ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และเหล่าขุนนางประชุมเครียดในท้องพระโรงเรื่องพระเจ้านันทบุเรง ส่งทัพพระยา-พสิมแลพระเจ้าเชียงใหม่ บุกตีเป็นสองทางดังคาด

พระมหาธรรมราชาเห็นควรใช้ชัยภูมิของพระนครเป็นที่ตั้งรับเหมือนที่ผ่านมา แต่สมเด็จพระเอกาทศรถเสนอว่าควรยกทัพออกไปรับศึกนอกเมือง

“ลูกเห็นด้วยกับองค์ขาว พระยาพสิมแม้จะเจนศึก แต่พระอุปนิสัยชอบดูแคลนคนแลนิยมเอาหน้า ย่อมกระทำการประมาทได้โดยง่าย ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่ แม้จะทรงเป็นนักปกครองที่สามารถ แต่หาใช่นักรบที่เก่งกาจไม่ ถึงจะมีพลเรือนแสน ก็ไม่น่าวิตกพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระนเรศวรกราบทูล

ทุกคนในที่ประชุมเห็นดีด้วย แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่สมเด็จพระนเรศวรทรงคาดการณ์ไว้ กองทัพของพระยาพสิมมาถึงก่อนกองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่และบุกเข้าตีเมืองสุพรรณบุรี แต่ถูกพระยาจักรีต้านทานเอาไว้ได้ ทำให้สูญเสียไพร่พลมากมาย ก่อนจะถูกทัพของพระพิชัยสงครามและเจ้าพระยาสุโขทัยตามตี จนพ่ายแพ้กลับไป

ข่าวศึกเงียบหายไป ทำให้สมบุญเริ่มเกียจคร้านไม่ยอมฝึกปรือฝีมือต่อ เพราะคิดว่าคงไม่ได้ออกศึกแล้ว แต่เสมาเตือนมิให้ประมาทไป พลันมีเสียงตีเกราะเคาะไม้เพื่อเรียกระดมพลดังขึ้น ทั้งสองรีบไปที่เรือนขุนรามเดชะ เห็นเจ้าของเรือนยืนหน้าเครียดประกาศก้องว่า ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่กำลังบุกลงมาแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือ เป็นทีของทุกคนที่จะได้ออกรบทัพพระเจ้าเชียงใหม่ และหากแม้นไล่ทัพข้าศึกกลับไปไม่ได้ ก็จงเอาแผ่นดินกลบหน้าแทน

สมบุญกับพวกทหารส่งเสียงเฮลั่น พร้อมทำศึก ขณะที่เสมายิ้มรับอย่างฮึกเหิมเพราะจะได้แสดงฝีมือ

ooooooo

เวลาต่อมา เสมาก้มลงกราบเท้าพ่อเพื่อขอพรก่อนออกศึก มั่นอวยพรให้ลูกชายปลอดภัยกลับมา จำเรียงที่นั่งอยู่ด้วยอวยพรให้พี่ชายโชคดีมีชัยมียศศักดิ์สมใจ

“ขอบน้ำใจเอ็งจำเรียง แต่ยศศักดิ์ของข้า หากมีก็เพื่อคนอื่น หาใช่เพื่อตัวข้าเองไม่ ตัวข้าขอเพียงได้ออกศึก ฉลองคุณบ้านเมืองก็เป็นที่สุดแล้ว” เสมาตอบยิ้มๆพลางชะเง้อมองหาแม่

มั่นรู้ใจบอกว่า คงรออยู่ในครัว เสมารับคำเดินเข้าไปหาบุญเรือน เห็นนางนั่งสะอึกสะอื้น พ่อหนุ่มหน้าเสียคลานเข้าไปจะกราบเท้าขอพรจากแม่ เพื่อเป็นมงคล บุญเรือนสะอื้นฮักๆตัดพ้อว่า พรของตนคงจะเป็นมงคลแก่ใครในเมื่อตัวเองยังไม่ได้ในสิ่งที่หวังเลย เพราะไม่อยากให้ลูกไปเป็นทหาร

เสมาหน้าเสียรู้สึกผิดรีบกราบขอโทษแม่แล้วจะเดินออก บุญเรือนอดไม่ได้หันมาสั่งลูกชายว่า ต้องปลอดภัยกลับมา เสมาโผเข้ากอดแม่ด้วยความรัก บุญเรือนลูบหัวลูกชายด้วยความรักและห่วงใยสุดๆ

ขณะที่เสมาร่ำลาทุกคนเพื่อจะไปออกศึก ขันกลับทุ่มเวลาให้กับการซ้อมดาบ เพราะหวังจะหักเสมาในศึกครั้งนี้เพื่อมิให้กลับมาสู้หน้าแม่หญิงเรไรได้อีก ดวงแขแอบดูพี่ชายอย่างหวั่นวิตก

เช้าวันใหม่ กองทัพไทยเตรียมเคลื่อนพล เหล่าพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนฝูงออกมายืนรอส่งทหารกล้าอยู่หน้าวัง รวมทั้งแม่หญิงเรไรที่มาส่งขุนรามเดชะ และมิลืมจะส่งผ่านความห่วงใยมาทางรอยยิ้มให้เสมาที่ยืนมองอยู่ เช่นเดียวกับดวงแขและเอื้อยแตงที่พยายามจะบอกให้เสมารู้ว่า พวกเธอก็มาส่งเสมาเช่นกัน แต่เสมากลับมองไม่เห็น แล้วความเดือดดาลก็บังเกิดขึ้นในใจ เมื่อเสมาเห็นจำเรียงยืนร้องเรียกชื่อขันพลางโบกมือให้ทำประหนึ่งแม่หญิงมาส่งคนรัก

ขันได้ทีรีบโบกมือตอบจำเรียงพลางส่งยิ้มเย้ยมาที่เสมา

ooooooo

ทหารพม่าของพระเจ้าเชียงใหม่ นำโดย ไชกะ-ยอสู และนันทะกะยอสู สองแม่ทัพกำลังเข้าไล่ฆ่าชาวบ้านอย่างทารุณเพื่อปล้นเสบียงและของมีค่า จากนั้นก็เผาหมู่บ้าน หวังให้กองทัพไทยรู้ว่าผู้ที่กำแหงต่อกรกับทัพพระเจ้าหงสาแลพระเจ้าเชียงใหม่จะมีจุดจบเช่นไร

พระราชมนูตั้งค่ายอยู่ที่บางเกี่ยวหญ้าร้อนใจยิ่งนัก เพราะมีกำลังน้อยกว่าพม่าหลายเท่า ท่านเรียกให้ขุนรามเดชะนำทหารฝีมือดีเข้าหารือว่าจะจัดการกับศึกครั้งนี้อย่างไร ขุนรามเดชะพาเสมากับขันไปด้วยแล้วเสนอให้แต่งทัพเป็นกองโจร คอยดักตีทัพพม่า และใช้ความชำนาญด้านชัยภูมิล่าถอยอย่างรวดเร็ว

“คำออกขุนต้องใจข้าพระเจ้านัก พวกข้าศึกมันส่งทหารออกปล้นสะดม บ้านใดขัดขืน มันก็ฆ่าแล้วเผาจนสิ้น บ้านใดยอมแพ้ มันก็กวาดต้อนไปเป็นเชลย ควรแล้วที่เราจะลอบโจมตีให้มันหวาดหวั่นเป็นการแก้คืนบ้าง”

เสมาได้โอกาสยกมือไหว้พระราชมนูขออาสาคุมทัพออกดักตีพวกพม่าเอง ขันได้ฟังก็อาสาบ้างด้วยเกรงว่าเสมาจะได้ความดีความชอบ พระราชมนูตบเข่าฉาดถูกใจที่ทหารแย่งกันออกศึก จึงหันมาถามขุนรามเดชะว่าเห็นควรเช่นไร

ขุนรามเดชะหน้าเครียดเอ่ยว่า ขันกับเสมามีเรื่องผิดใจกันอยู่จึงเกิดชิงดีชิงเด่นกัน เกรงว่าหากให้ทั้งคู่ไปออกศึกจะเสียการใหญ่

“อาญาทัพของสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่านเด็ดขาดนัก ข้าพระเจ้าเชื่อว่ามันไม่กล้า” พระราชมนูเสียงกร้าวหันไปพูดกับเสมาและขัน “ข้าจะให้ทหารพวกเอ็งคนละร้อย ยกไปกระทำการดูให้รู้ฝีมือกัน”

“ขอบพระคุณขอรับ ท่านแม่ทัพ” เสมากับขันไหว้พระราชมนูพร้อมกัน แล้วเหล่มองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ooooooo

บ่ายวันนั้น ขันและเสมานำกำลังซุ่มโจมตีทหารพม่าที่กวาดต้อนชาวบ้านที่จับมาได้เพื่อจะนำไปเป็นทาส สองหนุ่มพร้อมเหล่าทหารเข้าโรมรันกับศัตรู ทหารพม่าไม่ทันได้ตั้งตัวจึงพ่ายแพ้ยับเยิน

พระราชมนูพอใจกับผลงานมาก เช่นเดียวกับขุนรามเดชะที่เข้ามาตบไหล่ชมเสมาไม่ขาดปาก เพราะทหารที่ไปกับเสมาไม่มีใครเสียเลือดเนื้อกลับมาสักคน ผิดกับขันที่พาทหารไปบาดเจ็บเสียหลายคน เพราะขาดความรอบคอบ ขันยืนแอบเสมาด้วยความริษยาและอาฆาตจับใจ

ขณะที่ขันและเสมากำลังเต็มตื้นกับคำชม เรไรกลับต้องทุกข์หนัก เพราะอำพันมาพูดทาบทามเธอให้ขันและดูท่าลำภูก็จะเห็นชอบด้วย แม่หญิงเรไรรอจนอำพันลา

กลับไปแล้วจึงเข้ามาบอกกับแม่ว่า เธอมิอาจทำใจรักใคร่ชอบพอหมู่ขันได้เพราะเขามีจำเรียงอยู่แล้ว

“แม่จำเรียงนางข้าหลวงที่มีหน้าที่รับใช้ลูกในตำหนักน่ะรึ ไม่จริงกระมัง ถึงแม่จำเรียงแม้จะสะสวย แต่ศักดิ์ตระกูลแลฐานะ มิสมกับพ่อขันแม้แต่น้อย แล้วพ่อขันจะไปชอบพอได้อย่างไรกัน”



“หากแม่ไม่เชื่อ แม่ไปถวายเพลกับลูกที่วัดซีจ๊ะ แล้วแม่จะได้ถามกับจำเรียงเอง” เรไรส่งยิ้มแอบหวังว่าถ้าแม่รู้ความจริงแล้วจะไม่บังคับใจตน

ooooooo

วันต่อมา ลำภูตามเรไรมาทำบุญที่วัดและสอบถาม จำเรียงเรื่องขัน จำเรียงทำเขินอายบ่ายเบี่ยง แต่เมื่อเรไรถามถึงกำไลเงินที่ขันให้ว่าเป็นของหมั้นหรืออย่างไร เธอก็รีบอธิบายว่าเป็นแค่ของให้ไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น

เรไรยิ้มพอใจที่หลอกถามได้ตามแผน แต่ลำภูหน้าเครียดขึ้นมาทันที

บ่ายแก่วันเดียวกัน สมบุญออกมาสืบความเคลื่อนไหวของพวกพม่า เขาพบพวกมันพาช้างม้าจำนวนมากมากินหญ้ากินน้ำอยู่ในทุ่งด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้มีการระวังป้องกันแม้แต่น้อย ก็นึกแปลกใจรีบกลับไปรายงานพระราชมนู

พระราชมนูมั่นใจว่าต้องเป็นแผนของพวกพม่าแน่ จึงเรียกทุกคนเข้าประชุมวางแผน ขันอาสาไปจัดการกับพวกพม่าหวังเอาหน้า พระราชมนูฟังพลางอมยิ้มไม่เอ่ยอะไร ขุนรามเดชะจึงต้องอธิบายว่า ที่ข้าศึกทำเยี่ยงนี้ เพราะหวังจะล่อให้ออกปล้นแล้วซุ่มโจมตีตลบหลัง ขันหน้าเสียเมื่อรู้ตัวว่าอาสาผิดจังหวะ

“แต่ข้าก็ยังจะจัดทหารออกปล้นมันอยู่ดี มีใครจะอาสาบ้าง” พระราชมนูมองหน้าเหล่าทหารกล้า

เสมารีบพนมมือขอรับอาสาพลางเปรยว่า พระราชมนูคงหมายซ้อนกลเป็นแน่ พระราชมนูหัวเราะชอบใจหันมาชมเสมากับขุนรามเดชะว่า มีปัญญาไม่แพ้ฝีมือ ต้องเอาไว้ใช้ต่อไป

ขุนรามเดชะยิ้มหน้าบานบอกกับเสมา “แต่กลศึกครานี้ จัดทหารให้เอ็งได้ไม่เกินห้าร้อย แต่อ้ายข้าศึกมีเรือนพันเรือนหมื่น ถ้าทัพข้าแลทัพของท่านแม่ทัพเข้ามิทันศึก เอ็งจะมิพาพลไปตายเสียหมดรึ”

“ไม่ดอกขอรับ หากพวกมันมีทัพซุ่มมากกว่าหนึ่งทัพคงจะยกแล่นตามไป ข้าพระเจ้าจึงจะรบล่อแต่ใกล้ป่า พอหลีกหลบคอยทัพของพระคุณได้ ตามกลศึกพังภูผาขอรับ” เสมาเอ่ยชื่อกลศึกกลหนึ่งที่ตามตำราพิชัยสงครามของไทยมีไว้ใช้ต่อสู้กับศัตรูที่มีกำลังมากกว่าเป็นจำนวนมาก

พระราชมนูได้ยินก็ตบเข่าฉาด ถูกใจบอกกับ

ขุนรามเดชะว่าศึกคราวนี้ชนะแน่ ขุนรามเดชะยิ้มพอใจที่ได้หน้าต่อหน้าแม่ทัพ ผิดกับขันที่แอบมองเสมาด้วยสายตาริษยาเต็มเปี่ยม

ooooooo

ลำภูไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ขันมาเป็นเขย นางพยายามเกลี้ยกล่อมให้เรไรยอมรับว่าเป็นธรรมดาที่ชายมีหลายเมีย แต่ขอแค่เรไรเป็นเมียเอกก็พอ เรไรหน้าเครียดแย้งว่า ที่เรือนของเรามิมีเรื่องร้อนใจเหมือนเรือนอื่นก็เพราะพ่อมีแม่เพียงคนเดียวมิใช่หรือ

ลำภูอึกอักไปเล็กน้อยก่อนจะอ้างต่อว่า ที่ขันเกี้ยวพาราสีจำเรียงอาจเพราะต้องการแกล้งเสมาก็เป็นได้ เพราะนางรู้มาว่าทั้งสองไม่ถูกกัน แต่เรไรก็หาเหตุผลมาอ้างอีกจนนางพูดไม่ออกจึงต้องตัดบท

“แม่จนแก่คารมลูกแล้วแม่เรไร เอาเถิดลูกไม่ชอบพอพ่อขัน แม่ก็จะไม่บังคับใจ แต่หวังว่าลูกจะได้คู่ดีกว่าพ่อขัน มิใช่ได้เพียงแค่ช่างตีเหล็กหน้าตลาด แม่อยากให้ลูกรับรักพ่อขันเสีย ก็ด้วยกลัวเหตุนี้ ลูกคงไม่ลืมกระมังว่าตนเองมีชาติตระกูลอย่างไร”

“ลูกไม่ลืมดอกจ้ะแม่ แม่วางใจเถิด ลูกไม่เคยตกปากรับคำใดกับเสมา หรือทำกระไรให้มัวหมองมาถึงพ่อแม่ จะมีก็แต่เสมาที่สัญญากับลูกว่าจะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยหน้าตาลูกให้จงได้”

“ได้เช่นนั้นก็ดี แต่ข้อที่จะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยลูกนั้น เห็นทีจะคุยโวเสียมากกว่ากระมัง เพราะแม่ยังไม่เคยเห็นทหารเลวคนใดจำเริญขึ้นเป็นถึงขุนศึกขุนพลมาก่อนเลย” ลำภูยิ้มหยัน

เรไรหนักใจดูท่าความรักของตนกับเสมาท่าจะมีแต่อุปสรรคเสียแล้ว

ค่ำวันเดียวกัน สมบุญวิ่งมาที่กระโจมเสมาด้วยข้องใจเรื่องกลศึกพังภูผา เสมานิ่งอึ้งนึกถึงคำสอนของพระครูขุนรู้ที่ว่า “กลศึกพังภูผานี้สำคัญนัก หากใช้เหมาะควรแก่เพลา แม้นพลน้อยก็อาจชนะทัพหมื่น เอ็งต้องจำให้ขึ้นใจนา แม้ฝีมือดาบอาจให้เอ็งเป็นยอดขุนศึกได้ แต่ความรู้ในตำรับพิชัยสงคราม อาจให้เอ็งเป็นแม่ทัพคุมพลเรือนแสนได้ จำไว้นะอ้ายเสมา”

“ขอรับ อ้ายเสมาจะจำไว้ มิเพียงแต่กลศึกพังภูผา แม้นกลศึกอื่นแลข้อความในตำรับพิชัยสงคราม อ้ายเสมาก็จักจำให้ขึ้นใจแลศึกษาให้แตกฉานขอรับ” เสมาพนมมือรับ จดจำทุกสิ่งที่พระครูสอนได้จนหมด

แล้วเสมาก็หันมาถ่ายทอดบทกลอนที่กล่าวถึงกลศึกต่างๆในตำราพิชัยสงครามให้สมบุญฟัง แต่สมบุญไม่เข้าใจอะไรเลย เสมาถอนใจเอ่ยว่า “ข้าสั่ง เอ็งก็ทำเถิด อย่าคิดให้เกินปัญญาเลย เหนื่อยทั้งเอ็ง ทั้งข้าเสียเปล่า”

“ประเดี๋ยวพี่เสมา ข้าไม่ปัญญาทึบเพียงนั้นดอก แต่คิดเชื่องช้าไปหน่อย พี่เสมา” สมบุญตื๊อไม่เลิก

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมา นำขัน สมบุญ และเหล่าทหารมาซุ่มรอเล่นงานพวกพม่าที่พาช้างม้ามากินหญ้า กินน้ำ ขันไม่พอใจที่ต้องฟังคำสั่งเสมากำลังจึงท้าว่า ถ้าเสมามีฝีมือจริงก็ให้นำทหารหนึ่งร้อยออกไปล่อพวกพม่า ส่วนอีกสี่ร้อยตนจะคุมไว้เองแล้ว สมบุญไม่พอใจจะเอาเรื่องขัน เพราะพระราชมนูให้สิทธิขาดกับเสมา แต่เสมารีบดึงไว้แล้วท้ากลับ

“เพลานี้เป็นยามศึก หากนายหมู่อยากประชันกับข้า เราก็มาหาผลแพ้ชนะกันด้วยหัวข้าศึกเป็นไร”

ขันมองหน้าเสมานิ่งก่อนรับคำท้า เสมาจึงเอ่ยต่อ “กระนั้นเราแบ่งพลคนละกึ่งหนึ่ง ข้าจะเป็นตัวล่อ นายหมู่ทำตามแผนการเถิด เสร็จศึกแล้วค่อยมานับหัวข้าศึกกัน” ขาดคำเสมา สมบุญ และทหารอีกกลุ่มหนึ่งก็แยกตัวออกไป

ขันมองตามแล้วยิ้มร้ายๆอย่างมีแผน เขาเฝ้ารอจนเสมานำกำลังเข้าโจมตีพวกพม่า แล้วทหารพม่าอีกกองที่ซุ่มอยู่ก็ยกเข้ามาช่วยพวก ทำให้เสมากับพวกตกอยู่ในวงล้อม

ทหารนายหนึ่งที่อยู่กับขันเห็นท่าไม่ดีเตือนให้ขันไปช่วยพวกเสมาก่อนที่จะตายกันหมด แต่กลับโดนตวาด

“เอ็งไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพบอกดอกรึ แผนศึกครานี้ จำต้องมีตัวล่อ เสี่ยงตาย อ้ายเสมามันอาสาเอง หากตายขึ้นมาจะโทษใครได้เล่าวะ หรือมึงอยากตายประเดี๋ยวนี้ ทัพนี้กูเป็นคนสั่ง หากใครบังอาจขัดคำกู กูจะตัดหัวให้สิ้น” ขันชักดาบขึ้นขู่

ทหารหน้าเสียไม่กล้าขัดคำสั่ง ขันยิ้มสะใจมองการต่อสู้ของเสมา เกิดความมั่นใจว่า คราวนี้เสมาไม่รอดแน่

ฝ่ายเสมาเมื่อรู้ตัวว่าขันไม่มาช่วยแน่ จึงตะโกนสั่งลูกน้องให้ตามตนมา แล้วเข้าชิงช้างม้าของข้าศึกมาเป็นพาหนะทุ่นแรง จัดการกับพวกพม่า ทำให้กองทัพพม่าที่ยกมาช่วยต้องปั่นป่วน

สมบุญเห็นดังนั้นก็ชวนเสมาหนีเพื่อเปิดทางให้ทัพหลวงมาจัดการ

“เอ็งหนีไปตามชายป่า ล่อให้พวกมันแล่นตาม จักได้เปิดทางให้ทัพหลวงตีตลบหลังพวกมัน” เสมาสั่งการ

สมบุญรับคำแล้วตะโกนสั่งทหาร “รีบทะลวงออกไป ตามกูกับพี่เสมามา”

เสมาขยับจะนำออกไป แต่ต้องชะงักเพราะหันไปเห็นทัพของขันถูกทัพพม่าอีกกองรุมตีอยู่ เขาเรียกให้สมบุญดู สมบุญยิ้มสะใจบอกว่าสมน้ำหน้า แล้วเร่งให้เสมาทำตามแผน แต่เสมาว่าให้สมบุญรีบพาทหารออกไปเปิดทางให้ทัพหลวงก่อน เพราะตนจะไปช่วยขันกับพวกทหารแล้วควบม้าออกไป สมบุญมองตามอย่างเจ็บใจ

ooooooo

อีกมุมหนึ่งในป่า ไชกะยอสู ตั้งทัพไว้รอหนุนเสริมทัพของนันทะกะยอสูอยู่กลางทุ่ง ทหารพม่าคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า  บัดเดี๋ยวนี้ทัพของท่านนันทะกะยอสูได้เข้ารบด้วยทัพอโยธยาแล้ว

“พวกมันกินเหยื่อล่อง่ายดายปานนี้ คราครั้งนี้ แม้ทัพมันไม่แตกยับ ก็ต้องไม่กล้าแต่งกองโจรมาปล้นชิงพวกเราอีกเป็นแน่ ทัพพวกมันมีพลเท่าใด”

“คะเนด้วยตา ไม่น่าเกินห้าร้อยขอรับ”

“พวกมันมาปล้นชิงช้างม้า เหตุใดจัดทัพมาน้อยนัก แย่ล่ะ รีบกลับเข้าค่ายประเดี๋ยวนี้” ไชกะยอสูฉุกคิดได้ แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะพระราชมนูและขุนรามเดชะ นำทัพไทยโจมตีจากทางด้านหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไม่เป็นขบวนอย่างง่ายดาย

ด้านขันกับทหารที่กำลังสู้ตายอยู่กับทัพของ

นันทะกะยอสู พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากเสมาที่ฝ่าวงล้อมเข้ามา นันทะกะยอสูเจ็บใจที่ทหารของตนทำ อะไรเสมาไม่ได้ จึงชักปืนพกที่เอวออกมายิงใส่ แต่เสมาหลบได้ทัน เขารีบลงจากหลังม้าแล้วควงดาบสองมือไล่ฆ่าพวกทหารพม่า

ขันเห็นว่ารอดตายจึงปากดีทวงสัญญา “ไหนเล่าหัวข้าศึก หรือลืมคำท้าเสียแล้ว”

“ข้าได้จนนับไม่ไหวแล้ว ขาดแต่หัวแม่ทัพพวกมัน ข้าจะไปตัดโยนมาให้นายหมู่กราบประเดี๋ยวนี้” เสมาชี้ไปที่นันทะกะยอสู

“ชะ อ้ายเสมา คุยโตไปแล้วเอ็ง”

“นายหมู่ไม่เชื่อก็คอยดูเถิด ขอเพียงนายหมู่ไม่ฟันข้าข้างหลัง เรื่องแต่เพียงนี้หาเกินกำลังอ้ายเสมาไม่” เสมาบุกตะลุยไปที่นันทะกะยอสู

เป็นจังหวะเดียวกับที่นายกองพม่าก็เข้ามารายงานเจ้านายว่า ทัพของท่านไชกะยอสูถูกตีตลบหลังแตกพ่ายไปแล้ว และทัพหลวงกำลังมุ่งมาทางนี้ นันทะกะยอสูตกใจมากตะโกนสั่งถอยทัพเสียงดังลั่น พวกทหารพม่าตกใจเริ่มสู้พลางถอยพลาง

เสมาสู้กับพวกที่เข้ามารุมและเด็ดหัวนายกองได้หลายคน ขันฉวยโอกาสเข้าหยิบผ้าโพกหัวของนายกองไปเก็บไว้ พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วปล่อยให้เสมาสู้ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตนแย่งความชอบไปแล้ว

ooooooo

ทัพไทยเอาชนะทัพของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่นำโดยนันทะกะยอสูและไชกะยอสูได้อย่างงดงาม แม้จะมีกำลังทัพน้อยกว่าคู่ต่อสู้มากมายนัก พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อ ทรงเห็นว่าทัพไทยกำลังฮึกเหิม หากทำการรบตอนนี้อาจจะพ่ายแพ้ได้ จึงทรงยกทัพกลับเชียงใหม่ไปในที่สุด นับว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่มีต่อผู้รุกราน หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงเป็นต้นมา

เสมาก้มลงกราบแทบเท้ามั่นและบุญเรือน ทั้งคู่ลูบหัวลูกด้วยความดีใจที่ปลอดภัยกลับมา เสมาคุยว่าถ้าไม่ตายเสียก่อน เขาอาจจะได้หัวพันหัวหมื่น หรือมีวาสนาได้เป็นถึงขุนเหมือนปู่ก็เป็นได้ จำเรียงออกได้ยินก็หัวเราะขำ บอกกับพี่ชาย “กระไรกันพี่เสมา เพิ่งได้เป็นหัวหมู่ชั่วครู่ชั่วยามก็เพ้ออยากเป็นขุนแล้วรึ พูดให้เห็นเป็นขำ ดูลุงพันอินเถิด ฉันเห็นเป็นหัวพันมานับสิบปี ยังไม่ได้ขึ้นเป็นหมื่นเลย”

“เพิ่งปะหน้ากัน ก็ขัดข้าเลยนะนังจำเรียง แล้วนั่นเอ็งไปที่ใดมารึ แต่งตัวเสียสวยเชียว”

“ฉันก็ไปเยี่ยมเยือนพี่หมู่ เอ่อ พี่พันฤทธิ์รณรบมาน่ะซี” จำเรียงเอียงอาย

เสมาแปลกใจถามว่าใครคือ พันฤทธิ์รณรบ บุญเรือนยิ้มแย้มหน้าบานตอบแทนลูกสาวว่า หมู่ขันไปศึกมาคราวนี้ทำความชอบไว้มากนัก จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นพันฤทธิ์รณรบ

เสมาอึ้งเกิดคำถามในใจ ว่าขันทำผลงานน้อยกว่าตนตั้งเยอะ แต่ทำไมได้ตำแหน่งสูงกว่า

ส่วนขันกำลังคุยโม้ให้ดวงแขและอำพันฟังว่า ออกศึกครานี้ตนตัดหัวนายกองข้าศึกเสียหลายคน แล้วนำผ้าโพกหัวของพวกมันมายืนยัน จึงได้ความชอบเลื่อนขึ้นเป็นหัวพัน มีศักดินาถึงสองร้อยไร่

อำพันชื่นชมในความกล้าหาญของลูกชาย ขณะที่ดวงแขเปรยว่า พี่ชายออกศึกไม่กี่คราก็ได้เป็นหัวพัน มีศักดินา วันหน้าต้องกินตำแหน่งถึงออกหลวงไม่ต่างจากพ่อเป็นแน่

ขันหัวเราะชอบใจคุยว่าตนหมายสูงกว่านั้น เพราะสักวันจะต้องเป็นพระยา นำศักดิ์แลความมั่งมีมาสู่แม่กับน้องให้ได้ แล้วเข้ามาประจบอำพันอ้อนให้ไปสู่ขอเรไรตามสัญญา อำพันหน้าเจื่อนโยนให้ดวงแขช่วยเจรจาแทน

ดวงแขชวนพี่ชายออกไปคุยที่ศาลาท่าน้ำ เธอบอกว่าเรไรบ่ายเบี่ยงและยกเอาเรื่องจำเรียงมาเป็นข้ออ้างซึ่งเธอก็เห็นใจเพื่อนรักที่ต้องลดตัวไปแข่งกับบ่าวไพร่อย่างจำเรียง

ขันเถียงไม่ออกพาลว่า แท้จริงแล้วเรไรมีใจให้เสมาจึงปฏิเสธตน แล้วก่นด่าว่า กลของตนไม่เป็นผลเช่นนั้น เสมาคงกลายเป็นผีเฝ้าทุ่งบางเกี่ยวหญ้าไปแล้ว

ดวงแขตกใจมากไม่คิดว่าขันจะคิดร้ายเสมาในศึกครานี้ เธอรำพึงออกมาว่า บุญแท้ที่เสมาไม่ตาย ขันได้ฟังก็ตวาดลั่นที่น้องสาวเป็นห่วงเสมา ดวงแขรีบออกตัว

“มิใช่ดอก น้องห่วงพี่ขันต่างหาก หากความนี้รู้ถึงผู้อื่น พี่ขันมิต้องโทษถึงตายรึ”

จังหวะนั้นทาสหญิงของดวงแข พายเรือมาจอดเทียบที่บันไดของศาลาพอดี เธอรีบขอตัวอ้างว่าจะต้องไปเลือกผ้าผ่อนท่อนสไบแล้วรีบเลี่ยงลงเรือออกไป ทิ้งให้ขันขบกรามแน่น เพราะยังแค้นเสมาไม่หาย

ooooooo

นางทาสคนหนึ่งได้รับมอบหมายจากลำภูให้แอบติดตามเรไรมาที่ตลาด เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องเสียหาย ไม่นานนักมันก็เห็นแม่หญิงเรไรยืนคุยอยู่กับเสมาอยู่ที่มุมปลอดคนท้ายตลาด

ส่วนเรไรที่ไม่รู้ตัว เธออธิบายให้เสมาฟังว่า ผ้าโพกหัวของพวกพม่ารามัญเป็นตัวบอกตำแหน่งแลชั้นยศ หากผู้ใดได้ผ้าโพกหัวไปยืนยัน ก็เหมือนได้หัวข้าศึกไป

“พ่อยังบ่นเสียดายนัก ที่เสมาไม่ได้เก็บผ้าไปแม้แต่ผืนเดียว ต่างกับพ่อขันพันฤทธิ์ที่ได้ผ้าโพกหัวไปมากโข ล้วนเป็นชั้นนายหมู่นายกองทั้งสิ้น จึงได้ตำแหน่งหัวพันเป็นบำเหน็จศึกครั้งนี้”

“มิน่าเล่า อ้ายขันจึงได้ความชอบมากกว่า ช่างโง่เขลานัก อ้ายเสมาเอ๋ย ธรรมเนียมเพียงนี้ยังไม่รู้ ยังคิดจะแสวงหาความชอบให้คนเขาเยาะเอา” เสมาถอนใจเฮือก

“อย่าโทษว่าตัวเองเลย ผิดครานี้ถือเป็นค่าครูเถิด จะว่าไปออกศึกคราแรกได้เลื่อนเป็นนายหมู่ก็ถือว่าดีแล้ว”

“ดีแล้ว แต่หาทันใจเสมาไม่ เพราะเสมาอยากเป็นหัวพันหัวหมื่น เพื่อคู่ควรด้วยแม่หญิงโดยเร็ว จะได้ มีวาสนาเห็นหน้าแม่หญิงทุกเมื่อเชื่อวัน แม่หญิงรู้หรือไม่ ไปศึกครานี้ เสมาทุกข์นักที่ไม่ได้เห็นหน้าแม่หญิง มีเพียงหมากคำกับดอกจำปีที่แม่หญิงให้ไว้ดูต่างหน้า ให้คลายคิดถึงเพียงนั้น” เสมาส่งสายตาเชื่อมพร้อมหยิบถุงผ้าที่ห้อยคอออกมา

เรไรเห็นถุงผ้า ก็ปลาบปลื้มซาบซึ้งใจ ทาสนางนั้นจับตามองเรไรกับเสมาอย่างเก็บข้อมูลทุกอิริยาบถ

ครั้นเรไรจากไป เสมากลับมาที่ท่าเรือเพื่อจะกลับบ้าน นางทาสแอบติดตามไปอีก มันเห็นเสมาหยุดคุยกับดวงแขที่กำลังก้าวขึ้นจากเรือ แต่เรือโคลง ทำให้เธอเซจะล้ม เสมารีบเข้าไปจับแขนไว้ แล้วดึงเข้ามากอดไม่ให้เธอพลัดตกน้ำ

ดวงแขอึ้งอยู่ในอ้อมกอดเสมาทั้งอาย ทั้งมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก นางทาสเห็นเต็มๆตา รีบมองด้วยความสนใจหวังเก็บรายละเอียดทุกเม็ด เสมาเห็นดวงแขปลอดภัยแล้ว ก็ปล่อยตัวออก แต่ดวงแขก็เขินอายไม่กล้าสบตา

เสมาไม่คิดอะไร เข้าไปช่วยพวกทาสของดวงแขผูกเรือ แล้วนั่งเรือกลับบ้าน นางทาสรีบกลับไปรายงานลำภู

ลำภูโวยลั่นด้วยความเข้าใจผิด สั่งกำชับนางทาสอย่าให้เรื่องนี้หลุดจากปากเป็นอันขาด เพราะกลัวดวงแขจะเสียชื่อ ขุนรามเดชะที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่ข้างๆแปลกใจหันมาถามเมียว่า ถ้าเสมาจะรักชอบกับแม่ดวงแข ก็หาใช่กงการกระไรของลำภู เหตุใดถึงต้องมาเดือดร้อนใจด้วย

ลำภูสวนว่าเป็นเพราะเสมาตระกูลต่ำต้อยไม่คู่ควรกับดวงแข ขุนรามเดชะรีบขัด

“ตระกูลมันต่ำจริง แต่ฝีมือดาบมันเป็นเลิศ ยากจะหาใครเปรียบกับมัน ปัญญาแลน้ำใจมันก็ดีอยูู่ หากอ้ายเสมาได้สังกัดมูลนายที่ดี ไม่แน่ว่า สิบ ยี่สิบปีข้างหน้า อาจจะได้กินตำแหน่งถึงขุนเชียวนา”

“นี่ท่านขุนยืนข้างมันรึ งั้นถามหน่อยเถิด หากมิใช่แม่ดวงแขแต่เป็นแม่เรไรลูกเรา ท่านขุนยังจะเห็นดีด้วยหรือไม่” ลำภูหลุดปากออกไป

ขุนรามเดชะอึ้งทั้งโกรธทั้งตกใจ ที่รู้เรื่องเรไรกับเสมา จึงลุกออกไปสั่งการกับทนายหน้าห้องว่า ให้คัดชื่อเสมาออกไม่ต้องส่งขึ้นสังกัดมูลนาย ทนายติงว่าหากทำเช่นนั้น เสมาจักมีแต่บรรดาศักดิ์ แต่หามีศักดินาไม่ และจะเป็นแค่ทหารอาสาได้เบี้ยหวัดแต่ยามศึกสงครามเท่านั้น

“ถูกแล้ว กับอ้ายคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้บนหลังคาเช่นมัน ควรแก่การใช้ออกศึกจนตาย แต่หาควรให้สินทรัพย์แลความมั่งมีแก่มัน” ขุนรามเดชะเสียงกร้าว

ooooooo

รุ่งอรุณวันใหม่ เรไรกับดวงแขออกมาใส่บาตรด้วยกันที่ประตูท้ายวัง เสมาที่ดักรออยู่รีบเข้ามาทักเรไร ดวงแขหน้าบึ้งแอบหึงหวงเสมา เสมาส่งยิ้มกรุ้มกริ่มจะขอใส่บาตรกับเรไรด้วย แต่ยังพูดไม่ทันจบ ขันก็ถือดาบเข้ามาไล่ฟันพลางฟ้องเรไรว่า เมื่อบ่ายวานนี้ เสมาบังอาจแตะเนื้อต้องตัวดวงแขต่อหน้าผู้คนที่ท่าน้ำ

เรไรชะงักมองเสมาด้วยความหึงหวง เสมาเห็นสายตาของแม่หญิงก็หน้าเสีย พูดอะไรไม่ถูก ขณะที่ดวงแขหน้าเสียไม่คิดว่าเรื่องเมื่อวานจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ เธอรีบเข้ามาอธิบายกับพี่ชาย แต่ขันไม่รับฟังจะเอาเรื่องเสมาให้ได้

“ถ้าพี่เชื่อคำบ่าวมากกว่าเชื่อน้องก็ตามใจเถิด แต่หากพี่กับเสมาต้องวิวาทกันเพราะฉัน ฉันจะไปฆ่าตัวตายประเดี๋ยวนี้” ดวงแขปล่อยขัน แล้วรีบเดินเลี่ยงไป

ขันห่วงน้อง กลัวน้องฆ่าตัวตายจริงจึงหันมาอาฆาตเสมาว่า มึงกับกู จักต้องได้เห็นดีกันแล้วรีบเก็บดาบวิ่งตามดวงแขไป เสมาหันมามองเรไรจะอธิบาย แต่เธอชิงตัดบท

“เมื่อบ่ายวาน เพิ่งลาจากกัน ก็ไปแตะเนื้อต้องตัวหญิงอื่นแล้ว ช่างรวดเร็วดีแท้” เรไรเดินกลับเข้าวังไปด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชา เสมาหน้าเสียได้แต่มองตาม ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

ส่วนขัน เขาตามดวงแขไม่ทันจึงกลับมาระบายอารมณ์กับลูกน้องที่บ้าน เหล่าลูกน้องทนรองมือรองตีนไม่ไหวเสนอให้ขันดักทำร้ายเสมาหรือไม่ก็ฆ่าเสียให้หายแค้น ขันว่าคงทำไม่ได้เพราะตอนนี้เสมาได้พระราชทานยศทหารแล้ว หากตายก็ต้องมีการไต่สวนและตนก็คงไม่พ้นเพราะเป็นอริกับเสมามาตลอด

“เยี่ยงนั้นพี่พันฤทธิ์ก็ท้าอ้ายเสมาสู้ซีขอรับ หากเป็นการท้าสู้กัน แม้นตายก็เอาผิดไม่ได้นะขอรับ”

“มึงเยาะกูรึ กูแพ้เชิงดาบมันมา มึงก็เห็นอยู่ ยังจะให้กูไปท้ามันสู้อีกรึ”

“มิได้ขอรับ ข้าไม่ได้เยาะพี่พันเลยขอรับ แต่ข้าเห็นว่าฝีมือเชิงดาบฝึกปรือกันได้ อ้ายเสมาเพียงแต่ได้กราบอาจารย์ดี เลยมีเชิงดาบเหนือกว่าพี่ แต่หากพี่ได้อาจารย์ดีบ้าง ต้องชนะมันได้แน่ขอรับ”

ขันนิ่งคิดเห็นด้วยกับที่ลูกน้องพูดเหมือนกัน

ooooooo

เสมาแวะมาทักเอื้อยแตงที่แผงขายเหล็ก ถูกสาวเจ้าทำหมางเมินใส่แถมแขวะไปถึงเรไร ที่เป็นถึงลูกสาวขุนรามเดชะ เสมาสงสัยว่าเอื้อยแตงรู้เรื่องเรไรได้อย่างไร

ยามนั้นสมบุญเดินถือกระจาดใส่มีด ใส่หัวจอบเสียม เข้ามาหาเอื้อยแตง เสมาฉุกคิดได้ว่าใครเป็นคนคาบข่าวมาบอก เขาจะเข้าไปจัดการกับสมบุญ แต่เสียงเอื้อยแตงกรีดร้องดังขึ้นเสียก่อน

สองหนุ่มรีบรุดไปดูเห็นลูกน้องพุฒกำลังจับมือถือแขนลวนลามเอื้อยแตงอยู่ในร้านเหล้า โดยมีพุฒนั่งดื่มเหล้าหัวเราะชอบใจอยู่ เอื้อยแตงร้องให้เสมาช่วย เสมาไม่รอช้าโดดเข้าไปกลางวงช่วยเอื้อยแตงออกมา แล้วเตรียมรับมือกับพุฒและลูกน้อง พุฒประกาศตัวว่าตนเป็นทหารหลวงหวังให้เสมาเกรงกลัว เสมารีบสวนกลับว่าตนก็เป็นทหารหลวงเช่นกันพลางถามกลับว่า พุฒสังกัดกรมกองใด

“ลวนลามหญิงกลางวันแสกๆต่อหน้าคนทั้งตลาด พวกมึงยังกล้าอวดอ้างเป็นทหารหลวงอีกรึ ถุย เป็นชายยังไม่ควรเลย” สมบุญเข้ามาเคียงข้างเสมา

ลูกน้องพุฒจะเข้าไปเอาเรื่องสองหนุ่ม แต่พุฒห้ามไว้ เพราะคงไม่ดีแน่หากมีเรื่องกับทหารด้วยกันกลางตลาด

“มึงชื่อเสมารึอ้ายน้องชาย กู พันจบรณรงค์ วันหน้าคงได้เห็นฝีมือกัน” พุฒเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินออกไป พวกลูกน้องพุฒรีบตามติด พุฒมองมาเสมาและสมบุญด้วยสายตาอาฆาต

ในระหว่างทางพุฒได้เจอกับขันเกลอเก่าที่กำลังเดินหาสำนักดาบฝีมือดีหวังจะได้วิชาไปแก้มือกับเสมา เมื่อพุฒรู้ว่าขันมีศัตรูคนเดียวกับตนก็อาสาหาสำนักดาบให้ แถมยังช่วยคิดแผนสร้างความร้าวฉานให้เรไรกับเสมาด้วยการเข้าเกี้ยวบัวเผื่อนแม่หอกระจายข่าวประจำวัง แล้วแต่งเรื่องหลอกว่า ตนไปเห็นเสมาลวนลามสาวเอื้อยแตงอยู่กลางตลาด

เมื่อบ่ายนี้ บัวเผื่อนตาโตรีบเก็บความแล้วนำไปโพนทะนาต่อให้เพื่อนสาวในวังพร้อมตอกไข่ใส่สี ไม่นานนักเรื่องก็ถึงหูเรไร เธอทนฟังไม่ได้ลุกหนีไป แต่ดวงแขที่นั่งฟังอยู่ด้วยยังข้องใจถามบัวเผื่อนว่าไปรู้เรื่องนี้มาจากใคร บัวเผื่อนว่า พี่พันจบ หรือพันจบรณรงค์เป็นคนบอก

“พี่พุฒน่ะรึ” ดวงแขอมยิ้มด้วยรู้นิสัยพุฒดีจึงมั่นใจว่าเสมาไม่ได้เป็นอย่างที่บัวเผื่อนเล่าแน่ เธอตอกกลับทันที

“ฉันรู้จัก พี่พุฒเป็นเกลอกับพี่ขันมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ฉันไม่ได้ปะหน้าเสียหลายปี หากฉันรู้ว่าความนี้มาจากพี่พุฒ ฉันคงสวดมนต์แล้วนอนเสียนานแล้ว ไม่ทน

ฟังดอก” ดวงแขลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป

บัวเผื่อนมองตามดวงแขไปด้วยความไม่พอใจที่ขัดคอตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมาดักรอเรไรที่ออกมาใส่บาตร หวังปรับความเข้าใจเรื่องดวงแข แต่กลับโดนแม่หญิงพาลใส่เรื่องเอื้อยแตง ทำเอาทหารหนุ่มงง นาทีนั้น

แม่สาวชาววังก็สะบัดหน้าใส่ ก่อนเดินลิ่วๆหนีไป ปล่อยให้เสมามองตามด้วยความอ่อนใจ แล้วรำพันกับตัวเอง

“ผู้หญิงช่างหยั่งใจยากนัก ดั่งเดินดับคบไฟให้ตามรอยโดยแท้”

สายวันเดียวกัน พุฒพาขันมาที่บ้านอาจารย์บ่ายพลางพูดคุยเรื่องแผนยืมปากบัวเผื่อนเล่นงานเสมาให้ฟัง ก่อนจะออกตัวว่า ที่ต้องเกี้ยวบัวเผื่อนก็เพื่อจะร้อยไว้ใช้เท่านั้น ใจจริงยังคงมั่นคงต่อดวงแขไม่เปลี่ยนแปลง แล้วทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าเรือนอาจารย์บ่าย เห็นลูกศิษย์มากมายกำลังฝึกซ้อมอยู่ ทั้งกระบี่กระบอง ดาบ มวยไทย แน่นลานไปหมด

ขันดูฝีมือแต่ละคนแล้วก็ยิ้มพอใจ พุฒรีบคุยว่า อาจารย์บ่ายท่านเป็นกองอาทมาตเก่า รุ่นราวคราวเดียวกับพระครูขุนแห่งวัดพุทไธสวรรย์ พระครูของเสมา

“ขอบน้ำใจพันจบยิ่งนัก ที่หาครูดีให้ฉัน ฉันจักเรียนวิชาดาบสองมือให้แก่กล้า ล้างอายอ้ายเสมามันให้จงได้” ขันหัวเราะชอบใจแล้วพลันชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นขุนรามเดชะเดินคุยกับอาจารย์บ่ายลงจากเรือนมา

พุฒมองตามแล้วบอกกับขันว่า ขุนรามเดชะเป็นลูกศิษย์ของครูบ่ายท่านเช่นกัน ขันส่งยิ้มเจ้าเล่ห์นึกได้ว่าถ้าตนเป็นลูกศิษย์อาจารย์บ่าย ก็เท่ากับเป็นศิษย์ผู้น้องของขุนรามเดชะเพิ่มความใกล้ชิดเข้าไปอีกขั้น

ขันไม่รอช้าขอให้พุฒพาเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์บ่าย จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันยุแยงขุนรามเดชะเรื่องเสมา ทำให้ขุนรามเดชะของขึ้นบอกว่าถึงไม่บอกตนก็รู้ว่าเสมามันทำกระไรไว้บ้าง แล้วเดินหน้าบึ้งตึงเลี่ยงออกไป ขันและพุฒหันไปยิ้มให้กันอย่างสมใจ

ooooooo

ในตอนบ่าย บุญเรือนกับจำเรียงเข้ามารุมด่าเสมาเรื่องเรไร ดวงแข และเอื้อยแตง เพราะได้ข้อมูลผิดๆมาจากขัน เสมาน้อยใจที่แม่และน้องสาวเชื่อ

คนอื่นมากกว่าตนจึงหนีมาอยู่กับพันอินที่บ้าน และได้พบกับศรีเมืองลูกบุญธรรมของพันอินที่เข้ามาช่วยจัดที่นอนและดูแลเรื่องอาหารให้

ศรีเมืองเห็นเสมาครั้งแรกก็ตกหลุมรัก เธอคอยเฝ้าดูแลปรนนิบัติเขาไม่ขาด แถมยังตามส่งข้าวส่งน้ำถึงร้านเอื้อยแตงเพราะเสมาไปรับจ้างตีเหล็กที่นั่น เอื้อยแตงไม่พอใจจึงพาลหาเรื่องเสมา แต่เสมาไม่เถียงด้วย เพราะหันไปเห็นเรไรกับนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเลือกซื้อของ

“แม่หญิงเรไร” เสมาร้องเรียกแล้วเดินเข้าไปหา

เอื้อยแตงหูผึ่งทันที มองตามเสมาไป ศรีเมืองถามว่าแม่หญิงเรไรคือใครกัน

“ก็หญิงที่พี่เสมาหมายปองอยู่น่ะซี” เอื้อยแตงตอบแล้วนิ่งอึ้งไปเพราะเห็นหน้าเรไรชัดเจน เธอรำพึงกับตัวเอง “สวยเพียงนี้นี่เอง มิน่าเล่า”

ศรีเมืองจ๋อยเมื่อรู้ว่าเสมามีผู้หญิงที่รักอยู่แล้ว เธอได้แต่มองตามเสมาด้วยสายตาเศร้าๆ

ฝ่ายเรไรเมื่อเห็นเสมาเดินมาหาก็จะเลี่ยงหนี แต่เสมารีบขวางหน้าไว้เพราะอยากรู้ว่าตนทำอะไรผิด แต่เรไรไม่ตอบ เธอจะเดินหนีไปอีกทาง เสมาตกใจรีบคว้ามือเรไรไว้

“โอหังอีกแล้ว หรือต้องให้ฉันกล่าวโทษจนถูกถอดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างจึงจะสำนึก” เรไรสะบัดมือออก

“เสมาผิดที่มือไว แต่หาใช่จะสบประมาทหมิ่นหรือกำเริบล่วงเกินแม่หญิงไม่  แลนํ้าใจสุจริตของข้าพระเจ้านั้นย่อมประจักษ์แก่แม่หญิงอยู่”

“ฮะ เจ้าเอ๋ย กรากมาจับข้อมือแล้วก็ประสมกล่าวเอาว่านํ้าใจสุจริต แสนขันนักหนา อันกิริยาชอบหาเล็ก

หาน้อยเป็นกำไร เห็นจะเคยตัวมาจากหญิงอื่นกระมัง แต่ฉันหาใช่นางนั่งตลาดอย่างนางเอื้อยแตงไม่ อย่ามาบังอาจล่วงเกินเช่นนี้อีก”

เสมาฟังแล้วงง เพราะเรไรเอ่ยถึงเอื้อยแตงอีกแล้ว เรไรประชดใส่เรื่องพันฤทธิ์ พันจบ เล่าให้เธอและพ่อฟังว่า เสมาไม่รักศักดิ์ศรีถึงกับแย่งหญิงกันกลางตลาด

“ที่แท้เป็นเพราะฝีปากอ้ายขันเองรึ อ้ายขันมันชังข้าพระเจ้า แม่หญิงก็แจ้งใจอยู่ แล้วเหตุใดแม่หญิงยังเชื่อคำมันมากกว่าคำข้าพระเจ้าเล่า แต่เอาเถิด เมื่อแม่หญิงไม่เชื่อนํ้าใจอ้ายเสมาเสียแล้ว ก็ตามใจเถิด แต่ข้อที่อ้ายขันมันใส่ความ ข้าพระเจ้าจะไปแก้ให้พระคุณฟังเอง” เสมาจะเดินเลี่ยงไป

เรไรเห็นเสมาโมโห ก็ชักห่วงจึงรีบปราม “จะไปทำกระไร พ่อท่านกำลังเคือง ประเดี๋ยวก็ต้องโทษอีกดอก”

“อย่าว่าแต่จำคุกใส่ตรวนเหมือนคราวก่อนเลย ต่อให้ตัดหัวเสียบประจาน อ้ายเสมาก็ต้องไป ดีกว่าให้

อ้ายขันมันกล่าวโทษเล่นตามแต่ใจ เหมือนอ้ายเสมาเป็นคนขลาดไม่กล้าสู้คน เลยต้องยอมให้มันอยู่รํ่าไป” เสมาเดินจากไป

เรไรตกใจ ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายเธออดห่วงเสมาไม่ได้

ooooooo

เสมาเดินดุ่มๆมาถึงลานกว้างบ้านขุนรามเดชะ พบสมบุญถูกขันซ้อมสะบักสะบอม แถมพุฒที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆยังด่าลามถึงสำนักอาจารย์ เสมาสุดทนเข้าช่วยสมบุญ แล้วท้าประลองกับขันอีกครั้ง

ทั้งสองประมือกันได้ไม่กี่ยก ขุนรามเดชะก็กลับมา เสมายอมรามือเข้าไปกราบขุนรามเดชะขอให้เอาผิดขันที่เล่นงานสมบุญปางตาย ขุนรามเดชะเห็นสภาพสมบุญก็พูดไม่ออก จำต้องรับปากว่าจะไต่สวนเรื่องนี้เอง แล้วเบี่ยงประเด็นเรียกให้ทาสพาสมบุญไปทำแผล ก่อนหันมาไล่เสมากลับไป แต่เสมายืนกรานจะเอาผิดขันให้ได้ แล้ว พลั้งปากตัดพ้อว่าขุนรามเดชะลำเอียงเข้าขัน

“นี่มึงกล้าด่ากูว่าลำเอียงเชียวรึ อ้ายเสมา”

“ไหนเลยข้าพระเจ้าจะบังอาจด่าพระคุณได้ แต่อ้ายเสมามันน้อยใจนัก ด้วยนิ่งยอมกันมาแล้วก็หลายครั้ง หากจะยอมกันอีกเมื่อนี้เล่า เมื่อหน้ามันก็จักไม่มีสิ้นสุด แม้จะต้องปรึกษาวางโทษประการใด ก็จะไม่ขอ ยอมอีก”

“ไม่ขอยอมอีก แสดงว่าจักท้าทายกันใช่หรือไม่ จะเป็นไรมีเล่าหัวหมู่ เชิญให้พ้นบ้านท่านขุนเสียก่อนเถิด จะได้ซ้อมฝีมือกัน” พุฒและขันเหล่มองกันแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

พิณแอบดูอยู่เห็นท่าไม่ดี รีบหลบไปหานายสาว

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"คิมเบอร์ลี่" วางแผนกำจัด "กอล์ฟ” ปะทะ "น้ำหนึ่ง" บนตึกร้าง ใน "สองเสน่หา"

"คิมเบอร์ลี่" วางแผนกำจัด "กอล์ฟ” ปะทะ "น้ำหนึ่ง" บนตึกร้าง ใน "สองเสน่หา"
12 พ.ค. 2564

08:17 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:34 น.