ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ครั้นเรื่องราวยุติ แต่ละคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ สินกับสมบุญหัวเราะสะใจ พลางล้อกับเสมาว่า ไม่รู้มาก่อนเลย ว่าขันกับพุฒจะไหว้สวยงามนัก เห็นทีจะต้องกลับไปเล่าให้เอื้อยแตงฟัง

ด้านพุฒและขัน ทั้งสองคลั่งด้วยความแค้นใจ ที่ต้องยกมือไหว้ขอขมาเสมา ขันประกาศว่าหากชาตินี้ไม่ได้บั่นคอเสมากับมือ ก็อย่าเรียกว่าอ้ายขัน พุฒเสริมว่า สักวันต้องเป็นทีของขันแน่ แต่เพลานี้คนที่ไม่ควรวางใจคือขุนรามเดชะที่เจรจาเอาตัวรอดเพียงคนเดียว แถมยังเปลี่ยนท่าทีไปทำดีกับเสมา

ขันคิดตามก็เริ่มไม่พอใจ จึงเปรยกับเกลอว่าควรทำเช่นไรดี ในเมื่อตนหมายปองเรไรลูกสาวของท่านอยู่ พุฒส่งยิ้มร้ายแนะให้ขันกำจัดขุนรามเดชะเสีย บางทีอาจได้แม่หญิงเรไรมาครองเร็วขึ้น

“ลองตรองดูเถิด ไม่มีขุนรามเดชะสักคน แม่น้าลำภูย่อมต้องเร่งยกแม่หญิงเรไรให้ท่านเป็นแน่ ด้วยไม่มีชายเป็นหลักแก่เรือน แต่หากขุนรามยังอยู่ แล้วเกิดเห็นแก่ความรุ่งเรืองของอ้ายเสมาจนแปรพักตร์ไปเล่า ท่านจะไม่เสียแม่หญิงไปรึ” พุฒเดินแยกไป ทิ้งให้ขันหน้าเสียเพราะทำใจไม่ได้

ในตอนค่ำ ขันนำเรื่องที่พุฒแนะนำมาปรึกษากับดวงแขที่ท่าน้ำ แม่หญิงหน้าเครียดห้ามพี่ชายคบหากับคนชั่วช้าอย่างพุฒอีก เพราะจะนำเภทภัยมาให้เป็นแน่ ขันออกตัว ว่าตนยังต้องพึ่งพาพุฒอยู่ ดวงแขฉุนฟ้องพี่เรื่องพุฒเคยกระทำชั่วลวนลามตน แต่โชคดีที่จำเรียงช่วยไว้ทัน

ขันตกใจหลุดปากว่า เหตุใดพุฒถึงทำเช่นนั้นเพราะตนรับปากไปแล้ว แม่หญิงจ้องหน้าขันนิ่งถามว่า รับปากอะไร ขันจำต้องสารภาพเรื่องพุฒแอบชอบพอดวงแข แล้วตนรับปากจะช่วยเหลือ แต่มีข้อแม้ว่า พุฒต้องช่วยให้สมหวังกับแม่หญิงเรไรก่อน

ดวงแขหน้าง้ำตัดพ้อพี่ชายที่ใช้เธอเป็นเหยื่อล่อ

ขันแก้ต่างว่าเป็นเพียงอุบายหลอกเท่านั้น เพราะตนไม่มีวันยกดวงแขให้คนเช่นพุฒเป็นแน่

“หากพี่ละความเจ้าชู้ มาตั้งใจรับราชการ แม่หญิงเรไรก็ย่อมชอบพอพี่เอง หาต้องพึ่งอุบายใดไม่”

“ถึงพี่เป็นเช่นนี้ ก็ยังดีกว่าอ้ายเสมามากนัก มันเป็นทั้งไพร่ต่ำสกุล แลเจ้าชู้มักมาก แม้แต่แม่ศรีเมืองบุตรเลี้ยงพันอิน มันยังคิดชั่วจนแม่ศรีเมืองต้องถูกส่งเข้าวัง แล้วคนเช่นมันมีกระไรดีกว่าพี่ แม่เรไรถึงชอบพอมันนัก” ขันสวนกลับ

ดวงแขยืนอึ้งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อศรีเมือง

ooooooo

วันต่อมา ดวงแขแกล้งให้ศรีเมืองนำผ้ากองโตที่ปักเสร็จแล้วกลับมาแก้ใหม่ โดยอ้างว่าฝีมือยังใช้ไม่ได้และต้องทำให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ แล้วเดินเชิดออกไป

ศรีเมืองถึงกับอึ้ง ดูผ้าปักของตนอย่างท้อแท้ใจ เรไรอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนึกสงสาร จึงหยิบผ้าขึ้นมาดูก็เห็นว่าสวยดี แต่ไม่กล้าบอกความจริง ด้วยกลัวว่าจะเป็นการหักหน้าดวงแข

ศรีเมืองถอนใจบ่นว่า ตั้งแต่เข้าวัง ดวงแขทำราว กับว่าเธอเลวไปเสียหมด ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นโดนตำหนิอยู่ร่ำไป แต่ถ้าเรไรทำกับเธอก็ยังพอเข้าใจว่าหึงหวงเสมา เลยพาลเอา เรไรฟังแล้วก็แอบทิ้งค้อนใส่ ไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่าที่ศรีเมืองรู้สึกนั้นจะเป็นเรื่องจริง

2 ปีต่อมา ใกล้ฤกษ์แต่งงานของขันเข้ามาทุกที

หัวหมื่นเร่งให้บ่าวไพร่ช่วยกันตระเตรียมงาน ขณะที่ทางบ้านขุนรามเดชะก็สั่งห้ามทุกคนส่งข่าวให้เสมาที่โดนแกล้งให้ไปราชการที่หัวเมืองรู้ ด้วยเกรงว่าจะมาล้มงานแต่งอีก เรไรหมดหนทางจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากดวงแข

“เรื่องกระไรจะให้ฉันไปบอกขุนศึก หากทำเช่นนั้น มิเท่ากับว่าฉันหักหลังพี่ขันดอกรึ”

“ไม่ดอก แค่ไปบอกเท่านั้น ฉันไม่ได้ให้ล้มงานแต่งเสียหน่อย แม่ดวงแขก็รู้ ว่าฉันไม่ได้ปลงใจด้วยพี่ชายแม่ ถึงจะฝืนบังคับออกเรือนไปก็หาสุขมิได้ แลฉันให้สัตย์กับขุนศึกไว้ ว่าจะไม่ขอเป็นหญิงสองใจเป็นเด็ดขาด หากสิ้นหนทางแล้ว ก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น”

ดวงแขร้องห้ามเสียงหลงยอมรับปากว่าจะช่วย เรไรซาบซึ้งเดินเข้าห้องไปเขียนจดหมายฝากให้เสมา ไม่ทันเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเพื่อนรัก

ด้านเสมา สมบุญ และสิน พวกเขาถือโอกาสมาเยี่ยมจำเรียงที่มาหลบอยู่ที่หัวเมืองด้วย แม่สาวน้อยบ่นกับพี่ชายว่าอยากกลับไปหาพ่อแม่ เสมาขอให้น้องอดทนอีกนิด เพราะตนกับพ่อรับงานตีเหล็กได้มากโข ปีหน้าคงเก็บเงินได้พอเป็นค่าไถ่ตัว จำเรียงยิ้มเศร้าๆ แล้วหันไปมองสินกับสมบุญที่มาตาม ด้วยออกขุนวิเศษมีข้อราชการจะปรึกษา

เสมาชวนสินไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้สมบุญได้พูดคุยกับจำเรียงบ้าง สินเดินตามลูกพี่มาได้สักพักก็เอ่ยถาม ว่าอีกนานไหมถึงจะเสร็จราชการ เพราะใกล้จะถึงฤกษ์แต่งของแม่หญิงเรไรแล้ว ตนเกรงว่าขันจะคิดไม่ซื่อวางอุบายกันเสมาออกมา แต่เสมามั่นใจว่า หากเกิดอะไรขึ้นจักต้องมีคนมาแจ้งตน

หลายวันผ่านไป เรไรเครียดหนัก เธอหันหน้าเข้าปรึกษากับดวงแขและบัวเผื่อน เพราะวันพรุ่งก็จะถึงวันงานแล้ว แต่ไม่มีวี่แววว่าเสมาจะกลับมา ดวงแขแสร้งร้อนใจบ่นว่า เธอทำตามที่เรไรบอกทุกอย่างแต่ก็ยังเงียบอยู่

“ไปราชการ ไม่ได้ไปอยู่ในป่าในดง จะหาตัวยากกระไรหนักหนา แลฉันรู้มาว่าออกขุนศึกไม่ได้ไปไกล เดินทางแต่หนึ่งวันหนึ่งคืนก็ถึงแล้ว ป่านฉะนี้ ควรรู้ข่าวของแม่เรไรแล้ว” บัวเผื่อนออกความเห็น

เรไรยิ่งร้อนใจหนัก ไม่รู้จะตามหาตัวเสมาที่ไหน ดวงแขแสร้งถอนใจแล้วเปรยว่า บางทีเสมาอาจจะกลัวโทษทัณฑ์จนละสัตย์แล้วก็เป็นได้

เรไรหน้าเสียพูดไม่ออก บัวเผื่อนนึกหมั่นไส้จึงตอกกลับแทน “ข้อนี้ฉันไม่เชื่อดอก หากเป็นพี่ชายแม่ดวงแขฉันคงหาแปลกใจไม่ แต่ขุนศึกไชยชาญเสี่ยงคุกเสี่ยงตายมามาก มีรึ จะกลัวโทษทัณฑ์แต่เพียงนี้”

“ฉันก็เพียงแต่พูดเพราะหวังดี ที่ผ่านมาก็ช่วยจนสุดปัญญาแล้ว สุดแต่แม่เรไรจะคิดเห็นเช่นไรเถิด” ดวงแขแอบยิ้มร้าย แล้วเดินเชิดจากไปสวนกับศรีเมืองที่เดินเข้ามาหาเรไรด้วยความร้อนใจ

ศรีเมืองถามแม่หญิงเรื่องงานแต่งในวันพรุ่งนี้ เพราะเพิ่งจะรู้ข่าว แต่ถูกพาลใส่ว่า ถ้าตนออกเรือนไปได้ ศรีเมืองคงดีใจ เพราะจะได้ไม่มีใครขวางเรื่องเสมา แล้ว สะบัดหน้าเดินเลี่ยงไปอีกทาง ทิ้งให้ศรีเมืองยืนงง

บัวเผื่อนนั่งอมยิ้มอธิบายว่า แม่หญิงเรไรกำลังร้อนรุ่มด้วยจะออกเรือนกับผู้ที่มิได้ชอบพอ แต่ผู้ชอบพอกลับหาตัวมิได้ว่าอยู่ที่ใด ศรีเมืองเริ่มเข้าใจและคิดหาทางช่วยเรไรกับเสมา

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันแต่งตัวหล่อเดินออกมาจากห้อง เตรียมยกขันหมากไปบ้านขุนรามเดชะ

ว่าที่เจ้าบ่าวเห็นพุฒเดินเข้ามา จึงขอบคุณที่ช่วยเหลือ พุฒรีบทวงสัญญาเรื่องดวงแข ขันปั้นยิ้มยอมรับปาก แต่ในใจนึกรังเกียจพุฒยิ่งนัก

เวลาเดียวกัน ศรีเมืองมาเฝ้าอยู่ที่ท่าน้ำ สักพักเรือของเสมาก็พายเข้ามา เธอรีบแจ้งข่าวว่า แม่หญิงเรไรกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับหมื่นชาญณรงค์แล้ว ให้เสมาเร่งคิดหาทาง

เสมาตกใจคว้าดาบสองมือขึ้นจากเรือตรงไปบ้านขุนรามเดชะ สิน สมบุญ และศรีเมืองรีบตามติดและช่วยกันเตือนสติ เสมาว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ตอนนี้ทางเดียวที่ทำได้คือบุกชิงตัวเรไร

สินกับสมบุญเห็นใจลูกพี่ขอตามไปช่วยด้วย แต่เสมาไม่อยากให้ต้องเดือดร้อน จึงฝากฝังให้ช่วยดูแลพ่อแม่และน้อง แล้วเดินลิ่วๆออกไป

สิน สมบุญ และศรีเมืองได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง

ส่วนเรไร เธอสวมชุดไทยสวยงามสมกับเป็นว่าที่เจ้าสาว นั่งน้ำตาคลออยู่ในห้อง พิณเข้ามาตามบอกว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว แม่หญิงพยักหน้ารับแล้วเอื้อมมือไปหยิบมีดเล่มหนึ่งที่วางอยู่ในกล่องออกมาพลางรำพึงทั้งน้ำตา

“ฉันไม่เคยคิดจะผิดคำสัตย์ แล้วเหตุใดเสมามาทิ้งฉันไปเช่นนี้”

ooooooo

บรรยากาศบนเรือนขุนรามเดชะเต็มไปด้วยความคึกคัก แขกเหรื่อทยอยเข้ามา ดวงแขกับบัวเผื่อน เป็นแม่งานคอยดูแลและสั่งงานบ่าวไพร่ ยามนั้นแม่สาวบัวเผื่อนหันมาเปรยกับดวงแขที่ชะเง้อมองหาขบวนขันหมากว่าจะเกิดเหตุล้มงานเสียอีกก็ไม่รู้ เพราะงานของแม่เรไรกับหมื่นชาญยิ่งมีอาถรรพณ์อยู่ด้วย ดวงแขเหล่มองเพื่อนสาวอย่างไม่พอใจแล้วเดินเลี่ยงออกไป

บัวเผื่อนยิ้มเหยียดๆตามไป พลันชะงักเพราะขบวนขันหมากมาถึงพอดี

เรไรเดินออกมานั่งคู่กับขันตรงหน้าพระยาผู้ใหญ่ที่เป็นเหมือนประธานในพิธี โดยมีผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายนั่งขนาบข้าง ท่านออกญาหันมาบอกขุนรามเดชะว่าได้ฤกษ์แล้ว

ขุนรามเดชะขยับเข้ามาจะเริ่มพิธี เรไรแอบยื่นมือเข้าไปในชายพก จับด้ามมีดไว้แน่น กะว่าถึงที่สุดจริงๆจะฆ่าตัวตาย แต่ทันใดนั้น เสมาก็ถือดาบวิ่งขึ้นมาบนเรือน ท่ามกลางความตกใจของทุกคน

“ช้าก่อนพระคุณ ฟังข้าพระเจ้าก่อนเถิด”

“เสมา” เรไรดีใจจะลุกไปหา แต่ลำภูรีบจับข้อมือไว้

“นี่มึงกล้าถือดาบขึ้นเรือนกูเชียวรึอ้ายเสมา” ขุน–รามเดชะตวาดลั่น

“เมตตาฟังก่อนเถิดขอรับพระคุณ ข้าพระเจ้าไม่ได้คิดหยามหมิ่นพระคุณเลย แต่ด้วยจวนตัวแล้ว จึงจำต้องทำ”

พันอินกลัวเรื่องบานปลายเข้ามาไกล่เกลี่ยขอให้เสมาวางดาบลง พุฒกับขันหันมาสบตากัน เพราะโอกาสกำจัดเสมามาถึงแล้ว จึงตะโกนเรียกลูกร้องที่มีอาวุธครบมือให้ขึ้นมาจับตัวเสมา

เสมากระชับดาบแน่นเตรียมสู้ตาย อำพันปรามลูกชายว่า นี้เป็นงานมงคลจะให้มีเลือดตกยางออกได้อย่างไร แต่ขันไม่ฟังสั่งลูกน้องจับตายเสมา เหล่าลูกน้องเตรียมจะบุก

“หากขุนศึกไชยชาญตาย ฉันก็ขอตายตาม” เรไรประกาศ พลางชักมีดออกมา

แขกเหรื่อตะลึง คิดไม่ถึงว่าเรไรจะรักเสมามากขนาดยอมสละชีวิต บัวเผื่อนยิ้มขำๆ หันไปพูดกับดวงแข

“ผิดปากฉันหรือไม่เล่าแม่ดวงแข นึกแล้วว่างานแต่งแม่เรไรต้องล้ม”

“รู้จักเวล่ำเวลาบ้างเถิดแม่บัวเผื่อน” ดวงแขตวาดใส่แล้วเดินไปเจรจากับเรไร “เก็บมีดก่อนแม่เรไร ไม่เห็นแก่ฉันก็นึกถึงหน้าตาของท่านอาขุนรามบ้างเถิด”

เรไรหน้าเสียหันมามองหน้าพ่อแม่อย่างรู้สึกผิด

สถานการณ์ตึงเครียด ทุกคนคิดหาทางออก แต่ทันใดนั้น พระยาคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเรือน พร้อมกับทหารแล้วประกาศว่า มีพระบรมราชโองการ ผู้ใดไม่เก็บดาบ ถือเป็นกบฏทั้งสิ้น

ทุกคนรีบวางดาบ แล้วคุกเข่าพนมมือ ท่านพระยาหันไปรับม้วนพระราชโองการจากทหารมาจบหัวก่อนเปิดออกอ่าน

“มีพระบรมราชโองการให้บรรดาทหาร ขุนนาง อำมาตย์อีกทั้งข้าหลวงนางในทั้งปวง จงเร่งกลับเข้าสู่เขตพระราชฐานโดยพลัน แลรายล้อมพระราชวังไว้ มิให้ผู้ใดเข้าไปได้โดยเด็ดขาด ผู้ใดมิทำหน้าที่ของตน ให้ประหารเสีย”

เสมาและเรไรชำเลืองมองกันด้วยพระบรม ราชโองการมาช่วยไว้แท้ๆ ส่วนขันนึกเจ็บใจที่ไม่ได้แต่งงานกับเรไรอีกตามเคยจึงเอ่ยถาม “เหตุใดต้องไปโดยพลัน รอสักครู่ชั่วยามไม่ได้เทียวรึ ข้าพระเจ้ากำลังประกอบพิธีแต่งงานอยู่นะขอรับท่านเจ้าคุณ”

“ฉันรู้ แต่ล้มเลิกพิธีก่อนเถิด ด้วยเพลานี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว”

ทุกคนตกใจพากันหันหน้าไปทางทิศที่พระราชวังตั้งอยู่ แล้วก้มลงกราบ ถวายบังคมลาโดยพร้อมกัน

ooooooo

สมเด็จพระมหาธรรมราชา เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 พุทธศักราช 2133 พระชนมายุ  75  พรรษา  หลังจากนั้น  สมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์สุโขทัย ทรงพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญที่ 2 ขณะมีพระชนมพรรษาได้เพียง 35 พรรษา

หลังขึ้นครองราชย์ไม่นาน สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งกับสมเด็จพระเอกาทศรถว่า จะยกทัพไปตีเมืองละแวกเพื่อแก้คืนครั้งที่ละแวกซ้ำเติม เมื่อคราศึกหงสาประชิดพระนคร แต่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงทักท้วงว่า หงสาอาจจะฉวยโอกาสนี้บุกตีอโยธยาก็เป็นได้

สมเด็จพระนเรศวรมั่นพระทัยว่า พวกหงสายังไม่บุกมาตอนนี้แน่ เพราะไพร่พลยังบอบช้ำอยู่มาก แต่ถ้าพระอนุชากังวล พระองค์ก็จะเรียกให้พระยาจักรีมาอยู่รักษาพระนครไว้ก่อนพลางยิ้มอย่างมั่นใจ เพราะต้องแก้คืนเมืองละแวกให้จงได้

ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงทรงเห็นว่าอโยธยาเพิ่งผลัดแผ่นดิน อาจเกิดความวุ่นวาย ชิงแผ่นดินกันเองระหว่างองค์พระนเรศกับองค์พระเอกาทศรถก็เป็นได้ จึงมีรับสั่งให้พระมหาอุปราชานำทัพไปตีอโยธยา แต่พระมหาอุปราชาอ้างว่าช่วงนี้ พระชันษาของตนร้ายนัก ยังมิควรออกศึก

“พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีบุตร การสงครามไม่พักให้พระราชบิดาต้องใช้เลย ต้องคอยห้ามเสียด้วยซ้ำ แลเจ้าว่าตนเองมีเคราะห์ร้าย เช่นนั้นก็อย่าไปเลย เอาผ้าผ่อนสตรีนุ่งเสียเถิด จักได้สิ้นเคราะห์” พระเจ้านันทบุเรงยิ้มเย้ย

พระมหาอุปราชาอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ที่พ่อว่าประชดต่อหน้าเหล่าขุนนาง จึงต้องยอมยกทัพออกมา

ooooooo

หลายวันต่อมา เสมาในชุดทหารพร้อมออกศึก เข้ามากราบพระครูขุนเพื่อขอรับพร เพราะจะติดตามทัพของสมเด็จพระเอกาทศรถไปตีเมืองละแวก แต่สมบุญกับสินเข้ามาบอกว่า ไม่ต้องไปศึกละแวกแล้ว เพราะตอนนี้หงสาวดียกทัพเข้ามาตีอโยธยาแล้ว โดยมีพระมหาอุปราชาทรงเป็นจอมทัพ

“พระเจ้าแปรแลพระราชบุตรตองอูก็มาด้วย เป็นทัพกษัตริย์ถึงสามทัพ พลกว่าสองแสนสี่หมื่นเทียว พวกเรามัวแต่จะทำศึกละแวก จึงไม่ระวัง บัดนี้ทัพหงสาผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ใกล้ถึงพระนครแล้ว” สินรายงาน

เสมาตกใจมากไม่คิดว่าศัตรูสำคัญ มาจ่อคอหอยได้อย่างรวดเร็ว

ด้านสมเด็จพระนเรศวรเองก็ทรงกริ้วที่ไม่เชื่อคำทักท้วงของสมเด็จพระเอกาทศรถ จนเป็นเหตุให้ถูกหงสาตีตลบหลังเอาได้ สมเด็จพระเอกาทศรถเข้ากราบทูลว่า พระมหาอุปราชายกทัพมาครานี้ รวดเร็วดังลมพัด มิว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึง

“แต่จตุรงคบาทช้างทรงของพี่น่ะซี ปลดไปสิ้นด้วยสูงวัยแล้ว ศึกละแวกครานี้ พี่วางแผนจะล้อมเมืองมิได้รบกลางแปลง จึงมิได้คัดเลือกผู้ใดมาแทน หากต้องรบกลางแปลงกับหงสาคงเสียเปรียบนัก”

“เช่นนั้นก็จัดคัดเลือกเสียในเพลานี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า ไพร่พลเรามีเรือนแสน คงหาคนดีมีฝีมือไม่ยากนัก”

พระนเรศวรพยักหน้ารับ แล้วหันไปสั่งมหาดเล็ก “มีพระบรมราชโองการลงไปให้ทหารที่ชำนาญดาบสองมือทั้งปวง จงมาประลองฝีมือเพื่อคัดเลือกเป็นจตุรงคบาทแห่งเรา”

ooooooo

เหล่าทหารกล้าที่ชำนาญดาบสองมือมารวมตัวกันในวัง เพื่อคัดเลือกเข้าเป็นจตุรงคบาท ในจำนวนนั้นก็มี เสมา สิน และขันรวมอยู่ด้วย แต่ก่อนเสมาจะตามทุกคนไปลานประลอง เขาแอบมาหาเรไรที่ท้ายตำหนักและขอหมากเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

เวลาต่อมา เสมา สมบุญ ขัน และทหารอีกมากมายที่ชำนาญดาบสองมือมานั่งคุกเข่ารออยู่ที่ลานกว้างเพื่อคัดเลือก มีสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถทรงประทับอยู่บนพระที่

“อีกไม่ช้าจะมีศึกใหญ่ การเปรียบฝีมือครานี้ จึงขอให้สู้กันแต่เพียงรู้แพ้แลชำนะ อย่าได้ถึงบาดเจ็บล้มตาย แลอย่าได้ผูกพยาบาทกันต่อไปภายหน้า”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า” เสมาและทหารที่คัดเลือกพร้อมกันไหว้

การประลองเริ่มขึ้น เสมา สมบุญ และขันเข้าประลองดาบสองมือกับเหล่าทหารอย่างองอาจ จนในที่สุดทั้งสามก็เข้ามาถึงรอบแปดคนสุดท้าย ขันนึกระแวงกลัวจะแพ้เสมาอีกจึงหันมาปรึกษากับพุฒ

“ถ้าสู้ด้วยฝีมือดาบคงใช่ แต่หากสู้ด้วยปัญญาคงไม่แน่ดอก” พุฒยิ้มเจ้าเล่ห์

ครู่ต่อมา ทั้งสองเดินถือถาดใส่คนโทน้ำสมุนไพรเข้ามาคุยกับพันอินว่า ได้น้ำสมุนไพรชั้นดีมา ดื่มแล้วชื่นใจ ได้กำลังวังชาอยากจะแบ่งไปให้เสมาได้ดื่มบ้าง แต่เกรงว่า เสมาจะไม่รับน้ำใจด้วยไม่ถูกกัน จึงขอให้พันอินช่วยนำไปให้ พันอินบ่ายเบี่ยงระแวงว่าพุฒกับขันจะวางยาเสมา

พุฒรู้ทันรีบเทน้ำในคนโทใส่จอกให้ขันดื่ม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พันอินเห็นขันไม่เป็นอะไรก็หลงกลเข้าใจว่าขันกับพุฒมีน้ำใจกับเสมาจริงๆ จึงอาสาช่วยเป็นธุระให้ ท่านรับถาดใส่คนโทจากลูกน้องขันมา แล้วเดินเลี่ยงไปหาเสมา ขณะที่ขันหันมากระซิบถามพุฒ ว่ายาที่ตนกินเมื่อครู่ ไม่มีผลแน่หรือ พุฒยืนยันว่าไม่มีเพราะขันกินยาถอนไว้แล้ว ต่อให้ดื่มจนหมดก็ไม่เป็นไร ขันยิ้มสะใจ เพราะงานนี้เสมาหลงกลแพ้ตนแน่

ooooooo

เสมารับจอกใส่น้ำสมุนไพรจากพันอินมาดื่มด้วยความดีใจคิดว่าท่านมีเมตตา พันอินอวยชัยให้พร เสมายกมือไหว้ แล้วลุกตามสินออกไป

การประลองในรอบแปดคนสุดท้ายเริ่มขึ้น สมบุญ เข้ากับออกขุนโยธาที่อายุมากกว่าถึงสิบปีเป็นคู่แรก และด้วยประสบการณ์ที่มีมากกว่าทำให้ท่านเอาชนะสมบุญไปได้ สินนึกเสียดายแทนเกลอ

เสมาเข้าประลองกับขันเป็นคู่ต่อไป ทั้งสองไม่รอช้าบุกตะลุยเข้าใส่กันทันที สักพักขันก็ออกอาการจะสู้เสมาไม่ได้จึงถอยร่นเพื่อตั้งหลักรับ

สินกับสมบุญเฮลั่นมั่นใจว่าลูกพี่ชนะแน่ แต่แล้วยาของพุฒก็ออกฤทธิ์ทำให้เสมามีอาการวิงเวียนมองเห็นทุกอย่างเบลอไปหมด ขันไม่รอช้ารีบบุกตะลุยใช้ท่าไม้ตายใส่เสมาไม่ยั้ง จนเสมาต้องเป็นฝ่ายถอยมาตั้งรับและเริ่มหมดแรง จนในที่สุดก็โดนขันฟันเข้าที่ต้นแขนจนเลือดซึม

สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถไม่พอพระทัยจะสั่งให้หยุด แต่เสมากลับใช้ดาบปาดฝ่ามือตัวเองเพื่อให้เจ็บและเรียกสติคืนมา จากนั้นก็ระดมบุกใส่ขันอย่างบ้าคลั่ง และเป็นฝ่ายชนะในที่สุด

หัวหมื่นเจ้าเล่ห์ทั้งสองหน้าเสีย ทั้งเจ็บทั้งอายที่ทุกอย่างผิดแผนไปหมด ส่วนสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถหันมาไปยิ้มให้กันด้วยดีพระทัยที่มีทหารเก่งกาจในบ้านเมือง

ooooooo

สินกับสมบุญช่วยกันประคองเสมาที่ได้รับบาดเจ็บและมีอาการมึนงงจากฤทธิ์ยามาส่งที่เรือน

มั่นกับบุญเรือนเห็นอาการลูกชายก็ตกใจ ส่วนเอื้อยแตงที่มาช่วยสองผู้เฒ่าหุงหาอาหารโวยวายลั่นถามว่าเหตุใดถึงเจ็บหนักเช่นนี้ เสมาจะบอกทุกคนว่าโดนวางยา แต่ก็หมดสติไปเสียก่อน เอื้อยแตงรีบไปตามหมอมาดูอาการ

หลังจากหมอมาดูอาการเสมาแล้วก็ลงความเห็นว่า โดนวางยา สินกับสมบุญเจ็บแค้นแทนลูกพี่บุกไปต่อว่าพันอินถึงเรือน จึงโดนท่านตวาดใส่

“เมื่อพวกเอ็งเห็นพันอินทรราชเป็นคนเช่นนั้น ก็ไปแจ้งนครบาลมาจับกุมซีวะ หาไม่แล้วก็ไปให้พ้นเรือนข้าประเดี๋ยวนี้”

สินและสมบุญมองพันอินด้วยสายตาโกรธเคือง แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะถึงอย่างไรท่านก็เป็นพ่อบุญธรรมของเสมาจึงพากันเดินลงจากเรือนไป

ศรีเมืองที่นั่งฟังเรื่องราวอยู่ด้วยเข้ามาถามพันอินว่า “น้ำสมุนไพรกระไรหรือจ๊ะพ่อ”

พันอินนั่งเงียบไป เริ่มเอะใจว่าจะโดนหลอกใช้จึงออกไปสอบถามพุฒกับขันถึงที่เรือน แต่ทั้งสองตีหน้าตายให้สัตย์สาบานว่า หากพวกตนวางยาเสมาก็ขอให้บั้นปลายต้องเสื่อมลาภวาสนา กลายเป็นคนพิกลพิการ

“เมื่อสัตย์สาบานด้วยถ้อยคำสาหัสเช่นนี้ ฉันก็ไม่ติดใจแล้ว” พันอินยอมเชื่อใจแล้วขอตัว

“อ้ายเฒ่า สู่รู้มากนัก” ขันกับพุฒมองตามด้วยความหงุดหงิด

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมาลืมตาขึ้นมาเห็นเอื้อยแตงนั่งเฝ้าอยู่จึงร้องเรียก แม่สาวสะดุ้งตื่นรีบคลานเข้ามาหาเสมาด้วยความดีใจ พลางจับเนื้อตัวดูว่าเป็นปกติหรือยัง เสมายิ้มรับพลางดึงมือเอื้อยแตงมาจับเพื่อขอบใจที่ช่วยดูแล เห็นหล่อนเขินอายแล้วดึงมือออก เพราะบุญเรือนกับมั่นเดินเข้ามา

เสมาบอกกับพ่อแม่ว่า ตนหายดีแล้ว และคงต้องไปเตรียมตัวเพราะใกล้เพลาออกศึกแล้ว บุญเรือนร้องห้ามไม่อยากเห็นลูกเจ็บตัวอีก แต่เสมายืนกรานว่าตนสู้อดทนจนได้เป็นจตุรงคบาทแล้ว จะให้พลาดศึกครานี้ได้อย่างไร

บุญเรือนและมั่นมองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ เมื่อห้ามไม่ได้จึงเปลี่ยนเป็นอวยชัยให้พรแทน เสมาคุกเข่าก้มลงกราบรับพรจากพ่อแม่

สายวันเดียวกัน ที่หน้าประตูเมืองสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นช้างทรงพร้อมด้วยทหารมากมายเตรียมไปทำศึก ราษฎรหมอบกราบอยู่สองข้างทาง เพื่อส่งเสด็จ ที่ท้ายขบวนบรรดาชาวบ้านต่างมาส่งญาติทหารของพวกตน และเอาของให้กันเพื่อร่ำลา และหนึ่งในนั้นก็มีเสมารวมอยู่ด้วย

พ่อทหารหนุ่มอยู่บนหลังม้าเอื้อมมือมารับมาลัยดอกรักจากศรีเมือง สาวเจ้าเขินอายเตรียมจะเฉลยความนัย เรื่องมาลัยดอกรัก แต่เสมาไม่ทันฟังเพราะเหลือบไปเห็นเรไร เขารีบชักม้าไปหาเธอ ปล่อยให้ศรีเมืองยืนเศร้ามองตาม

เรไรตัดพ้อเสมาเรื่องมาลัยของศรีเมือง เสมาออกตัวว่า มาลัยนี้ศรีเมืองเป็นผู้ให้ เสมือนน้องอวยพรพี่ จะเปรียบกับแม่หญิงได้กระไร พลางเหล่มองเรไรว่าเตรียมอะไร มาให้ตนบ้าง

เรไรอมยิ้มหยิบดอกจำปีจากชายพกขึ้นมาเอ่ยถามว่า มิรู้ดอกจำปีของตนจะสู้มาลัยดอกรักได้หรือไม่

“จะหาดอกไม้ใด เป็นมงคลแก่ข้าพระเจ้าเท่าดอกจำปีนี้เป็นไม่มีแล้ว” เสมารีบรับดอกไม้ พลางส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้เรไรที่ยืนค้อน

ใกล้กันนั้น ดวงแขเตรียมมาลัยสวยงามมาให้เสมา ครั้นเห็นขุนศึกคุยอยู่กับเรไรด้วยท่าทางสิเนหา ก็เกิดแรงริษยาจนทนไม่ได้ รีบกลับเข้าวัง

เหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ไม่พ้นสายตาของศรีเมือง เธอมองตามดวงแขด้วยสีหน้าฉงน

ooooooo

ครั้นเสร็จพิธีส่งเสด็จและเหล่าทหารแล้ว ศรีเมืองก็จะกลับเข้าวัง เรไรผ่านมาเห็นจึงชวนกลับด้วยกัน พลางเอ่ยถามกับศรีเมืองตรงๆว่าเหตุใดจึงยอมช่วยส่งข่าวเรื่องงานแต่งให้เสมารู้ เพราะถ้าเธอออกเรือนไปกับขัน ศรีเมืองก็จะมีหวังในตัวเสมามากขึ้น

ศรีเมืองยิ้มรับแล้วถามกลับว่า รักของแม่หญิงคือกระไร

“รักของฉันคือกระไรงั้นรึ เรื่องรักชอบก็มีอยู่ในตัวทุกผู้คน ฉันไม่เห็นจะผิดแผกแตกต่างกันอย่างไรนี่จ๊ะ”

“ผิดแผกแตกต่างซีเจ้าคะ เพราะรักของศรีเมือง คืออยากเห็นคนที่ศรีเมืองรักเป็นสุข ศรีเมืองรู้ว่าใจพี่เสมามีแต่แม่หญิงเพียงผู้เดียว หากต้องเสียแม่หญิงไป พี่เสมาจะเสียใจมากขนาดไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเลยเทียว ศรีเมืองจึงไปบอกพี่เสมา เพื่อหาทางช่วยแม่หญิงไงเล่าเจ้าคะ”

เรไรฟังแล้วอึ้ง นึกละอายใจนัก เธอนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับบัวเผื่อนด้วยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหญิงร้ายใจแคบหึงหวงชายจนหน้ามืดตามัวไม่คิดถึงว่าเขาจะสุขหรือไม่

บัวเผื่อนหัวเราะร่วนก่อนเปรยว่า “ต่างคนต่างจิตต่างใจ จะให้แม่เรไรคิดเช่นแม่ศรีเมืองกระไรได้ สำคัญที่ขุนศึกคิดเช่นไรมากกว่าแต่ถ้าขุนศึกไชยชาญคิดเช่นแม่ศรีเมือง ก็น่าหวั่นใจอยู่ดอก เพราะตอนนี้แม่ศรีเมืองมิใช่สาวรุ่นเช่นตอนเพิ่งเข้าวัง หากแต่เป็นสาวเต็มตัวแลงามจับตานัก ซ้ำยังใจกว้างเช่นนี้ ชายใดบ้างเล่าจะไม่สิเนหา แม่เรไรเพื่อนฉันคงเจอศึกหนักครานี้เป็นแน่”

เรไรถึงกับหน้าเครียดด้วยศรีเมืองเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าเอื้อยแตงนัก

บ่ายวันเดียวกัน ศรีเมืองเห็นดวงแขนั่งถือมาลัยใจลอยอยู่ในสวนสวย ก็ฉุกคิดถึงภาพเมื่อเช้า จึงเข้าไปหยั่งเชิงคุยกับดวงแขว่าถ้าตนร้อยมาลัยได้งามสักครึ่งของดวงแขคงดี เพราะพี่เสมาจะได้หวงและเก็บไว้ดูนานๆ

ดวงแขเจ็บจี๊ดเพราะแทงใจอย่างจัง เธอขยำมาลัยทิ้งทันที ศรีเมืองตกใจร้องถาม ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น

“มาลัยนี้ฉันร้อยเอง จักทำเช่นใดก็ได้ เมื่อร้อยมาแล้วจะให้ผู้ใดก็ไม่ได้ ต้องเก็บไว้ชื่นชมคนเดียว จะมีค่าอันใดทำลายทิ้งเสียยังดีกว่า” ดวงแขสะบัดหน้าจากไป ปล่อยให้ศรีเมืองมองตามด้วยติดใจสงสัย

ooooooo

เย็นวันหนึ่ง ณ ค่ายของพระมหาอุปราชาที่บ้านทวน ทหารจำนวนมากกำลังช่วยกันจับพลายพัทธกอช้างทรงของพระมหาอุปราชาใส่เครื่องคชาภรณ์ ขณะจอมพลายอาวะวาดนัก ก็บังเกิดลมพัดแรง จนเศวตฉัตรบนหลังช้างทรงหักสะบั้นลงมา

พระมหาอุปราชาทรงตกพระทัยมากเรียกโหรหลวงมาทำนาย โหรหลวงขีดเขียนกระดานชนวน เพื่อตรวจพระชะตาอยู่สักพักก็ทำหน้าเครียด

“เป็นกระไรบ้าง ข้าสะเดาะเคราะห์ไปแล้วยังไม่ดีขึ้นอีกรึ จึงมีเหตุเป็นลางร้าย เกิดลมพัดต้องเศวตฉัตรหักเช่นนี้” พระมหาอุปราชาคาดคั้น

โหรหลวงกลัวนัก แต่จำต้องกราบทูลออกไป “หามิได้พระพุทธเจ้าข้า การครานี้เป็นเพียงเรื่องประจวบ เหมาะหาได้เกี่ยวข้องกับพระชะตาไม่พระพุทธเจ้าข้า”

“เช่นนั้นข้าก็สบายใจ ศึกครานี้ข้าขัดสมเด็จพ่อไม่ได้จึงต้องมา หาได้เต็มใจไม่ แต่ธนูง้างสายแล้วก็ต้องยิง เป็นทหารออกศึกแล้วก็ต้องรบให้สุดฝีมือ เมื่อไม่มีเคราะห์ร้ายใด ข้าจะได้หมดกังวล พิสูจน์ฝีมือกับองค์พระนเรศให้เห็นประจักษ์กันไป” พระมหาอุปราชาสบายพระทัย ผิดกับโหรหลวงที่หน้าเสีย เพราะตรวจชะตาแล้ว พบว่าถึงฆาตแน่ๆ

เวลาเดียวกันนั้น ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรที่ตำบลมะม่วงหวาน สมเด็จพระนเรศวรตรัสกับสมเด็จพระเอกาทศรถและเหล่าขุนนางว่า เมื่อคืนนี้พระองค์ฝันว่าเกิดน้ำท่วมป่ามาจากทิศตะวันตก เสียงอึกทึกนัก จึงเดินลุยน้ำสวนไป พบจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง จึงสู้กันเป็นสามารถ ในที่สุดก็ประหารจระเข้ได้

สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูลว่า นับเป็นศุภนิมิต ชะรอยว่าจะเกิดมหายุทธสงครามขึ้น ถึงได้กระทำยุทธหัตถี แลสมเด็จพี่จะได้ชัยชำนะเป็นพระเกียรติยศสืบไปเป็นแน่

“สมพรปากเจ้าเถิด แต่สำคัญกว่าเกียรติยศ คือ เราต้องปกป้องแผ่นดินไว้ให้จงได้” สมเด็จพระนเรศวรย้ำกับพระอนุชาแล้วหันไปรับสั่งกับพระยาศรีไสยณรงค์ “เจ้าจงเร่งยกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง แล้วส่งทัพออกลาดตระเวนข้าศึก เมื่อรู้เค้าเงื่อนว่าข้าศึกใช้กระบวนทัพใดจงรีบถอยกลับมาแจ้งแก่เรา”

ขุนรามเดชะกับพันอินขออาสาไปทัพกับออกญา–ศรีไสยณรงค์ด้วย

“เมื่อเจ้ามีใจเช่นนั้น ก็ตามแต่ใจเถิด มีพระบรม ราชโองการลงไป เราจะยกทัพเป็นกระบวนเบญจเสนาตามตำราพิชัยสงคราม ให้ทหารทั้งปวงพร้อมทำศึกทุกเมื่อ” สมเด็จพระนเรศวรประกาศก้อง

ooooooo

สายวันใหม่ ที่ค่ายพระยาศรีไสยณรงค์ ท่านออกญาเดินคุยอยู่กับขัน พุฒ ขุนรามเดชะ และพันอินถึงเรื่องจัดกำลังออกลาดตระเวนข้าศึก ด้วยมิอยากให้มีข้อผิดพลาด

ขันกับพุฒอยากเอาหน้า เสนอจะเป็นกองตระเวนหน้าออกไปหยั่งเชิงข้าศึกให้เอง แต่ขุนรามเดชะคัดค้านด้วยห่วงว่า ทั้งสองยังด้อยประสบการณ์ ทำให้สองเกลอไม่พอใจถึงกับพาลหาเรื่อง พระยาศรีไสยณรงค์เห็นท่าไม่ดีรีบไกล่เกลี่ย แล้วมอบหมายให้ขุนรามเดชะกับ

พันอินทำกองตระเวนหน้าออกไป

ในตอนบ่ายขันเข้ามาคุยกับขุนรามเดชะเรื่องเรไร หวังจะให้ท่านบังคับแม่หญิงให้ยอมแต่งงานกับตนให้จงได้ แต่ท่านขุนบ่ายเบี่ยงว่า ไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องครานั้นก็นึกเห็นใจลูกสาวอยู่ไม่น้อย

“เชื่ออาเถิด นานวันเข้าแม่เรไรต้องเห็นความชั่วของอ้ายเสมา แล้วตัดใจหันมาหาหมื่นชาญเป็นแน่” ขุนรามเดชะเดินจากไป

ขันมองตามอย่างไม่พอใจนัก ขณะนั้นเอง พุฒก็เดินออกมาหาขัน เขามองตามขุนรามเดชะด้วยสายตาเกลียดชังแล้วเอ่ยกับเกลอ “แย่งความดีความชอบ แล้วยังตระบัดสัตย์ไม่ยกลูกสาวให้อีก เช่นนี้แล้วยังจะทนอยู่อีกรึ ฉันเคยบอกแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว ว่าน้ำใจขุนรามเดชะหาสัตย์ซื่อไม่ หากอยากได้แม่หญิงเรไร ก็ต้อง...” พุฒหันมามองขัน

ขันหน้าเสีย เมื่อนึกได้ว่าพุฒเคยแนะให้ฆ่าขุน– รามเดชะ

ในตอนเย็น ขุนรามเดชะและพันอินเดินนำทหารกองหน้าออกลาดตระเวนหยั่งเชิงข้าศึกอยู่ในป่า โดยมีพุฒกับขันเป็นกองระวังหลัง แต่ทั้งสองไม่ยอมแจ้งเตือนว่ามีทหารพม่ารอซุ่มอยู่ ทำให้พวกขุนรามเดชะตกเข้าไปอยู่ในวงล้อม

ทหารนายหนึ่งกลับมาแจ้งกับขันเพื่อให้ส่งกำลังไปช่วยพวกขุนรามเดชะ ขันหันมาปรึกษาพุฒ พุฒกระซิบว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้กำจัดขุนรามเดชะ แล้วยุยงจนขันคล้อยตามไม่ยอมส่งกำลังไปช่วยขุนราม แถมยังยกเอาอาญาทัพมาอ้าง ทำให้เหล่าทหารไม่กล้าขัดคำสั่ง

ด้านขุนรามเดชะเห็นว่าต้านทหารพม่าไม่ไหวแน่ จึงให้พันอินเตรียมนำทหารตีฝ่าออกไป แล้วจุดพลุส่งสัญญาณให้ขันกับพุฒนำกำลังมาช่วย

ฝ่ายขันกับพุฒเห็นพลุสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ยังทำนิ่งเฉย ทั้งสองอ้างกับเหล่าทหารว่า ยัง

ไม่มีคำสั่งจากออกญาศรีไสยณรงค์  ห้ามมิให้เคลื่อนทัพออกไป

ขณะนั้นเอง มีทหารคนหนึ่งควบม้ามาหาพุฒกับขันพลางเอ่ยถาม “บัดนี้ทัพของท่านออกญา ปะทะกับทัพหน้าของข้าศึกแล้ว กำลังคับขันนัก เหตุใดกองตระเวนของพวกท่านจึงไม่แจ้งข่าวไปเล่า”

ขันและพุฒตกใจสุดๆไม่คิดว่าเพราะแผนเห็นแก่ตัวของพวกตน จะทำให้เสียหายขนาดหนัก

ด้านพระยาศรีไสยณรงค์ท่านนำทัพทหารรบกับพม่าอย่างดุเดือด แต่ทหารไทยมีจำนวนน้อยกว่า แถมไม่ทันระวัง เลยถูกทหารพม่าโจมตีจนเสียหายอย่างหนัก ท่านออกญาเกรงว่าถ้าถอยทัพเพลานี้อาจเสียหายนักจึงสั่งให้ทหารรวมกำลังยันไว้ก่อน แล้วค่อยถอนทัพทีละกองไม่ให้โกลาหล ขาดคำ กองทัพหลวงของพระมหาอุปราชาก็ตามมาสมทบ พระมหาอุปราชาทรงประทับอยู่บนหลังช้าง พร้อมด้วยรี้พลมหาศาล

“ทัพอโยธยาระส่ำระสายแล้ว พระยาอภัยคามีสมิงอินทรจักร สมิงพ่อเพชร นันทสุระ นันทไชสุระ เจ้าทั้งห้าจงเร่งยกพลหนุนเนื่องเข้าไป โจมตีทัพอโยธยาให้แตกยับเยินเสียเป็นปฐมฤกษ์” สิ้นเสียงประกาศ

ทหารพม่าต่างโห่ร้องดังกึกก้องฮึกเหิมเต็มที่ ในขณะที่ทัพไทยเริ่มหวาดกลัวด้วยข้าศึกมีทัพหนุนเข้ามามากมาย

ooooooo

สินที่ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้ ตะโกนลงมาบอกเสมา สมบุญและทหารอีกจำนวนหนึ่งที่รออยู่ข้างล่างว่าเบื้องหน้ามีควันแลผงคลีตลบ เห็นทีจะเปิดศึกกันเป็นแน่แล้ว

เสมากับสมบุญแปลกใจเพราะทัพหน้าเพียงแต่ไปหยั่งเชิงข้าศึก เหตุใดจึงต่อสู้กันได้ แล้วสินก็ตะโกนขึ้นอีกบอกว่า มีม้ามาทางนี้ ทั้งสองออกไปดูเห็นม้าตัวหนึ่งบรรทุกทหารที่บาดเจ็บสาหัสวิ่งเหยาะๆเข้ามา ทหารที่ยังพอมีสติแจ้งกับเสมา “ทัพออกญาศรีไสยณรงค์ ถูกตีจนคับขันเจียนแตกแล้ว เร่งบอกทัพหลวงด้วยเถิด”

เสมาตกใจไม่คิดว่าจะผิดแผนไปได้ขนาดนี้จึงรีบกลับไปกราบทูลสมเด็จพระนเรศวร

เวลาต่อมา สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จ

พระเอกาทศรถทรงประทับอยู่ในพลับพลา โดยมีเสมา สิน สมบุญ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่มากมาย พากันเข้าเฝ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเหตุการณ์กำลังคับขัน

“ข้าสั่งให้ไปหยั่งเชิงแลลาดตระเวนข่าว แต่กลับรบพุ่งจนถึงตะลุมบอน หนำซ้ำยังพ่ายแพ้ ต้องลาดถอยจนระส่ำระสายไปทั่ว ไว้สิ้นศึกก่อนเถิดข้าจะลงโทษตามอาญาทัพให้สิ้นเสียทุกคน พวกเจ้าคิดอ่านประการใดก็บอกมา” สมเด็จพระนเรศวรตวาดใส่

พวกขุนนางหน้าเสีย หันไปปรึกษากัน ก่อนจะกราบทูล “ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า พวกข้าพระพุทธเจ้าเห็นควรให้ตั้งมั่นอยู่ในค่าย แล้วแต่งทัพรีบยกหนุนไปถ่วงศึกไว้ มิให้หงสาบุกมาได้โดยเร็ว ต่อได้เชิงแล้วจึงยาตราทัพหลวงออกทำยุทธนาการ คงจะได้ชัยชำนะพระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระนเรศวรทรงคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจะหันไปถามสมเด็จพระเอกาทศรถว่าเห็นเช่นไร

“มิควรพระพุทธเจ้าข้าสมเด็จพี่ ทัพหน้าซึ่งเราแต่งไปก็แตกย่นยับระส่ำระสายมาเช่นนี้ หากแต่งทัพยกหนุนไปทานอีกก็จะปะทะกัน พลอยให้เสียขบวนอีกพระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระนเรศวรเห็นด้วยจึงถามเหล่าขุนนางอีกครั้ง ว่าใครมีความคิดเห็นอื่นบ้างหรือไม่

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นควรว่า ให้ทัพของท่านเจ้าคุณศรีไสยณรงค์ ล่าถอยกระจัดกระจาย เพื่อล่อให้อ้ายข้าศึกที่กำลังได้ใจ ยกตามมาไม่เป็นกระบวนเช่นกัน จากนั้นจึงยาตราทัพหลวงออกประจัญ อ้ายข้าศึกไม่ทันระวัง เราอาจบุกตีถึงรบ แตกหักได้พระพุทธเจ้าข้า” เสมากราบทูล

พระนเรศวรหันไปสบตากับพระเอกาทศรถ แล้วยิ้มพอใจกับแผนการของเสมา

“เอ็งคิดแผนตรงกับใจข้านัก มีพระบรมราชโองการลงไป ให้เร่งทำตามแผนอย่าให้พลาด ข้าจักยาตราทัพหลวงออกไป เพื่อรณรงค์ด้วยพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า” เสมาและขุนนางทุกคนพร้อมกันถวายบังคม

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 18:30 น.