ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ห้องคอมพิวเตอร์ที่สถานีตำรวจในฮ่องกง อเล็กซ์นั่งอยู่กลางวงล้อมของคอมพิวเตอร์คลิกดูรูปจากกล้อง CCTV ที่ถูกส่งผ่านเน็ตสลับกันไปมา พร้อมกับคุยโทรศัพท์ท่าทางร้อนรน

“ตอนนี้กล้องตามถนนใหญ่ที่จับภาพรถของคุณเหม่ยอิงได้มีอยู่สามตัวครับ” จ้าวซันถามว่ารถมุ่งหน้าไปทางไหน “ยังไม่ทราบแน่ชัดนะครับ ด้านหน้ามีทางแยกหลายทาง แต่ตำรวจทางหลวงกำลังติดตามและส่งข้อมูลมาให้อยู่ครับ”

จากการเช็กกันอย่างยากลำบากเพราะสัญญาณไม่ดี จ้าวซันรู้ว่ารถเหม่ยอิงแล่นอยู่บนถนน Cape Collison แต่ถนนสายนี้ยาวและมีทางเลี้ยวมาก อเล็กซ์แจ้งว่าตนได้ให้ตำรวจที่อ่าว Big Wave ขับย้อนขึ้นมาแล้ว

จ้าวซันทนไม่ได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจจอดอยู่ เอ่ยปากขอยืมแล้วบิดออกไปทันที ร้องบอกอาหลี่ เต๋อเป่าและผู้กองเหลียงกับหมวดจางว่า “คืบหน้ายังไงแล้วโทร.บอกด้วย หรือไม่ก็ส่งแมสเสจมา”

ระหว่างบิดมอเตอร์ไซค์ไป จ้าวซันก็คิดว่าถ้าเป็นเหม่ยอิงเธอจะพาบราลีไปที่ไหน พอไปเห็นป้ายบอกทางไปถนน Cape Collison เขาเลี้ยวไปทันที ภาวนา “ขอให้ตามทันทีเถิด” แต่พอเหลือบมองเข็มบอกระดับน้ำมันปรากฏว่าน้ำมันจะหมดถัง เขาพึมพำอย่างหงุดหงิด “ให้มันได้อย่างนี้สิ” แต่ครู่เดียวก็ได้รับข้อความเข้ามือถือ พอหยิบดูก็บิดรถพุ่งไปอย่างเร็ว

ooooooo

เหม่ยอิงขับรถไปราวกับพายุ เปิดเพลงฟังอารมณ์ดี แสยะยิ้มพึมพำถึงบราลี...

“ดิ้นให้สนุกอยู่ในท้ายรถไปเลยนะจ๊ะ”

พลันก็สะดุดเมื่อเห็นรถตำรวจตั้งด่านอยู่ข้างหน้า เธอกลับรถพุ่งไปมองผ่านกระจกหลังพึมพำท้าทาย

“มาลองดูสักตั้งก็ได้ว่ารถตำรวจของรัฐบาลฮ่องกงกับรถยนต์ของฉัน ใครมันจะแรงกว่ากัน” ว่าแล้วเหยียบคันเร่งแทบมิด รถพุ่งทิ้งห่างรถตำรวจไปไกลลิบ เห็นซอยเล็กๆ ข้างหน้าจึงหักเลี้ยวเข้าไปหมายเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับตำรวจ แต่กลับเจอจ้าวซันขี่มอเตอร์ไซค์มาปาดหน้าจอดขวางยืนคร่อมค้ำรถไว้แบบตายเป็นตาย

เหม่ยอิงเบรกจอดสนิทห่างจากจ้าวซันแค่คืบ   จ้าวซันมองเธอด้วยแววตาผิดหวังเสียใจ ดูว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป แต่เหม่ยอิงไม่ลงจากรถ สองมือจับพวงมาลัยมองเขานิ่ง จ้าวซันจึงเป็นฝ่ายเดินไปบอกให้ลงมาคุยกัน

จ้าวซันมองเข้าไปในรถ เห็นสัมภาระวางอยู่ที่เบาะหลังผิดสังเกต บอกให้เธอเปิดท้ายรถให้ดูหน่อย เหม่ยอิงเล่นลิ้นถ่วงเวลา ครั้นจ้าวซันใช้ไม่้อ่อนขอร้อง เธอถามให้ตกใจว่า

“แล้วถ้าเกิดน้องเปิดออกมา แล้วพี่ได้พบว่า ข้างในคือศพคนตายล่ะคะ”

“เหม่ยอิง เปิดเดี๋ยวนี้!!” จ้าวซันตกใจมาก พอเหม่ยอิงเปิดให้ดู เห็นบราลีนอนขดหน้าซีดเหงื่อท่วมตัวอยู่ จ้าวซันจับตัวเขย่าเรียก “ม่านฟ้า...ม่านฟ้า...น้องต้องไม่เป็นอะไร...ม่านฟ้า...” จ้าวซันพยายามดึงตัว บราลีขึ้นนั่ง เธอลืมตาเห็นจ้าวซันก็ทำได้แค่พึมพำ...

เจ้าพี่...แล้วฟุบไปอีก

จ้าวซันอุ้มบราลีออกมาได้ก็เจอเหม่ยอิงถือปืนจ่ออยู่แล้ว เขาพูดอย่างใจเย็นว่า ถ้าบราลีตาย ตนตายแล้วเธอจะได้อะไร เธอบอกว่าไม่ได้อะไรทั้งนั้น และตนก็ไม่ยิงเขาเพราะ “น้องรักพี่ชายใหญ่...แต่น้องจะตายให้พี่ดู!” เธอเอาปืนจ่อหัวตัวเองทันที

“ไม่...อย่า! พี่ขอร้องล่ะเหม่ยอิง น้องต้องตั้งสติ อย่าเอาแต่อารมณ์ น้องจะตายเพื่ออะไร น้องเป็นคนสวย น้องเก่งทุกอย่าง น้องยังมีแม่สี่ มีผิงอัน ที่เขารักน้อง ฝากชีวิตไว้กับน้อง น้องจะยอมแพ้ชีวิตง่ายๆ แค่นี้เหรอ เหม่ยอิงต้องไม่แพ้สิ วางปืนเถอะเหม่ยอิง เราจะร่วมกันหาทางออกให้กับทุกปัญหานะ ยังไงๆ น้องก็คือน้องสาวของพี่ เหม่ยอิงยังจำได้ไหม ว่าเราเคยพูดกับเต้ว่า เราจะช่วยกันทำให้ตระกูลจ้าวของเรา เจริญรุ่งเรืองต่อไปไงล่ะ”

จ้าวซันพยายามหว่านล้อมอย่างใจเย็น เหม่ยอิงร้องไห้พูดปนสะอื้นว่า

“มันจบแล้วพี่ใหญ่...ทุกอย่างมันจบแล้ว เพราะพ่ีใหญ่ไม่รักน้อง พี่ใหญ่นั่นแหละที่เป็นคนผิด”

จ้าวซันยอมรับผิดทุกอย่าง บอกว่าถ้าเธออยากยิงใครสักคนก็ขอให้ยิงตนก็แล้วกัน เหม่ยอิงร้องไห้โฮส่ายปืนไปมาบอกว่าอย่าท้า อย่าคิดว่าตนไม่กล้า จ้าวซันชิงจังหวะที่เธอเผลอกระโดดกอดและแย่งปืนไปได้ ก็พอดีผู้กองเหลียง หมวดจางและตำรวจอีกนายวิ่งเข้ามา สั่งให้เหม่ยอิงมอบตัวเสีย

เหม่ยอิงยอมให้จับกุมโดยดี เธอถูกใส่กุญแจมือ หันพูดกับจ้าวซันด้วยอารมณ์ทั้งรักทั้งแค้น

“พี่ชายใหญ่เก่งมาก กล้าท้าให้น้องยิง เพราะเห็นแล้วว่าตัวเองมีพวกตำรวจมาช่วยทันเวลานี่เองฮ่ะๆๆ ขอให้จ้าวซันมีความสุขกับผู้หญิงแพศยา!” มองจ้าวซัน เห็นเขาอุ้มบราลีขึ้นรถอย่างห่วงใยก็ยิ่งปวดร้าวแล้วก้าวขึ้นรถตำรวจไป

ระหว่างทาง ผู้กองเหลียงพยายามชวนคุยถามว่าทำไมเธอต้องจับบราลีมา ถูกเธอพูดอย่างเย็นชาว่าให้เงียบเสียทีตนจะไม่พูดอะไรกับตำรวจชั้นต่ำอย่างนี้ แต่จะพูดในศาลเท่านั้น ผู้กองเหลียงเลยเงียบไป

ooooooo

จ้าวซันพาบราลีเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด บราลียังอ่อนเพลียและมึนงง ถามจ้าวซันว่าที่นี่ที่ไหนตนเป็นอะไร

“พี่ขอโทษ...พี่เป็นต้นเหตุให้น้องต้องเคราะห์ร้ายอีกแล้ว อยู่ดีๆ น้องก็ต้องมีศัตรูโดนปองร้าย เพราะน้องใกล้ชิดกับพี่มากเกินไปแค่นี้เอง ม่านฟ้า...เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“แล้ว...เหม่ยอิงล่ะคะ...” จ้าวซันบอกว่าผู้กองเหลียงควบคุมตัวไปแล้ว “ที่ของเขา...ไม่ใช่โรงพักนะคะ แต่เป็นโรงพยาบาล เหม่ยอิงป่วย เขาไม่ใช่คนธรรมดา”

“เหม่ยอิงไม่ได้บ้านะ เขาคิดแผนการทุกอย่างได้เป็นขั้นเป็นตอน มีลำดับที่ซับซ้อนมาก เขาทำร้ายใครๆได้โดยไม่รู้สึกว่าอะไรถูกผิดชั่วดี”

“นั้นล่ะค่ะ เขาต้องการความช่วยเหลือ เชื่อน้องสิคะ เขาต้องพบแพทย์ค่ะ”

“น้องอย่ากังวลเลย พักผ่อนเถอะนะม่านฟ้า หมอบอกว่าน้องขาดน้ำ ขาดอาหาร ร่างกายอ่อนแอมาก เรื่องเหม่ยอิงพี่จะจัดการเอง”

บราลีมองหน้าจ้าวซันแล้วหลับตาลง...จ้าวซันมองเธออย่างเป็นห่วงกังวล...

ooooooo

เหม่ยอิงนั่งนิ่งขึงอยู่ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ แต่แล้วจู่ๆเธอก็ชูสองมือที่ใส่กุญแจมือขึ้นแผดร้องกรี๊ดๆจนทุกคนตกใจ

“หายใจไม่ออก...ฉัน...หาย...ใจ-ไม่-ออก ช่วยด้วย...”

เธอทั้งดิ้นทั้งแผดเสียงร้องจนตำรวจทำอะไรไม่ถูก หมวดจางคาดว่าเธอเป็นลมบ้าหมู ผู้กองเหลียงจอดรถชิดขอบทาง ในขณะที่เหม่ยอิงยังดิ้นปั้ดๆสะบัดมือไปมาอย่างไม่กลัวเจ็บ จนหมวดจางต้องไขกุญแจมือออก เธอยังดิ้นจนกระโปรงถลกสูงขึ้นไปเกือบเสมอหู

พวกตำรวจพากันตื่นเต้นกลัวเธอจะกัดลิ้นตัวเอง ผู้กองเหลียงเข้าประกบตัวเธอไว้ บอกให้อ้าปากเพื่อจะเอาอะไรมาง้างปากเธอไว้ ปรากฏว่าถูกเหม่ยอิงประกบปากจูบแน่น ระหว่างนั้นก็ลูบคลำไปชักปืนผู้กองเหลียงไป หมวดจางและตำรวจอีกนายเห็นดังนั้นชักปืนออกมาทันที

เหม่ยอิงพลิกเอาตัวผู้กองเหลียงบังตัวไว้เป็นเกราะกำบังสั่งเหี้ยม

“ทุกคนทำตามที่ฉันสั่ง ไม่งั้นไอ้ผู้กองหน้ามืดตาย!! ทิ้งปืน บอกให้ทิ้งปืนเดี๋ยวนี้ นึกว่าคนอย่างฉันไม่กล้าหรอ” พอพวกตำรวจวางปืน เธอสั่ง “เตะปืนมาข้างหน้า อย่าทำตัวเจ้าเล่ห์เด็ดขาด เพราะฉันไม่ใช่คนใจอ่อนแน่ๆ”

ตำรวจทั้งสามถูกเอาปืนจี้พาไปมัดมือต่อมือล้อมต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบพอดี แล้วขับรถตำรวจหนีไป

แต่ไม่นานอเล็กซ์ก็ตามมาช่วย อเล็กซ์พูดทึ่งว่า “ผู้หญิงคนเดียวทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

ooooooo

ขณะที่จ้าวซันกับอาหลี่และเต๋อเป่า ยังดูแลบราลีอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นเอง เขาได้รับโทรศัพท์ จากอเล็กซ์ ฟังปลายสายแล้วเผลอถามเสียงดัง

“อะไรนะครับ!” ทุกคนในห้องหันมามอง เขารีบกลบเกลื่อน พอหมอออกไป เต๋อเป่าถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ จ้าวซันบอกทั้งสองว่า “สงสัยว่าพวกแกจะไม่ได้พักแล้วล่ะ”

เต๋อเป่ากับอาหลี่เฝ้าระวังบราลีอย่างเคร่งเครียดจนพยาบาลที่เข้ามาดูแลหวาดผวา จ้าวซันพยักหน้าเรียกเต๋อเป่าเข้าไปพูดเบาๆ

“แกกับหลี่ต้องคอยเฝ้าบราลีไว้ตลอดเวลานะ อย่าให้คลาดสายตาไปเป็นอันขาด ตอนนี้ไว้ใจใครหรืออะไรไม่ได้ทั้งนั้น”

พยาบาลที่เข้ามาดูแลพอทำหน้าที่เสร็จก็รีบออกไปแบบหวาดๆ

ฝ่ายผู้กองเหลียง หมวดจางและตำรวจอีกนายกลับถึงโรงพัก ถูกนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตวาด

“ออกไป! ถ้าคิดหาวิธีลงโทษที่สาสมกับผลงานที่คุณทำได้แล้วค่อยกลับมาหาผม ไป!”

พอทั้งสามออกไป อเล็กซ์ตามออกมาพูดอย่างหนักใจว่า “ไงล่ะทีนี้ รถของนายโดนจอดทิ้งไว้ที่ท่าเรือเฟอรี่ ไม่ใช่เหม่ยอิงหนีไปเมืองจีนแล้วหรือ ปืนก็โดนนางเอาไปใช้สบายแฮ พวกเราไม่โดนสั่งพักงานทั้งทีมก็บุญเท่าไหร่แล้ว”

ผู้กองเหลียงและตำรวจอีกคน ต่างโทษกันไปโทษกันมาว่าอีกฝ่ายทำให้เหม่ยอิงหลุดมือไป หมวดจางมองอย่างระอาตัดบทว่า ไม่ต้องโทษกัน ตนผิดเอง ทั้งสอง ชะงัก หมวดจางพูดต่ออย่างเบื่อหน่ายว่า

“ผมผิดเอง ผิดที่เลือกมาทำงานร่วมกับพวกคุณ บอกตรงๆนะว่าซวยจริงๆ”

ooooooo

ที่สวนบนดาดฟ้าโรงพยาบาล จ้าวซันเข็นรถพาบราลีขึ้นไปผ่อนคลาย เขาพูดอย่างเป็นห่วงว่าเหม่ยอิงอาจจะเดินไปเดินมาทำอะไรบางอย่างอยู่ บราลีเตือนว่าเขาจะไปไหนมาไหนต้องระวังเพราะเหม่ยอิงเป็นอันตรายกับทุกคน

“มันอาจจะเป็นความผิดของพี่เอง ที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ เมื่อเด็กๆเหม่ยอิงก็น่ารัก เหมือนเด็กๆทั่วไป  อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เด็กน่ารักคนหนึ่ง โตขึ้นมาเป็นอย่างนี้ได้”

“เจ้าพี่คงไม่ใช่ต้นเหตุหรอกค่ะ คุณเหม่ยอิงมีความขมขื่น คับแค้นบางอย่างที่รุนแรงมาก จนทำให้เขากลายเป็นคนที่มีแต่ความเกลียด ความโกรธขนาดนี้ได้”

“อาจเป็นเพราะพี่เอาแต่ทำงานจนไม่ใกล้ชิดพวกน้องๆมากพอ ปล่อยให้ทั้งฉินเจียง ทั้งเหม่ยอิงเป็นเด็กมีปัญหา พอหันกลับมาอีกที น้องๆก็โตเกินไป จนแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

“เจ้าพี่ทำดีที่สุดแล้วค่ะ อย่าโทษตัวเองเลย อะไรที่ผ่านมาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้แล้ว เราน่าจะมาหาวิธีแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป...ดีไหมคะ”

จ้าวซันนิ่งขรึมอย่างยังรู้สึกผิด

ooooooo

เหม่ยอิงหาทางติดต่อเกาเฟยด้วยการฝากจดหมายไว้กับเถ้าแก่ร้านข้าวต้มริมทางที่พวกคนงานมากินกัน จดหมายเขียนสั้นๆว่า “วิกตอเรียปาร์ค ประตูทางทิศตะวันออก หกโมงเช้า”

ทั้งคู่มาพบกันในสภาพคนวิ่งออกกำลังกายยามเช้า เมื่อเห็นว่าปลอดภัยไม่มีกล้องวงจรปิดและผู้คนไม่พลุกพล่าน เหม่ยอิงบอกเกาเฟยว่า

“ทุกอย่างพลาดไปหมด ฉันมันอ่อนแอเกินไป ฉัน ยังรักจ้าวซันมากเกินไป ฉันจะไม่รักเขาอีก เราคือศัตรูกัน ศัตรูตัวใหญ่ที่สุดที่ฉันต้องกำจัด ต่อไปนี้ ฉันคงสู้แบบเดิมไม่ได้แล้ว ฉันกลายเป็นพวกเดียวกับแก ฉันเป็นอาชญากรที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวของพวกตำรวจไปแล้ว ฉันคงต้องหัดใช้ชีวิต หัดคิด หัดทำตัวแบบคนนอกกฎหมายเหมือนพวกแกและแกก็ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ฉันด้วย”

เกาเฟยทั้งปีติและซึ้งใจที่จะได้เป็นผู้ใกล้ชิดคุณหนูใหญ่อีกครั้ง

ฝ่ายจ้าวซันก็ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วันนี้เขาเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องที่ใกล้ชิดที่บ้านสี่ฤดู เพื่อให้เทเรซ่าแจ้งให้ทราบถึงสถานะของบริษัทปัจจุบัน เทเรซ่ารายงานว่า

“เมื่อคืนที่ผ่านมา หุ้นของบริษัทเราร่วงลงไปกว่า 500 จุดแล้ว”

ซ่างกวานซิงชี้แจงว่า เหตุที่หุ้นร่วงเพราะข่าวของเหม่ยอิงหลุดออกไป จ้าวซันถามความเห็นว่าเราจะทำอย่างไรดี พนักงานอาวุโสคนหนึ่งเสนอว่า เรื่องผู้บริหารสำคัญที่สุดตอนนี้ เราต้องเรียกความมั่นใจกลับคืนมา เมื่อฉินเจียงยังมีคดีติดอยู่และเหม่ยอิงก็มาเป็นไปอย่างนี้ จ้าวซันจึงเสนอให้ผิงอันขึ้นมาดูแลบริษัทแทน

เมื่อจัดการเรื่องในบริษัทเรียบร้อยแล้ว จ้าวซันเอา กระเป๋าใส่ของมีค่ารวมทั้งของจ้าวไทไทด้วยให้ผิงอันดูแลต่อเพราะตนต้องไปดูแลบราลีที่โรงพยาบาล แม้ผิงอันจะไม่มั่นใจตัวเองนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอบอกจ้าวซันว่า

“พี่ชายใหญ่ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางนี้เราดูแลได้ ฝากบอกพี่บรีด้วยว่าหนูเป็นห่วง”

แต่พอผิงอันจะเอาเครื่องเพชรของจ้าวไทไทที่เหม่ย– อิงแอบเอาไปใช้ไปคืนให้จ้าวไทไท แม่สี่กลับบอกว่าไม่ต้อง ให้เก็บไว้ที่นี่ ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงเหม่ยอิงบอกกับอาม่าและผิงอันว่า จะไม่ยอมให้เหม่ยอิงติดคุกเป็นอันขาด

“คอยดูเถอะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ยอมใครอีกต่อไปแล้ว” แม่สี่พูดอย่างมุ่งมั่นจนผิงอันฟังแล้วไม่สบายใจ

ooooooo

วันนี้ บราลีฝันร้ายว่าถูกเหม่ยอิงบุกมาทำร้าย เธอหวาดผวาสะดุ้งตื่น จ้าวซันกอดปลอบว่าเหม่ยอิงไม่อยู่แล้วและไม่ต้องกลัว เราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน เหมือนทุกเรื่องที่เราเอาชนะมาได้

“ค่ะ...เจ้าพี่ น้องไม่กลัวค่ะ มีเจ้าพี่อยู่ด้วยน้องไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” บราลีพูดให้จ้าวซันสบายใจทั้งที่ตัวเองยังหวาดกลัวมาก ดังนั้นเมื่อจ้าวซันจะให้เธออยู่เมืองไทยระยะหนึ่งระหว่างตนไปทำธุระที่ฮ่องกง บราลีไม่ยอม เป็นตายอย่างไรก็ขอไปด้วยกัน อ้างว่าเป็นหน้าที่ของตนและเราเสมือนเป็นคนคนเดียวกันแล้ว

“ตกลง...เราจะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“น้องไม่กลัว ไม่ว่าจะเป็นเหม่ยอิงหรือใครหรืออะไรทั้งนั้น น้องจะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงของเจ้าพี่ น้องจะไม่ทำให้เจ้าพี่ต้องเป็นห่วงกังวลอีก เจ้าพี่คอยดูแล้วกันว่าต่อไปนี้ น้องจะเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของใครอีก แต่เจ้าพี่จะต้องไม่ปิดบังอะไรน้อง เจ้าพี่ต้องเห็นน้องเป็นเพื่อนคู่หูที่เคียงบ่าเคียงไหล่เจ้าพี่จริงๆ”

ทั้งสองยื่นมือจับกันกระชับมั่นเป็นสัญญา

ooooooo

วันนี้มีเหตุให้ต้องตึงเครียด เมื่ออาหลี่กับเต๋อเป่าเห็นเกาเฟยมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล

เช่นเดียวกัน บราลีก็เห็นเหม่ยอิงขณะตัวเองกำลังขึ้นลิฟต์ เมื่อเธอบอกจ้าวซันเขารีบพาเธอกลับห้อง และเมื่อกลับถึงห้องก็เห็นแจกันดอกไม้วางอยู่  มีการ์ดเขียนไว้ว่า

“หายเร็วๆล่ะ ฉันเป็นห่วงเธอมาก...เหม่ยอิง”

ยังไม่ทันหายตกใจกัน เต๋อเป่ากับอาหลี่ก็เข้ามาบอกหน้าตาตื่นตกใจว่า เจอเกาเฟยพวกตนวิ่งตาม แต่มันหลบไปได้

“เก็บของออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย” จ้าวซันสั่งทันที

เป็นความบังเอิญที่ฉินเจียงพาซูหลิงมาตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล ซูหลิงเห็นจ้าวซันที่กำลังไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย เธอบอกฉินเจียง แต่เขาไม่สนใจเพราะมัวแต่พล่ามเรื่องที่จะให้ลูกของตนเป็นทายาทที่แท้จริงของตระกูลจ้าวรุ่นต่อไป เพราะถึงจ้าวซันจะเป็นผู้ดูแลธุรกิจของตระกูลจ้าว แต่เขาไม่มีสิทธิ์อะไร บอกซูหลิงว่า เราต้องทำดีกับจ้าวซันให้มากและควรประจบประแจงบราลีไว้ด้วย

พอดีจ้าวซันเดินมาเจอ ทักทั้งสองอย่างยินดีและดีใจที่ตนจะได้เป็นลุงแล้ว จากนั้นพาทั้งสองไปเยี่ยมบราลีที่ห้อง

“อ้าวพี่...นี่จะกลับบ้านกันแล้วหรือ” ฉินเจียงถามแล้วหันไปถามบราลี “ไม่นอนพักอีกสักคืนสองคืนล่ะครับ”

“ที่นี่มันอันตราย อยู่บ้านน่าจะปลอดภัยกว่า ไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” บราลีบอก

ฉินเจียงเห็นด้วย ทั้งยังเสนอว่าบราลีคงไม่มีเพื่อนที่นี่  ถ้าเหงาก็โทร.หาซูหลิงให้ไปอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ เพราะซูหลิงเองก็บ่นว่าเหงาๆอยู่เหมือนกัน

ระหว่างที่ฉินเจียงเดินเข้าบ้านสี่ฤดูกับจ้าวซันนั้น เขาด่าเหม่ยอิงอย่างเกลียดชังว่า ทำตัวสูงส่งที่แท้ก็ได้กากเดนอย่างเกาเฟยเป็นผัว จ้าวซันไม่พอใจเตือนว่าพูดถึงน้องให้ดีหน่อย ฉินเจียงสวนทันทีว่า “พี่ยังจะนับมันเป็นน้องอีกเหรอ”

แม่สี่กับผิงอันวิ่งมารับจ้าวซันกับบราลี ได้ยินที่ฉินเจียงพูดพอดีถึงกับอึ้งซีด ซ้ำยังถูกฉินเจียงพูดให้ตกใจยิ่งขึ้นว่า เหม่ยอิงต้องโดนข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวพยายามฆ่าแน่ๆ รับรองเป็นข้อหาหนักสุดๆ แกล้งพูดใส่แม่สี่ว่า

“น่าหัวเราะ นังคนที่ชอบด่าว่าฉันโง่ ชอบทำลายตัวเอง อยากรู้...ว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่โง่บัดซบ และกำลังทำลายชีวิตตัวเองจนเละเป็นโจ๊ก”

แม่สี่ใจหายขอร้องจ้าวซันให้ช่วยน้องผู้อาภัพคนนี้ด้วย จ้าวซันรับปากว่าตนจะพยายาม

ooooooo

วันต่อมา จ้าวซัน ผู้กองเหลียง และหมวดจาง นั่งคุยกันเบาๆ แทบเป็นกระซิบกันในห้องรับแขกที่บ้านสี่ฤดู จ้าวซันเล่าให้ตำรวจทั้งสองฟังว่า

“เรื่องมันเล็ดลอดออกไปว่า เหม่ยอิงทุจริตบริษัท มีปัญหากับผม แต่เขายังไม่รู้เรื่องพฤติกรรมเป็นอาชญากร โดยละเอียดทั้งหมด แต่หุ้นบริษัทเราก็ทรุดแล้ว” ผู้กองถามว่าเขาตอบบอร์ดว่าอย่างไร “ผมให้เทเรซ่าอธิบายว่า พวกเรามีปัญหาในครอบครัวกัน”

ผู้กองเหลียงบอกว่าเหม่ยอิงเป็นบุคคลอันตราย คาดว่าตอนนี้เธอคงร่วมแก๊งกับพันหงปิงแล้ว ฉะนั้นเราต้องรีบสกัดเธอให้เร็วที่สุดก่อนที่เธอจะไปไกลกว่านี้ จ้าวซันถามว่า พวกเขารู้เบาะแสพันหงปิงแล้วหรือ

ทั้งผู้กองและหมวดช่วยกันเสนอว่า ต้องให้จ้าวซันช่วยมิฉะนั้นพวกตนต้องถูกเด้งยกทีมแน่ เสนอให้จ้าวซันกับบราลีล่อให้พวกเหม่ยอิงออกมา พวกตนรับรองว่าจะรักษาความปลอดภัยให้เต็มที่

“รักษาความปลอดภัยหรือ พวกคุณรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองได้ก่อนเถอะ” แล้วพูดอย่างเฉียบขาดว่า “บราลีจะไม่เป็นเหยื่อให้ใครทั้งนั้น พวกคุณจัดการอะไรไม่ได้ ผมจะจัดการเอง”

เจอไม้นี้ ทั้งผู้หมวดผู้กองต่างมองกันอึ้ง

ooooooo

วันต่อมา บราลีเข้าไปหาจ้าวไทไท เธอตกใจเมื่อจ้าวไทไทกุมมือเธอมองหน้าพูดน่ากลัว

“เคราะห์ร้าย...ยังจะเข้าไม่จบไม่สิ้น” บราลีถามใจไม่ดีว่า ยังจะมีเรื่องไม่ดีเข้ามาอีกหรือ จ้าวไทไทบอกว่าเธอไม่ต้องกลัว เพราะ “มันจะต้องพินาศ อีนังกาฝากตระกูลจ้าว อีลูกเมียน้อย...”

แม่สี่เอาน้ำชามาให้จ้าวไทไทพอดี ชะงักกึกที่ประตูไม่กล้าเข้าไป แต่แอบฟัง

บราลีถามว่า ทำอย่างไรตนถึงจะเปลี่ยนใจเหม่ยอิงได้ ตนอยากให้เธอกลับตัวกลับใจเลิกความคิดที่เป็นศัตรูกับทุกคน

“คนที่มันปิดตาปิดใจ มันไม่ยอมรับความจริงหรอก มันจะอยู่กับความลวงแล้วก็ตายกับความลวง มันต้องตาย...ตาย เพราะมันบังอาจมาแตะต้องเธอไงล่ะ ใครมาทำอันตรายให้เธอเจ็บปวดกายใจหรือแม้แค่สะดุ้งตกใจ มันจะพินาศไปเพราะตัวของมันเอง”

แม่สี่ตกใจแทบช็อกถอยออกหันหลังวิ่งไปราวกับสติแตก พยายามโทร.หาเหม่ยอิงแต่โทร.ไม่ติด ได้แต่คร่ำครวญ...

“เหม่ยอิง...แล้วแบบนี้แม่จะติดต่อลูกได้ยังไง ลูกอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง...เหม่ยอิง...” แม่สี่วางโทรศัพท์ร้องไห้หนัก

เหม่ยอิงกำลังจนตรอก ถอดเครื่องประดับให้เกาเฟยเอาไปปล่อยในตลาดมืด ถามเกาเฟยว่าเขามีเงินติดตัวเท่าไร พอรู้ว่าหมื่นเหรียญก็แสยะยิ้มพูดเยาะว่า แค่นี้จะเอาไปทำอะไรได้

เกาเฟยเสนอให้ไปอยู่เมืองไทยกับตน รับรองว่าตนเลี้ยงดูเธอได้ เหม่ยอิงคิดหนักมองออกไปนอกหน้าต่าง ฉุกคิดอะไรได้ ออกไปที่ร้านเสื้อหรูที่คุณนายหวังเป็นเจ้าประจำ เจอคุณนายหวังพอดี เหม่ยอิงวางมาดคุณหนูผู้สูงศักดิ์เดินเข้าไปทัก คุณนายหวังมองอึ้งบอกว่าเธอเปลี่ยนแปลงไปเยอะจนจำเกือบไม่ได้

เหม่ยอิงโกหกว่า ตนลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้าน แต่อยากซื้อรองเท้าสักคู่ ถามว่าคุณนายพอจะกดเงินสดให้ยืมสักห้าแสนเหรียญได้ไหม คุณนายหวังสะดุ้งใจแต่ยิ้มกลบเกลื่อน เหม่ยอิงรับปากว่ากลับถึงบ้านจะโอนคืนให้ทันที คุณนายหวังอ้างว่าเงินหนึ่งแสนเหรียญคงต้องไปเบิกที่ธนาคาร ชวนไปด้วยกัน เหม่ยอิงขอรออยู่ที่นี่

“ค่ะๆ ไม่เกินห้านาที เดี๋ยวมานะคะ” คุณนายหวังรับปากแต่มองอย่างรู้ทัน พอออกพ้นหน้าเหม่ยอิงก็เบ้ปากพูด “เดี๋ยวนี้ทำตัวแบบนี้เองเหรอ แปลกพิลึกจริง แต่ห้าแสนเหรียญ...เชอะฝันไปเถอะจ้ะ” ว่าแล้วหอบของพะรุงพะรังหลบไปเลย

คุณนายหวังรีบไปที่รถโยนของไว้เบาะหลัง แล้วรีบขึ้นนั่งที่คนขับ พลันก็ตกใจเมื่อประตูรถอีกข้างเปิดออก เหม่ยอิงเอาปืนจ่อสั่งให้เอาเงินที่มีอยู่ออกมาและเอาของที่คุณนายหวังเพิ่งซื้อมาไปทั้งหมด ได้เงินได้ของแล้วขู่ว่า

“อย่าได้คิดไปแจ้งความ เพราะถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูตำรวจเมื่อไหร่ เรื่องที่เธอเป็นชู้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนนั้น...ก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เข้าใจ?”

ปล้นของและเงินจากคุณนายหวังแล้ว กลับไปที่ห้องแถวแคบๆ ที่อยู่กับเกาเฟย บอกว่าตอนนี้ตนมีเงินแล้วและก็จะหนีไปจากเกาะบ้าๆ นี่เสียที

เกาเฟยอ่อยว่าตนกำลังวางแผนจะเข้าไปที่บ้านสี่ฤดู และจัดการบราลี แต่พูดไม่ทันขาดคำ ประตูถูกถีบผางออก พันหงปิงกับสมุนกรูเข้ามา และจับทั้งสองคนไปมัดปากและมัดทั้งสองไว้กับเก้าอี้ที่ตึกแถวแคบๆ อีกที่หนึ่ง ยึดเงินที่เหม่ยอิงปล้นจากคุณนายหวัง แต่ยังพูดอย่างโอหังว่า

“เงินกระจอกแค่นี้มันไม่พอสำหรับพันหงปิงหรอกเว้ย เราต้องการเงินก้อนใหญ่กว่านี้ เราไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว...ถึงเวลาที่เราจะมาร่วมมือกันสำหรับแผนการระดับชาติที่ฉันเพิ่งคิดขึ้นมาได้” พูดแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

ooooooo

ขณะที่จ้าวซันกำลังประชุมแก้วิกฤติของฉินเย่ว์กรุ๊ปอยู่นั้น เต๋อเป่าผลักประตูเข้ามา ตามด้วยภูสินทร จ้าวซันลุกพรวดอย่างคิดไม่ถึง ภูสินทรเข้ามาบอกว่าเจ้าหลวงพระองค์ใหม่อยากคุยกับฝ่าบาท ทำเอาทุกคนในที่ประชุมงง

จ้าวซันออกไปโทรศัพท์คุยกับศิขรนโรดม ธุระสำคัญของศิขรนโรดมคือต้องการให้จ้าวซันไปเป็นประธานในงานแต่งงานของตนกับมิถิลา จ้าวซันบอกว่าทางนี้มีปัญหาค่อนข้างวิกฤติตนคงไปไหนไม่ได้อีกระยะหนึ่ง

ศิขรนโรดมบอกว่า ตนจะรอจนกว่าเจ้าพี่มาเป็นประธานในพิธีจึงค่อยจัดพิธีแต่งงาน นานเท่าไรก็จะรอ

อสุนีไม่พอใจถามว่าจะเลื่อนหมายกำหนดการออกไป เพื่อรอน่านปิงพระองค์เดียว ทั้งๆที่พระครูท่านวางฤกษ์ยามเอาไว้แล้วและทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้วกระนั้นหรือ

“องค์น่านปิง...องค์เดียว แต่ก็คือคนที่ยกราชบัลลังก์ ยกคีรีรัฐทั้งแผ่นดินให้เราครอบครองยังไงล่ะอสุนี”

อสุนีบ่นกับมิถิลาอย่างไม่พอใจมากว่า “เรื่องทุกเรื่อง ที่เป็นความสำคัญของบ้านเมือง เจ้าหลวงศิขรนโรดมจะขึ้นอยู่กับเจ้าพี่ตลอดเวลา ทรงไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น ถ้าองค์น่านปิงไม่กำกับให้ทำ น้องว่าถ้าเจ้าหลวงทรงเป็นเช่นนี้รํ่าไป แล้วบ้านเมืองเรามันจะเป็นยังไง ทุกอย่างต้องให้องค์น่านปิงทรงมีพระบัญชาก่อนงั้นหรือ!?”

มิถิลาฟังแล้วอึ้ง...

ooooooo

เมื่อถูกจ้าวซันกำหนดให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลฉินเย่ว์กรุ๊ปแทนเหม่ยอิง ผิงอันเปลี่ยนแปลงตัวเอง เริ่มต้นจากเสื้อผ้า เธอแต่งได้เหมาะสมกับวัยที่ดูแล้วสวย สง่า จนทุกคนที่เห็นพากันชม

บราลีชื่นชม บอกว่าจะไปตามคุณนายสี่มาดู

อาม่าบอกว่าไม่ต้องไปตาม เพราะคุณนายสี่ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมขอพรเรื่องอะไรหลายอย่าง อากงถามว่าไปคนเดียวหรือ บ่นอย่างกังวลว่า

“ที่จริงช่วงนี้ไม่ควรมีใครไปไหนตามลำพังนะ บ้านเราไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูจะไม่ถอดชุดนี้ รอจนกว่าแม่จะกลับมาเห็นเสียก่อน” ผิงอันยิ้มสดใส

พอดีฉินเจียงจูงซูหลิงเข้ามา ถามว่าทำอะไรกันอยู่ พอเห็นผิงอันก็ชมเปาะ

“โอ้โห...ซายหมุยหรือนี่ ทำไมสวยจัง เป็นสาวแล้วสวยยิ่งกว่ายัยเหม่ยอิงซะอีกนะเนี่ย” ผิงอันติงพี่ชายอย่าพูดอย่างนี้ “ทำไม ก็พี่พูดความจริงนี่ จริงไหมครับคุณบราลี ผิงอันคนนี้คืออนาคตของตระกูลจ้าวจริงๆ เลย เธอต้องฝากเนื้อฝากตัวกับน้องแล้วนะจ๊ะที่รัก...คนนี้แหละที่ลูกชายของเราจะได้พึ่งพาต่อไป” ฉินเจียงหันไปกำชับซูหลิง

ทุกคนที่ฟังอยู่ทำหน้าไม่ถูก บราลีได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

ooooooo

ที่โถงชั้นล่าง ฉินเย่ว์กรุ๊ป จ้าวซัน เต๋อเป่า เดินออกจากลิฟต์ อาหลี่ถือกระเป๋าตามมา

พันหงปิงส่งคนปลอมเป็นพนักงานทำความสะอาดสองคนดักรออยู่ พอจ้าวซันกับเต๋อเป่าและอาหลี่ออกไป มันก็โทร.บอกเกาเฟยทันทีว่า “กำลังออกจากบริษัท รออยู่ที่นั่นแหละครับพี่เฟย แค่นี้นะ” อีกคนแสยะยิ้มพึมพำ “ชะตาขาดแน่!”

จ้าวซัน เต๋อเปา และอาหลี่เข้าไปในร้านฟาสต์ฟู้ดที่เหลือเปิดอยู่ร้านเดียวเพราะดึกแล้ว ปรากฏว่าพวกพันหงปิงมาซุ่มอยู่ก่อนแล้ว พอทั้งสามเข้าไปก็ถูกพวกพันหงปิงเกือบสิบคนมีผ้าดำคาดหน้า กรูกันเข้ามาทันที จ้าวซัน เต๋อเป่า และอาหลี่กระโดดไปหลบหลังเคาน์เตอร์

“ยิง! ฆ่าได้ทุกคนยกเว้นจ้าวซัน...จับมันมาให้ได้” พันหงปิงตะโกนก้อง สมุนพันหงปิงยิงกราดจนข้าวของในร้านแตกกระจาย แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวของพวกจ้าวซัน พันหงปิงตะโกนสำทับ “จ้าวซัน ถ้าไม่อยากให้มีใครตาย ก็ออกมาเสียดีๆ”

พนักงานหญิงในร้านสองคนกลัวจนตัวสั่น คนหนึ่งลุกวิ่งหนีถูกยิงกระสุนเจาะกลางหลังล้มขาดใจตายคาที่

“พวกเราบุกเว้ย” พันหงปิงตะโกน

“รีบไปหาที่ซ่อนเร็ว หาทางเปิดไฟในร้านให้ได้ และก็โทรศัพท์เรียกตำรวจเร็วสิ” จ้าวซันบอกพนักงานที่เหลือ พอพนักงานคนนั้นวิ่งไป พันหงปิงก็กระโดดข้ามเคาน์เตอร์เข้ามา ถูกอาหลี่ที่ซุ่มอยู่หงายหลังยกเท้าถีบกระเด็นออกไป จ้าวซันกระโดดตามไปเล่นงาน ระหว่างนั้น สมุนพันหงปิงสองคนถือมีดวิ่งมาช่วย เลยกลายเป็นสามรุมหนึ่ง

แม้จะถูกรุม แต่จ้าวซันก็สู้จนพวกมันทำอะไรไม่ได้ พันหงปิงชักปืนออกมายิงไปชุดหนึ่งกระสุนกลับถูกสมุนตัวเองล้มไปคนหนึ่ง เกาเฟยกับจ้าวซันต่างหาที่หลบเบียดกันอยู่หลังท่อน้ำข้างกำแพง ผ้าคาดหน้าเกาเฟยหลุด

“ไอ้เกาเฟย” จ้าวซันเห็นเต็มตา แต่เป็นจังหวะที่พันหงปิงถือปืนเดินกร่างตามมา จ้าวซันจึงกระโดดไปจะจับพันหงปิงแต่พลาดท่าถูกสมุนพันหงปิงรวบตัวไว้ เกาเฟยพุ่งมาจับแขนบิดทันที

แต่ขณะจ้าวซันกำลังตกอยู่ในอันตรายนี่เอง ภูสินทร ยิงมาจากด้านหลังทำให้ทุกคนชะงัก เกาเฟยบอกว่ามันเป็นคนคีรีรัฐ ภูสินทรเข้ามาพร้อมเต๋อเป่า อาหลี่ ภูสินทรถามจ้าวซันว่าสองคนนี้จะจับเป็นหรือจับตาย

เมื่อเผชิญกับความตายตรงหน้า พันหงปิงยอมแพ้และให้จัดการเกาเฟยก่อนเลย ภูสินทรถามว่ากลัวตายเป็นเหมือนกันหรือ

“พวกเราไม่เคยกลัวตายเว้ย แต่เรากลัว...กลัวและเสียดายแทนว่าไอ้เต๋อเป่ากับไอ้คนขับรถแสนซื่ออย่างสัตว์ของจ้าวซันมันจะตายไปเสียก่อน” เกาเฟยตะโกนทำลายสมาธิ ทำให้จ้าวซันเป็นห่วงเต๋อเป่าและอาหลี่ บอกภูสินทรว่ารีบไปช่วยสองคนนั้นก่อน ทางนี้ตนจัดการเอง แล้วรับปืนจากภูสินทรสองกระบอกเล็งสองมือใส่พันหงปิงและเกาเฟย

นาทีแห่งความตายเช่นนี้ พันหงปิงเสนอทันทีว่าตนมีอะไรจะต่อรอง อะไรที่ว่านั้นคือ เหม่ยอิงนั่นเอง! ทำให้จ้าวซันชะงักแต่พอเอะใจว่าถูกหลอก ก็ถูกสมุนพันหงปิงคว้าไม้ฟาดจากข้างหลังจนปืนกระเด็นง่ามมือฉีก พันหงปิงกับเกาเฟยฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนี ภูสินทรไล่ตามแต่มันวิ่งไปไกลเกินกว่าจะตามแล้ว

ooooooo

อาหลี่ เต๋อเป่า และจ้าวซัน ต่างได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวกลับไปที่บ้านสี่ฤดู อากงทำแผลให้อาหลี่ ภูสินทรทำแผลให้เต๋อเป่า และบราลีทำแผลให้จ้าวซัน

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เต๋อเป่าบอกจ้าวซันว่า เวลานี้ตัวจ้าวซันคือเป้าหมายของพวกมัน อาหลี่เชื่อว่าพวกมันต้องการอุ้มเขาเพื่อประโยชน์บางอย่างมากกว่าฆ่า เต๋อเป่าคาดว่าอาจเอาเป็นตัวประกันหรือเรียกเงิน

“มันจะใช้ฝ่าบาทเป็นกุญแจเบิกทาง ให้มันหนีออกไปจากฮ่องกงได้นั่นแหละ” ภูสินทรฟันธง

บราลีเตือนว่าจ้าวซันจะไปไหนตามลำพังไม่ได้แล้ว จ้าวซันเห็นว่าไม่ใช่เพียงตนคนเดียว แต่ทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากขึ้น จะประมาทไม่ได้

“และทั้งหมดนี้ ต้องเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่ เชื่อผมสิ” เต๋อเป่าชี้ชัด ทุกคนมองหน้ากันอย่างเห็นด้วย

เมื่ออยู่กันลำพังที่สวนบ้านสี่ฤดู จ้าวซันโอบบ่าบราลีไว้พูดอย่างรักและห่วงใย

“เรามีศึกที่ต้องร่วมกันสู้อีกครั้งนึงแล้วนะ ม่านฟ้า... ตอนนี้พันหงปิงกับเหม่ยอิงกลายเป็นคนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือตัวพี่”

“น้องเองก็เป็นคนนึง ที่เหม่ยอิงต้องการตัว น้องคิดว่าหากเราลองวางแผนเอาน้องไปเป็นตัวล่อ พวกมันต้องออกมาจัดการกับน้องทันที แล้วช่วงนั้น พวกเจ้าพี่อาจจะลงมือ” บราลีเสนอ ถูกจ้าวซันสั่งให้หยุดคิดเลย พูดอย่างเด็ดขาดว่า

“ถ้าจะต้องมีการใช้เหยื่อล่อพวกนั้น เหยื่อควรจะเป็นตัวพี่เองมากกว่า เอาสิพี่ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า พวกมันจะทำอะไรพี่ได้”

บราลีห้ามลนลานว่ามันอันตรายมาก แต่จ้าวซันยืนกรานว่าตนไม่อาจอยู่อย่างหลบซ่อนเพราะกลัวตายได้ ชี้ให้บราลีเห็นว่า

“เวลานี้พวกเขาจนตรอกแล้วเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เขาต้องหาทางรอดด้วยวิธีของหมาบ้าไงล่ะ”

“เจ้าพี่...เราไม่มีทางหนีอีกแล้วนะคะ เราต้องสู้... เราต้องชนะ พระต้องคุ้มครองเจ้าพี่นะคะ เพราะเจ้าพี่ทำแต่ความดีช่วยเหลือคนอื่น เสียสละตลอดเวลา คนดีต้องชนะค่ะ...น้องเชื่อ!!”

จ้าวซันกอดบราลีไว้แนบอก แอบคิดหนัก บราลีในอ้อมกอดของจ้าวซันก็แอบท้อ...เหนื่อย เช่นกัน

ooooooo

ดึกแล้ว บราลีนอนไม่หลับ เธอเดินมาที่หน้าห้องนอนจ้าวซัน พลันก็ได้ยินเสียงอากงคุยโทรศัพท์น้ำเสียงเคร่งเครียดมา เธอรีบหลบได้ยินอากงพูดขณะเดินผ่านไปว่า

“ใช่ๆ ด่วนเลยนะ มาเลย...จัดหนักมาเลย โอเคๆ”

เมื่ออากงเดินผ่านไปแล้ว บราลีเปิดประตูห้องจ้าวซันเข้าไป เห็นเขานั่งบนเตียงซบหน้ากับฝ่ามือท่าทางเหนื่อยล้าท้อแท้ เธอใจเสียเพราะไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสภาพแย่อย่างนี้ เดินเข้าไปนั่งข้างๆ ถามว่ายังไม่นอนหรือ จ้าวซันเงยหน้ายิ้มเจื่อน บอกว่ากำลังจะนอน

บราลีให้จ้าวซันนอนคว่ำแล้วบีบนวดต้นคอเบาๆ ให้ผ่อนคลาย จ้าวซันบอกให้เธอพักผ่อนเสีย ปรารภว่า

“เป็นคนของจ้าวซันมันคงไม่สบายหรอกนะ...แต่ถ้าจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ...แต่อย่าเสียใจนะ จ้าวซันเป็นคนรักเดียวใจเดียว..”

บราลีนับ หนึ่ง-สอง-สาม พูดเหมือนสะกดจิต...จงหลับ...จงหลับ...จงหลับ...จ้าวซันอมยิ้ม กอดเธอไว้จนหลับไป บราลีจึงหลับตาม...

ooooooo

วันนี้...ขณะเกาเฟยอยู่กับเหม่ยอิงที่แหล่งมั่วสุมของพวกเขา พันหงปิงถือไม้เท้าเดินเข้ามา เหม่ยอิง ถามว่าขาเจ็บหรือ

“นิดหน่อย โดนสุนัขตัวโตขัดขา เลยหกล้มเท้าแพลงนิดหน่อย”

“โดนมังกรกระทืบล่ะไม่ว่า...ฮึ! จ้าวซันย่อมเป็นจ้าวซัน เขามีบุญญาบารมีแบบแปลกๆ มีบริวารเก่งๆ และจงรักภักดีมากมาย ถ้าไม่แน่จริงไม่พร้อมพอ อย่าได้บังอาจ” เหม่ยอิงพูดอย่างรู้พิษสงของจ้าวซันดี

เกาเฟยยอมรับว่าเราพลาดและคงจะหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เหม่ยอิงเห็นด้วย เพราะเมื่อจ้าวซันรู้ตัวแล้วก็คงเตรียมตัวตั้งรับอย่างจริงจัง ความคิดที่จะอุ้มเขามาเป็นใบเบิกทางจบไปแล้ว เราต้องหาทางใหม่

“ไม่มีใครจัดการกับจ้าวซันได้หรอกครับ นอกจากคุณหนูใหญ่คนเดียว..เชื่อผมสิ ผู้ชายทำอะไรจ้าวซันไม่ได้หรอก ต้องผู้หญิงมารยาร้อยเล่มเกวียนเท่านั้นล่ะครับ” เกาเฟยเสนอ

หลังจากนั้น เหม่ยอิงก็โทรศัพท์เข้าไปที่บ้านสี่ฤดู เจอคนอื่นรับสายก็เงียบ วางสายแล้วโทร.ใหม่จนแม่สี่มารับสาย เธอจึงเผยตัวร้องไห้คร่ำครวญว่าเวลานี้ตนไม่มีที่พึ่งแล้วนอกจากแม่เท่านั้น และเมื่อบอกความต้องการของตัวเองแล้ว เธอกำชับแม่สี่อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาดมิฉะนั้นแม่จะไม่ได้เจอตนอีก นัดหมายวันเวลาสถานที่กันแล้ว เหม่ยอิงวางสายอย่างมีความหวัง

วางสายจากเหม่ยอิงไม่นาน แม่สี่ก็หิ้วตะกร้าหนักอึ้งบอกผิงอันที่มาเจอว่าจะไปศาลเจ้า ผิงอันถามว่าเพิ่งไปเมื่อวานนี้เองไม่ใช่หรือ แม่สี่เอ็ดว่าไปเมื่อวานแล้ววันนี้ไปอีกไม่ได้รึไง ครั้นผิงอันจะช่วยหิ้วตะกร้าให้ก็ไม่เอา จะให้รถไปส่งก็สะบัดเสียงใส่ว่า ไม่ต้อง เรียกแท็กซี่แล้ว แม่สี่ฉุนเฉียวเสียจนผิงอันแปลกใจ

ที่แท้แม่สี่นัดพบกับเหม่ยอิงที่สวนสาธารณะ ทันทีที่พบกัน เหม่ยอิงทวงของที่ขอทันที เมื่อแม่สี่ส่งกระเป๋าในตะกร้าให้ เธอคว้าแล้วจะไปทันที จนแม่สี่ต้องดึงแขนไว้

“เดี๋ยว...เหม่ยอิง!! เอาทองไปขายแล้วหนีไปให้ไกลเลย อย่าให้ตำรวจจับได้...อย่าทำอะไรที่มันไม่ดีอีก อย่าทำร้ายคนอื่น... แม่ขอร้องล่ะเลิกคบกับคนเลวแล้วไปมีชีวิตใหม่นะลูก”

“แม่...หนูต่างหากที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำดีแค่ไหนก็ไม่มีใครเห็น...แม่จะร้องไห้ทำไม มานี่ๆๆแล้วหยุดเสียที หนูเกลียดผู้หญิงเจ้าน้ำตา น้ำตามันคือความพ่ายแพ้ เข้าใจไหม!”

เหม่ยอิงลากแม่สี่ไปที่รถเข็นไอติมริมสวน แล้วนั่งกินไอติมกันบนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกอดอกไม้สวย

แม่สี่ทำท่าจะร้องไห้อีก บอกว่าเมื่อก่อนลูกไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย เหม่ยอิงถามเสียงแข็งว่าจะพูดให้มันเศร้าทำไม เพราะตอนเด็กตนต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ส่วนแม่ก็ต้องวิ่งรับใช้จ้าวไทไทอยู่ทุกวี่วัน แม่สี่ตำหนิว่าตนผิดเองที่เป็นแค่เมียน้อยไม่มีอำนาจวาสนาอะไร ทำให้ลูกคับแค้นใจ

“หนูเกลียดการเป็นผู้หญิง ผู้หญิงเป็นได้แค่เหยื่อในบ้าน แม้แต่อีจ้าวไทไทมันก็คือเหยื่อ โดนเต้หาเมียน้อยมาเลี้ยงดูออกหน้าออกตา ข่มเหงน้ำใจมันมาตลอดเช่นกัน มันถึงเสียสติแบบนี้ไง”

แม่สี่เล่าว่า เวลานี้ผิงอันกำลังจะได้รับการเชิดชูขึ้นมาเป็นผู้บริหารฉินเย่ว์กรุ๊ปและเอาตัวผิงอันมาปรับปรุงพัฒนาเพื่อขึ้นเป็นไท้เผ่งแทน ฉินเจียงพูดอย่างภูมิใจว่า

“เด็กผู้หญิง ลูกเมียน้อยแท้ๆจะได้เป็นใหญ่ในธุรกิจของครอบครัวนะลูก”

แต่นั่นยิ่งทำให้เหม่ยอิงแค้น เครียด คำรามว่า “เป็นไปไม่ได้!” ปาไอติมทิ้งตาขวาง จนแม่สี่อึ้ง

ooooooo

กลับไปถึงห้องพัก เหม่ยอิงรื้อของในกระเป๋าออกดู เธอยิ่งแค้นที่แม่สี่ไม่ได้เอาของสำคัญ...สัญลักษณ์ของสตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลเจ้ามาให้ นั่นคือ เครื่องเพชรชุดใหญ่
เหม่ยอิงระแวงว่าเครื่องเพชรชุดนั้นอาจอยู่ที่บราลี ทำให้ยิ่งเคียดแค้นหาว่าบราลีแย่งทุกอย่างไปจากตน ประกาศว่าตนจะต้องกลับไปพูดกับพวกนั้นให้รู้เรื่อง ตนจะไม่ยอมเป็นผู้แพ้ จะต้องเอาทุกอย่างคืนมา เกาเฟยปลอบให้ใจเย็นๆ ให้ความหวังว่าเราต้องเอาเครื่องเพชรชุดนั้นคืนมา  และจ้าวซันกับบราลีจะต้องไม่ได้แต่งงานกัน ยกยอปอปั้นว่า

“ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าคุณหนูได้ เชื่อผม”

เหม่ยอิงปรามาสว่า น้ำหน้าอย่างเขาจะทำอะไรได้ ตนไม่ได้โง่ อย่ามาหลอกกันเหมือนหลอกเด็ก

“พันหงปิงมันจะเป็นเครื่องมือของเรา เราจะใช้มัน ให้มันนึกว่ามันจะได้เงินมหาศาลจากการจับตัวจ้าวซันมาให้ได้ จากนั้นเราจะให้จ้าวซันเอาทุกอย่างมาให้คุณหนู แล้วพอถึงเวลา เราก็จะรอด ลอยตัว โดยมีไอ้พันหงปิงเป็นแพะรับบาปไปคนเดียว เราจะได้ทุกอย่างและไปจากทุกคน  เมื่อเราชนะแล้ว” เกาเฟยฝันเฟื่อง

เหม่ยอิงเคลิ้มไปกับแผนการของเกาเฟยจนค่อยๆ สงบลง...

ooooooo

เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่นับวันล่อแหลมและตึงเครียด จ้าวซันกับบราลีร่วมกันฝึกซ้อมมวยคีรีรัฐอย่างจริงจัง เธอถามจ้าวซันว่า ทำไมเราไม่เป็นฝ่ายเล่นงานพวกนั้นก่อนบ้าง

จ้าวซันขอให้เธออยู่เฉยๆ ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของตน ขอให้เธอทำทุกอย่างตามที่ตนบอก เพราะเราจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว บราลีถามอย่างตื่นเต้นว่า “แปลว่าตอนนี้เรากำลังจะเป็นฝ่ายบุกแล้วใช่ไหมคะ”

จ้าวซันไม่พูดแต่สีหน้าแววตาที่พร้อมลุยของเขาเป็นคำตอบที่ทำให้บราลีฮึกเหิมขึ้นมาอย่างประหลาด ต่างจับมือให้สัญญากันอย่างหนักแน่นมั่นคง

คืนนี้ พันหงปิงไปหาเกาเฟยที่ห้องพัก ภายในห้องมืด เงียบจนคิดว่าไม่มีใครอยู่ เดินเข้าไปจึงเห็นเหม่ยอิงนั่งตาลอยพิงฝาผนังอยู่เหมือนหุ่น พอพันหงปิงเข้าไปดู เธอก็ลืมตาโพลง พล่ามไม่หยุดปาก “จ้าวซัน... จ้าวซัน...พี่ชายใหญ่...”

พันหงปิงเห็นยาข้างตัวเธอ หยิบดูรู้ว่าเป็นยานอนหลับ คิดชั่วร้ายหมายเคลมไล่ลูกน้องให้ออกไปก่อน แล้วเข้าเล้าโลมเหม่ยอิงที่ยังพร่ำเพ้อรำพันรักที่มีต่อจ้าวซัน... จนอ่อนระทวยหลับ ตาค้าง น็อกไปคาอกพันหงปิง

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด
15 พ.ย. 2562
12:10 น.