กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

จ้าวซันเปิดเพลงให้ฟัง บราลีเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เธอนิ่ง อึ้ง หันบอกจ้าวซันว่าเพลงนี้ตนรู้จัก

“อ๋อ...เพลงน้อยใจยา...”

บราลี น้ำตาไหลพรากด้วยความรู้สึกลึกซึ้งกับเพลงนี้ จนร้องประโยคประทับใจ ฝังใจแต่วัยเยาว์ได้อย่างเพราะพริ้ง “ไม่ผัน...ไม่แปร...ความรักที่แน่แก่ใจ...ไม่มีรักใด...ดังรักของน้อยใจยา...”

ความรู้สึกที่ฝังลึกในใจทำให้ทั้งสองโผเข้ากอดกันแน่น บราลีปล่อยตัวในอ้อมกอดของจ้าวซัน ต่างก็น้ำตาไหลพรากอย่างไม่รู้เหตุผล...
จ้าวซันพาบราลีไปที่โรงเรียนเด็กกำพร้า จ้าวซันบอกว่าตนเป็นเด็กกำพร้าที่นี่ บราลีบอกว่าตนก็เหมือนกัน บราลีถามว่าเขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร

“เต้ รับผมเป็นลูกบุญธรรมตอนผมอายุ 13” บราลีิ คิดแล้วทำหน้าทึ่งว่าเขาเพิ่งอายุ 28 เองหรือ นึกว่า 30 กว่าแล้ว จ้าวซันเล่าต่อว่า “ถ้าตอนนั้น เมยไม่ไปซะก่อน...”

บราลีมองขวับทำให้จ้าวซันนึกได้ว่าตัวเองเผลออีกแล้ว บราลีมองหน้าอย่างค้นหา ถามงงๆว่า

“เมย...เมย อีกแล้ว...คุณเรียกฉันว่า ‘เมย’ อีกแล้วหรือ??” จ้าวซันปฏิเสธไม่เต็มเสียงว่าเปล่า... “ไม่จริง! สามครั้งแล้วที่คุณหลุดเรียกชื่อนี้ออกมา เมยคือใคร ฉันชื่อเมยเหรอ คุณ...เคยรู้เรื่องฉันมาก่อนใช่ไหมหรือว่าเราเคยเจอกันในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ไหนสักแห่ง”

จ้าวซันยิ่งอึกอัก บราลีก็ยิ่งรุกจนเขาต้องถอยร่น

พอดีหลวงพ่อโจเซฟเข้ามาถามว่ารอนานไหม จ้าวซันหันไปไหว้บราลีเลยไหว้ตาม หลวงพ่อมองหน้า บราลีไม่วางตา บราลีมองหน้าหลวงพ่อเต็มตาก็ถึงกับผงะรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน

แม้ว่าหลวงพ่อจะพูดถึงสมัยเด็กของบราลีอย่างเอ็นดู แต่ก็ไม่ยอมเล่ารายละเอียดให้ฟัง ครั้นบราลีรบเร้าพูดอย่างจำความได้เลาๆว่า

“คุณพ่อ...คือนักบวชที่เคยช่วยหนู พาหนูมาจากพวกที่จับเด็กชาวเขามาขาย...ที่เมืองไทย ใช่หรือเปล่าค่ะ”

“เอาล่ะๆเอาไว้ว่างๆก็แล้วกันนะ เราค่อยมาคุย เรื่องเก่าๆกัน” หลวงพ่อตัดบทอย่างรับรู้ถึงความแสบของเธอ

ooooooo

ศิขร นโรดม พักผ่อนอยู่ที่โรงแรม วันนี้ลงมาว่ายน้ำ หาทางให้พวกทหารที่มารายล้อมออกไปอ้างว่าต้องการความเป็นส่วนตัว เมื่อทหารออกไปแล้วจึงหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดเบาๆ

“เข้ามาได้...”

ภูสินทรแต่งตัวเหมือนคนทำความสะอาดเข้ามาทำงานใกล้ๆแอบรายงานว่า

“ที่ ฮ่องกงต้องระวังให้มาก มันทำที่นี่ไม่ได้มันคงหาจังหวะอีก คนทางฮ่องกงก็เตรียมป้องกันพระองค์แล้ว แต่มันอาจจะมีแผนที่เราคาดไม่ถึง”

ศิขรนโรดมถามอย่างรู้กันว่า “คนทางฮ่องกง??” ภูสินทรตอบเบาๆว่า “นั่นแหละ เขารออยู่” ศิขรนโรดมถามอย่างตื่นเต้นว่า “เขา...จริงๆหรือ”

“เขา รอฝ่าบาทมานานมากแล้ว เพื่อจะมอบบางอย่างให้กับหัตถ์ ต้องพระหัตถ์ พระองค์ต่อพระองค์เท่านั้นพะย่ะค่ะ เขาไม่มีวันส่งต่อให้คนกลางหรือใครอื่นเด็ดขาด”

ศิขรนโรดมน้ำตาทะลัก พูดเสียงตีบตื้นในลำคอ “หวังว่า...เราคงไม่ได้ฝันไป...”

“แต่อย่างไรก็อย่าประมาท พวกมันอยู่ใกล้ฝ่าบาทมากว่าพวกเรา ขนาดตอนนี้...ก็อาจมีคนอื่นจับตามองเราอยู่”

“นั่นเจ้ามิน...มันช่วยชีวิตเรา คุณก็เห็น”

“กระหม่อม ไม่ไว้ใจผู้ใดทั้งนั้น คนที่ใกล้ที่สุด อาจเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด กระหม่อมทูลลา แล้วพบกันที่ฮ่องกง ระวังตัวตลอดเวลา จนกว่า...จะได้พบกันกับเขา...นะฝ่าบาท” ภูสินทรทำทีเดินตักใบไม้ต่อไป

ศิขรนโรดมหันมองมิถิลาแววตาตื่นเต้น มิถิลาเห็น แววตานั้นแล้วก็ได้แต่มองตอบงงๆ

ooooooo

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ...

สุริยะ เดินเข้ามาในสนามบินเหลือเห็น โกศินกำลังเช็กอินอยู่เดินเข้าไปทัก ถูกโกศินถามว่าตามตนมาทำไม สุริยะตอบยิ้มเต็มหน้าว่า ตนจะไปหา
ลูกสาวที่ฮ่องกงต่างหาก ย้อนถามว่า

“คุณล่ะ ไปทำไม...ไม่ไปพร้อมกับขบวนเสด็จขององค์ชายหรอกเหรอ”

โกศินเดินฉีกไปอีกทางอย่างอารมณ์เสียที่ถูกย้อนถามให้ตอบยาก

ภูสินทรอยู่ที่โรงงานแอบโทร.รายงานจ้าวซันที่กำลังกินอาหารอยู่กับหลวงพ่อและ บราลีว่า โกศินเดินทางมาฮ่องกงคืนนี้แล้วให้หาทางป้องกันด้วย

“ได้...รับรองว่ามันเจอเซอร์ไพรส์แน่”

“หม่อมฉันให้สุริยะตามไปประกบด่วนแล้ว สุริยะอยู่ในสายแล้วฝ่าบาท”

“เจ้า ซัน...คือ...ส่งคนมาคุ้มครองผมด้วยก็ดีนะ ผมกลัวพวกที่บ่อนมาเก๊ามันจะยังตามมาเล่นงานผมอีก” สุริยะเอ่ยขอ จ้าวซันถามว่าเขาไปเล่นมา
อีกแล้วหรือ “เปล่าครับ... ผมไม่กล้าแล้วครับ”

“สุริยะ คุณต้องไม่เหลวไหลนะ ผมขอออกคำสั่ง!! คุณต้องประกบโกศินให้ดี มาถึงที่ฮ่องกงแล้วรีบโทร.บอกผมทันที”

“ถ้า เช่นนั้น เช้าวันมะรืนก่อนจะเดินทางไปฮ่องกงหม่อมฉันจะโทร.บอกฝ่าบาทอีกทีว่ามีอะไร คืบหน้าบ้าง” ภูสินทรเอ่ย จ้าวซันขอบใจ แล้วถามถึงเจ้าน้องอย่างเป็นห่วงว่าเป็นอย่างไรบ้าง

กินอาหารเสร็จ จ้าวซันไปส่งบราลีที่บ้านหลินจื้อเหม่ย เธอไขกุญแจเข้าบ้านบอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพวกเขาก็กลับมาแล้ว จ้าวซันถามหยอกว่ารู้ด้วยหรือว่าเป็นห่วง บราลีติติงว่าเมื่อเขาไม่เล่าให้ตนรู้ทั้งหมดถึงความเกี่ยวพันกันของเราแล้ว ตนจะไว้ใจเขาได้อย่างไร จ้าวซันขอเป็นว่าไว้จบงานรับเสด็จแล้วเธอจะรู้ทั้งหมด

“จะเกิดอะไร...ในงานรับเสด็จหรือคะ”

“ผมภาวนาให้ไม่เกิดอะไร ทุกอย่างราบรื่น องค์ชายเสด็จกลับไปอย่างปลอดภัย”

“คุณไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่จะปลงพระชนม์ใช่ไหมคะ คุณจะไม่ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ของประเทศที่ยากจนหรือใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ”

“มี ประชาชนคนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายมากเกินไปแล้ว เมย...คนดีๆทั้งนั้น พวกทรราชย์จะได้รับกรรมถูกฟ้าดินลงโทษเอง เราไม่ต้องทำอะไรหรอก” เจ้าซันหน้าเศร้าลงจนบราลีทัก เขาจับมือเธอยิ้มให้ บอกเธอว่า “ผมจะไม่เศร้าแล้วถ้าคุณอยู่ข้างผม อย่าไปฟังใคร ฟังผมคนเดียว ผมคือคนที่จะไม่มีวันทำร้าย ไม่มีทางทำให้คุณเสียใจเด็ดขาด ผมสัญญา”

บราลีมองหน้า สบตาหาความจริงใจ มือยังอยู่ในมือ ของจ้าวซัน

อีก ฝั่งถนน เหม่ยอิงกับเกาเฟยยืนแฝงตัวในเงามืดข้างเสาไฟ เหม่ยอิงมองภาพนั้นอย่างเจ็บปวดจนน้ำตาคลอ เกาเฟยเหลือบมองเธอแล้วอดสงสารเห็นใจไม่ได้

ooooooo

สุริยะโทร.หาบราลีบอกว่ามาถึงฮ่องกงแล้ว เธอดีใจจะให้มารับ สุริยะบอกว่าตอนนี้ตนกำลังทำธุระยุ่งอยู่ ไว้เราค่อยเจอกัน

บราลีถามว่าจ้าวซันเป็นคนดีหรือเปล่า ตนควรจะไว้วางใจเขาได้แค่ไหน

“บราลี...ลูก วางใจพ่อแค่ไหน ลูกก็วางใจในตัวคุณชายจ้าวซันได้เท่านั้น” เธอถามอีกว่าพ่อเป็นหนี้บุญคุณอะไรเขาหรือเปล่า “จ้าวซันคือเพื่อนพ่อ เป็นเพื่อนแท้ แล้วเขาก็ปรารถนาดีกับเราอย่างจริงใจนะลูก ลูกอย่าดื้อกับจ้าวซันนะ”

บราลีถามอีกว่าจ้าวซันเป็นคู่หมั้น กับ...สุริยะก็ตัดบทขอแค่นี้ก่อน เพราะโกศินที่เขาสะกดรอยอยู่กินอาหารเสร็จลุกไปแล้ว บราลีเลยได้แต่ทำหน้าเซ็ง

ฉินเจียงพาซูหลิงออกจากโรงพยาบาลมาพักที่คอน โดฯของตน เกาเฟยช่วยถือสัมภาระมาเต็มสองมือ ขณะเกาเฟยโทรศัพท์สั่งอาหารอยู่นอกห้องนอน ได้ยินฉินเจียงด่าจ้าวซันว่าแส่สอดไม่เลิก บังอาจมาจ่ายค่าโรงพยาบาลให้เธอ จงใจตัดหน้าโชว์พาวเหนือตนตลอดเวลา

เกาเฟยที่รับแผนจากเหม่ยอิงมา โผล่หน้ามายุแหย่ว่าเพราะจ้าวซันต้องการทำให้เขาเจ็บใจ ซูหลิงไม่พอใจขัดขึ้นว่า

“เกา เฟย หยุดเถอะ จะบอกให้นะ ตั้งแต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นใครดีกับฉัน ให้เกียรติฉันเหมือนคุณชายจ้าวซันเลยสักคน” ฉินเจียงด่าว่ามันสร้างภาพ ซูหลิงบอกฉินเจียงว่า “ฉันรักคุณนะคะ ถ้าฉันอยากให้คุณเป็นเหมือนใครสักคนในบ้านสี่ฤดู ฉันก็อยากให้คุณเป็นเหมือนคุณชายจ้าวซัน สักครึ่งก็ยังดี ไม่ใช่มีนิสัยขี้อิจฉาเหมือนคุณเหม่ยอิง ถ้าคุณมองว่านั่นคือการสร้างภาพ คุณก็ลองหัดสร้างบ้างสิคะ”

ฉินเจียงฉุนขาดถามว่าเธอเห็นจ้าวซันเป็น เทพเจ้าไปแล้วใช่ไหม แล้วเห็นตนเป็นอะไร เกาเฟยแทรกขึ้นทันทีว่า “ไม่ต้องสงสัย มารแน่นอน” ฉินเจียงคว้าของใกล้มือขว้างประตูห้องที่ซูหลิงเข้าไปด่าลั่น

“อีแพศยา เห็นคนอื่นดีกว่าผัวตัวเอง”

ซูหลิงนั่งอยู่บนรถเข็นในห้อง ถอนใจอย่างปวดร้าว...

ooooooo

ใน การประชุมเตรียมงานต้อนรับองค์รัชทายาทแห่งคีรีรัฐของทีมงานบริษัทฉินเย่ว์ กรุ๊ป มีฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมพร้อมหน้า บราลี เหม่ยอิง และฉินเจียงเข้าประชุมด้วย

เหม่ยอิงมองบราลีอย่างหมั่นไส้ ในขณะที่ฉินเจียงท่าทางกวนๆนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เสียงดังไม่สนใจการประชุม จ้าวซันกล่าวแก่ที่ประชุมว่า

“กำหนดการที่องค์รัชทายาทแห่งคีรีรัฐจะ เสด็จมาถึงสนามบินคือ สิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้ จากนั้นจะเสด็จตรงไปยังสมาคมพ่อค้าฮ่องกง เพื่อทรงบรรยายเรื่องงานศิลปหัตถกรรมและยาสมุนไพรหายากที่สูงค่าของคีรีรัฐ และเสวยอาหารกลางวันก่อนจะเสด็จเข้าประทับพักผ่อนที่โรงแรมริมทะเลใหม่ของ เรา”

“เป็นการเสด็จส่วนพระองค์ใช่ไหม” กรรมการท่านหนึ่งถาม

“ใช่...แต่เราก็ต้องต้อนรับให้สมพระเกียรติ ผมให้คุณบราลี ภีมะมนตรี ที่จบด้านการออกแบบสิ่งทอมาจากสหรัฐอเมริกามาช่วยเราด้วยอีกแรง”

กรรมการ อีกท่านถามว่า เราต้องไปรับเสด็จกันทุกคนหรือเปล่า จ้าวซันบอกว่ากรรมการบริหารทุกคนควรไป ฉินเจียงขัดขึ้นทันทีว่าพรุ่งนี้ตนต้องไปทำธุระด่วนที่มาเก๊า คงไม่ว่าง เชิญทุกคนตามสบาย แล้วเล่นเกมต่ออย่างเมามัน

จ้าวซันถามว่าเหม่ยอิงไปได้ไหม

“น้อง ไปได้...งานที่เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทมันต้องสำคัญกว่าทุกสิ่งอยู่แล้ว น้องเป็นคนแยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวได้ดี พี่ชายใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง” พูดแล้วถูกฉินเจียงถลึงตาใส่เธอทำคอแข็งลอยหน้าไม่แยแส

จ้าวซันรู้ว่าเกา เฟยเป็นคนชักจูงยุยงฉินเจียง เมื่อเจอกันในห้องน้ำจึงถามว่าจะไปกันเมื่อไหร่ เกาเฟยทำหน้าตายถามว่าไปไหน? แล้วปฏิเสธว่าตนไม่รู้เรื่องจริงๆตนแค่คนติดตาม เจ้านายบอกให้ไปไหนก็ตามไปเท่านั้น

“อย่าชักจูงฉินเจียงไปในทางชั่ว...ไม่งั้น”

มีเสียงชักโครกในห้องน้ำแล้วฉินเจียงก็เดินออกมา พูดสีหน้าเย็นชาขณะเผชิญหน้าจ้าวซันว่า

“หลอก ล่อจนเมียผมหลงหัวปักหัวปําไปแล้ว พี่ใหญ่ยังจะมาตีสนิทคนของผมอีก กะจะซื้อตัวทุกคนไปจากผม ให้ผมโดดเดี่ยว ไม่มีใครกันเลยใช่ไหม จ้าวซัน!”

จ้าวซันเตือนว่ายังไม่สายเกินไป ฉินเจียงไม่สนใจ ซ้ำยังท้าว่า

“จะ พาพวกไอ้ผู้กองเหลียงมาเล่นงานผมอีกก็เอาเลย ให้มันรู้ไป ว่าลูกบุญธรรมของเต้ เอาลูกชายแท้ๆของเต้เข้าคุก แล้วขึ้นครอบครองตระกูลจ้าวเสียเอง แถมฟันลูกสาวของเต้ทุกคน” พูดแล้วระเบิดหัวเราะอย่างเย้ยหยันสะใจ ก่อนเดินออกไป

จ้าวซันแค้นใจ ยืนมึน ก็พอดีมี โทร.เข้าหยิบโทรศัพท์ดู เป็นสายจากสุริยะ โทร.มารายงานว่ากำลังตามโกศิน อยู่ที่มาเก๊า อยู่ดีๆไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้วเพราะคนเยอะมาก

“ไม่เป็นไร รออยู่ที่นั่นก่อน เดี๋ยวผมจะส่งคนตามไปสมทบ แล้วคอยดูฉินเจียงด้วย เขากำลังจะไปที่นั่น” จ้าวซันสั่งงานแล้วกด โทร.ถึงลูกน้องคนอื่น

สุริยะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า มองไปรอบๆท่าเรือเห็นว่าไม่มีอะไร เลยโบกแท็กซี่ไปหาอะไรทำแก้เซ็ง

ooooooo

โกศินไปคุยแผนการกับฉินเจียงในห้องวีไอพีในบ่อนของตัวเอง มีเกาเฟยเฝ้าอยู่หน้าห้อง

เต๋อเป่าทำทีมาเล่นพนันเพื่อสอดแนมอยู่ใกล้ๆ

สุริยะไปเล่นพนันแก้เซ็งในบ่อนของฉินเจียง แต่เล่นเสียหลายล้าน ถูกผู้คุมบ่อนจับตัวไปหาฉินเจียง

สุริยะต่อรองเอาตัวรอดว่า

“ผม สัญญาว่า พรุ่งนี้ผมจะเอาเงินสดมาใช้หนี้ให้หมด ขอร้องล่ะ คุณจะยึดอะไรจากผมไปเป็นประกันก็ได้ เอาอะไร นาฬิกาไหม เรือนนี้เป็นแสนนะ ผมไม่ปล่อยหลุดหรอก มันเป็นนาฬิกาที่ผมรักมากๆนะครับ”

รปภ.ที่พาสุริยะมา โพล่งไปว่าเขาติดหนี้อยู่ 7 ล้านเหรียญ เกาเฟยรู้สึกคุ้นหน้าจึงขอดูพาสปอร์ต พอชัดเจนว่า นามสกุลเดียวกับบราลีก็เอะใจ
สุริยะยังคุยโวโอ้อวดเพื่อเอาตัวรอดว่า

“ผม เป็นนายทหารที่ออกจากราชการมานานแล้ว แต่ผมมีโรงงานเป็นของตัวเอง ผมไม่ใช่คนกระจอกๆ ผมเป็นเพื่อนจ้าวซัน คุณชายจ้าวซันไงครับ ผมไม่เบี้ยวคุณแน่ๆ คุณชายจ้าวซันจะช่วยจ่ายเงินแทนผม แต่ผมขอเป็นพรุ่งนี้ ดึกป่านนี้แล้ว ผมไม่อยากรบกวนเขา เชื่อผมเถอะครับ”

ฉินเจียงกับเกาเฟยมองหน้ายิ้มๆอย่างรู้กัน

ooooooo

คืนนี้ จ้าวซันเข้าไปหาจ้าวไทไทในห้องนอน คุกเข่าลงใกล้ๆ พูดอย่างตื่นเต้น

“เวลานั้นมาถึงแล้วครับ...แม่ใหญ่”

แม่ ใหญ่ลูบหัวจ้าวซันพูดอย่างอดตื่นเต้นไม่ได้เช่นกันว่า จริงหรือ ทำไมเร็วนัก จ้าวซันพูดออกตัวอย่างกังวลว่าตนอาจทำไม่สำเร็จทุกเรื่อง บางเรื่องอาจพลาดพลั้งเพราะไม่มีอะไรง่ายและตนเองอาจไม่ดีพอ

“คนครึ่งนึง ฟ้าดินครึ่งนึง...ทุกเหตุการณ์ในชีวิตของเรา เราใช้ฝีมือของเราครึ่งนึง อีกครึ่งเป็นเรื่องของที่เราควบคุมไม่ได้ เราต้องยอมมอบส่วนที่เหลือนั้นให้สวรรค์จัดการแทน”

“ไม่ได้ครับ เราไม่มีวันรู้หรอกว่าสวรรค์จะเข้าข้างเราหรือเปล่า ผมอยากควบคุมทุกอย่างให้ได้ด้วยมือของผมเอง”

“เจ้า มันเหิมเกริมไปหน่อยแล้วจ้าวซัน ผู้เหิมเกริม หยิ่งยโส คิดว่าเขามีอำนาจมากมาย จัดการทุกอย่าง สุดท้ายแล้ว จะเป็นคนที่ทุกข์ที่สุด ร้องไห้มากที่สุด จำไว้”

“ผม...คงจะเป็นคนนั้น ผมจะไม่ยอมให้อะไรพลาด ให้ผมตายเสียดีกว่า ผมไม่ไว้ใจฟ้าดิน ผมไม่ไว้ใจสวรรค์ ฟ้าดินทำกับผมมาอย่างแสนสาหัส สวรรค์อยู่ข้างคนอื่นเสมอ ไม่เคยข้างผมเลย”

“ฟ้า ดินเป็นสิ่งสมดุล สวรรค์ยุติธรรมเสมอนะจ้าวซัน อย่าได้ประมาทน้ำใจสวรรค์ ถ้าสวรรค์เข้าข้างคนอื่นจริงลูกคงไม่มีวันนี้ แม่คงไม่ได้พบลูก และลูกคงจะไม่ได้มาเป็นลูกรักของแม่ จ้าวซัน จงอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ฟ้าดิน ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วฟ้าดินจะโอบอุ้มเจ้า”

ฟังจ้าวไทไทพูดแล้ว จ้าวซันสงบขึ้น

ooooooo

หลังจากส่งโกศินไปวางแผนที่ฮ่องกงแล้วราชิดอ้างแผนสับขาหลอกฝ่ายตรงข้ามที่เชื่อว่ามีน่านปิงนรเทพอยู่เบื้องหลังการก่อการร้าย เพื่อความปลอดภัยของพระองค์จึงจัดการเดินทางเป็นสองขบวน

ขบวนแรกราชิดนำศิขรนโรดมกับมิถิลาล่วงหน้าไปก่อนเงียบๆ

ที่ฮ่องกง เหม่ยอิงสั่งเกาเฟยให้หาทางถ่วงเวลาไม่ให้จ้าวซันไปรับศิขรนโรดมทัน เพื่อตนจะได้เป็นตัวแทนไปรับเมื่อเห็นจ้าวซันขับรถออกไปกับบราลี เหม่ยอิงโทร.บอกเกาเฟยให้ทำตามแผนทันที เกาเฟยให้ไอ้สือและอาเหาเป็นคนลงมือกำชับว่า “ทำตามแผน แล้วก็อย่าให้พลาด” แล้วตัวเองก็เอาหมวกกันน็อกสีดำใส่ กระโดดขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว

ไอ้สือกับอาเหาขับรถบรรทุกสีขาวแล่นสวนรถของจ้าวซันมาอย่างรวดเร็ว แล้วเร่งแซงรถที่ขับอยู่ข้างหน้า เป็นจังหวะที่จ้าวซันสังเกตเห็นรถมอเตอร์ไซค์ขี่ตามมาอย่างมีพิรุธจึง โทร.เรียกเต๋อเป่า พอเงยหน้าเห็นรถบรรทุกสีขาวแซงสวนมาในระยะกระชั้นชิด กำลังจะประสานงา!

วินาทีนั้นจ้าวซันตัดสินใจหักหลบแต่มาเจอรถ มอเตอร์ไซค์เบียดข้างอีก เขาตัดสินใจหักรถลงข้างทางรถตกกลิ้งไปหลายตลบ รถบรรทุกสีขาวขับผ่านไปอย่างเร็ว เกาเฟยที่ขับมอเตอร์ไซค์เบียดมา วนรถกลับมาดูผลงาน ยิ้มสะใจก่อนขับไป

รถจ้าวซันบุบบู้บี้มีควันลอยจากเครื่องยนต์ บราลี หัวแตกรีบลุกมาดูเห็นจ้าวซันคอพับฟุบอยู่กับพวงมาลัย! โชคดีที่เต๋อเป่ามาถึงพอดีจึงรีบพาจ้าวซันส่งโรงพยาบาล

ooooooo

ราชิดพาศิขรนโรดมกับมิถิลามาถึงสนามบินด้วยเครื่องบินส่วนตัวที่ฮ่องกง เหม่ยอิงมารับในนามตัวแทนบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปและเป็นน้องสาวของจ้าวซัน
ศิขรนโรดมเอะใจถามถึงจ้าวซัน เหม่ยอิงอ้างว่าติดธุระด่วนไม่สามารถมารับเสด็จได้ อ้างสิทธิของตนที่จะจัดการทุกอย่างแทนพี่ชายได้ แล้วรีบเชิญออกจากสนามบินทันที

“เกิดอะไรขึ้นกับ...” ศิขรนโรดมพึมพำ...กังวล มิถิลา กระซิบเตือนให้ระวังพระองค์ไม่ให้มีพิรุธ แล้วพากันไป

เมื่อมาถึงสมาคมพ่อค้าฮ่องกง ศิขรนโรดมถามเหม่ยอิงว่าติดต่อจ้าวซันหรือยังว่าเขาติดอะไรทำไมจึงยังไม่มาอีก เหม่ยอิงอ้างธุระด่วนตามเคย ศิขรนโรดมจึงขอให้โทร.ตามให้มาตอนนี้เลยได้ไหม เพราะจ้าวซันเป็นคนเชิญมาแต่ไม่มารับด้วยตนเอง เป็นเรื่องแปลกมาก

ระหว่างนั้น ผิงอันโทร.เข้ามือถือของเหม่ยอิงแต่เธอไม่รับสายจนผิงอันโทร.มาไม่หยุดจึงกดรับอย่างหงุดหงิด ผิงอันเล่าไปร้องไห้ไปว่าจ้าวซันประสบอุบัติเหตุอยู่ในห้องฉุกเฉินนานแล้วยังไม่ออกมาเลย เหม่ยอิงตกใจมากรีบไปที่โรงพยาบาล เจอบราลีที่ทำแผลถลอกแล้วก็ตรงเข้าผลักจนล้มหาว่าเพราะเธอที่ทำให้จ้าวซันขับรถเองจนประสบอุบัติเหตุ

ที่มุมหนึ่ง เกาเฟยมาแอบดูสถานการณ์ เมื่อเหม่ยอิงเห็นจึงเลี่ยงไปหาเนียนๆ แต่พอเจอเกาเฟยก็ทั้งตบทุบชกต่อยไม่ยั้ง ด่าว่าจะฆ่าจ้าวซันหรือ ตนแค่สั่งให้สกัดไม่ให้จ้าวซันกับบราลีไปรับเสด็จ ไม่ได้ให้ทำร้ายกันปางตายแบบนี้ ขู่อาฆาตว่า

“ถ้าแกคิดหักหลังฉัน นอกจากแกจะไม่ได้เห็นหน้าครอบครัวแกแล้ว แกจะไม่มีชีวิตด้วย จำใส่หัวไว้ซะ คนสุดท้ายบนโลกที่ฉันอยากให้ตายคือ จ้าวซัน”
เกาเฟยขออภัย ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง เหม่ยอิงสั่งให้กราบเท้าตน เกาเฟยรับก้มกราบบอกว่ายิ่งกว่ากราบเท้าตนก็ทำได้ เหม่ยอิงยิ้มอย่างสะใจ ที่กดเกาเฟยจนหมอบราบคาบแก้วได้

จากนั้น เหม่ยอิงก็กลับไปเอากระเป๋าเสื้อผ้ามาเฝ้าจ้าวซัน ไล่บราลีให้ไปทำหน้าที่ลูกจ้างต้อนรับเจ้าชายจากคีรีรัฐ ตอกย้ำกับบราลีว่า “ท่องให้ขึ้นใจไว้ด้วยนะว่าหน้าที่ดูแลคุณชายจ้าวซัน มันเป็นของฉันไม่ใช่ของลูกจ้างอย่างเธอ!”

แต่บราลี ผิงอันและอาม่าเดินไม่ทันพ้นโรงพยาบาลก็เจอผู้กองเหลียงเปิดกระจกรถถามว่าจะไปไหนกัน ทั้งสามจึงได้ขึ้นรถตำรวจกลับบ้าน แต่พอถึงบ้าน ผิงอันกับอาม่าลงจากรถไป บราลีถามผู้กองว่า “คุณมีเรื่องจะคุยกับฉันใช่ไหม” ผู้กองพยักหน้าเบาๆ

ผู้กองสอบถามบราลีว่าจ้าวซันขัดแย้งอะไรกับใครบ้าง บราลีไม่รู้ เห็นแต่จ้าวซันขัดใจกับฉินเจียงเท่านั้นแต่ไม่คิดว่าพี่น้องจะฆ่ากันเองได้ ผู้กองไม่ได้ข้อมูลอะไรจึงให้จ่าหมงไปเฝ้าที่หน้าห้องจ้าวซัน

หลังจากศิขรนโรดมบรรยายเรื่องผ้าที่ห้องสัมมนาของโรงแรมเสร็จ เทเรซ่าก็เข้ามาคุกเข่ารายงานว่า จ้าวซันประสบอุบัติเหตุทำให้มาถวายการต้อนรับไม่ได้ เวลานี้อยู่ในห้องไอซียูยังไม่รู้สึกตัว ศิขรนโรดมตกใจมากจะไปเยี่ยมจ้าวซัน ถูกราชิดท้วงติงขัดขวางจนศิขรนโรดมเริ่มทนไม่ได้ ภูสินทรที่ปลอมตัวเป็นพนักงานอยู่แถวนั้นพยายามส่งสัญญาณให้นิ่งไว้ก่อน

มิถิลาแก้สถานการณ์ ทำทีแกล้งเอาถ้วยชาร้อนๆ ไปแตะมือศิขรนโรดม แล้วทำเป็นอุทานตกใจว่าศิขรน- โรดมตัวร้อนมาก ราชิดไม่เชื่อแต่เมื่อแตะมือศิขรนโรดมก็สะดุ้งเช่นกัน บรรยากาศจึงคลี่คลาย

เมื่อไม่ได้ข้อมูลอะไรจากบราลี ผู้กองเหลียงจึงสืบจากเหม่ยอิงที่ไปเฝ้าจ้าวซันที่โรงพยาบาล ผู้กองเกริ่นว่าคงเป็นฝีมือพวกที่เสียผลประโยชน์จากการทำธุรกิจแข่งกับบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ป

“ไม่ใช่ศัตรูทางธุรกิจหรอกค่ะ จ้าวฉินเจียงเขาเพิ่งมีเรื่องกับพี่ชาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องแย่งผู้หญิง เรื่องความอิจฉาริษยาที่สะสมมาตลอดเวลา ล่าสุดถึงกับลงไม้ลงมือกัน คนทั้งบริษัทก็เห็น ฉัน...ฉันไม่นึกเลยว่า ไท้เผ่งจะใจทมิฬหินชาติขนาดคิดฆ่าพี่ชายใหญ่ค่ะ”

เหม่ยอิงดราม่าเสียจนผู้กองเหลียงฟังแล้วอึ้ง

ooooooo

หลังจากหมอทำแผลที่ศิขรนโรดมบาดเจ็บจากการช่วยมิถิลาที่ห้องย้อมไหมแล้ว หมอแนะนำให้ศิขรนโรดมงดภารกิจพรุ่งนี้เพื่อจะได้พักสักวัน ราชิดเร่งให้เดินทางกลับคีรีรัฐตามกำหนดเดิม มิถิลาไม่เห็นด้วย ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรงจนศิขรนโรดมถามว่า “นี่จะให้เรานอนหลับหรือเปล่า จะทะเลาะกันอีกนานไหม”

ทั้งคู่จึงเงียบทั้งใจยังไม่ยอมกัน...

เพราะได้อาวุธมาตามเป้าหมายแล้ว ถึงขั้นตอนที่ต้องขนขึ้นเครื่องบินส่วนพระองค์ พันหงปิงกับสมุนเป็นคนคุมรถขนอาวุธเข้ามา โกศินเป็นคนบอกยามที่เฝ้าอยู่ว่าเป็นของที่จ้าวซันทูลเกล้าฯถวายองค์รัชทายาทคีรีรัฐ ยามจึงขอตรวจ

ยามใช้ไฟฉายส่องพบแต่เฟอร์นิเจอร์จีนสลักผ้าไหม ตุ๊กตาจีน ฯลฯ ตรวจแล้วจึงให้ผ่าน พวกทหารคีรีรัฐจึงช่วยกันขนของเข้าใต้ท้องเครื่องบินท่ามกลางการควบคุมของราชิดและโกศิน แต่ที่เนินเหนือโรงซ่อมเครื่องบิน ฉินเจียงกับเกาเฟยส่องกล้องดูการเคลื่อนไหวอยู่อย่างพอใจ ยิ้มให้กันกับความสำเร็จครั้งนี้

เมื่อกลับไปถึงคอนโดฯฉินเจียงคุยอวดซูหลิงว่าต่อไปนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป ตนกำลังจะเป็นคน สำคัญยิ่งใหญ่กว่าจ้าวซัน รวยกว่าจ้าวซัน เพราะตนพบอาชีพใหม่ที่ดีกว่าเป็นไท้เผ่งฉินเย่ว์กรุ๊ปมากนัก ซูหลิงซักถามจนรู้ว่าเขาค้าอาวุธข้ามชาติ แต่พอติติงเตือนสติ ฉินเจียงตอบอย่างผยองว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังช่วงชิงอำนาจแก่งแย่งทรัพยากร โง่เง่ามัวเมาในลัทธิ ธุรกิจนี้ไม่มีวันเจ๊งแน่

ซูหลิงฟังแล้วซีดสลด มองฉินเจียงอย่างสยองในความอำมหิตของเขา

เมื่อจ้าวซันแข็งแรงขึ้นเขารีบออกจากโรงพยาบาลกลับไปอยู่บ้าน แต่พอรู้ว่าศิขรนโรดมประชวรก็ลุกพรวดถามว่า ศิขรนโรดมเป็นอะไร ใครทำอะไรองค์ชาย เหม่ยอิงบอกว่าคงเป็นเพราะสะดุ้งอากาศที่ฮ่องกงที่แตกต่างจากเมืองไทยเลยไข้ขึ้นเท่านั้นเอง พอหมอกับพยาบาลเข้ามาก็ทำแอ๊บแบ๊วฟ้องหมอว่าพอพี่ชายฟื้นก็จะไปทำงาน ให้หมอช่วยห้ามที

ooooooo

วันนี้ บราลีเข้าครัวต้มซุปจะเอาไปให้จ้าวซัน หลินจื้อเหมยชิมแล้วชมว่าอร่อยมาก พอดีผิงอันกับอาม่า พอรู้ว่าบราลีต้มซุปให้จ้าวซันก็ดีใจ ผิงอันบอกว่าพี่ชายต้องดีใจมากแน่ๆ เลย

พอเห็นหน้าบราลี จ้าวซันดีใจจนเรียกมั่วไปหมด “เมย...ม่านฟ้า...เอ้อ...บราลี” จนบราลีถามงงๆ ว่าทั้งหมดนั้นคือชื่อตนใช่ไหม จ้าวซันรู้ตัวว่าเผลออีกแล้ว เลยกลบเกลื่อนทำเป็นจับท้ายทอยตัวเองบ่นว่ายังมึนๆ อยู่ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง พอเห็นรอยช้ำที่ต้นแขนพูดอย่างห่วงใยว่าต้องเจ็บมากแน่ๆเลย

“น้อยกว่าคุณนะคะ” บราลีพูดอย่างซาบซึ้งความห่วงใยของเขา จ้าวซันดึงเธอเข้าไปกอดเบาๆ บอกว่านึกว่าตนคงตายไปแล้ว บราลีร้องไห้กอดตอบ พร่ำบอก “คุณต้องไม่ตาย คุณต้องไม่เป็นอะไร”

เวลาเดียวกัน มิถิลาหลบออกมาที่เคาน์เตอร์เพื่อโทรศัพท์กลับบ้าน พนักงานชี้ไปที่ห้องบริการทางอินเตอร์เน็ต มิถิลารีบไปติดต่อกลับไปหาพระนางสิริวารตี พระมารดาของศิขรนโรดม เพื่อรายงานสภาพขององค์รัชทายาทตาม ที่พระนางฝากให้ดูแล แต่ไม่ทันไรมิถิลาก็ต้องรีบทูลลาเมื่อได้ยินเสียงราชิดแว่วๆ มา

ราชิดเดินมาเจอศิขรนโรดมลงมาเดิน ถามว่าเสด็จลงมาทำไม ศิขรนโรดมบอกว่าแค่ลงมาสูดอากาศข้างนอกบ้างเท่านั้น ราชิดได้ที พาศิขรนโรดมไปเดินในสวน มิถิลาตามไปเห็นตกใจมากถามอย่างระแวงว่า ท่านราชิดจะพาเสด็จไปไหน

“ก็แค่...พาเสด็จมาชมสวนยามดึกให้สมกับที่ทรงพระประสงค์ ทำไมเจ้าต้องตกใจขนาดนั้น ไอ้เด็กหน้าโง่”

มิถิลามองหน้าราชิดอย่างเจ็บปวด ราชิดมองมิถิลาในคราบองครักษ์ถลึงตาใส่อย่างดุดัน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.