ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พระยาศรีไสยณรงค์และพระยาสีหราชเดโชยกกองทัพห้าพันเข้าสู่นครนายก เพื่อรอรับทัพเมืองละแวก ซึ่งกำลังจะบุกเข้าตีนครนายก หลังจากตีเมืองปราจีนแตกไปแล้ว

ในค่ายทหารพระยาศรีไสยณรงค์ พุฒและขัน ทะเลาะอยู่กับพันอิน ด้วยไม่พอใจที่ถูกตำหนิเรื่องดื่มเหล้าระหว่างศึก ขันกล่าวหาพันอินว่าใส่ไคล้ปรักปรำ เพราะเคืองที่พวกตนผิดใจกับเสมา

“หมิ่นกันเกินไปแล้วพ่อขัน ฉันแก่จนปูนนี้ มีรึ จักใส่ไคล้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ พูดถึงเพียงนี้ก็อย่านับถือกันอีกต่อไปเลย” พันอินตวาดใส่

ขุนรามเดชะผ่านมาได้ยิน ท่านเข้ามาปรามพุฒกับขันและสั่งให้กราบขอขมาพันอินที่มีบรรดาศักดิ์สูงกว่า ทั้งสองหน้าเสีย รู้ดีว่าโทษหนักแน่หากขัดคำสั่ง จึงยอมไหว้ขอโทษพันอินด้วยความจำใจ แล้วชักชวนกันไปหาที่ระบายอารมณ์ที่ชายป่า

พุฒทุบต้นไม้ด้วยความโกรธ ส่วนขันหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่พยายามอธิบายกับเกลอว่า ขุนรามเดชะถือเรื่องบรรดาศักดิ์นัก ด้วยไม่ชอบให้ผู้ด้อยกว่าล่วงเกินผู้ที่สูงกว่า อย่างคราวเสมาท่านยังบังคับให้ไหว้ขมาตนมาแล้ว พุฒครุ่นคิดแล้วร้องว่า หากเมื่อหน้าเสมามียศสูงกว่านี้ ท่านขุนจะไม่ยกแม่หญิงเรไรให้หรือ

ขันหน้าเสียนึกระแวงขอร้องให้พุฒช่วยคิดหาวิธี ช่วย พุฒส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ เพราะมีแผนในใจแล้ว

บ่ายวันเดียวกัน ทัพของขุนรามเดชะเข้าต่อสู้กับพระยาละแวกอย่างดุเดือด แต่ด้วยกำลังพลน้อยกว่า ทำให้ทัพขุนรามเดชะใกล้จะแย่เต็มทน แม้ตัวท่านขุนเองก็โดนรุมจนล้มลุกคลุกคลาน

ขันกับพุฒรอดูท่าทีอยู่ เห็นสบโอกาสจึงเข้ามาช่วยขุนรามเดชะ เพื่อเอาความดีความชอบตามแผนของพุฒ ทำให้ท่านขุนซาบซึ้งมากจึงกลับชื่นชมทั้งสองให้ทหารในค่ายฟัง

สองเจ้าเล่ห์ได้ใจแกล้งเปรยกับพันอินว่า กลับอโยธยาครานี้ หากได้ตำแหน่งหัวพันคืนมาคงดีนัก ภายหน้าจักได้ไม่ต้องโดนผู้อื่นอวดอ้างข่มเหงอีก

พันอินมองทั้งคู่อย่างไม่พอใจ แต่ไม่อยากเถียงด้วย จะเลี่ยงไป แต่ขันยังปากกล้าว่ากระทบต่อ

“เราสองยังหนุ่มฉกรรจ์ เพียงตำแหน่งหัวพันจะกระไรนัก มีแต่จะได้เป็นขุนเป็นหลวงเสียมากกว่า แต่หากมีวาสนาขึ้นแล้ว พ่อพุฒต้องระวังไว้ข้อหนึ่งให้จงดี ในเรื่องรับลูกบุญธรรม ยิ่งเป็นหนึ่งหญิงหนึ่งชายยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะหากก่อเรื่องบัดสีขึ้นใต้ชายคาแล้วก็ไม่รู้จะมองหน้าผู้ใดได้ ไปที่ใดก็มีแต่จะโดนเยาะเอา”

“เฮ้ย ชายจริงก็พูดโดยตรง ไม่ต้องพูดกระทบกระเทียบ ดอกโว้ย แม้ข้าจะแก่ก็หาเกรงไม่” พันอินหันมาเอาเรื่อง

ขันและพุฒยิ้มเยาะแล้วชวนกันเดินหนี ทิ้งให้พันอิน มองตามอย่างแค้นใจ ที่โดนเด็กเมื่อวานซืนสบประมาท

ในตอนค่ำ ดวงแขแวะมาเยี่ยมเรไรที่เรือน เรไรชวนนอนค้างที่บ้าน แต่ดวงแขอ้างว่าเป็นห่วงแม่ ต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อน  เรไรจนใจเดินออกมาส่งที่ท่าเรือ ทาสหญิงคนหนึ่งเข้ามาประกบ

เรไรชำเลืองมองทาสด้วยความรำคาญ แล้วฟ้อง ดวงแขว่า “แม่ท่านน่ะซี เกรงว่าหมื่นศึกอาสาจะลอบมาพบ ฉัน จึงให้บ่าวไพร่คอยตามฉันทุกฝีก้าว แลแม่ท่านไม่ไว้ใจพิณ หาว่าพิณเข้าข้างฉัน จึงไม่ให้พิณอยู่รับใช้ฉันตามลำพังอีก”
ดวงแขยิ้มบางๆ กล่อมให้เรไรตัดใจจากเสมา เรไรหน้าเศร้าตอบกลับว่า เธอก็อยากตัดใจ แต่ทำไม่ได้ อาจเพราะดวงแขไม่เคยมีความรัก จึงยังไม่เข้าใจ

ดวงแขหน้าบึ้งขึ้นมาทันที เธอรีบลงเรือกลับบ้าน พลันภาพขณะเสมาช่วยเธอขึ้นจากน้ำก็ผุดขึ้น แม่หญิงดวงแขนั่งรำพึงกับตัวเอง “ฉันรึไม่เคยมีความรัก บางทีฉันอาจมีก่อนแม่เรไรเสียด้วยซ้ำ”

ooooooo

เสมา สิน และสมบุญนำทหารกลุ่มหนึ่งซุ่มอยู่ ชายป่า ทหารไทยบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่งซมซานเข้ามา รายงานว่า สมเด็จพระนเรศวรต้องกล บัดนี้ถูกล้อมเอาไว้ด้วยทหารเรือนหมื่นของพม่า ขอให้เสมาพาทหารไปช่วย

เสมาครุ่นคิดแล้วสั่งทหารไปทูลสมเด็จพระเอกา–ทศรถให้ส่งทัพมาช่วย ส่วนตนกับพวกที่เหลือจะเสี่ยงตายหักเข้าไปช่วยสมเด็จพระนเรศวรก่อน

“พี่น้องที่เหลือ จงอย่าเสียดายแก่ชีวิตเลย ข้าอ้ายเสมาหมื่นศึกอาสา จะขอเป็นคนแรกที่ตีหักเข้าไป แม้ตายก็จักได้ชื่อว่าถวายภักดีแก่องค์สมเด็จพระนเรศ” เสมาประกาศก้อง

สิน สมบุญ และทหารไทยทุกคนโห่ร้องดังกึกก้อง เตรียมพร้อมที่จะสู้ตาย แล้วเสมาก็นำทหารจำนวนน้อย บุกเข้าตีทหารพม่าที่มีมากกว่าอย่างกล้าหาญ ทำให้กองทัพของลักไวทำมูระส่ำระสาย ขณะที่สมเด็จพระ นเรศวรทรงต่อสู้กับลักไวทำมูและสังหารลักไวทำมูทหารด้วยพระแสงทวน และแหกวงล้อมกลับเข้าพระนครได้ การนี้สร้างความครั่นคร้ามให้กับกองทัพหงสาวดียิ่งนัก

พระเจ้านันทบุเรงทรงพิโรธหนัก เมื่อรู้ว่าสมเด็จพระนเรศวรตีหักออกไปได้ แถมยังสังหารลักไวทำมูสิ้น เหล่าขุนนางหน้าสลด พลางขอโอกาสแก้ตัว

“ดี พวกเจ้าจงระดมไพร่พลทั้งหมดที่เรามี บุกเข้าตีอโยธยาทุกทิศทุกทาง อยากจะรู้นัก ว่าทหารเพียงหยิบมือขององค์พระนเรศ จะทนแสนยานุภาพของหงสาไปได้เพียงใด” พระเจ้านันทบุเรงประกาศ

ไม่นานนัก ทหารพม่าก็บุกเข้าตีอโยธยา เสมา สิน สมบุญ และทหารไทยต่อสู้กับข้าศึก เพื่อคุ้มกันให้ประชาชนหนีเข้าเมือง กลางเสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง

ชาวบ้านหอบลูกจูงหลาน หนีตายเข้าเมืองกันอลหม่าน เอื้อยแตง แต้ม มั่น บุญเรือน และชาวบ้าน วิ่งหนีตายกันมา บุญเรือนสะดุดหกล้ม เอื้อยแตง แต้ม และมั่น รีบเข้าไปช่วยพยุง จังหวะนั้นเองทหารพม่าตามมาทัน และจะทำร้ายพวกมั่น แต่เสมา สิน และสมบุญเข้าไปช่วยไว้ได้ทัน

ทหารพม่าคนหนึ่งหันมาเล่นงานเอื้อยแตง สินหันไปเห็นก็กระโดดถีบกระเด็นไป แล้วตวัดทวนแทงซ้ำจนตาย คาที่พร้อมคำรามลั่น “คิดจะทำร้ายแม่เอื้อยแตงของข้ารึ อย่าอยู่เลยมึง”

เอื้อยแตงอึ้งไปกับคำพูดและท่าทีขึงขังของสิน ส่วนเสมากับสมบุญเมื่อขับไล่ทหารพม่าไปหมดแล้วก็เข้าไปดูพวกมั่น พลางเร่งให้ทั้งหมดเข้าไปหลบในเขตกำแพง

บุญเรือนน้ำตานองสั่งให้เสมาไปช่วยจำเรียง เพราะเห็นพม่าบุกไปทางวัดกลาง เกรงว่าจำเรียงจะมีภัย เสมาสั่งให้สินพาทุกคนเข้าหลบในเขตกำแพง แล้วชวนสินตามไปช่วยจำเรียงด้วยกัน

ooooooo

ดวงแข จำเรียง และอำพันหนีมาท่านํ้า ยังไม่ทันได้ ลงเรือ ทหารพม่าก็บุกมาถึง ทาสชายช่วยกันคุ้มกันเจ้านาย ด้วยชีวิต จำเรียงเร่งให้ดวงแขกับอำพันลงเรือไปก่อน

ดวงแขส่งอำพันลงเรือ ขณะจะก้าวตาม ก็ถูกทหาร พม่าพุ่งเข้ามาจะทำร้าย เธอหลับตากรี๊ดลั่นคิดว่าตัวเองตายแน่ แต่ทันใดนั้น เสมากระโจนเข้าช่วยฟันทหารพม่าตายคาที่

เหล่าทาสกลัวสุดๆ รีบพายเรือหนีไปโดยทิ้งดวงแขไว้ อำพันเป็นห่วงลูกตะโกนสั่งทาสให้กลับไปรับ แต่ดวงแขตะโกนตอบมาว่า ให้พาแม่นายหนีไปก่อน ไม่ต้องห่วง เหล่าทาสลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบพายเรือหนีไป

ทหารย่ามใจจะเข้ามาทำร้ายจำเรียงกับดวงแขที่ยืนตะลึง แต่สมบุญกับเสมาโดดเข้าขวางแล้วจัดการกับ พวกมัน เสมาเห็นทหารพม่าบุกมาไม่ขาดสาย จึงให้สมบุญพาผู้หญิงหนีไปก่อน โดยตนจะช่วยคุ้มกันให้ แต่มีเพียงจำเรียงคนเดียวที่ไปกับสมบุญ ส่วนดวงแขวิ่งไปหาที่กำบังอยู่ใกล้ๆเพื่อคอยเสมา

ในตอนคํ่า บ้านขุนรามเดชะ กลายเป็นศูนย์อพยพย่อยๆ ชาวบ้านเข้ามาหลบภัยมากมายรวมทั้งพวกของมั่นด้วย เอื้อยแตงหายามาช่วยทำแผลให้สิน ส่วนแต้มลุกไปหาอาหารมาให้บุญเรือนกับมั่น บุญเรือนว่านางกินไม่ลงเพราะหวงลูก ขาดคำสมบุญก็พาจำเรียงเข้ามาหา บุญเรือนเบาใจกอดลูกสาวแน่น ขณะที่มั่นถามหาเสมา

“นี่พี่เสมายังไม่มาอีกรึ...เราแยกกันหนีจ้ะพ่อลุง ฉันนึกว่าพี่เสมาจะเข้ากำแพงมาก่อนฉันเสียอีก เพราะฉันมัวแต่อ้อมอยู่เสียนาน กว่าจะหลบอ้ายข้าศึกเข้ามาได้ เหตุใดพี่เสมายังไม่มา หรือจะไปพักที่เรือนอื่น” สมบุญนึกห่วง

เวลาเดียวกันบนเรือน เรไรกับลำภูช่วยปลอบใจอำพันที่ห่วงดวงแข อำพันบอกกับสองแม่ลูกว่า ตอนที่พลัดหลงกัน มีเพียงหมื่นศึกอาสาแต่ผู้เดียวที่คอยคุ้มกันดวงแข แล้วจะต้านทหารพม่ารามัญที่มีออกโขได้อย่างไร

“นี่หมื่นศึกอาสาเป็นคนช่วยดวงแขไว้หรือจ๊ะ แม่ป้า” เรไรตกใจจนลืมตัว

“ได้ยินเช่นนี้เลยเป็นห่วงขึ้นมารึแม่เรไร ห่วงแม่ดวงแขหรือห่วงหมื่นศึกกันเล่า” ลำภูดักคอ

เรไรพูดไม่ออก นึกห่วงเสมาจับใจ

ด้านเสมา เขาพาดวงแขมาหลบที่ชายป่าพลางอธิบาย “หงสาเข้าตีหนักนัก แต่ไม่อาจตีกำแพงอโยธยาแตกได้ ดึกนี้จึงน่าจะเข้าตีอีก คงต้องรอรุ่งสางก่อน เราถึงจะกลับเข้าไปได้ขอรับ”

ดวงแขขยับจะพูด แต่เสมากลับดึงตัวเธอเข้ามา

กอด แล้วหมอบราบอยู่กับพื้น แถมเอามือปิดปากให้เงียบ เพราะเห็นทหารพม่ากลุ่มหนึ่งผ่านมา ดวงแขแอบอยู่แนบอกเสมา เธอรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยอย่างประหลาด จนเผลอหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข แล้วฉวยโอกาสกอดเสมาไว้

กลางดึกคืนนั้น เอื้อยแตงห่วงเสมาจนนอนไม่หลับ จึงออกมาเดินเล่นตั้งใจว่าจะรอพ่อทหารหนุ่มกลับมา แต่พบว่าเรไรมายืนรออยู่ก่อนแล้ว สองแม่หญิงเข้าปะทะคารมกันนิดหน่อย ก่อนแยกย้ายกันกลับไปในที่ของตัว เพราะต่างก็เป็นห่วงเสมาไม่แพ้กัน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ดวงแขเข้ามากราบแทบตักอำพัน ท่ามกลางความดีอกดีใจของทุกคนที่เห็นเธอปลอดภัย จำเรียงเอ่ยถาม เหตุใดถึงไม่กลับมาเสียตั้งแต่เมื่อคืน เพราะแม่นายเป็นห่วง เกรงจะมีภัย

“ข้าศึกบุกตีทั้งคืน ฉันจึงต้องซ่อนตัวอยู่แถวชายป่า รอจนข้าศึกล่าถอยเมื่อรุ่งสาง  จึงกลับเข้าพระนครได้ แต่โชคดีมีหมื่นศึกอาสาคุ้มครองอยู่ไม่มีอันตรายใดๆ”

“อ้าว นี่หมื่นศึกมาส่งแม่หญิงหรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดไม่เข้ามาเยี่ยมเยียนพ่อแม่กับแม่จำเรียงบ้างเล่าเจ้าคะ” พิณมองหา

“ได้ยินหมื่นศึกว่า ท่านอาขุนรามเดชะห้ามเป็นคำขาดไม่ให้หมื่นศึกเหยียบเข้าแม้เขตบ้านอีก จึงไม่ได้เข้ามาจ้ะ” ดวงแขมองมาทางลำภู เห็นนางนั่งกระอักกระอ่วน แต่ก็ทำเฉยๆไม่พูดอะไร

ส่วนเรไร เมื่อรู้ว่าเสมามาส่งดวงแขที่หน้าบ้านจึงแอบมาพบ เสมาดีใจยิ่งนัก ชวนแม่หญิงออกไปนั่งเรือเล่นด้วยกัน และไม่ทันเห็นดวงแขที่แอบมองทั้งคู่อยู่บนเรือนด้วยสายตาริษยา

หลังจากพูดคุยจนคลายคิดถึง และรับดอกจำปีจากแม่หญิงเป็นค่าจ้างพายเรือให้นั่งแล้ว เสมาก็ชักชวนพ่อแม่เอื้อยแตงและแต้มไปพักที่เรือนพันอินเป็นการชั่วคราว เพราะไปมาหาสู่ได้สะดวกกว่า

ศรีเมืองให้การต้อนรับทุกคนด้วยความเต็มใจ แต่ไม่วายโดนเอื้อยแตงเขม่น เพราะรู้ทันว่าแม่สาวน้อยแอบมีใจให้เสมาเช่นกัน แต่สองสาวจำต้องพักเรื่องหัวใจไว้ชั่วคราว ด้วยปืนใหญ่คำรามก้อง

“ข้าศึกบุกอีกแล้วรึ เพิ่งถอยกลับไปเมื่อรุ่งสางแท้ๆ” ศรีเมืองหน้าเสีย

“มิรู้จะมีคนตาย แลบ้านเรือนถูกเผาทำลายอีกเท่าใดกัน” เอื้อยแตงสบตากับศรีเมืองนึกหนักใจไม่รู้ว่าศึกครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่

ยามนั้นเอง ทหารไทยต่อสู้กับทหารพม่าอย่างหนัก ชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน ทหารพม่าย่ามใจจุดไฟเผาบ้านเรือน ทำลายตลาดและข้าวของ บ้านเสมาและร้านตีเหล็กของมั่นก็โดนไปด้วย แต่ไม่ว่าพม่าจะบุกหนักเพียงใดก็ไม่อาจบุกเข้าพระนครได้

พระเจ้านันทบุเรงกริ้วหนัก สั่งให้เหล่าขุนนางหาวิธีเอาชนะอโยธยาให้ได้โดยเร็ว

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า กำแพงเมืองอโยธยาก่อด้วยอิฐตามแบบพวกตะวันตก แลพระมหาธรรมราชาทรงสร้างป้อมปืนใหญ่ขึ้นอีกถึงสิบหกป้อม นับได้ว่าแข็งแกร่งมั่นคงยิ่งนัก หากจะตีให้แตก จำต้องใช้กลอุบายดังเช่นสมัยพระราชบิดาของพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า” ขุนนางคนหนึ่งเข้ากราบทูล

“เจ้าจะให้ส่งไส้ศึกเข้าไปอีกรึ แผนการเช่นนี้หลอกได้ครั้งเดียว ไหนเลยอโยธยาจะหลงกลซ้ำสอง อีกทั้งเราไม่มีคนเช่นพระยาจักรีด้วย แล้วจะส่งใครเข้าไปเล่า”

“ไม่ต้องใช้คนอย่างพระยาจักรีดอกพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้คัดทหารจำนวนหนึ่งฝึกพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยมานานปี ให้ปะปนกับพวกชาวบ้านหนีเข้าไปในพระนครแล้ว รอแต่พวกมันจะก่อการขึ้นในพระนคร ทัพของเราก็จักฉวยโอกาสบุกตีเข้าไปพระพุทธเจ้าข้า”

พระเจ้านันทบุเรงยิ้มอย่างพอพระทัย

ooooooo

ไส้ศึกพม่าที่ลอบเข้าพระนคร พวกมันได้พบกับเอื้อยแตงและศรีเมืองที่เก็บมะม่วงในสวน มันแสร้งเข้าไปขอมะม่วง ศรีเมืองมีน้ำใจแบ่งมะม่วงให้ แต่เอื้อยแตงกลับรู้สึกแปลกๆ จึงชวนศรีเมืองกลับเรือน ทหารพม่ามองตามติดใจในความสวยและน้ำใจอันงดงามของหญิงอโยธยา

ตอนค่ำนั้น ดวงแขออกมายืนคุยกับเรไรที่หน้าเรือน เธอเปรยว่า เรไรคงไม่อยากให้สิ้นศึกเร็วนัก เพราะกลัวว่าขันจะมาวุ่นวายอีก เรไรยิ้มขำบอกกับเพื่อนรักว่า เธอมีวิธีจัดการกับขันแล้ว เพราะได้ตกลงกับหมื่นศึกไว้ว่า หากมีความชอบในราชการครั้งนี้ ก็ให้ขอพระราชทานตัวเธอ และถ้ามีพระบรมราชโองการลงมา ท่านพ่อก็คงขัดไม่ได้

ดวงแขหน้าเสียไปก่อนจะปั้นยิ้ม “เช่นนี้เอง มิน่าเล่าหมื่นศึกถึงได้รบพุ่งโดยไม่กลัวแก่ความตาย เอ่อ แล้วแม่เรไร จะไม่ให้ของใดเป็นขวัญแก่หมื่นศึกบ้างรึ หมื่นศึกจักได้มีกำลังใจสู้เพื่อแม่เรไรสืบต่อไป”

“ฉันเคยให้แหวนแก่หมื่นศึกแล้ว แลเพลานี้พ่อแม่ท่านชังหมื่นศึกนัก ยากเหลือที่จะได้ปะหน้ากันสักครา”

“ก็ฝากฉันไปให้ซี ฉันจะกำชับบ่าวไพรไม่ให้แพร่งพราย ยามชายไปรบจะมีกระไรสำคัญกว่ากำลังใจจากหญิงที่ตนรักอีกเล่า แม้นไม่มีของให้ดูต่างหน้า เพียงข้อความไม่กี่คำก็มีค่านัก” ดวงแขยิ้มเจ้าเล่ห์

ขณะที่เรไรคิดหนัก ใจหนึ่งอยากทำตามดวงแขบอก แต่อีกใจก็กลัวว่าพ่อแม่จะรู้เรื่อง แต่สุดท้ายเธอก็หลงกลยอมเขียนจดหมายให้กำลังใจเสมาฝากดวงแขไป ดวงแขได้โอกาสปลอมลายมือของเรไร แล้วเขียนจดหมายขึ้นมาใหม่หมายสร้างความเข้าใจผิดให้กับทั้งสอง

สินนำจดหมายมามอบให้เสมา เสมาดีใจยิ่งนักรีบเปิดอ่าน และนึกฉงนว่าเหตุใดแม่หญิงจึงนัดให้ตนไปพบที่ริมกำแพงเมืองคืนนี้ เช่นเดียวกับเรไรที่รู้จากดวงแขว่า เสมานัดให้เธอออกไปพบที่ริมกำแพงเมืองเช่นกัน แต่เธอยังลังเลไม่รู้ว่า ควรจะไปดีหรือไม่เพราะเกรงจะเป็นที่ครหา

“หากแม่เรไรเห็นว่าไม่ควร ฉันจะให้บ่าวไปแจ้งแก่หมื่นศึกเอง แต่หากเป็นข้อสำคัญ คงน่าเสียดายนัก” ดวงแขเข้ามาลุ้นอยากให้แผนการสำเร็จ

ระหว่างที่เรไรตัดสินใจอยู่นั้น ดวงแขก็แอบเข้าไปพบลำภูพลางฟ้องว่า เสมานัดให้เรไรออกไปพบในคืนนี้ และยุให้ลำภูแอบตามไปจับให้ได้คาหนังคาเขา

“แม่เรไรเป็นคนรักศักดิ์ หากถูกผู้อื่นจับได้ต้องอับอาย ภายหน้าก็จะไม่กล้าพบปะหมื่นศึกเพียงลำพังอีก ส่วนทางหมื่นศึกเราก็แจ้งโทษเสีย โทษเช่นนี้ไม่หนักกระไร แต่พอที่จะลบความดีความชอบในการศึกเสียได้ หมื่นศึกก็คงไม่กล้าขอพระราชทานแม่เรไรอีกเจ้าค่ะ” ดวงแขบอกเล่าแผนการ

ลำภูพยักหน้าเห็นดีด้วย ดวงแขอมยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ooooooo

ค่ำแล้ว เสมาแอบย่องลงมาจากเรือนพันอินเพื่อจะไปพบแม่หญิงเรไร เอื้อยแตงและศรีเมืองที่รู้จากสินและสมบุญว่า เรไรกับเสมานัดหมายกันไว้แอบตามไป แต่เพราะไม่ชำนาญเส้นทางจึงตามเสมาไม่ทัน

ส่วนเสมาเมื่อไปถึงจุดนัดก็พบจำเรียงรออยู่ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกัน ลำภูก็พาทาสชายเข้ามารุมล้อมด้วยเข้าใจว่า เสมาแอบมาพบเรไร แต่ต้องหน้าแตก เมื่อพบว่าหญิงคนนั้นกลายเป็นจำเรียง

จำเรียงอ้างกับลำภูว่า เธอเป็นห่วงพ่อแม่จึงนัดเสมา ออกมาถามข่าว ลำภูทำอะไรไม่ได้พาทาสชายกลับเรือนไป เสมาโล่งใจ หันมาถามน้องสาว “เหตุใดจึงเป็นเอ็งได้จำเรียง แล้วแม่หญิงเรไรเล่า”

“แม่หญิงเห็นว่าไม่งาม ที่จะรับนัดพี่ยามคํ่าคืน จึงให้ฉันมาแทนเผื่อพี่จะมีเหตุสำคัญจ้ะ”

“ข้าน่ะรึนัดแม่หญิง แม่หญิงเรไรต่างหากที่เขียนสาส์นไปนัดข้า ข้ายังคิดว่ามีเหตุสำคัญเป็นแน่ จึงรีบมา” เสมาแปลกใจ ส่วนจำเรียงยืนงงมองหน้าพี่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ด้านเอื้อยแตงกับศรีเมือง พวกเธอไม่รู้จะตามเสมาไปทางไหนดี หยุดยืนหอบอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทาง ทันใด ทหารพม่าที่ปลอมเป็นคนไทยก็กรูกันออกมาจับตัวสองสาวไป

พวกมันพาเอื้อยแตงกับศรีเมืองเข้าไปในสวนพลางคุยโอ่ว่า เป็นคนหงสาวดีลอบเข้ามาเพื่อจะตีอโยธยา แล้วจะฆ่าปิดปากทั้งคู่ เอื้อยแตงฮึดสู้หันไปคว้าก้อนหินมาทุบเข้าเต็มหน้าพม่าคนหนึ่ง แล้วรีบดึงศรีเมืองวิ่งหนี ทหารพม่าวิ่งตามด้วยความแค้น พลางเงื้อดาบฟันไปที่หลังเอื้อยแตง

เอื้อยแตงสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะทรุดลงไป ทหารพม่าจะฟันซํ้า แต่ช้าไปกว่าดาบเสมาที่พรากวิญญาณมันไปก่อน ศรีเมืองรีบเข้าไปดูเอื้อยแตง เมื่อเห็นว่าโดนฟันกลางหลังเลือดอาบ ก็ร้องเรียกเสมาเสียงหลง

เสมาพาเอื้อยแตงกลับไปที่เรือนพันอิน แล้วเร่งให้ศรีเมืองช่วยดูแลทำแผลให้ ส่วนเขาจะต้องไปจัดการกับทหารพม่าที่ปลอมตัวเข้ามาในพระนคร

ooooooo

สมบุญกับสินนำทหารออกจัดการกับทหารพม่าที่คิดจะวางเพลิง เพื่อหาโอกาสเปิดประตูเมืองให้ทัพหงสาวดีบุกเข้ามา แต่พวกมันไม่ทันได้ลงมือก็ถูกทหารไทยจัดการสิ้น

เช้าวันใหม่ ครั้นเอื้อยแตงได้สติก็ถามหาเสมา ด้วยอยากจะขอบคุณที่ช่วยชีวิตไว้ บุญเรือนบอกว่า เสมาคงไปหาแม่หญิงเรไรแล้ว

“อ้ายเสมาบอกว่าสิ้นศึกครานี้ จะขอพระราชทานแม่หญิง ดูท่ามันคงรักมั่นแม่หญิงเรไรแน่แท้” มั่นส่ายหน้าช้าๆ เอื้อยแตงกับศรีเมืองหน้าจ๋อย เพราะรู้ว่าถึงจะมีใจให้เสมายังไง ก็เปลี่ยนใจทหารหนุ่มไม่ได้

ด้านเสมา เขาคุยอยู่กับเรไรที่เตรียมตักบาตรอยู่ที่ศาลาท่านํ้า เรื่องเอื้อยแตงโดนทหารพม่าทำร้าย เรไรโล่งอกที่เอื้อยแตงไม่เป็นอะไรมาก พลางยกมือท่วมหัวบอกว่า พระเสื้อเมืองพระทรงเมืองคุ้มครองโดยแท้ หากไม่เกิดเหตุกับเอื้อยแตง ป่านฉะนี้อโยธยาอาจจะแตกอีกคราก็เป็นได้

เสมาเห็นดีด้วย พลางถามคนรักถึงเรื่องเมื่อคืน ด้วยอยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายนัดตนกันแน่ เรไรยืนยันว่า เธอไม่ได้เขียน

“ฉันถามแม่ดวงแขแล้ว แม่ดวงแขก็ตกใจไม่น้อย คาดว่าบ่าวมันคงรู้เห็นเป็นใจด้วยแม่ท่านเป็นแน่” เรไรตอบประสาซื่อ เสมานิ่ง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่ยังคิดไม่ออก

เรไรเห็นพระภิกษุพายเรือใกล้เข้ามา แม่หญิงเร่งให้เสมาจากไป เพราะกลัวแม่จะลงมาเห็น เสมาจำใจลา

ดวงแขยืนแอบดูด้วยความริษยา เธอรีบใช้แผนสองต่อ ด้วยการเข้าไปยุลำภูเรื่องเสมาจะขอพระราชทานเรไร ลำภูฉุนขาดประกาศว่า ต่อให้ดินกลบหน้าก็ไม่มีวันยอมรับช่างตีเหล็กตํ่าสกุลมาเป็นเขย แล้วหันมาคุยกับอำพันว่า หากขันกลับจากศึกละแวกคราวนี้ จะต้องจัดงานแต่งเสียให้เรียบร้อย

อำพันตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะรักเรไรเสมอลูก แต่ถ้าเรไรไม่เต็มใจเธอก็จนปัญญา ลำภูเสียงเข้มยืนยันจะบังคับเรไรให้ยอมออกเรือนกับขันให้จงได้ ดวงแขฟังแล้วแอบยิ้มพอใจ

ooooooo

หลายวันผ่านไป...

ในค่ายพระยาศรีไสยณรงค์ พันอินเดินออกมาเห็นขันและพุฒเลี้ยงเหล้า เลี้ยงอาหารทหารเพื่อฉลองศึกก็ติติง แล้วจะเดินเลี่ยงออกไป แต่ขันเข้ามาดึงไว้ชวนให้มาร่วมวงด้วยกัน พลางว่าแขวะเรื่องเสมาที่ชอบกินบนเรือนขี้บนหลังคา จึงต้องเป็นหมื่นไร้สังกัด และให้พันอินระวังศรีเมืองลูกบุญธรรมให้ดี

พันอินนึกเอะใจ จึงเข้าไปคุยกับขุนรามเดชะในกระโจม ขุนรามเดชะยอมรับว่า ที่เสมาเป็นหัวหมื่นแต่ยังหาสังกัดไม่ได้ เพราะตนไม่ยอมใส่ชื่อเสมาเข้าสังกัดมูลนาย ด้วยต้องการสั่งสอนที่คิดลบหลู่เหิมเกริมหมายปองเรไร

“ฉันรู้ ว่าออกขุนถือยศศักดิ์ แต่เรื่องรักใคร่ใช่จะห้ามกันได้ แลเสมาก็มีความชอบในราชการเป็นหัวหมื่นแล้ว สักวันต้องได้เป็นขุนศึกขุนพลเป็นแน่ แล้วออกขุนจะรังเกียจเดียดฉันท์ไปทำไมกัน” พันอินช่วยแก้ต่าง

“หากมันประพฤติตามธรรมเนียม แลรอวาสนาตัวจนได้เป็นขุนพลแล้ว ฉันก็คงไม่รังเกียจดอก แต่มันกลับลักลอบพบปะแม่เรไรเป็นหลายครา พูดไปก็อับอายนัก เอาเป็นว่าหากอ้ายเสมามันกระทำบัดสีกับแม่ศรีเมืองถึงบนเรือนของพี่พันอินบ้าง พี่พันอินยังจะเลี้ยงมันไว้อีกหรือไม่เล่า” ขุนรามเดชะตอกกลับ

พันอินชะงักเริ่มโน้มเอียงไม่กล้าเข้าข้างเสมาอีก

5 เดือนต่อมา กองทัพหงสาวดีล้อมกรุงศรีอยุธยานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ แถมยังถูกปล้นทัพ รื้อค่ายบ่อยครั้ง จนได้รับความลำบากอย่างยิ่ง แม้กระทั่งค่ายของพระมหาอุปราชาก็ยังต้องแตก ถอยร่นจากขนอน และบางตะนาว ไปอยู่ที่บางกระดาน ทำให้พระเจ้านันทบุเรงทรงท้อพระทัย ยกทัพกลับไปในที่สุด

ครั้นสิ้นศึก ขันได้เลื่อนยศเป็นหมื่นชาญณรงค์ เขาดีใจมากด้วยคิดว่ามียศเท่าเสมาแล้วจึงทำกร่าง แถมคุยโม้กับดวงแข ว่าเสร็จศึกคราวนี้อะไรๆก็ดีแต่น่าเสียดายที่เสมาไม่ตายในศึกด้วย

“แต่มันยังอยู่ก็มีข้อดีเช่นกัน มันจะได้เห็นวาสนาของพี่ เพลานี้พี่เป็นหัวหมื่นเสมอมันแล้ว ไม่นานนัก พี่ต้องอยู่เหนือมันให้จงได้” สีหน้าแววตาขันเต็มไปด้วยเหิมเกริม

ดวงแขไม่สบายใจนัก เพราะแค่เรื่องเรไรตนก็หนักใจพอแล้ว นี่พี่ชายกับเสมายังเป็นศัตรูกันอีก

บ่ายวันเดียวกัน สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถประทับนั่งอยู่ในท้องพระโรง แวดล้อมด้วยขุนนาง อำมาตย์มากมาย เพื่อทำพิธีเลื่อนยศศักดิ์ให้ทหารกล้าทั้งแปดที่ร่วมรบอย่างกล้าหาญและเสมาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เขาได้เลื่อนยศเป็นขุนศึกไชยชาญ

บัวเผื่อนหูไวตาไวรู้ข่าวนี้ก่อนใคร รีบมาแสดงความยินดีกับเรไร แม่หญิงส่งยิ้มเขินอายออกตัวว่า ถึงเสมาจะได้เป็นขุนแต่พ่อแม่ท่านก็ชังเสมานัก

“ใครหนอจักชังขุนศึกทหารสมเด็จองค์เจ้าฟ้านเรศ ได้ แม้จักมีถือชัง ก็ต้องยอมลงด้วยพระบรมราชโองการเป็นแน่ จริงหรือไม่เล่าแม่เรไร” บัวเผื่อนทำพูดดี แต่ในใจนึกอิจฉา

ooooooo

หน้าวัง...เสมายืนรอฟังข่าวขอประทานเรไรอย่างกระวาย

ระหว่างนั้น พุฒกับขันผ่านมาเห็นจึงเข้ามาเย้ยว่า พวกตนได้เลื่อนยศเป็นหมื่นแล้ว และบังเอิญว่าบัวเผื่อนเดินคุยกับเพื่อนออกมาได้ยิน นางเข้าไปประจบเสมา แล้วตอกกลับขันและพุฒว่า ตอนนี้เสมาได้เลื่อนยศเป็นขุนศึกไชยชาญแล้ว ทำเอาสองเกลอหน้าเสีย

เสมาส่งยิ้มบางๆเอ่ยกับบัวเผื่อน “ขอบนํ้าใจแม่หญิงบัวเผื่อนนัก ในเมื่อแม่หญิงร่วมดีใจกับฉันแล้ว ก็ขอแม่หญิงเอาใจช่วยฉันอีกเรื่องเถิด ฉันเพิ่งขอพระราชทานแม่หญิงเรไรจากสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่าน ป่านฉะนี้แล้ว ยังไม่รู้เป็นประการใดเลย”

“ขอพระราชทานแม่เรไรแล้วรึ ควรแล้ว ศึกหงสาครานี้ท่านขุนมีความชอบนัก เพียงแค่ขอพระราชทานแม่เรไร พระองค์ต้องทรงโปรดเป็นแน่” บัวเผื่อนยิ้มเย้ยมาทางขันกับพุฒ

ทั้งสองขบกรามแน่น แค้นแทบกระอักเลือด รีบเดินหนีไป

ในวัง...สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกา-ทศรถ เรียกขุนรามเดชะกับลำภูเข้าเฝ้าเพื่อขอเรไรให้กับเสมา แต่ขุนรามเดชะกับลำภูรู้เรื่องนี้มาก่อน จึงอ้างกับทั้งสองพระองค์ว่า ได้รับปากหมั้นหมายเรไรกับหมื่นชาญ-ณรงค์แล้ว แต่ถ้าเป็นพระประสงค์พวกตนก็จะขอคืนของหมั้นให้แก่หมื่นชาญณรงค์

“ไม่ต้องดอก ทำเช่นนั้นก็เหมือนดั่งเราทำให้พวกเจ้าเสียสัตย์ แล้วเราจะตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมได้อย่างไร”

“เมื่อไม่อาจพระราชทานนางข้าหลวงเรไรได้ สมเด็จพี่ก็พระราชทานของอื่น ให้แก่ขุนศึกไชยชาญแทนเถิดพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

สมเด็จพระนเรศวรพยักหน้าเห็นดีด้วย ขุนรามเดชะและลำภูลอบสบตากันอย่างหวาดๆ ด้วยกลัวที่โกหก

ทั้งสองพระองค์ แต่เพราะไม่อยากได้เสมาเป็นเขยเลยจำเป็นต้องทำ

คํ่าแล้ว เสมาเดินถือตะเกียงเดินคุยมากับจำเรียงด้วยความผิดหวัง จำเรียงปลอบใจพี่ว่า คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน เสมายอมรับฟัง แล้วเสนอจะเอาเงินทองที่ได้พระราชทานไปไถ่ตัวน้อง จำเรียงยิ้มเศร้าๆ บอกให้พี่ชายนำเงินไปปลูกเรือนและสร้างโรงเหล็กให้พ่อกับแม่ก่อน เพราะถูกพวกพม่าเผาวอดไปแล้ว

เสมาขบกรามแน่น น้อยใจในโชคชะตาพูดไม่ออก ดึงน้องสาวเข้ามากอด “เอ็งกตัญญูดีนักจำเรียง ข้าจักต้องไถ่เอ็งเป็นไทให้ได้ในเร็ววัน”

ooooooo

หลังจัดหาที่นอนในวัดให้พ่อกับแม่แล้ว เสมาอาศัยแคร่หน้าเรือนของพันอินเป็นที่พักชั่วคราว

ครั้นใกล้สาง ศรีเมืองลงมาหุงหาอาหาร เห็นเสมานอนอยู่ก็ตกใจรีบเข้าปลุก เสมาบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ศรีเมืองเห็นใจเข้าไปจัดหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เปลี่ยน แล้วจะเอาชุดเก่าที่เหม็นเหงื่อเต็มที่ไปซักให้

เสมาเกรงใจดึงเสื้อไว้ แต่ออกแรงมากไป ศรีเมืองจึงเสียหลักโผเข้าหาเสมา แม่สาวน้อยเอียงอายอยู่ในอ้อมกอดชายหนุ่ม เพลานั้นพันอินกลับมาเห็นเข้า

“พูดไปก็อับอายนัก เอาเป็นว่าหากอ้ายเสมามันกระทำบัดสีกับแม่ศรีเมืองถึงบนเรือนของพี่พันอินบ้าง พี่พันอินยังจะเลี้ยงมันไว้อีกหรือไม่เล่า” เสียงขุนรามเดชะผุดขึ้นในความคิด

“อ้ายเสมา” พันอินตวาด

เสมาและศรีเมืองตกใจ รีบผละออกจากกันทันที พันอินมองเสมาด้วยสายตาโกรธจัดก่อนเดินหัวเสียขึ้น

เรือนไป เสมาและศรีเมืองหันมามองหน้ากัน ด้วยสีหน้าไม่

สบายใจนัก รีบตามไปอธิบาย แต่พันอินไม่รับฟังสั่งให้เสมาออกไปให้พ้นเรือน เพราะขืนอยู่สืบไปก็จะไม่พ้นขายหน้า

เสมารู้ว่า พูดอะไรไปก็ไม่มีผลแล้วจึงก้มลงกราบพันอิน แล้วลุกเดินจากไป พันอินมองตามพลางพึมพำด้วยความเจ็บใจ “กลับจากศึกครานี้ ตั้งใจจักมาเตือนแลหามูลนายให้สังกัดโดยแท้ จะได้สุขสบายเสียที แต่เมื่อเนรคุณเช่นนี้ก็ลำบากยากจนต่อไปเถิด”

ooooooo

พันอินกลัวเสมาจะลักลอบมาพบศรีเมืองอีก จึงพามาฝากฝังกับเรไรให้พาอยู่กับในวังด้วย

เรไรแอบเคืองเสมา ด้วยคิดว่าไปติดพันศรีเมืองจริงๆ เธอนำเรื่องนี้ไปปรึกษาดวงแขหวังหาคนปลอบใจ แต่ดวงแขกลับหึงศรีเมืองเสียเอง จึงแกล้งใช้งานสาวน้อยสารพัด แถมพูดเหน็บให้เจ็บใจอยู่ร่ำไป

วันหนึ่ง ขณะที่ศรีเมืองฝึกงานในวังอยู่กับดวงแข บัวเผื่อนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่า พระมหาธรรมราชาทรงประชวรหนักให้จัดเวรเฝ้าตลอดคืน

ด้านพระมหาธรรมราชาทรงเห็นว่า ทรงชรามากแล้วจึงเรียก สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เข้ามาสั่งความ “หงสาทำศึกไม่หยุดหย่อน อาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนนัก ชำนะได้ด้วยกำลัง แต่ไม่อาจชำนะใจผู้คนได้นานไปย่อมต้องพ่ายแพ้ แต่เจ้าอย่าวิตกเลย เมื่อเราชำนะศึกหงสาได้ บารมีก็จะมากขึ้น จนกลับมาเข้มแข็งดังก่อนได้แน่ แต่สิ่งสำคัญคือสามัคคี ที่อโยธยาต้องเสียแก่หงสา ก็เพราะขาดซึ่งสามัคคีระแวงแก่กันเองจนพ่ายต่อศัตรู เจ้าทั้งสองจงระวังอย่าให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก”

สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถขรึมลง คิดตามที่พระมหาธรรมราชาตรัส เพราะเกรงจะเกิดเหตุเหมือนครั้งท้าวศรีสุดาจันทร์แลขุนวรวงศาขึ้นอีก

สมเด็จพระนเรศวรหันมาตรัสกับสมเด็จพระเอกาทศรถว่า หากพระองค์เป็นอะไรไปให้สมเด็จพระเอกาทศรถ ขึ้นครองราชย์แทน และอย่าให้อโยธยาต้องแตกแยกดังเช่นที่ผ่านมา

สมเด็จพระเอกาทศรถนิ่งคิดก่อนยกมือพนมรับคำสั่ง สมเด็จพระนเรศวรพยักหน้ารับทราบด้วยความสบายใจพร้อมตบบ่าขอบใจน้องชาย ด้วยทรงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติสำคัญกว่าทุกสิ่ง

3 เดือนต่อมา

ขณะที่สมบุญฝึกทหารใหม่อยู่ที่ลานวัดพุทไธสวรรย์ สินเดินบ่นมากับลูกพี่ว่า เสียทีได้เป็นแม่กองทหารอาสากลับต้องเอาลานวัดเป็นที่ฝึกปรือทหาร เพราะตนไม่เคยเห็นออกขุนผู้ใดในอโยธยา ไม่มีเรือนฝึกปรือทหารเช่นเสมา

“ข้าก็มีเรือนโว้ยอ้ายสิน แต่เรือนข้าเพิ่งปลูกใหม่แลคับแคบนัก จะให้รับคนเป็นร้อยกระไรได้วะ”

“ข้อนี้ฉันก็ประหลาดใจนัก ฝีมือพี่ก็ถือได้ว่าเป็นเอกในอโยธยา แล้วเหตุใดไม่มีพระคุณท่านใดรับพี่สังกัดมูลนายบ้าง ปล่อยให้พี่เป็นทหารอาสาอยู่เช่นนี้ได้” สมบุญเข้ามาสมทบ

“ข้าคงไม่มีวาสนากระมัง ช่างเถิด ได้ออกรบฉลองคุณบ้านเมืองเช่นนี้ ข้าก็พอใจแล้ว” เสมาหน้าจ๋อยขยับจะเปลี่ยนเรื่องคุย ยามเอื้อยแตงหน้าตาตื่นเข้ามา บอกให้รีบกลับบ้านเพราะบุญเรือนไข้หนัก เพ้อไม่ได้สติ

เสมาตกใจรีบกลับเรือน เห็นแม่นอนไข้ขึ้นเพ้อหาแต่จำเรียง พ่อทหารหนุ่มสงสารแม่จึงตัดสินใจไปพบดวงแขเพื่อขอตัวจำเรียงกลับมาดูใจแม่สักครา

ดวงแขลำบากใจนัก เพราะนายเงินคือขันไม่ใช่เธอ แต่เมื่อเสมาอ้อนหนักเข้า แม่สาวผิวเข้มก็ใจอ่อนยอมพาจำเรียงมาเยี่ยมบุญเรือน

บุญเรือนมีความสุขขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นหน้าลูกรัก นางหันมาขอบอกขอบใจดวงแขที่เมตตา

“อย่าพูดเช่นนั้นเลยจ้ะแม่ป้า แม่ป้ารักษาตัวให้หายเถิด เอ่อ...ฉันจึงไม่ได้หยิบกระไรติดไม้ติดมือมาฝาก ขอขมาด้วยเถิดจ้ะ” ดวงแขส่งยิ้มให้

“ไม่ต้องฝากดอกแม่หญิง แค่ฉันได้เห็นหน้าลูก ก็ดีใจนักแล้ว” บุญเรือนกอดจำเรียงด้วยความรักและคิดถึงมาก

มั่นหันไปพูดกับเสมา ว่าเช่นนี้ บุญเรือนคงหายไข้โดยเร็วเป็นแน่ เสมายิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะยิ้มเลยไปให้ดวงแข ทำให้สาวเจ้าเอียงอาย แลทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาเอื้อยแตงที่ขว้างค้อนตาเขียว

ครู่ต่อมา เสมาคว้าไซลงไปดักปลา ตั้งใจจะเอามาทำอาหารเลี้ยงดวงแข เอื้อยแตงเดินหน้าบึ้งเข้ามาแดกดันว่า แม่หญิงชาววังคงกินกับข้าวชาวบ้านร้านตลาดไม่ได้

“เอ็งยังเคืองแม่หญิงดวงแขอยู่อีกรึเอื้อยแตง อย่าถือโกรธกันเลย แม่หญิงถือศักดิ์ด้วยเป็นข้าหลวงในวัง แลมีพ่อเป็นถึงออกหลวง แต่โดยน้ำใจแล้วดีนัก ไม่เช่นนั้นจักยอมให้จำเรียงกลับมารึ”

“เพียงนี้ก็ถือว่าดีแล้วรึ มิน่าเล่า ผู้คนถึงบอกว่าขุนศึกไชยชาญโง่งมนัก แม่หญิงดวงแขผู้นี้มิได้ซื่อนักดอก ยามยิ้มแย้มอาจจักถือมีดซ่อนไว้ด้านหลัง ผิดกับแม่หญิงเรไรของพี่นัก พี่คอยดูเถิดว่า จะสมกับคำที่ฉันพูดหรือไม่”

“เอ็งก็แกล้งว่าแม่หญิง ถามจริงเถิด...” เสมาพูดไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงดวงแขหวีดร้องดังขึ้น

“หยุดเถิดพี่ขัน พี่ขันอย่า...”

เสมาและเอื้อยแตง ตกใจเมื่อรู้ว่าขันมาถึงเรือน ทั้งคู่รีบวิ่งไปตามเสียงทันที

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”
15 มิ.ย 2564

11:40 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 16:53 น.