ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แค้นเสน่หา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ท่านหญิงแขไขไม่พอพระทัยคุณหญิงทอแสงที่โทร.ตามชายเดียวกลับวังทั้งที่ไม่จำเป็น แต่ราชนิกุลหนุ่มกลับรู้สึกตรงข้าม เห็นด้วยกับญาติสาวเป็นครั้งแรกเพราะเป็นห่วงอาการท่านแม่เป็นทุน...กว่าสองพี่น้องจะมีเวลาส่วนตัวก็หลังมื้อค่ำ ชายเดียวอ่านหนังสือเตรียมสอบ ส่วนคุณหญิงทอแสงพุ่งความสนใจที่จอทีวี จนเขาอ่อนใจ

“พี่อยากให้หญิงเรียนต่อ หญิงเรียนแค่เตรียมอุดมไม่ได้ ต่อไปหญิงจะได้มีงานดีๆทำ” แต่คุณหญิงทอแสงอยากแต่งงานมากกว่า ชายเดียวจึงต้องเตือนสติ “แต่งแล้วก็ต้องทำงาน แต่งงานอยู่กับบ้านเฉยๆจะเป็นคนไร้ค่ามาก”

“ผู้หญิงเขาก็แต่งงานอายุสิบแปดสิบเก้าเท่าหญิง เพื่อนหญิงที่เรียนจบด้วยกันแต่งไปแล้วหลายคน”

ชายเดียวคร้านจะเถียงจึงก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา ส่วนคุณหญิงใจเสีย กลัวเขาปฏิเสธการแต่งงานกับเธอ

ฟากจริมาก็วุ่นวายกับการเรียนจนเกือบลืมเรื่องฉัตต์กลับเมืองไทย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเพื่อนร่วมหอแจ้งว่ามีโทรศัพท์ทางไกลมาหาหลายครั้งระหว่างที่เธอไปเรียน จริมาเป็นห่วงรุ้งเพราะสังหรณ์ว่าพี่ชายอาจอาละวาด หนักกว่าที่คิด จึงลงมือเขียนจดหมายถึงเพื่อนรักอีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่ารุ้งกำลังอ่านจดหมายฉบับแรกที่โรงพยาบาลในเมืองไทย

“รุ้งเตรียมตัวให้ดี...เขาต้องโกรธมากแน่ พูดดีๆ และอย่าเถียง มันเป็นคำสั่งของคุณพ่อ เขาไม่น่าโกรธหรอก”

คำเตือนของเพื่อนรักทำให้รุ้งหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน ยิ่งมั่นใจว่าชายผมยาวที่ก่อเรื่องในร้านก็คือฉัตต์ ภาพในอดีตตอนเขาไม่สบายผุดขึ้นมาในหัวอย่างช่วยไม่ได้ จำได้ว่าเธอนั่งเฝ้าตลอดจนโดนเขาที่เพ้อจัดเพราะพิษไข้ดึงมากอดโดยไม่ทันตั้งตัว เธอเคลิ้มกับสัมผัสอบอุ่นนั้นแต่เมื่อเขารู้สึกตัวก็กลับผลักไสเธออย่างไม่ไยดี รุ้งสะบัดหน้าเพื่อเรียกสติ เมื่อได้ยินเพื่อนพยาบาลเรียกไปดูอาการคนเจ็บจากอุบัติเหตุจึงรีบตามไปดู

ขณะเดียวกันที่วังรังสิยา...อาการของท่านหญิงดีขึ้นแต่ยังต้องพักกับที่เพราะไม่ค่อยมีแรง ชายเดียวจะกลับหอเพราะต้องเตรียมสอบเย็นวันรุ่งขึ้น ผ่องจึงโทร.ตามรุ้งในช่วงบ่ายเพื่อขอให้มาเฝ้าท่านหญิงแทน หญิงสาวรับปากด้วยความยินดีและอาสานั่งรถรับจ้างไปเองเพราะไม่อยากรบกวนสน

เมื่อถึงเวลาเลิกงาน...รุ้งก็มุ่งหน้าไปวังรังสิยา ฉัตต์ที่มาดักรอหน้าโรงพยาบาลเฝ้ามองด้วยหัวใจสับสน ทั้งรักและแค้น ตาลุกโพลงเมื่อเห็นนายตำรวจหนุ่มแปลกหน้าทักทายเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนน่าหมั่นไส้ แถมหญิงสาวเจ้าปัญหาก็เสวนาตอบจนแทบอยากไปกระชากออกมาเพราะโมโหหึง

ฉัตต์ผลุนผลันขึ้นรถจากไปโดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่านายตำรวจหนุ่มคนนั้นคือปยุต ซึ่งแวะมาโรงพยาบาลเพราะคดีอุบัติเหตุ เขาดีใจที่เจอรุ้งอีกและถือโอกาสแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ เธอพูดคุยด้วยพอเป็นมารยาทจึงขอตัวเพราะต้องรีบไปที่วังรังสิยา ปยุตได้แต่มองตามตาเป็นประกาย หมายมั่นปั้นมือว่าต้องทำความรู้จักกับเธอมากกว่านี้ให้ได้

ooooooo

ผ่องมารอต้อนรับรุ้งและพาไปห้องท่านหญิง โดยไม่ทันสังเกตว่าคุณหญิงทอแสงนอนหลับบนโซฟาไม่ใกล้ไม่ไกลกันนั้น เมื่อไปถึง...รุ้งก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมื่อเห็นภาพชายเดียวกอดและหอมท่านแม่ด้วยความรัก

“ชายรักท่านแม่ที่สุดในโลก ท่านแม่ต้องอยู่กับชาย อีกนาน ชายจะดูแลท่านแม่ให้แข็งแรงไม่เป็นอะไรเลยค่ะ”

ผีเฟืองซึ่งกำลังตื้นตันใจกับภาพสองแม่ลูกเปลี่ยนสีหน้าเป็นเกรี้ยวกราดทันทีที่เห็นลูกสาวอดีตหม่อม รุ้งไม่รู้เรื่อง คลานไปกราบท่านหญิงและบอกว่าผ่องโทร. ตามให้มาดูแลแทนคุณชาย ท่านหญิงยิ้มรับน้อยๆต่างจากเฟืองที่แววตาดุดัน...กล้ามากนังบุหลันที่ส่งลูกสาวมาหยามกูกับท่านหญิงถึงที่นี่!

ระหว่างที่รุ้งจัดยาและดูแลท่านหญิง ผ่องเข้ามาขอให้ลงไปหาสาลี่ในครัว รุ้งถึงกับยิ้มกว้างเมื่อแม่ครัวใหญ่ขอให้สอนทำอาหารจานโปรดของท่านหญิงกับคุณชาย เธอถ่อมตัวว่าทำเป็นแต่ของโบราณ ผ่องแปลกใจนิดหน่อยแต่ไม่อยากคิดมากเพราะคิดว่าหญิงสาวคงได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากแม่

“ใช่ค่ะ...แม่ทำเก่งค่ะ บางอย่างหนูยังไม่รู้จัก อย่างขนมบุหลันดั้นเมฆที่ทำเมื่อคราวก่อน”

ขนมไทยโบราณชื่อแปลกทำให้คนฟังไพล่คิดถึงอดีตหม่อม แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะบุหลันตายไปนานแล้ว

บรรดาคนครัวมัวยุ่งเตรียมของจนไม่ทันมองว่ารุ้งหายออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผ่องคิดว่าเธอคงกลับขึ้นตำหนักแล้วจึงรีบตามไป แต่เมื่อไม่เห็นก็เริ่มกังวล ขอร้องชายเดียวให้ตามหาเพราะสังหรณ์ว่าผีเฟืองอาจแผลงฤทธิ์ และก็เป็นจริงดังคาด ผีเฟืองฉวยโอกาสทีเผลอ สะกดจิตรุ้งให้มาที่เรือนพักเก่า แล้วแกล้งปรากฏตัวให้เห็น แต่ทุกอย่างก็ล้มไม่เป็นท่าเมื่อชายเดียวเข้ามาขัดขวาง ทันเวลาและอุ้มร่างบางที่หมดสติกลับตำหนัก ผีร้ายเจ็บใจมาก ส่งกระแสจิตอาฆาตสองแม่ลูกที่ทำให้ท่านหญิงเสียพระทัย...อีรุ้ง อีบุหลัน กูไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่!

ฝ่ายชายเดียวก็เซ็งจัดเมื่อเจออิทธิฤทธิ์ของคุณหญิงทอแสงที่อาละวาด เมื่อเห็นเขาอุ้มรุ้งเข้ามาในตำหนักเธอปราดเข้ายื้อยุดจนรุ้งร่วงลงกระแทกพื้น เขารีบพยุงไปนั่งพัก ส่วนผ่องปราดไปห้ามราชนิกุลสาว

“คุณหญิงไม่มีสิทธิ์ทำร้ายคน ไม่อย่างนั้นอิฉันจะฟ้องตำรวจ” คุณหญิงทอแสงปรี๊ดแตก จิกหัวด่าบ่าวเก่าแก่เสียๆหายๆ จนผ่องทนไม่ไหว “ท่านหญิงยังไม่เคยรับสั่งเรียก อีผ่องหรือนังผ่อง คุณหญิงเรียกอีก อิฉันจะเรียกอีหญิง”

คุณหญิงโผไปเอาเรื่องแต่ถูกญาติหนุ่มลากไปหน้าประตูตำหนักเสียก่อน พร้อมตวาดให้หยุดอาละวาด คุณหญิงโมโห ประกาศกร้าวจะจองล้างจองผลาญทั้งผ่องและรุ้ง ชายเดียวสุดทนตอกกลับว่าญาติสาวทำตัวไม่เหมาะเป็นเชื้อพระวงศ์ ทุกคนชะงัก แม้แต่ตัวต้นเหตุก็แทบไม่เชื่อหูเพราะไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้ ชายเดียวเข้าตำหนักไปแล้ว ทิ้งคุณหญิงน้ำตาไหลพรากด้วยความแค้นใจ...ฉันไม่มีวันยอมให้แกแย่งพี่ชายไปแน่อีรุ้ง!

ooooooo

ชายเดียวไปดูอาการรุ้ง สิ่งแรกที่เธอถามถึงคือหญิงชราท่าทางทรุดโทรมซึ่งพบแถวเรือนพักเก่าริมน้ำ ผ่องอึกอักแล้วตัดสินใจบอกแค่ว่าเป็นนางข้าหลวงเก่า รุ้งพยักหน้ารับน้อยๆ

“รุ้งเคยเจอแก คราวก่อนแกเหมือนคนไม่ปกติ ผมยาวรุงรังและพูดอะไรแปลกๆ แต่คราวนี้แกดูเรียบร้อย”

“ถ้างั้นผมก็เคยเห็นนะ เขาไปเฝ้าท่านแม่ตอนกลางคืน เคยเห็นสองสามครั้ง ได้ยินเสียงเขาคุยกันด้วย”

ผ่องใจไม่ดีเพราะกลัวความลับแตก เมื่อชายดียวถามชื่อข้าหลวงคนนั้น ก็เลี่ยงไม่ได้ต้องบอกไปว่าชื่อเฟือง

ท่านหญิงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อผ่องมารายงานว่าคุณชายทราบชื่อและเคยเห็นเฟือง เธอเข้าใจสถานการณ์ดีจึงโกรธผ่องไม่ลง ได้แต่ขอร้องให้ช่วยหาวิธีเจรจากับเฟือง ผ่องจนปัญญาเพราะขนาดท่านหญิงที่เลี้ยงดูกันมายังพูดไม่ได้

“เพราะแกรักเฟืองจึงหาวิธีไล่ไม่ได้ เหมือนฉัน... ฉันก็คิดไม่ออก ที่จริงก็มีวิธีแต่ไม่อยากทำเพราะเฟืองจะเจ็บปวดมาก” ผ่องฟังแล้วนิ่วหน้า ท่านหญิงถอนหายใจหนักๆ ก่อนเฉลย “หาคนมาไล่เฟือง แต่ผ่องคิดว่าฉันจะทำร้ายเขาลงหรือ”

เวลาเดียวที่เรือนพักเก่าริมน้ำ...เฟืองได้แต่หมอบติดพื้นน้ำตาไหลพราก ตื้นตันในน้ำพระทัยของท่านหญิงที่ทรงรักและเอื้ออาทรเสมอมา แต่ถึงกระนั้นผีร้ายก็ไม่สำนึกเพราะยังอาฆาตอดีตหม่อมกับลูก ท่านหญิงก็ตระหนักข้อนี้ดี ทรงหยิบจดหมายเหลืองกรอบขึ้นมาอ่านอีกครั้งแล้วน้ำตาคลอ ขอร้องและอ้อนวอนผีบ่าวคนสนิทในใจ

“เฟือง...ไม่ต้องห่วงหญิง ไปเสียเถอะเฟือง หญิงขอให้เฟืองไป...อย่าให้หญิงต้องหาคนมาพาเฟืองไปเลย”

เมื่อถึงเวลาเย็น...ชายเดียวเข้าไปกราบลาท่านแม่เพื่อกลับหอ เขาอาสาไปส่งรุ้งแต่เธอปฏิเสธเพราะอยากดูอาการท่านหญิงก่อน ท่านหญิงซาบซึ้งมาก ประทานยิ้มให้รุ้งและมองตามชายเดียวขึ้นรถไปจนลับสายตา

คุณหญิงทอแสงเห็นเหตุการณ์ตลอด คับแค้นใจที่ทุกคนเอ็นดูรุ้งมากกว่าตนที่เป็นเชื้อพระวงศ์และญาติสนิท ราชนิกุลสาวเดินเรื่อยเปื่อยจนถึงบริเวณสวนรกชัฏ เจอกับผีเฟืองที่แกล้งปรากฏตัวและชวนคุย ผีร้ายรับรู้ถึงจิตใจริษยา ตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในเวลาอันสมควร ส่วนตอนนี้ก็ได้แต่พยักพเยิดให้ตายใจไปก่อน!

ด้านฉัตต์...คิดถึงและอยากคุยกับรุ้งให้รู้เรื่องจึงไปเยือนร้านสวนราตรีอีกครั้ง โดยปลอมตัวเหมือนเดิมแต่ไม่เอะอะโวยวายเหมือนคราวก่อน ชายหนุ่มนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นและไม่ยอมสั่งอาหารใดๆจนทุกคนในร้านอึดอัด จันทร์ลอบมองจากในครัวด้วยสายตาครุ่นคิด เริ่มเชื่อข้อสันนิษฐานของลูกสาวว่าชายหนุ่มแปลกหน้าท่าทางฉุนเฉียวก็คือฉัตต์

ทุกคนในครัวจะไปพูดให้รู้เรื่องแต่จันทร์รั้งไว้เพราะกลัวจะไปกันใหญ่ สั่งการให้อยู่ในความสงบและจัดการเรื่องเด็กเสิร์ฟที่รับมาใหม่เพราะคนในร้านเริ่มไม่พอ ส่วนเธอจะออกไปรับหน้าชายหนุ่มปริศนาคนนั้นเอง

ooooooo

รุ้งพยาบาลท่านหญิงจนพลบค่ำจึงทูลลา ท่านหญิงฝากขอบใจถึงจันทร์ที่อนุญาตให้มา รุ้งบอกว่าแม่ไม่รู้เรื่องด้วยเลยต้องรีบกลับเพราะกลัวจะเป็นห่วง และก็จริงดังคาดเพราะจันทร์กังวลใจมากจนต้องไปปรับทุกข์กับยอด

“ที่โรงพยาบาลบอกว่ามีโทรศัพท์มาหารุ้ง รุ้งก็ออกไปเลย แล้วทำไมป่านนี้ยังไม่มา”

“หม่อมใจเย็นๆนะครับ เชื่อใจคุณหญิงว่าไม่ไปที่ไม่ดีหรอกครับ”

“ต้องโทรศัพท์พูดกับฉันให้ได้สิ ต้องหาทางบอก...ไม่ใช่หายเงียบไปอย่างนี้”

ยอดจนใจจะปลอบ ส่วนจันทร์อารมณ์ไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องตั้งสติเพราะมีเรื่องสำคัญกว่าต้องคิด

“ยอด...รู้ไหมว่าคุณฉัตต์กลับมาแล้ว อยู่ในร้านนั่นไง เธอไม่แสดงตัวฉันเลยไม่กล้าทัก”

ยอดคิดว่าฉัตต์คงโกรธเรื่องพจน์ จันทร์เข้าใจแต่ก็เชื่อว่าตัวเองมีเหตุผล อดีตหม่อมถอนใจเบาๆด้วยความเหนื่อยใจ ไล่ยอดไปรอรุ้งที่หน้าบ้าน ส่วนเธอจะไปจัดการเจรจากับเจ้าของบ้านคนใหม่!

ฉัตต์ในสภาพผมเผ้าและเครายาวรุงรังขอพบรุ้งแต่ไม่ยอมแจ้งเหตุผล จันทร์ยิ่งมั่นใจว่าเขาคือลูกชายคนโตของพจน์ เมื่อเขาถามถึงเจ้าของบ้านคนใหม่ เธอจึงตอบเสียงเรียบแต่หนักแน่น

“เจ้าของบ้าน ร้านสวนราตรี และทุกอย่างของคุณพจน์ชื่อคุณฉัตต์ ปัณณธร ลูกชายคนเดียวของคุณพจน์”

“แล้วลูกชายเขารู้หรือเปล่าว่าคุณเอาบ้านเขามาทำร้านอาหาร”

จันทร์สูดหายใจยาวแล้วตัดสินใจบอกว่าไม่ทราบแต่เธอก็มีเหตุผลอันสมควร ฉัตต์ไม่ทนฟังต่อ หุนหันจากไปราวกับพายุ จังหวะเดียวกัน...ยอดก็มารายงานว่ารุ้งกลับมาแล้ว อดีตหม่อมจึงพักเรื่องฉัตต์ รีบไปหาลูกสาวถึงห้องเพราะไม่ชอบใจที่กลับผิดเวลาและไม่ยอมโทร.บอก

เมื่อทราบว่าลูกสาวแอบไปเฝ้าท่านหญิงที่วัง จันทร์ก็หมดความอดทนเพราะเครียดหลายเรื่อง  ทั้งเรื่องชายเดียวและความปลอดภัยของลูกสาว รุ้งขอโทษและอ้างถึงผ่องที่โทร.มาขอร้องเพราะพระอาการท่านไม่ค่อยดี จันทร์ใจไม่ดี  ยิ่งเมื่อทราบว่าชายเดียวอยู่ที่วังด้วยทำให้คิดเตลิดไปใหญ่ ถึงกับตะคอกลูกสาวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ใครบอกอะไรก็ไม่ได้ แม่ไม่ให้ไป คุณชายมาคุยที่นี่ได้แต่ห้ามไปพบกันที่อื่น”

“ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ท่านหญิงประชวร ลูกไม่ได้ไปเพื่อพบคุณชาย แม่อย่าคิดไกลขนาดนั้น”

“คิดไกลอย่างไหน แม่บอกแล้วว่าต้องเจียมตัว ตีเสมอเธอไม่ได้ คุณชายเธอเป็นลูกเจ้าลูกนาย”

รุ้งอธิบายว่าไม่ได้คิดเกินเลยหรือรู้สึกกับคุณชายอย่างคนรักแต่อดีตหม่อมก็ไม่ฟัง

“ลูกไม่อยากเถียงกับแม่แต่ลูกไม่มีเจตนาไปพบคุณชาย ท่านหญิงประชวร...”

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่สมควร ถ้าแม่พบคุณชายวันหลัง แม่จะบอกเองว่าไม่ให้รุ้งไปที่นั่น”

“อย่าทำนะจ๊ะ ลูกคงกลั้นใจตายถ้าแม่พูดอย่างนั้น  แม่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ คุณชายเธอไม่เข้าใจแน่ๆ”

จันทร์เถียงไม่ออกเพราะเห็นจริงไม่น้อย ลูกชายเธอเป็นเด็กดีแต่ก็มีเหตุผล นิสัยเดียวกับรุ้งเพราะเป็นฝาแฝด ได้แต่คาดคั้นให้ลูกสาวสัญญาจะไม่ไปวังรังสิยาอีกถ้าไม่ได้รับอนุญาต รุ้งรับปากง่ายๆ แม้จะแปลกใจท่าทีแข็งกร้าวของแม่แต่เชื่อว่าคงมีเหตุผลบางอย่างแต่ยังบอกเธอไม่ได้เท่านั้น

จันทร์เครียดหนักจนต้องไปปรับทุกข์กับยอดเป็นรอบที่สองของวัน อดีตคนสวนปลอบให้เชื่อใจรุ้งเพราะเธอเป็นเด็กดีมาตลอด จันทร์พยายามทำใจให้สงบแต่ยังไม่ค่อยดีนัก

“ถึงจะขัดใจกับรุ้งแต่ฉันก็กันไว้ดีกว่าแก้ คนหนึ่งพี่ คนหนึ่งน้อง ฉันเหมือนน้ำท่วมปากจริงๆนะ พูดอะไรไม่ได้จะสำลักน้ำตาย แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่อยากให้รุ้งไปที่วัง ห้ามแล้วรุ้งก็โกรธ เขาไม่รู้หรอกว่าที่นั่นน่ะอันตรายแค่ไหน”

ยอดสะเทือนใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกือบพลั้งมือฆ่าสองแม่ลูก “ผมผิดขนาดนี้หม่อมยังเลี้ยงผม”

“เรามีวาสนาต่อกันถึงได้ช่วยเหลือเกื้อกูล ฉันไม่เคยคิดว่ายอดผิด”

ยอดอยากให้เธอทำใจให้สบายเพราะอุปสรรคสำคัญอย่างเฟืองตายไปแล้วแต่จันทร์ก็ไม่ไว้ใจ ไหนจะเรื่องฉัตต์อีก เธอไม่รู้สักนิดว่าเขาคิดอะไร...กลัวเหลือเกินว่าจะหุนหันพลันแล่นจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

ooooooo

ฉัตต์นั่งอ่านจดหมายของพ่อในห้องพักโรงแรม น้ำตาคลอด้วยความเสียใจที่ไม่มีโอกาสล่ำลา คำสอนและคำพูดเตือนสติของพ่อยังอยู่ในใจเสมอไม่ว่ายามหลับหรือตื่น  เขาพับฉบับล่าสุดวางบนโต๊ะ ถอนหายใจหนักหน่วงด้วยความเศร้าใจ และความเครียดก็ทำให้เขานอนกระสับกระส่าย  ฝันถึงพ่อที่อ่อนใจจะอธิบายเรื่องจันทร์กับรุ้ง

“ผมไม่มีเหตุผลให้เขาเลย จู่ๆเขาก็มากันสามคน แล้วแม่ผมก็ตายวันที่เขามา”

พจน์พยายามเตือนสติเหมือนเคยแต่ฉัตต์ก็ไม่ยอมฟัง

“ผมเลิกไปแล้วแต่เขาไม่เลิก เขาทำให้คุณพ่อสงสารทั้งแม่และลูก เขาหลอกทุกคนได้แต่เขาหลอกผมไม่ได้”

พจน์ได้แต่บอกประโยคเดิมๆว่าทั้งสามเป็นคนดี ฉัตต์ยังไม่เชื่อและโต้กลับเสียงกร้าว

“เป็นคนดีก็ต้องบอกผมเรื่องคุณพ่อเสีย เขาปิดผมทำไม เขาจะเอาสมบัติผมถึงไม่ต้องการให้ผมกลับมา เขาบอกริมาเพราะริมาก็หลงเชื่อเขาเหมือนกัน”

พจน์เสียใจที่ลูกชายไม่มีเหตุผลจึงค่อยๆเลือนร่างหายไป ฉัตต์ได้แต่ร้องไห้อย่างบ้าคลั่งและสะดุ้งตื่นในเวลาถัดมา เขาเหลือบมองรอบตัวไม่เห็นใครจึงได้แต่กัดฟันแน่น โกรธและแค้นทุกคนที่ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้

พิสินีกลับถึงเมืองไทยกลางดึกของคืนเดียวกัน หลวงวิเศษไม่ชอบใจนักเพราะลูกสาวทำอะไรไม่บอกหรือขออนุญาต แม้ภรรยาจะช่วยพูดให้แต่นายตำรวจใหญ่ก็ไม่หายเคือง แถมต่อว่าภรรยาที่ให้ท้ายลูกเกินเหตุ พิสินีสงสารแม่ที่ถูกดุจนหงอ ออกหน้ารับผิดและสารภาพถึงสาเหตุแท้จริงที่บินกลับมากะทันหัน

“บัวมีคนรักแล้วค่ะพ่อ บัวอยากจบที่การแต่งงาน... เร็วๆด้วย”

ทุกคนในบ้านเงียบกริบ  หลวงวิเศษเป็นฝ่ายได้สติแล้วถามว่าใคร พิสินียิ้มแต่ยังไม่ยอมเฉลยว่าใครคือผู้โชคดี

ฝั่งบ้านปัณณธรก็เครียดไม่แพ้กันแต่ไม่ถึงกับนอนไม่หลับ จันทร์ครุ่นคิดถึงเรื่องที่พูดกับยอดตลอดบ่ายแล้วตัดสินใจมอบสร้อยคล้องเหรียญของท่านชายให้ลูกสาว รุ้งจับเหรียญเล่นจนหลับไป ทิ้งให้อดีตหม่อมมองมาจากโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมสมุดเล่มเก่าที่บันทึกเรื่องราวความลับตั้งแต่รุ้งเกิด

“แม่ไม่รู้ว่าทำผิดหรือเปล่าที่ปิดบังชาติกำเนิดของลูก แต่ลูกก็มีความสุขใช่ไหม แค่นั้นแม่ก็พอใจแล้ว”

เช้ารุ่งขึ้น...สมุดบันทึกของจันทร์ยังวางบนโต๊ะแต่ไร้แววเจ้าของ รุ้งยืนดูด้วยความลังเลเพราะอยากรู้ว่าแม่เขียนอะไรไว้ในนั้นบ้าง จันทร์เข้ามาตามไปวัดความดันให้คุณหญิงเพ็งพอดี เหลือบเห็นสายตาลูกสาวก็เริ่มกังวล...กลัวว่าความลับจะเปิดเผยก่อนเวลาอันควร

รุ้งวัดความดันคุณย่าก่อนที่ท่านจะไปวัดกับแม่ตอนบ่าย คุณหญิงเพ็งพูดคุยกับหลานสาวอย่างอารมณ์ดี แถมกอดขอบคุณจนรุ้งปลื้มน้ำตาคลอ จันทร์เห็นเข้าก็อดภูมิใจไม่ได้ที่ลูกได้รับความรักและเอ็นดู หวนนึกถึงเรื่องเมื่อวานแล้วรู้สึกผิดจนต้องขอโทษที่เสียงแข็ง รุ้งไม่โกรธเพราะเชื่อว่าแม่ต้องมีเหตุผลบางอย่าง

“ขอบใจลูก แม่มีเหตุผลที่ไม่อยากให้ไปที่วังรังสิยา แม่ไม่อยากให้รุ้งข้องเกี่ยวกับคุณชายมากไปกว่าเพื่อน”

“แม่จันทร์จ๋า...แม่ไม่รู้หรือจ๊ะว่าคุณชายชอบใคร”

จันทร์ไม่สนใจคำพูดเย้าและถามตรงๆถึงความรู้สึกต่อราชนิกุลหนุ่ม

“ลูกอยากให้ผู้ชายทุกคนในโลกอ่อนโยนน่ารักเหมือนคุณชาย อย่างนี้เรียกว่าลูกชอบคุณชายหรือเปล่าจ๊ะ”

“สัญญานะลูกว่าจะชอบคุณชายแค่นี้ จะไม่ข้ามเส้นเป็นอย่างอื่นถ้าอยากเห็นแม่มีชีวิตอยู่” จันทร์น้ำตาคลอจนลูกสาวตกใจ “หลีกเลี่ยงไปที่วังน่ะยากแม่รู้  แต่แม่ขอสัญญาอย่างหนึ่ง ลูกต้องไม่ชอบคุณชายมากกว่าเพื่อน ไม่ใช่แค่นั้น...ต้องอย่าให้คุณชายคิดกับลูกเป็นอย่างอื่นด้วย”

ฉัตต์ยืนนิ่งไม่ไหวติงเมื่อชายเดียวพารุ้งออกไป พิสินีต่อว่าเขาเบาๆที่โมโหเกินเหตุ ปยุตเห็นด้วย เอ่ยปากอย่างมีอารมณ์

“เขายังไม่พูดอะไรเลย ขนาดสอบสวนผู้ต้องหา จำเลยยังได้พูด คุณคิดว่าเป็นเทพเจ้าหรือไง” ฉัตต์ยังอึ้งกับคำพูดของตนจนแทบไม่ได้ยิน “ผมทุเรศคุณตั้งแต่วันนั้น แต่ตอนนี้มันมากขึ้น คุณเก่งและยิ่งใหญ่เหลือเกินที่ทำผู้หญิงตัวเล็กๆไม่มีทางสู้ ด่าและประณามเขาต่อหน้าคนมากมาย คุณมันไม่ใช่คน!”

ร้อยตรีหนุ่มผลุนผลันออกไปแล้ว ทิ้งพิสินีให้ยืนละล้าละลังเพราะไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.