ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เช้าวันใหม่ ศรีเมืองนั่งปรับทุกข์กับบัวเผื่อนเรื่องเรไรกับดวงแข

ศรีเมืองห่วงเพื่อนรักจักต้องมาแตกกัน บัวเผื่อน บอกว่า ใจดวงแขร้ายกาจนัก ควรแล้วที่เรไรจะได้รู้ความจริง ศรีเมืองนิ่งคิดแล้วเริ่มคล้อยตาม

ส่วนเรไร เธอนั่งร่ำไห้เสียใจ เมื่อรู้ความจริงจากปากพ่อ ลำภูเข้าไกล่เกลี่ยว่าพ่อทำไปด้วยหวังดี ไม่อยากให้ลูกออกเรือนไปกับตะพุ่นหญ้าช้างต่ำต้อย

“อับอายที่ไร้ยศศักดิ์ ยังดีเสียกว่าออกเรือนกับคนเจ้าเล่ห์สามานย์เยี่ยงขุนณรงค์ พ่อแม่ท่านห่วงแต่ยศศักดิ์ จนทำได้แม้แต่ส่งลูกเข้าปากเสือหรือเจ้าคะ”

ลำภูขยับจะพูด แต่หลวงรามเดชะชิงตัดบท “พอเถิดแม่ลำภู เมื่อแม่เรไรตำหนิฉันถึงเพียงนี้ ก็ไม่ต้องพูดกระไรกันอีก เมื่อลูกเห็นอ้ายตะพุ่นดีกว่าพ่อแม่ ก็ให้ถอนหมั้นกับขุนณรงค์เสีย แล้วไปอยู่กับอ้ายเสมาให้สมใจเถิด ในเมื่อลูกคนเดียวมันรักผู้ชายมากกว่าพ่อแม่ ก็ปล่อยให้มันทำลายศักดิ์ตระกูลไปเสียเลย หากแม่ลำภูทนอับอายไม่ได้ก็กลั้นใจตายเถิด ต่อไปจะได้ไม่มีผู้ใดขัดขวางลูกมันอีก”

“พ่อท่าน...” เรไรพูดอะไรไม่ออก

ooooooo

หลายวันผ่านไป สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จประพาสป่า เหล่าขุนนาง นางข้าหลวง และตะพุ่นหญ้าช้าง ตามดูแลช้างทรงติดตามพรั่งพร้อม

ขันกับพุฒสบโอกาสเข้ามาพาลหาเรื่องพวกตะพุ่นหญ้าช้างหวังให้เสมาทนไม่ไหวจน มีเรื่องกับพวกตน เพื่อจะได้กล่าวโทษให้พ้นจากตำแหน่ง แต่เสมาสู้อดทน ยอมแม้กระทั่งยกมือไหว้ขอขมาทั้งสองอันธพาล

สองเกลอหัวเราะสะใจยอมล่าถอยกลับไป สินกับสมบุญไม่พอใจเข้ามาถามลูกพี่ ว่าเหตุใดถึงยอมยกมือไหว้คนชั่ว เพราะพวกมันจงใจหาเรื่อง เสมาอธิบายว่าจำต้องเลี่ยง เพื่อมิให้หลงกลติดกับพวกขันอีก

“หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงเลือกสู้มากกว่ายอมขมา แต่หลังจากที่ข้าตกต่ำเป็นตะพุ่นครานี้ ข้าจึงรู้ว่าบางคราก็ต้องรู้จักถอยให้เป็น การยอมไม่ใช่การเสียศักดิ์ แต่เป็นการอดทนเพื่อรอเพลาเอาคืนต่างหากเล่า”

เวลาเดียวกัน ที่กระโจมนางข้าหลวง เรไร ศรีเมืองและบัวเผื่อนช่วยกันจัดสำรับอาหาร ดวงแขเดินเข้ามามองเรไรแล้วหันไปสั่งบัวเผื่อนว่า พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงอ่านฎีกาเสร็จเมื่อใด จะทรงช้างประพาสป่า ให้เตรียมนางข้าหลวงไปถวายรับใช้ด้วย บัวเผื่อนสวนทันควันว่าเป็นหน้าที่เรไร เหตุใดไม่บอกกันเองหรือว่าไม่กล้า

“เหตุใดฉันจะไม่กล้า แม่บัวเผื่อนไม่ต้องยุแยงเพื่อให้เห็นเป็นสนุก ฉันหาได้กระทำผิดใดไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายแม่เรไรก็เห็นดีกับฉันทุกคน ไม่เชื่อก็ไปถามซี” ดวงแขมองหน้าเรไรจึงโดนสวนกลับ

“ไม่ต้องถามดอกแม่บัวเผื่อน ฝ่ายที่ผิดคือฉันเอง ผิดตั้งแต่ไว้ใจ ไม่เคยนึกเฉลียวว่ามิตรรักที่เห็นกันมาแต่เกิดจะคิดคดหักหลังกันได้ลงคอ”

ดวงแขหน้าตึงไม่ยอมรับผิดเดินหนีออกไป ศรีเมืองรีบอาสาไปถวายการรับใช้แทนเรไรเอง เพราะไม่อยากให้แม่หญิงลำบากใจ แต่เรไรถือทิฐิบอกว่าเป็นหน้าที่และตนก็ไม่ใช่ฝ่ายผิด เหตุใดต้องหลบหน้าดวงแข

บัวเผื่อนตบตักฉาด ถูกใจที่เสี้ยมให้เพื่อนรักผิดใจกันได้

ooooooo

ครั้นอ่านฎีกาเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จออกหน้าค่าย ทรงช้างออกประพาสป่า เรไรและดวงแขเฝ้าถวายการรับใช้อยู่รวมกันกับกลุ่มข้าหลวง

ส่วนเสมาอยู่รวมกับควาญช้างและตะพุ่นเพื่อเตรียมช้างให้สมเด็จพระนเรศวร ประทับ สมิงมะตะเบิดรวมอยู่ในกลุ่มตะพุ่นหญ้าช้างด้วย และยังมีทหารพม่าคนอื่นปลอมตัวเป็นทาสปะปนอยู่ด้วย

ขันและพุฒเข้าถวายรายงานเรื่องพลายแสนพล พ่ายว่า ถึงจักเป็นช้างลักษณะดี แต่ก็ดื้อดึงนัก คงต้องฝึกอีกมาก

“ช้างม้าดี ก็ต้องพยศเช่นนี้ล่ะ ไปกันเถิด ข้าได้แต่นั่งช้างออกศึก ไม่ได้นั่งช้างชมป่ามานานหนักหนาแล้ว” สมเด็จพระนเรศวรรับสั่ง

เสมา ควาญช้าง และพวกตะพุ่นรีบเข้าไปถวายรับใช้ แล้วสมิงมะตะเบิดก็สบโอกาสตอนที่ทุกคนไม่ทันระวังดึงขอสับช้างที่เหน็บเอว ออกมา พุ่งเข้าประชิดตัวสมเด็จพระนเรศวร หวังปลงพระชนม์ด้วยขอสับช้าง เสมาเหลือบเห็นเข้าก่อน

“ระวังองค์” เสมาเข้าขวางสมิงมะตะเบิดได้ทัน ถูกขอสับช้างเจาะเข้าที่หัวไหล่จนเลือดสาด

“กบฏ รีบอารักขาพระพุทธเจ้าอยู่หัว” พุฒและเหล่าทหารรีบล้อมสมเด็จพระนเรศวรไว้

สมิงมะตะเบิดย่ามใจจะเข้าไปซ้ำ แต่ขันชักดาบเข้ามาฟันใส่ ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทหารพม่าที่ปลอมตัวเป็นทาสเห็นดังนั้นก็พากันชักอาวุธออกมาฆ่าพวกทหารไทย แล้วก่อความวุ่นวาย ปล่อยช้าง ปล่อยม้าจนโกลาหล

สินและสมบุญคุมทหารเข้าต่อสู้กับพวกทหารพม่า เหล่านางข้าหลวงไม่เคยเจอเหตุการณ์ร้ายก็กรีดร้องวิ่งหนีด้วยความกลัว ทำให้สถานการณ์ก็แย่ลงไปอีก ดวงแขวิ่งเข้าไปหาเสมาด้วยความเป็นห่วง แต่เสมากลับจับจ้องไปที่เรไร ด้วยนางอยู่ท่ามกลางทหารไทยและทหารพม่าที่กำลังต่อสู้กัน

สมิงมะตะเบิดใช้เพลงมวยเล่นงานขันร่วงไป แล้วหันไปคว้าข้อมือเรไรที่อยู่ใกล้สุดมาเป็นตัวประกัน ทำให้ขันชะงักไม่กล้าทำอะไร เปิดโอกาสให้มันดึงเรไรขึ้นม้าหนีไป

เสมาตกใจมากวิ่งไปหยิบธนูพร้อมลูกศรที่ตกอยู่กับพื้นแล้วโดดขึ้นม้าตามออกไป ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของดวงแข

ooooooo

เสมาควบม้าตามสมิงมะตะเบิดกับทหารพม่ามาจนทัน ด้วยเรไรแอบทิ้งสัญลักษณ์ไว้ให้ เขาลอบจัดการกับทหารพม่าจนหมด และได้ประลองกับสมิง-มะตะเบิดแบบตัวต่อตัว แต่สู้ไม่ได้เพราะบาดเจ็บที่หัวไหล่ จึงโดนสมิงมะตะเบิดเล่นงานปางตาย

เรไรห่วงเสมามากไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ทันใดนั้น มีเสียงช้างร้องดังขึ้น เธอรีบตะโกน

“เสียงช้างศึก มีคนมาช่วยแล้ว ช่วยด้วยๆ”

สมิงมะตะเบิดชะงัก เกรงเสียทีจึงตัดใจหนีไป

เรไรเข้าไปดูอาการเสมา ตะพุ่นหนุ่มยันตัวลุกขึ้นมองไปที่ชายป่า เห็นพลายแสนพลพ่ายช้างศึกของสมเด็จพระนเรศวรเดินออกมาก็ยิ้มได้

“พ่อพลายคงจะเตลิดหนีมาเป็นแน่ ข้าพระเจ้าให้หญ้าให้อ้อยมาเป็นแรมเดือน พ่อพลายได้ยินเสียงข้าพระเจ้าเลยจำได้ จึงเข้ามาหา ขอบน้ำใจนักพ่อพลายเอ๋ย”

เรไรเบาใจเดินตามเสมาเข้าไปลูบหัวช้างด้วยความเอ็นดู เสมาเอ่ยว่า ดีใจนักที่เห็นแม่หญิงปลอดภัย

“ขอบน้ำใจเสมานัก ที่เสี่ยงตายมาช่วยฉัน”

“ชีวิตเสมามอบให้แล้วแต่แม่หญิง เสมาพร้อมสละสิ้นเพื่อปกป้องแม่หญิงผู้เป็นดวงใจของเสมา” เสมาส่งสายตาหวานเชื่อม เรไรหลบตาด้วยความเอียงอาย

ooooooo

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย สมเด็จพระเอกาทศรถเข้ามากราบทูลให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับวังด้วยเกรงว่าอาจมีมือสังหารปลอมตัวปะปนอยู่อีก สมเด็จพระนเรศวรยังลังเลด้วยห่วงว่ามีเหล่าทหารล้มตายแลช้างม้ายังเตลิดหนีไปไม่น้อย อีกทั้งลูกสาวหลวงรามเดชะก็ถูกจับตัวไปด้วย

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยพระพุทธเจ้าข้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าขอจัดการเรื่องราวทางนี้เอง อย่าทรงกังวลเลยพระพุทธเจ้าข้า” หลวงรามเดชะเข้าถวายบังคมสมเด็จพระนเรศวรพยักหน้ารับยอมเสด็จกลับวังเพื่อให้ทุกคนเบาใจ

ขันหน้าเครียดหันมาปรึกษาพุฒ ว่าจะไปตามเรไรพบได้อย่างไร พุฒปลอบให้เกลอทำใจ เพราะคงยากที่จะตามเจอ สมบุญกับสินได้ยินก็แกล้งเปรยว่า เสียทีเป็นถึงคู่หมั้นแต่ปกป้องเรไรไม่ได้ต้องให้ยืมมือตะพุ่นหญ้าช้าง

ขันโกรธจัดจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่พุฒดึงมือไว้ไม่อยากให้มีเรื่อง เช่นเดียวกับศรีเมืองที่ต้องคอยปรามบัวเผื่อนไม่ให้พูดเย้ยดวงแขเรื่องเสมาเสี่ยงตายไปช่วยเรไร ด้วยเห็นว่าแม่หญิงกำลังเครียดนัก

ooooooo

ในคืนนั้น เรไรและเสมาต้องค้างอยู่ในป่า เพราะอันตรายเกินกว่าจะเดินทางต่อได้ ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกัน และบรรยากาศก็เป็นใจทำให้พวกเขาเกือบเกินเลยกัน แต่เรไรตั้งสติได้รีบเบี่ยงตัวหลบพลางเอ่ยทั้งน้ำตา

“ฉันมิได้รังเกียจเสมา แต่ฉันอยู่ในศักดิ์ของคู่หมั้นขุนณรงค์วิชิต หากฉันปล่อยให้ทุกอย่างเกิดไปตามใจก็คงได้ชื่อว่าเป็นหญิงชั่วสองใจ แม้ผู้อื่นจะอภัยให้ แต่ฉันจะไม่มีวันอภัยให้ตัวเองเป็นเด็ดขาด”

“ข้าพระเจ้าช่างโง่เขลานัก เพียงนี้ก็ไม่อาจหักห้ามใจ เจียนทำให้แม่หญิงต้องเสื่อมเกียรติ”

“อย่าตำหนิตัวเองอีกเลยเสมา ฉันเข้าใจเสมาดี” เรไรสะอื้นไห้

“อย่าเสียน้ำตาให้คนต่ำช้าอย่างข้าพระเจ้าอีกเลยแม่หญิงสุดรักของเสมา” เสมายื่นมือมาซับน้ำตาให้

เรไรปล่อยโฮเข้ากอดเสมาไว้ เสมากระชับอ้อมแขนแน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อยให้แม่หญิงจากไปไหนอีก

ส่วนที่ค่ายพัก ขุนรามยืนหน้าเครียดรอข่าวการค้นหาเรไร พันอินนึกห่วงสหายจึงชวนให้เข้าไปพักในกระโจมก่อน ยามนั้นขันกับพุฒก็กลับมา หลวงรามเดชะรีบเข้าไปถามข่าวลูกสาว พุฒเย้ยว่าถึงเจอตัว ป่านฉะนี้คงไม่แคล้วมัวหมองต้องมลทิน

หลวงรามเดชะโกรธมากจะเข้าไปเอาเรื่องพุฒ แต่ขันร้องห้ามว่าอย่ามีเรื่องกัน พันอินนึกโกรธแทนท่านขุนที่ขันไม่ยอมปกป้องเรไรจึงร้องถาม

“แล้วขุนณรงค์เล่าเห็นเช่นใด ขุนณรงค์เป็นคู่หมั้นของแม่เรไร เห็นว่าคราวเคราะห์ของแม่เรไร จะเป็นมลทินหรือไม่”

ขันหน้าเสียเพราะใจจริงก็ระแวงแต่ไม่กล้าพูด สร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้ใหญ่ทั้งสองยิ่งนัก

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันและพุฒตัดสินใจจะพาทหารกลับวังด้วยหมดหวังจะตามหาเรไรแล้ว แต่สินกับสมบุญไม่ยอม ยืนกรานจะออกตามหาต่อไป ร้อนถึงขุนรามเดชะต้องเข้ามาตัดสิน แต่ท่านยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องยินดี เพราะเสมากับเรไรกลับมาแล้ว

ทุกคนหันไปมองเห็นทั้งสองขี่ช้างเข้ามา สิน สมบุญ หลวงรามเดชะ และพันอินรีบออกไปรับ ส่วนขันกับพุฒหน้าบึ้ง แค้นใจที่เสมาไม่ตาย

ในตอนบ่าย เรไรกลับเข้ามาในตำหนัก เหล่านางข้าหลวงเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังด้วยความดีอกดีใจและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่หญิงบ้าง แต่ถูกบัวเผื่อนตะเพิดออกไปหมด เพราะเธออยากรู้เรื่องก่อนใคร แต่เรไรแกล้งเปรยว่า ไว้รอทุกคนเสร็จงานก่อนเถิด จึงจะเล่าให้ฟัง

“ไม่เล่าฉันก็หางอนง้อไม่ ประเดี๋ยวฉันไปฟังจากคนอื่นก็ได้ ด้วยป่านนี้ แม่ดวงแขคงซักถามตะพุ่นเสมาเสียละเอียดลออ ราวกับซักถามนักโทษเชียวล่ะ” บัวเผื่อน ทิ้งหางตาเย้ยหยันใส่เรไรที่นั่งหน้าเจื่อน

ฝ่ายดวงแขมาคาดคั้นถามเสมาว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน ด้วยระแวงว่าจะเกิดเรื่องบัดสี จึงโดนเสมาตอกกลับว่า แม่หญิงวางแผนชั่วให้ผู้อื่นแตกกันได้ ก็อย่าหมายว่าผู้อื่นจะใจบาปกระทำชั่วได้ดุจกัน ดวงแขถึงกับผงะแล้วรีบปั้นหน้าเศร้าตัดพ้อเสมาที่หลงเชื่อฟังคำยุยงใส่ร้ายของเรไร จนเข้าใจเธอผิด

“ข้าพระเจ้าฟังคำแม่หญิงมามากแล้ว แลเคยวางแม่หญิงไว้ในที่สูง แม้จะผิดใจกับพี่ชายแม่หญิง ก็หาเคยคิดร้ายกับแม่หญิงไม่ หากข้าพระเจ้าคิดระแวงเสียบ้าง คงไม่ได้ตกทุกข์ได้ยากเหมือนเช่นทุกวันนี้ดอก” เสมาเดินเลี่ยงไป ทิ้งให้ดวงแขมองตามด้วยความรู้สึกน้อยใจ

ดวงแขกลัวว่าเสมากับเรไรจะกลับไปคืนดีกันอีก จึงเข้ามาเปรยกับเรไรที่นั่งคุยอยู่กับบัวเผื่อนและศรีเมืองว่า เรไรมีศักดิ์เป็นว่าที่พี่สะใภ้ จึงถือเป็นคนในบ้านเธอไปครึ่งค่อนตัวแล้ว จะทำสิ่งใด ย่อมเกี่ยวพันถึงศักดิ์ตระกูลของเธอทั้งสิ้น

“พูดกำกวมเช่นนี้ หากแม่ดวงแขเห็นฉันทำสิ่งใดไม่ควร ก็พูดมาตามตรงเถิด” เรไรหน้าตึง

“แม่เรไรกระทำสิ่งใดย่อมรู้อยู่แก่ใจ หายไปกับชายอื่นเสียทั้งคืน คงไม่ต้องให้ฉันพูดอีกกระมัง”

เรไรโกรธมากที่ดวงแขดูถูก จึงยกมือพนมสาบาน “หากฉันได้กระทำสิ่งใดเป็นการไม่รักษาศักดิ์ของตนแลศักดิ์ตระกูลของแม่ดวงแขแล้ว ก็ขอให้ฉันตายอย่างทรมานในสามวันนี้เถิด”

ดวงแขแอบยิ้มพอใจ ด้วยเชื่อว่าเสมาและเรไรคงไม่ได้เกินเลยต่อกันจริง เธอหันหลังจะเดินออก แต่เรไรเรียกไว้

“แม่ดวงแขถือว่าฉันเป็นว่าที่พี่สะใภ้ใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้น ศักดิ์ฉันย่อมสูงกว่าแม่ดวงแข เมื่อแม่ดวงแขกล่าวล่วงเกินฉัน ควรต้องไหว้ขมาฉันเสียก่อน”

“ควรหนักหนาแล้ว เพลานี้แม่ดวงแขมีศักดิ์

เสมอน้อง เมื่อพูดจาไม่ควร ย่อมต้องไหว้ขอขมา หากไม่ยอมย่อมถือว่าแม่ดวงแขจงใจหยามหมิ่น ไม่อยากได้แม่เรไรเป็นพี่สะใภ้อีก งั้นแม่เรไรก็ไปถอนหมั้นกับขุนณรงค์เสียเถิด” บัวเผื่อนได้ทีรีบผสมโรง

ดวงแขหน้าเสียหาทางออกไม่เจอ จึงจำใจยกมือไหว้ขอขมา แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไป

ooooooo

เรไรกลับมาที่เรือน ลำภูออกมาต้อนรับด้วยความดีใจที่ลูกปลอดภัยกลับมา พลางฟ้องว่าเอื้อยแตงยังไม่เลิกออกไปขายของในตลาด ทั้งๆที่มีศักดิ์เป็นถึงหลานขุนรามเดชะ เรไรเห็นใจแม่จึงรับอาสาจะช่วยจัดการให้เอง

ในตอนเย็น เอื้อยแตงกลับมาเรือนเห็นสำรับกับข้าวหน้าตาหน้ากินตั้งอยู่บนโต๊ะ ก็รีบล้างมือนั่งใช้มือเปิบข้าวด้วยความหิว เรไรเห็นเป็นไปตามแผน จึงเข้ามาชวนคุยและหลอกล่อจนเอื้อยแตงยอมรับปากว่า จะอยู่เรียนทำกับข้าว ไม่ออกไปขายของแล้ว

ooooooo

สมิงมะตะเบิดแค้นใจที่ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไม่สำเร็จ จึงขอแก้ตัวด้วยการนำทหารออกกวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลย เพื่อสร้างความ น่าเกรงขามให้กับกองทัพของพระเจ้าแปร

พระเจ้าแปรพอพระทัยยิ่งนัก ตรัสกับทหารเอกว่า “ฝีมือของเจ้าเป็นหนึ่งในพุกามประเทศแล้ว มีเจ้าอยู่ ข้าก็เหมือนมีกองทัพนับหมื่น ไม่ต้องกลัวผู้ใดอีก แม้เจ้าจะลอบปลงพระชนม์องค์พระนเรศไม่สำเร็จ ก็หาเป็นกระไรไม่ ข้าจะกวาดต้อนผู้คน รวบรวมไพร่พลไม่ขึ้นกับผู้ใดทั้งสิ้น เมื่อถึงเพลานั้น สิ่งที่พระมหาอุปราชากระทำไม่สำเร็จ ข้าจะทำให้ทุกผู้คนเห็นเอง ข้าจะเป็นพระเจ้าชำนะสิบทิศองค์ที่สองให้จงได้”

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร เมื่อทรงทราบข่าวพระเจ้าแปรยกทัพมากวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยศึก ก็มีรับสั่งจะจัดทัพหนึ่งแสนยกไปจัดการ ด้วยต้องการให้ทุกเมืองเห็นความเข้มแข็งของอโยธยา ขันกับพุฒต้องตามเสด็จไปทำศึกในครั้งนี้ด้วย

พุฒร้อนใจนักเพราะเรื่องดวงแขยังไม่ชัดเจน จึงมาทวงถามกับขัน แต่ขันอ้างว่าเพลานี้แม่หญิงเรไรรู้ความจริงหมดแล้ว และอาจกลับไปหาเสมาได้ทุกเมื่อ จึงอยากให้พุฒอดทนรออีกนิด

“ก็ฉันบอกแล้วว่าให้หาเรื่องอ้ายเสมา จะได้ใส่ความแล้วหาเหตุฆ่ามัน เพลานี้มันเป็นตะพุ่นศักดิ์เสมอทาส ไม่มีผู้ใดสนใจดอก”

“แล้วฉันไม่ทำรึ แต่อ้ายเสมามันเหมือนนกรู้ ไม่ว่าจะทำกระไร มันก็ยอมหลบยอมลงให้ฉันตลอดผิดจากที่แล้วมา แล้วฉันจักหาเหตุกระไรได้”

“เมื่อมันยังทนได้ ก็ต้องเล่นงานมันให้หนักเท่าทวีคูณ ดูเทียวรึ ว่าอ้ายเสมาจะทนไปได้สักเท่าใด” พุฒวางแผนร้ายชักชวนขันไปหาเรื่องเฆี่ยนตีเสมากับพวกตะพุ่นหญ้าช้างที่คอก ด้วยเหตุผลแค่ช้างถ่ายมูลเหลว

สินกันสมบุญเข้ามาเห็นก็รีบปกป้องลูกพี่ จึงโดนข้อหากบฏ เสมาไม่อยากให้เรื่องราวลุกลาม และทุกคนต้องมาเดือดร้อนจึงขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ขันยิ้มสะใจรับหวายจากทหารมาโบยใส่เสมาที่นอนขบกรามแน่นยอมรับโทษ

ใกล้กันนั้น พันจิตเสน่หายืนมองเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้น เขาชื่นชมในความเป็นลูกผู้ชายและเลือดนักสู้ยิ่งนัก

ooooooo

สินกับสมบุญช่วยกันประคองเสมามานั่งในกระท่อม ทั้งสองแค้นใจบ่นกับลูกพี่ ว่าถ้าช่วยกันตีหักหนีออกไปก็ย่อมทำได้

เสมาส่ายหน้าพลางอธิบายว่า ขอยอมเจ็บเพื่อรักษาชีวิตไว้ ด้วยรู้ดีว่าที่พุฒกับขันหาเหตุใส่ความเพื่อฆ่าตน

“พ่อพูดต้องใจฉันนัก คนเราหากลุแก่โทสะโดยง่าย คงต้องหลงกลผู้อื่นอยู่ร่ำไป” พันจิตเสน่หาเดินยิ้มเข้ามาหา

สมบุญกับสินมองเขม็งพลางร้องถามว่า เอ็งเป็นใคร พันจิตแนะนำตัวว่าชื่อพันจิตเสน่หา เป็นทหารในพระพุทธ เจ้าอยู่หัวพระองค์น้อย

“เมื่อตอนบ่าย ฉันผ่านไปที่โรงเลี้ยงช้าง จึงเห็นเหตุทั้งหมดเข้า พ่อตะพุ่นมีน้ำใจแลความอดทนนัก ฉันจึงนึก เสียดาย ที่พ่อต้องเกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้างต่อไป อยากมาชวนพ่อไปรับราชการเป็นทหารด้วยกัน”

“ชวนไปเป็นทหารรึ รู้หรือไม่...” สมบุญพูดไม่ทันจบ เสมาก็รีบตัดบท

“ขอบน้ำใจหัวพันมากนัก แต่ฉันมีศักดิ์เสมอทาส ไม่คู่ควรเป็นทหารดอก”

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงใช้คนตามฝีมือ หาใช่ศักดิ์ตระกูลไม่ หากพ่อตะพุ่นอยากเป็นทหารจริง อีกไม่กี่วันจะมีการประลองคัดคนเข้าเป็นทหารของสมเด็จพระอนุชาธิราช พ่อก็ลองไปดูเถิด หากมีวาสนา ก็จะได้เป็นทหารสมใจ แลทหารของสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็ไม่ต้องสังกัดมูลนาย ขึ้นตรงแต่สมเด็จพระอนุชาธิราช ประเสริฐกว่าสังกัดมูลนายอื่นมากมายนัก”

สินและสมบุญตื่นเต้นดีใจแทนลูกพี่ ขณะที่เสมาเริ่มมีความหวัง

ooooooo

เอื้อยแตงเข้าครัวเรียนทำกับข้าวกับเรไรด้วยอยากเอาชนะ สองสาวจึงได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันมากขึ้น และเรไรกล่อมให้เอื้อยแตงยอมอยู่ช่วยดูแลบ้านเรือนแทนการออกไปเร่ขายของได้สำเร็จ

ระหว่างที่สองสาวพูดคุยกันอยู่นั้น พิณเข้ามาบอกเอื้อยแตงว่า สินหรือพันทิพศักดิ์มาขอพบ ด้วยจะขอแบ่งยาไปให้เสมาที่ต้องโทษโบยหวายปวดระบมจนได้ไข้

เอื้อยแตงตกใจจะไปดูอาการเสมา แต่เรไรเรียกไว้ แล้วเข้าไปเจียดยาฝากเอื้อยแตงไปให้เสมา

ในตอนค่ำ สมบุญนำยาที่ได้จากเอื้อยแตงมาต้มให้เสมากิน แต่อาการยังไม่ดีขึ้น เขาร้อนใจบ่นว่ากลัวลูกพี่จะหายไม่ทันคัดเลือกทหารรักษาวัง

“ฝีมือเยี่ยงพี่เสมา หากไม่เจ็บไข้ ย่อมต้องได้คัดเลือกเป็นแน่ ครานี้ก็จะได้กลับไปเป็นทหาร พ้นจากตะพุ่นเสียที อ้ายขันอ้ายพุฒจะกลั่นแกล้งไม่ได้อีก” สินแค้นใจคิดหาวิธีช่วยให้ลูกพี่

ส่วนเรไร เธอนั่งรอเอื้อยแตงอยู่ในเรือนด้วยความกระวนกระวาย สักพักเอื้อยแตงก็กลับมา แม่หญิงรีบถามอาการเสมาด้วยความเป็นห่วง เอื้อยแตงเย้าว่าห่วงนักทำไมไม่ไปด้วยกัน เรไรส่ายหน้าชี้แจงว่า เธอมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วจะทำกระไรก็ต้องนึกถึงเกียรติของตนแลคู่หมั้น คงไม่เหมาะนักถ้าจะไปเยี่ยมชายที่เคยมีใจให้เช่นเสมา

เอื้อยแตงฟังแล้วข้องใจแย้งว่า เรไรถูกหลอกมิใช่หรือแล้วเหตุใดไม่ถอนหมั้น

“หากถอนหมั้น พ่อแม่ท่านต้องเสียหน้านักฉันทำไม่ได้ ดอก แลหากแม่เอื้อยแตงเคยทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจมามาก เช่นฉัน ก็จักเข้าใจว่าเหตุใดฉันต้องทำเช่นนี้” เรไรน้ำตาซึม

เอื้อยแตงมองแม่หญิงนิ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเห็นใจและเข้าใจเรไรมากขึ้น

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันกับพุฒพาทหารจำนวนหนึ่งเข้ามาล้อมกระท่อมของสมบุญ หมายเอาตัวเสมากลับไปทำงาน สมบุญกับจำเรียงออกมาขอร้องด้วยเสมาป่วยหนักจริงๆ แต่สองเกลอไม่รับฟังจะเอาตัวเสมาไปให้ได้ แถมยังพาลหาเรื่องจำเรียงที่มาดูแลพี่ชาย

สมบุญกลัวเรื่องบานปลายจึงขอไปทำงานแทนเสมาเอง ขันและพุฒหันไปสบตากันไม่คิดว่ายศขนาดสมบุญจะยอมลดตัวไปทำงานทาส จึงยอมตกลง

ขณะที่สมบุญไปทำงานแทนเสมา สินก็ออกไปซื้อยากับขุนรักษา ขากลับเกิดมีเรื่องกับขุนจำนงที่เข้ามาทำโตจะขอแบ่งยาไปเก็บไว้ให้ลูกน้อง ทั้งสองดึงไม้ไผ่ที่ปักอยู่ริมคลองเข้ามาต่อสู้กันต่างทวนคู่มือ จังหวะหนึ่งขุนจำนงใช้ไม้ไผ่ตวัดโดนข้อมือสิน ทำให้ห่อยาหลุดจากมือกระเด็นตกน้ำไป

สินโมโหพุ่งเข้าเล่นงานท่านขุนอย่างไม่กลัวตาย ชาวบ้านพากันเข้ามามุงดู ขุนจำนงกลัวจะมีเรื่องตามมาจึงผละออกจากสิน และท้าทายว่าให้มาประลองกันใหม่ตามธรรมเนียม จะได้ไม่มีผู้ใดยุ่งเกี่ยวได้

“ถึงครานั้น ก็อย่าลืมเตรียมอาวุธคู่มือมาด้วยเล่า หากว่าแพ้จะได้ไม่ยกมาเป็นข้ออ้างได้” สินโต้กลับแล้วหันไปเขี่ยห่อยาเก็บขึ้นมาด้วยความรู้สึกเสียดาย

ooooooo

เอื้อยแตงโกรธมากที่สินทำยาตกน้ำจึงเข้ามาไล่ตี พลางด่าทอไม่หยุด จำเรียงไม่อยากเป็นกรรมการห้ามมวย เธอขอตัวนำน้ำและอาหารไปให้สมบุญที่คอกช้าง และปรับทุกข์เรื่องเสมา เพราะคงหมดหวังช่วยพี่ชายที่เจ็บหนัก ดวงแขเข้ามาได้ยินก็ตกใจรีบซักว่าเกิดอะไรขึ้น

จำเรียงเล่าเรื่องราวให้แม่หญิงฟัง ดวงแขน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเป็นห่วง แม้จะนึกน้อยใจที่เขาไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา แต่ก็มิอาจตัดใจจากได้ เธอเร่งกลับไปที่เรือน เจียดยาอย่างดีมาให้จำเรียงนำไปรักษาเสมา

เอื้อยแตงมองยาในมือจำเรียงอย่างคลางแคลงใจ เธออ้างว่าดวงแขมากเล่ห์แสนกลนัก และอาจจะแค้นเสมาที่ไม่รับรักจนพาลหาเรื่องทำร้ายก็เป็นได้ สินรีบสนับสนุนเพราะคิดเช่นเดียวกัน แต่จำเรียงยืนกรานว่า เธอจะเสี่ยงใช้ยารักษาพี่ชาย เพราะเชื่อในน้ำใจของดวงแข และไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว

เสมาได้ยาของดวงแขไปไม่กี่เพลาก็อาการดีขึ้น เขาลุกขึ้นมาขอบใจสินและสมบุญที่ช่วยดูแลและหาหยูกยามาให้ สองเกลอว่า คนที่หายามาให้ไม่ใช่พวกตนแต่เป็นดวงแข ทำเอาเสมานั่งอึ้ง

เมื่ออาการดีขึ้นมากแล้ว เสมาจึงไปรอพบดวงแขที่ท่าน้ำท้ายวัง เพื่อขอบคุณในน้ำใจของแม่หญิง ดวงแขได้โอกาสรีบชงเข้าเรื่องให้เสมาเลิกหวังในตัวเรไร แต่ชายหนุ่มตัดบทชวนแม่หญิงใส่บาตรด้วยกัน เพราะพระภิกษุพายเรือเข้ามาพอดี ดวงแขปวดใจยิ่งนักแต่ทำอะไรไม่ได้

ooooooo

ถึงวันคัดเลือกทหาร เสมาไปที่วังหน้าแต่เช้า เพื่อสมัครเข้าคัดเลือกโดยมีสินกับพันจิตตามไปเป็นพี่เลี้ยง ส่วนสมบุญอยู่รับมือกับพุฒและขันที่มาพาลหาเรื่องและจะตามไปขัดขวางเสมา แต่สมบุญเรียกให้ทหารในสังกัดของตนที่ซ่อนตัวอยู่มาล้อมสองเกลอไว้ไม่ให้ตามเสมาไปได้

ส่วนที่หน้าวังหลัง มีชายหนุ่มมากมายถืออาวุธเตรียมจะมาคัดเลือกเป็นทหาร พันจิตอธิบายกฎในการคัดเลือกให้สินและเสมาฟังว่า ผู้เข้าคัดเลือกจะต้องต่อสู้กับทหารรักษาวังให้ได้ครบหนึ่งยกเพียงเท่านี้ก็ได้เป็นทหารแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ หนึ่งในทหารวังที่จะมาเป็นผู้ทดสอบคือขุนจำนงรักษายอดฝีมือแห่งวังหน้า

ขาดคำ ขุนจำนงก็เดินเข้ามาทักพันจิต สินจำได้จึงรีบทวงสัญญาท้าประลอง

“วันนี้ข้าเป็นคนคัดเลือกทหาร คงไม่เหมาะนัก เอ็งไม่ต้องกังวลไป เมื่อเป็นทหารเช่นกัน ย่อมได้เจอกันอีกเป็นแน่ ถึงเวลานั้น เอ็งอย่าหนีก็แล้วกัน” ขุนจำนงเดินเลี่ยงไป

สินนั่งอมยิ้มมองตามมั่นใจว่าเสมาต้องชนะแน่

แล้วเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง สมเด็จพระเอกาทศรถประทับนั่งอยู่ในพลับพลาชั่วคราว รอทอดพระเนตรดูการคัดเลือก ขุนจำนงและเหล่าทหารที่มาเป็นคนทดสอบเข้ามากราบถวายบังคม พลางลุกออกไปทำหน้าที่

ชายหนุ่มคนแล้วคนเล่าเข้ามาต่อสู้กับทหารวังหน้า บางคนโชคดีสู้ได้ครบยกก็ถือว่าผ่านการทดสอบ แต่ที่บางคนโชคร้ายไปเจอคนทดสอบเช่นขุนจำนง จึงถูกทำร้ายจนเลือดตกยางออกแถมยังต้องพลาดหวังกลับไป

ครั้นทหารขานชื่อเสมา สินใจพองโตด้วยคิดว่าเสมาชนะขุนจำนงแน่ๆ พันจิตนึกห่วงจึงแอบมาเตือนเสมาว่าฝีมือทวนของขุนจำนงนับเป็นเอก ให้ต่อสู้ด้วยอาวุธอื่น

“ฝีมือทวนท่านขุนผู้นี้นับว่าเป็นเลิศจริง แต่ลงมือหนักนัก ผู้ที่สู้ด้วยไม่มีใครคัดผ่านแม้แต่คนเดียว” เสมาพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าไปคุกเข่าถวายบังคมสมเด็จพระเอกา ทศรถก่อนหันมาบอกขุนจำนงว่า ตนจักสู้ด้วยอาวุธทวน

พันจิตได้ยินก็ถึงกับถอนใจส่ายหน้า แต่ก็ยังแอบลุ้นให้เสมาผ่านการคัดเลือก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 14:45 น.