ทำไมบัวต้องหยุดในเมื่อฉัตต์ก็รักและจะแต่งงานกับบัว”

คุณนายหลวงวิเศษเห็นท่าไม่ดี ปรามลูกสาวให้ค่อยๆพูด โดยมีปยุตช่วยพูดให้น้องสาวเพราะความสงสาร

“คุณพ่อฟังน้องหน่อยไหมครับ หรือถ้าจะรักษาสัญญาท่าเดียว ยายบัวคงไม่ต้องพูดอะไรเพราะเสียเวลาเปล่า”

“พ่อต้องรักษาสัญญากับคนที่กำลังจะตาย ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วยทั้งสามคน สำหรับพ่อ...ไม่มีอะไรสำคัญเกินกว่าคำมั่นสัญญา นั่นคือสิ่งที่พ่อยึดมั่นมาตลอดชีวิต”

พิสินีเชิดหน้าและบอกว่าต้องทำตามสัญญาที่จะแต่งงานกับฉัตต์เช่นกัน

“คำว่าสัญญาของบัวมีความหมายเท่ากับคำว่าสัญญาของคุณพ่อหรือเปล่าคะ”

ทุกคนเงียบกริบ หลวงวิเศษถอนใจยาวเพราะเหนื่อยใจเกินกว่าจะเถียง ได้แต่ขอร้องให้ฟังความจริงอีกสักเรื่อง

“คุณพจน์บอกพ่อว่าแน่ใจจากการเฝ้าสังเกตมานานว่ารุ้งรักฉัตต์และฉัตต์ก็รักรุ้ง เขาเป็นผู้ชายดูกันออก”

“บัวรู้ว่าคุณพ่อหวังดีแต่ถ้าฉัตต์รักษาสัญญา คุณพ่อก็ต้องเสียสัญญากับคุณพจน์ บัวจะไปถามฉัตต์เดี๋ยวนี้”

พิสินีผลุนผลันออกจากบ้านไปแล้ว ทุกคนในบ้านได้แต่มองตามเครียดๆ...ขอให้ยายบัวตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องทีเถอะ อย่าได้ไปพรากของรักของใครเขาเลย มันบาปกรรม!

ooooooo

พิสินีไม่ได้พบฉัตต์ที่บ้านปัณณธรเพราะไม่มีใครรู้ว่าเขาออกไปไหน แต่กลับต้องตกตะลึงเมื่อเจอคนที่ไม่คาดฝันมาก่อน จริมามาต้อนรับด้วยสีหน้าเย็นชาเพราะรู้เรื่องทุกอย่างแล้วว่าผู้หญิงตรงหน้าเป็นสาเหตุหนึ่งให้รุ้งไม่ยอมกลับมาที่นี่อีก พิสินีพอดูออกว่าจริมาไม่ค่อยชอบหน้าเธอนักจึงขอเลี่ยงไปนั่งคอยในบ้าน

“ริมานึกว่าต้องเป็นคนเชิญคุณบัวเสียอีก”

“ขอโทษนะคะ เผอิญบัวคิดอะไรไกลไปหน่อยค่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ...เชิญตามสบาย แต่พี่ฉัตต์ไม่อยู่หรอกนะคะ นึกว่าคุณบัวจะทราบเพราะเห็นสนิทกันดี”

พิสินีอยากจะสวนกลับเต็มแก่ตามประสาคนไม่ยอมคนแต่ต้องพยายามข่มไว้เพราะจริมาเป็นน้องสาวฉัตต์ ได้แต่เล่าเรื่องความเครียดของเขาว่าเสียใจมากแค่ไหนเรื่องพ่อและร้านอาหาร

“ริมาไม่แคร์พี่ฉัตต์แล้วเพราะเขาเป็นคนเกเร ใครๆ ก็รู้กันทั่วยกเว้นบางคน” พิสินีชักฉุนเพราะรู้ดีว่าโดนว่ากระทบ “ที่ริมากลับมาไม่ใช่เพราะห่วงพี่ฉัตต์ เรื่องนั้นเราอธิบายได้ แต่ริมาไม่อยากให้เขาทำอะไรที่ไม่ถูกต้องอีก”

พิสินีรู้ทันว่าจริมาคงหมายถึงเรื่องรุ้ง โต้แทนคนรักว่าเขาเป็นเจ้าของบ้านจึงมีสิทธิ์โดยชอบธรรม

“คุณพ่อมีลูกสองคน พี่ฉัตต์หรือคนที่จะมาเกี่ยวข้องกับพี่ฉัตต์ต้องรับรู้อยู่แล้ว ส่วนของเขาจะให้ใครอยู่ก็ไม่เกี่ยวกับริมา แต่ส่วนของริมาพี่ฉัตต์ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย”

“ถ้าบัวจะเกี่ยวก็เฉพาะส่วนของฉัตต์ล่ะค่ะ บัวเลี่ยงไม่ได้เสียด้วยเพราะหลังจากแต่งงานกัน บัวก็ต้องมาอยู่ที่นี่” จริมาหน้าถอดสีเมื่อได้ยินว่าพี่ชายจะแต่งงาน พิสินีสะใจที่ได้เอาคืน “ฉัตต์ขอบัวแต่งงานแล้ว เพราะฉะนั้น...ถ้าบัวจะนั่งรอฉัตต์ในส่วนที่เป็นของฉัตต์ คุณริมาคงไม่ขัดข้องใช่ไหมคะ”

จริมาลุกพรวดตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แม้พยายามระงับสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผลนักจึงตัดสินใจขอตัวดื้อๆเพราะไม่อยากเสวนากับผู้หญิงใจกล้าคนนี้แม้แต่วินาทีเดียว!

ขณะที่สองสาวเถียงกันให้วุ่นวาย...ชายหนุ่มต้นปัญหากลับปรากฏตัวที่โรงพยาบาลเพราะทนเสียงเรียกร้องของหัวใจไม่ไหว คำพูดในจดหมายทุกฉบับเวียนวนในหัวจนแทบไม่เป็นอันทำอะไรเลยต้องลากสังขารมาถึงนี่ เขาตามหารุ้งจนเจอและขอพูดด้วยตามลำพัง เธอรู้สึกร้อนไปหมดเพราะสัมผัสได้ถึงแววหวานและอารมณ์หวั่นไหวที่เขาส่งมา

รุ้งสะบัดหน้าเรียกสติและพาเขาไปคุยในสวนหย่อมเหมือนครั้งที่แล้ว ฉัตต์ไม่รอช้าเปิดฉากถามถึงความจริงที่ว่าเธอเป็นคนเขียนจดหมายถึงเขาแทนจริมาหรือไม่ รุ้งหลบตาและไม่ยอมตอบ ฉัตต์จึงหยิบฉบับที่พกติดตัวขึ้นมาอ่าน

“เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมตอบจดหมายช้า น้องเป็นห่วงกลัวพี่ฉัตต์ไม่สบายอยู่คนเดียวแล้วใครจะดูแลหายาให้รับประทาน ผ้าพันคอที่น้องส่งมาต้องพันให้คออุ่นทุกวันนะคะ อย่าให้เป็นหวัดเพราะพี่ฉัตต์เป็นหวัดทีไรหายช้าทุกที”

รุ้งร้อนไปทั้งหน้าและเสมองไปทางอื่น ฉัตต์ก้าวไปดักหน้าและแตะผ้าพันคอที่จงใจพันมาให้เธอเห็น

“ผ้าผืนนี้ไม่เคยห่างตัว”

จริมาอ้างถึงคำพูดของคุณย่าที่เล่าเรื่องแม่ราตรีว่าไม่สบายและเจ็บออดๆแอดๆมานาน จนสุดท้ายอาการหนักเมื่อคลอดเธอ...เหมือนจะรอให้แน่ใจว่ามีคนเลี้ยงลูกทั้งสองแทนจึงจากไป

“ริมาแย่งรุ้งดื่มนมคุณน้า คุณน้ากล่อมริมานอนทุกคืน แม้แต่ตอนคุณพ่อเจ็บคุณน้าก็ดูแลไม่ห่าง ส่วนรุ้ง...พี่ฉัตต์รู้ไหมว่าเขาไม่เคยคิดเรียนพยาบาล เขากลัวเลือด กลัวเข็มฉีดยาและคนตาย ริมานอนกับเขาได้ยินเสียงละเมอตลอด ร้องไห้ก็มี แต่เขาทนเรียนเพื่อตอบแทนบุญคุณคุณย่าและคุณพ่อ เขาดูแลคุณพ่อจนวินาทีสุดท้าย”

ฉัตต์นัยน์ตาแดงก่ำ ความจริงที่เพิ่งรับรู้ทำให้พาลเกลียดตัวเองที่ใจร้อนวู่วามจนทำร้ายจิตใจรุ้ง

“รุ้งทำทุกอย่างแทนเราสองคน ทำไมไม่เห็นความดีของเขา แถมไล่เขาออกจากบ้านทั้งที่ไม่ถามเขาสักคำ”

ฉัตต์ทนไม่ไหวอีกต่อไป เอื้อมมือไปดึงร่างน้องมากอดแน่น แม้เธอจะขัดขืนเขาก็ไม่ยอมปล่อย

“เขาตีพี่ฉัตต์ทั้งที่กลัวแทบตายจนเป็นลมเพราะเขารู้ว่าคุณพ่อตีพี่ฉัตต์จะเจ็บยิ่งกว่า...จำได้หรือเปล่า”

“ริมา...หยุดเถอะ พี่เข้าใจแล้ว เข้าใจทุกอย่าง”

พิสินียืนมองสองพี่น้องคุยกันอยู่นานก็ตัดสินใจขอตัวกลับเพราะคิดว่าเขาคงอยากใช้เวลาส่วนตัวกับน้องสาว ฉัตต์อาสาไปส่งตามประสาสุภาพบุรุษที่ดีแต่เธอปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉัตต์อยู่กับคุณริมาเถอะ บัวเห็นใจนะคะแต่ก็อยากให้คิดสักนิดว่าที่คุณริมาโศกเศร้าอยู่เนี่ย คุณรุ้งอาจจะมีความสุขก็ได้ บัวเชื่อว่าคุณชายคนนั้นต้องทำให้เธอมีความสุขแน่นอน”

พิสินีจากไปแล้ว ฉัตต์ได้แต่ถอนใจหนักหน่วง ผิดกับจริมาที่มองตามอึ้งๆ  หันไปหาพี่ชายแล้วถามเสียงหยัน

“ผู้หญิงที่พี่ฉัตต์รักถึงกับจะแต่งงานด้วยคือคนนี้น่ะหรือคะ”

ฉัตต์ไม่มีคำตอบให้เพราะก็สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคิดถูกหรือไม่ที่เอาตัวไปพัวพันกับพิสินี

ooooooo

ความน่ารักและไม่ถือตัวของรุ้งทำให้ทุกคนในวังชื่นชม ชายเดียวถึงกับยิ้มไม่หุบเมื่อได้ยินสนที่มารับหน้าหอพูดถึงเธอว่าเป็นคนเรียบง่ายและคิดถึงใจคนอื่นเสมอ เช่นเดียวกับบรรดาบ่าวในครัวที่อดพูดถึงรุ้งด้วยความเอ็นดูไม่ได้

“จริงไหมล่ะป้า ถ้าบอกว่าคุณรุ้งเป็นลูกหม่อมบุหลันฉันจะเชื่อเลยนะ”

“อีบ้าพิกุล...วอนซะแล้วนะแก เดี๋ยวคุณหญิงทอแสงได้ยินแล้วไปถึงท่านหญิง เอ็งจะพูดชื่อหม่อมขึ้นมาทำไม”

“ไม่รู้สิป้าสาลี่...คนเราจะเหมือนกันขนาดนั้นได้ยังไง คุณจันทร์แม่คุณรุ้งน่ะ หน้าเหมือนหม่อมบุหลันจริงๆนะ”

บทสนทนาเกี่ยวกับอดีตหม่อมเป็นเรื่องต้องห้ามในวังไปเสียแล้ว แต่เหล่าข้าราชบริพารก็ไม่เคยลืมหม่อมคนโปรด ความดีและจิตใจเอื้อเฟื้อของบุหลันทำให้มีแต่คนสงสารและเห็นใจมากกว่าคนเกลียด

ฝ่ายชายเดียวกลับถึงวังก็ตรงเข้าหาท่านแม่ ก้มลงกราบที่ตักอย่างอ่อนโยนแต่กลับถูกตีรวนใส่ เขาจึงขอ ตัวกลับห้องเพราะคิดว่าท่านคงอยากพักผ่อนตามลำพัง แต่แล้วก็ต้องประคองแทบไม่ทันเพราะท่านแม่อ่อนเพลียจนเกือบเป็นลม คุณชายตรวจชีพจรและพยุงไปนอน แต่จู่ๆท่านหญิงก็กรรแสงและโผกอดลูกชายแน่น

“ชาย...รับปากแม่อย่างหนึ่งได้ไหมลูก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นชายอย่าทิ้งแม่”

“ทิ้งท่านแม่...ทำไมหรือคะ ชายจะทิ้งท่านแม่ได้ยังไง มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ ไม่มีวันเกิดขึ้นหรอกค่ะ”

ท่านหญิงได้แต่กรรแสงและกอดลูกชายแน่น คาดคั้นให้สัญญาจนชายเดียวเริ่มใจไม่ดี

“ไม่ต้องสัญญาหรอกค่ะเพราะสัญญาฉีกทิ้งได้ มันอยู่ที่หัวใจค่ะ ชายไม่มีวันทิ้งท่านแม่ให้อยู่องค์เดียว”

ท่านหญิงกระชับอ้อมแขนแน่นอย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว ชายเดียวทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ปลอบประโลมและโอบกอดแม่ให้คลายกังวล ทั้งที่ในใจสงสัยเหลือเกิน... รับสั่งเหมือนจะโดนทิ้ง มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!

ชายเดียวดูแลท่านแม่จนบรรทมแล้วออกมาเดินเล่น เห็นรถจากบ้านปัณณธรแล่นเข้ามาก็วิ่งไล่ตาม ยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นจริมานั่งมาที่ด้านหลัง ราชนิกุลหนุ่มก้าวไปดักหน้าตำหนักและทักทายด้วยความดีใจ เพิ่งรู้ตัวว่าความรู้สึกต่อเพื่อนเล่นตอนเด็กๆคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว

จริมาก็ใจเต้นแรงไม่น้อยเพราะแอบคิดถึงเขาอยู่บ่อยๆ นัยน์ตาหวานและท่าทางตื่นเต้นทำให้เธอขวยเขินอย่างช่วยไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูกก็เสถามถึงรุ้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ชายเดียวแกล้งทำขรึมและบอกว่าอยู่ที่โรงพยาบาล

“ฉันควรจะรู้ว่ารุ้งทำงานแล้ว เขาต้องไปแต่เช้าแน่เพราะเป็นคนขยันและอดทน ใครได้แต่งงานด้วยคงไม่เสียใจแน่นอน” ชายเดียวทำไม่รู้ไม่ชี้ว่าโดนประชด จริมาเลยแหวกลับ

“คุณชาย...ทำไมปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวเหมือนคนบ้า”

“งั้นคนที่ชอบฟังคนพูดคนเดียวก็เหมือนคนบ้าด้วย”

จริมาหน้าแดง รู้ตัวว่าถูกจีบซึ่งๆหน้า พยายามข่มความอายแต่ก็ทำได้ไม่ดีนักเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“ขอบคุณคุณชายที่รักษาสัญญาจะดูแลรุ้ง คุณชายทำได้ตามที่พูดทุกอย่าง ถ้าคุณชายไม่พามาที่นี่ คิดดูว่ารุ้งจะไปอยู่ที่ไหน ต้องถูกไล่ออกจากบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิด...ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

“ไม่ต้องเลยริมา...ผมว่าระหว่างเราสี่คนไม่มีคำไหนที่ต้องพูดกันตามมารยาทเลย จริงๆนะริมา”

จริมาเข้าใจความนัยดี เสมองไปทางอื่นทั้งหน้าร้อนผ่าว ชายเดียวชอบใจมากที่ทำให้หญิงสาวปากกล้าอายได้

“คุณโตขึ้นมากนะริมา”

“แน่นอนสิ ฉันกินข้าวนี่ กินแล้วไม่โตจะกินทำไม”

“คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงคุณเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก”

ชายเดียวมองมาอย่างมีความหมาย จริมารับรู้ถึงสายตาคมกริบคู่นั้นจนเขินจัดแต่พยายามเก็บอาการ

“ฝากรุ้งด้วย นึกเสียว่าทำเพื่อน้าจันทร์ คุณน้ารักคุณชายมากนะ เธอเคยบอกฉันแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

“ผมจะดูแลรุ้งอย่างดีที่สุด...ผมสัญญา อย่าห่วงเลยริมา รุ้งจะอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยที่สุด”

สองหนุ่มสาวเดินคุยกันอีกพักใหญ่ จริมารู้สึกดีและสบายใจมากพอจะเล่าเรื่องบุญคุณของจันทร์กับรุ้งว่ามากมายจนบรรยายไม่หมด

“บรรยายไม่หมดหรือ มาที่นี่ทุกวันได้ไหม บรรยายวันละเรื่อง”

จริมาหน้าแดงเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ไม่ชอบเลยที่ถูกจีบตรงๆแบบนี้ ชายเดียวเอ็นดูท่าทางเขินนั้นแต่ก็ยังแหย่ไม่เลิก

“ผมพูดจริงนะ ผมกลัวคุณเหนื่อยถ้าบรรยายครั้งเดียวจบ ให้เล่าวันละเรื่องหรือสองวันเรื่องเอาไหม”

จริมาหลบตา รวบรวมสติที่กระเจิงไปไกลให้เข้าที่และเปลี่ยนเรื่องพูดถึงสาเหตุแท้จริงที่เปิดร้านสวนราตรี

“รุ้งกับน้าจันทร์หาเงินส่งพี่ฉัตต์กับริมาเรียนหนังสือน่ะสิ เห็นอย่างนั้นน่ะ...หาเงินส่งเราสองพี่น้องเรียนหนังสือเมืองนอกนะ ฉันน่ะไม่มีปัญญาทำอย่างนั้นได้แน่”

ชายเดียวไม่แปลกใจนักเพราะเชื่อว่ารุ้งทำได้จริงๆ แต่ที่ทำให้ยิ้มก็ประโยคประชดประชันที่ตามมา

“ริมาถึงบอกไงว่ารุ้งเป็นผู้หญิงที่ใครได้ไปจะไม่มีวันเสียใจ เขาจะเป็นภรรยาที่ดีมากๆ”

ชายเดียวไม่สนใจคำโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับรุ้ง ย้อนถามเสียงอ่อน “เรียกตัวเองว่าริมาตลอดไปได้ไหม”

จริมาข่มความอายสุดความสามารถแต่ไม่ค่อยแนบเนียนนัก ได้แต่รวนกลับตามประสาสาวห้าว เป็นที่ชอบใจของชายเดียวยิ่งนัก เขาจ้องตาเธออย่างมีความหมายแล้วตัดสินใจถามตรงๆ

“ผมไปหาคุณไม่ได้ พี่ฉัตต์คงไม่ชอบนัก คุณจะมาที่นี่อีกได้ไหม”

จริมาไม่รับปากแต่กวนกลับว่าต้องมาหารุ้งอยู่แล้ว ชายเดียวดูออกว่าเธอไม่รังเกียจจึงยิ้มกว้างจนจริมาหน้าร้อนขึ้นมาใหม่ หญิงสาวจ้ำอ้าวไปขึ้นรถโดยไม่เหลียวหลังชายเดียวหัวเราะเบาๆด้วยความเอ็นดู ต่างจากคุณหญิงทอแสงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากหน้าต่างบนตำหนัก ภาพความสนิทสนมของญาติหนุ่มกับหญิงสาวคู่ปรับทำให้ความแค้นพลุ่งพล่าน...คอยดูกันไปนะจริมาว่าจะไปได้สักกี่น้ำ!

ooooooo

จริมากลับบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งอ่อนหวานและอบอุ่นในหัวใจจนต้องสะบัดศีรษะเบาๆ เพราะคิดว่าฝันไป แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็ต้องหุบยิ้มแทบไม่ทันเพราะเห็นพี่ชายหน้าตาบอกบุญไม่รับรออยู่ ฉัตต์รู้ว่าน้องยังโกรธแต่ความเป็นห่วงรุ้งมีมากกว่าจึงตัดสินใจถามถึง

“หมายถึงรุ้งหรือคะ พี่ฉัตต์จะสนทำไม ก็ไล่เขาไปแล้ว เขาจะไปตกระกำลำบากที่ไหนก็ไม่ต้องรู้หรอกค่ะ” พูดแล้วก็รู้สึกผิดไม่น้อยเพราะฉัตต์หน้าไม่ดีจนเธอเกือบใจอ่อนเลยยอมบอกว่ารุ้งสบายดี แต่ไม่วายเหน็บตบท้ายว่ามีชายเดียวดูแลไม่ห่าง...อยากให้พี่ชายได้บทเรียนบ้างว่าไม่ควรวู่วามและทำอะไรโดยไม่คิดอีก

ท่านหญิงแขไขก็ว้าวุ่นใจไม่แพ้ฉัตต์แต่คนละเหตุผลกัน แม้ชายเดียวจะเพียรมาดูแลและทูลสัญญาว่าจะไม่ยอมทิ้งไปไหนแต่ท่านหญิงก็ยังกังวลใจ

เฟืองเข้าใจหัวอกท่านหญิงจึงรวบรวมพลังไปหา เรื่องจันทร์ถึงวัดแต่โดนหลวงพ่อองค์เดิมเข้าขวางและเทศนาธรรมให้ฟังเสียก่อน ผีร้ายอ่อนท่าทีลง น้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้งใจจนต้องกลับไปเก็บตัวในเรือนพักเก่าเพราะไม่พร้อมเผชิญหน้าท่านหญิง...กลัวเหลือเกินว่าท่านจะสั่งให้จองล้างจองผลาญศัตรูหัวใจของท่านอีก

ฝ่ายท่านหญิงก็ร้องเรียกหาเฟืองตลอดช่วงหัวค่ำแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ได้ยินเสียงหัวร่อต่อกระซิกของบรรดาบ่าวไพร่ที่ออกไปดูลิเกข้างวังก็หงุดหงิด พาลประชดแดกดันจนทุกคนหน้าเสียไปตามๆกัน

“อยู่กันสบายใจ รู้บ้างไหมว่าคนที่มีทุกข์ร้อนนั้นมีอยู่ในวังนี้ ไม่ใช่สบายกันทุกคน!”

ท่านหญิงกลับห้องอย่างหัวเสีย เห็นเงาลางๆของผีบ่าวก็อดตัดพ้อไม่ได้เพราะรับสั่งหาอยู่นานแต่เพิ่งโผล่มา

“ถ้าหญิงต้องเสียชายเดียวให้มัน หญิงคงมีชีวิตอยู่ต่อไม่ได้ หญิงต้องตายแน่ๆ”

ผีเฟืองเงยหน้ามองด้วยแววตาหวาดวิตก ค่อยๆเลือนร่างหายไปจนท่านหญิงงงไปหมด พยายามเรียกหาอีกหลายครั้งเพราะมีเรื่องต้องปรับทุกข์ด้วยอีกมากแต่ก็ไม่เป็นผล ผีเฟืองหายเงียบไม่มาให้เห็นอีกเลยตลอดทั้งคืน

ท่านหญิงตื่นบรรทมแต่เช้าเพราะนอนกระสับกระส่าย แทบทั้งคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝันร้ายที่ดูคล้ายกับเรื่องจริงเหลือเกินทำให้แทบเป็นบ้า ภาพในฝันยังแจ่มชัดในความทรงจำ...จันทร์มาพาชายเดียวกลับไปต่อหน้าต่อตา แม้เธอจะพยายามรั้งและอ้อนวอนเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล

ท่านหญิงจำได้ว่าสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกพร้อมๆกับชายเดียวที่เข้ามาเพราะได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเธอ ท่านหญิงยกมือลูบพระพักตร์ช้าๆแล้วตัดสินใจไปหาผีบ่าวคนสนิทที่เรือนพักริมน้ำ พนมมือแนบอกและขอร้องให้ผีร้ายกลับมาช่วยเหลือเธออีกครั้ง

“อย่าให้หญิงต้องสูญเสียลูกชาย ขออย่างเดียวเท่านั้น”

ผีเฟืองสงสารท่านหญิงมาก เพราะความรักมากมายที่มีให้กันมายาวนานทำให้สติที่เพิ่งมีจากการฟังธรรมเลือนหายไป กลายเป็นวิญญาณจิตใจหยาบกระด้างเหมือนเดิม

“คุณชายเป็นโอรสท่านหญิงของหม่อมฉัน เป็นตั้งแต่เกิด ไม่มีวันสูญเสียเธอไปให้ใคร”

ท่านหญิงสะใจมาก เสด็จกลับมายังตำหนักและสั่งให้หลานสาวโทร.ตามรุ้งให้กลับวัง คุณหญิงทอแสงทำตามด้วยความเต็มใจเพราะรู้ดีว่าท่านป้าเองก็ไม่ได้พิสมัยนังพยาบาลหน้าหวานนั่นเหมือนกัน!

ฟากรุ้งเมื่อรับสายจากวังก็เตรียมตัวกลับ แต่ไม่ลืมหยิบยานอนหลับจำนวนหนึ่งให้คุณหญิงทอแสงตามที่เธอขอร้อง เมื่อจริมาโทร.มาหาจึงคุยด้วยพักใหญ่เพราะดีใจเหลือเกินที่เพื่อนรักกลับมาจากต่างประเทศ

“คุณริมามาวันที่รุ้งรู้สึกอยากมีใครสักคนให้คุยด้วย คุณริมาเหมือนนางฟ้าของรุ้ง ก่อนหน้านี้รุ้งรู้สึกว้าเหว่จัง”

จริมาน้ำตาคลอด้วยความสงสารเพื่อน รับปากจะไปหาพรุ่งนี้เพราะมีเรื่องมากมายต้องคุยให้รู้เรื่อง รุ้งจึงวางสายแล้วยิ้มบางๆ...อย่างน้อยเวลานี้เธอก็มีคุณริ–มาให้พอปรับทุกข์ได้บ้าง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เก้า สุภัสสรา” แย้มความลับเป็นเอฟซี “หมาก ปริญ” สบายใจ “พี่เชา” สายเฟรนด์ลี

“เก้า สุภัสสรา” แย้มความลับเป็นเอฟซี “หมาก ปริญ” สบายใจ “พี่เชา” สายเฟรนด์ลี
28 พ.ย. 2563

00:01 น.

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02:49 น.