กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

จ้าวซันวิ่งตามบราลีไปถึงหน้าลิฟต์เรียกเธอให้ฟังตนก่อน พอดีลิฟต์มาบราลีรีบเข้าไป จ้าวซันพุ่งตาม ประตูลิฟต์ปิดพอดี ทั้งสองเลยเผชิญหน้ากันในลิฟต์

“ที่แท้คุณก็เป็นเจ้าพ่อฮ่องกงจริงๆ” บราลีถอยห่างอย่างกลัวๆจ้าวซันบอกว่า ตนเป็นคนธรรมดาเท่านั้น “ไม่ใช่! หน้าตา ท่าทางและน้ำเสียงที่คุณพูดเมื่อกี้มัน

ไม่ใช่คนธรรมดา มันคือคนที่...ที่พร้อมจะ...จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ แม้แต่การ...ฆ่าคน...”

จ้าวซันถามเสียงอ่อนโยนว่า ตนจะฆ่าใครได้ บราลีพูดกลัวๆว่า อย่าฆ่าตนก็แล้วกัน

ความอ่อนแอแผ่ซ่านในหัวใจของจ้าวซัน เขาบอกเธออย่างอ่อนโยนว่า

“บราลี...อย่ากลัวผมเลย ผมไม่ใช่คนที่คุณต้องกลัวเลยซักนิด เพราะผมจะไม่มีวันทำร้ายคุณได้ ไม่มีทาง...” บราลีโต้ว่าเขาเคยตีตน “นั่นคือการอบรมสำหรับเด็กดื้อ”

“คุณมีสิทธิ์อะไรมาอบรมฉัน คุณคงเคยชินกับการได้ทุกอย่างที่อยากได้ คอยควบคุมให้โลกหมุนตามที่ใจคุณต้องการ แต่คุณไม่ใช่พระอาทิตย์ไม่มีทางที่คุณจะได้ดังใจทุกอย่างหรอก รู้ไว้ด้วย!!”

“ทำไมผมจะไม่รู้!! ชีวิตที่ผ่านความสูญเสียมาแล้วทุกรูปแบบอย่างผม รู้ซึ้งดีทุกรสชาติ...ทุกอย่างมันอยู่ในนี้” เขาชี้ที่หัวตัวเอง “ไม่เคยไปไหน มันอยู่กับผมตลอด ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ภาพมันยังอยู่ในนี้...ภาพวันที่ผมต้องหนีกระเจิดกระเจิงมาอยู่ที่นี่ ภาพตอนที่พ่อผมฆ่าตัวตาย...ภาพแม่ที่ต้องลำบากและหัวใจสลายตายตามพ่อไปอีกคน...และภาพวันที่ผมต้องปล่อยให้น้องสาวระหกระเหินจากไปที่อื่น ผมไม่มีสิทธิ์...แม้แต่จะร้องไห้...”

“น้องสาว?...”

“ถ้าตอนนั้นผมโตอีกสักหน่อย เก่งอีกสักนิด มันคงไม่เป็นอย่างนี้...”

เรื่องราวและน้ำเสียงของจ้าวซันที่เจ็บปวด เก็บกด และโกรธแค้น...ทำให้บราลีสงสารเขาขึ้นมา เมื่อออกจากลิฟต์ บราลีลากเขาเลี่ยงไปมุมสงบแถวบันได บอกเขาว่าตนเข้าใจแล้ว แต่ที่เธอบอกว่าเข้าใจคือ เข้าใจจากการเปรียบเทียบความรู้สึกของเขากับนิยายกำลังภายใน และหนังจีนที่เธอเคยดูเคยอ่านเกี่ยวกับการตามล้างแค้น พูดจริงจังว่า

“คุณต้องเลิกคิดที่จะแก้แค้น มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ล้างแค้นต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด พ่อของคุณหรือใครต่อใครที่คุณเคยสูญเสีย ก็ไม่มีทางย้อนคืนกลับมาได้ ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า อย่าถอยหลังลงคลอง ฉันพูดแค่นี้ คิดว่าคุณคงจะมีปัญญามากพอจะสำนึกและคิดได้”

จ้าวซันมองหน้าบราลีที่พูดขึงขังจริงจังแล้วอยากขำแต่ขำไม่ออก

บราลีนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าเศร้าลงเมื่อคิดถึงชีวิตตัวเอง บอกเขาว่า

“และ...และที่สำคัญ อย่าคิดว่าชีวิตคุณคนเดียวเท่านั้นที่เลวร้าย ยังมีคนที่ชีวิตเลวร้ายกว่าคุณอีก...จำไว้...”

“หมายความว่า...ยังไง....” จ้าวซันมองหน้าบราลีใจหวิวๆใคร่รู้ อยากฟังเรื่องราวในชีวิตของเธอ...

ooooooo

ทั้งสองพากันไปที่สวนสาธารณะ เดินกินไอติม โยเกิร์ตมาด้วยกัน พลางบราลีเล่าชีวิตของตัวเองให้ฟัง

“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังหรอกนะ แต่ชีวิตฉันเศร้า...คุณพ่อฉันที่เป็นเพื่อนคุณ ขอฉันมาเลี้ยง ฉันพยายามทบทวนความทรงจำ ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า ฉันน่าจะเป็นเด็กชาวเขา...มาจากเผ่าอะไรสักเผ่าทางเหนือของไทย”

“จริงเหรอครับ” จ้าวซันมองทึ่งกับจินตนาการของเธอ บราลีเดินนำไปนั่งที่ใต้ต้นไม้สวย เล่าเศร้าๆต่อไปว่า

“จริง...แล้วอาจจะมีใครลักพาฉันจากพ่อแม่ จะเอามาขายที่เชียงใหม่ แล้วก็มีบาทหลวงของศาสนาคริสต์มาช่วยไว้แล้วคุณพ่อก็ไปรับมา ตอนที่คุณแม่อยู่ เรามีความสุขมากถึงฉันจะอยู่อเมริกา คุณพ่อคุณแม่ก็น่ารักตลอด จนคุณแม่ตาย คุณพ่อก็เปลี่ยนไป”

“เปลี่ยนยังไง” จ้าวซันหน้าเครียด บราลีน้ำตาคลอขณะเล่าต่อว่า...

“ท่าน...เย็นชามาก เหมือนไม่อยากเจอหน้าฉันอีก ท่านไม่ให้ฉันกลับบ้านแล้วตัวท่านเองก็ไม่ไปเยี่ยมฉันที่อเมริกาอีกเลย จนบัดนี้ ฉันจะกลับเมืองไทย ท่านก็ยังไม่ยอม เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพราะท่านคงอึดอัด เพราะฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆหรืออะไรก็ไม่รู้...แล้วคุณคิดดูสิ ว่าฉันจะรู้สึกยังไง...”

บราลีน้ำตาไหล เธอปาดทิ้ง เงยหน้ามองฟ้ากะพริบตาถี่ๆกลืนน้ำตาเข้าไปแล้วจึงหันยิ้มกับจ้าวซันกลบเกลื่อน

แต่เมื่อแยกกันกลับ อยู่กับตัวเองแล้ว ต่างก็คิดถึงเรื่องราวของอีกฝ่ายอย่างสะเทือนใจ

“ใช่...ชีวิตเธอเลวร้ายกว่าฉันมาก...ฉันขอโทษ...ม่านฟ้า...” จ้าวซันรำพึง

บราลีเองก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ พึมพำ...

“น้องสาว?...จ้าวซันมีน้องสาวที่ไหนอีก??”

ooooooo

ในทางเปิดเผย เกาเฟยแสดงตัวเป็นคนซื่อสัตย์รับใช้ฉินเจียงอย่างถวายหัว แต่ในทางลับ เขาติดต่อกับเหม่ยอิง ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง แต่เป้าหมายร่วมกันเวลานี้คือ กำจัดฉินเจียงก่อน

เมื่อนัดพบกันลับๆเหม่ยอิงถามว่า “มันไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม” เกาเฟยพูดอย่างย่ามใจว่าไม่เลย มันไว้ใจตนเต็มที่ เชื่อตนทุกอย่าง เหม่ยอิงบอกว่ามันโง่ แล้วก็ยุขึ้น เกาเฟยฟังแล้วพูดอย่างดูถูกว่า

“มันไม่เหมาะที่จะเป็นไท้เผ่งแม้แต่น้อย ไม่มีความรู้อะไรสักอย่าง ไม่มีพรสวรรค์อะไรสักเรื่องแต่

กร่างที่สุดในโลก” เหม่ยอิงหัวเราะบอกว่า เขาเรียกว่าโง่แล้วอยากนอนเตียง เกาเฟยผสมโรงว่า “มันจะได้ไปนอนเตียงในคุกแน่ครับ ถ้าไม่ตายเสียก่อน” เหม่ยอิงบอกเกาเฟยว่าทุกอย่างตนฝากไว้กับเขา “คุณหนูวางใจเถอะครับ ผมวางกับดักมันไว้ทุกทางแล้ว มันไม่รอดแน่ๆ

คนนี้...ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง แล้วแถมปัญญาเบาอีก”

“ครบเครื่องเรื่องฉินเจียงจริงๆ” เหม่ยอิงหัวเราะเสียงใส เกาเฟยหัวเราะอย่างสะใจ

คืนนี้เอง จ้าวไทไท คุณนายใหญ่ ก็ให้อาม่าเรียกเหม่ยอิงไปพบ เหม่ยอิงหงุดหงิดที่ถูกเรียกเอากลางดึก ไปถึงเธอถามตามมารยาทว่า แม่ใหญ่สบายดีหรือ แล้วถามว่ามีอะไรจะใช้ตนหรือแม่ตน

จ้าวไทไท หรือแม่ใหญ่ของทุกคน ชวนเหม่ยอิงดื่มน้ำชา เหม่ยอิงหงุดหงิดเลยยกดื่มรวดเดียวหมดถูกน้ำชาลวกปากแต่อดทนไม่แสดงอาการ บอกจ้าวไทไทว่าดื่มแล้ว จ้าวไทไทถามว่ารู้ไหมว่านี่ ชาอะไร...ชาชั้นดีเลยนะ คนอย่างเธอคงแยกแยะไม่ออกสินะว่าอะไรคือชาชั้นดี อะไรคือชาชั้นเลว แล้วจ้าวไทไทก็ยกชาของตัวเองขึ้นละเลียดดมและจิบ เอ่ยช้าๆ

“คนที่สักแต่กรอกเข้าปาก ไม่มีความละเอียดใดๆในชีวิต จะดื่มชาหรือน้ำอุ่นก็ไม่ต่างกัน คนเช่นนี้ไม่คู่ควรจะได้ลิ้มรสชาดีๆแม้สักหยดเดียว” เหม่ยอิงพูดเสียงขุ่นว่าตนไม่ชอบดื่มชา จ้าวไทไทยังคงพูดเนิบๆว่า “คนเก็บชาบางคน ไม่รู้ว่าใบชาที่ดีคือใบชายอดอ่อน ก็เลยไปเก็บเอาใบชาที่หลุดจากขั้ว ร่วงตกพื้นมาใส่ตะกร้าปะปนกัน เพราะคิดตื้นๆว่ากลิ่นและรสชาติที่ได้จากยอดอ่อนจะช่วยเจือจางความเลวจากดินได้บ้าง แต่เปล่าเลย ชาชั้นเลวก็คือชาชั้นเลววันยันค่ำ”

“แล้วชาชั้นดีมันวิเศษวิโสมากนักเหรอ จะบอกให้นะคะแม่ใหญ่ จะชาดีชาชั่ว มันก็ทำให้ท้องผูกเหมือนๆกัน”

“คนไม่รู้ดื่มชาคือท้องผูก คนรู้ดื่มคือระบาย...อย่า ระเริงไป เพราะต่อให้เธอซ่อนตัวเองอย่างดีอยู่ในสุดยอดใบชา แต่คนที่รู้ เขาดูออก มองปราดเดียวเขาก็แยกกำพืดที่มาของเธอได้ ไม่แน่เขาอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใบชาขึ้นรา...เป็นพิษ...ไม่ให้คุณ...หาประโยชน์อันใดไม่ได้เลย...เขาจะไม่เสียเวลาดมกลิ่นเธอด้วยซ้ำ แล้วจุดจบของใบชาขึ้นราอย่างเธอก็คือ พื้นดินที่เธอจากมานั่นแหละ”

พูดจบจ้าวไทไทเทชาที่เหลือทิ้งกระโถน เหม่ยอิงโกรธจนตัวสั่นที่ถูกเปรียบเปรย ท้าก่อนสะบัดหน้าออกไปว่า

“แม่ใหญ่คอยดูก็แล้วกันค่ะ ฉันขอตัว”

จ้าวไทไทมองตามแล้วหัวเราะสะใจด้วยเสียงที่เย็นเยียบ...

ooooooo

มิถิลาแปลกที่เลยนอนไม่หลับ จนตีสอง เธอตกใจร้องกรี๊ดเมื่อพลิกตัวมาเห็นคนใส่ชุดดำใส่หมวกคีโม ครอบผม มายืนมืดๆ อยู่ข้างเตียง คนชุดดำรีบเอามือปิดปากด่าเบาๆ

“ไอ้บ้า...แต๋วแตกไปได้เงียบๆ สิ เดี๋ยวไอ้พวกข้าง นอกก็แห่มากัน” ที่แท้คือศิขรนโรดม องค์รัชทายาทนั่นเอง

ไม่ทันไร ทหารองค์รักษ์สองคนที่อยู่หน้าห้องก็เคาะประตูบอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้อง ศิขรนโรดมทำหน้าตายถามว่า พวกเขาคิดว่าตนนอนหลับแล้วละเมอกรีดร้องเยี่ยงสตรีกระนั้นหรือ ถามว่าเสียงจากห้องอื่นหรือเปล่า แกล้งถามว่าราชิดกับโกศินหรือบรรดานายทหารของเขานำสตรีมาค้างคืนด้วยหรือเปล่า

ศิขรนโรดมพูดเสียจนทหารองครักษ์ทั้งสองนายถอยออกไป จากนั้นจึงหันมาเร่งมิถิลาให้แต่งตัวออกไปท่องราตรีกรุงเทพฯ กัน

มิถิลาจำต้องลุกขึ้นไปกับศิขรนโรดม เธอถูกพาไต่ระเบียงอย่างโลดโผนลงมา ทั้งสองในชุดดำ ใส่แว่นตา ใส่หมวกถักดำ เดินกอดคอกันบ่ายหน้าไปยังถนนที่ยังพลุกพล่าน

ศิขรนโรดมสนุกสนานกับการหนีเที่ยวคืนนี้มาก ส่วนมิถิลาทั้งเกร็งทั้งกลัว ตามศิขรนโรดมไปแบบที่แทบจะเรียกได้ว่าถูกลากคอไปเลยทีเดียว เมื่อเจอ รปภ.ศิขรนโรดมก็เข้าไปถามเป็นภาษาอังกฤษว่า อยากจะไปกินอะไรข้างนอก มีที่ที่เปิดตลอดทั้งคืนแถวนี้ไหม รปภ.บอกว่าต้องไปแถวไชน่าทาวน์เยาวราช ศิขรนโรดมโค้งขอบคุณอย่างงามแล้วลากมิถิลาออกไปเรียกตุ๊กๆ ที่หน้าโรงแรมไปกันอย่างเบิกบานใจ

ที่หน้าโรงแรม ชายร่างล่ำสันยืนข้างเสาไฟ เมื่อเห็นทั้งสองนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ออกไปก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขี่ตามไปห่างๆ จนทั้งสองไปถึงเยาวราช เข้าไปในร้านบะหมี่ปู ครู่เดียว บะหมี่ที่มีก้ามปูวางอย่างหรู 2 ชาม ก็มาวางตรงหน้ามิถิลามองตาโต ส่วนศิขรนโรดมบ่นยิ้มๆว่า

“เสียดายแทนอสุนีไม่ได้มาสนุกกันอย่างนี้...มาต่างประเทศเราควรเที่ยวตามข้างถนน จะได้รู้จักชีวิตจริงของราษฎรในประเทศนั้น จำไว้นะเจ้า” ว่าแล้ว ศิขรนโรดมก็คีบบะหมี่กินอย่างเอร็ดอร่อย

มิถิลาตอบรับเบาๆ ติงแผ่วๆ ว่า “ทรงทำแบบนี้มันเสี่ยงมาก”

“มิน เจ้ารู้ไหม บางที...นั่งอยู่ตรงนี้ อาจจะเสี่ยงชีวิตน้อยกว่านั่งอยู่ใต้ฉัตรแห่งราชบัลลังก์คีรีรัฐเสียอีก อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าหากเราหายไป ไม่กลับไปที่ห้องอีก พลเอกราชิดกับเจ้าโกศินจะทำอย่างไรต่อไป คงสนุกพิลึก” พูดแล้วหัวเราะขำๆ

มิถิลาถามว่าไม่โปรดราชิดหรือ ศิขรนโรดมทำเสียงตกใจว่า ถามอะไรอย่างนั้น ใครจะกล้า หัวเราะแล้วบอกว่า

“เขาใหญ่ที่สุดแล้วในคีรีรัฐ เจ้าเองก็ประจบประแจงไว้ให้ดีเถิด จะได้มียศใหญ่ไวๆ” พูดแล้วจับแก้มมิถิลาบีบเบาๆ เธอปัดมือออกบ่นว่าชอบจับตัวอยู่เรื่อย ศิขรนโรดมมองหน้าเย้า “ทำไมล่ะ จับไม่ได้หรือ เป็นกะเทยหรือถึงหวงตัว นี่ๆ” ว่าแล้วก็จับหูจับจมูกจับไหล่มั่วไปหมด มิถิลากลัวโดนว่าอีก เลยนั่งตัวแข็ง

ที่มุมหนึ่ง ชายร่างกำยำที่ตามมา กำลังยกโทรศัพท์ขึ้นกดๆๆ...

ooooooo

กินบะหมี่ปูเสร็จพากันเดินมาตามริมถนน มิถิลาใจไม่ดีถามว่าจะไปไหนอีก ชวนกลับดีกว่าเพราะ ถ้านายพลราชิดรู้เข้าจะเดือดร้อนกันใหญ่

“อ้อ...เจ้าคงกลัวความผิดล่ะสิ งั้นเจ้ากลับไปเลย เราจะไปของเราคนเดียว”

“ไม่ใช่เช่นนั้น” มิถิลาชี้แจงว่า พรุ่งนี้บ่ายต้องไปร่วมงานประชุมเรื่องอุตสาหกรรมสิ่งทอพื้นเมืองอาเซียนที่โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา เช้าต้องเตรียมข้อมูลการประชุมให้พร้อม คืนนี้จึงควรบรรทมให้เต็มที่

“พูดมากจริง รู้หมดแล้วไม่ต้องเตรียมอะไรหรอกน่ะ” แล้วเหล่ไปที่มุมหนึ่งลดเสียงลงบอกว่า “บนถนน...ที่ 17 นาฬิกา มีคนตามเรามา มันตามมานานแล้ว เจ้าทำเฉยๆไว้”

ศิขรนโรดมหลอกล่อแล้วหลบชายร่างกำยำที่ตามมา ชายคนนั้นเงยหน้าจากโทรศัพท์ไม่เห็นทั้งสองแล้ว จึงขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามหา ถูกศิขรนโรดมกลิ้งถังขยะมาขวางแล้วกระโดดออกไปโจมตีอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว รถล้มลงมิถิลากระโดดคร่อมรถประคองไว้ ส่วนชายคนนั้นพลาดท่าล้มลง ศิขรนโรดมถอดหมวกกันน็อกออกถามว่า

“เจ้าคือใคร เป็นคนของไอ้พวกกบฏหรือไม่!”

“องค์รัชทายาท ข้าพเจ้า.....”

“หึ...คนไทยนี่ แต่รู้จักข้า เจ้าตามข้ามาใช่ไหม กลับไปบอกหัวหน้าเจ้าด้วยว่าข้าขอยืมรถของเจ้าไปใช้หน่อย ขอบใจนะ” พูดแล้วกระโดดขึ้นรถซ้อนมิถิลาเอาแขนคร่อมตัวเธอไว้แล้วขับออกไปทันที มิถิลาร้องอย่างตกใจ

“ไม่ต้องกลัว มันไม่ต่างจากม้าของพวกเราหรอก เราเคยลองขับมอเตอร์ไซค์ภูเขาของพวกขนสินค้าเถื่อนข้ามดอยมาแล้ว” ศิขรนโรดมบิดมอเตอร์ไซค์ไปอย่างเร็ว

ที่แท้ ชายกำยำคนนั้น เป็นคนของภูสินทรที่ตามมาอารักขา พอลุกขึ้นได้ก็รีบล้วงโทรศัพท์ออกมากดรัวทันที

ooooooo

ศิขรนโรดมขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่บังคับยืมมาท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานมาถึงชายทะเลก็เช้าพอดีศิขรนโรดมเที่ยวอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและคึกคะนอง แต่มิถิลานั่งหน้าซีดแล้วซีดอีก

แต่สุดท้ายศิขรนโรดมก็ถูกรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พุ่งเข้ามา ต่างทำท่าราวกับจะประจัญบานกัน แต่พอถอดหมวกกันน็อกออก กลายเป็นภูสินทร

“คุณเมืองเทพ...” ศิขรนโรดมอุทานอึ้ง

ภูสินทรที่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพเพื่ออำพราง นั่งลงบังคมรายงานว่า

“กระหม่อมตามมาได้ เพราะรถคันนั้นมีเครื่องติดตามจีพีเอส และชายที่ตามอารักขาเจ้าน้องเมื่อคืน คือคนของกระหม่อม เจ้าน้อง ทำไมทรงซุกซนอย่างนี้ หากเกิดอันใดขึ้นกับพระองค์ พวกกระหม่อมคงไม่แคล้วถูกประหาร”

ศิขรนโรดมได้ยินภูสินทรเรียกว่า “เจ้าน้อง” ก็ถึงกับน้ำตาคลอบอกว่าไม่มีคนเรียกตนเช่นนี้มานานมากแล้ว พึมพำ “เราได้เป็นเจ้าน้อง...เพราะครั้งนั้น เราเคยมีเจ้าพี่...”

“พระองค์ยังทรงมีเจ้าพี่อยู่เสมอมา องค์ชายศิขรนโรดม”

ศิขรนโรดมตะลึงกับเรื่องที่ไม่คาดว่าจะได้ยิน...

ooooooo

จ้าวซันยังฝึกซ้อมการต่อสู้กับเต๋อเป่าและอาหลี่อย่างสม่ำเสมอ หลังซ้อมวันนี้ เต๋อเป่าเอารายชื่อพ่อค้าอาวุธ 3 คนจากแผ่นดินใหญ่ให้ดู จ้าวซันคลี่กระดาษอ่านทันที

“พานหงปิน เฉินเสี่ยวหาว ต้าเป่ยไหล พวกนี้มันซื้อ ขายอาวุธสงครามที่หลุดออกมาจากทุกสำนักเลยใช่ไหม”

จ้าวซันคุยกันถึงเส้นทางค้าอาวุธทั้งทางน้ำและทางบกซึ่งนับวันเสี่ยงที่จะถูกจับได้มากขึ้นและหากถูกจับได้ก็ย่อมกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พวกนักค้าอาวุธจึงหาเส้นทางใหม่

“มันขนส่งกันโดยใช้เที่ยวบินของเจ้าชายคนนั้น เพราะหากมีปัญหาอะไรมันก็อ้างว่าเป็นฝีมือเจ้าชายคนนั้น ที่ซื้ออาวุธเพื่อจะก่อการร้ายหรืออะไรได้ด้วย” เต๋อเป่าวิเคราะห์

“มันจะเอาศิขรนโรดมเป็นเหยื่อให้ได้ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง...อย่าหวังเลย!” จ้าวซันขบกรามแน่น

“เราคงต้องสืบต่อว่าในจำนวนนักค้าอาวุธเถื่อน 3 คนนี้ ใครที่ไอ้เกาเฟยติดต่ออยู่” เต๋อเป่าเสนอ

จ้าวซันพยักหน้าเห็นด้วย

ooooooo

บราลียังเคืองหลินจื้อเหม่ยไม่หายที่รู้เห็นเป็นใจกับจ้าวซันหลอกตนวันนั้น หลินจื้อเหม่ยไม่ถือสาบอกว่าตนทำไปเพราะรักเธอ บอกบราลีอย่างหนักแน่นมั่นใจว่า

“สำหรับฉัน เขาเป็นคนดี ฉันยอมรับเขา ไม่ใช่เพราะเขามีเงิน แต่เพราะความดีของเขาและเธอก็ควรจะมองเห็นความดีของเขาเสียที”

พอดีจ้าวซันเอารถมาให้บราลีใช้ เธอปฏิเสธทันที จ้าวซันชี้แจงว่าเอามาให้เธอยืมชั่วคราว เธอจะได้ไม่ต้องเรียกแท็กซี่ ไม่ต้องเสี่ยงกับคนที่ไม่น่าไว้วางใจ และตนก็จะได้ไม่ต้องส่งรถมารับส่งให้เธออึดอัดอีก

บราลีจึงยอมรับรถไว้ใช้ และไปลองรถกัน ปรากฏว่าเธอขับรถดีมากจนจ้าวซันชม แต่เรื่องก็ยังไม่จบ บราลีถามอย่างตรงไปตรงมาและให้เขาตอบอย่างเปิดเผยว่า เขาต้องการอะไร จะจีบตนหรือ จ้าวซันอึ้ง เธอรุกต่อถามว่าเขาแต่งงานหรือยัง! จ้าวซันนิ่งไปกับคำถามที่ตรงจนเป็นขวานผ่าซากนั้น แต่บราลีถือว่าเขาไม่ตอบอะไรตรงๆเลยถามใหม่ว่า

“เอางี้...คุณเป็นคนดีหรือเปล่า” จ้าวซันหัวเราะถามว่าใครจะตอบได้ บราลีโมเมว่าแค่คำถามง่ายๆก็ยังไม่ยอมตอบ ชี้หน้าเขาสรุปว่า “แปลว่าคุณเป็นคนไม่ดี” เธอชี้หน้าว่าเขาแบบนี้ถึงสองครั้ง จนจ้าวซันฉุนจับนิ้วเธอกำไว้ ปรามเสียงเข้ม

“อย่าชี้หน้าผม! เพราะการชี้หน้าด่ากัน มันคืออาการแสดงความไม่เคารพไม่ให้เกียรติ ไม่นับถือผู้ใหญ่ เป็นนิสัยไม่ดี คนฮ่องกงหรือคนอเมริกันอาจจะทำได้ แต่เด็กๆคีรีรัฐต้องไม่ทำ!”

บราลีมองขวับถามว่าใครเป็นเด็กคีรีรัฐ! จ้าวซันอึกอักรู้ตัวว่าพลาดอีกแล้ว เลยเดินเลี่ยงไป แต่บราลีไม่ยอม ตามจิกถามจะรู้ให้ได้ จ้าวซันเลยตัดบทว่า “มันไม่เกี่ยวกับคุณ ผมพูดถึงตัวผม” บราลีไม่เชื่อหาว่าเขาโกหก

จ้าวซันเลยบอกว่าไม่โกหกก็ได้ แต่บอกแล้วห้ามเธอบอกคนอื่นแม้แต่เพื่อนสนิทของเธอ เมื่อบราลีสัญญาว่าไม่บอกใคร เขาจึงบอกว่า “ผมเป็นคนคีรีรัฐ”

บราลีเข้าใจว่าเขาอายชาติกำเนิดของตัวเอง ชักสีหน้าใส่ “ฉันเกลียดมากเลย คนที่ดูถูกรากเหง้าของตัวเอง” จ้าวซันถอนใจยาวอย่างอ่อนใจกับการมองตนในแง่ลบทุกแง่มุมของบราลี แต่เธอไม่สนใจ เปิดฉากอบรมยืดยาวว่า...

“ฉันพูดจริง คนอย่างฉัน ไม่เคยอายชาติกำเนิด...

ถ้าคุณอายที่จะบอกใครๆว่าคุณเป็นคนคีรีรัฐ คุณก็ควรจะกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติคุณเสียบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าคีรีรัฐเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ มีภาษา มีวัฒนธรรมของตัวเอง แล้วคุณคิดดูเถอะ ว่าประเทศนั้นอยู่มาได้ยังไง โดยไม่เป็นเมืองขึ้นของไทย พม่า จีน หรือแม้แต่อังกฤษ...
จ้าวซัน คุณควรภูมิใจในชาติของคุณ”

จ้าวซันอึ้ง พูดไม่ออก มองบราลีน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งตื้นตันใจ

ooooooo

เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าไม่อยู่โรงแรม ศิขรนโรดมโทรศัพท์บอกราชิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีภารกิจให้ทำมากมายต้องตื่นเช้าทุกวันเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว ฉะนั้นวันนี้ก่อนเที่ยงห้ามใครรบกวนเด็ดขาด

ขณะที่ภูสินทรกับศิขรนโรดมคุยกันถึงอดีต มิถิลามองหน้าภูสินทรตลอดเวลา ภูสินทรบอกเธอว่า

“เจ้าเด็กน้อย เจ้าคงจะต้องเลือกแล้วว่าเจ้าจะจงรักภักดีต่อฝ่ายใด”

“มิน...ฟังนะ” ศิขรนโรดมเอ่ย “เมื่อ 20 ปีก่อน เรามีพี่ชายคนหนึ่ง ชื่อองค์น่านปิงนรเทพ สำหรับเรา เขาคือองค์รัชทายาทที่ควรจะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่ใช่เรา แต่เวลานี้ เจ้าพี่น่านปิงของข้า อยู่ที่ไหน ทรงสบายดีใช่ไหม ทรงเกลียดข้าแล้วหรือเปล่า...” ศิขรนโรดมหันถามภูสินทร พยายามกลั้นน้ำตาไว้

“เจ้าพี่ของฝ่าบาท ไม่เคยคิดในทางลบต่อฝ่าบาทเลย” ภูสินทรพูดอย่างสะเทือนใจ

มิถิลายิ่งฟังก็ยิ่งงง ในขณะที่ภูสินทรและศิขรนโรดมพูดกันถึงเหตุการณ์ในเวลานั้นด้วยความนึกคิดในวันนี้อย่างสะเทือนใจ ทั้งสองเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบ ประสานเรียงร้อยเป็นเหตุการณ์เดียวกัน...

ในคืนที่เจ้าหลวงพีริยเทพสิ้นพระชนม์นั้น เจ้าชายมาทยาธรพระเชษฐากลับยิ้มที่มุมปาก นายพลจัตุรัสเป็นต้นเสียงแก่ทหารในทันทีว่า “เจ้าเหนือหัวองค์ใหม่ ขอจงทรงพระเจริญ” บรรดาทหารขานรับกันเซ็งแซ่

มาทยาธรบัญชานายพลจัตุรัสในทันทีว่า “ย่ำรุ่งพรุ่งนี้ ออกข่าวให้ประชาชนรู้ว่าน้องเราพระทัยวายกะทันหันและจัดเตรียมงานพระศพให้สมพระเกียรติ”

แต่เมื่อรู้ว่าพระเทวีกับราชบุตรหนีไปได้ มาทยาธรก็สบถถามว่า “แล้วข้าจะนอนหลับตาลงได้อย่างไร มิต้องสะดุ้งตื่นมาพบดาบจ่อคอสักคืนหรือ!” ราชิดรายงานว่าตนจับภูสินทร ราชองครักษ์ตำหนักหน้าไว้แล้ว มาทยาธรสั่งเค้นเอาความจริงจากปากภูสินทรให้ได้ ภูสินทรจึงถูกทรมานอย่างทารุณ

มิถิลาฟังอย่างตั้งใจ มองหน้าเมืองเทพที่อยู่ตรงหน้าถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่าน...ท่านคือราชองครักษ์ตำหนักหน้า ภูสินทร!” ทั้งภูสินทรและศิขรนโรดมมองหน้ามิถิลาเหมือนสงสัยว่ารู้ได้อย่างไร มิถิลาเล่ากลัวๆกล้าๆว่า “คือ... ตอนฝึกทหารเคยได้ยินครูฝึกเล่าว่า เอ่อ...ราชองครักษ์ภูสินทรเป็นกบฏที่ลักพาตัวพระชายาและพระราชบุตรของพระองค์เจ้าหลวงในโกศหายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน”

“ครูฝึกเจ้าเล่าคำเท็จ ความจริงเสด็จแม่ทรงเล่าให้ฟังว่า...” ศิขรนโรดมเล่าถึงเสด็จแม่ ซึ่งเป็นพี่สาวของพระเทวีที่เล่าเหตุการณ์ขณะนั้นว่า เมื่อทราบจากบายศรี ภรรยาของภูสินทร ว่าสามีบาดเจ็บสาหัสและถูกคุมขังอยู่ และเวลานี้ไม่รู้ชะตากรรมของพระเทวีกับราชบุตร ก็บอกแก่บายศรีว่า
“ภูสินทรจะไม่ถูกฆ่าตาย เขาเป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับเรื่องนี้ ข้าจะให้เขาหนีไป เพื่อตามไปดูแลน้องสาวและหลานข้าให้ได้”

ด้วยการช่วยเหลือของเสด็จแม่ของศิขรนโรดม ภูสินทรจึงหนีรอดไปได้ และพระเทวีกับราชบุตรจึงปลอดภัย...

“พระมารดาของพระองค์ทรงกล้าหาญยิ่ง กระหม่อมจึงมีวันนี้” ภูสินทรเอ่ย แล้วเร่ง “แต่ตอนนี้ พระองค์รีบเสด็จกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลานัดหมาย”

เวลาตามหมายกำหนดการใกล้เข้ามาทุกที ราชิตและโกศินจะขึ้นไปที่ห้องศิขรนโรดม สุริยะต้องหลอกล่อให้ไปชมวิวถ่วงเวลา

ภูสินทรเห็นว่าถ้าไปทางรถคงถึงโรงแรมไม่ทันเวลาแน่ จึงเปลี่ยนเป็นให้ศิขรนโรดมไปเจ็ตสกีแทน โดยภูสินทรไปกับศิขรนโรดม และมิถิลาไปกับลูกน้องภูสินทร จึงไปได้ทันเวลาพอดี!

ooooooo

จ้าวซันฟังบราลีซึ้งใจจนน้ำตาคลอ เขาขอบใจที่เธอทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น ทำให้ตนมีความสุข ตนเริ่มภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนคีรีรัฐขึ้นแล้ว

บราลีพาซื่อถามว่าจริงหรือ พลันก็หน้าสลดเมื่อบอกว่าตนเองก็อยากภูมิใจแบบเขาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะภูมิใจเรื่องอะไร แล้วบราลีก็ระบายปมที่อยู่ก้นบึ้งหัวใจตัวเองตลอดมาว่า...

“ฉันไม่รู้ว่าตัวฉันเป็นใคร มาจากไหน พ่อแม่เป็นใคร ท่านยังอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ทำไมฉันถึงต้องถูกคนนั้นคนนี้เอาไปเลี้ยง หรือว่าพ่อแม่ขายฉันมา หรือว่าท่านยังมีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากจนที่ไหนสักแห่ง ฉันไม่รู้เลย...”

จ้าวซันเป็นห่วงความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอบอกว่าจะกลับกรุงเทพฯไปช่วยพ่อทำงาน แต่ก็กังวลไม่รู้พ่อจะยินดีหรือไม่จ้าวซันจึงเสนอให้เธอทำงานที่บริษัทตน รับรองว่าเธอจะได้ใช้ศักยภาพเต็มที่แน่ บราลีถามว่างานอะไร

“งานถวายการต้อนรับเจ้าชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐ เวลานี้ คุณพ่อคุณก็กำลังทำงานนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ หากอยากช่วยพ่อ คุณต้องรับงานนี้”

ระหว่างที่จ้าวซันพาบราลีไปที่บ้านสี่ฤดู เขามอบไอแพดให้เธอ เปิดให้ดู เป็นภาพของคีรีรัฐในปัจจุบัน ในนั้นมีรูปของศิขรนโรดมในเครื่องแต่งกายประจำชาติ จ้าวซันแนะนำว่า

“นั่นคือองค์ชายศิขรนโรดม เจ้าชายรัชทายาทแห่งคีรีรัฐ คนที่คุณต้องดูแลให้ดีเมื่อเขามาถึงที่นี่”

เมื่อไปถึงบ้านสี่ฤดู จ้าวซันเอาเอกสารเกี่ยวกับคีรีรัฐปึกใหญ่มาให้บราลีศึกษา เธอโวยวายว่าใครจะไปอ่านทัน จ้าวซันบอกว่ายังมีเวลาอีก 5 วันก่อนที่เจ้าชายศิขรนโรดมจะเสด็จมา งานของเธอแค่ช่วยแนะนำสถานที่และโรงงานของตนก็พอแล้ว

ผิงอันมาเห็นบราลีมากับจ้าวซัน เธอดีใจมากถามว่าดีกันแล้วหรือ

“ผิงอัน วันนี้ มิสบราลีจะสอนน้องเรื่องประเทศคีรีรัฐเป็นภาษาอังกฤษ” จ้าวซันตีขลุม บราลีทำท่าจะโวยแต่ผิงอันร้องขึ้นอย่างดีใจเสียก่อนว่าต้องสนุกแน่ๆ เลย “แน่นอนจ้ะ พี่ฝากให้น้องดูแลครูของน้องด้วย”

“คุณฝากใครให้ดูแลใครกันแน่” บราลีชักฉุน

“ฝากให้น้องทั้งสองคนดูแลกันและกันก็แล้วกัน” บราลีสะดุดหูถามว่า ‘น้องทั้งสองคน’ พูดผิดหรือเปล่า จ้าวซันยิ้มทำทียอมรับว่าตนพูดผิด แล้วขอไปทำงานเลย บราลีจะตามไปจิกถามให้รู้เรื่อง ถูกผิงอันดึงมือรบเร้า...

“พี่บรี...มาสอนหนูเถอะ หนูอยากเรียนเรื่องประเทศต่างๆในโลก คีรีรัฐอยู่ใกล้ประเทศของพี่บรีนี่คะ ต้องสวยน่าไปเที่ยวแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”

บราลีเลยต้องหยุดอยู่ตรงนี้  แต่ไม่วายจิกตาตามหลังจ้าวซันไปเคืองๆ

ooooooo

แม้ว่าศิขรนโรดมจะมาได้ทันเวลา แต่ทหารของราชิดยืนเต็มไปหมดจะเข้าไปในห้องพักได้อย่างไร จึงเป็นปัญหา

แต่สุริยะที่รู้ว่าศิขรนโรดมอยู่ข้างนอก นอกจากหลอกล่อถ่วงเวลาไม่ให้ราชิดกับโกศินไปเร่งรัดศิขรนโรดมที่ห้องนอนแล้ว ยังหลอกทั้งสองไปขังไว้ที่บันไดหนีไฟ ทั้งสองทุบประตูโวยวาย จนทหารที่เฝ้าหน้าห้องนอนศิขรนโรดมต้องรีบมาช่วย ศิขรนโรดมจึงเข้าห้องไปได้โดยสะดวก

เมื่อราชิดกับโกศินกลับเข้ามาในโรงแรมได้แล้ว ก็ตรงไปที่ห้องนอน เคาะประตูก็ไม่มีเสียงตอบโกศินจึงส่งเสียง

“ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงตื่นหรือยังพระเจ้าค่ะ” ในห้องยังเงียบ พอราชิดสั่งให้ไปเอาคีย์การ์ดมา ประตูก็เปิดในทันที

ศิขรนโรดมใส่เสื้อคลุมอาบน้ำเปิดประตูมาถามเสียงงัวเงียรำคาญว่า

“อารายกานนนน...ได้เวลาแล้วเหรอ...”

ทุกคนอึ้ง มิถิลามาขออภัยว่าตนลืมตั้งนาฬิกาปลุก

“ฝ่าบาท...ยังมีเวลาพะยะค่ะ 10 นาที แต่จะสรงนานกว่านั้นก็ได้ เราไปช้าแค่ไหน พวกคนไทยก็ต้องรออยู่แล้ว ไม่ต้องไปเกรงใจใครหรอกพะยะค่ะ” ราชิดกัดนิ่มๆยิ้มเครียดๆ

ที่มุมหนึ่ง ภูสินทรโผล่มาสบตาสุริยะ ต่างชูแม่โป้งให้กัน โดยที่ทหารคีรีรัฐไม่มีใครสังเกตเห็น

ooooooo

ผู้กองเหลียงยังปักใจเชื่อว่าจ้าวซันทำเรื่องผิดกฎหมาย สั่งหมวดจางให้จับตาการเคลื่อนไหวของจ้าวซันตลอดเวลา บอกหมวดจางว่า ตนอยากเป็นคนเล่นงานจ้าวซันด้วยตัวเอง เพราะได้กลิ่นคดีเด็ด หมายมั่นปั้นมือว่า งานนี้เราดังแน่

ดังนั้น ผู้กองเหลียงจึงขับรถสะกดรอยรถของจ้าวซันไป อาหลี่รู้แกวแกล้งเลี้ยวรถเข้าไปในซอย ผู้กองเหลียงไม่กล้าตามกลัวฝ่ายนั้นจะรู้ตัวเลยขับรถตรงไป อาหลี่แน่ใจว่าถูกตามแน่ๆ บอกจ้าวซันว่าเห็นมันตามมาตั้งแต่ลงเขาแล้ว

จ้าวซันถามว่าระแวงมากไปหรือเปล่า บ่นว่าทำให้ตนเสียเวลา อาหลี่รีบบอกว่าเดี๋ยวตนจะพาไปทางลัดทันเวลาแน่

เวลาเดียวกันนั้น ฉินเจียงที่เกาเฟยบอกว่าบัญชีในธนาคารของเขาถูกอายัดหมดแล้ว ก็ลิ่วมาที่ห้องทำงานของจ้าวซันเจอเทเรซ่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ตรงเข้าไปตะคอกว่าจ้าวซันไปไหน เทเรซ่าตกใจบอกว่าไม่อยู่ มีธุระอะไรสั่งตนไว้ก็ได้

“ฉันต้องการพูดกะเขาเดี๋ยวนี้” ฉินเจียงตวาดเกาเฟยพูดแทรกว่า จ้าวซันสั่งอายัดบัญชีธนาคารของไท้เผ่งใช่ไหม เวลานี้ไท้เผ่งไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินอะไรได้เลย

เทเรซ่ายืนยันว่าตนไม่ทราบจริงๆ ฉินเจียงตะคอกว่า “พวกแกจะลองดีกะฉันใช่ไหม จ้าวซันอยากงัดข้อกับไท้เผ่งใช่ไหม” ตบโต๊ะปัง! แล้วกระชากโทรศัพท์สั่ง “ตามตัวมันมา ใช้เบอร์ด่วนติดต่อให้มันมาพูดกับฉันเดี๋ยวนี้!”

“ดิฉันไม่ทราบว่าคุณชายจ้าวซันไปไหน แล้วดิฉันก็ไม่สามารถติดต่อท่านได้เหมือนกันค่ะ” เทเรซ่ายืนยันเสียงสั่น

ooooooo

ที่ห้องพักศิขรนโรดมในโรงแรม มิถิลามาถามที่หน้าห้องว่าทรงฉลองพระองค์เสร็จหรือยัง ได้เวลาเสด็จแล้ว เสียงจากข้างในบอกว่าขอเวลาอีกห้านาที มิถิลาจึงจะไปแจ้งนายพลราชิด

ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดผัวะ ศิขรนโรดมล็อกคอมิถิลาเข้าไปในห้อง กดลงกับพื้นกลางห้องทันที ตัวศิขรนโรดมคุกเข้าคร่อมบนร่างมิถิลาพูดแววตาแข็งกร้าว

“มิน...ข้าขอโทษที่ต้องทำเช่นนี้ แต่เจ้ารู้ความลับของข้าทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่ท่านแม่แอบลักลอบช่วย

ภูสินทรจากผาห่มดอก และเรื่องที่นักธุรกิจเมืองเทพคือราชองครักษ์ภูสินทร โดยเฉพาะเรื่องของเจ้าพี่น่านปิงนรเทพ ข้าไม่สามารถให้ความลับเรื่องเจ้าพี่ยังมีชีวิตอยู่รั่วไหลออกได้!”

“องค์ชาย...จะทำอะไรกระหม่อม...ได้โปรด...” มิถิลาตกใจตาเหลือก

“มิน...ขอชีวิตเจ้าให้ข้าเถอะ...” ศิขรนโรดมกด คอมิถิลาแน่น “ข้าขอชีวิตทั้งกายและใจของเจ้าให้กับข้า...ขอให้เจ้าจงรักภักดีต่อข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น...เจ้าให้ข้าได้หรือไม่ หากฝ่ายพวกไอ้ทรราชเสนออะไรให้กับเจ้า ข้าจะให้สองเท่า เจ้าอยากจะได้ลาภยศ หรืออะไร แม้แต่นางกำนัลสวยๆ สักสิบหรือร้อยคนข้าก็จัดหาให้เจ้าได้ ขอเพียงเจ้าสาบานว่าจะถวายชีวิตเจ้าเพื่อข้า ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าต่อต้านกบฏคีรีรัฐได้หรือไม่มิน!”

“พวกทรราชที่ท่านว่าคือ เอ่อ...คือ...” มิถิลาพยายามดิ้น พริบตานั้นนายพลราชิดเปิดประตูเข้ามาเร่งว่าสายแล้ว เห็นภาพนั้นก็ชะงัก ถามว่าอะไรกัน!! ศิขรนโรดมลุกขึ้นปัดมือไปมาบอกราชิดว่า

“เราซ้อมศิลปะป้องกันตัวแบบคีรีรัฐกันนิดหน่อย ก็ท่านราชิดไม่ยอมให้อสุนีมาด้วยนี่นา ปกติเราต้องซ้อมมือกับลูกชายท่านเสมอๆ พอไม่มีเขาเราก็เลยต้องซ้อมกับเด็กแบบนี้แหละ แต่ไอ้มินมันไม่ไหว อ่อนหัดเหลือเกิน ทหารหนุ่มทั้งกองทัพไม่เห็นมีใครเก่งเท่าอสุนีสักคน”

“ก็...อสุนีป่วยจริงๆ หม่อมก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรนี่พะย่ะค่ะ” ราชิดรีบแก้ตัว

“นั่นสินะ...” ศิขรนโรดมทำหน้าตึงเดินออกจากห้องไปทันที มิถิลายังอึ้ง งง สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นยืนมึนอยู่

“จะยืนทื่อหาบุพการีรึไง! ตามเสด็จไปสิ...ไป!!” ราชิดตะคอกระบายอารมณ์ลงกับมิถิลาแทน

มิถิลาได้สติรีบตามศิขรนโรดมไป

ooooooo

ผู้กองเหลียงกับหมวดจางเดินเข้าห้องมาต่างชะงักเมื่อเห็นอเล็กซ์ง่วนอยู่กับการกดดูคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะผู้กอง พอผู้กองเหลียงถามว่ามาทำอะไรที่โต๊ะตน อเล็กซ์เดินออกมาบอกว่า

“เขาไปแล้ว...ไหนผู้กองว่าคุณห้ามเขาเดินทางไปต่างประเทศแล้วไง” ผู้กองยืนยันว่าจ้าวซันรับปากแล้ว “แสดงว่าคุณไม่มีความหมายในสายตาเขาเอาเสียเลย” อเล็กซ์หยัน

“คุณหมายความว่าไง อเล็กซ์” หมวดจางถาม

“ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรายงานผมมาเดี๋ยวนี้เอง ว่าเขาเพิ่งเดินทางออกจากฮ่องกงไป ด้วยเครื่องบินเล็ก คนเดียวเดี๋ยวนี้เอง”

“อะไรนะ...จ้าวซันไปไหน!!” ผู้กองเหลียงตกใจ

ooooooo

ศิขรนโรดมไปเยี่ยมเยือนโรงงานผ้าไหมที่อยุธยาของสุริยะ โดยมีภูสินทรคอยรับเสด็จ และสุริยะนำทัวร์ด้วยตัวเอง

ระหว่างนั้น โกศินกับราชิดแอบสบตากัน โกศินพยักหน้าเชิงว่าทุกอย่างพร้อมตามแผน

เมื่อเข้าไปที่โรงเลี้ยงไหม ราชิดแอบแบมือขออะไรบางอย่างจากโกศิน โกศินหันไปพยักหน้ากับทหารติดตาม ทหารคนนั้นหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาให้ โกศินเอากล้องไปส่งให้ศิขรนโรดม

“ฝ่าบาท...โปรดถ่ายภาพ ทรงอยากจะถ่ายภาพ ไปฝากเจ้าหลวงและพระเทวีด้วยองค์เองสักหน่อยไหมพะย่ะค่ะ”

“เอาสิ” ศิขรนโรดมรับกล้องไปแล้วเริ่มถ่ายรูปสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจัง

เวลาเดียวกันนี้...ที่ฮ่องกง ขณะบราลีกำลังสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอันนั้น จู่ๆเหม่ยอิงก็เข้ามาถามว่าพี่ใหญ่อยู่ไหน พอบราลีกับเหม่ยอิงพบกันต่างก็ทักทายกันอย่างนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันที่นี่ ผิงอันถามงงๆ ว่าสองคนรู้จักกันหรือ

“แกสะเออะอะไร กล้าเข้ามาอยู่กันในห้องนี้” เหม่ยอิงถลึงตาใส่ ผิงอันลุกขึ้นตอบเชิดๆว่า

“ก็พี่ชายใหญ่ให้มาใช้ห้องนี้ อ้อ...นี่มิสบราลี ภีมะมนตรี ลูกสาวของพลตรีสุริยะ นักธุรกิจเพื่อนพี่ชายใหญ่จากเมืองไทย พี่บรีคะ นี่ พี่เหม่ยอิง พี่สาวแท้ๆ  แม่เดียวกันกับหนู” น้ำเสียงผิงอันกัดนิด ในประโยคสุดท้าย

เหม่ยอิงใส่จริตแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกับบราลีอย่างเป็นทางการ แล้วบ่นว่าไม่รู้พี่ใหญ่ไปไหน ปิดโทรศัพท์และไม่เข้าไปที่ตึกอีกแล้ว หมู่นี้พี่ใหญ่หายตัวลึกลับบ่อยจัง ผิงอันย้อนกวนๆ ว่าแล้วพวกตนจะไปรู้หรือ แล้วพูดเหน็บว่า

“ถ้าพี่ไม่รู้ ก็แปลว่า พี่ใหญ่ไม่อยากให้ใครรู้ พี่ก็ไม่ควรจะไปตามจิกพี่ใหญ่” เลยถูกเหม่ยอิงตวาดปราม

บราลีเห็นบรรยากาศไม่ดีรีบขัดขึ้น ขอบคุณเหม่ยอิงอีกครั้งที่ช่วยบอกทางวันนั้น แล้วหันถามผิงอันอย่างประชดประชันว่านี่ก็เรื่องบังเอิญอีกหรือ ผิงอันงงไม่เข้าใจ เหม่ยอิงไล่ผิงอันออกไปบอกว่าตนจะคุยกับมิสบรีส่วนตัว ทีแรกผิงอันไม่ยอมออกไปอ้างว่าพี่ชายใหญ่ให้ตนดูแลเธอ เหม่ยอิงจิกมองไล่ตะเพิด บราลีจึงบอกให้ผิงอันออกไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงตน ไม่มีใครทำอะไรตนได้หรอก ผิงอันจึงจำต้องออกไปอย่างห่วงๆ

ผิงอันออกไปเจออาม่า อาม่าถามว่าออกมาทำไม หนีเรียนหรือ ผิงอันจิกตาแค้นระบายกับอาม่าว่า

“หนูเกลียดบ้านนี้ พี่ใหญ่ไปไหนก็ไม่รู้ ปล่อยให้นางปีศาจอาละวาดอีกแล้ว บ้านนี้ถ้าไม่มีพี่ใหญ่ซะคน พวกเราต้องโดนรังแกจนไม่มีที่ยืนแน่ๆ”

ooooooo

พอผิงอันออกไป เหม่ยอิงก็ก่นด่าว่าเด็กบ้าทำอย่างกับตนเป็นยักษ์มาร บราลีตัดบทว่ามีอะไรจะคุยกับตนหรือ เธอจึงหันมาบอกด้วยท่าทีที่ผิดกับครั้งที่ทำเป็นเจอกันโดยบังเอิญว่า

“จะบอกให้ก็ได้นะ...วันนั้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... วันนั้นฉันตามคุณไปเองแหละ ฉันอยากรู้จักผู้หญิงที่ทำให้พี่ชายใหญ่หลงจนหัวปักหัวปํา แต่ก็ขอเตือนเอาไว้อย่าง พี่ชายใหญ่ไม่ใช่คนดี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาก อย่าไปไว้ใจ ระวังจะเสียน้ำตา อ้อ...ข้อมูลอีกอันที่คุณควรจะรู้ไว้ จ้าวซันเป็นคู่หมั้นของฉัน!”

คราวนี้ทำเอาบราลีช็อก เหม่ยอิงชำเลืองแว่บหนึ่ง เล่าต่ออย่างสะใจว่า

“เราไม่ใช่พี่น้องที่แท้จริง เต้ของฉันเลี้ยงพี่ชายใหญ่มา เพื่อให้ดูแลพวกเราและเพื่อให้เขาเป็นเจ้าบ่าวของฉัน เราจะช่วยกันสร้างอาณาจักรของตระกุลจ้าวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ยั่งยืน แล้วเราสองคนก็รักกันและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันแล้วด้วย หวังว่าเธอคงจะไม่คิดจะเข้ามาเป็นมือที่สามหรอกนะ”

ooooooo

โรงงานผ้าไหมที่อยุธยา...สุริยะนำทัวร์มาจนถึงบริเวณสาธิตทอผ้าไหม ศิขรนโรดมถ่ายรูปไม่หยุด

ภูสินทรยืนคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างๆ พลันเขาก็สะดุ้งเมื่อมือถือดังขึ้น พอกดรับฟังปลายสายเขาตาโตรีบผละไปเนียนๆ

สุริยะพาชมมาจนถึงส่วนต้นไหมเพื่อการย้อมสี ซึ่งเป็นลานกว้างมีเตาถ่านเรียงราย ทุกเตามีกระทะใบบัว ขนาดใหญ่ แต่ละกระทะเป็นสีที่ถูกต้มจนเดือดปุดๆ เพื่อการย้อม ฟืนในเตาปะทุแดงฉาน!

ที่อีกด้านหนึ่ง ภูสินทรเดินนำคนงานเข้ามา 2-3 คน ทุกคนสวมหมวกคลุมหัว ถุงมือ หน้ากากปิดจมูกปาก ถือเข็ดไหมที่ย้อมแล้วเข้ามาจะแขวนโชว์
หนึ่งในคนงานจ้องมองศิขรนโรดมแววตาตื่นเต้น ตื้นตัน ใต้หน้ากากนั้นคือจ้าวซันนั่นเอง!

“ทอดพระเนตรไหมที่ย้อมเสร็จแล้วก่อนพะย่ะค่ะ จะเห็นว่าสีไหมนี้สดใส แต่ก็ไม่จี๊ดจ๊าดบาดตา เพราะเป็นสีธรรมชาติ ที่เราคิดสูตรของเราเอง นี่...นายคนนั้นน่ะมาทางนี้หน่อยซิ” สุริยะชี้ไปที่จ้าวซัน

จ้าวซันค้อมหัวเชิญไหมเข้าไปตรงหน้าให้ศิขรนโรดมถ่ายรูป ระหว่างนั้นจ้าวซันแอบมองศิขรนโรดม อย่างใกล้ชิด เห็นความน่ารักอ่อนโยนจนอดชวนคุยไม่ได้ ถามว่า “โปรดการถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไหร่หรือพะย่ะค่ะ”

“เพิ่งหัดถ่าย ยังไม่เก่ง วันก่อนไปเที่ยวห้างในกรุงเทพฯ แล้วมีคนถวายกล้อง ก็เลยอยากจะ...”

พริบตานั้น ราชิดเข้ามาผลักอกจ้าวซัน ตวาดว่าพูดอะไรกับองค์ชาย! โกศินเข้ามาถามว่า ทำไมต้องใส่หน้ากากทำท่าจะกระชากหน้ากากออก ภูสินทรรีบเข้ามาขวางบอกว่าคนงานพวกนี้ทำงานกับสีกับสารเคมีตลอดวัน เขาต้องป้องกันตัวเอง

“อย่าไปยุ่งกับเขาเลยท่านราชิด” ศิขรนโรดมตัดบท พยักหน้าให้จ้าวซันออกไปเสีย จ้าวซันถอยไปให้พ้นจากความสนใจของพวกราชิดเนียนๆ เอาไหมที่ย้อมแล้วขึ้นไปแขวนแล้วออกไปกับพวกคนงาน

ราชิดหันมาสะกิดโกศินเตือนให้รีบทำบางอย่าง แล้วทั้งสองก็หลอกล่อให้ศิขรนโรดมไปถ่ายรูปจากมุมสูง โดยต้องขึ้นไปบนสะพานโครเมียมที่ใช้สำหรับเดินเหนือเตาเหล่านั้น ศิขรนโรดมสนใจ สุริยะจึงทูลเชิญขึ้นไปโดยตัวเองจะตามขึ้นไปด้วย ถูกราชิดติงว่าอย่าขึ้นไปหลายคนนักเลย ให้สุริยะอยู่ให้ข้อมูลข้างล่างนี้ดีแล้ว

“ให้คนสนิทของเราตามมาอารักขาด้วยอีกคนก็พอ มิน...เจ้ามากับเรา”

ราชิดเลยพูดไม่ออก

ooooooo

จ้าวซันกับคนงานเดินออกมา คนงานเหลือบเห็นน็อต 4 ตัววางอยู่ที่ขอบหน้าต่าง จ้าวซันถามว่าน็อตอะไร คนงานคนนั้นบอกว่าไม่รู้ เพราะเมื่อคืนตนทำความสะอาดห้องนี้แล้ว ดูดฝุ่นอย่างดี ไม่รู้น็อตพวกนี้มาจากไหน จ้าวซันหยิบขึ้นมาดูรู้สึกถึงสถาน-การณ์ที่ไม่ปกติ รีบกลับเข้าไป เห็นศิขรนโรดมยืนอยู่เหนือเตาต้มไหมแล้ว!

จ้าวซันขยับจะเข้าไปถูกทหารคีรีรัฐขวางไว้ไม่ยอมให้ขึ้นบันได ทั้งยังถูกโกศินเข้ามาจะกระชากหน้ากาก จ้าวซันถอยไปปัดมือโกศินออก

ศิขรนโรดมเดินไปบนแผ่นโครเมียมที่พะเยิบ พะยาบ พลางทวงคำตอบจากมิถิลาที่ตนได้ขอชีวิตเธอไว้แต่มิถิลายังไม่ได้ตอบ พอถูกทวงคำตอบมิถิลาอึกอัก ทันใดนั้นศิขรนโรดมก้าวไปบนพื้นสะพานที่พะเยิบพะยาบน่ากลัว มิถิลาตะโกน

“องค์ชาย ระวัง!!” แล้วถลาเข้าไป ศิขรนโรดมถอยพ้นแต่มิถิลาร่วงลงไป ศิขรนโรดมคว้าไว้ทัน ร่างมิถิลาจึงถูกจับมือห้อยอยู่เหนือเตาใหญ่ที่สุดที่สีในกระทะกำลังเดือดปุดๆ ทุกคนตะลึง!

ศิขรนโรดมรั้งมิถิลาไว้สุดกำลัง แขนสองข้างถูกน้ำหนักและแรงดึงดูดกดทับไปกับขอบโครเมียมที่ค่อนข้างคมกดบี้เข้าไปในเนื้อจนเลือดไหล!

ภูสินทรจะวิ่งขึ้นไปช่วย ถูกโกศินขวางไว้อ้างว่าสะพานรับน้ำหนักไม่ไหว จ้าวซันเห็นศิขรนโรดมพยายามช่วยมิถิลาแต่มือเริ่มลื่นจะหลุด สุริยาตะโกนให้คนงานเอาบันไดมารับตัวองครักษ์ไว้ ศิขรนโรดมบอกมิถิลาให้ทนอีกนิด

“พระโลหิตไหลมากแล้ว ปล่อยมือหม่อมฉัน... หม่อมฉันเลือกแล้วว่าจะจงรักภักดีต่อองค์ชายแต่เพียงผู้เดียว ชีวิตของกระหม่อมเป็นขององค์ชาย ทอดพระเนตรเห็นแล้วใช่ไหม”

“ขอบใจ...มิน...ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าตกลงไปเด็ดขาด!”

พริบตานั้น มิถิลามือลื่นร่างร่วงลง วินาทีนั้นจ้าวซันโหนผ้าไหมที่ตากระโยงระยางคล้องอยู่กับขื่อ จับสองชายม้วนกับแขนโหนทะยานไปตะครุบตัวมิถิลาไว้ได้ก่อนจะร่วงลงไปในกระทะที่กำลังเดือด ร่างทั้งสองตกกลิ้งไปกับพื้น

“เจ้าทหารน้อย ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” จ้าวซันถามอย่างโล่งใจ ศิขรนโรดมดีใจมากที่มิถิลาปลอดภัย ดีใจจนลืมความเจ็บปวดของตัวเอง ส่วนราชิดกับโกศินเจ็บใจที่แผนพลิกความคาดหมาย ทำทีเข้าไปดูแลศิขรนโรดมอย่างห่วงใย ขณะเดียวกันก็จิกตามองคนงานที่โหนเส้นไหมขึ้นไปช่วยมิถิลา ตรงไปจะกระชากหน้ากากออกดูหน้า

“ไปดูทหารของคุณสิ เขาเกือบจะตาย มาสนใจอะไรผม” จ้าวซันปัดมือโกศินพลางถอยแล้วแหวกผู้คนหลบไป โกศินจะตาม ถูกสุริยะมาขวางถามว่าองค์ชายเป็นอย่างไรบ้าง ภูสินทรก็เร่งให้รีบพาไปห้องพยาบาล โกศินถูกกันและเร่งให้มาดูแลศิขรนโรดม เป็นโอกาสให้จ้าวซันหลบเข้าไปในห้องเก็บของ แต่โกศินยังไม่ยอมแพ้ ตามเข้าไปในห้องเก็บของข้างๆนั้นเห็นคนงานใส่หน้ากากเต็มไปหมด เข้าไปกระชากหน้ากากออกทีละคน...ทีละคนประกาศว่า “ใครที่ช่วยทหารคนนั้นไว้เมื่อกี๊ ข้าจะให้รางวัล” พลันก็มีคนงานร่างใหญ่คนหนึ่งยกมือขึ้นเอ๋อๆ

โกศินหุนหันผละไปด้วยใบหน้าที่เอ๋อยิ่งกว่า...

ooooooo

ฉินเจียงแค้นใจที่ถูกจ้าวซันขวางทางธุรกิจมืดของตน เกาเฟยกระทุ้งซ้ำว่าจ้าวซันมีอิทธิพลจริงๆ เราคงสู้เขายากแล้วส่งโทรศัพท์ให้กดดู บอกว่ามีคนส่งรูปนี้มาให้ตน

เป็นรูปสดๆ ที่บราลีอยู่กับผิงอันในบ้านจ้าวซัน ฉินเจียงพึมพำ “ผู้หญิงคนนี้...เพื่อนยัยผิง”

“ไม่ใช่แค่นั้นครับ เธอเป็นเพื่อนและเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คุณหนูผิงอันด้วย แต่ที่ผมอยากจะบอกคุณชายรองก็คือ บราลีคนนี้น่าจะเป็นคนสำคัญมากๆ ของคุณชายใหญ่ครับ คุณชายใหญ่กำลังพยายามเอาใจแม่นี่อย่างสุดๆ เลยครับ ถึงกับซื้อรถให้ขับ”

ฉินเจียงถามว่าจ้าวซันกำลังจีบบราลีหรือ เกาเฟยยั่วยุว่า ไม่ใช่แค่จีบแต่หลงรักเอามากๆ อยากจะขอแต่งงานอะไรขนาดนั้นเลย แล้วหยอดท้ายให้ฉินเจียงน้ำลายสอว่า “แต่นังผู้หญิงก็ดูเหมือนจะเล่นตัวไม่น้อย”

เวลาเดียวกัน ผู้กองเหลียงก็ไปหาข่าวจ้าวซันเดินทางไปต่างประเทศจากเหม่ยอิง เล่าข่าวอ่อยก่อนว่า จ้าวซันเดินทางไปประเทศไทยด้วยเครื่องบินเล็ก ปรากฏว่าเหม่ยอิงเองก็ไม่รู้ ผู้กองจึงเล่าต่อว่า จ้าวซันส่งเทียบเชิญองค์ชายศิขรนโรดมแห่งคีรีรัฐมาเยือนฮ่องกงในไม่กี่วันนี้ เวลานี้องค์ชายคนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ การไปเมืองไทยแบบลับๆ มันเกี่ยวกับแผนการรับเสด็จหรือเปล่า? อ่อยขนาดนี้แล้วเหม่ยอิงยังบอกว่าจ้าวซันทำอะไรอยู่เขาไม่ยอมให้ตนรู้เลย ผู้กองทั้งยอและยุว่า

“แปลกจัง งานนี้ทำไมคุณชายไม่โชว์น้องสาวคนสวยและเก่งให้พวกประเทศหลังเขาได้ชมเป็นขวัญตา”

“พี่ชายเห็นคนอื่นสำคัญกว่าเหม่ยอิง ไม่เป็นไร สักวันเหม่ยอิงจะพิสูจน์ให้พี่ชายเห็นว่าเหม่ยอิงมีค่ามากกว่าผู้หญิงไทยคนนั้น” แต่พอผู้กองสนใจเรื่องผู้หญิงไทยคนนั้น เธอกลับตัดบทว่า “ช่างมันเถอะค่ะ แล้วผู้กองจะเลี้ยงอะไรเหม่ยอิงล่ะคะ อยากเมาจังเลยตอนนี้”

ผู้กองเหลียงมองตาปรอย รู้สึกผู้หญิงคนนี้จี๊ดโดนใจจริงๆ!

ฝ่ายบราลี หลังจากคุยกับเหม่ยอิงแล้ว เธอตัดสินใจจะไม่มาที่บ้านสี่ฤดูอีก บอกผิงอันว่าถ้าอยากเรียนภาษาอังกฤษกับตน ก็ให้ไปบ้านตน ฝากกุญแจรถคืนให้จ้าวซัน อาม่าจะให้คนขับรถไปส่งก็ปฏิเสธ

“ไม่...ไม่ต้องให้ใครมาบริการฉันอีก ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น อย่าตามตื๊อฉัน ถ้าอยากเรียนกับฉัน เราต้องปรับท่าทีของพวกเราทุกคนใหม่ ไม่มีการทำตัวสนิทสนมกันเองเป็นพิเศษอีกแล้ว” บราลีเดินเชิดออกไปอย่างทระนง

“พี่เหม่ยอิงทำอะไร ทำไมพี่บรีเปลี่ยนไป” ผิงอันร้องไห้จนอาม่าต้องกอดปลอบ

แต่พอบราลีเดินออกไปถึงหน้าบ้าน ก็เจอฉินเจียงมาดักพบบอกว่ามีเรื่องอยากให้เธอช่วย แต่ไม่ยอมคุยที่บ้านชวนขึ้นรถไปด้วยกัน ครั้นบราลีไม่ไปก็คุยอวดความเป็นไท้เผ่งเป็นสุภาพบุรุษสาบานว่าเรื่องที่จะให้เธอช่วยไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ขอให้ไว้ใจตน ให้โอกาสตนสักครั้ง ทั้งหว่านล้อม ปรามาสว่าไม่กล้า ทำตัวเป็นเบบี๋ จนบราลีฮึดขึ้นมายอมขึ้นรถไปกับเขา

ooooooo

ศิขรนโรดมกลับห้องพักโดยไม่ยอมไปทำแผล มิถิลาจึงทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว

“เจ้าช่วยชีวิตเรา...มิน...เจ้าคือเพื่อน...เจ้ารู้ตัวไหม มิน ว่าเจ้าทำลายแผนการของพวกเขา”

“พวกเขา?”

“ราชิด...เขาวางแผนจะฆ่าเราในโอกาสมาต่างบ้านต่างเมืองคราวนี้แน่ๆ เขากันลูกชายเขาไว้ ไม่เช่นนั้นอสุนีต้องมารับเคราะห์นี้แทนเจ้า ราชิดเขาจัดการทุกอย่างไว้รัดกุมแล้ว น้องสาวของอสุนีเป็นนางกำนัลควบคุมตัวแม่เราอยู่ ถ้าเขาฆ่าเราสำเร็จ ครอบครัวเขาขึ้นเถลิงอำนาจแน่นอน อสุนีอาจเสียใจบ้างในทีแรก แต่สักพักเขาก็ต้องยอมรับสิ่งที่พ่อเขามอบให้ น่าอนาถจริงๆ ความโลภไม่เคยปรานีคนเลว ได้คืบจะเอาศอก อยากได้อำนาจจนถึงกับคิดฆ่าคน แล้วจะต้องฆ่าอีกกี่คน แล้วตัวเขาจะอยู่ค้ำฟ้าหรือก็เปล่า”

มิถิลาร้องไห้ออกมา ศิขรนโรดมถามว่าร้องไห้ทำไม เธอบอกว่า เสียใจที่พลเอกราชิดเป็นเช่นนี้...ไม่น่าเลย...ศิขรนโรดมนั่งลงข้างๆ มิถิลาโอบไหล่เธอไว้ตบเบาๆ พูดปลอบทั้งที่ตัวเองก็เจ็บปวด...“ เราร้องไห้มามากแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต ตอนนี้เราจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว มันไม่มีประโยชน์ มิน...เราต้องสู้ ไม่สู้ก็ตาย หรือไม่ก็ยอมแพ้ มีแค่นั้นเอง ไม่มีทางที่ 3 ให้เลือก!”

มิถิลาลอบมองหน้าศิขรนโรดม คิดในใจว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นใครจะทำอย่างไร? แต่อยู่ๆศิขรนโรดมก็มองหน้ามิถิลาอย่างใกล้ชิด เธอตกใจผงะ แต่แล้วศิขรนโรดมกลับ ดึงตัวเข้าไปกอดไว้ มิถิลาช็อกอยู่ในอ้อมกอดนั้น

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.