กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มิถิลาเลิกคุยกะทันหัน พระนางสิริวารตีเรียกมิถิลาเสียงดังบอกว่าอย่าเพิ่งเลิก อสุนีเดินผ่านมาได้ยินพระนางเรียกชื่อมิถิลา เอะใจเดินเข้าไป พระนางถามอย่างระแวงว่ามานานแล้วหรือ

อสุนีบอกว่าตนมาดูแลความเรียบร้อย แทนท่านพ่อ บอกว่าตนคิดถึงมิถิลาเพราะไม่ได้เจอกันหลายวันแล้ว ถามว่ามิถิลาตามเสด็จพระนางมาที่นี่หรือ ตนได้ยินพระกระแสรับสั่งเรียกมิถิลา

“เปล่านี่ มิถิลาก็ช่วยพระนมทำงานอยู่ที่ฝ่ายใน ข้าไม่ได้เรียก เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” อสุนียืนยันว่าตนได้ยินจริงๆ พระนางทำเสียงเข้มนิดๆว่า “เจ้าจับผิดข้างั้นหรือบุตรจอมพลราชิด เอาสิ ถ้าไม่เชื่อก็เข้าไปดู ข้าคงซ่อนน้องสาวเจ้าไว้ที่ไหนกระมัง”

อยู่ๆนายพลจัตุรัสก็เข้ามาถามว่า อสุนีมาทำอะไรให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือ อสุนีบอกว่าพระนางรับสั่งให้ตนมาทำความสะอาดห้องทรงงาน พระนางจึงกำหนดให้อสุนีมาเช็ดโต๊ะจัดของบนชั้นเสียเลย พระนางมองจัตุรัสอย่างท้าทาย ฝ่ายนั้นเลยได้แต่ก้มหน้าอย่างระวังตัว

ooooooo

ฝ่าย ราชิด พยายามที่จะให้ศิขรนโรดมเดินทางตามกำหนดการ มิถิลาพยายามถ่วงเวลา แต่สิขรนโรดมกลับบอกว่าตนไหว ราชิดจึงสั่งโกศินให้รีบดำเนินการเลย

บราลี ทำอาหารจีนมาให้จ้าวซันกิน เขาถามทึ่งว่าทำอาหารจีนเก่งขนาดนี้เชียวหรือ หลังจากกินอาหารแล้วบราลีเอายาให้กิน จ้าวซันยิ้มอ่อนโยนบอกว่าเธอทำให้ตนอยากจะป่วยไม่หาย ถ้าแลกกับเธอทำตัวน่ารักแบบนี้ตนยอมเจ็บแค่ไหนก็ได้

“แหม...ฉันไม่ใช่เป็นคนร้ายกาจน่าเกลียดอะไรมากขนาดนั้นนะคะ คุณสบายดี ปกติฉันก็ทำตัวดีๆกับ
คุณได้เหมือนกัน” จ้าวซันขอให้สัญญา เธอถามว่าสัญญาอะไร แต่วางมือตัวเองบนมือเขาที่ยื่นมา จ้าวซันพูดเป็นการเป็นงานว่า

“ผมหายป่วยคราวนี้ คุณต้องเชื่อฟังผม ผมบอกอะไรคุณก็ต้องทำตามทุกอย่าง ห้ามมีเงื่อนไข ห้ามบิดพลิ้ว ห้ามขี้โกง ห้ามปฏิเสธ”

“ไม่เห็นจะยุติธรรมเลย คุณเล่นร่างสัญญาแบบนี้ คู่สัญญาเสียเปรียบตาย” บราลีทำกระเง้ากระงอดแล้วหัวเราะขำๆกัน

แต่นอกห้อง บรรยากาศกำลังตึงเครียดเมื่อเหม่ยอิง จะเข้าห้องจ้าวซัน อากงไม่ให้เข้าบอกว่าคุณชายกำลังพักผ่อน เหม่ยอิงดันทุรังเข้าไปจนได้ เข้ามาเห็นจ้าวซันกับบราลีกำลังหัวเราะกัน ก็หันไปด่าอากง

“อากง ไอ้แก่จอมลวงโลก นี่หรือพักผ่อน!”

“เหม่ยอิง พี่ก็พักผ่อนอยู่จริงๆทำไมต้องดุผู้ใหญ่แบบนั้น”

เหม่ยอิงหันมาเล่นงานบราลีทันที หาว่าเวลาที่พี่ใหญ่ป่วยหนักก็ไม่เคยมาดูแล ตนต้องค้างคืนดูแลอยู่คนเดียว แต่พอพี่ใหญ่ได้สติ กลับมาบ้าน ก็รีบมาเอาหน้าแต่วัน ฉลาดจริงๆ

บราลีอึ้งอยากเถียงแต่ตัดสินใจเงียบ หันไปบอกจ้าวซันว่าตนกลับก่อนดีกว่าพลางเก็บหม้อลุกขึ้น

“ขอบใจนะบรี...แล้วผมโทร.หา”

“ฉันโทร.มาก็ได้ค่ะ ไม่เป็นไร ไปก่อนนะคะ คุณเหม่ยอิง” พูดแล้วรีบออกไปก่อนจะโดนด่าอีก

เหม่ยอิงจิกตามองตามแล้วหันมองจ้าวซัน สะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างแค้นใจ แต่ยังยืนคุมเชิงอยู่ตรงนั้น

ooooooo

บราลีออกมาเจอผิงอัน พอดีคุณนายสี่มาบอกว่าจ้าวไทไทหรือแม่ใหญ่ให้พาบราลีไปพบ ผิงอันกระซิบถามแม่ว่าใครไปบอกแม่ใหญ่ว่าบราลีมา

“เปล่าเลย แม่กำลังนวดท่านอยู่ดีๆ ท่านก็พูดขึ้นมาเองว่าให้ไปตามผู้หญิงที่จ้าวซันรักคนนั้นมาพบท่านหน่อย”

“ว้าย...ขนลุก” ผิงอันตื่นเต้นมาก รีบพาบราลีขึ้นไปทันที

เมื่อเข้าไปในห้อง แม่ใหญ่บอกซายหมุยให้มาช่วยประคองนั่ง เพ่งมองบราลีแล้วชี้ตรงหน้า

“เจ้า หญิงแสนสวย เข้ามาตรงนี้...” บราลีเข้าไป คุกเข่าใกล้ๆ แม่ใหญ่บอกซายหมุยให้ช่วยพาไปใกล้ๆ เจ้าหญิงแล้วยกมือขึ้นวางบนหัวบราลี “อย่ากลัว...เจ้าหญิง จะไม่มีใคร หรืออะไรมาทำอันตรายเจ้าหญิงได้ เจ้าหญิงเป็นผู้มีบุญบารมี ศัตรูหมู่พาลจะพ่ายแพ้ไปเอง”

ผิงอันแปลให้ฟัง บราลีก้มหน้าขนลุกซู่ เอ่ยอย่างตีบตื้นในลำคอ “ขอบ...ขอบพระคุณค่ะ”

“เจ้าหญิงต้องประทับเคียงข้างองค์ชายเสมอ องค์ชายจะปลอดภัย เมื่อมีเจ้าหญิงอยู่ด้วย”

ผิงอันพึมพำกับตัวเองว่าแปลกจัง แล้วองค์ชายไหนอีกล่ะ แม่ใหญ่ก็ยังพูดต่อว่า...

“ต่อไป คนตระกูลจ้าวจะไม่เหลือใคร ขอให้เจ้าหญิงกับองค์ชาย ช่วยดูแลซายหมุยด้วย”

ผิงอันอุทานว่าน่ากลัวจัง แม่สี่ถามว่าทำไมแม่ใหญ่พูดแบบนี้ ส่วนบราลีฟังไม่ออกถามว่าอะไรหรือ ผิงอันจึงเล่าให้ฟังแล้วบอกว่าสงสัยท่านจะเพ้อไปแล้ว บราลีช้อนตามองจ้าวไทไท ท่านมองตอบด้วยดวงตากระจ่างแจ่มจ้าไม่มีเค้าว่าป่วยหรือเพ้อเลย...

เมื่อมานั่งกินข้าวกันที่ห้องครัว บราลีพูดอย่างเกรงใจว่า ตนกลับบ้านดีกว่าเพราะเป็นคนนอก เดี๋ยวจะทำให้ทางนี้หมางใจกันเปล่าๆ

“คุณไม่ใช่คนนอก จ้าวไทไทฝากพวกเราไว้กับคุณ” แม่สี่พูดจริงจัง ทั้งยังบอกว่า “จ้าวไทไทไม่ใช่คนธรรมดา” ผิงอันเข้าไปกระซิบกับบราลีว่า ใครๆก็รู้ว่าแม่ใหญ่เป็นแม่มด ทำเอาบราลีตกใจตาโต

ผิงอันกับแม่สี่ยังพูดอย่างวิตกกังวลว่า แม่ใหญ่บอกว่าตระกูลจ้าวจะไม่เหลือใคร พูดชัดๆจะจะเมื่อกี้นี้เอง!

“ถ้าแม่ใหญ่พูดอะไร มันจะต้องเป็นความจริงทุกๆ อย่าง อาม่าเห็นมามากแล้ว ฮือๆๆน่ากลัว...น่ากลัวเหลือเกิน จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้หรือคะ...อาม่ากลัว...”

ทุกคนอึ้ง บราลีที่เพิ่งรับรู้ถึงกับซีดสนิท

ooooooo

อากงปล่อยให้เหม่ยอิงอยู่กับจ้าวซันจนเห็นสมควรแก่เวลา จึงเข้าไปเชิญเธอไปพักผ่อน ตนจะดูแลคุณชายเอง

พอเหม่ยอิงเดินหน้าง้ำออกไป อากงจึงบอกจ้าวซันว่า รถของซื่อฉวนถูกปล้นเมื่อคืน คนขับรถชื่อเจิ้นจงหายตัวไป จ้าวซันหน้าเครียด บอกว่าถ้าส่งของไม่ทันคราวนี้เราเสียหายหนักแน่ อากงถามว่า “คุณชายคิดว่าเป็นฝีมือใคร” แล้วหันมองหน้าเต๋อเป่าแบบคิดเหมือนกัน แล้วบอกว่า “อากงว่าคงไม่ใช่คนอื่นคนไกลแน่ๆ”

ครู่เดียวมือถือของจ้าวซันดังขึ้น เป็นสายจากผู้กองเหลียงแจ้งว่าพบศพที่ต้องสงสัยแล้ว อากงเอาเสื้อแจ็กเกตให้จ้าวซันรับแล้วรีบออกไปกันทันที

เมื่อไปถึงป่าละเมาะที่พบศพ อเล็กซ์แจ้งว่าคนร้ายทำลายหน้าศพเละจนจำไม่ได้ ทั้งยังไม่มีหลักฐานติดตัวด้วย แต่พอเต๋อเป่าเข้าไปดู ก็ยืนยันว่าเป็นศพของเจิ้นจง อาหลี่ยืนยันอีกคน แล้วเต๋อเป่าก็โพล่งออกมาว่า

“ผมรู้ว่าจะหาเบาะแสได้ที่ไหน...ตามผมมา”

เต๋อเป่านำจ้าวซันกับอาหลี่ไปที่โรงน้ำชาในตรอกแออัดเต็มไปด้วยขี้เมาและขี้ยา ทุกคนมองมาที่ทั้งสามเป็นตาเดียว

ระหว่างนั้นมีหัวขโมยย่องมากรีดกระเป๋าจ้าวซัน เขารู้ตัวแต่ไม่เอาเรื่องก็ยังถูกหัวขโมยคนนั้นมองอย่าง อาฆาต

เต๋อเป่าเล่าระหว่างเดินเข้าไปว่า เจิ้นจงมีพี่น้องร่วมสาบานชื่อเสี่ยวจู ทั้งคู่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว เสี่ยวจูเป็นคนคุมคิวรถบรรทุกของสื้อฉวน แต่พอทั้งสามไปถึงบ้านเสี่ยวจู ปรากฏว่าเขาถูกฆ่าตายไปแล้ว!

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนบอกกันว่า “หมาต๋า... หมาต๋า หมาต๋ามาโว้ย...” แล้วผู้คนก็วิ่งหนีกันอลหม่าน ทันใดนั้น หัวขโมยที่ถูกจ้าวซันจับได้ก็วิ่งมาชี้ตัวจ้าวซัน บอกผู้กองเหลียงที่นำตำรวจมาว่า ตนเห็นคนนี้ฆ่าเสี่ยวจู

แต่ตำรวจก็เอาผิดจ้าวซันไม่ได้เพราะเขาไปถึงที่นั่นหลังจากเสี่ยวจูถูกฆ่าแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่ทำให้ต้องพัวพันจนได้ เมื่ออเล็กซ์เชื่อว่าคนที่ฆ่าเสี่ยวจูคือคนที่ปล้นรถบริษัทสื้อฉวนและปักใจเชื่อว่าจ้าวซันปล้นบริษัทตัวเอง อเล็กซ์ถามดักคอว่าแล้วทำไมเสี่ยวจูต้องมาตายด้วย

จ้าวซันคาดว่าเสี่ยวจูอาจจะขายตารางเวลารถ ให้ใคร จนคนมาดักได้ตรงตามเวลาที่จุดนั้น อเล็กซ์ยิ้มเย้ยพูดเยาะว่า

“คุณชายดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างก่อนตำรวจ 1 ก้าวเสมอ แต่ทำไม...คนระดับคุณชายถึงพลาดให้รถขนของของบริษัทสื้อฉวนโดนปล้นได้” แล้วอเล็กซ์ก็ขู่ว่าถ้าตนมีพยานหลักฐานครบเมื่อไรเขาจมธรณีแน่!

ooooooo

จ้าวซันกลับไปที่โรงงานสื้อฉวนในตอนดึก เขาพูดผ่านเสียงตามสาย เรียกพนักงานไปรวมตัวกันข้างล่าง

จ้าวซันแจ้งถึงสถานการณ์ของบริษัทที่ถูกปล้นของลอตที่จะส่งไปออสเตรเลีย ถ้าเราทำส่งไม่ทัน ชื่อเสียงบริษัทจะเสียหายมาก เขาปลุกระดมทุกคนให้ช่วยกันกู้สถานการณ์นี้ คนงานทุกคนพร้อมใจสู้

เพื่อให้ของไปถึงตามกำหนดจ้าวซันยอมส่งของทางเครื่องบิน

การปลุกระดมและตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของ จ้าวซัน ได้รับเสียงตอบรับอย่างเข้มแข็งจากพนักงาน

เหม่ยอิงเข้ามาที่โรงงาน แสดงความเห็นใจจ้าวซันที่ยังไม่หายป่วยดีก็ต้องมาเจอกับเรื่องร้ายแรงนี้ อาสาจะช่วยเขาโดยขึ้นไปประกาศที่เสียงตามสายว่าตนจัดโจ๊กมาให้ทุกคนกินกัน แล้วเรียกทุกคนไปกิน เลยได้ใจจากคนงานไปมากมาย

คืนเดียวกัน เมื่อบราลีกลับถึงบ้านหลินจื้อเหม่ย ปรากฏว่ามีขโมยขึ้นบ้าน แต่น่าแปลกที่ขโมยรายนี้ไม่เอาของอะไรไปเลยนอกจากรื้อค้นข้าวของกระจุย กระจายเหมือนค้นหาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวบราลีโดยเฉพาะ

เมื่อจ้าวซันรู้ข่าวก็รีบมาทันที ถามหลินจื้อเหม่ยว่ามันเข้ามาทางไหน เธอบอกว่าเข้ามาทางดาดฟ้าเพราะประตูโดนงัด

“เขามาได้ยังไง เขาป่วย แต่เธอก็ไปจิกเขามางั้นเหรอ” บราลีถามหลินจื้อเหม่ยอย่างตำหนิ

“เขาให้ฉันรายงานเขาทุกอย่างนี่ บรี...เรื่องสำคัญแบบนี้ ไม่บอกไม่ได้”

เมื่อจ้าวซันขึ้นไปดูร่องรอยบนดาดฟ้าแล้ว เขาบอกบราลีว่าเธอไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว เพราะนอกจากผู้กองเหลียงแล้ว สงสัยจะมีผู้ร้ายคอยตามเธอด้วย บราลีถามว่าทำไมต้องตามตน

“อาจจะเป็นความผิดของผมก็ได้ ตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวผมมันผิดพลาดไปหมด คุณเกือบตายเพราะนั่งรถไปกับผมแล้วมันจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก”

จ้าวซันยังไม่ให้หลินจื้อเหม่ยแจ้งตำรวจ เพราะรู้สึกว่าตำรวจจะมายุ่งกับตนมากไปแล้ว บอกว่าคงต้องให้ใครมารับบราลีกลับเมืองไทยเสียแล้ว บราลีถามว่าพ่อตนหรือเพราะพ่อทำงานกับเขาอยู่แต่ทำไมตนติดต่อพ่อไม่ได้ จ้าวซันพึมพำว่าแผนทุกอย่างคงจะต้องเปลี่ยน บราลีถามว่าแผนอะไร “แผน...งาน...รับเสด็จ...ผม...ผม...”

ทันใดนั้น จ้าวซันเกิดอาการเซจะล้ม ดีแต่หลินจื้อ–เหม่ยกับบราลีรับไว้ทัน

ooooooo

หลินจื้อเหม่ยกับบราลีช่วยกันประคองจ้าวซันลงมาชั้นล่าง บราลีเสนอให้เรียกรถพยาบาล จ้าวซันที่อ่อนเพลียมากพยายามห้าม

“อย่า...ไม่...อย่าเรียกรถพยาบาล อย่าบอกใคร ทั้งนั้น”

หลินจื้อเหม่ยบอกบราลีช่วยกันประคองจ้าวซันไปที่โซฟา ให้เขานอนลง บราลีนั่งที่โซฟา หลินจื้อเหม่ยจึงประคองจ้าวซันให้นอนหนุนตัก บราลีจะไปหาหมอน มาให้ จ้าวซันรั้งไว้บอกว่าไม่เป็นไรตนไหว ทำท่าจะลุก ถูกหลินจื้อเหม่ยกดลงไปอีก สั่งดุๆ ให้นอนลงก่อน แล้วตัวเองก็รีบไปหาน้ำดื่มมาให้

“อื้อ...จื้อเหม่ยนี่รอบคอบดีจริงๆ ถ้าให้นอนอย่างนี้ ผมก็ไม่ลุกไปไหนแล้วล่ะ” พูดแล้วทำท่านอนสบาย

บราลีทำเสียงดุว่ายังจะมาทำตลกอีก ตำหนิว่ายังไม่หายดีไม่ควรออกจากโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ถามว่ามียาอะไรติดตัวมาบ้างหรือเปล่า จ้าวซันกุมมือบราลีทำหน้าตายบอกว่า

“ไม่มี...แต่ผมมียาใจแล้ว”

“ทำบ๊องไปได้” บราลีอยากจะทุบสักอั้กแต่ทำไม่ได้

“อย่าทิ้งผมไปอีกนะบรี เป็นเทพประจำตัวผม ช่วยพิทักษ์ปกป้องผมด้วย”

บราลีอึ้ง ขนลุก คิดถึงคำพูดของจ้าวไทไททันที ก้มมองหน้าจ้าวซันที่หลับตาลงอย่างอุ่นใจ มือยังกุมมือเธอไม่ปล่อย ส่วนหลินจื้อเหม่ยที่ทำทีเข้าครัว แอบโผล่มาดูเห็นภาพนั้นแล้วกลั้นหัวเราะคิกคัก รีบหลบเข้าครัว

บราลีปล่อยให้จ้าวซันนอนหนุนตักกุมมือไว้อย่างนั้น ด้วยความเต็มใจ...

ooooooo

เหม่ยอิงยังดำเนินแผนของตนต่อเนื่องอย่างลับๆ วันนี้ เธอนัดเกาเฟยไปพบที่หน้าผาริมทะเล เอาตัวอย่างผ้าให้ดูสั่งให้กว้านซื้อมาอย่างละ 5 พับ ห้ามผิดเพี้ยนจากตัวอย่างแม้แต่นิดเดียว

สั่งให้ซื้อผ้าแล้ว เหม่ยอิงถามว่าฉินเจียงได้เงินค่าอาวุธหรือยัง เกาเฟยบอกว่างวดแรกน่าจะโอนเข้า วันนี้ ส่วนงวดสุดท้ายน่าจะเป็นวันที่องค์ชายเสด็จกลับ

“และมันก็จะเป็นวันสุดท้ายของไท้เผ่งด้วยเหมือนกัน หึๆ! เสี้ยมให้เขาสองคนสู้กันเอง เราแค่นอนรอรับผลประโยชน์อย่างเดียว” เหม่ยอิงหัวเราะในลำคอจิกตาเหี้ยมจนเกาเฟยนึกขยาด

ระหว่างเกาเฟยขี่มอเตอร์ไซค์กลับนั่นเอง ถูก เต๋อเป่าติดตาม พอเกาเฟยรู้ตัวจึงเกิดการไล่ล่ากันด้วยมอเตอร์ไซค์ทั้งบนถนน จนลงไปริมหาด เต๋อเป่าพลาดท่าถูกเกาเฟยชักปืนจะยิง เขายอมแลกตายเป็นตายพุ่งเข้าหา ถูกเกาเฟยยิงทันที แต่กระสุนด้าน ครั้นคิดจะหนีรถเกิดสตาร์ตไม่ติดอีก

ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น ทั้งสองมองไปเห็นรถตู้คันหนึ่งมาจอดที่ถนน เกาเฟยจำได้วิ่งไปขึ้นรถ ตะโกนบอกเต๋อเป่าว่า “ฝากไว้ก่อน!” แล้วขึ้นรถหนีไป เต๋อเป่ามองตามงงๆ สงสัยว่าเกาเฟยแอบมาพบใครที่นี่

จ้าวซันยังอยู่ที่บ้านหลินจื้อเหม่ย กำลังคุยกับภูสินทรหรือเมืองเทพอยู่ ระหว่างนั้นเขาได้รับโทรศัพท์จากเทเรซ่า

“เทเรซ่า...มีอะไร...จริงเหรอ...งั้นเหรอ ดี...ตกลงๆๆ” พอวางสายจากเทเรซ่า จ้าวซันบอกภูสินทรว่า “ท่านนายพลราชิดประสานมาว่า พรุ่งนี้ศิขรนโรดมพร้อมที่จะทรงทำทุกกิจกรรมตามหมายกำหนดการเดิมทุกอย่างแล้ว”

“ว่าแล้ว! พวกมันไม่ยอมเสียเวลาที่จะเดินทาง กลับคีรีรัฐเกินกำหนดแน่ๆ”

ทันใดนั้น เต๋อเป่าเข้ามาในสภาพสะบักสะบอม จ้าวซันตกใจถามว่าไปโดนหมาที่ไหนฟัดมา

“ไอ้หมาเกาเฟยตัวเดิมนั่นแหละครับ ตกลงผมก็ยังไม่รู้ว่ามันไปพบใคร ผมได้แต่รอมันอยู่ห่างๆ เพราะตรงนั้นเป็นที่โล่ง ตามมันเข้าไปใกล้กว่านั้นไม่ได้ แต่ผมจะลองหาทางอีกที คุณชายไม่ต้องห่วง คราวหน้าผมจะรู้ให้ได้ว่า เกาเฟยไปพบใครนอกจากไท้เผ่งนายมันแล้ว มันรับใช้ใครอีก”

“เห็นไหม ว่าเราต้องรับศึกหลายทางเหลือเกิน” จ้าวซันหัวเราะสมเพชตัวเอง ภูสินทรกับเต๋อเป่า มองหน้ากันอย่างเป็นห่วงเจ้านาย แต่หลินจื้อเหม่ยกับบราลี ที่แอบดูจากในครัวเห็นจ้าวซันหัวเราะก็ส่ายหน้ากันแบบ ไม่รู้เขาขำอะไร

ฟังจ้าวไทไทวันนั้นแล้ว ผิงอันหวาดหวั่นมาก คืนนี้ก็คอยเหม่ยอิงจนดึก พอเหม่ยอิงกลับมาถามว่าทำไมยังไม่นอน ผิงอันบอกว่าเป็นห่วง ขอร้องพี่สาวอย่าไปไหนคนเดียวและกลับดึกอย่างนี้เพราะตระกูลเรากำลังมีเคราะห์

เหม่ยอิงถามว่าไปฟังใครมา ผิงอันไม่กล้าบอก เหม่ยอิงทำเป็นลูบหัวน้องอย่างเอ็นดู บอกว่าน้องไม่รู้หรอกว่าตนรักแค่ไหน ทุกวันนี้ตนทำเพื่อแม่และน้องให้ได้ลิ้มรสของอำนาจ ไม่ต้องตกเป็นขี้ข้าใครให้เขาจิกหัวใช้อีก ไม่เพียงเท่านั้น เหม่ยอิงยังพูดอย่างอาฆาตว่า

“อีนังแม่ใหญ่น่ะตัวดีเลย มันนั่นแหละต้องโดนดีเป็นคนแรก ถ้าพี่ทำสำเร็จ แม่สี่ของเราจะยิ่งใหญ่ที่สุดในบ้านสี่ฤดู แล้วผิงอันอยากจะได้ไปเรียนประเทศไหนอยากกลับมาแล้วทำอะไรหรือแม้แต่เธอไม่อยากกลับฮ่องกง ไม่อยากทำงานทำการแต่อยากเที่ยวสนุกไปเรื่อยๆรอบโลก เธอก็จะได้ตามต้องการนะน้องนะ” เหม่ยอิงลูบหัวน้อง อย่างเอ็นดู

แต่ผิงอันฟังแล้วถึงกับซีด ยิ่งสังหรณ์ใจกับสิ่งที่จ้าวไทไทพูด

ooooooo

มิถิลาตายใจนึกว่าศิขรนโรดมไม่รู้ว่าตนเป็นใคร แต่หารู้ไม่ว่า ศิขรนโรดมรู้ตั้งแต่วันแรกที่เธอมา ตามเสด็จแล้ว แต่ทำเฉยไว้

เพราะว่าคืนนี้ต้องไปออกงานพบชาวต่างชาติ ศิขรนโรดมจึงไปตัดผม เสร็จแล้ว เดินผ่านหุ่นที่โชว์ชุด ราตรีอยู่ ถามมิถิลาแซวๆว่าเอาชุดนี้ไหมจะซื้อให้

“ฝ่าบาท...กระหม่อมไม่ขำเลยนะ” มิถิลาทั้งโกรธทั้งตกใจ ศิขรนโรดมหัวเราะขำๆถามว่า

“แล้วถ้าเราได้กลับถึงคีรีรัฐอย่างปลอดภัย เจ้าจะทำยังไงมิน องครักษ์มินจะหายตัวไปจากข้า ตราบนิจนิรันดร์หรือ”

จนเมื่อกลับถึงห้องพัก มิถิลาถามอย่างเอาเรื่องว่า ที่รับสั่งเมื่อครู่หมายความว่าอะไร ศิขรนโรดมเดินไปนั่งที่เตียงกอดอกมองมิถิลานิ่ง เอ่ยเรียบๆ แต่ทำเอามิถิลาแทบลมจับว่า

“มิน..องครักษ์มิน คืนสุดท้ายแล้ว เราอย่าเสแสร้ง ต่อกันอีกเลยแม่คุณ... ใครส่งเจ้ามาล่ะมิถิลา จะว่าเป็นบิดา เจ้าก็ไม่น่าจะใช่ แล้วที่เจ้าแสดงออกต่อข้า มันคือความจริงใจ หรือจะหลอกให้ข้าตายใจ เพื่อจะได้ตายสนิท...ในที่สุด”

มิถิลาเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวั่นใจ จนในที่สุดสารภาพว่า พระมารดาของศิขรนโรดมทรงส่งตนมาเอง

“เป็นเจ้าแม่...ที่ส่งเจ้ามา...มิน่าเล่า...” ศิขรนโรดมพึมพำอึ้ง

“ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด หม่อมฉันขอพระราชทาน อภัยโทษที่ล่วงเกินฝ่าบาท ที่หม่อมฉันต้องทำทั้งหมดนี้เพราะพระเทวีไม่สบายพระทัย ฝ่าบาทต้องเสด็จตามลำพังโดยไม่มีพี่อสุนี ทรงฝากให้หม่อมฉันทำหน้าที่แทน”

“เจ้าแม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์”

“ทำให้หม่อมฉันต้องพยายามทำให้ดีที่สุด สมกับที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย...” มิถิลาจับมือศิขรนโรดมเอ่ยสัญญา “หม่อมฉันจะถวายอารักขาแด่พระองค์ จนถึงวันที่พระบาททรงก้าวลงบนแผ่นดินคีรีรัฐอีกครั้งอย่างปลอดภัย หากต้องทรงตกอยู่ในอันตราย หม่อมฉันจะอยู่ด้วย หากมีผู้ใดทำร้ายฝ่าบาทได้ ก็แปลว่าหม่อมฉันได้ตายไปแล้ว”

ศิขรนโรดมถามว่าถ้าคนนั้นคือราชิด? มิถิลาตอบอย่างห้าวหาญว่า

“ก็ให้พ่อมาฆ่าลูกเลย พี่อสุนีก็เช่นกัน เขาก็จะยอม ให้ท่านพ่อฆ่าตายเสียดีกว่าจะให้ฝ่าบาทเป็นอะไร”

“ท่านราชิดมีแผนอะไรอีกก็ไม่รู้ เขาอาจจะหาทางลงมือคืนนี้ก็ได้”

“หม่อมฉันจะไม่ยอม” มิถิลาเดินไปที่ประตู

ศิขรนโรดมถามว่าจะไปไหน “หม่อมฉันจะไปเจรจากับท่านพ่อ จะไปเปิดเผยว่าหม่อมฉันคือใคร”

“อย่า...” ศิขรนโรดมห้าม แต่มิถิลาออกไปแล้ว

ooooooo

วันนี้บราลีออกไปซื้อน้ำเต้าหู้แต่เช้าเพื่อเป็นอาหารเช้าให้จ้าวซัน กลับมาเขาหายไปจากโซฟาที่นอนแล้ว บราลีเดินหาเจอเขายืนโกนหนวดอยู่หน้าห้องน้ำ

บราลีถามอย่างเป็นห่วงว่ารีบตื่นทำไมมีงานที่ต้องทำอีกหรือ พลางยื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้ดูบอกว่าอาหารเช้าของเขา

บราลีจัดอาหารเช้าให้จ้าวซัน เขามองเธอเศร้าๆ อย่างซาบซึ้งน้ำใจ

สายๆอาหลี่มาหาพร้อมชุดที่แขวนในถุงพลาสติกมิดชิด และกล่องเครื่องประดับใบใหญ่ บอกว่าคุณเมือง–เทพฝากมาให้มิสภีมะมนตรีสำหรับใช้แต่งไปงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าชายจากคีรีรัฐ

จ้าวซันเห็นบราลีงงๆ จึงชี้แจงว่าเมืองเทพเป็น

สตาฟของตนที่มาจากเมืองไทย ของพวกนี้เป็นของที่มีคนเตรียมให้เธอ พอบราลีเอาออกมาดูเห็นเป็นชุดไทยผ้าไหมจากร้านพ่อ เธอตื่นเต้นดีใจมาก จ้าวซันเห็นเธออารมณ์ดีได้จังหวะจึงเสนอว่า เรื่องขโมยขึ้นบ้านเมื่อคืน อยากให้เธอไปอยู่ที่บ้านสี่ฤดูชั่วคราว รวบรัดว่าเก็บของเลยดีไหม

บราลีลังเลเกรงเหม่ยอิงจะมีปัญหา

“ไม่ต้องสนใจเหม่ยอิง คุณไปอยู่ที่ตึกผม แค่ชั่วคราวเท่านั้น แล้วพอทุกอย่างเรียบร้อย ผมจะจัดที่ อยู่ที่เหมาะสมให้คุณ”บราลีถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยหมายความว่าอะไร“คือ..ผมกำลังจะต้องทำบางอย่าง ที่มัน...ออกจะวุ่นวายซับซ้อนสักหน่อย แล้วก็...ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จแค่ไหน ถ้าทุกอย่างลงเอยด้วยดี คุณจะรู้เอง”

บราลียังจะซักถามอีก จ้าวซันขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ขอให้พ้นคืนนี้ไปก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน บราลีสงสัยอีกว่า “ทำไมถึงต้องพ้นคืนนี้ไปก่อน ทำไมถึงบอกเดี๋ยวนี้ไม่ได้?”

จ้าวซันถอนใจที่ถูกบราลีรุกหนัก แต่เขาก็ไม่อาจบอกอะไรได้ ตัดบทว่าเธอจะไม่ถามอะไรสักครั้งไม่ได้หรือ ส่วนที่เธอถามว่าติดต่อพ่อได้ไหม จ้าวซันบอกว่าคืนนี้ไปงานก็จะได้เจอกัน ให้เธอเก็บข้าวของเสีย บราลีเกี่ยงว่ารอพบพ่อคืนนี้ก่อนค่อยว่ากันไม่ดีหรือ

พอดีมีโทรศัพท์เข้ามือถือ จ้าวซันบอกว่าตนต้อง ออกไปธุระแล้ว เดี๋ยวจะกลับมารับ หวังว่าเธอคงพร้อม

ooooooo

มิถิลาไปที่ห้องชุดของราชิด มาถึงหน้าห้อง ที่ประตูแง้มๆอยู่ เธอได้ยินเสียงข้างในคุยกันจึงหยุดฟัง

เป็นเสียงโกศินคุยกับราชิด ราชิดกำลังตำหนิอย่างหงุดหงิดว่า บอกแล้วว่าอย่าให้มีปัญหา เสียงโกศินชี้แจงว่า เราโอนเงินเข้าไปให้ฉินเจียง ถูกตำรวจฮ่องกงตามรอยอยู่ แล้วตัดบทว่า

“ช่างเถอะ ท่านราชิด ยังไงเดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็จะบินกันแต่เช้า ถ้าตำรวจฮ่องกงมันเก่งจริง อย่างมาก ไอ้พวกขายอาวุธมันก็โดนจับ แต่มันสาวไม่ถึงเราหรอก ถึงตอนนั้น การยึดอำนาจของเราที่คีรีรัฐก็สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว”

“ยังไงก็ขอให้เครื่องบินพระที่นั่งขนอาวุธไปถึงคีรีรัฐตามเวลานัดไว้กับท่านจัตุรัสก่อนก็แล้วกัน”ราชิดตัดบท

“แล้วคืนนี้...ตกลงท่านจะทำยังไงกับ...องค์ชาย” โกศินถามมิถิลาช็อก ถอยกลับไปอย่างร้อนรน

ooooooo

จ้าวซันไปพบผู้กองเหลียงและอเล็กซ์ที่ห้อง ประชุม สถานีตำรวจ เพราะตำรวจจับตัวคนฆ่าเจิ้นจงได้แล้ว แต่ผู้กองกับอเล็กซ์ต่างพยายามหาเหตุผลว่าจ้าวซันปล้นคอนเทนเนอร์ของตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน

จ้าวซันเห็นว่าเป็นเรื่องน่าขำ ถามว่าเงินที่ปล้นของไปจะสักกี่ดอลลาร์ ตนไม่ได้เสียสติถึงกับทำแบบนั้น ทั้งสองยังพยายามโยงใยไปถึงเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดกับเขา ถามว่า เขามีปัญหากับฉินเจียงน้องบุญธรรมตัวเองหรือเปล่า

“เปล่า...นี่...คุณเรียกผมมาเพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ ผมไม่ได้ว่างๆนะ ทีหลังติดต่อทนายผมก็แล้วกัน” จ้าวซันหยิบนามบัตรส่งให้แล้วลุกออกไปเลย

อเล็กซ์บอกว่าจ้าวซันปกป้องฉินเจียง แล้วไหนผู้กองว่าเขากำลังใส่ร้ายฉินเจียงเรื่องลักลอบค้าอาวุธกับคีรีรัฐไง? ผู้กองบ่นตัวเองว่าทำไมสิ่งที่ตนคิดเกี่ยวกับจ้าวซันถึงได้ผิดไปหมด อเล็กซ์ถามว่าเขาได้ข้อมูลจากไหน ผู้กองบอกว่าจากน้องสาวของจ้าวซันเอง

ขณะนั้นเอง มีโทรศัพท์เข้าแต่ไม่มีใครไปรับสาย ผู้กองเหลียงผลักให้หมวดจางไปรับ พอฟังปลายสาย หมวดจางยกมือให้ทุกคนเงียบแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนได้ฟัง

“คุณควรรีบตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินในบัญชีนั่นซะ ด้วยความหวังดี”

พอหมวดจางจะถาม ปลายสายก็วางไปแล้ว อเล็กซ์ ถามว่าใครโทร.มา? มันว่ายังไง?

“มีเงินจำนวนมากโอนเข้าบัญชีของจ้าวฉินเจียง โดยไม่มีใบนำฝาก” หมวดจางเล่า อเล็กซ์สั่งผู้กองเหลียงว่า

“กองปราบ เป็นหน้าที่ของพวกคุณที่ต้อง...จัดการ!!”

ooooooo

ซูหลิงรับไม่ได้ที่ฉินเจียงค้าอาวุธข้ามชาติไปฆ่าคน เมื่อขอให้เลิกไม่ได้เธอจึงเก็บเสื้อผ้าแยกทางกันเดิน กอปรกับเกาเฟยโทร.มาบอกว่าเงินที่ทางคีรีรัฐโอนมาให้เขากำลังถูกตรวจสอบ ทำให้ฉินเจียงยิ่งสติแตก

จ้าวซันกำลังกลับไปที่บ้านหลินจื้อเหม่ยเพื่อรับบราลีไปอยู่บ้านสี่ฤดู ไม่ทันถึงก็ได้รับโทรศัพท์จากอากง

บอกว่าฉินเจียงเป็นบ้าไปแล้ว จ้าวซันจึงรีบกลับไปที่บ้านสี่ฤดู เจอฉินเจียงกำลังอาละวาดขว้างปาข้าวของอย่างบ้าคลั่ง

“แกทำอะไร ปล้นสื้อฉวนแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ” จ้าวซันตวาดถาม ฉินเจียงปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ โต้เถียงกันจนต่างมีอารมณ์ ฉินเจียงโดดชกจ้าวซัน เลยแลกหมัดกัน จนอากงทนไม่ได้เข้าช่วยหยุดฉินเจียง บอกให้เขากลับไปก่อนดีกว่าเพราะจ้าวซันไม่ค่อยสบายและมีธุระต้องไปทำ

ฉินเจียงกลับไปที่บ่อนกาสิโนเพื่อพบสุริยะที่นัดจะเอาเงินมาใช้หนี้พนัน 7 ล้านเหรียญที่สุริยะบอกว่าจะให้จ้าวซันช่วยจ่ายให้แต่วันนี้กลับมามือเปล่า ฉินเจียงข่มขู่คาดคั้นให้บอกมาว่ารู้จักและสนิทกับจ้าวซันได้อย่างไร คิดจะขายลูกสาวให้จ้าวซันหรืออย่างไร ทำไมจ้าวซันถึงได้รักใคร่เทิดทูนบราลีถึงขนาดนั้น มีอะไรอยู่เบื้องหลังกันหรือเปล่า เสนอว่า

“ถ้าคุณยอมบอกความจริงทั้งหมดให้เรารู้ ผมสัญญาว่าจะยกหนี้ทั้งหมดให้คุณเป็นการตอบแทน”

แต่ไม่ว่าจะถูกข่มขู่และมีข้อแลกเปลี่ยนอย่างไร ฉินเจียงก็ไม่ได้อะไรจากสุริยะ ทำให้ยิ่งแค้น

ooooooo

หลินจื้อเหม่ยกระวีกระวาดช่วยบราลีเก็บข้าวของ เห็นชุดที่ภูสินทรเอามาให้ บราลีถึงกับตะลึงอุทานว่า

สวยมาก...ยิ่งเมื่อเห็นเครื่องประดับทั้งปิ่นทองดอกไม้ไหว มีเพชรซีกประดับเป็นเกสรมีสายเพชรห้อยเป็นสายที่ปลายปิ่นก็ยิ่งตื่นเต้น

หลินจื้อเหม่ยถามว่านี่ของจริงหรือ บราลีบอกว่าของจริงทั้งหมด แต่บอกเพื่อนรักว่า

“ฉันใส่ไม่ได้หรอก ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับพวกนี้ นี่มันของระดับเจ้านายชั้นสูงทำไมคุณชายจ้าวซันถึงจะเอามาให้ฉันใส่”

เห็นของพวกนี้แล้ว บราลีคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เธอเอาไปถามหลวงพ่อที่โบสถ์ บอกหลวงพ่อว่าปิ่นนี้ตนเคยเห็นแต่นึกไม่ออก หลวงพ่อไม่ตอบแต่บอกว่า

“ลูกได้ของพวกนี้มาได้ยังไง ก็ลองไปถามคนที่เขาเอาให้ดูสิ”

“หนูถามเขาหลายรอบแล้วค่ะ แต่เขาบอกว่าให้พ้นงานคืนนี้ไปก่อน งานเลี้ยงรับเสด็จเจ้าชายแห่งคีรีรัฐ”

“อืมม...ไหนๆลูกรอมาได้ตั้งนานแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไร” หลวงพ่อถอนใจอย่างเวทนา

ส่วนที่บ้านหลินจื้อเหม่ย เต๋อเป่ากับอาหลี่มารอรับบราลีที่หน้าบ้าน แต่บ้านปิดเงียบ อาหลี่จึงโทร.รายงานจ้าวซัน เขาถามอย่างอ่อนใจว่า “อีกแล้วเหรอ...” เต๋อเป่าจึงให้อาหลี่กลับไปหาจ้าวซันก่อน ทางนี้ตนจัดการเองเพราะไม่รู้ว่าในบ้านหลับกันหรือไม่มีใครอยู่ แต่ที่แท้หลินจื้อเหม่ยแอบดูอยู่ไม่กล้าออกไปรับหน้า เพราะบราลีหายไปยังไม่กลับมาเลย

พออาหลี่ออกไป ไอ้สือที่ใส่แว่นดำใส่หมวกแก๊ปก็เดินเข้ามา เต๋อเป่าพยายามหลบเห็นถังขยะเลยไปค้นเจอร่มเก่าคันหนึ่งหยิบออกมา พอดีไอ้สือเห็นเหรียญตกอยู่ก้มลงเก็บ เต๋อเป่าเลยกางร่มบังหน้าตัวเองได้ทัน

ครู่หนึ่งโทรศัพท์ไอ้สือดังขึ้น พอรับสายแล้วสีหน้าไม่ดีตอบ “ครับๆๆโอเคๆ” แล้วเดินออกไปอย่างเร็ว

หลินจื้อเหม่ยแอบดูอยู่ข้างบน เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด บ่นกับตัวเองว่าสงสัยต้องย้ายบ้านเสียแล้วเรา...

ooooooo

จ้าวซันรออาหลี่อยู่ โทรศัพท์บอกว่าให้เวลาอีกห้านาทีเท่านั้น พอดีเหม่ยอิงมาได้ยินถามว่าจะไปไหนอีกหรือ อวดพี่ชายว่าเสื้อผ้าที่จะส่งลูกค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องงานเลี้ยงก็ให้เทเรซ่าเป็นคนประสานงานแทนแล้ว

“แต่พวกที่มาจากคีรีรัฐเขาขอจัดการทุกอย่างเอง เราแทบเข้าไปยุ่งไม่ได้เลย แต่ก็ดีจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

“นั่นแหละที่น่าเป็นห่วง” จ้าวซันหน้าขรึมลง

เหม่ยอิงแบมือทำหน้าอ้อนขอรางวัลที่จัดงานได้เรียบร้อยรวดเร็ว จ้าวซันบอกว่าน้องอยากได้อะไรตนให้ได้หมด เหม่ยอิงจึงขอยืมเครื่องเพชรที่จะใส่ไปงานคืนนี้ จ้าวซันให้ไปเอารหัสเซฟที่อากง แต่ห้ามแตะต้องเครื่องเพชรชุดใหญ่ของจ้าวไทไทเด็ดขาด

“อากง...อากง...ขอรหัสปัจจุบันตู้เซฟใหญ่เดี๋ยวนี้ เร็วๆหน่อย” เหม่ยอิงดีใจมากรีบขึ้นชั้นบนพลางร้องขอรหัสเซฟจากอากง

แต่พอเข้าไปในห้องประจำตระกูล เหม่ยอิงบ่นอย่างชิงชังว่า

“เกลียดห้องนี้จริงๆเลย ทำไมถึงต้องเอาตู้เซฟมาอยู่ในนี้ก็ไม่รู้” แล้วเดินไปเลื่อนรูปเต้ออกเผยให้เห็นตู้เซฟอยู่หลังรูป เธอรีบกดรหัสเปิดตู้เซฟดึงถาดใส่เครื่องประดับทั้งหมดออกมา หยิบออกมาทาบกับตัวทีละชุด...ทีละชุด ก็ไม่ถูกใจสักชุด สุดท้ายดึงกล่องใหญ่ออกมาเป็นเครื่องเพชรชุดใหญ่น้ำงาม เอาทาบกับตัว ถูกใจมาก พลันก็สะดุ้งเหมือนมีใครมายืนอยู่ข้างหลัง แต่พอหันไปก็ไม่เห็นใคร

ooooooo

เหม่ยอิงใส่เครื่องเพชรชุดใหญ่ของจ้าวไทไท เดินมาชนผิงอันที่กำลังถือถ้วยน้ำโสมร้อนๆ จนน้ำโสมกระฉอกลวกมือ แต่กลับเอ็ดน้องว่าเดินไม่ระวัง พอผิงอันโต้ว่าพี่เหม่ยอิงต่างหากที่เดินไม่ระวัง ก็ถูกเหม่ยอิงตวาดว่า เดี๋ยวนี้กล้าเถียงตนแล้วหรือ

แม่สี่เดินมาถามว่าทะเลาะอะไรกัน ถามเหม่ยอิงว่ากินอะไรมาหรือยัง พลันก็ตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นเหม่ยอิงใส่เครื่องเพชรชุดใหญ่ของจ้าวไทไท บอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ วางของในมือ บอกให้รีบถอดออกมาเลย เหม่ยอิงเอี้ยวตัวหลบไม่ให้แม่มายุ่ง แต่พออาม่ามาเห็นก็ตกใจแทบช็อก บอกเหม่ยอิงว่านี่เป็นเครื่องเพชรของจ้าวไทไท

“รู้แล้ววว...ว่าเป็นของจ้าวไทไท อาม่าจะต้องมาย้ำทำไม แต่อีกไม่นานของแม่ใหญ่ ก็ต้องตกมาเป็นของหนูอยู่ดี หรือว่าไม่จริง” เหม่ยอิงเถียงฉอดๆแม่สี่พูดหน้าเสียว่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเหม่ยอิง สร้อยเพชรเส้นนี้เขาว่ากันว่าถ้าคนใส่มีบารมีไม่ถึงจะต้องมีอันเป็นไป”

“แม่สี่ไม่ต้องมาหลอกหนู เขาว่ากันว่า เขาว่าอะไร คะ แล้วจะหาใครในบ้านนี้มีบารมีมากกว่าหนู นังผิงอันหรือฮ่าๆๆ” เหม่ยอิงหัวเราะร่าอย่างลำพองใจ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.