ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2112 กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชให้แก่กองทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คนไทยตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงหงสาวดีนานนับสิบปี

ครั้นพระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระมหาอุป– ราชา มังไชยสิงห์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง พระองค์ระแวงว่าคนไทยจะก่อกบฏ เพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาอุปราชกรุงศรีอยุธยาทรงพระปรีชาสามารถ ดังนั้น เมื่อพระเจ้ากรุงอังวะแข็งเมือง พระเจ้านันทบุเรงจึงสบโอกาสมีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปปราบ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้เตรียมแผนลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไว้ที่เมืองแครง

ooooooo

รอบค่ายพักสมเด็จพระนเรศวร ขณะทหารเดินรักษาเวรยามอย่างเข้มงวด พลันมีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งเข้าปักคอ ล้มลงขาดใจตายทันที ทหารอีกคนเห็นเพื่อนตายก็ตกใจ แต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกมือสังหารหงสาแทงด้านหลัง ขาดใจตายไปอีกคน

มือสังหาร 5-6 คนลอบเข้ากระโจมของสมเด็จพระนเรศวรไป มันตลบมุ้งขึ้น แล้วฟันดาบลง แต่คนที่นอนอยู่ไวกว่า พลิกตัวใช้ปืนยิงสวนจนมันกระเด็นออกไปตายคาที่ พวกที่เหลือตกใจ ตาเหลือกลาน มองคนที่อยู่บนเตียง แท้จริงเป็นพระราชมนูที่ปลอมตัวมานอนแทน อึดใจนั้นทหารจำนวนมากถืออาวุธครบมือกรูกันเข้ามาในกระโจม

“วางอาวุธเสีย แล้วกูจะไว้ชีวิตพวกมึง” เสียงพระราชมนูกร้าว

พวกมือสังหารไม่ฟัง ทหารทั้งสองฝ่ายจึงตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด พลันมือสังหาร 2-3 แหวกวงล้อม ออกไป มันตรงเข้าหาสมเด็จพระนเรศวรเงื้อดาบฟันสุดแรงเกิด หมายปลงพระชนม์ แต่ชะตามันขาด พระองค์ดำทรงชักดาบฟันสวน ดาบมารมือสังหารบังเกิดสะเก็ดไฟแปลบปลาบ หักสะบั้น มันตายคาที่

มือสังหารคนที่ถูกจับได้คนหนึ่ง ตวัดดาบปาดคอตัวเอง พวกที่เหลือเห็นดังนั้น ก็ทำดุจเดียวกันจนสิ้น

“เป็นไปตามคำเตือนของพระยาเกียรติ พระยาราม แลมหาเถระคันฉ่องทุกประการ ย่อมประจักษ์แจ้งแล้วว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงหมายจะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพี่” พระเอกาทศรถกราบทูล

“เรายกทัพมาตีกรุงอังวะโดยสัตย์ พระเจ้าหงสาวดีกลับประพฤติพาลต่อเรา...” สมเด็จพระนเรศวรตรัสด้วยน้ำเสียงโกรธจัดปาดาบในมือปักพื้นดินอย่างแรง

หลังเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรทรงหลั่งอุทกธาราจากสุวรรณภิงคารลงสู่พื้นดินประกาศอิสรภาพให้ชาติไทยไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาอีกต่อไป ทหารส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ ราวกับแผ่นดินจะถล่ม

ooooooo

ข่าวสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพกระจายไปทั่วพันอินนำเรื่องมาคุยกับมั่นช่างตีเหล็กฝีมือดี เสมาลูกชายตีดาบอยู่ใกล้ๆได้ฟังก็ฮึกเหิมกระหน่ำตีเหล็ก ด้วยเลือดลมพลุ่งพล่านจนดาบหัก พันอินหันไปมองพลางแล้วเอ่ยถามมั่น ว่าหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มั่นว่าเสมาเป็นลูกชายเขาเอง ส่งไปอยู่กับพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์ แต่เล็ก เพิ่งจะกลับมา

เมื่อพันอินถามเสมาว่าได้วิชาอะไรติดตัวมาบ้าง เสมาว่าได้หัดดาบสองมือมาหลายปี หมายมั่นจะเป็นทหาร พันอินถูกใจนัก รับปากจะช่วยฝากให้

“ถ้ากระนั้น ฉันขอยกอ้ายเสมาให้เป็นลูกท่านพัน แล้วต่อไปจะเป็นลูกศึกลูกเมืองประการใดก็ตามแต่ ขออุปการะไปเถิด”

“ได้ซีพี่มั่น ฉันชอบใจอ้ายลูกคนนี้อยู่แล้ว ทั้งรูปร่าง น้ำใจ สำนักเรียน ก็ได้ลักษณะพร้อม ภายหน้าต้องได้เป็นขุนศึกขุนพลเป็นแน่”

เสมากลับมาบอกข่าวดีกับแม่และน้องสาวที่บ้าน ครั้งถึงบ้านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินหันหลังดูโน่นดูนี่อยู่ที่หน้าเรือนก็เข้าใจว่าเป็นจำเรียงน้องสาวจึงเข้าไปเรียก เมื่อเธอหันมาถึงกับตะลึงในความสง่าจนตาค้าง

“ฉันไม่ใช่จำเรียงดอกจ้ะ จำเรียงกับแม่จะเอาส้มสูกลูกไม้ให้ฉันอยู่ ฉันก็เลยมาเดินรอ” เรไรส่งยิ้มหวานบาดใจ

เสมาตั้งสติได้รีบยกขอนไม้มาปัดฝุ่นจะให้นั่ง พอดีบุญเรือนกับจำเรียงถือชะลอมผลไม้เข้ามาเห็น บุญเรือนตวาดเสมา เพราะคิดว่าลูกชายทำอะไรล่วงเกิน

จำเรียงรีบสำทับ “นี่ท่านหญิงเรไร นายของข้า พี่ประพฤติหยาบคายกระไรไปบ้าง กราบขมาท่านประเดี๋ยวนี้เลย”

เสมาตกใจ จะก้มลงกราบจริงๆ เรไรร้องห้ามพลางอธิบายว่า เสมาแค่ยกขอนไม้มาให้เธอนั่งเท่านั้น จำเรียงกลัวพี่ชายจะทำขายหน้ารีบตัดบทพาเรไรไปส่งที่ท่าน้ำเพื่อนั่งเรือกลับบ้าน

เรไรหันมายิ้มให้เสมาเป็นเชิงลา แล้วเดินจากไปเสมามองตามพลางรำพึงชื่อแม่หญิงคนงาม

ooooooo

เช้าวันใหม่ พันอินพาเสมาไปกราบขุนรามเดชะที่เรือน เพื่อฝากให้เป็นทหาร ขุนรามเดชะรู้จากพันอินว่าเสมาเป็นศิษย์สำนักพุทไธสวรรย์ก็อยากเห็นฝีมือจึงเรียกให้ขันมาช่วยทดสอบ

ขันอิจฉาที่เสมาเป็นศิษย์สำนักดังจึงพูดจาดูแคลน หวังให้เสมาอับอาย ยามนั้นเรไรกลับจากทำบุญเดินขึ้นเรือนมา พร้อมด้วยพิณและเหล่าข้าทาส ขุนรามเดชะเรียกให้ลูกสาวไหว้พันอิน พันอินจึงแนะนำให้เรไรรู้จักกับเสมาในฐานะลูกบุญธรรม หญิงสาวอึ้งไปนิด แล้วรีบยกมือไหว้ เสมามองเรไรนิ่งไม่วางตา ขันเหลือบมองคนทั้งคู่ด้วยตาเปี่ยมไฟริษยา

ขุนรามเดชะนำทุกคนมาที่ลานฝึกดาบหน้าเรือน เพื่อดูขันประลองดาบกับเสมา เรไรกับเหล่าทาสออกมายืนดูอยู่บนเรือน ขันทำปากดีท้าให้เสมาเข้ารุกก่อน เสมาหาประมาทไม่ เขาคุกเข่าไหว้ขอขมาขันแล้วลุกขึ้นเตรียมพร้อม

ขันควงดาบสองมือจู่โจมหมายประกาศชื่อ เสมาตั้งรับหวังดูชั้นเชิง ทำให้ขันได้ใจ คิดว่าเสมาสู้ไม่ได้จึงร่ายเพลงดาบเข้าฟันเสมาอย่างหนักหน่วง ครั้นเสมาอ่านทางออกแล้ว จึงสวนกลับและเป็นฝ่ายรุกจนขันเกือบสิ้นลายครูดาบ แต่เสมาไม่อยากให้ขันต้องเสียหน้า จึงพลิกเอาตัวบังสายตาคนอื่นไว้ แล้วใช้ดาบมือซ้ายกดดาบของขันไว้ ก่อนจะใช้สันของดาบมือขวาฟันกระแทกลงจนดาบตนและขันหักพร้อมกัน แล้วรีบคุกเข่าลงไหว้คู่ต่อสู้ ทำเหมือนว่าไม่มีใครแพ้ชนะเพราะดาบหักเสียก่อน แต่ขุนรามเดชะดูออกเขานึกชมเสมาที่ทั้งเก่งและมีน้ำใจไม่หักหน้าคนอื่น

ขันสงบสติอารมณ์แล้วพาเสมาเข้ากราบขุนรามเดชะพลางเอ่ย “พระคุณจะได้ทหารดีไว้รับใช้ราชการขอรับ ทั้งไหวพริบแลฝีมือก็นับว่าเจนชำนาญอยู่ เรี่ยวแรงยิ่งดีมากขอรับ”

“ดีแล้วๆ ต่อไปเราก็มาเป็นทหารขององค์สมเด็จพระนเรศด้วยกันเถิดนะ หลานเอ๋ย” ขุนรามเดชะหัวเราะร่วน

“ขอบพระคุณขอรับ ข้าพระเจ้าจะตั้งใจรับราชการ ไม่ให้เสื่อมเสียมาถึงพ่อพันอินแลพระคุณเลยขอรับ” เสมาก้มลงกราบด้วยความดีใจ ส่วนขันก้มหน้าแต่แอบขบกรามจนนูนนึกเขม่นๆเสมาอยู่ลึกๆ ผิดกับเรไรที่ยืนมองเสมาด้วยสายตาชื่นชม

ooooooo

เสมาดีใจที่ได้เป็นทหาร เจอใครก็บอกไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงหน้าแผงขายเหล็กและมีดพร้าของเอื้อยแตง

สาวเจ้าสวนมาอย่างไม่เกรงใจว่า ทุกคนเขารู้กันทั่วแล้ว ทำให้เสมาบ่นว่า เอื้อยแตงชอบขัดคอมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เบื่อบ้างเลย ครั้นเอื้อยแตงทำท่าจะตอบโต้ คู่ปรับก็เดินหนีไปช่วยแต้มพ่อของสาวน้อยแบกเศษเหล็กแล้ว

แต้มยินดีกับเสมาที่จะได้เป็นทหารเพราะคงสมใจมั่น แล้วล้อว่า ป่านนี้บุญเรือนคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ เพราะไม่อยากให้ลูกชายเป็นทหาร เสมาฟังแล้วแปลกใจ เขากลับไปถามความจริงกับพ่อและแม่

มั่นพาลูกชายเข้าไปคุยกันในห้องพระแล้วบอกเล่าเรื่องราวในอดีตว่า ปู่ของเสมาคือ ขันชำนะพลแสน ทหารกล้าของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่พอปู่สิ้นบ้านช่องก็ถูกข้าศึกทำลาย ญาติพี่น้องก็แตกกระสานซ่านเซ็น

พ่อมั่นมีเพียงวิชาติดตัวแค่การตีเหล็กจึงหมดปัญญาที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของปู่คืนมา จึงหวังพึ่งเสมาให้ทำหน้าที่แทน และที่บุญเรือนไม่อยากให้เสมาเป็นทหารก็เพราะญาติพี่น้องตายในสงครามจนหมด ทำให้นางต้องระหกระเหินลำบากลำบนอยู่หลายปี จึงกลัวว่าลูกชายจะมีอันเป็นไปอีกคน

เสมาพยักหน้ารับช้าๆ รู้สึกเห็นใจแม่ เขาออกไปคุยกับบุญเรือนที่ศาลาริมคลอง หวังให้แม่คลายกังวล เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องเป็นทหารให้ได้ บุญเรือนเจ็บใจไล่ตะเพิดลูกแล้วน้ำตาคลอ

ooooooo

ค่ำวันเดียวกันนั้น ขันฝึกซ้อมดาบสองมือกับพวกทาสชายอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนด้วยความหงุดหงิดเพราะเจ็บใจที่แพ้เสมา ดวงแขออกมายืนดูพี่ชายแล้วหันมาฟ้องแม่ว่าค่ำมืดแล้ว ทำไมพี่ขันยังไม่หยุดซ้อมอีก

“ช่างพ่อขันเถิดดวงแข ประเดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเอง” อำพันว่า แล้วหันไปพูดกับชดลูกหนี้ที่จะมาขอยืมเงินเพิ่ม ว่านางคงให้ไม่ได้ เพราะชดเอาแต่เล่นถั่วเล่นโปไม่ยอมทำกิน ชดไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้จึงคลานหลบออกไป

ดวงแขมองตามพลางเปรยกับแม่ว่า พรุ่งนี้เธอนัดกับเรไรว่าจะไปทำบุญที่วัดด้วยกันและจะชวนขัน แต่ดูท่าคงจะคลาดกันอีกแล้ว

“พลาดมื้อนี้ก็ยังมีมื้อหน้า หากพ่อขันออกศึกได้ยศศักดิ์เมื่อใด มีรึ ออกขุนรามเดชะจะรังเกียจ ลูกอย่ากังวลไปเลย” อำพันยิ้มมั่นใจ แต่ดวงแขทำท่าหนักใจ เพราะพี่ชายไม่ได้อย่างใจเลย

ooooooo

เช้าวันใหม่ เรไรพร้อมทาสหญิงชาย และดวงแขกับเหล่าบริวารต่างนั่งเรือออกไปทำบุญที่วัด ระหว่างทาง เรือของดวงแขก็ถูกชดกับพวกดักปล้น

ดวงแขพลัดตกนํ้าและเกือบจมนํ้าตาย เพราะว่ายนํ้าไม่เป็น แต่โชคดีที่เอื้อยแตงกับเสมาพายเรือบรรทุกเศษเหล็กผ่านมาพบ เสมาลงไปช่วยดวงแขขึ้นมาบนฝั่ง และจัดการกับชดและพวกหนีกระเจิงไป

เรไรที่อยู่บนเรืออีกลำเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สั่งให้ทาสเข้าช่วย แต่เอื้อยแตงลากเสมาลงเรือหายไปเสียแล้ว เพราะเธอไม่ชอบมีความกับผู้ใด เรไรแอบเศร้า เข้าใจว่า เอื้อยแตงกับเสมาเป็นคู่รักกัน ขณะที่ดวงแขแอบปลื้มนํ้าใจชายหนุ่ม และนึกเสียดายที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครอยู่ที่ไหน

เช้าวันต่อมา เสมาไปที่บ้านของขุนรามเดชะ เพื่อขอรับชุดทหาร เขาพบเรไรกำลังเก็บดอกจำปีใส่ขันเงิน ใบเล็กๆ แต่เผลอทำหลุดมือ จึงรีบเอื้อมมือไปรองรับ พลางเอ่ยขอดอกจำปี เรไรเขินอายแต่ทำวางท่า บอกว่าอยากได้ก็จะให้ แล้วถามถึงธุระของชายหนุ่ม เสมาว่าตนมารับเครื่องทหาร แต่มาเร็วไป

“เห็นประตูเรือนเปิดอยู่เลยเข้ามา ก็เลยรับดอกจำปีพลัดมือได้” เสมาส่งสายตากรุ้มกริ่ม

“พูดเองเล่าความเอง ไม่ได้ความเลย แต่เอาเถิด เมื่อมาหาพ่อก็ขอเชิญบนเรือน พ่อไปราชการแต่เช้ามืด สักครู่คงกลับ” เรไรปั้นหน้านิ่งเดินเชิดนำเสมาเข้าข้างในบ้าน แล้วแอบอมยิ้มปลื้มอยู่ในที

เสมาตามเรไรเข้ามาในเรือนและชวนพูดคุย แต่ไม่ทันไร ขันก็ถือชุดทหารเดินเข้ามา เขาไม่พอใจที่เห็นเสมายืนมองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม จึงพาลหาเรื่องและพูดดูถูกไปถึงพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์อาจารย์ของเสมา

เสมาไม่พอใจจะเข้าไปเอาเรื่องขัน แต่บุญเรือนกับจำเรียงเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เพราะจะมารับของฝากจากเรไรไปให้บัวเผื่อนเพื่อนชาววัง เรไรเชิญทั้งคู่ขึ้นมาบนบ้านแล้วแนะนำให้รู้จักกับขัน

ขันเหล่มองจำเรียงอย่างมีแผน เมื่อรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของเสมา

ooooooo

เสมาเดินเลี่ยงไปลองชุดทหารที่หลังบ้าน  สม-บุญทาสของขุนรามเดชะแอบตามไปเตือนเสมาให้ระวังตัวเพราะขันผูกใจเจ็บเรื่องที่แพ้เสมาเมื่อวันก่อน เสมาซาบซึ้งขอเป็นเพื่อนตายกับสมบุญ และรับปากจะช่วยสอนเพลงดาบให้สมบุญไว้สร้างความชอบในยามออกศึกและจะได้ไถ่ถอนตัวเองให้เป็นไท

สมบุญดีใจจะกราบเสมาแต่เขาห้ามไว้ แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปดูแม่กับน้องที่ยังคุยอยู่กับขัน

เสมาหอบห่อผ้ากลับขึ้นมาบนเรือน พบขันกำลัง ประจบบุญเรือน แถมยังเกี้ยวจำเรียงด้วยการจับปลายสไบ ขึ้นจูบ เสมาฉุนขาดเข้าไปเอาเรื่อง เรไรที่เตรียมของอยู่ในบ้านได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมาดู ขันรีบฟ้องว่าเสมาทำโอหังใส่ตน

“โอหังรึ นายหมู่สัพยอกน้องข้า หากเป็นน้องหญิงของนายหมู่แล้ว ข้าสัพยอกเช่นนี้มั่งจะว่ากระไร” เสมาสวนทำให้ขันโมโห ท้าให้เสมาสู้ ทหารใหม่รับคำ

สองหนุ่มเดินออกไปที่ลานฝึกดาบหน้าเรือนแล้วเข้าประลองฝีมือกันอีกครั้ง ขันเห็นเสมากำลังโกรธก็ยิ่ง ยั่วยุหวังให้ขาดสติเพื่อที่ตนจะได้ชนะ แต่สุดท้ายเสมาก็พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้อีกครั้ง เขาจ่อปลายดาบเข้าที่คอหอยขัน ขันตกใจหน้าซีดเผือด พอดีขุนรามเดชะกลับมา

สองหนุ่มถูกเรียกไปไต่สวน ขุนรามเดชะตำหนิเสมาที่ ผิดกฎ เพราะบังอาจตอบโต้ขันที่มียศสูงกว่า เสมาพยายามอธิบายความจำเป็น แต่ขุนรามเดชะไม่รับฟังเพราะกฎต้องเป็นกฎ

“ข้าพระเจ้าไม่รู้วิถีทหาร หากเป็นนายแล้ว จะกระทำบัดสี ยํ่ายีผู้เป็นลูกหมู่อย่างไรก็ได้งั้นรึขอรับ” เสมาเอ่ย

“อ้ายเสมา นี่มึงกล้าย้อนกูรึ” ขุนรามเดชะโมโห

ขันได้ทีรีบใส่ไฟ จนขุนรามเดชะเข้าใจเสมาผิด สั่งให้สมบุญคุมตัวเสมาไปโบยด้วยเชือกหนังสิบสองที แล้วจำตรวนไว้ที่เรือนแถวท้ายหอ

สมบุญหน้าเสียรีบพาเสมาออกไปก่อนที่จะโดนเพิ่มโทษอีก ขันมองตามแล้วส่งยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจ

ooooooo

เสมาถูกพาตัวมาที่หน้าเรือนเพื่อรับโทษโบย สมบุญ เข้ามาไหว้ขอขมาที่ต้องโบยตามคำสั่ง แต่ยังไม่ทัน ได้ลงมือ ขันก็ตามออกมาแล้วขอโบยเสมาให้หายแค้น

เสมาขบกรามแน่นยอมรับชะตากรรม เรไรแอบมองเสมาด้วยความสงสารแต่ช่วยอะไรไม่ได้

หลังรับโทษโบย สมบุญก็พาเสมาตีตรวน เข้ากรงขัง ด้วยไมตรีเขาแอบส่งยาใส่แผลให้ ระหว่างนั้น เสมาบ่น น้อยใจที่ขุนรามเดชะเข้าข้างขัน สมบุญว่าเป็นเพราะพ่อของขันกับขุนรามเดชะเป็นเพื่อนแก้วเกลอเก่ากัน แถมที่บ้านของขันก็รวยมากจนท่านขุนต้องเกรงใจ

“มิน่าเล่า เอาเถิด ถือว่าข้าโง่เองจะโทษใคร หากอ้ายขันมันไม่ระรานข้าอีก ก็ให้ยุติแต่เพียงนี้ แต่ถ้ามันยังประพฤติพาลข่มเหงข้า ครั้งหน้า ข้าจะให้มันเจ็บยิ่งกว่าที่ข้าได้รับ” เสมาประกาศก้อง

ooooooo

กลางดึกคืนนั้น เรไรแอบเอาข้าวมาให้เสมาโดยมีพิณเป็นคนดูต้นทางให้ เสมาซึ้งใจยิ่งนัก เขานึกถึงดอกจำปีขึ้นมาได้จึงรีบหยิบออกมาดูก็พบว่ามันถูกทับจนบี้แบนหมดแล้ว

เรไรยิ้มเอียงอายที่เสมาเก็บดอกจำปีไว้ แต่เมื่อได้สติก็แกล้งเปรย “จะเก็บไว้บูชาสิ่งไรกันเล่าเสมา หรือจะแกล้งเก็บไว้เสนออวดว่าเป็นคนช่างเก็บ”

“อ้ายเสมารักดอกไม้หอม แลก็ขอแม่หญิงแล้ว เผอิญลืมเก็บ ใส่กระเป๋าตอนรบกันนายหมู่ เสียดายนัก”

เรไรยิ้มเขินอาย ยามนั้นสมบุญวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่า ให้เรไรรีบไป เพราะมีคนมาตอนนี้พิณรับหน้าอยู่เสมานึกห่วงเร่งให้เรไรกลับขึ้นเรือน แม่หญิงเก็บข้าวของเดินตามสมบุญออกไป พ่อหนุ่มมองตามด้วยความห่วงใย

หญิงคนงามเดินอมยิ้มเอียงอายกลับเข้ามาในห้อง เธอทิ้งตัวลงนั่งที่เตียงพลางครุ่นคิดเรื่องเสมาอย่างวาบหวามใจ เช่นเดียวกับเสมาที่เห็นแต่ภาพเรไรลอยอยู่ในหัวตลอดเวลา เขาไม่อาจข่มตานอนได้จึงใช้กำลังง้างปลอกเหล็กที่พันธนาการตนออก แล้วแอบย่องขึ้นเรือนมาหาเรไร

เรไรเพิ่งล้มตัวนอน ได้ยินเสียงเคาะประตู เข้าใจว่าเป็นพิณจึงลุกไปเปิด แต่ต้องตะลึงเพราะคนที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นเสมา เรไรตั้งสติได้รีบถามเสมาว่า ต้องการอะไร เพราะกลัวมีคนมาเห็น

“เมตตาอีกครั้งเถิดแม่หญิงเอ๋ย จะเป็นหมากหรือยาสูบก็ได้ รับอาหารแล้วก็นึกอยากสูบหรือเคี้ยวหมากจริงๆ” เสมา หาข้ออ้าง แต่พอเห็นเรไรมองด้วยสายตาจับผิดก็รีบหลบตา

เรไรสั่งให้ไปรอที่หอนั่งก่อนเพราะจะช่วยจัดหาหมากพลูและยาสูบให้ เสมารีบเดินเลี่ยงไปด้วยความดีใจเรไรมองตามแล้วก็ยิ้มขำๆ เพราะรู้ทัน

ครู่ต่อมา เรไรนำหมากพลูกับยาสูบ พร้อมกับชุดไฟออกมาให้ เสมาแกล้งทำชุดไฟตก แม่หญิงไม่รู้ทันช่วย ควานหาในความมืด หนุ่มเจ้าเล่ห์แกล้งคลำถูกมือ แม่หญิงเขินอายดุให้เสมาปล่อยมือ เสมาเสียดายแต่จำต้องทำตาม แล้วแอบเอาชุดไฟที่หาเจอตั้งนานแล้ว มาวางไว้ข้างตัวเรไร

เรไรคลำเจอก็นึกเอะใจเพราะหาตั้งนานแต่ไม่มาพบ เธอหันมามองเสมาด้วยสายตาเอาเรื่อง เสมาหน้าเสียกลัวเรไรโกรธรีบออกตัว “ฟังคำก่อนเถิดนะแม่หญิง อย่าเพิ่งถือเคืองแก่ข้าเลย ข้าพระเจ้านี้ต้องขังทั้งปวดเมื่อยเป็นที่ยิ่ง เมื่อได้เมตตาแม่ ได้หมากแล้วต้องเร่งกลับ ก็อาลัยนัก จึงใคร่จะยืดเพลาพักพอสบาย ไปอีกเพียงครู่หนึ่ง”

“อ้อ เพียงประสงค์เท่านั้น ก็จะบอกกันเสียแต่โดยตรงมิได้หรือ เจ้าเล่ห์นักหนา แต่เพียงการเท่านี้ก็ ต้องวางหมากกลแล้วยังจะมีกลใดอีกเล่า”

“สิ้นกลแล้วแม่ อ้ายเสมายอมแพ้ปัญญาแม่หญิง จงอภัยเถิด เมตตาพอให้พักได้สบาย อีกสักครู่เดียวก็จะต้องเข้าตรวนแล้ว” เสมาเอาหมากขึ้นมาเคี้ยวแล้ว มองเรไรด้วยสายตารักใคร่เสน่หา

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะนั่งคุยอยู่กับพันอินเรื่องเสมาอยู่ที่โถงหน้าบ้านว่า ที่ตนสั่งขังเสมาก็เพราะต้องการเตือนสติ ไม่ให้กระด้างกระเดื่องต่อผู้ใหญ่ มิได้มีอคติแต่อย่างใด

พันอินเบาใจฝากฝังให้ขุนรามเดชะช่วยสั่งสอนด้วย ขุนรามเดชะรับปากแล้วซักต่อเรื่องหงสา ว่าจะยกทัพมาเมื่อใด พันอินว่าคงไม่เกินแล้งให้เตรียมทหารไว้ให้พร้อม ท่านขุนฟังแล้วหนักใจ เพราะขันเพิ่งได้รับคำสั่งให้ย้ายหน้าที่จึงขาดครูฝึก จังหวะนั้นเองสมบุญพาตัวเสมาขึ้นมาบนเรือน ขุนรามเดชะฉุกคิดได้เอ่ยถามเสมาว่า นอนคุกแล้วรู้สึกเป็นเช่นไร นึกโกรธเขาบ้างไหม

“สบายดีขอรับพระคุณ พระคุณมีบุญคุณกับอ้ายเสมานัก อ้ายเสมาจะกล้าโกรธเคืองพระคุณได้อย่างไรกันขอรับ”

“จริงดั่งปากก็ดีนัก เพราะข้าจะมอบหมายหน้าที่ครูฝึกทหารใหม่ให้เอ็ง ขอเอ็งจงตั้งใจทำเถิด” ขุนราม–เดชะเอ่ย

เสมาดีใจ แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าหมู่ขันไปไหนเหตุใดถึงไม่เป็นครูฝึก พันอินว่า ขันย้ายไปทำหน้าที่อื่นแล้ว พลางกำชับให้เสมาตั้งใจทำหน้าที่ให้ดี

“ขอรับพ่อพันอิน อ้ายเสมาจะไม่ทำให้พ่อพันอินกับพระคุณผิดหวังเลยขอรับ” เสมาก้มลงกราบผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ทันเห็นเรไรที่แอบฟังอยู่ เธอปลาบปลื้มไปกับความก้าวหน้าของคนต้องใจ

ooooooo

ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงตวาดใส่พระมหาอุปราชมาที่ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไม่สำเร็จ

พระมหาอุปราชขอโอกาสแก้ตัว ขอกรีธาทัพเหยียบแผ่นดินกรุงอโยธยาให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่พระเจ้านันทบุเรงประมาทว่า ไทยอ่อนแอ มีกำลังทัพน้อยกว่าหงสาวดีมาก จึงรับสั่งให้พระยาพสิมซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าอา ยกทัพสามหมื่นเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ทางด่านพระเจดีย์สามองค์และให้พระเจ้าเชียงใหม่ มังนรธาช่อ ซึ่งเป็นพระราชอนุชา ยกทัพพลหนึ่งแสน บุกเข้าตีพร้อมกับหวังยึดอโยธยาให้กลับมาเป็นเมืองขึ้นดังเก่าก่อน

ooooooo

สองเดือนต่อมา พระยาพิชัยสงครามมาพบขุนรามเดชะเพื่อสอบถามเรื่องกำลังพล เพราะเกรงว่าจะไม่พอใช้สอยยามศึก ขุนรามเดชะรีบให้คำมั่นว่า ตนกำลังเร่งฝึกซ้อมทหารอย่างหนัก มั่นใจว่าได้ทันตามกำหนดแน่ แล้วหันไปเรียกเสมาที่คุมทหารใหม่ฝึกฝนอยู่ในลาน ให้หาคนมาประลองฝีมือให้พระยาพิชัยสงครามได้ประจักษ์

เสมาเรียกสมบุญออกมาซ้อมดาบให้ท่านออกญาดูแต่ท่านติงว่าซ้อมกันเองจะเห็นฝีมือชัดได้อย่างไร แล้วหันไปสั่งหมื่นหาญที่ติดตามมาลงไปประลองฝีมือกับสมบุญแทนเสมา

สมบุญเข้าไปคุกเข่าไหว้ขอขมาหมื่นหาญ ก่อนจะหยิบดาบลุกขึ้นสู้ ทั้งสองเข้าประลองกันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ แม้ว่าสมบุญจะด้อยประสบการณ์ แต่เพลงดาบที่เสมาสอนเหนือกว่าทำให้คู่คี่กํ้ากึ่งกันมาก

ขุนรามเดชะและพระยาพิชัยเห็นทหารใหม่สู้กับทหารเจนศึกได้อย่างสูสีก็ยิ้มพอใจ เช่นเดียวกับเสมาที่เห็นสมบุญผู้เป็นทั้งเพื่อน น้อง และลูกศิษย์มีฝีมือก้าวหน้ามากก็ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ

การประลองจบลง สมบุญแอบมาคุยฟุ้งกับเสมาด้วยความดีใจว่า ถ้าฝึกต่ออีกสักสองปีเขาคงได้เป็นทหารเอกเป็นแน่ เสมานึกขำล้อกลับว่า ถ้าเป็นดังนั้นจริงตนก็คงได้เป็นแม่ทัพไปแล้ว

“พี่เสมา ช่างค่อนว่าข้านัก” สมบุญบ่นเบาๆ แล้วเหลือบไปเห็นเสมาเหม่อมองไปทางห้องของเรไรจึงแกล้งเปรยว่า แม่หญิงเรไรไม่ได้ออกจากวังแค่สองเดือนแต่ชั่งยาวนานเหมือนแรมปีทีเดียว เสมาอึ้งที่สมบุญรู้ทันความคิดรีบเดินเลี่ยงไปด้วยความเขินอาย

ooooooo

เรไรนั่งร้อยมาลัยอยู่ในตำหนัก ขณะหยิบดอกจำปีขึ้นมาจะร้อยพวง พลันนึกถึงเสมา พอเหมาะดวงแขกับบัวเผื่อนเข้ามาทัก แม่หญิงรีบเก็บอาการ บัวเผื่อนล้อว่า พักนี้หน้าตามีสง่าราศี เห็นทีจะมีลาภลอย เรไรอมยิ้มขำ ไม่เข้าใจ

บัวเผื่อนส่งยิ้มหวานหันไปพยักพเยิดกับดวงแข ดวงแขเข้ามานั่งข้างๆเรไรพร้อมกับหยิบกำไลทองลวดลายสวยงามออกมาส่งให้ บอกว่าเป็นของกำนัลจากขัน เรไรรับมาดูแล้วส่งคืนพลางตัดบทว่า คงรับไว้ไม่ได้เพราะไม่อยากถูกติฉินนินทา ดวงแขหน้าเจื่อนถามว่าติฉินนินทาเรื่องอะไร

“ว่างๆ แม่ดวงแขลองไปที่ท้ายตำหนักดูเถิดจ้ะ แล้วจะเข้าใจเอง หรือไม่ก็ถามแม่บัวเผื่อนดู ในตำหนักนี้ ไม่มีกระไรที่แม่บัวเผื่อนไม่รู้ดอก” เรไรหันมาเหน็บบัวเผื่อน

บัวเผื่อนทิ้งค้อนแต่ไม่เถียง ขณะที่ดวงแขนั่งอึ้ง ไม่เข้าใจว่ามีอะไรกันแน่ เธอตัดสินใจออกไปดูที่ท้ายตำหนัก ก็พบขันกำลังใส่กำไลเงินให้จำเรียงด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม

จำเรียงเห็นดวงแขเดินหน้าเครียดมาก็รีบขอตัว ดวงแขเข้ามาต่อว่าพี่ชาย แต่ขันสวนว่า เกิดเป็นชายจะมีสักกี่คนที่มีเมียเดียว

“น้องรู้ แต่เรไรจะยอมหรือไม่ ก็สุดปัญญาน้องจะคาดเดาได้” ดวงแขหยิบกำไลทองคืนให้ขัน

ขันโกรธมากและพาลโทษว่าที่เรไรไม่รับกำไลของตนก็เพราะสมัครใจกับอ้ายช่างเหล็กนั่นมากกว่า

“เสียทีเป็นลูกชาติลูกตระกูล ไม่รักศักดิ์ศรี” ขันดึงกำไลจากดวงแขเดินหงุดหงิดออกไป

ooooooo

ข่าวเมืองพสิมกับเมืองเชียงใหม่เรียกระดมไพร่พลเพื่อแต่งทัพมาบุกอโยธยาล่วงรู้มาถึงสมเด็จพระนเรศวร เหล่าขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกเรียกมาหารือเพื่อหาทางรับศึก

สมเด็จพระเอกาทศรถมองแผนที่เบื้องหน้า พลางอธิบายว่า ศึกครั้งนี้หงสาคงคิดจะบุกตีทั้งทางบกและทางเหนือพร้อมกัน เพื่อให้พะว้าพะวัง แต่หากมิใช่มีแค่สองทัพ อโยธยาก็จะยิ่งคับขัน

“จะมาสักกี่ทัพ เมื่อเราประกาศอิสรภาพแล้วก็ต้องสู้กันจนกว่าจะสิ้นไทย ที่จะกลับไปเป็นเมืองขึ้นหงสาวดีอีกเห็นทีจะไม่มี” สมเด็จพระนเรศวรลุกขึ้นประกาศ

สมเด็จพระมหาธรรมราชารีบเสริม “องค์ดำตรัสถูกแล้ว หากคราวนี้เราแพ้ ไทยจะมิมีแผ่นดินให้หยัดยืนอีกต่อไป มิสู้ตายเสียดีกว่า สั่งการลงไป งานพระราชพิธีลอยพระประทีปแลกระทงโคมไฟปีนี้ ให้จัดเอิกเกริกกว่าทุกปี เฉลิมฉลองกันให้ทั่วทั้งพระนครแลหัวเมือง เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ไพร่ฟ้า ก่อนรับศึกหงสา”

ooooooo

มั่นรู้ข่าวศึกหงสาก็เร่งตีดาบให้ลูกชายใช้ออกศึก เสร็จแล้วนำไปให้พระครูขุนทำพิธีปลุกเสก เพื่อความเป็นสิริมงคล สิ้นพิธีพระครูขุนนำดาบพร้อมฝักคู่หนึ่งมายื่นให้เสมา

“ดาบคู่นี้ พ่อเอ็งเขาตั้งใจตีให้เอ็งไว้ใช้ออกศึก ข้าก็ทำพิธีปลุกเสกให้แล้ว ให้ชื่อมันว่าดาบแสนศึกพ่ายเอ็งจงใช้มันฉลองคุณบ้านเมืองสืบไปเถิด”

“ดาบแสนศึกพ่าย ชื่อเป็นมงคลนักขอรับหลวงพ่อ” เสมารับดาบขึ้นมาจบ

มั่นส่งยิ้มบางๆ เอ่ยกับลูกชาย “ข้าไม่มีวิชาความรู้ แลสมบัติพัสถานกระไรจะให้เอ็ง มีแต่ดาบคู่นี้เท่านั้น หวังว่ามันจะช่วยคุ้มครองเอ็งให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง เสมาเอ๋ย”

“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อ แต่ถึงไม่มีดาบ พรของพ่อก็เป็นมงคลกับเสมา มากกว่าสิ่งใดแล้ว” เสมาก้มลงกราบพ่อ

มั่นและพระครูขุน ยิ้มด้วยความปลื้มใจที่เสมาอ่อนน้อม รู้จักกตัญญูแล้วพลันชะงักเพราะชาวบ้านวิ่งมาบอกว่า พวกนักเลงดีจากบ้านเหนือกับบ้านใต้กำลังตีกันในวัด ขอให้หลวงตาออกไปห้าม

เสมาถือดาบแสนศึกพ่าย ออกไปจัดการกับพวกนักเลง พระครูขุนกับมั่นรีบตามออกไป เห็นเสมาไล่พวกนักเลงไปได้ด้วยฝีมือ และดาบนั้นก็คมกริบเป็นยอดอาวุธคุณภาพดีก็นึกภูมิใจ

เสมาเดินถือดาบคู่แสนศึกพ่ายเดินมาหามั่นชวนกลับบ้านพร้อมกัน มั่นถือโอกาสเตือนลูกชายเรื่องเรไรเพราะไม่อยากเห็นลูกเนรคุณขุนรามเดชะ เสมาตกใจมากที่พ่อรู้เรื่องนี้ เขารีบกลับไปถามแม่ว่าพ่อรู้เรื่องเรไรได้อย่างไร

“ข้านี่ล่ะโว้ยที่ฟ้องพ่อเอ็ง คนเรากินบนเรือนอย่าขี้รดบนหลังคา ออกขุนท่านเมตตาเอ็งให้เป็นครูฝึก ควรรึที่เอ็งจะคิดชั่วกับลูกท่าน” บุญเรือนยืนด่าเสมาอยู่บนเรือนมีจำเรียงคอยเป็นลูกคู่เพราะเชื่อคำยุยงของขัน

เสมาไม่พอใจสวนกลับน้องเรื่องขันเพราะรู้ดีว่า

ที่ขันมาชอบจำเรียงก็เพราะคิดจะล้างแค้นตน

“แม่ พี่เสมาเอาใหญ่แล้ว ตัวเองผิดก็ไม่ยอมรับผิด แล้วยังพาลว่าร้ายฉันกับหัวหมู่อีก” จำเรียงฟ้อง เป็นเหตุให้เสมาโดนบุญเรือนตะเพิดออกไป

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน   เรไรเดินเข้ามาในตำหนัก เห็นบัวเผื่อนและนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังสุมหัวนินทากัน แล้วลอบมองมาที่เธอก็นึกแปลกใจจึงเข้าไปถามบัวเผื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น บัวเผื่อนส่งยิ้มเย้ยเอ่ยเป็นนัยๆ

ว่า เรไรกำลังจะทิ้งวังไปเป็นแม่ค้าขายเหล็กที่ตลาดเพราะมีใจให้ช่างตีเหล็กชื่อเสมา

เรไรตกใจมาก ไม่คิดว่าจะถูกนินทาขนาดนี้ เธอไปปรึกษาดวงแขและขู่ว่าจะฟ้องเสด็จให้เอาเรื่องคนที่ปล่อยข่าว ดวงแขหน้าเสีย เพราะรู้ดีแก่ใจว่าคนให้ข่าวก็คือขัน เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเร่งให้เรไรรีบกลับบ้านอ้างว่าหากโพล้เพล้แล้วจะเดินทางลำบาก เรไรถอนใจ ฝากให้ดวงแขช่วยหาตัวปล่อยข่าว แล้วลงเรือที่มารอรับ ดวงแขมองตามหมายมั่นจะกลับไปจัดการกับพี่ชายตัวดี

ในตอนเย็น ขณะเสมาคุมทหารฝึกซ้อมอาวุธ หันมาเห็นพิณกับทาสอีกลุ่มลงไปรอรับเรไรที่ท่าน้ำก็รีบตามหวังจะได้พูดจาให้หายคิดถึง แต่กลับถูกสาวเจ้าทิ้งค้อนใส่ แล้วเดินหนีขึ้นเรือนไป เสมายืนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ร้อนถึงสมบุญต้องช่วยไปสืบข่าวจากพิณ จึงได้รู้ว่าต้นเหตุแห่งความหมางเมินในครั้งนี้คือข่าวลือจากในวัง เสมาเป็นห่วงเรไรมาก ไม่อยากให้เธอมัวหมองเพราะเขา สมบุญแนะนำว่า ทางที่ดีเสมาไม่ควรพบหน้าแม่หญิงเรไรอีก เพราะหากเรื่องรู้ถึงหูท่านขุน เสมาก็คงถูกลงโทษอีก และบางทีแม่หญิงเรไรก็อาจต้องรับโทษทัณฑ์ไปด้วย

เสมาคิดหนักด้วยห่วงเรไร ค่ำวันนั้นจึงแอบย่องเข้าไปในห้องแม่หญิง นำดอกจำปีไปวางบนหมอน ครั้นเจ้าของหมอนเห็นเข้าก็เข้าใจความหมาย

ooooooo

อรุณรุ่งวันใหม่ เรไรเข้ามาเก็บดอกมะลิในสวน ตั้งใจจะร้อยมาลัยถวายพระ เสมาแอบมาคุยด้วยเพราะอยากจะขอขมาที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องมัวหมอง

“ไม่ต้องขอขมาดอก แค่อยู่ห่างฉันไว้ จะได้ไม่ต้องมีใครนินทาให้เสื่อมเสียอีก ฉันก็พอใจแล้ว” เรไรตอบห้วนๆ เสมาน้อยใจตัดพ้อว่าตนเกิดมาเป็นช่างตีเหล็กต่ำต้อย แค่คิดก็ทำให้แม่หญิงเสื่อมเสียแล้ว และหากเลือกเกิดได้ก็อยากเกิดในตระกูลสูง จะได้เป็นหน้าเป็นตาแก่แม่หญิง

เรไรหน้าเสีย รู้สึกว่าทำเกินไป จึงรีบออกตัว

“ไม่มีผู้ใดเลือกเกิดได้ดอกเสมา แต่หากมีสติปัญญาแลความเพียร ก็จะสร้างศักดิ์ฐานะแก่ตนเองได้ไม่ใช่รึ จะกลัวไปไยว่าสู้ผู้อื่นไม่ได้”

เสมาดีใจมาก รู้ว่าเรไรให้โอกาสแล้วจึงรีบรับปาก “คำสอนของแม่หญิง อ้ายเสมาจะจำไว้ขึ้นใจ หากไม่ตาย เสียก่อน ศักดิ์ฐานะใดที่เสมาได้มี ก็จะเอามากองต่อหน้าแม่หญิงให้จงได้”

“ฉันไม่อยากได้ของของใคร พ่อเสมาจะกระทำสิ่งใดก็ทำเพื่อตัวเองเถิด ไม่ต้องเผื่อแผ่ถึงฉันดอก” เรไรจะเดินหนี

“ประเดี๋ยวแม่หญิง เสมามีเรื่องจะขอแม่หญิงสักข้อ อีกไม่นาน เสมาจะไปศึก งานกระทงโคมไฟปีนี้ แม่หญิง เมตตาลอยกระทงของแม่หญิงมาให้เสมาเก็บไว้เป็นมงคลสักหน่อยเถิด” เสมาส่งสายตาออดอ้อน

“กระทงโคมไฟมีมากมายนัก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระทงของฉัน”

“ทุกปี บรรดาชาววังมักลอยกระทงโคมไฟที่หน้าวัดพุทไธสวรรย์ เสมาจะดักรออยู่ที่นั่น ส่วนข้อที่จะแยกแยะว่ากระทงใดเป็นของแม่หญิงได้นั้น ขอปัญญาแม่หญิงช่วยเสมาสักครั้งเถิด” เสมามองเรไรพร้อมยิ้มให้ อย่างมีความหวัง

“พูดเอาแต่ได้” เรไรค้อนใส่แล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

ก่อนคืนลอยกระทงโคมไฟ ดวงแขกลับมาบอก กับพี่ชายว่า เรไรจะตามขบวนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอไปลอยกระทงโคมไฟ  นางจะใส่สไบสีแดง พลางนัด แนะให้ขันจับตาดูไว้ ถ้าอยากลอยกระทงโคมไฟคู่กัน

ขันกระหยิ่มยิ้มย่องหมายมั่นจะลอยกระทงกับเรไรให้ได้ ดวงแขนึกขึ้นได้ ติงพี่ชายเรื่องพูดให้ร้ายเรไรจน ถูกนินทาไปทั่ววัง ขันรีบเอาใจรับปากว่าจะไม่ทำอีกแล้ว

บ่ายวันต่อมา เรไรบรรจงจัดแต่งกระทงเป็นรูปปราสาทราชวังสวยงาม โดยใช้ดอกจำปีร้อยต่อกันทำใบ เสมาของปราสาท เพื่อบอกใบ้ให้เสมารู้ บัวเผื่อนผ่านมาเห็นก็ร้องทักตามประสาคนปากมาก  เรไรนึกระแวงกลัวบัวเผื่อนจะจับได้เรื่องเสมา จึงออกตัวว่าจะไปอาบน้ำอาบท่าให้คลายร้อนเสียหน่อย แล้วถือกระทงเดินเลี่ยงไปทันที
บัวเผื่อนมองตาม สงสัยว่าเรไรมีอะไรปิดบังตนอยู่

ในตอนคํ่า เสมาแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เดินลงจากเรือนของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อจะไปรอเก็บกระทงของเรไร แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเอื้อยแตงและสมบุญยืนถือกระทงรออยู่หน้าเรือนคนละมุม เพราะทั้งสองตั้งใจมาชวนเสมาไปลอยกระทงด้วยกัน แต่ทั้งสองยืนเขม่นกันเอง โต้เถียงกันอยู่ จนเสมาเห็นเข้าก็นึกรำคาญ เดินหนีออกไป

ooooooo

ริมแม่นํ้ามีการเล่นสักวา เพลงยาวของหนุ่มสาว ท่ามกลางผู้คนคับคั่ง ดวงแขในชุดสไบสีชมพู เดินตรวจงานอยู่รอบๆ เธอได้พบกับเสมาที่แอบหนีเอื้อย-แตงกับสมบุญมาที่ริมนํ้า

ดวงแขดีใจที่ได้พบกับเสมาอีก แต่จำต้องเก็บอาการไว้เพราะเป็นหญิง แค่คุยกันได้ไม่กี่คำ ก็ได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกฤกษ์การลอยกระทง ดวงแขจึงขอตัว

เสมาเอ่ยถามดวงแขว่า ขบวนใดเป็นของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ดวงแขชะงักไปนิดก่อนตอบว่า นางข้าหลวงในขบวนจะใส่สไบสีแดง แล้วดักคอว่า “พ่อถามเช่นนี้ จะดักเจอใครรึ”

“เปล่า เปล่าดอกจ้ะ เอ่อ แม่หญิงจะไปที่ท่านํ้าใช่หรือไม่ ให้ฉันไปด้วยคนนะ” เสมาส่งยิ้มเขินๆ ดวงแขหน้าเคืองๆเล็กน้อยแต่ก็ไม่ว่าอะไร เดินนำเสมาออกไป

ครั้นมาถึงท่านํ้า จำเรียงยืนคุยอยู่กับเพื่อนเห็นพี่ชายเดินมากับดวงแขก็ปรี่เข้ามาโวยวาย คิดว่าเสมาจะก่อเรื่องอีก เพราะดวงแขเป็นน้องของขัน เสมาอึ้งไปนิดแล้วส่งยิ้มบางๆ ก่อนบอกกับดวงแข “ที่แท้เป็นเช่นนี้ แม่หญิงวางใจเถิด อ้ายเสมาผิดใจกับหมู่ขันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากพาลพาโลมาที่แม่หญิงแล้ว ก็หาใช่วิสัยชายชาติทหารไม่...ขอบคุณนํ้าใจที่ให้ข้าร่วมทางมา” เสมาก้มหน้าเดินเลี่ยงไป

จำเรียงค้อนตามพี่ชายไปเล็กน้อย ส่วนดวงแขแอบชะเง้อมองตาม นึกชื่นชมในความเป็นลูกผู้ชายของทหารใหม่

ooooooo

เรไรถือกระทงมากับบัวเผื่อนและนางข้าหลวงคนอื่นๆ ขันเดินถือกระทงของตนเข้ามาหาเรไร แต่ผัวเผื่อนหันไปเห็นเสียก่อนจึงเอ่ยแซวแล้วเอ่ยชวนขันมาลอยกระทงด้วย หวังเปิดทางให้ ขันยิ้มรับแล้วเข้าไปเปรยกับเรไรว่าไม่รู้กระทงของตนจะมีโอกาสได้ลอยคู่กับกระทงของเรไรหรือไม่

“ได้สิจ๊ะหัวหมู่ ถ้าหัวหมู่ขึ้นเรือมากับพวกฉันได้ เราก็คงได้ลอยกระทงร่วมกัน” เรไรตอบยิ้มๆ

“เรือของฝ่ายใน ฉันจะขึ้นได้อย่างไรกัน ได้โดนตัดหัวตามกฎปะไร แม่หญิงลอยกระทงโคมไฟกับฉันที่นี่ไม่ได้รึ” ขันอ้อนวอน แต่เรไรยืนกรานจะไปลอยกระทงที่กลางแม่นํ้า

ขันนึกฉุนแล้วเหลือบไปเห็นใบเสมาบนกระทงของเรไรก็พอรู้ว่าเธอต้องการสื่อถึงใครจึงต่อว่า “เสียที เป็นบุตรขุนนํ้าขุนนาง กลับใฝ่ใจด้วยอ้ายช่างเหล็กสกุลตํ่า ช่างไม่รักศักดิ์ศรีเสียบ้างเลย อยากให้ออกขุนรามเดชะมาเห็นนัก”

“หัวหมู่ก็ไปบอกพ่อฉันเถิด ฉันหากลัวไม่ ฉันไม่ได้ทำเรื่องบัดสี เรื่องจะกลัวคำเท็จเป็นไม่มี หรือจะยันกันต่อหน้านายของหัวหมู่ก็ได้ จะได้รู้กันไปว่าชายชาติทหาร พอเกี้ยวพาราสีผู้หญิงไม่ได้แล้ว เป็นเยี่ยงไร” เรไรจ้องหน้าขันแล้วสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป

ขันขบกรามแน่นก่อนคำรามชื่อเสมาออกมาด้วยความเจ็บใจสุดๆ

ooooooo

ท่านํ้าวัดพุทไธสวรรย์ กระทงนับพันใบลอยมาเป็นสาย แสงไฟระยิบระยับดูสวยงามจับใจ เสมายืนชะเง้อมองหาเรไร ครั้นเรือลำใหญ่พายเข้ามา เห็นเหล่านางในล้วนห่มสไบสีแดง เสมาเพ่งมองเห็นเรไรไม่ถนัดนัก จึงตั้งจิตอธิษฐาน

“แม่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์จงเป็นพยาน หาก

ข้าพระเจ้าอ้ายเสมา มีวาสนาได้เป็นขุนศึกขุนพล คู่ควรกับแม่หญิงเรไรแล้วไซร้ ขอให้ข้าพระเจ้าเก็บกระทงโคมไฟของแม่หญิงได้ด้วยเถิด”

ส่วนเรไรที่อยู่บนเรือ เธอมองหาเสมาที่บนฝั่งแต่ก็มองไม่เห็นเช่นกัน บัวเผื่อนเฝ้าจับตามองแล้วเอ่ยถามเรไรว่ามองหาใคร เรไรปั้นยิ้มกลบเกลื่อน บัวเผื่อน เร่งให้ลอยกระทงโคมไฟก่อนจะเลยฤกษ์

เรไรแอบหยิบหมากพลู ยาสูบ ออกจากชายพก ใส่ลงในกระทงของตน แล้วจบหัวอธิษฐานก่อนจะลอยกระทงลงแม่นํ้า พลางเฝ้าสังเกตแสงไฟจากธูปเทียนบนกระทง ว่าจะลอยไปถึงฝั่งให้เสมาเก็บได้หรือไม่หนอ

เสมายืนรออยู่ เห็นดอกจำปีที่ทำเป็นใบเสมาบนกระทงก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร เขาก้มลงเก็บแล้วหยิบหมากพลูและยาสูบที่เรไรใส่ไว้ขึ้นแนบอก ชูกระทงขึ้นจบเหนือหัวเพื่ออธิษฐานร่วมกับเรไร แล้วลอยกระทงไป

เสมาลุกขึ้นยืนมองเรไร แม้จะมองเห็นหน้ากันไม่ชัด แต่ทั้งคู่ก็รับรู้ความรู้สึกของกันและกันเป็นอย่างดี

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ฟิล์ม-เอสเธอร์" พระนางคู่กัด ใน "พายุทราย" เจอหน้าเป็นตบ เอะอะเป็นจูบ

"ฟิล์ม-เอสเธอร์" พระนางคู่กัด ใน "พายุทราย" เจอหน้าเป็นตบ เอะอะเป็นจูบ
9 พ.ค. 2564

03:40 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 11:20 น.