ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แค้นเสน่หา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เรื่องฉัตต์ไล่รุ้งออกจากบ้าน สร้างความตื่นตะลึงให้แก่เหล่าคนงานบ้านปัณณธร โดยเฉพาะยอดวิ่งตามรุ้งถึงหน้าบ้านแต่ก็ไม่ทันเพราะเธอกลับไปกับชายเดียว เสียแล้ว อดีตคนสวนหน้าถอดสี...แล้วเขาจะบอกอดีตหม่อมอย่างไร

ฝ่าย รุ้งก็เครียดจัดเรื่องฉัตต์จนถึงกับเป็นลม ชายเดียวต้องช่วยประคองและปฐมพยาบาลจนได้สติและพาไปพักในห้องรับรองแขก เขารู้ว่าเธอสะเทือนใจมากจึงพยายามปลอบ

“ทำใจให้สบายและอย่าเพิ่งคิด อะไร ยังมีเวลาเสียใจอีกมาก” รุ้งยังทำใจไม่ได้ ไม่อยากเชื่อว่าฉัตต์จะทำขนาดนี้ ชายเดียวเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน “ทำไมพี่ฉัตต์ต้องโกรธถึงกับไล่ เรื่องทั้งหมดก็พูดกันได้ คุณลุงเป็นคนสั่งไว้ก่อนตาย ใครจะกล้าขัดคำสั่ง เขาควรรอพูดกับผู้ใหญ่ก่อน วู่วามแบบนี้เหมือนไม่ใช่พี่ฉัตต์คนเดิม”

รุ้งถอนใจหนักหน่วงเพราะ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ ที่สำคัญแม่คงไม่ยอมให้อยู่ที่นี่ ชายเดียวข้องใจ รุ้งจึงเฉไฉว่าเกรงใจไม่อยากรบกวน เขาจึงปลอบไม่ให้คิดมากเพราะไม่มีทางเลือกดีกว่านี้ เมื่อคุณหญิงเพ็งกับจันทร์กลับจากวัดแล้วค่อยคุยกับฉัตต์อีกครั้ง รุ้งน้ำตาไหลพรากเพราะเชื่อว่าฉัตต์ไม่เปลี่ยนใจแน่

“ไม่มีใครทัดทาน คุณฉัตต์ได้ เขาเป็นเจ้าของบ้าน รุ้งไม่มีวันอยู่กับเขาอีก เขาเกลียดรุ้งมาตลอดชีวิต รุ้งผิดเองที่ไปวุ่นวายก้าวก่ายชีวิตเขา”

ชาย เดียวส่ายหน้าเบาๆ กล่อมให้เธอพักพร้อมเช็ดน้ำตาให้ “นอนซะคนดี ทุกปัญหาต้องมีทางออก รุ้งเป็นคนดีที่สุดที่ผมเคยรู้จัก อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดีจนถูกขับไล่ วันหนึ่งเขาต้องรู้ความจริง ไม่ต้องกลัวไปหรอก”

รุ้งพยักหน้ารับ ชายเดียวจึงขอตัวไปทูลท่านแม่ เธอผล็อยหลับเพราะความอ่อนเพลียไม่นานหลังจากนั้น ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าคุณหญิงทอแสงแอบฟังจากหน้าห้อง ยิ้มเยาะสะใจที่ศัตรูหัวใจคนสำคัญถูกไล่ออกจากบ้าน

ด้าน ฉัตต์...เสียใจที่พลั้งปากไล่รุ้ง ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเธอตั้งแต่เด็กจนนาทีสุดท้ายที่เจอกันยังเวียนวนในหัว จนรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวเหลือจะกล่าว พิสินีอยู่เป็นเพื่อนจนเย็นจึงขอตัวกลับเพราะคิดว่าเขาคงอยากอยู่ตามลำพัง

ฉัตต์ อาสาไปส่งแต่เธอปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ ลำบาก เขาจึงไปส่งที่หน้าประตูแทน เห็นเธอชื่นชอบบ้านเขามากจึงบอกให้มาอยู่ด้วยกันดื้อๆ พิสินีเขินแต่พยายามเก็บอาการและแกล้งถามว่าในฐานะอะไร ฉัตต์กำลังสะเทือนใจเรื่องรุ้งจึงโพล่งออกไปเพราะอยากประชด

“ผมควรแต่งงานกับคนที่รักผม บัวจะแต่งงานกับผมไหม”

ooooooo

ท่าน หญิงนั่งมองรูปท่านชายในห้องทำงานเหมือนที่ชอบทำตั้งแต่ท่านสิ้น ภาพความทรงจำตั้งแต่รักยังหวานจนกระทั่งวันที่เขาแต่งตั้งบุหลันเป็นหม่อม ยังแจ่มชัด รวมทั้งคำพูดแก้ตัวของเขาด้วย

“ถึงมีบุหลันแต่พี่ก็รักหญิง พี่รู้ดีว่าทำร้ายจิตใจเธอ...พี่ขอโทษ”

“เจ้า พี่รักผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกัน ความรักอยู่ใกล้เหลือเกินกับความแค้น รักแค่ไหนก็แค้นมากเท่านั้น เวลาผ่านไป...ความแค้นหมดไปแต่หญิงยังเสียใจและคงเป็นไปจนตาย”

ท่าน หญิงค่อยๆดึงตัวเองกลับมา จ้องภาพท่านชายแล้วตัดพ้อ “เจ้าพี่ห่วงชายเดียว ไม่ต้องห่วงนะคะ หญิงเลี้ยงมาก็รักเหมือนลูกตัวเอง หญิงไม่ใจร้ายกับเชื้อสายวังรังสิยาหรอกค่ะ เขาน่าสงสาร...กำพร้าทั้งพ่อและแม่”

ฉับพลันนั้น...ท่านหญิงก็ฉุกคิด เพราะยังคาใจว่าบุหลันอาจมีชีวิตอยู่ เธอพยายามส่งกระแสจิตคุยกับผีบ่าวคนสนิทแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ท่านหญิงหงุดหงิดมาก ตั้งท่าจะอาละวาดแต่ต้องหยุดตัวเองไว้เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ชายเดียวนั่นเองที่มาขออนุญาตให้รุ้งอาศัยที่วังจนกว่าคุณหญิงเพ็งกับจันทร์ จะกลับจากวัด

“พี่ฉัตต์โกรธที่เธอไม่บอกเรื่องคุณลุงพจน์และไม่บอกเรื่องทำร้านอาหาร”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ทำไมต้องไล่ออกจากบ้าน รุ้งเป็นน้องสาวนะ ลูกของน้องสาวพ่อ...ไม่ใช่ใครที่ไหน”

ชายเดียวก็ไม่เข้าใจ เริ่มใจไม่ดีเพราะท่านแม่ยังไม่รับปาก

“อย่า มองแม่อย่างนั้น แม่เป็นผู้ใหญ่ต้องคิดมาก บางทีเราอาจยุ่งเรื่องครอบครัวเขาเกินไป รุ้งเป็นลูกหลานบ้านนั้น ใครจะขับไล่ไสส่งกันจริงจัง มันก็แค่อารมณ์...เว้นแต่จะไม่ใช่ลูกหลาน”

ชาย เดียวนิ่วหน้าจนท่านหญิงเริ่มรู้ตัวว่าพูดมากไป กลบเกลื่อนด้วยการให้พารุ้งมากราบขออนุญาต ท่านชาย ชายเดียวดีใจมาก รีบไปปลุกรุ้งให้มาหาท่านแม่กับท่านพ่อที่ห้อง

ท่านหญิงจ้องมองรุ้ง ด้วยสายตาใคร่ครวญแล้วประทานอนุญาตให้พักที่วังจนกว่าคุณหญิงเพ็งกับจันทร์ จะกลับมาจัดการทุกอย่าง รุ้งก้มลงกราบขอบคุณและยิ้มบางๆให้ ท่านหญิงเมินหน้าหนีเพราะยังแคลงใจสถานะของหญิงสาว ชายเดียวหมดห่วงเรื่องรุ้งจึงทูลลาเพราะต้องกลับไปท่องหนังสือที่หอ

เมื่อ ได้อยู่กันตามลำพัง ท่านหญิงจึงสังเกตเห็นว่ารุ้งสวมสร้อยคล้องเหรียญแลดูคุ้นตา สะดุ้งเฮือกเพราะจำได้ว่าเป็นของประจำกายสามี รุ้งไม่รู้อิโหน่อิเหน่บอกว่าแม่เป็นคนสวมให้กับมือเพราะเป็นของขวัญจากพ่อ ท่านหญิงหน้าซีดแล้วถามถึงวันเกิดของหญิงสาว กลัวจับจิตว่าลางสังหรณ์จะเป็นจริง...มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน!

ท่าน หญิงมีท่าทีสงบจนกระทั่งกลับถึงห้องบรรทม รับสั่งเรียกผีบ่าวคนสนิทเสียงสั่นเพราะความจริงที่ค้นพบทำให้ยืนแทบไม่ไหว หนามยอกอกยังคงมีชีวิตและสร้างความเจ็บปวดให้ถึงเดี๋ยวนี้ ผีเฟืองได้ยินทุกอย่างแต่ไม่ยอมปรากฏตัวเพราะยังไม่กล้าสู้หน้า เมื่อเห็นคุณหญิงทอแสงโดนท่านหญิงที่กำลังโมโหไล่ตะเพิดจึงเข้าไปปลอบใจ

“อิฉัน ก็โดนไล่ออกจากวังบ่อยๆ แต่อิฉันไม่ยอมไปหรอก อิฉันรักท่านหญิง เมื่อมีความรักแล้วเราจะทนได้ทุกอย่าง ถ้าคุณหญิงรักก็ต้องอดทนค่ะ แล้วหนทางจะมาเอง”

คุณหญิงทอแสงลังเลเพราะยังไม่ไว้ใจข้าหลวงเก่าแก่ ราชนิกุลสาวหมุนตัวกลับห้อง แต่ก็เก็บเรื่องนี้ไปคิดจนค่อนคืน...อดทนแล้วจะได้แต่งงานกับพี่ชายจริงๆ หรือ

ฝ่ายท่านหญิงก็กลุ้มใจจนแทบคลั่ง เดินไปเดินมาทั่วห้องพร้อมรับสั่งหาผีบ่าวคนสนิทแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ ทรงทราบดีว่าผีเฟืองได้ยินทุกอย่างแต่ไม่ยอมออกมาจึงทรงตัดพ้ออย่างหัวเสีย

“เขาคือบุหลันจริงๆ เขามาแล้ว ฉันจะทำยังไงดี เฟืองอยู่ไหนมาช่วยกันคิดที ไหนเฟืองว่ามันตายไปแล้วไง”

ไม่มีเสียงตอบรับจากผีเฟืองเหมือนเดิม ท่านหญิงได้แต่หงุดหงิดคนเดียวจนค่อนคืนจึงผล็อยหลับไป

ooooooo

รุ้ง ทรมานกับคำพูดของฉัตต์จนนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายจนเกือบเช้าและหลับไปทั้งน้ำตากลบหน้า ส่วนฉัตต์ก็อาการหนักไม่แพ้กันแต่แสดงออกด้วยความฉุนเฉียวจนใครก็เข้าหน้า ไม่ติด เขาเข้าไปในห้องรุ้งเพียงเพื่อจะพบกับความว่างเปล่า ภาพความสดใสน่ารักยังเวียนวนในหัวจนต้องหยิบรูปเธอกระแทกพื้นอย่างแรงเพื่อ หยุดความฟุ้งซ่านนั้น

ฉัตต์ผลุนผลันออกจากห้องรุ้งพร้อมอารมณ์ที่ยังพลุ่งพล่าน เห็นยอดที่หน้าบ้านก็พาลโมโห ตวาดลั่นอย่างต้องการระบายความคับแค้นใจ

“แกมันก็พวกหลอกลวงเหมือนกัน แกทุกคนหลอกฉัน พ่อฉันเจ็บก็ไม่มีใครบอก พวกแกคิดถึงใจฉันบ้างไหม”

ยอดทำท่าเหมือนอยากบอกอะไรบางอย่างแต่ฉัตต์ไม่ฟัง มัวแต่ฝังใจกับความโกรธของตัวเอง

“บ้าน ฉันเป็นที่สาธารณะงั้นหรือ ร้านอาหารใหญ่โตและขายดีแต่ฉันไม่เคยเห็นเงินสักบาท ใครกอบโกยเข้าตัวและทำท่าเป็นเจ้าของร้าน ที่แท้พวกแกเป็นใครล่ะ...ก็พวกมาจากน้ำซมซานมาให้ย่ากับพ่อฉันเลี้ยง!”

ยอด มองมาด้วยแววตาสงสารและเห็นใจ ฉัตต์ยิ่งเดือดเพราะไม่ชอบให้ใครเห็นความอ่อนแอ ซัดหมัดเข้าหน้ายอดเต็มแรงจนเลือดกบปาก ยอดไม่ตอบโต้ ฉัตต์เลยยิ่งโมโหเพราะรู้สึกผิด อาละวาดไล่ตะเพิดไปให้พ้นสายตา

บรรดา คนงานได้ยินเสียงเอะอะก็กลัวหัวหดเพราะรู้จักอารมณ์ร้ายของฉัตต์ดี สำลีตัดสินใจไปตามยอดและพาไปทำแผล ยอดซาบซึ้งใจ รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆที่เธอมอบให้ แต่ก็มิอาจตอบสนองเพราะกลัวเธอเดือดร้อน สำลีไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่และยืนยันขอดูแล ยอดจนปัญญาจะค้าน  ได้แต่เดินตามแรงลากของเธอกลับไปพักที่ห้อง

รุ้งเตรียมตัวไปทำงานตอน เช้าและออกไปโดยไม่ยอมรับการรับส่งจากวังรังสิยา ผ่องพยายามกล่อมแต่ไม่เป็นผล เธอยืนกรานไปกลับเองเพราะเกรงใจ แถมต้องแวะร้านตอนเย็นเพราะจันทร์ยังไม่กลับจากวัด บ่าวเก่าแก่ได้แต่ถอนใจยาว ปลื้มในความไม่ถือตัวแต่ก็อดสงสารไม่ได้ที่รุ้งต้องแบกรับภาระและความกดดัน ทุกอย่างจากคนรอบข้าง

ด้านฉัตต์...ทนเก็บความข้องใจไม่ไหว ตามไปดักรอรุ้งที่โรงพยาบาลเพื่อพูดกันให้รู้เรื่อง เขาเฝ้ามองเธอตั้งแต่มาถึงจนสบโอกาสเมื่อเธออยู่ตามลำพังจึงปรากฏตัว รุ้งตกใจแต่พยายามทำใจให้สงบและยกมือไหว้เรียบร้อย ฉัตต์ไม่ยอมเสียเวลาขอคุยเป็นการส่วนตัว รุ้งจึงพาไปสวนหย่อมเล็กๆค่อนข้างลับตาเพื่อเจรจาด้วย

“เธออยากพูดกับฉันสองคนหรืออยากให้แม่เธออยู่ด้วย”

“เรื่องที่คุณฉัตต์จะพูดเกี่ยวกับแม่หรือเปล่าล่ะคะ”

“ถามทำไม...พวกเธอทั้งสองเกี่ยวทั้งหมดแหละ ถ้าไม่ใช่พวกเธอก็คงไม่เป็นแบบนี้”

รุ้งนิ่งเฉยจนฉัตต์แปลกใจ มองแววตาใสซื่อก็ยิ่งรู้สึกผิดจนต้องย้อนถามว่าเธอคิดอะไร

“ก็ถ้าคุณฉัตต์ต้องการอะไร...คุณฉัตต์จะได้ทุกอย่าง”

ฉัตต์ อ้าปากค้างเพราะคาดไม่ถึงกับคำตอบ ได้แต่จ้องหน้าเธออย่างค้นหา รุ้งจึงถือโอกาสถามเพราะอยากรู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ ฉัตต์ประชดประชันไม่เลิกจนเธออ่อนใจ ส่ายหน้าน้อยๆเหมือนกำลังพูดกับเด็ก

“อย่า ทำท่าเหมือนฉันพูดไม่รู้เรื่อง ถ้าเธอจากบ้านไปไกลสุดหล้า กลับถึงบ้าน...พ่อก็ตายแล้ว แถมบ้านยังกลายเป็นร้านอาหารที่มีคนสารพัดแบบมาเดินเหยียบย่ำจนเป็นรอยเต็ม ไปหมด เธอจะรู้สึกยังไง”

รุ้งจะปลอบแต่เขาไม่ยอมเปิดใจฟัง ค่อนแคะและแดกดันจนรุ้งต้องยกมือไหว้ขอโทษเพราะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรดีกว่า นี้ ฉัตต์เกือบใจอ่อนแต่ยังฝืนไว้ เมื่อเธอขอตัวทำงานและจะกลับไปคุยด้วยใหม่ตอนเย็น เขาก็หัวเสียขึ้นมาใหม่และประกาศกร้าว

“ยังจะมีหน้ากลับไปที่ร้าน มันจะไม่มีอีกต่อไปเพราะฉันจะสั่งปิด ไม่มีการขายอาหารอีกต่อไป”

จบ คำก็หมุนตัวจากไป ทิ้งรุ้งไว้กับความเงียบงัน อยากตามไปอธิบายใจแทบขาดแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเกดเพื่อนพยาบาลมาตามไปพบคนไข้อุบัติเหตุที่กำลังจะออกจากโรงพบาบาล

รุ้ง เดินเหม่อไปตลอดทางจนถึงห้องคนไข้ พยายามฝืนยิ้มเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองแต่ไม่ได้เรื่องนัก คนไข้ก็สังเกตเห็น เอื้อมไปจับมือพยาบาลฝึกหัดคนโปรดแล้วปลอบประโลมเสียงอ่อน

“มีคนทำให้หนูไม่สบายใจแต่หนูเป็นคนดี ไม่มีใครทำอะไรหนูได้หรอก ในที่สุดความดีจะชนะทุกอย่าง”

รุ้งซาบซึ้งใจมาก...หวังว่าความดีจะคุ้มครองคุณฉัตต์ด้วยให้ยอมเปิดใจฟังเรื่องราวทั้งหมดเมื่อถึงเวลา

ooooooo

แม้ ปากจะห้ามไม่ให้มาแต่เมื่อถึงเวลาเย็น...ฉัตต์ก็อดชะเง้อคอคอยรุ้งไม่ได้ เช่นเดียวกับยอดที่ตั้งตารอจนในที่สุดก็ยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นเธอมาถึง ฉัตต์วิ่งพรวดไปดักหน้า จ้องตากับเธออยู่พักใหญ่ก็หาเรื่องรวนเหมือนเคย

“ฉันบอกว่าไม่ต้องมา เธอไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งหรือออกความเห็น”

“คุณฉัตต์ไม่เคยเป็นพ่อค้า รุ้งเป็นแม่ค้า...รู้ว่าลูกค้าสำคัญสุด จะปิดร้านเลยไม่ได้เพราะทุกอย่างเตรียมไว้แล้ว”

ฉัตต์ อยากเอาชนะจึงสั่งปิดร้าน รุ้งขอร้องให้เปิดอีกหน่อยแต่เขาก็ไม่ยอมจนทุกคนเหนื่อยใจ แต่แล้วคำสั่งฉัตต์ก็ต้องเป็นหม้ายเมื่อเสด็จพระองค์หญิงมาเสวยที่ร้าน ทุกคนจึงพักเรื่องฉัตต์ไว้ก่อนและถวายการต้อนรับอย่างแข็งขัน

ฉัตต์ ปลีกตัวไปเดินเล่นในสวนเพราะไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง แม้พิสินีจะโทร.มาหาแต่เขาก็ไม่รับสายเพราะไม่มีอารมณ์พูดกับใคร ฝ่ายพิสินีวางหูด้วยความแปลกใจที่เขาหมางเมินและเย็นชา หลวงวิเศษได้ยินทุกอย่างจึงขอคุยด้วยเพราะมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับฉัตต์ที่ ลูกสาวควรรู้

“บัวรู้ว่าคุณพ่อจะพูดอะไร บัวไม่ยอมเลิกกับฉัตต์แน่ๆค่ะ”

คุณนาย หลวงวิเศษปรามลูกสาวเพราะกลัวสามีโกรธแต่ไม่ได้ผล พิสินียังรั้นและยืนยันเจตนาเดิมแถมโยนภาระความรับผิดชอบการเรียนปริญญาโท ให้ปยุตเพราะอยากแต่งงานมากกว่า หลวงวิเศษทนฟังเมียและลูกทั้งสองเถียงกันอยู่นานจึงยกมือห้ามและประกาศกร้าว

“ที่ฉันปล่อยให้เถียงกันเพราะพอฉันพูดจบแล้วจะไม่มีการโต้เถียงอีก...โดยเฉพาะแกยายบัว”

“บัวไม่เถียงแต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามใช่ไหมคะ”

“แกสมเป็นลูกฉันจริงๆ ฉันเลี้ยงแกมาไม่ผิดหวังเลย ลูกฉันก็ต้องเป็นตัวของตัวเองแบบนี้”

พิสินียิ้มร่าแต่ก็ต้องหุบแทบไม่ทันเมื่อพ่อเอ่ยถึงประเด็นสำคัญ

“คู่รักของแก...นายฉัตต์ ปัณณธร เขามีคนที่ครอบครัวหาไว้ให้ตบแต่งแล้ว...แกจะว่ายังไงยายบัว”

ทุกคนเงียบกริบ พิสินีนิ่งไปอึดใจแล้วประกาศ “ฉัตต์ ขอบัวแต่งงาน บัวจะแต่งกับเขา...ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น”

“อีก เรื่องที่ฉันจะพูด ฉันรับปากคุณพจน์ว่าจะจัดการให้เรื่องนี้เกิดขึ้น พ่อเขาขอร้องให้ฉันจัดการให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิงที่เหมาะสม เพราะฉะนั้น...นอกจากแกจะต้องสู้กับครอบครัวเขาแล้ว แกยังต้องสู้กับพ่อด้วย”

“บัวพร้อมจะสู้ค่ะ...ทั้งกับครอบครัวและกับคุณพ่อ”

หลวงวิเศษถอนใจเหนื่อยหน่ายแล้วลุกจากไป ทิ้งสามแม่ลูกให้มองหน้ากันเครียดๆ

“หนูเคยคิดมาตลอดว่าคุณพ่อไม่รักหนู เพิ่งแน่ใจวันนี้ว่าหนูคิดไม่ผิด”

คุณนายหลวงวิเศษพยายามอธิบายว่าไม่จริงแต่พิสินีไม่เชื่อ ปยุตจึงต้องช่วยแม่เหมือนเคย

“แต่ ฉันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเกลียดหรือไม่เกลียด คุณพ่อเป็นคนซื่อสัตย์และรักษาคำพูดมาก ท่านให้สัญญากับคุณลุงพจน์แล้ว ท่านต้องทำตาม...มันเป็นสัญญาลูกผู้ชาย”

“ฉัตต์เขาก็เป็นลูกผู้ชาย เขาสัญญากับบัวเหมือนกัน เอาสิ...สัญญาของใครจะมั่นคงกว่ากัน”

พิสินีลุกออกไปอีกคน คุณนายหลวงวิเศษได้แต่ส่ายหน้าเซ็งๆในความรั้นของลูกสาว

“คุณพ่อรู้ว่าผู้ชายเขารักใคร ท่านเห็นเด็กสองคนนี้มาตั้งแต่เด็ก เด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อรุ้ง”

ร้อยตรีหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินชื่อรุ้งเพราะเขาก็แอบหลงรักหญิงสาวหน้าหวานคนนี้เข้าอย่างจัง

“ถ้าเขารักคุณรุ้ง เขามาขอแต่งงานกับน้องสาวผมทำไม คุณพ่อน่าจะตอบให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำตามสัญญา”

ปยุตออกไปทำงานแล้ว คุณนายหลวงวิเศษได้แต่มองตามปลงๆ...ท่าทางบ้านนี้จะมีคนอกหักหลายคน

ooooooo

เวลา เดียวกันที่ร้านสวนราตรี...ลูกค้าแน่นขนัดจนบรรดาคนงานไม่มีใครว่าง ฉัตต์ต้องรออยู่นานจนลูกค้าเริ่มบางตาจึงสั่งให้สำลีไปตามรุ้งมาพบในบ้าน เพื่อสั่งให้ปิดร้านเป็นการถาวรในวันรุ่งขึ้น

“ขอเวลาอีกสักหน่อยเถอะค่ะคุณฉัตต์ อย่าเพิ่งปิดร้านเลย...จนกว่าคุณริมาจะเรียนจบอีกแค่เทอมเดียวเท่านั้น”

ฉัตต์ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับน้องสาว รุ้งเฉไฉว่าจริมารู้เรื่องร้านด้วยและสมควรทราบว่าร้านจะปิดกิจการ

“ไม่จำเป็นต้องบอกใคร ฉันสั่งให้ปิด...เลิกขาย!”

“ขายอาหารมันเสื่อมเสียเกียรติยศของปัณณธรมากหรือคะ”

“ไม่เห็นต้องถาม คุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณย่าก็เป็นคุณหญิงรับตราพระราชทาน ท่านไม่เคยเป็นแม่ค้า”

“แม่ค้าเป็นอาชีพสุจริตพอๆกับข้าราชการ คุณย่ายังเคยมาต้อนรับแขกที่มาทานข้าวเลย”

“เธอไม่ต้องอ้างใครทั้งนั้น ฉันเป็นเจ้าของบ้าน ฉันบอกให้ทำอะไรก็ทำตามนั้นไม่ต้องถามหรือโต้แย้ง”

“รุ้งไม่มีอะไรจะพูดแล้วค่ะ คุณฉัตต์สั่งอะไรรุ้งจะทำตามทั้งๆที่เห็นว่ามันไร้เหตุผล เกิดจากอารมณ์ล้วนๆ”

รุ้ง วิ่งร้องไห้เข้าไปในห้องนอนของตัวเองและหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาดูด้วยความวิตก เธอไม่แน่ใจว่าเงินเก็บที่เหลือจะพอค่าเทอมของจริมาหรือไม่ แต่จะพยายามรวบรวม ถึงกระนั้นก็ไม่หายกังวลเลยตัดสินใจเขียนจดหมายถึงจริมา เล่าเรื่องทุกอย่างและย้ำหนักหนาไม่ให้เพื่อนรักบอกฉัตต์เรื่องสาเหตุ แท้จริงที่เปิดร้านอาหารเพราะกลัวเขารับไม่ได้

“คุณฉัตต์โกรธรุ้งเหมือนลมสลาตัน พัดพาทุกสิ่งทุกอย่างหกคะมำคว่ำคะเมนไปตามๆกัน คุณฉัตต์สั่งปิดร้านอาหารแต่ที่รุ้งกังวลมากกว่าคือค่าเทอมสุดท้าย คุณริมาคงอยากรู้ว่าทำไมรุ้งถึงไม่บอกความจริง...เพราะคุณฉัตต์คงจะเสียหน้ามาก อย่าบอกเป็นอันขาดนะคุณริมา...”

หลังจากนั้นรุ้งก็เขียนอีกฉบับถึงแม่และทำป้ายประกาศปิดร้านตามคำสั่งฉัตต์ เมื่อเสร็จจึงรวบรวมทุกอย่างและออกจากห้องเพื่อกลับวัง ฉัตต์รออยู่แล้วพร้อมถ้อยคำถากถางบาดหู

“ลืมไปหรือว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”

“ไม่ลืมค่ะ ไม่ต้องไล่ซ้ำ รุ้งจะไปเดี๋ยวนี้และจะไม่กลับมาอีก...ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ”

“ฉันรู้แล้วว่าเธอไปอยู่วังใหญ่โต สุขสบายขนาดนั้นเธอจะกลับมาทำไม”

รุ้งน้ำตาคลอ สะบัดหน้าออกจากบ้านอย่างไม่เหลียวหลัง ฉัตต์เจ็บใจที่โดนเมินใส่ ตามไปตอแยโดยเฉพาะเรื่องเงินที่ได้จากการเปิดร้านอาหารซึ่งเขาไม่เคยเห็นสักบาท

“อยากรู้ใช่ไหมคะว่าไปไหนหมด ไม่มีใครเอาไปหรอกค่ะ ใช้ในเรื่องจำเป็นทั้งนั้น”

รุ้งเดินห่างออกไป ไม่ทันเห็นว่าพิสินีเข้ามาจากอีกทางและทักทายฉัตต์เสียงหวาน ชายหนุ่มอยากประชดจึงทำท่าทางจี๋จ๋าใส่จนรุ้งที่หันมาเห็นสะเทือนใจหนัก วิ่งไปหน้าประตูอย่างเร็วเพื่อหนีภาพแสลงใจ เธอไปปิดป้ายประกาศหลังจากนั้นและออกจากบ้านเงียบๆ พบยอดที่มาดักคอยจึงฝากจดหมายให้แม่ อดีตคนสวนมองมาด้วยความเป็นห่วง รุ้งยิ้มน้อยๆและอธิบายถึงสิ่งที่คิดไว้

“ฉันไม่อยู่ที่วังนั่นนานหรอก พอมีหนทางก็จะหาที่อยู่ใหม่ รอให้แม่จันทร์กลับมาก่อน”

ยอดฟังแล้วสงสารจับใจ แต่รุ้งกลับยิ้มให้อย่าง คนกำลังใจดี

“เรายังมีทาง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก ฉันทำงาน มีเงินเดือน ส่วนแม่จันทร์มีความรู้เรื่องกับข้าว เราอาจจะเปิดร้านเล็กๆก็ได้ ไม่ต้องกลัวนะ ยังไงฉันก็ต้องหาทางทำมาหากินให้ได้”

รุ้งกลับไปแล้ว ยอดได้แต่มองตามด้วยแววตาสงสาร อยากตามไปดูแลเหมือนเคยแต่ต้องดูแลบ้านตามที่รับปากกับจันทร์...หวังว่าเมื่ออดีตหม่อมกลับมาเรื่องทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ooooooo

คุณหญิงทอแสงหมกมุ่นกับเรื่องของตนจนไม่เป็นทำอะไร ราชนิกุลสาวครุ่นคิดหาทางครอบครองชายเดียวอยู่ในสวนหน้าตำหนัก ผีเฟืองเห็นเป็นโอกาสดีจึงปรากฏตัวให้เห็นแล้วแกล้งชวนคุยเรื่องรุ้ง

“คนทั้งวังรู้กันทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ ทุกคนสงสารคุณหญิงแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะท่านหญิงโปรดมัน”

คุณหญิงทอแสงยังไม่ไว้ใจข้าหลวงเก่าแก่ ทำท่าจะเลี่ยงออกมาแต่ผีร้ายก็รู้ทัน เกลี้ยกล่อมให้หาทางกำจัดศัตรูหัวใจให้พ้นไปจากวัง

“คุณหญิงต้องกล้าหน่อยนะเจ้าคะ”

“แกพูดให้ชัดเจน ฉันฟังไม่เข้าใจ...ฉันจะไปละนะ”

“อิฉันจะบอกอีกทีแต่คุณหญิงต้องไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด รับปากสิเจ้าคะ”

คุณหญิงหรี่ตามองข้าหลวงเก่าแก่แต่ภายในใจกับชุ่มไปด้วยความหวัง...แกเสร็จฉันแน่นังรุ้ง!

ผีเฟืองย่ามใจที่คุณหญิงทอแสงให้ความร่วมมือ เฝ้ารอจนรุ้งกลับถึงวังในช่วงพลบค่ำจึงแอบตามติด หวังทำร้ายให้ตายเพื่อแก้แค้นให้ท่านหญิง แต่เพราะความดีของรุ้งและบุญกุศลจากจันทร์ที่สวดภาวนาให้เจ้ากรรมนายเวร ทำให้รุ้งแคล้วคลาดไปได้อย่างหวุดหวิด

เวลาเดียวกันที่วัดเงียบสงบนอกเมือง...จันทร์กับคุณหญิงเพ็งก้มลงกราบพระหลังจากนั่งแผ่เมตตาอยู่ครู่ใหญ่

“แม่โชคดีเหลือเกิน ถึงพ่อพจน์จะจากไปก็ยังมีลูกสาวดูแล มีหลาน...ทั้งริมาและรุ้งเป็นเด็กดี แม่ไม่ต้องเป็นห่วง เว้นก็แต่พ่อฉัตต์...ไม่รู้นิสัยจะเปลี่ยนไปไหมหรือว่าจะดื้อและรั้นเหมือนตอนเด็กๆ”

จันทร์หน้าเจื่อนเพราะมั่นใจว่าฉัตต์ต้องอาละวาดหนักแน่ คุณหญิงเพ็งเข้าใจดี ได้แต่ปลอบไม่ให้คิดมากเพราะหาทางแก้ไว้แล้ว

ฟากผีเฟืองก็ถึงกับหมดแรงนอนฟุบกับพื้นเรือน เสียงสวดมนต์บทต่างๆยังก้องในหัวจนต้องบิดตัวด้วยความเจ็บปวด ผีร้ายเจ็บใจมาก รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายไปเอาเรื่องถึงวัดทีิ่อดีตหม่อมไปปฏิบัติธรรม วิญญาณเร่ร่อนมากมายปรากฏตัวให้เห็นแต่ไม่มีตนใดสนใจผีเฟืองแม้แต่น้อย หลวงพ่อเดินมาโปรดสัตว์และหยุดตรงหน้าผีเฟือง

“จิตของโยมรุ่มร้อนด้วยแรงอาฆาต กรรมที่จะทำดับความร้อนนั้นไม่ได้ แต่มันจะเผาผลาญ...ไม่เฉพาะดวงวิญญาณของโยมแต่เป็นชีวิตของคนที่โยมรักด้วย”

ผีเฟืองก้มลงกราบ มองตามหลวงพ่อด้วยใจนิ่งสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผีร้ายนั่งอยู่หน้าวัดอยู่พักใหญ่ จึงกลับมาหาท่านหญิง เมื่อทราบว่าบุหลันยังมีชีวิตและรุ้งคือฝาแฝดของชายเดียวก็ตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าหมอบต่ำไม่ยอมสบตาท่านหญิง

“มันให้จี้ของท่านชายกับรุ้ง เด็กคนนั้นเกิดวันเดียว เดือนเดียวและปีเดียวกับชายเดียว” เฟืองมีสีหน้าตระหนก ท่านหญิงเลยยิ่งกริ้ว “นังบุหลันมีลูกแฝด ชายเดียวเป็นพี่น้องฝาแฝดกับนังรุ้ง ไอ้ที่คิดว่ามันตาย...มันก็ไม่ตาย!”

“หม่อมฉันรู้ว่ามันยังไม่ตายแต่ด้วยเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้ และคิดว่ามันไปมีผัว มีลูกผู้หญิงอีกคน ไม่ได้คิดว่านังเด็กรุ้งนั่นจะเป็นฝาแฝดกับคุณชาย”

“เรื่องฝาแฝดไม่สำคัญ ลูกสาว...มันเลี้ยงมา แต่ลูกชายสิ...ชายเดียวเป็นลูกหญิงนะ มันจะทวงคืนไหม”

“ถ้าจะทวงมันคงทำตั้งนานแล้วมังคะ มันรู้ตั้งนานแล้วว่าคุณชายเป็นลูกมัน”

“ถ้ามันอยากได้ลูกคืนล่ะ ชายโตเป็นหนุ่ม หน้าตาสะสวยและเรียนหมอ มันอาจอยากได้คืนให้มันมีเกียรติขึ้น”

ผีเฟืองมีสีหน้าดุดัน หัวเราะแหบพร่าเพราะคิดว่าถึงเวลาต้องกำจัดศัตรูหัวใจของท่านหญิงอีกครั้ง ท่านหญิงมองมาด้วยแววตาตื่นตระหนก รับสั่งห้ามเสียงสั่น

“เฟือง...แต่อย่าฆ่ามันนะ หญิงไม่อยากให้เฟืองฆ่าใครอีกแล้ว”

“เอามันไว้ทำไมมังคะ มันจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ของท่านหญิง ไม่งั้นท่านหญิงจะกำจัดมันยังไงมังคะ”

ท่านหญิงนิ่งเงียบเพราะยังมืดแปดด้านแต่ก็ไม่อยากให้เฟืองทำบาป

“หม่อมฉันบาปหนักอยู่แล้ว จะมีบาปอีกสักครั้งจะเป็นไรมังคะ คุณชายเป็นลูกท่านหญิงตั้งแต่เกิดจนเดี๋ยวนี้ มันจะเอาไปไม่ได้ ข้ามศพหม่อมฉันไปก่อน”

ท่านหญิงชั่งใจอย่างหนัก ความดีที่ยึดถือมาตลอดทำให้ลังเลจะอนุญาตให้ผีบ่าวคนสนิทจัดการอดีตหม่อมกับลูกสาว ต่างจากผีเฟืองที่ไม่รอช้า ประกาศกร้าวจะหาทางหลอกล่อให้รุ้งมาตายที่วังแล้วหายตัวไปทันที ท่านหญิงจะห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่ประทับนิ่งด้วยหัวใจที่สับสนเหลือเกิน

ooooooo

ความเครียดทำให้ท่านหญิงเรียกหารุ้ง ผ่องจึงตามมาเฝ้าเพราะเข้าใจว่าอยากให้มาตรวจวัดความดันตามปกติ แต่เมื่อได้เห็นหน้าลูกสาวอดีตหม่อมจริงๆก็ทนไม่ไหว ไล่ออกจากห้องดื้อๆโดยอ้างว่าอยากประทับตามลำพัง

คุณหญิงทอแสงแอบได้ยินทุกอย่างจึงรอเยาะเย้ยที่หน้าห้อง รุ้งไม่อยากเถียงด้วยแต่ราชนิกุลสาวไม่ยอม พูดจาแดกดันโดยเฉพาะเรื่องชายเดียว

“หมั่นไส้...ไม่รู้จะอวดอ้างไปถึงไหน ฉันจะบอกให้นะว่าถึงยังไงก็ไม่มีใครยอมรับเธอหรอก เธอมันลูกแม่ค้า อย่าหวังเลยว่าวังรังสิยาจะต้อนรับ”

รุ้งเบื่อจะนิ่งเฉยจึงสวนกับเสียงเรียบ “ฉันไม่เคยหวัง...แต่ตอนนี้กำลังคิดว่า ถ้าจะหวังก็คงไม่ผิดหวังนักหรอก”

รุ้งหมุนตัวกลับห้องไปแล้ว คุณหญิงทอแสงได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆด้วยความเจ็บใจ...ฝากไว้ก่อนเถอะอีรุ้ง!

ผีเฟืองเฝ้ามองดูด้วยแววตาสาสมใจ ลอบเข้าหาคุณหญิงทอแสงในห้องและถือโอกาสเข้าสิง ความชั่วร้ายและจิตใจที่เต็มไปด้วยตัณหาของราชนิกุลสาวทำให้ผีร้ายฮึกเหิม...รอก่อนเถอะอีบุหลัน อีรุ้ง พวกแกหนีกูไม่รอดแน่!

ฟากรุ้งก็นอนหลับลึกด้วยความอ่อนเพลียเพราะอดนอนมาหลายวันติดกัน หญิงสาวฝันถึงท่านชายที่มาเตือนให้ระวังตัว เมื่อตื่นขึ้นมาจึงขอประทานท่านหญิงเข้าเฝ้าท่านชายอีกครั้ง ภาพสองพ่อลูกนั่งมองหน้ากันทำให้ท่านหญิงแสลงใจ โอดครวญกับผีบ่าวคนสนิทด้วยความสะเทือนใจ

“เฟือง...ท่านมาหาลูกท่าน ท่านไม่เคยมาหาหญิงเลยตั้งแต่ท่านสิ้น ลูกของท่านมาแค่คืนสองคืนท่านกลับมาหา หญิงเป็นคนไร้ค่าสำหรับท่าน เป็นอย่างนี้มาตลอดไม่มีแล้ว...หมดแล้วที่เคยรักและคิดถึง”

ขณะที่ท่านหญิงทุกข์ใจ...รุ้งเองก็อดกังวลเรื่องคำเตือนของท่านชายไม่ได้จึงรีบมองหาบ้านเช่าเพราะอยากย้ายออกจากวังเต็มที ส่วนเหล่าคนงานในบ้านปัณณธรก็ว่างงานเพราะประกาศปิดร้าน แม้แต่ฉัตต์ก็ทรมานกับความรู้สึกผิดในใจจนพาลหงุดหงิดใส่ทุกคน โดยเฉพาะยอดที่ทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด

“ไม่จำเป็นก็อย่ามาเพ่นพ่านแถวนี้ พ่อฉันย่าฉันให้แกอยู่ที่นี่ แต่แกเตรียมตัวไว้ วันใดที่ฉันเป็นเจ้าของ แกหาที่ซุกหัวนอนอื่นเหมือนเจ้านายแกได้เลย”

ยอดยืนนิ่ง มองมาด้วยแววตาไร้อารมณ์จนฉัตต์เลือดขึ้นหน้า ถลันไปต่อยเพื่อระบายอารมณ์ อดีตคนสวนไม่สะทกสะท้านและค่อยๆพยุงตัวไปหลังบ้านอย่างสงบ พิสินีมาถึงพอดี คล้องแขนฉัตต์อย่างสนิทสนมและขอปรึกษาเรื่องฤกษ์วันแต่งงาน ฉัตต์นิ่งไปอึดใจแล้วปรับสีหน้าเป็นปกติ

“ได้สิครับบัว...เราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ดี”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.