สมาชิก

ขุนศึก

ตอนที่ 10

ดวงแขแกล้งล้มป่วยตบตาอำพันกับขัน จากนั้นก็แอบมาที่คุกหลวง ติดสินบนผู้คุมให้สร้างสถานการณ์ว่าไฟไหม้ เพื่อจะใช้ความวุ่นวายพาเสมาหลบหนี แต่เสมายืนกรานขอรับโทษเพื่อดำรงความศักดิ์สิทธิ์ของอาญาทัพ ทำให้ดวงแขต้องขุ่นเคือง

ผู้คุมพาเสมากลับเข้าคุกพลางบ่นว่า มีแต่คนเขาอยากหนี แต่เสมากลับอยากตายด้วยเสียดายเงินสินบน จึงโดนเสมาตวาดใส่ว่า หากทำเช่นนี้อีกตนจะกล่าวโทษให้โดนตัดคอเช่นกัน ผู้คุมกลัวรีบรับปากตัวสั่นว่าจะ

ไม่ทำอีก แล้วลนลานออกไป ใกล้ๆกันนั้นพระราชมนูที่นอนฟังเรื่องราวอยู่ ลืมตาตื่นขึ้นแอบมองเสมา พร้อมกับส่งยิ้มพอใจ

เช้าวันใหม่ ขันกับพุฒพาทหารมาค้นบ้านเสมาโดยอ้างกับสิน แต้ม และเอื้อยแตงว่า เสมาจะถูกฟันคอวันพรุ่งแล้ว ทั้งเรือนแลข้าวของทั้งหมดต้องถูกริบเป็นของหลวง และทั้งสองได้รับมอบหมายให้เป็นแม่กองรับผิดชอบเรื่องนี้ ความจริงแล้วพุฒอยากได้ดาบคู่แสนศึกพ่ายของเสมา ส่วนขันต้องการเอาตัวมั่นกับจำเรียงไปลงโทษให้หายแค้น เรื่องนี้สมบุญกับสินรู้ทันจึงคอยขัดขวาง จนในที่สุดสองวายร้ายต้องถอยกลับไป

เวลาเดียวกันนั้น ขุมรามเดชะไปหาพันอินที่เรือนเพื่อถามเรื่องดาบแสนศึกพ่าย ด้วยรู้มาว่าไม่มีในรายชื่อของที่ถูกริบมาจากเสมา

“หากอ้ายเสมาไม่ซ่อนไว้ก็คงยกให้ผู้อื่นไปแล้ว เอ่อ มิทราบว่าเสมาบอกกระไรท่านขุนบ้างหรือไม่ อย่างไรเสียท่านขุนก็เป็นพ่อบุญธรรม น่าจักฝากฝังกระไรไว้บ้าง” ขุนรามเดชะอยากได้ดาบจนเก็บอาการไม่อยู่

พันอินปฏิเสธว่าตนไม่เคยรู้เรื่องดาบคู่มือของเสมา และตั้งแต่ผิดใจกันเรื่องศรีเมืองคราวนั้น ก็มิได้พูดกับเสมาอีกเลย ทำให้ขุนรามเดชะต้องผิดหวังกลับไป

“เห็นชังนํ้ามะหน้าพี่เสมานัก แต่กลับไม่รังเกียจดาบของไพร่ตํ่าสกุล อย่างนี้เขาเรียก...” ศรีเมืองพูดไม่ทันจบ พันอินก็รีบปรามด้วยไม่อยากให้ลูกก้าวร้าว แต่ใจจริงก็ไม่พอใจเหมือนกันที่ขุนรามเดชะเป็นคนมักได้

ตะวันบ่ายคล้อย ดวงแขกับอำพันมาขอร้องขันให้ช่วยเสมาสักครั้ง ด้วยดวงแขยอมสารภาพกับแม่ว่า เธอมีใจให้เสมา และหากเขามีอันเป็นไปเธอก็คงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ แต่ขันไม่ยอมรับฟัง แถมยังประกาศว่า ตนไปขออาสาออกญายมราชเป็นผู้คุมการประหารด้วยตัวเอง เพราะอยากเห็นเสมาคอขาดคาตา

ดวงแขเจ็บใจขู่พี่ชายว่าจะไปบอกความจริงกับเรไร เรื่องอุบายของเธอกับขันที่ทำให้แม่หญิงต้องผิดใจกับเสมา แต่ขันกลับยุส่ง เพราะมั่นใจว่าพรุ่งนี้เสมาต้องตายแน่ และเรไรก็คงไม่พ้นมือตนไปได้

ooooooo

พิณเข้ามาคุกเข่ารายงานเรไร ว่าในวันพรุ่ง หลังจากหลวงโจมโดนประหารแล้ว เรือนและของมีค่าของเขาก็คงถูกริบ ส่วนพ่อเฒ่ามั่นกับจำเรียงหลบหนีไปแล้ว ด้วยเกรงว่าจะถูกขุนณรงค์กลั่นแกล้ง

เรไรฟังแล้วเศร้าใจนัก พิณได้ทีชวนเจ้านายไปเยี่ยมเสมา แต่ลำภูเดินเข้ามาพอดี นางรีบปรามลูกสาวว่าคงไม่คิดกระทำการใดให้เสื่อมเสียไปกว่าที่ผ่านมา

“แม่ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ ลูกลั่นปากว่าตัดเป็นตัดตายกับชายผู้นั้นแล้ว ลูกก็ไม่คิดจะไปพบหน้าให้ถูกติฉินนินทาดอกเจ้าค่ะ” เรไรตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

ครั้นถึงยามดึก เรไรก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ เธอ แอบมาพบเสมาที่คุกหลวงเพื่อรํ่าลา ทั้งสองโผเข้ากอดกัน แม่หญิงตัดพ้อคนรักทั้งนํ้าตา เพราะเคยลั่นปากตัดเป็นตัดตายจะไม่พบหน้ากัน แต่ก็ต้องเสียสัตย์ครั้งแล้วครั้งเล่า

“นั่นแม้เพราะถึงเราโกรธเคืองกัน แต่ไม่ได้เกลียดกัน แม่หญิงถึงตัดข้าพระเจ้าไม่ขาดไงเล่า”

“แต่ครานี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่เราสองจะได้เจอหน้ากัน ไม่ว่าแต่ก่อนเกิดเรื่องกระไรขึ้น ฉันก็ขออโหสิให้ทั้งสิ้น” เรไรผละออกมามองหน้าเสมาชัดๆ

“แต่ข้าพระเจ้าไม่ยอมอโหสิให้แม่หญิงเป็นอันขาด เพื่อที่ข้าพระเจ้าจะได้ตามพบเจอแม่หญิงทุกชาติทุกชาติไป” เสมาดึงแม่หญิงกลับเข้ามากอดด้วยความรักเปี่ยมใจ

ooooooo

เช้าวันใหม่ พุฒจัดอาหารคาวหวานอย่างดีมาให้เสมาถึงคุกหลวง เขาอ้างว่าเป็นการขออโหสิ และรับปากจะช่วยดูแลมั่นกับจำเรียงไม่ให้ถูกขันกลั่นแกล้งอีก เพื่อแลกกับดาบแสนศึกพ่าย

เสมาส่งยิ้มด้วยรู้ทันแล้วแกล้งเปรย “ฉันใกล้ตายแล้ว ใช่จะหวงสมบัตินอกกาย แต่หลวงรามเดชะมีพระคุณ เคยอุปการะฉันมาแต่ก่อน จึงตั้งใจจะยกดาบคู่นี้ให้”

“หลวงรามเขาชังท่านนัก สารพัดจะดูถูก ไม่เช่นนั้นจะกีดกันท่านกับแม่หญิงเรไรรึ แลหลวงรามมีคุณแค่รับท่านเป็นทหารเท่านั้น ถึงท่านไม่สังกัดหลวงรามก็ไปสังกัดผู้อื่นได้ จะถือเป็นคุณกระไรนัก เชื่อฉันเถิด
คุณหลวง หากคุณหลวงบอกที่ซ่อนดาบ ฉันให้สัตย์ว่าจะดูแลพ่อกับน้องท่านอย่างดี”

เสมาทำเป็นกลัดกลุ้ม ลังเลว่าจะเอาไงดี แล้วลอบมองผู้คุมที่แอบฟังการสนทนาสีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์

ในตอนสาย ผู้คุมมาแจ้งกับขุนรามเดชะว่าดาบแสนศึกพ่ายซ่อนอยู่ที่ป่าโตนด เพราะตนได้ยินเสมาบอกกับพุฒ ท่านขุนดีใจนักหยิบถุงเงินให้ผู้คุมเป็นรางวัลตอบแทน

“มีอีกข้อขอรับ ทีแรกหลวงโจมตั้งใจจะยกดาบให้พระคุณ แต่ขุนวิเศษให้สัตย์ว่าจะปกป้องพ่อแลน้องของหลวงโจมไว้ หลวงโจมจึงได้เปลี่ยนใจขอรับ”

“หลวงโจมคงรำลึกถึงคุณที่ข้ารับเป็นทหาร จึงจะยกดาบให้ แต่ขุนวิเศษทำเช่นนี้ก็เหมือนตัดหน้าข้า แลตัวเองก็ใช้กระบี่เป็นอาวุธ แล้วจักอยากได้ดาบไปเพื่อกระไร ช่างโลภมากนัก” ขุนรามเดชะขึงขังไม่พอใจ

เวลาเดียวกัน เอื้อยแตงเดินหงุดหงิดออกมาหาเรื่องสินที่ถูเรือนอยู่ ด้วยจนปัญญาไม่รู้ว่าจะช่วยเสมาได้อย่างไร สินอมยิ้มบอกกับแม่สาวว่า ตนคิดวิธีช่วยลูกพี่ได้แล้ว

ooooooo

สินพาเอื้อยแตงกับสมบุญไปหาท่านพระครูขุนเพื่อขอให้ท่านไปบิณฑบาตขอชีวิตเสมา เหมือนกับที่สมเด็จพระพนรัตน์เคยทำ แต่ท่านพระครูว่า ตนไม่ได้มีบรรดาศักดิ์สงฆ์ คงไม่มีผู้ใดยอมให้เข้าเฝ้า

“แล้วเราไม่มีหนทางอื่นใดที่จักช่วยพี่เสมาได้เลยหรือขอรับ ข้าพระเจ้าเที่ยวขอความเมตตาจากออกญา ผู้ใหญ่หลายท่าน แต่ก็ไม่มีผู้ใดช่วยได้เลย”  สมบุญหน้าเครียด

“ผู้อื่นช่วยไม่ได้ดอก แต่มีอยู่ผู้หนึ่งที่ช่วยได้ แล้วหากชะตาอ้ายเสมายังไม่ถึงฆาต วันนี้ ข้าก็อาจจะได้พบท่านผู้นั้น” พระครูขุนปรารภขึ้น

สิน  สมบุญ และเอื้อยแตงมองหน้ากันอย่างมีความหวัง ทั้งสามเฝ้ารออยู่ที่วัดจนกระทั่งสาย พระวิสุทธิกษัตรีย์ เสด็จมาทำบุญไหว้พระที่วัด พระครูขุนจึงขอเข้าเฝ้า เพื่อขอความเมตตาให้ท่านช่วยเหลือเสมา

พระวิสุทธิกษัตรีย์รับปากแล้วเสด็จกลับวังเพื่อทูลขออภัยโทษให้เสมาและพระราชมนู แต่สมเด็จพระนเรศวรอ้างว่าเป็นอาญาทัพไม่อาจเลี่ยงได้

“ถ้ากระนั้นก็เว้นโทษตายแต่ให้คงโทษเป็นไว้ โดยให้พระราชมนูไปรบศึกอื่นเพื่อแก้ตัว ส่วนหลวงโจมก็ให้ปลดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างเสีย เห็นเป็นเช่นไรพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

“แม่เห็นด้วยกับองค์ขาว แลแม่ตั้งใจจะสร้างพระที่พิษณุโลกสองแคว จึงอยากให้ลูกประทานชีวิตให้เป็นทาน เพื่อเป็นกุศลในการสร้างพระของแม่ด้วย”

สมเด็จพระนเรศวรทรงไตร่ตรองแล้วยอมตกลง “เมื่อสมเด็จแม่ตรัสเช่นนั้น ลูกก็ขอถวายเป็นกุศลด้วย พวกเจ้าจงเร่งไปเอาธงห้ามการประหาร ไปโดยเร็ว เพราะใกล้ถึงฤกษ์ประหารแล้ว”

สิ้นเสียงรับสั่ง สินกับสมบุญที่รออยู่ก็รีบไปที่ห้องมหาดเล็ก เพื่อขอรับธงยกเลิกการประหาร แต่เพราะความรีบร้อน สินจึงคว้าธงผิด หยิบธงเร่งให้ประหารขึ้นม้าออกไป มหาดเล็กเห็นเข้าก็ตะโกนสั่งให้สมบุญเอาธงยกเลิกการประหารตามไปเปลี่ยน

ooooooo

เรไรเหม่อมองต้นจำปีที่ชานเรือน ต้นไม้หอมนี้คือจุดเริ่มต้นความรักของตนกับเสมา พลันเสียงกลองสัญญาณประหารดังขึ้น แม่หญิงใจหายวูบ พิณตามมาถามเจ้านายว่า จะไม่ไปหาเสมาหรือ เพราะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

แม่หญิงนํ้าตาท่วมบอกกับพิณว่า จะให้ตนไปเห็นคนรักตายต่อหน้าหรือ

ส่วนเสมา เขาถูกพาตัวมาที่ลานประหารพร้อมกับพระราชมนู โดยมีขันเป็นหัวหน้าควบคุมการประหารพร้อมทหารจำนวนมากคอยล้อมอยู่ และรอบนอกเป็นชาวบ้านมากมายมุงดูการประหาร

“เหตุใดต้องใช้ทหารจำนวนมากคอยคุ้มกันด้วยเล่าขุนณรงค์ เพียงแค่คุมการประหารนักโทษสองคนเท่านั้น” พระราชมนูเอ่ยถาม

ขันเหล่มองเสมาก่อนตอบว่า ต้องป้องกันไว้ เผื่อมีคนชั่วชิงนักโทษประหาร แล้วหันไปสั่งเพชฌฆาตให้เตรียมการได้

เพชฌฆาตเข้ามาตอกหลัก แล้วหันไปหยิบพานที่เชือก ดอกไม้ธูปเทียนตามธรรมเนียม ขณะที่ตำรวจพาเสมาไปที่หลักเพื่อจะจับมัดกับหลักแล้วผูกตาและผูกมือ แต่เสมาว่าไม่ต้อง เพราะตนไม่ใช่คนกลัวตาย แล้วรับดอกไม้ธูปเทียนในพานเข้าไปนั่งคุกเข่าพนมมือเพื่อรอการประหาร

ขันหมั่นไส้เร่งให้เพชฌฆาตลงมือ เพชฌฆาตเข้าคุกเข่าขอขมาเสมา แล้วลุกขึ้นรำดาบเพื่อรอฤกษ์

เอื้อยแตงแหวกฝูงชนเข้ามาเห็นเสมานั่งคุกเข่าพนมมือด้วยอาการนิ่งสงบ ก็นํ้าตาร่วงรีบยกมือพนม ส่วนขันเห็นเพชฌฆาตรำดาบอยู่พักใหญ่ แต่ไม่ยอมลงมือก็ชักโมโห ตวาดถามว่า ทำไมไม่ลงดาบสักที ทหารนายหนึ่งเงยหน้ามองพระอาทิตย์ก่อนจะตอบว่า ต้องรอฤกษ์ประหารก่อน ขันทนไม่ไหวเดินเข้ามาจะลงดาบเอง เพชฌฆาตและเหล่าทหารตกใจร้องห้ามเสียงหลง แล้วขันก็หันไปเห็นธงขาวที่สินควบม้าถือมา เขาส่งยิ้มเหี้ยมบอกว่า ธงเร่งรับสั่งประหารของพระพุทธเจ้าอยู่หัวมาโน่นแล้ว

ทุกคนพากันสลดลง ไม่มีใครกล้าขัดรับสั่ง เอื้อยแตง ตกใจแทบสิ้นสติ ขันฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังสับสนเข้าแย่งดาบจากมือเพชฌฆาตจะเข้าฟันเสมา แต่เอื้อยแตงร้องห้าม แล้วพยายามจะฝ่าวงล้อมทหารเข้ามา

“นั่นปะไร อ้ายพวกปล้นลานประหารมาแล้ว” ขันป่าวประกาศ

“มึงอย่าใส่ไคล้ หญิงตัวคนเดียวจะปล้นลานประหารได้กระไร” เสมาตวาดกลับ

“พวกฉันทูลขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว อีกไม่ช้า คงมีรับสั่งมาถึง อย่าเพิ่งประหารพี่เสมาเลย พระครูขุนท่านขอบิณฑบาตกับสมเด็จพระราชมารดาแล้ว พระองค์ท่านรับปากว่าจะทูลขอให้ แต่ฉันก็หาเข้าใจไม่ว่า เหตุใดจึงมีธงเร่งประหารมาอีก ถ้าอย่างไร รออีกสักครู่เถิด ผู้ถือธงสัญญาณมาเมื่อใดก็จะได้แจ้งกัน” เอื้อยแตงตะโกนสุดเสียง

“กูไม่รอ เหตุใดกูต้องเชื่อมึงด้วย” ขันหันกลับไปฟันดาบใส่คอเสมา แต่เสมาระวังอยู่แล้ว จึงก้มหลบ ได้ทัน

ขันโมโหมากกล่าวหาว่า เสมาขัดขืน เสมาลุกขึ้นตอบโต้ “กูไม่ได้ขัดขืน แต่กูเชื่อคำเอื้อยแตง กูจึงจะรอ ผู้นำธงก่อน เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ มึงทนไม่ได้เชียวรึ อ้ายขัน”

“ทหาร จับอ้ายกบฏนี่บัดเดี๋ยวนี้” ขันเสียงสั่น

พวกทหารชักดาบเตรียมรุมเสมา แต่พระราชมนูตะโกนสวนออกมา “หยุด หากมีรับสั่งอภัยโทษตกมาจริง ผู้ใดทำร้ายหลวงโจม กูจะทูลให้ตัดคอเสียทั้งโคตร”

เหล่าทหารเกิดลังเล แล้วจังหวะนั้นเอง สมบุญก็ตามเอาธงมาเปลี่ยนให้สิน ชาวบ้านหันไปเห็นธงยกเลิกการประหารก็ร้องบอกต่อๆกัน “ธงมาแล้ว ธงสัญญาณมาแล้ว” ทุกคนหันไปจับจ้องเป็นตาเดียวกัน

สินและสมบุญเดินฝ่าฝูงคนเข้ามา พร้อมประกาศว่ามีพระบรมราชโองการให้ละเว้นโทษตายพระราชมนูแลหลวงโจมจัตุรงค์

“ธงแดงขลิบขาวนี้ คือสัญญาณแทนรับสั่งของพระพุทธเจ้าอยู่หัว” สมบุญชูธง

สินหันไปตะคอกทหารให้รีบปล่อยตัวพระราชมนู กับเสมา ชาวบ้านต่างเฮกันลั่น เสมาหันมายิ้มเย้ยขันที่ขบกรามแน่นด้วยความแค้น เพราะพลาดอีกจนได้

ooooooo

เมื่อรอดตายแล้ว พระราชมนูเข้ามากราบสมเด็จ พระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมเล่าเรื่องราวของเสมาเมื่อครั้งอยู่ในคุกหลวงด้วยกันให้ทั้งสองพระองค์ฟัง ด้วยผิดจากที่ได้ยินฟังมามากนัก

ส่วนเสมา แม้พ้นโทษตายมาได้ แต่ก็ถูกปลดเป็น ตะพุ่นหญ้าช้าง ทำให้แต้มนึกรังเกียจ เพราะต้องทำงานหนัก และฐานะตํ่ากว่าทาส ทุกคนพากันระอากับความเห็นแก่ได้ของแต้ม

สมบุญสงสารลูกพี่ จึงเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการนำแหวนของเรไรที่ถูกริบไปมาคืนให้ เสมารับแหวนมาดูด้วยสายตาเศร้าสร้อย ด้วยรู้ดีว่าตนกับเรไรคงหมดวาสนาต่อกันแล้ว

ด้านเรไร เธอรู้จากพิณว่าไม่มีการประหารเกิดขึ้น แต่เสมาถูกปลดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างก็ค่อยเบาใจ แต่ลำภูเข้ามาได้ยินจึงรีบดักคอว่า คงไม่คิดมีใจให้ตะพุ่นหญ้าช้างอีก เรไรหน้าเสียจำต้องรับปาก

“ไม่ดอกเจ้าค่ะแม่ท่าน ลูกเพียงแต่ดีใจที่ไม่มีใครต้องตายเพียงนั้น แต่ลูกรับปากแม่กับพ่อท่านแล้วว่าจะหมั้นกับขุนณรงค์ ลูกไม่ผิดคำพูดดอกเจ้าค่ะ”

“ได้เช่นนั้นก็ดี เอ๊ะ พูดถึงพ่อเจ้าแล้วเหตุใดป่านฉะนี้พ่อเจ้ายังไม่กลับ มีผู้ใดรู้บ้างว่าคุณหลวงไปที่ใด” ลำภูนึกห่วงสามี

เวลาเดียวกันนั้น ขุนรามเดชะกับพุฒพาลูกน้องไปขุดหาดาบแสนศึกพ่ายของเสมาที่ป่าโตนดด้วยไม่รู้ว่าถูกหลอก ทั้งสองฝ่ายถึงกับลงไม้ลงมือกันด้วยหวังจะได้เป็นเจ้าของดาบ

ขณะที่เสมากับพันอินนั่งหัวเราะร่วนอยู่ในเรือน เพราะสองคืนก่อนพันอินพาศรีเมืองเข้าไปขออโหสิกรรมกับเสมาในคุกหลวง และเปรยเรื่องดาบแสนศึกพ่ายที่ขุนรามเดชะกับพุฒอยากได้ให้ฟัง เสมาจึงคิดแผนดัดหลัง พุฒแต่ไม่คิดว่าขุนรามเดชะจะต้องมาลำบากไปด้วย

“ดีแล้ว เสียทีเป็นผู้ใหญ่ กลับไม่ละความโลภ ต้อง โดนเสียบ้าง” พันอินอมยิ้ม

“นี่จ้ะพี่เสมา ดาบแสนศึกพ่ายของพี่” ศรีเมืองนำดาบมายื่นให้

“ขอบนํ้าใจเจ้านัก แม่ศรีเมือง” เสมาดึงดาบออกมาดู แล้วยิ้มพอใจที่มันกลับมาสู่มือตนอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจเก็บดาบเข้าฝัก แล้วฝากไว้กับพันอินต่อไป ด้วยตนต้องไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง คงไม่มีโอกาสได้ใช้ดาบคู่นี้อีกนาน

“ตะพุ่นหญ้าช้างเป็นงานหนักนัก เจ้าเองอดทนให้มากไว้ หากยังไม่สิ้นวาสนาคงได้กลับมาเป็นทหารฉลองคุณชาติอีก” พันอินรับดาบไว้

“ข้าพระเจ้าไม่หวังกระไรมากแล้ว ด้วยผิดที่นำไพร่พลไปตายนั้นหนักนัก เพียงแต่เป็นตะพุ่นหญ้าช้างก็ถือว่าดีมากแล้ว”

“แต่ขุนณรงค์ยังไม่ละอาฆาต ขนาดพี่เสมามีศักดิ์ เหนือกว่า ยังจ้องทำร้ายเช่นนี้ แล้วเป็นตะพุ่นหญ้าช้างจะ โดนเพียงใด นี่ฉันก็ได้แต่ภาวนา ว่าหากขุนณรงค์หมั้นกับแม่หญิงเรไรแล้ว จะลดริษยาลงได้บ้าง” ศรีเมืองเห็นใจเสมาฟังแล้วหน้าสลด

ooooooo

เช้าวันใหม่ อำพันกับขันต้องแปลกใจ เมื่อเห็นลำภูกับทาสหญิงช่วยกันประคองขุนรามเดชะออกมาจากห้อง

ท่านขุนออกตัวว่า ตนเอวเคล็ดเพราะขุดดินมากไป และทั้งยอกทั้งได้ไข้ ขันเปรยว่า แปลกนัก เพราะพุฒก็ขุดดินจนได้ไข้เช่นกัน ท่านขุนหน้าเจื่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง ถามสองแม่ลูกว่ามาพบตนด้วยเรื่องอะไร อำพันอมยิ้มแจ้งว่าได้ฤกษ์หมั้นมาแล้ว จึงอยากถามว่าออกหลวงกับแม่ลำภูเห็นควรประการใด

ลำภูหน้าบานตอบรับว่า อยากจะให้หมั้นบัดนี้เสียด้วยซํ้าไป ขันได้ฟังก็ดีใจ

ขณะที่เรไรที่แอบปรับทุกข์กับพิณว่า คงต้องยอมหมั้นกับขันด้วยรับปากท่านพ่อไปแล้ว พิณทัดทานด้วยรู้ดีว่าเจ้านายยังรักเสมาอยู่ และทั้งสองได้อโหสิในเรื่องเก่าให้กันแล้ว

“อโหสิคือ ไม่เคียดแค้นชิงชัง แต่ไม่ใช่ลืมนะพิณ อย่างไรเสีย เสมาก็เป็นคนให้ร้ายพ่อท่านให้ต้องโทษ พ่อท่านก็ยืนยันเอง แลเสมายังทำตัวเจ้าชู้หลายใจอีก แล้วจะให้ฉันไว้ใจได้อีกรึ อย่าพูดอีกเลยพิณ ฉันรู้ว่าเจ้ารักฉัน ไม่อยากให้ฉันออกเรือนกับคนที่ไม่ได้สมัครใจรักใคร่ แต่ฉันทำให้พ่อแม่ท่านได้ทุกข์มามากแล้ว ขอให้ฉันได้แสดงกตัญญู ด้วยการออกเรือนกับคนที่พ่อแม่ท่านเห็นควรเถิด” เรไรหน้าสลดจำต้องตัดใจจากเสมา

บ่ายวันเดียวกันนั้น เสมาพาสินกับสมบุญมากราบขอบพระคุณพระครูขุนที่วัด ที่ช่วยให้ตนรอดตายมาได้ ท่านพระครูว่าไม่ใช่แค่ท่านคนเดียว แต่เป็นเพราะพระเมตตาของสมเด็จแต่ละพระองค์ด้วย แล้วซักต่อเรื่องแม่หญิงเรไรว่ายังคงผูกสมัครรักใคร่กันอยู่อีกหรือไม่

เสมาว่าคงสิ้นวาสนากันเพียงเท่านี้ เพราะตนเป็นเพียงตะพุ่นหญ้าช้างศักดิ์เสมอทาส จะกล้าใฝ่ปองแม่หญิงให้มัวหมองได้อย่างไร ท่านพระครูเห็นใจจึงชักชวนให้เสมาเอาเวลาที่เหลือจากงานตะพุ่นหญ้าช้างมาฝึกปรือเพลงอาวุธเพิ่มกับตน นอกจากชำนาญดาบสองมือแล้ว ก็ควรฝึกอาวุธอื่นๆให้ชำนาญด้วย เพราะตั้งใจจะได้ถ่ายทอดให้สิ้นความรู้เสียที

สินกับสมบุญได้ฟังก็ชวนกันเข้ามากราบท่านพระครูขอฝึกปรือกับลูกพี่ด้วย หลวงตาตกลง แต่มีเงื่อนไขว่าทั้งสองต้องฝึกอาวุธคู่มือให้ลึกซึ้งเสียก่อน ถึงจะถ่ายทอดวิชาอาวุธอื่นให้
นับตั้งแต่วันนั้น เสมา สิน และสมบุญ ก็พากันมาฝึกปรืออาวุธต่างๆ กับท่านพระครูอย่างเอาจริงเอาจัง แลท่านพระครูก็ถ่ายทอดสรรพวิชาที่มีอยู่ให้กับทั้งสามอย่างเต็มที่ จนในที่สุดฝีมือการต่อสู้ของพวกเขาก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกครั้งที่อยู่คนเดียว เสมาก็อดน้อยใจในวาสนาของตนไม่ได้

ooooooo

ณ ท้องพระโรงหงสาวดี  เหล่าขุนนางสำคัญที่รอเข้าเฝ้าต่างพากันผิดหวัง เมื่อรู้ว่าพระเจ้านันทบุเรงไม่ออกว่าราชการด้วยทรงพระประชวรหนัก

การเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ ทำให้เหล่าขุนนางเริ่มเกรงว่า อีกไม่นานหงสาวดีคงพ่ายแพ้ต่ออโยธยาเป็นแน่ ด้วยหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างหันไปพึ่งพระบารมีขององค์สมเด็จพระนเรศวรมากแล้ว

“พวกท่านไม่ต้องกังวล เรายังอยู่ไหนเลยจะยอมให้ราชบัลลังก์ของสมเด็จพ่อมีอันตราย นับแต่นี้ต่อไป หากมีเรื่องเร่งด่วนกระไร จงมาบอกเรา” พระเจ้าแปรโอรสอีกองค์ของพระเจ้านันทบุเรงลุกขึ้นประกาศ

เหล่าขุนนางมองหน้ากันอย่างมีความหวัง ส่วนพระเจ้าแปรเมื่อเห็นว่าเรียกกำลังใจจากเหล่าขุนนางได้แล้ว ก็เรียกสมิงมะตะเบิดทหารคนสนิทมาปรึกษาด้วยหวังจะขึ้นครองราชย์สืบต่อพระราชบิดา แต่จะต้องเอาชนะสมเด็จพระนเรศวรให้ได้ก่อน เพื่อให้ทุกเมืองที่คิดแข็งข้อยอมอยู่ภายใต้พระราชอำนาจ

“ข้าพระพุทธเจ้าขออาสาลอบปลงพระชนม์องค์พระนเรศ เมื่ออโยธยาสิ้นองค์พระนเรศเมื่อใด พระองค์ก็ทรงกรีธาทัพบุกอโยธยา ย่อมเอาชัยได้อย่างง่ายดาย” สมิงมะตะเบิดเสนอแผนการ

พระเจ้าแปรพอพระทัยนัก เอ่ยชมว่าแผ่นดินนี้ จะหาผู้ใดมีฝีมือเสมอด้วยสมิงมะตะเบิดเป็นไม่มี พ่อทหารกล้ายิ้มภูมิใจ ด้วยตั้งแต่ออกศึกตนไม่เคยแพ้ใครเลย

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง ดวงแขมาหาเสมาที่โรงเลี้ยงช้าง เธอตัดพ้อชายหนุ่มที่มิได้ยอมไปให้เห็นหน้าบ้างเลย เสมาว่าตนเป็นแค่ตะพุ่นหญ้าช้างต่ำต้อย ไม่อยากดึงให้แม่หญิงต้องมัวหมองไปด้วย

“หากคิดแต่ร่วมสุขแล้วทอดทิ้งกันยามทุกข์ ยังจะถือว่าจริงใจต่อกันได้รึ ฉันเกิดเป็นหญิง จะพูดสิ่งใดจากปากก็ยากนัก แม้จะแย้มให้เป็นนัยก็ยังอายเหลือ แต่ขอให้เสมารู้ไว้เถิด ว่าฉันมีใจที่จริงแท้ให้เสมา”

“เป็นบุญของข้าพระเจ้านัก ในยามที่ข้าพระเจ้าสิ้นยศศักดิ์ มีแต่คนดูแคลน ยังมีแม่หญิงดวงแขอีกหนึ่งคนที่เป็นดั่งดวงประทีปให้ข้าพระเจ้า” เสมาซาบซึ้งใจดึงดวงแขมากอดไว้

“เสมาไม่ต้องกลัว ฉันจะไม่ทำเช่นแม่เรไรเป็นอันขาดไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ฉันก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเสมาเป็นเด็ดขาด” ดวงแขยิ้มปลาบปลื้ม

เสมากลับชะงักเมื่อได้ยินชื่อเรไร เขารีบผละออกจากแม่หญิงดวงแข แล้วเลี่ยงไปทำงานต่อ

ooooooo

เอื้อยแตงพาแต้มกลับมาเก็บข้าวของที่บ้าน เพราะจะอีกไม่นานที่ดินก็จะกลายเป็นของคุณหลวงที่ได้รับพระราชทานแล้ว

แต้มหงุดหงิดใจนักด้วยหวังจะได้พึ่งพาเสมา แต่เขากลับตกต่ำเป็นได้แค่ตะพุ่นหญ้าช้าง ว่าแล้วพ่อเฒ่าก็เดินหัวเสียออกมาจากในบ้าน และได้ยินชาวบ้านร้องบอก ว่าคุณหลวงที่ได้พระราชทานที่ดิน เดินตรวจตราที่ดินแล้ว

“อ้อ อ้ายนี่เองรึ ที่ทำให้ข้าต้องย้ายออกจากเรือน ขอดูหน้าให้เต็มตาที่เถิดวะ” แต้มเดินเข้าไปหา แต่เมื่อเห็นขุนรามเดชะก็อึ้งไป เพราะจำได้ว่าท่านคือพี่ชายของตน

ส่วนขุนรามเดชะหันมองแต้มพอดี นึกคุ้นหน้าจะเอ่ยถาม แต่แต้มกลับเดินหนีไปอย่างโกรธแค้น ท่านขุนรีบตามไปคุยด้วยเพราะจำน้องชายได้

สองพี่น้องยืนตัดพ้อกันอยู่ที่ท้ายสวน แต้มโกรธที่ขุนรามเดชะทิ้งให้ตนกับพ่อแม่ต้องลำบากเมื่อครั้งกรุงแตกแลต่อมาพ่อแม่ก็ล้มป่วยและตายจากไปเพราะไม่มีเงินซื้อยามารักษา

ฝ่ายขุนรามเดชะชี้แจงว่า เพลานั้นตนได้รับบาดเจ็บ พอรักษาตัวหายก็รีบกลับไปที่เรือน แต่ไม่พบใคร แถมเรือนก็ถูกเผาเหลือเพียงเถ้า ตนเพียรตามหาแต้มกับพ่อแม่อยู่หลายปี จนนึกว่าทุกคนตายหมดแล้ว

ขุนรามเดชะชวนแต้มไปอยู่ด้วยกัน หวังชดใช้ความผิดในอดีต แต้มตาวาวแทบหายโกรธพี่ชายเพราะความสุขสบายรออยู่ข้างหน้า

ooooooo

เอื้อยแตงมาบอกกับสิน สมบุญ มั่น และจำเรียงว่า เธอจักต้องไปอยู่ที่เรือนขุนรามเดชะผู้เป็นลุงตามความประสงค์ของพ่อ

ทั้งสี่นั่งงงไม่อยากเชื่อว่าเอื้อยแตงจะกลายเป็นลูกผู้พี่ผู้น้องกับแม่หญิงเรไรไปได้ สินนึกห่วงคนรักจึงแอบเปรยกับคู่หูว่า เอื้อยแตงคงไม่มีความสุขนักที่ต้องไปอยู่ในบ้านเจ้าบ้านนายที่มีพิธีรีตองมากมาย

ในเย็นวันนั้น เอื้อยแตงถูกพิณและบรรดาทาสหญิง ช่วยกันขัดสีฉวีวรรณด้วยมะขามเปียกอยู่ที่ท่านํ้า แม่สาวโวยวายลั่นเพราะแสบไปทั้งตัว และจะวิ่งหนี แต่เรไรเข้ามาขวางหน้าไว้พลางตำหนิ

“ฉันรู้ ว่าแม่เอื้อยแตงเจ็บแสบผิว แต่เมื่อแม่ได้ชื่อว่าเป็นหลานหลวงรามเดชะแล้ว จะกระทำตัวดังก่อนกระไรได้ หากมีผู้เห็นเข้า ย่อมต้องตำหนิมาถึงพ่อแม่ฉันด้วย พิณ อาบนํ้าให้แม่หญิงเอื้อยแตงเสร็จ ก็หาผ้าผ่อนท่อนสไบให้แม่หญิงสวมใส่ให้สมสง่าราศี พ่อท่านรอรับสำรับเย็นด้วยกันอยู่” เรไรเดินเชิดกลับไป

เอื้อยแตงจิกตามองตามด้วยความเจ็บใจที่เรไรวางอำนาจเหนือตน จึงเอาคืนด้วยการทำเป็นสิ้นพยศ เมื่ออยู่ต่อขุนรามเดชะและลำภู ทำให้ทั้งสองพอใจเอื้อยแตงมาก แต่เมื่อลับตา แม่สาวแสบก็แอบเหยียดปาก ถลึงตาใส่เรไรแบบเอาเรื่อง ทำให้เรไรถึงกับผงะและบอกกับตัวเองว่าคงไม่ง่ายนัก ถ้าคิดจะปราบพยศเอื้อยแตง

ในตอนคํ่า สินกับสมบุญนำเรื่องเอื้อยแตงกลายเป็นหลานสาวขุนรามเดชะมาบอกกับเสมา เพราะสินกลัวว่าตนจะสิ้นวาสนากับแม่หญิงเพียงเท่านี้ เสมาให้กำลังใจลูกน้องแต่ก็อดคิดถึงเรื่องราวของตนกับเรไรไม่ได้ สมบุญเห็นใจลูกพี่จึงเอ่ยถามว่า จะยอมตัดใจปล่อยให้แม่หญิงเรไรหมั้นกับขันได้ลงคอหรือ

เสมานั่งอึ้งคิดหนักด้วยอีกไม่กี่วันจะถึงฤกษ์หมั้นของเรไรแล้ว

ooooooo

วันที่ขันรอคอยมาถึง

ดวงแขเป็นแม่งานให้พี่ชาย เธอชวนบัวเผื่อนมาช่วยด้วย แขกผู้ใหญ่มาร่วมงานคับคั่งและต่างก็ถามเป็นเสียงเดียวกันว่า ครานี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วกระมัง ขุนรามเดชะ ลำภู และอำพันยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะตอบยังไง พันอินจึงรีบแก้ให้ว่าคงไม่มีครั้งหน้า เพราะเรไรรับปากเองหาได้ฝืนใจไม่

“จริงดังคำท่านขุนพิมานขอรับ ที่แล้วมาแม่เรไรเห็นผิดเป็นชอบ แต่เพลานี้ ได้คิดแล้วขอรับ” ขุนรามเดชะปั้นยิ้มเรียกให้ลำภูกับอำพันพาแขกเข้าไปนั่งในเรือน

ฝ่ายแต้มก็ลากเอื้อยแตงเข้ามาในงานหวังจะอวดลูกสาว เผื่อมีใครติดตาต้องใจมาทาบทามขอไปเป็นลูกสะใภ้ เพราะไม่อยากได้เขยเป็นตะพุ่นหญ้าช้างเช่นเสมาอีกแล้ว

เอื้อยแตงสุดทนกับความคิดของพ่อจึงผละหนีออกมา และใกล้ๆกันนั้น บัวเผื่อนก็เข้าไปทักทายพุฒด้วยหวังว่าจะยังมีเยื่อใยให้กันบ้าง แต่พุฒกลับเดินเลี่ยงไปทำเหมือนเธอเป็นคนละชั้นกับเขา

พุฒเดินเข้าคุยกับดวงแขในครัวถึงเรื่องงานแต่งของทั้งคู่ เพราะขันรับปากแล้วว่าจะให้ดวงแขออกเรือนกับตน

“ฉันหรือจะยอมออกเรือนด้วยคนเช่นท่าน อย่าเพ้อฝันเลย พี่ขันหามีอำนาจบังคับฉันไม่”

“หากเป็นเพลาอื่นก็คงใช่ แต่ยามนี้ ต่อให้ต้องล่ามตรวนหรือถึงฟาดโบย ขุนณรงค์ก็ต้องให้แม่หญิงออกเรือนกับข้าพระเจ้าเป็นแน่ เพราะขุนณรงค์กลัวหนักหนาว่าแม่หญิงจะใฝ่ตํ่าทำชั่ว รับอ้าย...” พุฒพูดไม่ทันจบก็ถูกดวงแขตบหน้า

“ฉันยอมตายเสียดีกว่า ที่จักยอมออกเรือนกับคนเยี่ยงท่าน โน่น คนปากร้าย คิดแต่จะเอาดีเข้าตัวเช่นแม่บัวเผื่อนโน่น ถึงจะคู่ควรกับคนเช่นท่าน”

“ไม่ต้องเอาหญิงใจหยาบเช่นนั้นมายกให้ข้าพระเจ้า หญิงที่ฟังคำหวานไม่กี่คำ ก็ยอมให้ชายจับเนื้อต้องตัว หาคู่ควรกับข้าพระเจ้าไม่ มันต้องหญิงที่ทั้งถือตัว ทั้งเกลียดชังข้าพระเจ้าเช่นแม่หญิงต่างหาก ยามที่ถูกสยบได้ ถึงจักถือว่ามีชัย” พุฒมองดวงแขตั้งแต่หัวจดเท้า

ดวงแขทั้งเกลียดทั้งสะอิดสะเอียนรีบเดินหนีไป พุฒมองตามพลางส่งยิ้มร้าย แลไม่ทันเห็นบัวเผื่อน ที่ยืนขบกรามแน่นด้วยความแค้น ที่โดนดวงแขและพุฒดูถูก

ooooooo

ศรีเมืองเข้ามาช่วยพิณแต่งตัวให้เรไรอยู่ในห้อง เธอพยายามจะบอกเรื่องอุบายของดวงแขที่ทำให้เรไรกับเสมาต้องผิดใจกัน แต่ไม่มีโอกาสเพราะดวงแขเดินเข้ามาบอกเรไรว่าได้ฤกษ์แล้ว

เรไรลุกออกไปนั่งข้างๆขันเพื่อทำพิธี ท่ามกลางความยินดีของทุกคน นาทีนั้นเสมาถือพานเดินขึ้นเรือนมา มีเอื้อยแตงตามหลังมาติดๆ พุฒเห็นก็ร้องโวยวายเข้าใจว่า เสมาจะมาทำลายพิธีอีก

“เราก็ได้พูดแต่โดยดีหลายครั้งแล้วนะเสมา ว่าขออย่าได้ล่วงเกินในบ้านเราอีก เหตุใดไม่เชื่อกันบ้าง” ขุนรามเดชะลุกขึ้นมา

“พระคุณอย่ากังวลเลยขอรับ ที่ข้าพระเจ้ามาวันนี้ ก็เพื่อจะอวยพรแม่หญิงเรไรกับขุนณรงค์เท่านั้น” เสมาเปิดผ้าที่คลุมออก เห็นพานดอกจำปีกับขวดเล็กๆใส่นํ้าอบวางอยู่ “ข้าพระเจ้าสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว จึงหามาได้แต่เพียงเท่านี้ แต่ก็ใคร่จักได้ขมาแม่หญิงแลขุนณรงค์สักครั้งหนึ่ง พอให้สิ้นบาปกรรมในใจตัวขอรับ”

อำพันโล่งอกเชิญเสมาเข้ามาข้างใน พุฒร้องห้าม แต่พันอินกับเอื้อยแตงและศรีเมืองช่วยกันเจรจา จนในที่สุดเสมาก็ได้เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเรไรและขัน

“ขอขุนณรงค์กับแม่หญิงเรไร จงรับไมตรีข้าพระเจ้านี้เถิด แต่แรกที่ได้ยินข่าว นํ้าใจข้าพระเจ้ายังพลอยปลื้มเกิดปีติไปด้วย จึงขอใช้ดอกไม้เป็นเครื่องเคารพโดยนํ้าใจ”

“ขอบนํ้าใจนักออตะพุ่น เพียงที่อุตสาหะมาเองเช่นนี้ ก็เป็นคุณอยู่แล้ว” ขันจำใจเอ่ย

เสมาหยิบขวดนํ้าอบออกมาวางข้างนอกแล้วหยิบพานขึ้นมา “ข้าพระเจ้าเคยทราบว่า แม่หญิงท่านชอบดอกไม้จำปีว่าเป็นเอก จึงสู้แสวงมาด้วยยาก แลขอทั้งสองท่านจงคุ้มครองกันให้ถาวรจำเริญเถิด”

เรไรนํ้าตาคลอเบ้า รู้ดีว่าเสมากล่าวตัดพ้อ เธอเจ็บปวดใจนักแต่ต้องตัดใจตอบกลับ “ขอบนํ้าใจนักเสมา ฉันจะไม่ลืมเลย ว่าเราเป็นมิตรเก่าแห่งกัน”

เสมาขบกรามแน่นกลั้นนํ้าตาไม่ให้ไหลออกมา เพราะเข้าใจว่าเรไรตัดตนแล้วเช่นกัน เขาหยิบดอกจำปีโปรยใส่ทั้งคู่ตามด้วยนํ้าอบพร้อมกับอวยพรให้ทั้งสองมีรักที่ยั่งยืน

ขุนรามเดชะ อำพัน ลำภู พันอิน ต่างโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดี ส่วนดวงแขลอบยิ้มสะใจ เพราะในที่สุดเสมาก็ตัดขาดเรไรได้

ท่านพระยานำมงคลมาสวมให้เรไรกับขันเพื่อเริ่มพิธี เสมาถึงกับนํ้าตาเอ่อ เมื่อเห็นคนรักกำลังจะหมั้นกับชายอื่น

ooooooo

วันต่อมา ขันกับพุฒชวนกันมาหาเรื่องเสมาที่โรงเลี้ยงช้าง

ทั้งสองอ้างว่าได้รับคำสั่ง ให้มาฝึกพ่อพลายแสนพลพ่ายเพราะหากมีศึกคราหน้าจะได้ขี่ออกรับศึก เสมารับคำสั่งแล้วเดินเลี่ยงไปพาควาญช้างและพลายแสนพลพ่ายออกมาพลางร้องเตือนสองเกลอว่าให้ระวัง เพราะพ่อพลายแสนพลมีกำลังมาก ยังต้องฝึกอีกนาน

“ขอบนํ้าใจนักออตะพุ่น เจ้าให้พ่อพลายคุกเข่าซี ฉันกับขุนวิเศษจักได้ขึ้นขี่”

เสมากับควาญช้างหันไปสั่งพ่อพลายช้างให้คุกเข่าลง เพื่อให้ขันเหยียบขึ้นไปขี่คอ แต่ขันกลับสั่งให้เสมาคุกเข่าด้วยเพราะจะเหยียบหลังขึ้นไป เสมากัดฟันแน่นรู้ว่าขันเจตนาหยาม แต่จำต้องทำตาม เพราะไม่อยากให้เสียงาน

สองเกลอยิ้มสะใจก่อนจะเหยียบหลังเสมาปีนขึ้นช้างไป แล้วแอบซุบซิบกันว่า อีกไม่กี่วันพระพุทธเจ้า–อยู่หัวจะทรงแปรพระราชฐาน แลพวกตะพุ่นต้องตามเสด็จเพื่อไปเลี้ยงช้างคงมีโอกาสได้เล่นงานเสมาอีกเป็นแน่

ขันหัวเราะชอบใจและไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ใกล้ๆกันนั้นสมิงมะตะเบิดที่ปลอมตัวเป็นตะพุ่นหญ้าช้างยืนแอบฟังเรื่องราวอยู่ ด้วยมีแผนจะลอบปลงพระชนม์

สายวันเดียวกัน สมเด็จพระนเรศวรออกว่าราชการอยู่ในท้องพระโรง โดยมีสมเด็จพระเอกาทศรถทรงประทับอยู่ใกล้ๆด้วย พระยายมราชเข้ามากราบทูลว่า นับแต่พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ แผ่นดินหงสาวดีก็หาเป็นปกติไม่ ด้วยพระเจ้านันทบุเรงทรงเสียพระทัย จนประชวร ไม่ได้ออกว่าราชการบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ขุนนางเริ่มแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าเพื่อแสวงหาอำนาจ

สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ หันไปสบพระเนตรกัน ทรงดีพระทัยนัก เพราะใกล้ถึงเวลาที่จะเคลื่อนทัพไปรับพระพี่นางสุพรรณกัลยากลับมาและกู้เกียรติภูมิของอโยธยาให้กลับคืนมา

ooooooo

ขุนศึก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด