ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

การประลองกำลังจะเริ่ม เสมายืนถือดาบสองมืออยู่กลางลานกว้าง ขันยืนอยู่ข้างพุฒที่ถือกระบี่เตรียมพร้อม ชาวบ้านเข้ามามุงดู เรไรเพิ่งมาถึง เธอมองเสมาด้วยความห่วงใย ไม่คิดว่าการหึงหวงของตนจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่อง

ขันกระซิบบอกพุฒว่า เพลงดาบสองมือของเสมาร้ายนัก ให้ท้าประลองด้วยเพลงกระบี่ดีกว่า เพราะเสมาคงไม่ชำนาญ พุฒยิ้มรับมั่นใจว่า เสมาต้องตายคากระบี่ตนก่อนถึงมือขันแน่ คิดพลางหันไปท้าเสมาให้สู้กันด้วยเพลงกระบี่

เสมาว่าตนไม่ได้พกกระบี่มา ขอใช้ดาบมือเดียวแทน พลันขว้างดาบอีกเล่มไปปักต้นไม้ เหลือเพียงดาบเล่มเดียวตั้งท่าเพลงกระบี่

พุฒจู่โจมเข้าหา ขณะเสมาตั้งรับหมายหยั่งท่าทีก่อน ทำให้พุฒย่ามใจรุกเข้าใส่ แต่สุดท้ายก็พลาดถูกเสมาแทงสวนออก ปลายดาบจ่อคอหอยคู่ต่อสู้ พุฒตกใจทำอะไรไม่ถูก เสมาขอให้พุฒยอมแพ้ จะได้คิดบัญชีกับขัน ขณะหันหลังเดินออก พุฒฉวยฟันกระบี่ใส่ทางด้านหลัง

เรไรร้องเตือนให้ระวัง เสมาเบี่ยงตัวหลบได้หวุดหวิด แต่ปลายกระบี่ก็บาดท้ายทอยได้เลือดพอสมควร

“แผลหนึ่งของกู ต้องแลกสักสี่ห้าแผลของมึง” เสมาโถมเข้าใส่พุฒ

พุฒสู้ไม่ได้ถูกเสมาฟันด้วยสันดาบเข้าที่หน้าและลำตัวจนเลือดซึม ขันเห็นดังนั้นก็ใช้ดาบสองมือ โถมฟันใส่เสมาเพื่อช่วยเพื่อน เสมาไม่ทันตั้งตัวถูกฟันที่แขน แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตรงไปดึงดาบที่ปักอยู่ที่ต้นไม้ออกมา แล้วลุยใส่ขันแบบไม่ยั้ง แม้ขันจะได้ท่าไม้ตายใหม่มา แต่ก็ถูกเสมาซ้อมสะบักสะบอม สภาพหนักกว่าสมบุญด้วยซ้ำ

ทันใดนั้นเอง ขุนรามเดชะก็คุมทหารแหวกชาวบ้านเข้ามาล้อมเสมาไว้หมายจะเอาผิด เสมาวางดาบเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าขุนรามเดชะแต่ไม่ยอมให้จับไปลงโทษเช่นคราวก่อน

“การนี้ถึงจะแสนผิดร้าย ข้าพระเจ้าก็จำเป็นนัก ต้องกราบลาพระคุณไปตามเรื่องอ้ายเสมาขอคืนแล ถอดถอนตำแหน่งต่อหน้าท่าน แต่นี้อ้ายเสมาไม่ใช่ทหารแล้ว ขอกราบลาพระคุณท่านประเดี๋ยวนี้” เสมาก้มลงกราบ

ขุนรามเดชะมองเสมาด้วยสายตาโกรธเคือง แต่เสมาลาออกแล้วจะจับอีกก็เกินไป ส่วนเรไรน้ำตาคลอเบ้า ทั้งสงสารและรู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุทั้งหมด เธอยืนมองเสมาเดินแหวกทหารและชาวบ้านจากไป

ooooooo

ฝ่ายบุญเรือน เมื่อรู้เรื่องเสมาก็อาละวาดเสียงลั่น หวั่นจะมีความผิดไปด้วย ขณะที่จำเรียงก็เอาแต่ฟูมฟายเป็นห่วงขันที่โดนเสมาทำร้าย มั่นทนไม่ไหวตวาดใส่ลูกเมียที่ห่วงคนอื่นมากกว่าลูกและพี่ชาย เพราะไม่รู้ว่าเสมาไปอยู่ที่ไหน

“ฉันเป็นแม่ มีรึจะไม่ห่วงใย แต่หากเราต้องรับโทษเพราะความหุนหันพลันแล่นของมันจริง พี่ตอบฉันทีรึ ว่าเราสามคนจะทำเยี่ยงไร” บุญเรือนทิ้งค้อน มั่นนั่งเครียดเพราะถ้าต้องรับโทษจริงก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

ในตอนค่ำ ดวงแขมาทำแผลให้ขัน แต่พอได้ยินพี่ชายกล่าวอาฆาตจะเอาผิดเสมาให้ถึงที่สุด ก็รีบปรามว่า ท้าประลองกันเอง จะฟ้องร้องเอาผิดกระไรได้

“ไม่ต้องมาย้อนพี่ คดีเก่าของน้องกับอ้ายเสมา ยังมิได้ชำระกัน อย่านึกว่าพี่จะลืม แต่นี้ต่อไป น้องอย่าข้องเกี่ยวกับอ้ายศัตรูของพี่คนนี้อีก ไม่เช่นนั้น ก็อย่ามานับถือเป็นพี่เป็นน้องกันอีกเลย” ขันเสียงเข้ม

ดวงแขฟังแล้วหนักใจกับเส้นทางรักของตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะ พันอิน และพระ-พิชัยสงครามกำลังคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเรื่องเสมาอยู่ที่ชานบ้าน ด้วยพระพิชัยสงครามตำหนิขุน-รามเดชะที่จัดการปัญหาไม่เด็ดขาดทำให้เสมาต้องหนีไป ขุนรามเดชะหน้าเสียนึกโกรธเสมาที่ทำให้ตนโดนว่า ฝ่ายพันอินรีบถาม ว่าทำไมพระยาพิชัยถึงอยากได้ตัวเสมานัก

“อีกไม่นานจะมีศึกใหญ่ แล้วฝีมืออ้ายเสมา ก็ประจักษ์แล้วครั้งศึกบางเกี่ยวหญ้า ฉันจึงเสียดายนัก หากต้องขาดคนดีมีฝีมือเยี่ยงมันไป” พระยาพิชัยถอนใจ

ขุนรามเดชะตกใจร้องถามว่า จะมีศึกอีกหรือเพราะพวกข้าศึกเพิ่งแตกพ่ายกลับไปไม่นาน พระพิชัยพยักหน้ารับ

“มีแน่ๆ ออกขุนหงสานั้นยิ่งใหญ่นัก แตกพ่ายไปเพียงครั้ง หาทำให้กำลังลดน้อยถอยลงไปไม่ มีแต่จะบุกกลับมาด้วยกำลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

เวลาเดียวกัน ที่ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงทรงตำหนิพระเจ้าเชียงใหม่ที่พ่ายศึกกลับ พระเจ้าเชียงใหม่ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

“มันก็ควรจักเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่รึ หากเจ้าไม่เฉื่อยช้า ยกทัพไปตามกำหนดให้ทันทัพสมเด็จอา พระยาพสิมรุมตีกระหนาบทั้งสองด้าน มีหรือจะพ่ายแพ้แก่สมเด็จพระนเรศได้” พระเจ้านันทบุเรงเสียงกร้าว

“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอพลห้าหมื่น ไปตั้งทัพ ณ เมืองกำแพงเพชร เพื่อสะสมเสบียงอาหารเกลือ ถ้าสมเด็จอามังนรธาช่อเสียทีอีก จะได้มีกำลังไว้ทำศึกครั้งต่อไปพระพุทธเจ้าข้า” พระมหาอุปราชาขออาสาด้วย

“ชอบแล้ว สมกับที่เจ้าเป็นบุตรเรามังกะยอชวา” พระเจ้านันทบุเรงยิ้มพอใจแล้วหันไปตรัสกับพระเจ้าเชียงใหม่

“เจ้าจงยกพลเชียงใหม่ หนึ่งแสนไปทำศึก หากพ่ายแพ้ก็ไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้า อีกต่อไป”

ooooooo

หลายวันต่อมา เรไร จำเรียง และชบา นางข้าหลวง ช่วยกันแกะสลักขิงดองอยู่ในวัง จำเรียงใจลอยจึงโดนมีดบาดนิ้ว เรไรเข้ามาดูพลางเรียกให้ชบาเอายามาใส่แผล จำเรียงน้ำตาคลอสารภาพกับเรไร ว่าตนคิดถึงพันฤทธิ์ เพราะตั้งแต่ถูกเสมาทำร้ายก็ไม่เคยพบเลย

“ไปเยี่ยมที่เรือน พี่พันฤทธิ์ก็ไม่ยอมให้ขึ้นเรือน คงจะโกรธ เพราะเหตุที่จำเรียงเป็นน้องพี่เสมาเป็นแน่เจ้าค่ะแม่หญิง” จำเรียงปล่อยโฮ

เรไรเห็นใจช่วยปลอบโยนและอาสาจะถามข่าวจากดวงแขให้ จำเรียงสะอึกสะอื้นโทษ ว่าเป็นเพราะเสมาคนเดียวและหากพี่ชายกลับมาตนจะไม่พูดด้วย เรไรตกใจถาม ว่าเสมายังไม่กลับบ้านอีกหรือ แต่พอรู้ตัวก็รีบประชด ว่าคงอยู่ที่บ้านคู่รักชื่อเอื้อยแตง

“เอื้อยแตงไม่ใช่คู่รักของพี่เสมาดอกจ้ะ ถึงคนอื่นจะนินทาอย่างไร ข้อนี้จำเรียงก็หาเชื่อไม่ เพราะเอื้อยแตงเกิดปีเดียวกับจำเรียง เราโตด้วยกันมาแต่เล็กแต่น้อย หากพี่เสมาชอบพอเอื้อยแตงจริง คงผูกข้อไม้ข้อมือไปเสียนานแล้วจ้ะ”

เรไรฟังแล้วอึ้งเกิดคำถามในใจว่า ตนเข้าใจเสมาผิดไปหรือ

เย็นวันนั้นเอง เรไรแสร้งมาหาซื้อของที่ร้านเอื้อยแตง แล้วหลอกถามเรื่องเสมาจึงได้รู้ความจริงว่า คนที่ลวนลามเอื้อยแตงกลางตลาดคือพุฒ

“มีเรื่องเช่นนี้รึ พันจบรณรงค์ถึงกับกล้าลวนลามกลางตลาดเชียวรึ” เรไรตีหน้าขรึมแต่ในใจแอบโล่งอก

“จ้ะ ชาวตลาดละแวกนี้เห็นกันแทบทุกคน อ้ายสมบุญศิษย์พี่เสมาก็เป็นพยานได้จ้ะ” เอื้อยแตงยืนกราน

เรไรไม่รอช้ารีบกลับไปที่เรือน เรียกให้พิณไปตามสมบุญมาสอบถามและได้ความตรงกับเอื้อยแตง แถมสมบุญยังตัดพ้อแทนลูกพี่ว่า ตนได้กราบเรียนให้ขุนรามเดชะทราบความจริงแล้ว แต่ท่านทำเฉยคงเป็นเพราะพันฤทธิ์เป็นบุตรของเกลอเก่า แลมั่งมีกว่าช่างตีเหล็กอย่างเสมา ทำให้น้อยใจถึงกับออกจากทหารไป

“ฉันผิดเอง” เรไรพึมพำ นึกโทษตัวเองที่หูเบา เธอซักสมบุญต่อ เพลานี้เสมาอยู่ไหน

สมบุญมองไปรอบๆแล้วกระซิบบอกเรไรว่า เสมาหลบไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในวิเศษไชยชาญ

ooooooo

เมืองวิเศษไชยชาญ เสมาร่ายรำเพลงดาบอย่างพลิ้วไหว แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มแข็งดุดันอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จนกระทั่งจบกระบวนท่าก็หันไปเห็นพระครูขุนกับหลวงน้ายืนมองด้วยสายตาชื่นชม

เสมาเข้าไปกราบพระภิกษุทั้งสอง พระครูขุนเอ่ยชมฝีมือดาบของเสมา ว่าไม่ผิดกับตนในวัยฉกรรจ์ หลวงน้าบ่นว่าเสียดายฝีมือของเสมานักเพราะน่าจะได้อยู่ฉลองคุณชาติ มิใช่หลบอยู่ในวัดดั่งคนขลาดเช่นนี้

เสมาหน้าเศร้าตัดพ้อว่า ตนทำดีเท่าไหร่ก็สู้พวกประจบสอพลอมิได้

พระครูขุนกับหลวงน้าสบตากัน รู้ว่าเสมาน้อยใจจนไม่อยากรับราชการอีก หลวงน้าจึงออกอุบายถามเสมาว่า เคยได้ยินเรื่องสงครามช้างเผือกหรือไม่ ก่อนพระเจ้าบุเรงนองจะยกทัพมาได้ส่งพระราชสาส์นมายังกรุงอโยธยา

“นี่เป็นเนื้อความในพระราชสาส์น ที่ได้แปลอักขระแลคัดลอกไว้ เอ็งลองอ่านดูเถิด” หลวงน้าหยิบจดหมายใบลานฉบับหนึ่งออกจากย่ามส่งให้

เสมาไหว้ ก่อนจะรับจดหมายใบลานมาด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าหลวงน้าต้องการสื่ออะไร

“หม่อมฉันได้ยินข่าวที่เล่าลือไปถึงกรุงหงสาวดีว่าสมเด็จพระเชษฐามีบุญญาธิการมากนัก ทรงมีช้างเผือกเข้ามาสู่พระบารมีมากถึงเจ็ดช้าง แต่ทางกรุงหงสาวดี ยังหามีช้างเผือกสำหรับพระนครไม่ ขอให้สมเด็จพระเชษฐาเห็นแก่ไมตรี ขอประทานช้างเผือกให้แก่ข้าพระเจ้าผู้เป็นอนุชา ไว้เป็นศรีแห่งนครสักสองช้าง ทางพระราชไมตรีทั้งสองพระนครจะได้จำเริญวัฒนาการสืบไป...” เสมาอ่านเสียงดังฟังชัดแล้วเงยหน้าขึ้น

พระครูขุนถามว่า ถ้าเป็นเสมาจะยอมให้ช้างเผือกหรือไม่ เสมาคิดหนักเพราะตอบยากเหลือเกิน พระครูขุนส่งยิ้มพลางอธิบาย “นี่คือพระสติปัญญาของพระเจ้าบุ–เรงนองในครั้งนั้น ฝ่ายขุนนางก็มีทั้งเห็นด้วยแลไม่เห็นด้วยเช่นกัน ที่สุดแล้ว พระมหาจักรพรรดิไม่ทรงยกให้ จนต้องเกิดศึก บรรดาขุนนางต่างโทษว่ากันเองจนแตกสามัคคี ไม่เพียงแต่จะแพ้ศึกครั้งนี้ แต่ยังผลมาถึงการเสียกรุงในกาลต่อมาด้วย”

“ที่ข้ายกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าว ก็หวังเตือนใจเอ็ง ให้เห็นถึงความสามัคคีเป็นที่ตั้ง ข้ารู้ว่าเอ็งท้อใจในราชการ แต่หากเอ็งไม่ละวาง บ้านเมืองก็ต้องขาดคนดีมีฝีมือไปอีกคนหนึ่ง” หลวงน้าสรุป

พระครูขุนหยิบห่อผ้าห่อใหญ่ยื่นให้เสมา “ที่ข้ามาหาเอ็งถึงวิเศษไชยชาญ ก็เพื่อจะเอาของที่เอ็งไปทิ้ง ไว้ให้ข้ามาคืนแก่เอ็ง เอ็งรับไปเถิดอ้ายเสมา รับไปแล้ว จะกระทำการใดต่อก็สุดแต่ใจเอ็ง”

เสมาไหว้ ก่อนจะรับห่อผ้ามาเปิดออก เห็นดาบคู่แสนศึกพ่ายของตน เขาชักดาบออกมาดู สายตาเริ่มเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ เลือดทหารกล้ากรุงศรีฉีดพุ่ง

ooooooo

บ่ายวันต่อมา เสมามากราบขุนฤทธิ์พิชัยที่จวนเพื่อขอสมัครเป็นทหารไปออกรบในกองทะลวงฟัน พลางสารภาพความผิด

“ด้วยข้าพระเจ้าเป็นคนผิดหนีพระนครบาลมาแต่ในกรุง แลขาดเกณฑ์พระราชพิธีท่าน จึงขอสารภาพรับผิดไว้ สิ้นศึกเมื่อใดก็ขอเมตตาพระคุณแม่กองนำเฝ้าท่านแม่ทัพ พอได้เป็นพยานความดีมั่งเถิดขอรับ”

“เท่านั้นเองดอกรึ อย่าวิตกเลย เพราะรักในน้ำใจเอ็งนักที่มาบอกเล่าให้รู้แต่โดยจริง โทษภัยเพียงนี้...” ขุนฤทธิ์พูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงทหารเอะอะมาจากท้ายจวน ว่าอ้ายสินเมามีเรื่องวิวาทอีกแล้ว

“อ้ายสิน” ขุนฤทธิ์โมโหรีบไปดูเหตุการณ์

เสมาลุกตามไปด้วยและได้ประลองทวนกับสินที่คุยโอ่ว่า ทหารทั้งจวนไม่มีใครสู้ตนได้ ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายสินเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เหล่าทหารโห่ร้องดีใจที่มีคนเอาชนะสินได้

ขุนฤทธิ์ยิ้มพอใจ ที่ได้คนดีมีฝีมืออย่างเสมาอยู่ในกองทัพอย่างไม่คาดคิด ส่วนสินเองก็นึกชมน้ำใจเสมาจึงขอเป็นเพื่อนตาย และเรียกเสมาว่าพี่

ขณะที่เสมาได้เกลอเพิ่มอีกคน ขันกับพุฒก็พยายามประจบขุนรามเดชะหวังเป็นคนโปรด วันนี้ขันนำเครื่องลายครามราคาแพงมาเป็นของกำนัลให้ขุนรามเดชะ เรไรที่แอบดูหวั่นใจยิ่งนักด้วยรู้ทันแผนการของทั้งคู่ เธอนึกห่วงเสมา จึงใช้ให้พิณไปตามสมบุญมาพบที่ชานหลังบ้าน เพราะรู้มาว่าสมบุญเตรียมตัวจะไปออกศึกอีกครั้งเพื่อปลดตัวเองเป็นไท

สมบุญเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าเรไร แม่หญิงคนงามวางแหวนทองเกลี้ยงลงบนฝ่ามือของเขาพลางเอ่ย

“หากไปศึกครานี้ เจ้าเจอหัวหมู่เสมา จงมอบแหวนวงนี้ให้หัวหมู่เถิด”

“ขอรับแม่หญิง แต่กองทัพมีคนมากนัก ทั้งยังแบ่งเป็นหลายกอง ข้าพระเจ้าเกรงว่าจะหาได้เจอพี่เสมาไม่ แลพี่เสมาก็สิ้นอาลัยในยศศักดิ์ อาจไม่อาสาเป็นทหารแล้วกระมังขอรับ”

“หากเรื่องเพียงนี้ทำให้ถอดใจยอมแพ้เสียแล้ว ก็ถือว่าสิ้นวาสนา แต่หากเสมายังใฝ่ใจเป็นทหาร ฉันเชื่อว่าเจ้าต้องได้เจอเป็นแน่ หากได้เจอ เจ้าจงบอกครูเจ้า ว่าฉันรู้เรื่องทั้งปวงแล้ว ต้องขอขมาที่เคยผิดไป แลขออวยชัยให้ชนะข้าศึกกลับคืนสู่อโยธยาอย่างปลอดภัยเถิด”

ooooooo

หลายวันต่อมา เสมาและสินนำทหารไทยเข้าปะทะกับทหารพม่าที่ชายป่าในยามค่ำ พวกพม่าสู้ไม่ไหวหนีตายกันจ้าละหวั่น เสมาชูดาบขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองทหารไทยดังกึกก้อง ก่อนยกกำลังกลับมาที่ค่ายพระศรี อันมีพระศรีวิเศษไชยชาญเป็นแม่ทัพ

พระศรีหัวเราะลั่นเอ่ยชมเสมา ว่าเป็นมงคลแก่กองทัพยิ่งที่ออกศึกคราแรกก็ชนะพวกพม่าได้

“แต่ศึกวันนี้ยังเล็กนักขอรับ ศึกใหญ่ยังรออยู่ที่ปากโมกเป็นแน่ ด้วยทัพของสมเด็จพระราชโอรสตั้งอยู่ ณ ลุมพลี กำลังจะยกขึ้นปากโมก แลทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ใกล้จะถึงปากโมกแล้ว คงจะได้ปะทะกันในวันรุ่ง” ขุนฤทธิ์ติง

“เช่นนั้นทัพพลอาสาของเรา ต้องเข้ายอศึกดูกำลัง อย่าให้อ้ายพวกข้าศึกเข้าปากโมกได้ จนกว่าสมเด็จพระราชโอรสทั้งสองจะเสด็จมาถึง”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าพระเจ้าขอเป็นกองหน้าทะลวงฟัน หากอ้ายเสมาถอยแม้เพียงก้าวเดียว พระคุณโปรดตัดหัวอ้ายเสมาเถิดขอรับ” เสมาพนมมือขออาสา

สินเห็นดังนั้นก็อาสาไปกับเสมาด้วย พระศรีและขุนฤทธิ์ พยักหน้าด้วยความพอใจ

ทุ่งกว้างริมแม่น้ำในยามเช้า เสมากับสินนำทัพอาสาของไทย เข้าตะลุมบอนกับทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่มีสเรนันทสู และพระเจ้าเชียงแสนเป็นแม่ทัพ จนกระทั่ง สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถยกทัพเรือเสด็จมาถึง จึงมีรับสั่งให้ทัพเรือระดมยิงปืนเข้าใส่ทัพของพระเจ้าเชียงแสน ถูกไพร่พลล้มตายลงเป็นอันมาก ข้าศึกจึงได้ยิงตอบโต้มาที่เรือพระที่นั่ง จนสมเด็จพระเอกาทศรถมีรับสั่งให้สอดเรือพระที่นั่งของพระองค์เข้าบังเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรไว้ โดยสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงพระแสงปืนสับนก ถูกนายทัพคนสำคัญของข้าศึกล้มตายลงหลายคน ฝ่ายกองทัพอาสาก็ได้ยกเข้าตีกระหนาบ ทำให้ทัพพระเจ้าเชียงแสนต้องรับศึกหนัก จนต้องพ่ายแพ้ถอยทัพกลับไปในที่สุด

ooooooo

ครั้นเสร็จศึก เจ้าพระยาสุโขทัยนำเสมาเข้าไปกราบขอขมาขุนรามเดชะที่นั่งอยู่ในกระโจม มีพันอิน ขัน และพุฒนั่งอยู่ด้วย

ขุนรามเดชะยังโกรธเสมาอยู่มาก แต่จำต้องยอมอภัย เพราะเกรงใจเจ้าพระยาสุโขทัย ท่านเจ้าพระยายิ้มพอใจหันไปถามขันกับพุฒว่าเห็นเช่นไร ทั้งสองไม่พอใจแต่ ไม่กล้าหือ

“หมดเคราะห์หมดโศกเสียทีลูกเอ๋ย สิ้นศึกแล้ว จักได้กลับกรุงด้วยกับเรา พ่อแม่ของเจ้าคงดีใจนักหนา” พันอินลูบหัวเสมาด้วยความดีใจ เพราะปัญหาทุกอย่างจบลงได้

“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อพันอิน” เสมากราบเท้าพันอิน ขณะที่ขันและพุฒเหล่มองอย่างหมั่นไส้

บ่ายวันเดียวกันนั้น สมบุญที่ติดตามกองทัพขุนรามเดชะมาด้วย นำแหวนของเรไรมามอบให้เสมาพลางถ่ายทอดทุกคำพูดที่แม่หญิงฝากมา

“แม่หญิงเรไร อ้ายเสมาสาบานจะเอาแหวนปากโมกน้อยวงนี้ กลับไปคืนแม่หญิงให้จงได้” เสมาปลาบปลื้มใจ สวมแหวนไว้ที่นิ้วก้อยข้างขวา เพื่อระลึกถึงนาง

สินยืนอยู่ข้างๆกระเซ้าคารมเสมาว่า เจ้าชู้ใช่ย่อยที่ตั้งชื่อแหวนว่าปากโมกน้อย เพราะมาทำศึกที่ปากโมก สมบุญส่งยิ้มกวนๆคุยว่า หากเสมาไม่เจ้าชู้ก็คงมิต้องหนีมาจนตนต้องเอาแหวนมาให้กลางศึกเช่นนี้ดอก

เสมาหน้าบึ้งตึงที่โดนกล่าวหา แต่สมบุญกับสินหาหยุดปากไม่ ทั้งสองรวมหัวกันล้อเรื่องแม่หญิงเรไร จนเสมาโกรธจะเอาดาบเฉือนปากทั้งคู่

“เอ็งสองคนเพิ่งปะหน้ากัน แต่เข้ากันเป็นปี่

เป็นขลุ่ยดีแท้ ไป ไปให้พ้นหน้าข้าประเดี๋ยวนี้ ข้าอยากหลับสักงีบแล้ว” เสมาไล่

สินและสมบุญรู้ทันเดินคุยกันไปอย่างถูกคอ ปล่อยให้เสมามองแหวนของเรไร แล้วก็ยิ้มอย่างสุขใจ

ooooooo

ในตอนค่ำ จำเรียงเดินออกมาส่งเรไรที่หน้าเรือน ด้วยเรไรรู้ข่าวบุญเรือนล้มป่วยจึงแวะมาเยี่ยม แม่จำเรียงปรับทุกข์กับนายหญิงเรื่องขัน ว่ายังไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง เรไรรู้ว่าขันคงไม่จริงใจกับจำเรียงเป็นแน่ จึงแนะให้ตัดใจ แต่จำเรียงแย้งว่า ขันยังห่วงใยตนอยู่ เพราะเมื่อรู้ว่าบุญเรือนป่วยก็ให้ยืมเบี้ยมารักษา

“นี่จำเรียงไปกู้ยืมพันฤทธิ์มารึ” เรไรหน้าเครียด ระแวงว่าขันจะเล่นลูกไม้ จึงพยายามถามแย้งจำเรียงว่า หากขันยังมีน้ำใจอยู่ เหตุใดจึงไม่ให้จำเรียงพบหน้า

“แม่หญิงเรไรเจ้าขา จำเรียงคิดไม่ตก หรือจะเป็นด้วยพี่พันฤทธิ์มีหญิงอื่นเจ้าคะ จึงได้ทำกับจำเรียงเพียงนี้” จำเรียงร้องไห้โฮ ทำให้เรไรหน้าเสียด้วยรู้ดีว่า หญิงอื่นนั้นคือใคร

ค่ำวันเดียวกันที่กระโจมสมเด็จพระนเรศวร เหล่าทหารเอกนั่งประชุมเครียดเตรียมรับศึกพระเจ้าเชียงใหม่ที่ยกพลมาเรือนแสน สมเด็จพระเอกาทศรถวางอุบายให้ เจ้าพระยาสุโขทัย พระราชมนู พระศรีวิเศษไชยชาญและขุนฤทธิ์พิชัยยกพลออกไปยั่วดูเพลาหนึ่ง เพื่อหยั่งกำลังแลอุบายของทัพพม่า

สมเด็จพระนเรศวรเห็นดีด้วยมีรับสั่ง “หากทั้งสี่ไปยั่วข้าศึกออกจากค่าย เป็นสงครามกลางแปลงได้ เราจักเคลื่อนทัพหลวงเข้าหักให้ยับเยินเสียยิ่งกว่าคราก่อน เพื่อมิให้หงสาดูแคลนคนไทยได้อีก”

ooooooo

ขณะที่เสมานำกองทะลวงฟันเข้าต่อกรกับพวกพม่า เรไรที่รออยู่ข้างหลังก็หมั่นทำบุญไหว้พระอธิษฐานจิต ขอให้เสมากลับมาอย่างปลอดภัย

วันหนึ่งเสมาได้มีโอกาสประมือกับสมิงโยคราชทหารเอกของพระเจ้าเชียงใหม่ที่สันทัดดาบสองมือเช่นกัน ทั้งสองฟาดฟันเพลงดาบสองมือเข้าใส่กันอย่างดุเดือด สมเป็นทหารยอดฝีมือด้วยกันทั้งคู่

สมบุญที่เฝ้าสังเกตการณ์เห็นทัพของพระราชมนูรบกับทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านแหตามอุบายของสมเด็จพระเอกาทศรถจึงรีบกลับไปกราบทูล

พระเอกาทศรถพอพระทัย ขอให้สมเด็จพระนเรศวรเร่งยกทัพหลวงขึ้นไปช่วยพระราชมนูกับเจ้าพระยาสุโขทัย แต่สมเด็จพระนเรศวรกลับสั่งการให้สมบุญไปบอกพระราชมนูให้ถอยทัพ เพราะเห็นว่า ถ้ายกทัพไปช่วยอาจเสียไพร่พลจำนวนมาก จึงเห็นควรให้แปรขบวนทัพหลวงไปซุ่มอยู่ที่ป่ากระทุ่มข้างตะวันตก แล้วให้ราชมนูล่าถอยล่อข้าศึกตามมา แล้วให้ทัพหลวงที่ซุ่มอยู่ตีกระหนาบก็จักชำนะได้โดยง่าย

สมเด็จพระเอกาทศรถกับบรรดาทหารเห็นดีด้วย ต่างยอมรับในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวร

สมบุญควบม้ามาแจ้งพระราชมนูให้ถอยทัพ แต่ท่านเห็นศึกกำลังติดพันและได้เปรียบพวกพม่าจึงยกธงสั่งให้ทหารบุกต่อ ข่าวรู้ไปถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านทรงกริ้วมากสั่งให้จมื่นทิพย์ไปแจ้งพระราชมนูอีกครั้ง และถ้าไม่เชื่อฟังก็ให้ตัดหัวกลับมาโทษฐานขัดคำสั่ง

จมื่นทิพย์ควบม้าออกไป ขันกับพุฒหันมากระซิบกระซาบกันว่า เสียดายนัก ที่มิใช่หัวของอ้ายเสมา ไม่เช่นนั้นจะขันอาสาจมื่นทิพย์ไปจัดการเอง แล้วสองเกลอก็หันมายิ้มให้กันพลางแช่งชักหักกระดูกให้เสมามีอันเป็นไป

ooooooo

เสมากำลังรบกับสมิงโยคราชอย่างดุเดือด ในขณะที่สินและเหล่าทหารไทยก็กำลังสู้รบกับทหารพม่าอย่างหนักเช่นกัน จังหวะหนึ่งเสมากระหน่ำฟันใส่สมิงโยคราชถูกที่ไหล่เลือดอาบและจะตามไปซ้ำ แต่ เหลือบเห็นธงถอยทัพของพระราชมนูโบกสะบัดอยู่จึงตะโกนสั่งลูกน้อง

“ท่านแม่ทัพสั่งถอยแล้ว เร็ว ล่าถอยให้เป็นขบวนอย่าให้แตกฉาน”

พวกทหารไทยงงกันไปหมด แต่เมื่อแม่ทัพสั่งถอยก็ต้องถอย สินเสียดายเข้ามาถามเสมา ว่าเหตุใดต้องถอยด้วย

“เห็นทีจะมีกลศึกเป็นแน่ เอ็งจงคุมไพร่พลให้เร่งล่าถอย อย่าให้เสียขบวนเป็นอันขาด ข้าจะระวังหลังเอง” เสมากำชับ

สินรีบไปจัดการคุมทหารล่าถอยตามที่เสมาสั่ง ทิ้งให้เสมารั้งอยู่เป็นคนสุดท้าย คอยต่อสู้ไม่ให้พวกทหารพม่าตามไปตีทหารไทย

สมิงโยคราชตั้งตัวได้ควบม้าตามไปเอาคืนเสมา เสมาหวิดสิ้นชื่อเพราะตั้งรับไม่ทัน แต่โชคดีที่สินกลับมาช่วย เสมาได้โอกาสกระโดดฟันดาบคู่ลงมาใส่สมิงโยคราช ตายคาหลังม้า

“พี่เสมา เป็นกระไรบ้าง” สินวิ่งเข้ามาหา

“เอ็งย้อนมาช่วยข้าทำกระไร รีบหนีไปประเดี๋ยวนี้” เสมาไล่ แต่สินไม่ฟังขอสู้ตายกับเสมา เพราะเห็นทัพใหญ่ของพระเจ้าเชียงใหม่ยกตามมาถึง มีไพร่พลมากมายเต็มไปหมด สุดลูกหูลูกตา

“ข้ายอมตายดีกว่าถอยแม้เพียงก้าว กูขอเอาเลือดทาแผ่นดินตรงนี้ จารึกไว้ ถึงตัวกูตาย วิญญาณกูจะรักษาแผ่นดินนี้แทนกู” เสมาดึงผ้าออกมาฉีก มัดดาบกับมือให้ติดกัน แล้วหันมาบอกสิน “อ้ายสิน แม้ข้ากับเอ็งไม่ได้เกิดวันเดียวกัน แต่ดูท่าคงต้องตายวันเดียวกันแน่แล้ว”

“จะเป็นกระไรเล่าพี่เสมา ได้ตายร่วมกับพี่ เกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว” สินยกทวนขึ้นเตรียมพร้อม

เสมายิ้มรับ ก่อนจะหันไปมองแหวนของเรไรที่นิ้วก้อยข้างขวาของตนพลางรำพึง “แม่หญิง อ้ายเสมาคงไม่มีวาสนาได้คืนแหวนให้แม่หญิงแล้ว” เสมายกแหวนมาจูบเบาๆ แล้วกระชับดาบยืนเคียงข้างสินกะสู้ตาย

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น ทหารข้าศึกที่วิ่งเข้ามา ถูกปืนยิงล้มลงขาดใจตาย แล้วทหารไทยจำนวนมากก็กรูกันออกมาจากที่ซุ่ม พวกเขายิงปืนใส่ทหารพม่าล้มตายมากมาย สร้างความหวาดกลัวจนพวกข้าศึกต้องรีบหนี

“เป็นกลศึกจริงๆ เรารอดแล้วพี่เสมา” สินดีใจ

“อ้ายพวกข้าศึกมันหนีแล้ว ตามตีพวกมัน” เสมาตะโกนลั่นวิ่งนำสินบุกตะลุยข้าศึกอย่างไม่คิดชีวิต

ooooooo

กองทัพไทยซุ่มโจมตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่

จนแตกพ่ายต้องถอยไปถึงเมืองกำแพงเพชร ที่นั่นพระมหาอุปราชาตั้งทัพรออยู่ พระเจ้านันทบุเรงทรงกริ้วพระเจ้าเชียงใหม่นัก ครั้นจะเอาผิดก็เกรงพระเจ้าเชียงใหม่จะกบฏ จึงมีรับสั่งให้เร่งหาเสบียงอาหารจัดส่งมาให้กองทัพของพระองค์ที่จะยกมาตีกรุงศรีอยุธยา

บ่ายวันหนึ่ง พันอินมาพบขุนรามเดชะที่บ้านเพื่อถามข่าวเสมาด้วยรู้ว่า มีการปล่อยทหารหัวเมืองสิ้นแล้ว แต่เสมายังไม่กลับบ้าน จึงเกรงว่า เสมาจะยังกลัวความผิดจึงไม่ยอมกลับบ้าน

ขุนรามเดชะยิ้มๆ ในใจก็อยากให้เป็นอย่างงั้น แต่ก็จำต้องบอกออกไป “ฉันได้กล่าวให้อภัยต่อหน้าท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่แล้ว หากเจ้าเสมายังระแวง ฉันก็จนใจแล้วพี่พันอิน”

พันอินถอนใจหน้าเครียดๆ ไม่รู้จะทำยังไง ทาสหญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเรือนมารายงานหาขุนรามเดชะว่า หมื่นศึกอาสามาขอกราบ ขุนรามเดชะแปลกใจ ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จึงสั่งให้ทาสไปเชิญขึ้นมาพบ แล้วหันมาเปรยกับพันอินว่าใครกัน หมื่นศึกอาสา

เสมาในชุดบรรดาศักดิ์หมื่นเดินขึ้นมาบนเรือน ขุนรามเดชะเห็นก็ชะงัก เสมารีบเข้าไปคุกเข่ากราบเท้าพันอิน พันอินดีใจถามไถ่ที่มาของลูกบุญธรรม

“สมเด็จพระราชโอรสทรงตั้งลูกเป็นหมื่นศึกอาสาแล้วขอรับ ต้องขอขมาที่ให้พ่อพันอินเป็นห่วงลูก แต่เสมาเพิ่งเลิกทัพประเดี๋ยวนี้ เพราะต้องเข้าขบวนถวายตัวขอรับ”

“หมื่นศึกของพ่อเอ๋ย จงสิ้นเคราะห์เถิด แต่นี้ไป ขอจงก้มหน้าประพฤติการอันควรด้วยเกียรติยศ ตำแหน่งขุนอันอยู่เบื้องหน้านี้ จงอย่าประมาทเสีย อุตส่าห์สงวน ตัวให้ถึงแก่ตำแหน่งนั้น พ่อก็ปลื้มใจนัก” พันอินลูบหัวเสมา

“ขอรับ ลูกขอรับพรพ่อพันอิน จำไว้ใส่ใจขอรับ” เสมารับคำแล้วหันไปกราบขอขมาขุนรามเดชะอีกครั้ง ขุนรามเดชะรับไหว้อย่างเสียไม่ได้

ในตอนเย็น เสมาพาเรไรไปไหว้พระที่วัด พลางเล่าเรื่องขุนรามเดชะหายเคืองตนให้ฟัง เรไรหน้าขรึมลง ด้วยรู้นิสัยพ่อดี แต่ไม่กล้าพูด เสมามองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ก่อนจะถอดแหวนที่นิ้วก้อยข้างขวาออกมา เอ่ยว่า ในตอนแรกตนตั้งใจจะคืนให้ แต่บัดนี้จะขอเก็บไว้เอง ขอแม่หญิงเรไรเมตตาประทานแหวนน้อยให้เถิด

“คนช่างขอ ดอกจำปีก็แล้ว คำหมากแลยาสูบก็แล้ว ยังจักขอแหวนอีก ช่างโลภไม่รู้จักพอเสียเลยหมื่นศึกอาสา”

“เสมาหาได้โลภอยากได้ของไม่ แต่แหวนนี้เป็นสาเหตุสำคัญให้ข้าพระเจ้าได้ตำแหน่งหมื่นศึกอาสา จึงอยากสวมไว้เพื่อคุ้มเสมายามออกศึก แลเพื่อรำลึกถึงเจ้าของแหวนซึ่งมีอุปการะแก่เสมา ด้วยยศศักดิ์ของเสมานี้ ก็ได้มาเพราะน้ำคำแม่หญิงทั้งสิ้น แม่หญิงบอกเสมาว่า บุรุษในเรือนทาสหรือบ่าวไพร่ราบไพร่เลวก็ตามแต่กรรม ผิว่าบุรุษนั้นจักรุ่งเรืองเป็นหมื่นเป็นขุนเมื่อใด เมื่อนั้นศักดิ์ตระกูลก็จักเฟื่องขึ้น” เสมาจะยื่นไปจับมือเรไร แต่ชะงักไว้เพราะกลัวล่วงเธอ จึงไปจับชายสไบแทน

“เสมาปรารถนาเป็นทหาร อาสาด้วยดวงใจถวายแผ่นดินเป็นกตัญญู แต่ยศศักดิ์ทั้งปวง เสมาถวายแด่แม่หญิงเรไรเพียงผู้เดียว” เสมาสบตาเรไรบอกความในใจ แม่หญิงเขินอายหลบสายตา แต่ในใจมีความสุขที่สุด

ooooooo

สินนั่งกินเหล้าอยู่ในตลาดกับเพื่อนที่มาจากวิเศษไชยชาญ พลันเหลือบเห็นเอื้อยแตงกำลังยืนคุยกับชาวบ้านหญิงคนหนึ่งอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส จึงเกิดรักแรกพบขึ้น

เพลาเดียวกัน เสมากลับมาที่บ้าน หวังแจ้งเรื่องตนได้เป็นหมื่นศึกอาสา แต่พบบุญเรือนนั่งร้องไห้ฟูมฟายว่า จำเรียงจะต้องไปเป็นทาสขัดดอกที่บ้านขัน เพราะไม่มีเงินไปใช้หนี้ เสมาร้อนใจเข้าไปถามความจริงกับจำเรียง แต่กลับโดนพาลใส่ และอ้างว่าเธอไม่รู้จริงๆว่าหนี้ที่ยืมมารักษาแม่จะเพิ่มพูนมากถึงปานนี้ หากรู้ก็คงไม่ทำ

เสมาหน้าเครียดตำหนิจำเรียงที่หลงคารมขัน ไม่ฟังคำเตือนของตน จำเรียงร้องไห้หนักเร่งให้พี่ชายหาเงินไปใช้หนี้ เพราะไม่อยากเป็นทาสขัดดอก เสมาเปรยว่า ตนเป็นแต่ทหารอาสา มียศหมื่นแต่หามีศักดินาไม่ แต่ก็รับปากว่าจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้ให้
“แต่ก่อนพี่พันฤทธิ์ดีกับฉันนัก หากมิใช่พี่ผิดใจกับเขา พี่พันฤทธิ์ก็คงไม่ทำกันฉันเช่นนี้ดอก เหตุมันเกิดแต่พี่นั่นแหละ” จำเรียงร้องไห้ฟูมฟายต่ออีก

เสมามองน้องอย่างอ่อนใจ ก่อนนำเบี้ยหวัดที่ได้จากการออกศึกไปมอบให้ดวงแขเพื่อจ่ายดอกเบี้ย ดวงแขเห็นใจรับปากจะช่วยพูดกับขันให้ เสมาซาบซึ้งเอ่ยชมดวงแขว่าน้ำใจงามไม่แพ้รูปกาย ผิดกับพี่ชายยิ่งนัก
ดวงแขยิ้มเอียงอายรีบขอตัว

ในตอนค่ำ ดวงแขเข้าไปคุยกับขันเรื่องเงินที่จำเรียงยืมไป เพราะหวังให้ช่วยผ่อนผันบ้าง แต่ขันไม่ยอมเพราะต้องการจำเรียงมาเป็นทาสเพื่อหยามน้ำหน้าเสมา แถมยังดักคอดวงแขว่า อย่าเห็นผู้อื่นดีกว่าพี่น้องที่คลานตามกันมาทำเอาดวงแขหน้าเจื่อนพูดอะไรไม่ออก

ooooooo

ขันและพุฒต้องการบีบให้จำเรียงมาเป็นทาสขัดดอกเพื่อหยามเสมา จึงวานให้บัวเผื่อนหาทางกลั่นแกล้งจำเรียงจนโดนขับออกจากวังและไม่ได้รับเบี้ยอัฐค่าตอบแทน เรไรผ่านมาเห็นเหตุการณ์ เธอสงสารจำเรียงจึงคิดหาทางช่วย

ด้านเสมา เขามารับจ้างตีเหล็กบ้านเอื้อยแตง เพื่อหาเงินใช้หนี้ สินเห็นเอื้อยแตงก็ดีใจหันมาถามสมบุญว่า หล่อนเป็นใคร เพราะศรรักปักอกเข้าแล้ว สมบุญรีบเตือนเกลอว่า เอื้อยแตงงามก็จริงแต่ปากร้ายนัก

“เช่นนี้สิวะดี ถูกใจข้า” สินตบเข่าฉาด มุ่งมั่นจะได้เอื้อยแตงเป็นเมีย

“หมื่นศึก” พิณเข้ามาเรียกเสมาแล้วกระซิบกระซาบบอกอะไรบางอย่าง

เสมารีบเก็บข้าวของแล้วเดินออกไปทางริมคลอง เห็นเรไรยืนรออยู่ เพราะจะให้ยืมเงินไปใช้หนี้ แต่เขาปฏิเสธ

“แม้นจะลำบากเพียงใด เสมาก็ต้องชดใช้ให้จงได้ แต่เรื่องยืมเงินแม่หญิงนั้น เสมาขอเถิด อ้ายเสมาเป็นชาย หากต้องหยิบยืมเงินของหญิงที่หมายปองมาชดใช้หนี้ของตนแล้ว ศักดิ์ของชายจะมีค่าอันใด”

“หากคิดเช่นนั้นก็ตามใจเถิด แต่ถ้าเสมาจวนตัวก็ขอให้คิดถึงฉันไว้คนแรก”

“แม้นไม่จวนตัว ข้าพระเจ้าก็คิดถึงแม่หญิงนักแท้ที่จริง เสมาเป็นลูกหนี้แม่หญิงนานแล้ว นับแต่วันที่เชิญขอนให้แม่นั่ง อ้ายเสมาก็เป็นหนี้รักแม่หญิง ไม่มีวันไถ่ถอนได้” เสมาจูบชายสไบของเรไร

เรไรเขินอายด้วยความรักนวลสงวนตัว ต้องเบือนหน้าหลบไปทางอื่น

ด้านสินเมื่อรู้ว่าเอื้อยแตงเป็นใครบ้านอยู่ไหนก็รีบไปหา เขาหยิบเอาสีผึ้งขึ้นมาทาปาก แล้วเข้าไปแนะนำตัวกับเอื้อยแตง แต่สาวเจ้านึกรำคาญจึงแกล้งใช้ให้สินไปตามอ้ายดำควายที่เลี้ยงไว้กลับมาที่เรือน

สินเจ็บใจหยิบสีผึ้งขึ้นมาปาทิ้งพลางร้องด่า “ทาแล้วสาวรักสาวหลง พูดเพียงคำแรกก็โดนไล่ไปตามควายแล้ว”

ooooooo

สองเดือนต่อมา สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระมหาธรรมราชาทรงประชุมเครียด หลังจากได้ข่าวศึก สมเด็จพระเอกาทศรถ

กราบทูลว่า “หงสาจัดทัพ เป็นทัพกษัตริย์ถึงสามทัพ มีไพร่พลมากมายนัก เหลือกำลังที่หัวเมืองฝ่ายเหนือจักต้านทานได้ ชอบที่จักถอยทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงมาที่อโยธยาเพื่อรับศึกพระพุทธเจ้าข้า”

พระมหาธรรมราชาพยักหน้ารับ “ชอบแล้ว หากดูกระบวนทัพของพระเจ้าหงสาคงต้องยกเข้าตีอโยธยาเป็นสามทางไม่เกินเดือนยี่ต้องถึงอโยธยาเป็นแน่”

“ลูกก็คิดดังนั้น แต่ห่วงด้วยเพลานี้ข้าวกำลังออกรวง หากถอยทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือลงมา ข้าศึกก็จักเกี่ยวข้าวไปเป็นเสบียงย้อนกลับเป็นภัยต่ออโยธยาได้” สมเด็จพระนเรศวรหนักพระทัย

“เช่นนั้น จงแต่งพลออกป้องกันอาณาประชาราษฎร์ เพื่อให้รีบเก็บเกี่ยวข้าวขนเข้ากรุงให้สิ้น หากเอามาไม่ทันก็ให้เผาทำลายเสีย อย่าทิ้งให้เป็นกำลังแก่ข้าศึก ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก แต่อโยธยาจะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด” พระมหาธรรมราชาประกาศก้อง

ooooooo

เสมาได้รับมอบหมายให้ไปสอดแนมข้าศึกและคุ้มกันชาวบ้านออกไปเกี่ยวข้าว เขามากราบลาพ่อกับแม่และฝากฝังให้สมบุญช่วยดูแลทุกคนในครอบครัวแทน บุญเรือนกับมั่นอวยชัยให้พรขอให้ลูกชายปลอดภัยกลับมา ผิดกับจำเรียงที่ทำบึ้งตึงลุกเดินหนีออกไปเพราะโทษว่าเสมาเป็นต้นเหตุทำให้เธอเดือดร้อน

เสมาถอนใจบ่นกับพ่อแม่ “เมื่อใดจำเรียงจะเชื่อเสียที ว่าอ้ายขันไม่ได้รักมันจริง ถึงไม่ผิดใจกับฉัน อ้ายขันก็ไม่มีวันเลือกจำเรียงมันดอก”

ส่วนสิน เขาต้องติดตามเสมาไปด้วย จึงถือโอกาสนี้ ไปบอกลาเอื้อยแตงหวังจะได้ขวัญและกำลังใจ แต่กลับโดนแม่สาวหลอกให้นั่งคุกเข่าถือดอกไม้ธูปเทียนไหว้เธอแทน

ขณะที่สินร่ำลาเอื้อยแตงอยู่นั้น เสมาก็ใช้เส้นทางลัดจะไปบอกลาแม่หญิงเรไรเช่นกัน แต่ระหว่างทาง

เขาพบพุฒกับบัวเผื่อนลักลอบออกมาพลอดรักกันซึ่ง

ผิดต่อกฎของฝ่ายใน

ทั้งสองตกใจมากเมื่อเห็นเสมายืนมองอยู่และนึกกลัวเสมาจะนำเรื่องไปป่าวร้อง จนทำให้ต้องอาญา บัวเผื่อนร้อนใจกลัวถูกถอดจากตำแหน่ง เร่งให้พุฒหาทางแก้ไข พุฒไม่รอช้าไปปรึกษาขัน แล้วพลันนึกได้บอกเกลอว่าเส้นทางที่ตนแอบไปพลอดรักกับบัวเผื่อนนั้น เป็นเส้นทางลัดไปบ้านขุนรามเดชะ

“ท่านอากับท่านอาหญิงไปงานบุญกับแม่ฉัน แล้วอ้ายเสมาจะไปที่เรือนทำกระไร เช่นนี้เป็นว่าคงนัดเจอกับแม่หญิงเรไรเป็นแน่” ขันกำหมัดทุบต้นไม้ด้วยความเจ็บใจ

พุฒเร่งให้ขันไปตามขุนรามเดชะกลับบ้าน ส่วนตัวเองจะกลับไปหาบัวเผื่อนชวนให้ไปบ้านเรไรด้วยกัน ทั้งสองทำโวยวาย เมื่อเห็นเสมากับเรไรอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง จึงโดนเสมาตอกกลับเรื่องความผิดของทั้งคู่ แต่ทั้งคู่หาเดือดร้อนไม่ ยังคงพูดประจานว่าเสมากับเรไรประพฤติชั่วลักลอบพบกัน

“ข้าแจ้งแก่ใจแล้วที่กล่าวเช่นนี้ เพราะจะพรางแผลบัดสี เอาเถิด ถ้าจักชวนวิวาทเพื่อกลบชั่ว อ้ายเสมาก็หากลัวไม่” เสมาท้าทาย แล้วขันก็พาขุนรามเดชะกับลำภูเข้ามาพอดี

“โอหังนัก อ้ายเสมา” ขุนรามเดชะตวาดใส่

พุฒและบัวเผื่อนสะใจที่เป็นไปตามแผน ต่างกับเสมาและเรไรที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

#ทีมอำพน เตรียมฟิน "ก๊อต" สารภาพความในใจ "นุ่น" ใน "กระเช้าสีดา"

#ทีมอำพน เตรียมฟิน "ก๊อต" สารภาพความในใจ "นุ่น" ใน "กระเช้าสีดา"
12 พ.ค. 2564

05:15 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:03 น.