กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ที่อุทยานในวังแห่งคีรีรัฐ...ราชิด โกศิณ จอมพล จัตุรัส และอสุนีที่เดินตามหลัง กำลังเดินมาหาเจ้าหลวงมาทยาธรที่ต้องใช้ไม้เท้าประคองหัดเดิน โดยมีศิขรนโรดมคอยดูแล ทั้งสามคุยกันถึงการขนอาวุธจากฮ่องกงเข้า คีรีรัฐ

เจ้าหลวงเห็นทั้งสี่เดินมา จึงร้องทักอย่างยินดี

“มากันแล้ว สามทหารเสือ...มิตรแท้ของพ่อศิขรพ่อไม่ห่วงลูกเลยแม้แต่น้อย ที่จะเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตกับคนพวกนี้ ทั้งมีฝีมือแล้วก็จงรักภักดีกับเราอย่างแท้จริง ถ้าไม่ได้พวกเขา ทุกวันนี้ พวกเราก็คงเป็นแค่ไม้ประดับอยู่ในคีรีรัฐไปวันๆ ไม่ได้เป็นใหญ่อย่างทุกวันนี้หรอกนะลูก ต่อไปลูกต้องไม่ลืมตอบแทนบุญคุณพวกเขา และให้อสุนีบุตรชายราชิดได้เป็นใหญ่เป็นโตในสมัยของลูกล่ะ”

สามทหารเสือ ที่เจ้าหลวงมาทยาธรเอ่ยถึงนั้น มาเพื่อเตรียมการเดินทางไปต่างประเทศของศิขรนโรดม จอมพลจัตุรัสแจ้งว่า ได้เอาร่างพระราชดำรัสที่จะต้องดำรัสเป็นทางการในที่ต่างๆ มาให้ด้วย

“ที่จริงเราก็ร่างๆ ของเราเองไว้แล้ว ท่านจอมพลไม่น่าลำบาก” ศิขรนโรดมพูดพลางสบตากับอสุนีแบบรู้กัน

“ศิขร นโรดม...ท่านจัตุรัสเป็นผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศ ลูกให้ท่านชี้แนะน่ะ ถูกต้องแล้ว ไม่งั้นลูกชอบพูดชอบคิดอะไรล้าหลัง ตามอย่างไอ้ครูแก่นั่นอยู่เรื่อย มันเชยจะตาย อายชาวโลกเขาแย่ ไม่ไหว...ไม่ไหว...”

พวกราชิดหัวเราะกันอย่างประจบเอาใจเจ้าหลวงในขณะที่ศิขรนโรดมกับอสุนีสบตากันอีกครั้งอย่างอึดอัดใจ...

ต่อมา อสุนีได้รับคำสั่งจากราชิดว่าไม่ให้เขาเดินทางไปกับศิขรนโรดม เขาถามว่าพวกพ่อมีแผนอะไรกับองค์ชายศิขรหรือ

“เปล่าแต่มันอาจจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นโดยที่พวกเราป้องกันไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของลูก ลูกอยู่ที่คีรีรัฐนี่ดีที่สุด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ลูกจะได้พ้นผิด เพราะเรามีคนที่จะโยนบาปให้ไว้เรียบร้อยแล้ว”

คนพวกนั้น ที่ราชิดเอ่ยถึงคือน่านปิง พระเทวีและภูสินทรที่หนีไปและไม่มีข่าวคราวอะไรเลย อสุนีเดาได้ทันทีว่าพวกเขากำลังจะถูกโยนให้เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้

“ช่วยไม่ได้ พวกมันอาจตายไปแล้วก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับองค์ชายน้อย ถ้าเราบอกว่าเป็นฝีมือพวกนั้น ประชาชนก็พร้อมที่จะเชื่อกันอยู่แล้วนี่นา... ตั้งแต่วันนี้...พ่อขอให้ลูกป่วย ป่วยหนักมากด้วย พ่อจะออกใบลาให้ เข้าใจนะ อย่ามีปัญหา” ราชิดทั้งย้ำ ทั้งปรามแล้วเดินไป อสุนียืนอึ้งหน้าซีดเผือดกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น!

ooooooo

บนเส้นทางไปบ้านครูเฒ่า ศิขรนโรดมขี่ม้าตะบึงไปอย่างเร็ว มิถิลาน้องสาวของอสุนีที่มีใจเดียวกับพี่ชาย เห็นม้าของอสุนีวิ่งอยู่ไกลๆ จึงขี่ม้าไล่ตามเธอแต่งชุดดำปิดหน้าปิดตา ขี่ม้าดักหน้าดักหลังจนถูกศิขรนโรดมกระโดดล็อกคอรั้งตกกลิ้งไปกับพื้น จับตัวได้จึงรู้ว่าเป็นมิถิลา และมิถิลาก็เพิ่งรู้ว่านั่นไม่ใช่พี่ชายแต่เป็นองค์ชายรัชทายาท

ศิขรนโรดมบอกว่าตนเอาม้าของอสุนีมาขี่และปลอมตัวมาเพราะหากมาเป็นทางการจะเป็น เรื่องใหญ่โตต้องแจ้งฝ่ายนั้นแผนกนี้มากมายเหลือเกิน มิถิลาถามว่าพี่อสุนีเห็นด้วยใช่ไหม

“เปล่าเลย ข้าไม่ได้พบเขามาสองสามวันแล้ว นี่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว กลับไม่ได้นัดแนะเตรียมการอะไรกันเลย ดูเหมือนพ่อเจ้าจะใช้งานเขาหนัก”

“หม่อมฉันก็ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ทราบความเป็นไปที่นั่นเลย” มิถิลาก้มหน้าไม่กล้าสบตา ศิขรนโรดมมองมิถิลาอย่างพินิจพิจารณา ถามว่า

“เจ้าคงอยากเป็นชาย เป็นทหารมากสินะ ถ้าราชิดมีลูกชายสองคน เขาคงจะน่ากลัวมาก”

“พระองค์...ทรงคิดอย่างไรกับพ่อของหม่อมฉัน” มิถิลาเอะใจ

“ข้าก็นับถือเขามากน่ะสิ...ในแผ่นดินนี้ ใครจะยิ่งใหญ่เท่าราชิด ตัวเขาประกบติดเจ้าหลวง ลูกชายเขาประกบติดข้า ส่วนเจ้าลูกสาวคนเล็กที่เก่งกาจขนาดนี้ก็ประกบติดตัวแม่ข้าพระเทวีแห่ง คีรีรัฐ” ศิขรนโรดมหยุดยิ้มเย็นเยียบก่อนพูดต่อ “หากขาดครอบครัวเจ้า คงจะแย่ ทำอะไรไม่ได้ ไปไม่เป็นกันเลยล่ะ หึๆๆ”

มิถิลามิได้ภูมิใจ แต่ฟังแล้วกลับหน้าซีดเผือด!

ooooooo

ผิงอันติดกิ๊บใหม่ที่บราลีซื้อให้และนุ่งกางเกงขาสั้นแบบบราลี ยกจานผลไม้มาให้จ้าวซันที่นั่งอ่านหนังสือที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนบ้านสี่ฤดู  เธออวดกิ๊บตัวใหม่กับพี่ชาย แล้วคุกเข่าลงข้างๆ อ้อนให้พาเที่ยวดิสนีย์แลนด์เป็นของขวัญวันเกิดตน

เหม่ยอิงเดินมากับ คุณนายสี่ เห็นความสนิทสนมและการแต่งตัวนุ่งกางเกงขาสั้นของผิงอันก็หึงหมั่นไส้  เอ็ดน้องว่าอยู่บ้านก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วย เอาเสื้อผ้าที่ไหนมาใส่เหมือนคนชั้นต่ำ เดี๋ยวจะไปฟ้องแม่ใหญ่ ผิงอันวิ่งหนีไป คุณนายสี่จึงตามไปดู ที่นั่นจึงเหลือเหม่ยอิงกับจ้าวซัน เธอถามอย่างไม่พอใจว่า

“ระหว่างนังผิงอันกับน้อง พี่ชายใหญ่คงเลือกมันสินะคะ” แล้วยังตำหนิผิงอันอีกมากมายในเชิงหึงหวง จนจ้าวซันเตือนว่าให้หยุดคิดมากเสียที พี่น้องกันจะอะไรนักหนา เหม่ยอิงเลยงอนสะบัดออกไป

เหม่ยอิงกลับเข้าห้องค้นหาชุดที่จะทำให้ตัวเองสดใสขึ้นเพื่อเอาชนะใจจ้าวซัน เมื่อคุณนายสี่ติติงก็ย้อนแม่ว่า

“แม่ไม่ลองคิดถึงหัวอกหนูบ้าง ยอมให้หนูได้แต่งงานกับคนที่หนูรัก”

“แล้วเขารักลูกหรือเปล่าล่ะ” คุณนายสี่ย้อนถามแล้วลุกเปิดประตูจะออกไป เหม่ยอิงพูดตามหลังว่า

“แม่คอยดูหนูให้ดีก็แล้วกัน!”

ooooooo

วันหนึ่ง ผิงอันชวนบราลีไปเที่ยวบ้านตน และขอให้สอนภาษาอังกฤษให้เพื่อเตรียมไปเรียนที่อเมริกา บราลีมาสอนให้ผิงอัน จ้าวซันเห็นจึงขอยกน้ำชาเข้าไปให้แทนคนรับใช้ พอบราลีเห็นจ้าวซันก็ของขึ้นทันที

บราลีหาว่าจ้าวซันใช้ผิงอันเป็นเครื่องมือหลอกตน เธอเลิกสอนผิงอันคว้ากระเป๋ากลับทันที

จ้าวซันตามไปขอร้องให้สอนผิงอันต่อไป อย่าทิ้งเธอไปเลย เธอเป็นคนน่าสงสาร

ขณะจ้าวซันเดินง้อบราลีนั่นเอง เหม่ยอิงนั่งรถผ่านมา พอตามไปเห็นชัดๆว่าผู้หญิงคนนั้นคือบราลีก็คำรามเจ็บใจ

“ยัยนั่นอีกแล้ว นี่พี่ชายใหญ่ถึงกับพามาที่บ้านเลยเหรอ...” แล้วสั่งคนขับให้ตามไปแต่อย่าให้จ้าวซันเห็นเรา

จ้าวซันยังพยายามทั้งหว่านล้อมกระทั่งอ้อนวอนให้บราลีสอนภาษาอังกฤษแก่ผิงอัน แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งอาหลี่ขับรถมาจอด เขาจึงบอกให้เธอขึ้นรถ จะไปไหนก็บอก อาหลี่จะพาไป บราลีจะไม่ไป จ้าวซันเอ่ยอย่างเหนื่อยใจว่า

“ขอร้อง...อย่าให้ผมเป็นห่วงมากกว่านี้ คิดเสียว่าหลี่คือแท็กซี่ของคุณ”

“ฉัน...ขอบพระคุณ แต่อย่ามายุ่งกะฉันอีก ขอให้พอแค่นี้” บราลียอมขึ้นรถอย่างไว้เชิง

ตลอดเวลาที่จ้าวซันตามตื๊อบราลีนั้น เหม่ยอิงเฝ้าดูอยู่อย่างเจ็บใจร่ำๆจะออกไปตบบราลีให้หายแค้น

เมื่อบราลีขึ้นรถอาหลี่ไป เธอสั่งรถให้ตามไปอีก โอกาสดีเมื่อหลินจื้อเหม่ยยังไม่เลิกงาน พอลงจากรถอาหลี่ บราลีจึงท่องเที่ยวคนเดียว เหม่ยอิงฉวยโอกาสเข้าตีสนิทพาขึ้นกระเช้า แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

ระหว่างพาบราลีเที่ยว เหม่ยอิงก็สืบว่าเธอมีใครเป็นเพื่อนอยู่ที่ฮ่องกงและพักอยู่ที่ไหน ได้ข้อมูลแค่ว่ามีเพื่อนชื่อหลินจื้อเหม่ยพักอยู่ด้วยกัน แต่ระหว่างอาสาถ่ายรูปให้บราลี เหม่ยอิงแอบกดดูรูปที่ถ่ายไว้ เจอรูปจ้าวซันกับบราลีไปดูการแสดง Symphony of Light ด้วยกัน

ก่อนจากกันต่างแนะนำชื่อตัวเอง เหม่ยอิงบอกว่าหากบราลียังไม่กลับเมืองไทย เราคงได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้

โชคดีที่แยกกับเหม่ยอิงไม่นาน หลินจื้อเหม่ยก็มาถึง แต่พอบราลีเล่าว่ามีคนใจดีช่วยพาขึ้นกระเช้ามาตลอดทาง เธอชื่อเหม่ยอิง สวยด้วย หลินจื้อเหม่ยตกใจ พอบราลีถามว่ารู้จักหรือ ก็กลบเกลื่อนว่าชื่อคงซ้ำกันมากกว่า

ooooooo

จ้าวซันไปหาหลวงพ่อ ท่านให้เขาบอกความจริงแก่บราลีเสีย เพราะไม่มีอะไรดีกว่าความจริงอีกแล้ว

“ไม่ได้ หลวงพ่อ...ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าพ่อแม่เขาตายหมดเพื่อช่วยให้ผมรอด แล้วเจ้าแม่ผมก็ส่งเขาไปไกลให้ลืมทุกอย่าง เพื่อจะได้มีชีวิตที่สนุกสนาน ไม่ต้องเจ็บปวด ขมขื่น คับแค้น แล้วตอนนี้ ผมกลับจะต้องเป็นคนบอกทุกอย่าง...เพื่อ...”

“เพราะวันนั้นกำลังจะมาถึงเร็วๆนี้แล้วไงล่ะน่านปิง วันที่ลูกจะกลับไปทำภารกิจให้จบ เพราะฉะนั้นม่านฟ้าก็ต้องรับรู้ความจริงเช่นกัน”

“ไม่ได้หรอกครับ...เพราะผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าภารกิจนั้นจะทำสำเร็จหรือเปล่า ถ้าไม่สำเร็จ แล้วม่านฟ้าจะเป็นยังไง เขาจะมีชีวิตต่อไปยังไง สู้ให้เขาเกลียดผม เพราะนึกว่าผมเป็นมาเฟียโรคจิตบ้ากามเสียยังดีกว่า...”

จ้าวซันก้มหน้าอย่างอัดอั้น หลวงพ่อได้แต่มองเขาอย่างเวทนา...

ooooooo

ที่ตำหนักพระเทวีสิริวาระตี พระมารดาของศิขรนโรดม พระเทวีกำลังไหว้รูปวาดของเจ้าหลวงองค์ก่อนคือเจ้าพิริยเทพ

“หากมีใครไปทูลเจ้าหลวงว่าทรงบูชาเจ้าหลวงในพระโกศอยู่แบบนี้จะกริ้วแค่ไหน” แม่นมเอ่ย

“ใครจะไปทูล แม่นมหรือ? ตั้งแต่ประชวร ก็ไม่ได้เสด็จมาตำหนักในอีกเลย นอกจากเราออกไปถวายรับใช้ ถ้าไม่มีใครปากบอน ก็ไม่ทรงทราบหรอก ข้าอยากจะตั้งรูปพระเทวีองค์ก่อนบูชาเคียงข้างกันด้วยซ้ำ แต่ข้าอยากจะเชื่อว่า พระน้องนางของข้า และน่านปิงหลานรัก ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า...ไม่ใช่เพราะบาปกรรมที่ทรงทำกับอนุชาตัวเองหรือ เจ้าพี่ถึงได้ประชวรด้วยโรคร้ายตั้งแต่ยังทรงหนุ่มอยู่แท้ๆ”

คืนนี้ ศิขรนโรดมองค์ชายรัชทายาทมาเฝ้า พระเทวีถามว่าจะเดินทางเมื่อไร ศิขรนโรดมบอกว่าเร็วๆนี้ มาเพื่อถามว่าแม่ทรงประสงค์สิ่งใดเพื่อจะได้ซื้อมาถวาย

“ลูกคงหาซื้อทุกอย่างที่แม่ต้องการสินะ ศิขรนโรดม แต่สิ่งที่แม่อยากจะขอลูกจริงๆ ลูกคงทำไม่ได้”

“อะไรหรือเจ้าแม่”

“แม่อยากขอ...ให้ลูกไม่ไป”

“ลูกต้องไปเจ้าแม่ ลูกมีหน้าที่ที่จะต้องทำสำหรับประเทศเราที่ต่างบ้านต่างเมืองหลายอย่างนัก”

“หน้าที่อะไร” พระเทวีทำหน้าเย้ยหยัน “ประชา-สัมพันธ์คีรีรัฐให้ชาวโลกรู้จัก หรือทำหน้าที่ขายบ้านขายเมือง...”

“สิ่งเหล่านั้น...คือผลพลอยได้ต่างหาก” ศิขรนโรดมหันมองบรรดาคนที่อยู่ในห้องถามว่า “ทำไมลูกกับแม่จะคุยกันต้องมีคนร่วมฟังมากเหลือเกิน” แม่นมจึงพยักหน้าให้ทุกคนออกไป ศิขรนโรดมโผเข้ากอด “เจ้าแม่...สิ่งที่ลูกจะต้องไปทำให้ได้คือ ...ไปสืบหาเจ้าพี่น่านปิงนรเทพต่างหาก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของเรา ลูกจะหาเจ้าพี่ให้พบ แล้วถวายราชบัลลังก์คืน”

“ศิขรนโรดม...เจ้าพูดจริงหรือ...แม่...แม่ฝากลูกด้วย แม่ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว...นอกจากสิ่งนี้...”

แม่ลูกสบตากันด้วยความโล่งอกที่ได้เปิดใจกัน...

ooooooo

จ้าวซันอยู่ในภาวะที่ว้าวุ่นใจถามเทเรซ่าว่าเตรียมรับเสด็จองค์ชายศิขรนโรดมที่กรุงเทพฯมีปัญหาอะไรไหม แล้วพลตรีสุริยะอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แล้วบราลีล่ะเป็นยังไง ให้ติดต่อหลินจื้อเหม่ยตนอยากรู้ว่าบราลีเป็นยังไง ทำอะไรอยู่

เทเรซ่าว่าคุณชายใหญ่เป็นอะไร ดูกระวนกระวายใจ ไม่เหมือนคุณชายคนเดิมเลย

ไม่ทันไร เต๋อเป่าก็บอกมาว่ามีคนมาขอพบ พร้อมกันนั้นผู้กองเหลียงก็ตามเข้ามาเลย บอกว่าต้องการมาขอบคุณที่จ้าวซันแจ้งเบาะแสการนัดหมายค้าอาวุธเถื่อนไปให้ จ้าวซันปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ ผู้กองเหลียงไม่เชื่อ ย้อนถามว่า ถ้าเขาไม่ได้ส่งแฟกซ์แล้ววันนั้นไปยืนดูเหตุการณ์ได้อย่างไร จ้าวซันบอกว่าตนผ่านไปแถวนั้น

“ผมแค่อยากมาสอบถามคุณชายสักสองสามคำถาม...คุณชายทราบไหมครับว่า ครั้งที่แล้วมันเป็นแค่การนัดดูของตรวจสอบตัวอย่างสินค้าเท่านั้น มันยังไม่ใช่การส่งของที่แท้จริง” จ้าวซันบอกว่าตนไม่ทราบ

“หน่วยข่าวกรองของเราแจ้งมาว่า การนัดซื้อขายอาวุธสงครามของจริง จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้...ระหว่างพ่อค้าอาวุธเถื่อนรายใหม่ของฮ่องกงกับคนจากคีรีรัฐ ผมคาดว่า คงฉวยโอกาสใช้ขบวนเสด็จขององค์ชายศิขรนโรคมเป็นเกราะกำบังคุ้มกันไม่ให้ถูกตรวจสอบ และการซื้อขายครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปืนยี่สิบกระบอกนะครับมันยิ่งกว่านั้นมาก เป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว ประเทศที่สงบเงียบอย่างคีรีรัฐ จะสั่งอาวุธสงครามมากมายไปทำอะไร คุณชายทราบไหมครับ”

จ้าวซันย้อนถามว่าผู้กองต้องการถามอะไรตนกันแน่ ผู้กองเหลียงกลับบอกว่าเปล่าไม่ได้ถามอะไรเลย แค่แวะมาส่งข่าวเท่านั้น ทำเอาจ้าวซันงง แต่พอเต๋อเป่าเชิญให้กลับ ผู้กองทำท่าจะไปแต่แล้วก็หันกลับมาถามอีก

“อ้อ...ตอนนี้คุณชายยังไม่คิดจะออกนอกประเทศไปเที่ยวไหนใช่ไหมครับ เอ่อ...ผมหมายถึงถ้ามีอะไรคืบหน้า ผมจะได้ติดต่อคุณชายได้ทันที”

“ผมจะไม่ออกจากฮ่องกงไปไหนทั้งนั้น ผู้กองมาหาผมได้ตลอดเวลา” จ้าวซันประสานสายตากับผู้กองขรึมๆ

ooooooo

วันนี้ ขณะเหม่ยอิงเดินอยู่ในห้างดังกับคุณนายหวัง เธอได้รับโทรศัพท์ คุยกันแล้วสีหน้าเธอครุ่นคิด ข้องใจ ใคร่รู้ให้ได้ เมื่อคุณนายหวังเดินมาสมทบจึงถามว่ารู้จักนายตำรวจที่ชื่อผู้กองเหลียงเป็นการส่วนตัวไหม

คุณนายเหลียงดี๊ด๊านัดทั้งสองมาพบกันที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่ง เหม่ยอิงมาพบผู้กองหนุ่มอย่างเซ็กซี่ด้วยการดำน้ำมาโผล่ตรงที่ผู้กองรอ แนะนำตัวเองว่าเป็นน้องสาวของจ้าวซัน

เหม่ยอิงหว่านเสน่ห์ยั่วยวน ถามถึงชีวิตส่วนตัวว่ามีภรรยาหรือยัง แต่ผู้กองกลับมองว่าเธอถูกจ้าวซันใช้มาเป็นเหยื่อล่อตน ชมว่าจ้าวซันช่วยเหลือตำรวจมาก ครั้งก่อนก็เป็นคนแจ้งข่าววันเวลานัดพบของพวกค้าอาวุธเถื่อนให้กับตำรวจ แต่เตือนเธออย่าทำให้เสียเวลาเลยเพราะตนไม่ใช่คนบ้าผู้หญิง ทั้งยังพูดเป็นการเป็น งานอย่างแข็งกร้าวว่า

“คุณเหม่ยอิง ฝากไปบอกจ้าวซันด้วยว่า ถ้าอยากจะส่งข่าวเรื่อง วันส่งอาวุธจริงลอตใหญ่อีก ให้จ้าวซันบอกเวลามาให้เป๊ะด้วยนะครับ อย่าให้ผมต้องลุ้นเองอีก”

“ผู้ชายบ้า” เหม่ยอิงด่าเบาๆ อย่างขัดใจที่อ่อยไม่สำเร็จ

ระหว่างนั่งรถกลับนั่นเอง เหม่ยอิงพึมพำอย่างอารมณ์เสีย “พี่ชายก็รู้เรื่องฉินเจียงหันมาค้าอาวุธด้วยเหรอ ก็วันนั้นเราเองที่เป็นคนแฟกซ์ไปบอกตำรวจที่หน่วยปราบปราม แล้วทำไม...พี่ชายใหญ่ถึงได้มาเกี่ยวด้วยได้”

ooooooo

เหม่ยอิงไปที่ออฟฟิศใหญ่ ตรงไปที่ห้องทำงานของฉินเจียง เจอแต่ไอ้สือ ถามหาไท้เผ่ง ไอ้สือบอกว่าไม่อยู่

“ดี...งั้นตามเข้ามา” เหม่ยอิงเดินนำเข้าไปในห้อง จ้องจิกถามอีกว่าไท้เผ่งไปไหน เมื่อไอ้สือบอกว่าไม่ ทราบเพราะไท้เผ่งไม่ได้บอกไว้ เหม่ยอิงเล่นบทใหม่ ทันที “ไอ้สือ! แกเป็นลูกน้องคนสนิทของจ้าวฉินเจียง เจ้านายแกไปไหน ไปทำอะไรมีหรือที่แกจะไม่รู้ ไอ้สือ บอกฉันมาเถอะ ฉันมีธุระสำคัญจริงๆนี่แกไม่ไว้ใจฉันหรือ ฉันกับไท้เผ่งเป็นพี่น้องกันนะ ฉันไม่มีสิทธิ์จะเป็นห่วงพี่ชายฉันบ้างเลยหรือ”

ไอ้สืออึกอัก เหม่ยอิงเข้าประชิดตัวไอ้สือเข้าไป จนดูเหมือนกอดกัน

“ฉันขอร้องนะไอ้สือ...บอกฉัน แล้วฉันจะให้ รางวัลแกเต็มที่เลย แต่ถ้าแกไม่บอก แกรู้ใช่ไหมว่า ห้องนี้มีกล้องวงจรปิด” พูดพลางดึงมือไอ้สือมาโอบตัวเอง “ฉันจะร้องและบอกทุกคนว่าแกทำสกปรกกับฉัน...จะบอกได้หรือยังว่าไท้เผ่งไปไหน”

ประโยคหลังเหม่ยอิงกระซิบข้างหู ยิ้มร้ายกาจ ส่วนไอ้สือหน้าซีดเผือด

เป็นเวลาที่ฉินเจียงและเกาเฟยนัดเจรจาเรื่องขายอาวุธกับโกศินอยู่ที่ท่าเรือ  แต่การเจรจาไม่เป็นที่ตกลง เพราะ เกาเฟยขอเพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์อ้างว่าเสี่ยงมากก็ต้องบวกมาก โกศินเกี่ยงว่ามากไป

“งั้นคำสุดท้าย ขาดตัว 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณต้องการเวลาคิด หรือกลับไปหารือกับเจ้านายคุณก่อนก็ได้ ไท้เผ่งยินดีให้เวลาคุณ ถ้าทางคุณไม่ตกลง ก็ถือว่าเราไม่เคยคุยกัน”

“ก็ได้ ผมจะกลับไปคิด แล้วจะติดต่อกลับไป” โกศินแยกกลับไป

เกาเฟยหัวเราะชอบใจ ถูกฉินเจียงด่าว่าหัวเราะ อะไรโก่งราคาเสียสูงถ้าตนชวดเงินก้อนนี้ขึ้นมาจะทำอย่างไร เกาเฟยพูดกลั้วหัวเราะว่าหมูอยู่ในอวยแล้ว ไม่เห็นหรือว่าโกศินอยากได้ใจแทบขาดแต่จุ๊ยไปอย่างนั้นเอง แล้วชวนกลับกันดีกว่า

ooooooo

ฉินเจียงกลับถึงคอนโดฯก็ดึกแล้ว เขานั่งเพลียๆ ง่วงๆมาตลอดทาง พอมาถึงเกาเฟยเปิดประตูรถให้ แล้วหันไปหยิบกระเป๋าใบย่อมออกมาพร้อมถุงของดิวตี้ฟรีหลายถุง

ฉินเจียงก้าวลงจากรถก็ชะงักตกใจหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เมื่อจ้าวซันมายืนขวางถามว่าไปช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีข้ามประเทศมาหรือ ฉินเจียงตอบกวนๆว่าตนแค่อยากกินต้มยำกุ้งของจริง กุ้งสดๆจากแม่น้ำ มีปัญหาหรือ!

“ใช่...คืนนี้แกไปนอนกับฉัน ที่บ้าน 4 ฤดูหน่อย”

“ไม่” ฉินเจียงสวนไปทันทีแล้วหันมองเกาเฟย ฝ่ายนั้นบอกว่าดึกแล้วคุณชายรองง่วงมากด้วย เลยถูกอาหลี่สะอึกเข้ามาบอกว่าพี่น้องเขารักกันจะไปไหนด้วยกัน ขี้ข้ากรุณาอย่าแหยม!

เกาเฟยกับอาหลี่เลยได้ประลองกำลังกันสองสามผัวะ จ้าวซันสั่งให้อาหลี่ถอยออกมา แต่เกาเฟยไม่ยอมหยุด เต๋อเป่าพุ่งเข้าไป จ้าวซันกระโดดกั้นกลางสั่งให้หยุด ฉินเจียงจึงเดินมาบอกจ้าวซันว่าตนไม่ได้ไปบ้าน 4 ฤดูมานานแล้ว พี่ชายใหญ่ให้ค้างตนก็จะไป

เมื่อไปถึงบ้าน 4 ฤดู จ้าวซันพาฉินเจียงไปหน้า แท่นบูชาที่ตั้งรูปเต้ จุดธูปส่งให้ดอกหนึ่งบอก ให้สาบานต่อหน้าเต้ว่าไม่ได้ทำสิ่งผิดกฎ 3 ข้อที่เต้ห้ามไว้ คือ ห้ามค้ายาเสพติด ห้ามค้าอาวุธและห้ามค้ามนุษย์

ฉินเจียงไม่ยอมสาบานอ้างว่าตนไม่เชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้ เหลือบเห็นอากงก็สะดุ้งโหยงด่าอากงว่า

“ไอ้พวกบ้าผีสางพวกนี้ ชอบทำตัวเป็นผีกันจริงนะ ยังไม่นอนก็ดีแล้วไปจัดที่นอนที่ห้องพักแขกให้ฉันหน่อย พี่ชายเขาอยากให้ค้างฉันก็มาค้าง แล้วมีอะไรพรุ่งนี้สว่างๆ ให้ผีมันกลับหลุมแล้วค่อยพูดกัน”

ฉินเจียงเดินลอยชายออกไป อากงมองจ้าวซันส่ายหน้าทำนองว่าไม่มีประโยชน์ แล้วรีบตามฉินเจียงไป จ้าวซันจึงปักธูปลงกระถางอย่างเศร้าใจ

ooooooo

ค่ำนี้ มิถิลาถูกเรียกตัวไปเฝ้าพระเทวี เมื่อมิถิลาเข้าเฝ้าแล้ว พระเทวีสั่งให้ปิดประตูแล้วถามว่า

“วันพรุ่งนี้ องค์รัชทายาทจะเสด็จเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วยสักหน่อยได้ไหม”

“รับสั่งได้เลยเพคะ”

“ความหวังทั้งมวลของข้า...ฝากไว้ที่เจ้าแล้ว” พระเทวีสบตามิถิลา ดึงตัวเข้าไปกอดแน่น มิถิลาทั้งหนักใจและตกใจ

หน้าที่ของมิถิลาคือปลอมตัวเป็นทหารคีรีรัฐไปกับคณะทหารที่เดินทางไปกับรัชทายาทศิขรนโรดมนั่นเอง

ในคณะนักธุรกิจที่มายืนรับที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ภูสินทรถือผ้าไหมจากโรงงานของสุริยะเตรียมมา ถวายด้วย แต่ถูกราชิดยึดไปอ้างว่าจะถวายอะไรต้องผ่านการตรวจก่อน ยังความแค้นใจแก่ภูสินทรยิ่งนัก เขาโทรศัพท์รายงานจ้าวซันว่า ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มามีแค่พลเอกราชิดกับโกศิน จ้าวซันถามว่าแล้วนายพลจัตุรัสล่ะ? ภูสินทรบอกว่าไม่ได้มาด้วย

“มันคงจะให้นายพลจัตุรัสคอยควบคุมตัวเจ้าหลวงอยู่ที่คีรีรัฐ นี่ศิขรฯ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกห้อมล้อมด้วยอะไร บางทีเป้าหมายในการเยือนประเทศต่างๆ ของคีรีรัฐ จะไม่ใช่แค่การเปิดประเทศเพียงอย่างเดียว”

ขณะนั้นเอง เทเรซ่าเลขาส่วนตัวของจ้าวซันเข้ามาถามว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องให้บริษัทเราเป็นผู้ถวายการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ที่เจ้าชายคีรีรัฐจะเสด็จฮ่องกงสัปดาห์หน้า

“เทเรซ่า ผมไว้ใจคุณมากนะ คุณจงรักภักดีกับบริษัทฉินเย่ว์มาตลอด ตั้งแต่คุณทำงานกับเต้และความภักดีนั้นก็ตกทอดมาสู่ผม ผมไม่เคยคิดจะปิดบังอะไรคุณเลย แต่เรื่องนี้ขอสักเรื่องได้ไหม”

เทเรซ่ายักไหล่แบบจำยอมแต่ก็ยังสงสัยอีกว่าเขาพูดโทรศัพท์เป็นภาษาคีรีรัฐ ตนฟังไม่รู้เรื่อง ถามว่า “หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้คุณชายลำบากเดือดร้อนเป็นอันตรายนะคะ” พอจ้าวซันเรียกปราม เธอจึงชี้แจงว่า “ตอนที่เต้ของคุณชายยังอยู่ ดิฉันจำได้ค่ะว่า ท่านสั่งเสมอว่าให้ดิฉันอย่าทิ้งคุณชาย ให้ส่งคุณชายให้ถึงฝั่ง ฝั่งที่เต้ของคุณชายว่า อยู่ที่คีรีรัฐหรือที่ไหนกันแน่คะ”

จ้าวซันไม่ตอบ หันมองจอที่ยังเป็นภาพรัชทายาทอยู่ท่ามกลางบรรดาทหารคนดังของคีรีรัฐที่ห้อมล้อมแบบไม่ให้หลุดไปได้ จ้าวซันหน้าเครียดส่วนเทเรซ่ามองอย่างห่วงใย

ooooooo

ระหว่างที่รัชทายาทพักที่กรุงเทพฯ พลตรีสุริยะมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล แต่ก็ถูกพวกราชิดเข้าแทรกแซงตรวจค้นห้องอย่างละเอียด แม้แต่ผลไม้ก็รื้อออกดู อ้างว่าเป็นหน้าที่

มิถิลาเข้าไปดูห้องนอนเดินออกมาไม่ทันระวังชนเข้ากับรัชทายาท หน้าอกปะทะเต็มๆ มิถิลารีบขออภัย องค์รัชทายาทมองอย่างฉงน ก็พอดีราชิดมาเห็นมิถิลาถามว่าเป็นใคร ไม่ใช่ทหารของตนแน่ๆ หันถามว่าใครรู้จักบ้าง มิถิลาอึกอัก โกศินจับมิถิลากดกับพื้นทันที ตะคอกถามว่า “เจ้าเป็นใคร ใครส่งเจ้ามา!!”

“เดี๋ยวก่อนท่านโกศิน คนคนนี้คนของเราเอง” รัชทายาทเอ่ยขึ้น แล้วชี้แจง “เจ้านี่เป็นทหารใหม่ เรากับอสุนีฝึกขึ้นมา เราเห็นว่าอสุนีป่วยมาไม่ได้ เราก็เลยให้เจ้านี่มาแทน เราจะได้มีคนคอยรับใช้ส่วนตัวแทนลูกชายท่านไงล่ะ ปล่อยมันเถอะ” เมื่อโกศินจำต้องปล่อย มิถิลาลุกขึ้นขอบคุณองค์ชาย องค์รัชทายาทเอ่ยแก่ราชิดกับโกศินอีกว่า

“เราขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าอสุนีจะป่วยกะทันหัน”

ราชิดและโกศินมองมิถิลาอย่างไม่ไว้ใจแต่จำต้องนิ่งทั้งที่ไม่พอใจที่มีคนนอกเข้ามาในขบวน

เมื่อออกจากห้องพัก โกศินระแวงว่าองค์รัชทายาทจะล่วงรู้แผนการของเรา จึงเอาไอ้หน้าจืดตัวกะเปี๊ยกนี่เข้ามา แต่ราชิดเชื่อว่าองค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ อาจจะต้องการเพื่อนเล่นเพื่อนคุย ทั้งทหารคนนั้นก็บอบ

บางกระดูกอ่อนขนาดนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำอะไรได้ ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างร้ายกาจ

ฝ่ายองค์รัชทายาทช่วยปกป้องมิถิลาแล้ว จึงถามว่าชื่ออะไร เธอบอกว่าชื่อมิน รัชทายาทเชื่อว่ามินเป็นคนที่อสุนีส่งมาอารักขาและรับใช้ตน สั่งให้ไปเตรียมน้ำอุ่น ตนจะอาบน้ำอยากพักผ่อนแล้ว แต่พอมิถิลาเตรียมน้ำอุ่นออกมาก็ตกใจแทบช็อก เมื่อเห็นรัชทายาทเดินเปลือยจะไปเข้าห้องน้ำ

พอรัชทายาทถามว่าตกใจอะไร มิถิลากลัวจะเสียความลับ เธอปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แล้วขอไปประจำเวรที่ระเบียงยืนขนลุกขนพองอยู่คนเดียว...

ooooooo

เพราะไม่ยอมไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน บราลีมีเวลาจึงจะพาหลานๆของหลินจื้อเหม่ยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์กัน พอหลินจื้อเหม่ยรู้ก็บอกให้รอเดี๋ยวจะไปด้วย ขอเวลาแต่งตัวแป๊บเดียว แต่แอบขึ้นไปโทร.บอกจ้าวซัน

จ้าวซันกำลังฟังเทเรซ่ารายงานการเคลื่อนไหวขององค์รัชทายาทอยู่ พอรู้ว่าบราลีจะพาหลานๆ ของหลินจื้อ– เหม่ยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์และไม่ยอมไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน เขาบอกหลินจื้อเหม่ยให้ถ่วงเวลาบราลีไว้ หลินจื้อเหม่ยถ่วงเวลา จนจ้าวซันส่งผิงอันกับอาม่าตามมาที่บ้าน บราลีรู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของหลินจื้อเหม่ยแน่ๆ จ้องหน้าเพื่อนตาแทบถลนถาม

“เธอถ่วงเวลาฉัน เพื่อโทร.ตามผิงอัน” หลินจื้อเหม่ยบอกว่าตนอยากให้เธอมีความรับผิดชอบ

ระหว่างนั้น อาหลี่ลงจากรถมาพูดเบาๆ กับบราลีไม่อยากให้ผิงอันได้ยินว่า

“มิสภีมะมนตรีครับ คุณจะไปเที่ยวที่ไหน กรุณาบอกเลยครับ ผมจะบริการคุณกับเพื่อนๆคุณเอง คุณชายใหญ่ขอให้คุณช่วยพาหนูผิงอันของเราไปเที่ยวด้วยนะครับ กรุณาอย่าปฏิเสธเลยนะครับ คุณชายใหญ่บอกคุณผิงอัน ว่า...คุณจะชวนคุณหนูไปสอนภาษาอังกฤษนอกสถานที่ ทำให้คุณหนูผิงอันมีความสุขมากๆ ถ้าคุณหนูผิงอันทราบว่าคุณไม่เต็มใจจะพาเธอไป เธอคงจะเสียใจมากเลยครับ”

บราลีแค้นใจหาว่าจ้าวซันใช้เด็กมาบีบตน แต่อีกใจก็สงสารผิงอันเลยต้องตกกระไดพลอยโจน แต่ก็ยังอดฮึดฮัดฟัดเฟียดใส่ทั้งอาม่าและผิงอันไม่ได้ เดินอ้าวๆเหมือนจงใจเดินหนี พอผิงอันตามก็บอกว่าอย่าตาม ผิงอันบอกว่าก็พี่อย่าหนีซิ บราลีหันกลับมาเผชิญหน้าผิงอันพูดขึงขังว่า

“พี่ไม่ได้มีปัญหากับเธอ แต่พี่ไม่ชอบวิธีการของคุณชายจ้าวซัน พี่ไม่รู้ว่าพี่ชายใหญ่ของเธอคิดอะไร ทำอะไรอยู่ เขาเหมือนผี...เขาโผล่ไปในทุกที่ที่พี่ไป ทุกๆคนที่พี่เจอก็กลายเป็นคนรอบตัวเขาหมด”

“พี่ชายใหญ่คือจ้าวซัน ไม่มีใครในฮ่องกงไม่รู้จักจ้าวซัน” บราลีบอกว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ผิงอันถามว่า แล้วมันยังไงล่ะ พอดีอาม่าเข้ามาบอกว่าเหนื่อยสงสารอาม่าเถอะ บราลีได้ทีบอกผิงอันให้พาอาม่ากลับไปเสีย

“ไม่...พี่บรี ถ้าพี่ข้องใจอะไรเกี่ยวกับพี่ชายใหญ่ พี่ก็ถาม ถามมาให้หมด ให้หายสงสัย แล้วก็กลับไปสอนภาษาอังกฤษให้ผิงอัน ผิงอันต้องการพี่...ผิงอันเกิดมามีแต่ความเหงา...ไม่มีความสุข...ไม่มีทางออก แต่พอผิงอันได้รู้จักพี่ ผิงอันรู้สึกว่าโลกนี้น่าสนุก พี่ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะทำตัวให้เก่งกะเขาบ้าง จะได้ออกไปดูโลกกว้าง ถ้าพี่ทิ้งหนู...หนูก็คงต้องกลับไปอยู่ในโลกเดิม โลกที่แคบๆ โลกที่ทำให้หนูรู้สึกตัวว่าไร้ค่า ไม่มีประโยชน์อย่างที่สุด” ผิงอันน้ำตาไหลพรากๆ
บราลีอึ้ง ซีด พูดอะไรไม่ออกอีกเลย

ooooooo

วันนี้ฉินเจียงเข้าออฟฟิศ แต่มาถึงก็ก่อเรื่อง บังคับให้ซ่างกวานซิงเอาทองไปขาย ซ่างกวานซิงไม่ยอมทำตามบอกว่าถ้าคุณชายใหญ่รู้ ตนตายแน่

ผลคือซ่างกวานซิงถูกเกาเฟยคนสนิทของฉินเจียงตบหน้าหงายล้มลง โชคดีที่จ้าวซันผลักประตูเข้ามาเห็น ซ่างกวานซิงล้มเลือดกบปากอยู่จึงเข้าประคองถามว่าทำอะไรซ่างกวานซิง ฉินเจียงโต้ว่าตนเป็นไท้เผ่ง จะลงไม้ลงมือกับลูกน้องบ้างจะเป็นไรไป

“มีผู้บริหารที่ไหนเขาใช้กำลังกับพนักงานบ้าง ฉินเจียง แกมัน...”

ฉินเจียงขัดขึ้นว่า หยุดวิพากษ์วิจารณ์ตนเสียที ตนไม่เข้ามาทำงานก็ด่า นี่ก็เข้ามาแล้วไง และที่ทำนี้ ก็เป็นวิธีดัดสันดานพนักงานของตน แล้วสั่งซ่างกวานซิง ให้ไปทำตามที่ตนสั่งเดี๋ยวนี้ จ้าวซันถามว่าทำอะไร

“ผมจะขายทอง ทองของผมกำลังราคาดีผมจะปล่อย มันต้องทำตามที่ผมต้องการ อยากให้ผมทำงาน พี่ก็อย่ามาจุ้นจ้าน มันจะทำให้เสียระบบ”

ฉินเจียงมองหน้าจ้าวซันอย่างท้าทาย จ้าวซันจ้องหน้าฉินเจียงอย่างแค้นใจ หลังจากนั้นเขาขึ้นไประงับสติอารมณ์บนดาดฟ้า ครู่หนึ่งเทเรซ่าเอาโทรศัพท์ขึ้นไปให้ บอกว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มา

หลินจื้อเหม่ยโทร.มารายงานว่าบราลียอมสอนภาษาให้ผิงอันแล้ว ตอนนี้คงกำลังสอนอยู่ร้านกาแฟสักร้านแถวๆเกาลูน ไม่ต้องกังวล จ้าวซันขอบใจ โล่งอก เทเรซ่าพลอยยิ้มแย้มบอกว่าเบาใจไปได้คนหนึ่ง แล้วขอไปดูแลซ่างกวานซิง

เต๋อเป่าเข้ามาหาจ้าวซัน เขาบอกว่า ฉินเจียงขายทอง เต๋อเป่าบอกว่า “ทองของเขา ช่างเขาเถอะคุณชาย”

“มันขายทองเพื่อจะเอาเงินไปลงทุนซื้ออาวุธสงครามที่จะขายให้พวกคนชั่วเอาไปจัดการกับคนบริสุทธิ์ที่คีรีรัฐไงล่ะ” จ้าวซันพูดอย่างเจ็บปวดใจ

ooooooo

ที่แท้บราลีไม่ได้สอนภาษาให้ผิงอันแต่พากันกลับมาที่ออฟฟิศจะขึ้นไปหาจ้าวซัน บราลีทั้งปดและหลอกพวกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจนขึ้นไปถึงห้องทำงานของจ้าวซัน

“นั่นค่ะ ห้องทำงานพี่ชายใหญ่ ไปค่ะ จะได้คุยกับพี่ชายใหญ่ให้รู้เรื่อง”

พอดีเทเรซ่ามาเจอถามว่ามาได้ยังไง มีธุระอะไร ทำไมไม่บอกก่อน และมากับใคร ผิงอันบอกว่าตนมาคนเดียว พี่ชายใหญ่อยู่ในห้องใช่ไหม เทเรซ่าบอกว่าไม่อยู่ บราลีแอบฟังอยู่ค่อยๆถอยหลบไป

ฉินเจียง เกาเฟย และไอ้สือขึ้นไปหาจ้าวซันบนดาดฟ้า ฉินเจียงบอกว่าธุระของตนเสร็จและจะกลับแล้วทีหลังก็อย่ามาว่าตนว่าไม่เข้าออฟฟิศอีก จ้าวซันมองฉินเจียงบอกเขาว่า “ฉินเจียง แกแปลกไปมาก”

ฉินเจียงบอกว่าคนเราต้องมีพัฒนาการ จ้าวซัน สวนไปทันทีว่าแบบนี้ไม่ใช่พัฒนาการแต่เขาเรียกว่าเสื่อม

“คนที่เสื่อมคือพี่!! จ้าวซัน เวลาของพี่ใกล้จะหมดแล้ว เลิกครอบงำตระกูลเราได้แล้ว”

“คนที่ขายทองในเวลานี้เรียกว่าโง่อย่างที่สุด ใครมันเป็นกุนซือแนะนำให้แกหาเงินวิธีนี้ ฉินเจียง

พี่ขอเตือนว่าแกควรจะไล่มันออกไปเสีย เพราะมันต้อง หวังร้ายกับแกแน่”

ฉินเจียงไม่เพียงไม่ฟัง หากยังปรามจ้าวซันว่า “ผมขอเตือนพี่ว่า จงเตรียมตัวเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไว้ให้ดี ผมกำลังจะก้าวไปอีกขั้น ไปอยู่ในระดับที่พี่ตามไม่ทัน แล้วพี่จะรู้ว่า คนที่เดินเกมผิด คือตัวพี่เอง!”

“ฉินเจียง! อย่ายุ่งกับพวกต่างชาติพวกนั้น...เต้รัก แกมากนะ เต้บอกให้พี่ช่วยดูแลแก”

“เอาเต้มาอ้างตลอดเวลา เอาความหวังดีห่วงใยมา อ้างตลอดเวลา ถอดหน้ากากซะทีสิจ้าวซัน ผมรู้นะว่า ความจริงพี่ไม่ใช่คนดีอย่างที่พยายามแสดงหรอก”

“ดีแล้วที่แกรู้!” จ้าวซันจับคอเสื้อฉินเจียง ทุกคนตกใจ บราลีที่แอบดูอยู่ตาโต จ้าวซันพูดอย่างโกรธจัดว่า “เพราะฉะนั้น แกระวังไว้ให้ดี เพราะตัวจริงของฉันทำได้ทุกอย่างเพื่อหยุดแก ฉันขอบอกว่า ฉันทำได้ทุกอย่างจริง เพราะคนอย่างฉันมันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”

เจอของจริงเข้า ฉินเจียงก็ปอด สั่งลูกน้องถอย จ้าวซันบอกเต๋อเป่าว่าจะทำอะไรก็ไป ตนอยากอยู่คนเดียวสักพัก เต๋อเป่าละล้าละลังยังเป็นห่วงจ้าวซัน เลยถูกเสียงดังใส่ว่า

“แกเลิกมองฉันด้วยสายตาอย่างนั้นได้ไหม ไม่ต้องมาสงสารเห็นใจฉัน แค่ออกไป!!”

เต๋อเป่าจึงรีบออกไป จ้าวซันยืนนิ่งทอดสายตา ไปข้างหน้าคิดอะไรเงียบๆ ส่วนบราลีที่แอบฟังอยู่สะดุ้งโหยงกับท่าทีดุดันของจ้าวซัน ตัดสินใจไปดีกว่า แต่จ้าวซันหันมาเห็นเสียก่อน บราลีตกใจหน้าซีดเผือดรีบชี้แจง

“เปล่านะ เปล่าๆๆ ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยนะ...”

บราลีวิ่งอ้าวทันที จ้าวซันรีบตามไป...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.