กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

จ้าวซัน บราลี และภูสินทร ไปเดินตลาด ได้ยินชาวตลาดจำนวนหนึ่ง แซ่ซ้องสดุดีน่านปิงนรเทพที่จะมาเป็นเจ้าหลวงองค์ใหม่ แต่ก็มีชายหนุ่มที่ตะโกนต่อต้านและเชิดชูศิขรนโรดม

ภูสินทรใจร้อนสั่งทหารที่ตามมาให้จับตัวชายหนุ่มคนนั้น จ้าวซันห้ามไว้เตือนสติว่า

“เรื่องแบบนี้ เราจะบังคับจิตใจผู้คนไม่ได้”

“เราคงต้องใช้เวลาหน่อย บ้านเมืองเราตกอยู่ใต้ฝ่ายของเขามานาน” ภูสินทรใจเย็นขึ้น

เมื่อภูสินทรไปเจอสุริยะและหมอหลวงที่บ้านครูเฒ่า จึงเล่าให้ทั้งสองฟัง สุริยะเอ่ยขึ้นว่า

“มันไม่มีอะไรสวยงามเป็นนิทานปรัมปราหรอก เราต้องให้เวลา แล้วให้ความดีงามขององค์น่านปิงนรเทพเอา ชนะใจประชาชนให้ได้ในวันหนึ่ง”

“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว แต่เบื้องหลังไอ้พวกที่มาคอยแสดงความคิดเห็นต่อต้านแบบนี้ มันมีอะไรที่เลวร้ายซ่อนอยู่หรือเปล่า” ภูสินทรไม่ไว้ใจ จนพระครูท้วงติงขึ้นว่า

“ภูสินทร ท่านคงผ่านความยากลำบากมามาก จนไม่ไว้ใจใคร”

“เราทุกคนต่างเคยไว้วางใจบุคคลอื่นเกินไป จนทำให้สูญเสียทุกอย่าง พวกท่านลืมเลือนหมดแล้วหรือ” ภูสินทรติง

“พวกเราไม่มีใครลืมหรอกท่านภูสินทร แต่ว่าเราไม่ต้องการความเกลียดชังในบ้านเมืองอีกแล้ว พวกเราต่างเบื่อหน่ายและเป็นทุกข์กับความขัดแย้งมานานเกินไป” หมอหลวงเอ่ย

“ข้าก็ไม่ใช่จะอยากให้มันมีความขัดแย้งอีก แต่พวกคนที่แสดงความแคลงใจในองค์น่านปิงนั้น ข้าอยากรู้ว่ามีใครคอยยุยงปลุกปั่นอยู่หรือเปล่า มันก็เท่านั้น”    ภูสินทรชี้แจงอย่างไม่หายกังวล

ooooooo

เพื่อเตรียมตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์จ้าวซัน บราลีฝึกซ้อมอาวุธกับภูสินทรเอาจริงเอาจัง เธอทำได้ ดีจนภูสินทรชมว่าสมกับเป็นทายาทขององครักษ์อินปงจริงๆ

บราลีไม่เพียงซ้อมตามที่ภูสินทรสอนให้เท่านั้น หากยังพลิกแพลงจนภูสินทรชมว่า พอจะเป็นองครักษ์ที่ดีของจ้าวซันได้แล้ว พูดอย่างชื่นชมว่า

“คุณจะเป็นพระเทวีคนแรกที่ทำหน้าที่เป็นราชองค์รักษ์หญิงของเจ้าหลวงคีรีรัฐ”

บราลีติงว่า ถ้าศิขรนโรดมเป็นเจ้าหลวง มิถิลาก็คงเป็นองครักษ์หญิงที่ดีที่สุด ถูกภูสินทรปรามอย่างไม่พอใจว่า

“อย่าพูดแบบนี้อีก สำหรับผม เจ้าหลวงจะต้องเป็นองค์ชายน่านปิงนรเทพเท่านั้น และพระเทวีจะต้องเป็นคุณม่านฟ้า หากใครยกย่องผู้อื่นเสมอองค์ชายน่านปิง ผมถือว่ามันเป็นกบฏทุกคน”

ฟังภูสินทรแล้ว บราลียิ่งไม่สบายใจ...

ooooooo

คืนนี้ ขณะบราลีอยู่ในห้องจ้าวซันนั้น ชายคนหนึ่งก็เดินผ่านทหารหน้าห้องสองคนเข้ามา บราลีลุกไปขวางถามว่าท่านเป็นใคร

“ผมเอง คุณม่านฟ้า” เสียงอสุนีบอก บราลีถามว่าเข้ามาทำไมในยามวิกาล “ผมหายป่วยดีแล้ว เลยรีบกลับมาประจำการในวังเหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องมาขอถวายบังคมต่อว่าที่เจ้าหลวง”

จ้าวซันยิ้ม บอกบราลีว่าให้อสุนีเข้ามาเถิด ตนก็อยากพบเขาเหมือนกัน บราลียังไม่วางใจขอค้นตัว อสุนีไม่พอใจ

“บรี!! ทำอะไร...น้องเป็นสตรีนะ สตรีคีรีรัฐไม่เข้าใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนั้น” จ้าวซันเตือนนิ่มๆ แต่บราลีอ้างว่าเป็นหน้าที่จะค้นให้ได้ จ้าวซันเลยตัดปัญหา “มา...พี่ทำเอง”

ทันทีที่จ้าวซันเดินเข้าไปหา อสุนีทรุดลงกราบกับพื้นทันที จ้าวซันประคองบอกให้ลุกขึ้น อสุนีลุกมองหน้าจ้าวซันยิ้มให้ จ้าวซันดึงอสุนีเข้าไปกอดตบไหล่เบาๆอย่างสนิทสนม จนบราลีมองอึ้ง

“อสุนี...ขอบใจเธอมาก เธอยอมเสียสละเพื่อพวกเราหลายอย่าง สิ่งที่เธอทำยากมากทุกคนรู้ดี แต่เธอก็ตัดสินใจเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราจะไม่ลืมบุญคุณของเธอเลย”

“รับสั่งได้น่าประทับใจจริงๆ แต่หม่อมฉันไม่ได้ทำลงไปเพื่อผู้ใดทั้งสิ้น นอกจาก...ทำไปตามอุดมคติของตัวเองเท่านั้น”

“ยังไงก็ต้องขอบใจ แล้วก็ขอแสดงความเสียใจกับเธอด้วย”

“ทรงพระกรุณายิ่งพะย่ะค่ะ” อสุนีมองหน้าจ้าวซันที่จับมือตนเขย่าอย่างดี

ooooooo

เพราะถูกเหม่ยอิงยึดหุ้นไปจนเหลือแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ซ้ำยังตัดเงินส่วนอื่นๆ ที่เคยได้และไล่ที่ร้านของซูหลิงด้วยทำให้เขาลำบากมาก วันนี้จึงไปหาจ้าวไทไทในสภาพทรุดโทรม

จ้าวไทไทอนุญาตให้เข้าห้องทั้งที่ฉินเจียงยังไม่ได้เคาะประตู มองสภาพฉินเจียงแล้วหัวเราะเสียงดังถามว่า

“ในที่สุด ก็ต้องซมซานกลับมาขอยืมเงินฉัน ใช่ไหมไอ้ลูกหมา”

ฉินเจียงบอกว่าคราวนี้แม่ใหญ่ทายผิด พูดอย่างมีอหังการว่า “ถึงผมจะจนตรอกแค่ไหน ถ้าผมยังไม่ตาย ผมจะไม่มีวันก้มหัวให้ใครเป็นอันขาด ผมจะเอาของของผมมาขายแม่ใหญ่ต่างหาก”

สิ่งที่ฉินเจียงจะเอามาขายคือคอนโดของเขาที่คอสเวย์เบย์ ที่ต้องขายคอนโดเพราะไม่อยากขายของเก่าของแม่ แต่จะขายสิ่งที่ตนหามาได้เอง จ้าวไทไทมองฉินเจียงนิ่ง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เหมือนจะอ่านอะไรสักอย่าง ถามว่าจะขายเท่าไร ฉินเจียงขอแค่ล้านเหรียญ

จ้าวไทไทหัวเราะที่เขาขายแค่ล้านเดียว บอกว่าถ้าเป็นเต้ของเขาจะไม่มีวันขายของต่ำกว่าทุนเด็ดขาด บอกว่าให้ถือเป็นของฝากก็แล้วกัน พรุ่งนี้จะให้คนโอนเงินเข้าบัญชีให้

ฉินเจียงอึ้งไปอย่างรู้สึกตื้นตัน ยิ่งเมื่อจ้าวไทไทให้อากงเอาปิ่นโตมาใส่อาหารของตนให้ฉินเจียงเอากลับไปกิน บอกว่าเอาให้ซูหลิงกินด้วย คนท้องควรต้องหาของดีๆให้กินบ้าง ทำให้ฉินเจียงยิ่งตื้นตันมองจ้าวไทไทด้วยแววตาอ่อนโยน

ooooooo

ระหว่างที่ยังไม่ถึงวันสถาปนาเจ้าหลวงคนใหม่ จ้าวซันยังคงไปไหนมาไหนกับศิขรนโรดม เมื่อเห็นศิขรนโรดมแสดงความไม่พอใจที่ทหารโต้เถียงกันที่มุมหนึ่งในวัง เรื่อง ใครจะยอมรับใครเป็นเจ้าหลวง ก็จะจับมาลงโทษฐานบังอาจวิพากษ์วิจารณ์ก่อเรื่องขัดแย้งกัน

“ใจคนนะศิขร...เราต้องเอาชนะใจเขา ให้เขามอบใจให้เราด้วยตัวเอง” ศิขรนโรดมยังฮึดฮัดจะเอาผิดให้ได้ จ้าวซันถามว่า “ต้องเอาปืนไปจี้ให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนเราให้หมดหรือ”

“แล้วเราจะทำยังไง”

พี่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เหมือนสินค้า ต้องทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า ของเราดีจริง” ศิขรนโรดมติงว่าพูดเป็นเล่นนี่มันไม่ใช่การตลาด

“จะว่าไป พี่ว่ามันใช่นะ ถ้าผลิตภัณฑ์ของเราดีจริง เราก็ต้องกล้าท้าพิสูจน์ ให้เขาได้ทดลอง ถ้าเขาลองแล้วไม่เอา เราก็ต้องแก้ไข ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง”

จ้าวซันใช้ทุกสถานการณ์ให้การศึกษา เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิสัยทัศน์ของศิขรนโรดมด้วยความรัก

บราลีทำหน้าที่องครักษ์ของจ้าวซันเต็มที่ แต่เมื่อพระเทวีมาเจอรู้ว่าบราลีมีความชำนาญเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์จึงให้ไปช่วยงานด้านนี้ในวัง ส่วนเรื่องถวายความปลอดภัยจ้าวซันนั้น อสุนีน่าจะรับผิดชอบอยู่ ให้ภูสินทรลองปรึกษา กับอสุนีดู

คืนวันพระจันทร์เต็มดวงใกล้เข้ามาแล้ว บรรดาทหารและนางในบางส่วนช่วยกันตบแต่งประดับประดาตาม ที่ต่างๆ ช่างเสื้อก็มาวัดตัวเตรียมตัดชุดให้จ้าวซัน พระเทวี ถามว่าจะเสร็จทันไหม ช่างรับรองว่าทันแน่นอน

เมื่อทีมช่างตัดเสื้อผ้าขนข้าวของออกไป จ้าวซันถามพระเทวีว่า ชุดที่รีบตัดนี้เป็นชุดสำหรับเจ้าหลวงหรือ?

“ใช่...และผ้าคลุม ไหมสี่เส้นสีเหลืองปักทอง

ผืนนั้น คือเครื่องหมายของเจ้าหลวง คนที่ไม่ใช่เจ้าหลวงจะนำมาห่มคลุมไม่ได้” พระเทวีชี้ไปยังผืนที่บราลีกำลังปักดิ้นทองอยู่ชมว่า “สวยมาก ฝีมือประณีตไม่แพ้คนในวังเลย”

คืนนี้ ขณะอสุนีเดินมาส่งศิขรนโรดมที่ห้อง ศิขรนโดม ปรารภอย่างตื่นเต้นว่าอยากให้ถึงวันงานเร็ว ป่านนี้เจ้าพี่ คงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ

อสุนีบอกว่าถ้าพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เอง ตนถึงจะตื่นเต้น ถูกศิขรนโรดมปรามว่าให้เลิกพูดแบบนี้เสียที ตนเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว บอกอสุนีให้กลับไปพักผ่อนได้แล้ว อสุนีเดินไปไม่กี่ก้าวก็ย้อนกลับมา ศิขรนโรดมถามว่ามีอะไรอีก

“เอ่อ...คือ...หม่อมฉันอยากจะทูลว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงรับรู้ไว้ว่า อสุนีคนนี้จะยังคงจงรักภักดีกับพระองค์ตลอดไป”

ศิขรนโรดมปิดประตูใส่หน้าอย่างแรง อสุนียืนอึ้ง เครียด และแทนที่จะกลับไปพักผ่อน อสุนีกลับแต่งชุดดำ มาลอบยิงลูกดอกใส่ยามสองคนตายแล้วบุกเข้าไปในห้องนอนจ้าวซันเงื้อมีดแทงร่างที่นอนอยู่บนเตียง ปรากฏว่า เป็นตุ๊กตาหมีตัวโตที่วางหลอกไว้ใต้ผ้าห่ม แต่ตัวจ้าวซัน ยืนอยู่ในเงามืดมุมห้อง

พอรู้ตัวว่าพลาด อสุนีก็จะหนี ถูกจ้าวซันวิ่งไล่ตาม เมื่อจับได้จ้าวซันกลับยิ้มให้ แต่อสุนีไม่เล่นด้วย ให้มีดเข้าทำร้าย แต่สู้จ้าวซันไม่ได้ อสุนีประกาศกร้าวว่า

“ไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้าง...ไม่งั้นก็อย่าหวังเลยว่า เรื่องมันจะจบ” แต่จ้าวซันขออย่าให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้เลย “ทหารสองคนข้างนอกก็ถูกข้าจัดการไปแล้ว ยังไงข้าก็ต้องโดนจับอยู่ดี”

ไม่ว่าจ้าวซันจะหว่านล้อมและให้ทางออกอย่างไรอสุนีก็ท้าว่าจะฆ่าก็ฆ่าเลย จ้าวซันถามว่าทำไมถึงอยากฆ่าตนนัก

“ท่านไม่ควรจะมาเป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐองค์ใหม่” อสุนีกล่าวหาว่าจ้าวซันแย่งบัลลังก์ไปจากศิขรนโรดม ฉะนั้นให้จ้าวซันย้อนถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากเป็น

“ถ้าเราเลือกได้ เราขอไม่เป็น เจ้าคิดว่าการเป็นเจ้าหลวงที่ดีมันทำได้ง่ายนักหรือ เป็นเจ้าหลวงหาใช่ว่าจะสุขสบาย”

อสุนีชะงัก เงื้อมีดหมายฆ่าตัวตาย จ้าวซันคว้าแจกันทุ่มที่มือจนมีดหลุด อสุนีคลานไปคว้าจ้าวซันก็เตะมีดไปที่ประตู อสุนีนอนหงายอย่างหมดอาลัยตายอยาก ท้าจ้าวซันให้ฆ่าตนเสียเพราะตนเป็นกบฏ จ้าวซัน

บอกว่าตนฆ่าใครไม่ได้อีกแล้ว

เป็นจังหวะที่บราลีถือฉลองพระองค์ของจ้าวซันเข้ามา เห็นสภาพในห้องแล้วตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น จ้าวซันบอกว่าตนกับอสุนีออกกำลังกันเล็กน้อย ประลองวิชากันเท่านั้น ดึงอสุนีลุกขึ้นตบไหล่เบาๆ บอก “แล้วเจอกัน”

อสุนีเดินออกไปงงๆ จ้าวซันทำเป็นยกมือบ๋ายบายยิ้มแย้ม บราลียิ่งงง มองหน้าจ้าวซันอย่างจับพิรุธ

ooooooo

บราลีรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับจ้าวซัน เธอทั้งโกรธทั้งงอน บ่นว่าทรงมีเมตตากับคนแบบนี้เสมอ ทรงปล่อยงูพิษไปง่ายๆอีกแล้ว จ้าวซันย้อนถามว่า ทำไมไม่คิดบ้างว่าสักวันความดีจะเอาชนะความชั่วได้

“คิดสิเพคะ! เคยคิดมาตั้งแต่สมัยอนุบาล แต่พอหม่อมฉันขึ้นเรียนชั้นประถมปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่ามันเป็นไปได้ยากเต็มที พระองค์ทรงทำแบบนี้คนชั่วมันก็สนุกไปเท่านั้นเอง”

“อสุนีไม่ใช่คนชั่ว เราว่าเรามองคนไม่ผิด”

บราลีพูดอย่างตัดเชือกว่า ถือว่าตนเตือนแล้วที่เหลือจัดการเองก็แล้วกัน  เดินไปถึงประตูเห็นมีดของอสุนีที่จ้าวซันเตะไปก็หยิบมายื่นให้พูดประชดก่อนออกไปว่า “ทรงเก็บไว้ให้ดีนะเพคะ เอาไว้ป้องกันตัวจากงูพิษ”

จ้าวซันได้แต่ถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับความช่างเหน็บช่างจิกของบราลี...

ฝ่ายอสุนี รุ่งขึ้นไปยืนเหม่อใจลอยอยู่ที่หน้าผาจนศิขรนโรดมตามเจอ ถามว่าเมื่อคืนไปก่อเรื่องอะไรมา อสุนีย้อนถามว่า “คนดีของฝ่าบาทฟ้องว่ายังไงล่ะ” เลยถูกศิขรนโรดมตวาดว่า มันจะมากไปแล้ว อสุนีไม่เล่าแต่ตัดพ้อว่า “องค์ชายน่านปิงนรเทพทรงมีความสำคัญกับฝ่าบาทมากขนาดนั้นเลยหรือ”

“ใช่...สำคัญมาก สำคัญตั้งแต่ที่เราลืมตาเกิดขึ้นมา สำคัญจนถึงตอนนี้และก็จะสำคัญตลอดไปด้วย”

อุสนีหันมองศิขรนโรดมอึ้ง ตัดพ้อว่าตนทำเพื่อพระองค์ทั้งสิ้น โดนดุอีกว่าไม่ต้องทำอะไรให้ตนอีก เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นมันมากเกินพอแล้ว อสุนีบอกตรงๆว่า “หม่อมฉันอยากให้พระองค์เป็นเจ้าหลวง”

“เลิกอยากเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้สักที ต่อไปเรื่องของเราไม่ต้องมายุ่ง แล้วถ้าเจ้ายังไม่ไปกราบขอโทษเจ้าพี่ให้เราเห็นละก็ ต่อไปก็ไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้าอีก”

มิถิลาตามขึ้นมาเห็นทั้งคู่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดกันอยู่ หยุดดู เห็นอสุนีหันหลังกลับมองไปที่หน้าผา ศิขรนโรดมเข้าใจความหมายตัดบทว่า “งั้นเราก็จบกัน” แล้วเดินกลับไป

“หม่อมฉันผิดเองที่ปรารถนาดีมากเกินไป ทำให้พระองค์ต้องลำบากพระทัย” อุสนีพูดแล้วเดินตรงไปที่หน้าผา มิถิลาตกใจ แต่ทำอะไรไม่ทัน เพราะอสุนีกระโดดลงไปแล้ว โชคดีที่กลิ้งไปคาอยู่โคนต้นไม้ไม่ตกลงไปที่หน้าผา ศิขรนโรดมตกใจ ปีนลงไปช่วยพาอสุนีที่ไม่ได้สติขึ้นมา บอกมิถิลาให้รีบตามคนมาช่วย

รุ่งขึ้นเมื่ออสุนีรู้สึกตัว เขาถามหมอหลวงที่เฝ้าดูอาการอยู่ว่า ตนยังไม่ตายหรือ

“ท่านยังไม่ตาย องค์ศิขรนโรดมทรงบัญชาให้ข้ามารักษาเจ้า เจ้ามีกระดูกหักเล็กน้อยที่ซี่โครง ข้าพันตัวเจ้าไว้ นอนนิ่งๆ หลายๆวันร่างกายเจ้าก็จะเยียวยาประสานตัวเอง...”

หมอหลวงให้ยาและกำชับให้กินยาใช้ยาตามที่กำหนดไว้ เพราะทั้งศิขรนโรดมและตนเองมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย อสุนีรู้ว่าหมายถึงงานสถาปนาเจ้าหลวงพระองค์ใหม่ หมอหลวงมอบหมายให้หัวหมู่ที่อยู่ที่นี่ดูแลแทนตนแล้วรีบไป

“เดี๋ยวก่อนท่านหมอหลวง...ฝากบอกมิถิลาน้องสาวข้าว่า ถวายรับใช้องค์ศิขรนโรดมแทนข้าด้วย”

“ได้ ไม่มีปัญหา พยายามทำตัวให้ดี จะได้หายเร็วๆ เมื่อองค์น่านปิงขึ้นเป็นเจ้าหลวง องค์ศิขรนโรดมก็คงต้องทรงงานหนักเพื่อช่วยพระเชษฐาแก้ปัญหามากมายให้บ้านเมือง เจ้าเองก็ต้องถวายรับใช้ให้เต็มที่ เวลาอย่างนี้ ขอจงอย่าคิดสิ่งใดมากไปกว่าบ้านเมืองและประชาชน”

ooooooo

พิธีสถาปนาเจ้าหลวงองค์ใหม่เริ่มขึ้นแล้ว

มาทยาธรเอ่ยกับพระเทวีอย่างสบายใจว่า บาปของตนจะได้รับการชำระอีกส่วนหนึ่งแล้ว

“บาปของน้องก็เช่นกัน  ต่อไปนี้เราจะใช้เวลาที่เหลือ เพื่อการกุศลและเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดจนกว่าเราจะตาย” พระเทวีเอ่ยอย่างปลื้มปีติ

ในวันนี้ พวกที่ต่อต้านน่านปิงนรเทพขึ้นเป็นเจ้าหลวง เตรียมธงและป้ายม้วนซ่อนมาหมายป่วนงาน เตรียมว่าถ้าถูกจับก็ต้องติดคุก

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนน่านปิงนรเทพก็พากันปลื้มปีติกับเจ้าหลวงที่แท้จริง หลายคนตั้งปณิธานว่าจะยอมตาย ไม่ยอมให้ใครมาหมิ่นองค์น่านปิงได้

ในท้องพระโรง พระราชพิธีเริ่มแล้ว ดนตรีบรรเลงเพลงที่สง่างาม พระครูเชิญองค์ชายน่านปิงนรเทพไปคุกเข่าหน้าเจ้าหลวงมาทยาธร เจ้าหลวงหยิบเสื้อคลุมสีทองคลุมให้จ้าวซัน  แล้วเจ้าหลวงก็ทรุดคุกเข่าเบื้องหน้าจ้าวซันถวายพระพรนำ “ขอให้เจ้าหลวงเจริญยั่งยืน” มีเสียงขานรับก้องท้องพระโรง

จ้าวซันวางตราประจำพระองค์ในพาน เจ้าหลวงยกพานนั้นให้ จ้าวซันรับแล้ววางไว้ที่เดิมหันพยักหน้ากับพระครูอย่างรู้กัน พระครูเชิญองค์ชายศิขรนโรดมและให้ดนตรีบรรเลงเพลงใหม่อีกครั้ง

นาทีนี้ บราลีเข้าใจทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เธอยิ้มออกมาอย่างสบายใจ

จ้าวซันยังคงดำเนินพิธีการต่อ ถอดเสื้อคลุมสวมให้ศิขรนโรดมแล้วเอ่ยนำ “ขอเจ้าหลวงทรงเจริญยั่งยืน” แล้วอัญเชิญพานตราประจำพระองค์ขึ้นถวาย ศิขรนโรดม รับไปตามพิธี หลายคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มปีติ เสียงประชาชนที่เฝ้าชมพระราชพิธีจากกล้องวงจรปิดอยู่นอกท้องพระโรง ทั้งนางในและทหารต่างเปล่งเสียงรับพร้อมเพรียงกันกึกก้อง

“องค์น่านปิงนรเทพ ทรงเจริญยั่งยืน!! องค์ศิขรนโรดมทรงเจริญยั่งยืน!!”

อสุนีและทหารที่เขาเตรียมจะลุกขึ้นสู้ทวงบัลลังก์คืนให้แก่ศิขรนโรดมรู้ข่าวนี้ พากันตื่นเต้นดีใจ

สถานการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะความปรีชาสามารถและเสียสละเพื่อคีรีรัฐและประชาชนของจ้าวซัน

เมื่อจ้าวซันกับบราลีมาที่เจดีย์ริมน้ำเวียงสาย เขาถามเธอว่า

“พ่อแม่ของน้องท่านจะว่ายังไงนะ ที่ท่านอุตส่าห์สละชีพเพื่อเรา แต่เรากลับสมัครใจที่จะสละทุกอย่างในแผ่นดินคีรีรัฐไป” บราลีเชื่อว่าพ่อกับแม่ต้องดีใจที่เราเลือกทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีความสุข “ถึงอย่างไรเราก็ได้ช่วยกันจัดการ ทำให้คีรีรัฐอยู่เย็นเป็นสุข รอดพ้นจากพวกทรราชกบฏแล้ว”

“คนที่ทำกับพ่อแม่ก็ได้รับกรรมไปหมดแล้วนะคะ”

“แต่ตอนนี้ เราไม่มีแล้วนะ บัลลังก์...ราชสมบัติ...หรืออะไรทำนองนั้น”

บราลีบอกว่าตนไม่เสียดายเลย จ้าวซันหยอกว่าแน่ใจหรือ ไม่ชอบหรือ เป็นพระเทวีเท่ออก

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่มีพี่คนเดียวอยู่กับน้อง ก็เท่พอแล้ว”

“ดีจัง...พี่ก็เหมือนกัน...แค่มีม่านฟ้าคนเดียวอยู่กับพี่ ทุกอย่างพี่ก็ไม่ต้องการ”

ทั้งสองกอดกันอย่างตื้นตัน  แม้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ อะไรเลย ขอแต่มีกันและกันก็มีความสุขที่สุดแล้ว...

ooooooo

ที่ฮ่องกง...

หลังจากฉินเจียงได้เงินค่าขายฝากคอนโดฯจ้าวไทไทแล้ว เขาเอาเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนที่ร้านกับซูหลิง ทั้งสองช่วยกันทำมาหากิน แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุข

แต่ฉินเจียงก็ไม่ลืมว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเหม่ยอิงคนเดียว บอกซูหลิงว่า

“ตอนนี้ฉันไม่มีกำลังพอ แต่อย่านึกว่าฉันจะยอมพวกมัน ฉันขอช่วยเธอสร้างเนื้อสร้างตัวให้ดีที่สุดก่อน ให้เธอยืนได้อย่างมั่นคงก่อน ฉันเองไม่มีเวลาที่จะทำอะไรผิดพลาดอีกแล้ว ฉันต้องสู้คดีอีกนาน แล้วสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดคุกนานแค่ไหน”

ซูหลิงชื่นชมความเปลี่ยนแปลงของฉินเจียง  เขายอมรับว่า

“ฉันอ่อนแอมามากพอแล้วซูหลิงถ้าฉันยังใช้แต่อารมณ์เหมือนสมัยที่ไอ้เกาเฟยมันคอยยุแหย่ ฉันก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ แต่นี่ฉันตั้งใจจะเป็นฝ่ายชนะ ฉันต้องอดทนรอจังหวะ รอโอกาสที่จะเล่นงานพวกมันทีหลัง”

“คุณโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แล้วค่ะฉินเจียง” ซูหลิง เอ่ยอย่างปลื้มปีติ

“นังเหม่ยอิงมันไม่โชคดีทุกวันหรอก ฉันจะรอดูวันที่มันโชคร้าย...แล้ววันนั้นจะเป็นวันของเราบ้าง”

ฝ่ายเหม่ยอิงหลงระเริงอยู่กับอำนาจใช้เล่ห์เหลี่ยมกอบโกย และโกงหุ้นในบริษัทฉินเย่ว์จนได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในบริษัท

ในสมอง หัวใจ และสายตาของเธอ ไม่มีใคร เลยนอกจากตัวเองและผลประโยชน์ แม้จะมีเงินทองมหาศาล มีสิ่งอำนาจความสะดวกมากมาย แต่เธอก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร มีแต่เกาเฟยจอมสอพลอที่หวังปอกลอกคอยหลอกล่อ และรับใช้หมายได้ครองทั้งตัวเธอและเขมือบผลประโยชน์มหาศาลจากบริษัท

วันนี้...เหม่ยอิงจึงเกิดอาการเหมือนประสาท หลอน หวาดผวา หนาวสั่น พร่ำรำพันกับเกาเฟย...

“ถ้าแม่ฉันรู้ แทนที่จะชมเขาคงด่า ถ้านังผิงอันน้องสาวฉันรู้ก็คงจะสาปแช่ง ไม่มีใคร ฉันไม่มีใครที่จะมายินดีด้วยสักคน ฉันไม่มีใครเลย” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น กรอกเหล้าเข้าปากอย่างขาดสติ เกาเฟยขอให้พอ เธอตวาด...

“พออะไร ฉันกำลังเลี้ยงฉลอง แกไม่เห็นเหรอ”

“เราไปฉลองในร้าน หรือโฮเต็ลดีๆ ไม่ดีหรือ ครับ...คุณฉลองกับผมไง...”

“ไม่! ฉันไม่อยากฉลองกับแก...ไปให้พ้น! เหม่ยอิงผลักเกาเฟยออกไป แล้วกระดกเหล้าเข้าปาก พอหมดก็ทิ้งขวดลงถังขยะ เดินมาโซเซ แผดเสียงร้องเพลง จิงเกิ้ลเบล...ไปตามริมถนนเหมือนคนเสียสติ...

ooooooo

อสุนีเพ้อร้องขอให้องค์ชายศิขรนโรดมช่วยด้วย...มิถิลามองอย่างแปลกใจแกล้งถามหมอหลวงว่า ตกลงพี่ชายเป็นอะไร เมื่อไหร่ถึงจะฟื้น

“จะอยากให้ฟื้นทำไม” หมอหลวงถาม มิถิลามองหน้าหมอบอกว่า ฟื้นขึ้นมาก็ทรมานเปล่าๆ เพราะยาระงับปวดที่ฉีดไปก็ใกล้จะหมดฤทธิ์แล้ว พอดีอสุนีร้องออกมาอย่างเจ็บปวดอีก มิถิลาถามหมอว่า ต้องฉีดให้อีกไหม “ไม่จำเป็น ฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ให้กินยาที่วางอยู่นี่แทนแล้วกัน ให้ข้ามาฉีดยาทุกสี่ชั่วโมงคงไม่ไหวหรอก” พูดแล้วเดินออกไปอย่างไม่สนใจนัก

มิถิลาดูแลอสุนีจนเมื่อเขารู้สึกตัว เธอเอายาเอาน้ำให้กิน ถามว่าคิดยังไงถึงจะฆ่าตัวตาย ตายแล้วช่วยอะไรได้

“ก็อยากพิสูจน์”

“พิสูจน์อะไร พิสูจน์ว่าองค์ชายรักพี่หรือเปล่าน่ะเหรอ”

“องค์ชายเป็นไงบ้าง...ทรงโกรธข้าหรือเปล่า” มิถิลาถามว่าองค์ชายไหน “จะองค์ชายไหนอีกล่ะ ก็มีอยู่องค์เดียวที่ข้า...ที่ข้า...รัก”

“นั่นไง ยอมรับออกมาแล้ว” มิถิลาจับได้อย่างที่ คาดไว้ อสุนีทำท่าจะเอาเรื่องแก้เขิน มิถิลาบอกว่า “ไม่มีอีกต่อไปแล้ว องค์ชายศิขรอะไรของพี่...มีแต่เจ้าหลวงศิขรนโรดม”

“จริงหรือ” อสุนีตะลึงอึ้งจนแทบจะหายป่วย

ooooooo

หลังสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าหลวงแล้ว จ้าวซันพาศิขรนโรดมในชุดลำลองออกดูชาวบ้านใส่บาตรในยามเช้า ชาวบ้านปลาบปลื้มจนนํ้าตาไหล พากันกราบไหว้ด้วยความจงรักภักดี

ระหว่างนั้น จ้าวซันชี้ให้ศิขรนโรดมเห็นว่าชาวบ้านชื่นชมพระบารมีมากแค่ไหน

“เจ้าพี่อย่าตรัสแบบนี้เลย น้องยังไม่ได้ทำอะไรที่สมควรชื่นชมเลยสักอย่าง น้องจะต้องดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พวกเขาก่อน ให้สมกับที่เขาหวังกัน”

“หม่อมฉันตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ นับว่าเป็นโชคดีของชาวคีรีรัฐทุกคนแล้ว”

“เจ้าพี่ตรัสเกินไป หม่อมฉันยังต้องการคำแนะนำจากเจ้าพี่อีกมาก”

ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีความสุข แต่ระหว่างนั้น บราลีที่ตามไปอารักขาเห็นชายคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธจึงตามไป ชายคนนั้นเดินหนี แต่เมื่อบราลีตามทันจับได้ว่าคืออสุนี เธอปรามว่า

“คีรีรัฐกำลังสงบสุข อย่าทำให้มีเรื่องอะไรอีกเลย”

“ได้...และก็ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะกลับไปในที่พวกเจ้ามาได้แล้วเหมือนกัน”

ooooooo

มิถิลาอยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก เมื่อศิขร-นโรดมได้เป็นเจ้าหลวงเธอก็ถูกบรรดานางในพูดกระแนะกระแหนว่าต่อไปเธอก็จะได้เป็นพระเทวี จนเธอทนไม่ได้เขียนจดหมายลาออกและหนีหายไป

ฝ่ายศิขรนโรดมเมื่อกลับถึงวัง ก็ให้มาทยาธรเกาะแขนพาเดินคุยไปกับพระเทวีในอุทยาน เล่าอย่างกระตือรือร้นว่าต่อไปจะออกไปดูความเป็นอยู่ของราษฎรในจังหวัดใกล้ๆ ด้วยตัวเองทุกสัปดาห์  เพราะมีประชาชนตามป่าเขาอีกมากมายที่กำลังเดือดร้อน

ระหว่างนั้นแม่นมเดินมา ศิขรนโรดมบอกว่าคงถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว บอกแม่นมว่าให้มิถิลาไปเชิญเสด็จเจ้าพี่กับม่านฟ้ามาด้วย มาทยาธรทักท้วงว่าให้มิถิลาไปได้อย่างไรใช้เด็กๆดีกว่า พระเทวีนึกได้บอกแม่นมว่าควรจะฝึกมิถิลาให้เตรียมถวายตัวได้แล้ว

มาทยาธรเสนอให้มาร่วมโต๊ะด้วยเลย

“ทูลกระหม่อมเพคะ จะดีหรือเพคะ” แม่นมตกใจ ศิขรนโรดมรีบบอกว่าดีมากเลยเดี๋ยวจะไปตามมิถิลาเอง แล้ววิ่งไปอย่างร่าเริง  ไปจนถึงห้องมิถิลา แม่นมกระหืด กระหอบตามมา ทักท้วงทัดทานว่า

“ฝ่าบาท...เวลานี้ทรงเป็นเจ้าหลวงแล้ว ทรงเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องทรงพระทัยเย็นๆหน่อย อย่าเพิ่งทรงด่วน...รักชอบใครเลยเพคะ น่าจะทรงวางองค์เป็นเจ้าหลวงหนุ่มโสด ให้ราษฎรชื่นชมไปนานๆ และให้นานาชาติเขาได้ปลาบปลื้มในเจ้าหลวงรูปงามวัยเยาว์ของเรานะเพคะ...หม่อมฉันขอ...” แม่นมทรุดลงกราบแทบเท้าจนศิขรนโรดมตกใจรีบประคองขึ้นมา

แม่นมยังพูดด้วยนํ้าเสียงวิงวอนว่า “ทรงพระเยาว์นัก  ยังทอดพระเนตรเห็นโลกแคบๆอยู่เลย ในแผ่นดินของเราก็มีสตรีงามอีกมาก น่าจะทรงได้เปิดพระทัย ได้รู้จักกับใครๆให้มากกว่านี้ คนที่เหมาะสมคู่ควรกว่านี้”

“แม่นม...นี่มันอะไรกัน  แม่นมไม่ชอบมิถิลาหรือ” ศิขรนโรดมถามอย่างไม่สบายใจ ก็พอดีนางในสองคนวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่ามิถิลาหนีไปแล้ว ทิ้งแต่จดหมายไว้ให้พระเทวี

“บ้าแล้ว!” ศิขรนโรดมรีบรับจดหมายไปอ่าน แม่นมถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ “มิถิลาเขา...ขอลาออกจากการทำงานที่นี่...” ศิขรนโรดมหน้าซีดเศร้าขรึมไปทันที...

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู  จ้าวไทไทให้อากงเรียกผิงอันไปพบ อากงบอกผิงอันว่า ถ้าท่านพูดอะไรคุณหนูต้องรับปากทำให้ได้ ผิงอันใจคอไม่ดี คาดเดาไม่ได้ว่าจ้าวไทไทเรียกไปพบเรื่องอะไร

ผิงอันเข้าไปเห็นจ้าวไทไทยืนเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ถอนใจเฮือกใหญ่แล้วจึงหันมาพูด...

“เราทุกคนล้วนมีชะตากรรมเป็นของตัวเองทั้งนั้น... ข้าก็มีของข้า เจ้าก็มีของเจ้า อาซันเขาก็มีของเขาเองเหมือนกัน...ผิงอัน ถ้าอาซันไม่กลับมา เธอดูแลตระกูลจ้าวไหวไหม กล้าพอหรือเปล่า เก่งพอไหม เลิกกลัวอะไรไร้สาระได้หรือยัง”

ผิงอันตระหนกว่าเกิดเรื่องอะไรกับพี่ใหญ่หรือ ทำไมพี่ใหญ่จึงไม่กลับมา และหวาดหวั่นลังเลที่จะดูแลตระกูลจ้าว...

“คนดีผีคุ้ม ส่วนคนไม่ดีผีมันก็จะตามไปหักคอเอา...” จ้าวไทไทยื่นมือมาบีบคอผิงอัน เธอตกใจร้องกรี๊ด จ้าวไทไทปล่อยมือ หัวเราะ “ฮ่ะๆๆ ต้องแกร่งกว่านี้ ใจต้องแข็ง ขวัญไม่อ่อน ต่อไปเธอจะต้องปกครองทุกคน” ผิงอันอ้างว่าไทไทเคยบอกว่าพี่ชายใหญ่กับพี่บรีจะมาช่วย “เด็กโง่...และคนแรกของตระกูลจ้าวที่เธอควรจะเมตตาเป็นพิเศษตอนนี้ก็คือฉินเจียง”

ผิงอันจึงไปหาฉินเจียง เจอลูกค้าอารมณ์ร้อนกำลังด่าทั้งสองที่ปิดร้านให้รออยู่นานเพราะทั้งสองช่วยกันไปหาซื้อของเก่ามาเข้าร้าน ฉินเจียงโมโหจะชกหน้าดีแต่ซูหลิงรั้งไว้บอกว่าเราผิดเอง

“ขอโทษนะคะ” ผิงอันทักขึ้น ฉินเจียงตกใจไม่คิดว่าผิงอันจะมาหาถึงที่นี่ เมื่อนั่งคุยกัน ผิงอันบอกว่า “เห็นพี่ไม่ได้แวะไปที่บ้านบ้างเลย ทุกคนก็เลยเป็นห่วง” ฉินเจียงขอบใจให้บอกทุกคนว่าตนสบายดี  “แต่ท่าทางพี่ชายรองดูเศร้าๆ”

ฉินเจียงตอบผ่านๆ ว่าเรื่องที่ร้าน พอลงมาทำเอง จริงๆจังๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ง่าย แล้วถามถึงจ้าวซันว่าเป็นอย่างไรบ้าง ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า ผิงอันส่ายหน้า ฉินเจียงหน้าสลดพูดเปรยๆ...

“อยู่ดีๆก็อยากเจอขึ้นมา ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่เมื่อก่อนเหม็นขี้หน้ากันจะตาย”

ผิงอันพูดผ่านๆ ว่าพี่ชายใหญ่คงยุ่งถึงไม่กลับมาเสียที ฉินเจียงจึงชวนน้องไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยฝั่งโน้น แต่พอเห็นร้านเล็กๆโทรมๆ ผิงอันก็รู้สึกสลดใจสงสารพี่ชายที่ตกอับถึงเพียงนี้ แต่ก็ทำร่าเริงชวนซื้อไปกินที่ร้านกันดีกว่า

ooooooo

มิถิลาหนีไปขอบวชชีที่วัดริมแม่น้ำเวียงสาย แม่ชีที่สำนักบอกว่าเวลานี้เจ้าสำนักออกธุดงค์ในป่าไม่รู้จะกลับเมื่อไร ให้มิถิลากลับไปคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่วันหลัง

“คิดดีแล้วเจ้าค่ะ” มิถิลาอ้อนวอนขอบวชเพราะตั้งใจจะบวชไม่สึกให้พ่อ ทดแทนบุญคุณท่าน ขอให้โกนหัวให้เลยได้ไหม แม่ชีเลยให้เพื่อนชีพาเข้าไปในสำนักก่อนดีกว่ารอท่านกลับมาแล้วคอยดูวาท่านจะว่าอย่างไร

“บวชไม่ได้” เสียงเจ้าสำนักแทรกเข้ามา ทุกคนหันมอง เจ้าสำนักเดินมาด้วยอาการสงบน่าเลื่อมใสศรัทธา มองมิถิลาบอกว่า “ยังร้องไห้ตาแดงมาแบบนี้ ไม่มีใครเขาบวชให้หรอก จะบวชจริง ใจต้องพร้อมก่อน การบวชไม่ใช่การซับน้ำตาถ้าจิตยังเศร้าหมอง บวชไปก็แก้อะไรไม่ได้ จะทำให้ผ้าขาวมัวหมองเสียเปล่าๆ มีแม่ชีเที่ยวเดินร้องไห้ร่ำไรพิลาปรำพันมันไม่เหมาะ ทำใจให้สงบได้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันใหม่”

มิถิลาจึงอยู่ช่วยงานที่สำนักไปด้วยหัวใจที่บอบช้ำ...

ฝ่ายศิขรนโรดมคิดไม่ตก ไม่รู้ว่ามิถิลาหนีไปด้วยเหตุใด จ้าวซันแนะว่าต้องไปคุยกับเธอเองให้รู้เรื่อง สะกิดให้คิดว่าเรื่องครอบครัวก็น่าจะทำให้มิถิลาคิดมากเหมือนกัน

“ทำไมล่ะเจ้าพี่ ก็พี่เขาและตัวเขาก็จงรักภักดีกับเรา จนตัวเองต้องเจ็บต้องลำบากทุกอย่าง เขาไม่เหมือนพ่อเขาสักหน่อย แล้วพอน้องได้เป็นเจ้าหลวง อย่างที่เขาก็แทบจะยอมตายถวายชีวิตก็ได้เพื่อให้น้องมาสู่จุดนี้ ในเมื่อเจ้าพี่ทรงสละตำแหน่งหน้าที่นี้ให้น้องสมดังที่เขาฝันจริงๆ เขากลับทิ้งน้องไป แบบนี้มันใช้ได้หรือ” ศิขรนโรดมรำพึงรำพันคิดไม่ตก

อสุนีเองก็ร้อนใจ ไปหามิถิลาที่วัด ถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ทั้งที่น้องไม่เคยใฝ่ใจทางธรรมะมาก่อนเลย

“เมื่อก่อนเราไม่เคยมีความทุกข์อย่างนี้ เวลานี้คนอย่างเราจะมีหน้าไปอยู่ร่วมอะไรกับคนดีๆเขาได้”

“แต่น้องไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ่อ น้องยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพ่อด้วยซ้ำ”

“แต่บาปทั้งหมดมันตกกับเรานะพี่...ผู้คนในวังเขาก็รังเกียจเราทั้งนั้น” อสุนีถามว่าใคร “ช่างมันเถอะพี่ ในเมื่อพ่อเคยทำบาปมันก็น่าจะดีมิใช่หรือ ถ้าน้องบวชเพื่อล้างบาปให้ท่าน”

อสุนีย้ำว่าเธอควรอยู่เคียงข้างเจ้าหลวง มิถิลาไม่อาจบากหน้าทำได้ อสุนีถามว่าแล้วจะทิ้งเจ้าหลวงให้ทรงโดดเดี่ยวหรือ มิถิลาชี้แจงทั้งที่เจ็บปวดใจว่า

“ไม่ได้ทรงโดดเดี่ยวเลย เจ้าหลวงทรงมีพี่ที่ทรงรักและเจ้าพี่ของพระองค์ก็ทรงสนิทเสน่หาในเจ้าหลวงมาก ถึงกับถวายตำแหน่งเจ้าหลวงให้ง่ายๆ เราสิพี่...เราสองคนคือคนอื่น ตรงนั้น...ไม่ใช่ที่ทางของคนอย่างเราเลย”

อสุนีฟังเหตุผลของมิถิลาแล้วอึ้งไป

ooooooo

ที่บ้านครูเฒ่า กลายเป็นที่พูดคุยความในใจกัน ของหมอหลวงและภูสินทร โดยมีครูเฒ่าร่วมฟังและทัดทานท้วงติงเตือนสติในบางครั้ง

หมอหลวงบ่นเสียดายที่จ้าวซันตัดสินใจเช่นนั้น ภูสินทรพูดอย่างสิ้นหวังว่าเมื่อเป็นพระประสงค์ของพระองค์แล้วเราจะทำอย่างไรได้ ครูเฒ่าติงว่า...

“อะไรที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นก็คือดีอยู่แล้ว ถ้าจงรักภักดีต่อองค์น่านปิงนรเทพจริง ก็หยุดวิพากษ์วิจารณ์เถอะ”

“เสียดาย...ที่เราทำทุกอย่างมาตลอดชีวิตเพื่อเป้าหมายนั้น แต่แล้วพระองค์กลับไม่ทรงต้องการ” ภูสินทรบ่นต่อ

“ผมก็เสียดายแทนบ้านเมือง แทนที่จะมีเจ้าหลวงเก่งๆ รู้เรื่องการบริหาร เรื่องเศรษฐกิจโลก เรื่องประเทศต่างๆมาทรงดูแล ต้องกลับ...”

“หยุดเถอะๆ ขอร้องล่ะ เจ้าหลวงพระองค์นี้ สำหรับผม ถือว่าทรงดีพอ ไม่แพ้องค์น่านปิงเหมือนกัน และองค์น่านปิงก็คงจะทรงเป็นที่ปรึกษาอยู่ ไม่ทิ้งไปไหนหรอก”

แต่เวลาเดียวกันนี้เอง บราลีกำลังหว่านล้อมจ้าวซันว่าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วให้ไปจากที่นี่เสีย จ้าวซันติงว่า

ศิขรนโรดมยังต้องการความช่วยเหลืออยู่

“การช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าหลวงศิขรนโรดมคือ เสด็จจากไป นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทรงสมควรกระทำ เพราะองค์ศิขรจะเติบโตแล้วจะทรงทำอะไรก็สำเร็จทุกอย่างเมื่อไม่มีเจ้าพี่” นอกจากนี้ บราลียังชี้ให้เห็นว่า จ้าวซันเองก็จากที่นี่ไปนานและตอนจากไปก็ยังเด็กเหลือเกิน ย้ำว่า “ถ้าเจ้าหลวงต้องทรงช่วยตัวเองไม่มีพี่จะต้องทรงเติบโตเข้มแข็ง แล้วก็อาจจะเก่งในเพียงเวลาข้ามคืนก็ได้”

ฟังเหตุผลของบราลีแล้วท่าทีของจ้าวซันเริ่มอ่อนลง เมื่อไปบอกมาทยาธรกับพระเทวี ทั้งสองตกใจที่จ้าวซันจะทิ้งศิขรนโรดมไป มาทยาธรถามว่ายังโกรธลุงอยู่ใช่ไหม

ระหว่างคุยกัน ศิขรนโรดมเข้ามาถามว่าคุยอะไรกันหรือดูเครียดๆ เมื่อรู้จากพระเทวีว่าจ้าวซันกับบราลีจะลากลับฮ่องกง ศิขรนโรดมก็แทบจะดิ้นพล่านโวยวายงอแง

“ไม่เอา...น้องไม่ให้พี่กลับ...” จ้าวซันบอกว่าน้องเป็นต้นไม้ที่ต้องโตเองได้ “ไม่จริง น้องยังเป็นไม้อ่อน ต้องการพี่เป็นไม้ช่วยค้ำยันน้องให้แข็งแรงก่อน น้องยังอยู่ด้วยตนเองไม่ได้”

มาทยาธรและพระเทวีมองหน้ากันอย่างกังวล...

การหนีไปของมิถิลาทำให้ศิขรนโรดมกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตัดสินใจไปหาอสุนีที่บ้านถามว่ามิถิลาอยู่ไหน

อสุนีไม่ยอมบอกทั้งยังขอให้ปล่อยน้องไปเสีย น้องต้องการไปหาความสงบเพื่อสร้างกุศลให้กับพ่อและรักษาจิตใจที่บอบช้ำ ศิขรนโรดมอ้อนวอนว่าตนต้องการมิถิลา ตนอยู่ไม่ได้โดยไม่มีเธอ อสุนีตัดบทว่าตนไม่อยากบังคับน้อง

จากการพูดคุยกัน อสุนีรู้ว่าจ้าวซันกับบราลีกำลังจะเดินทางกลับฮ่องกงวันเสาร์นี้ อสุนีถามว่าเป็นกลลวงอะไรหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าจ้าวซันจะทิ้งคีรีรัฐไปได้

ศิขรนโรดมถามอย่างไม่พอใจว่า “ทำไมเจ้าคิดอย่างนั้น”

“นั่นสิ หม่อมฉันควรจำใส่หัวไว้ว่าองค์น่านปิงนรเทพทรงประเสริฐเลิศเลอ ไม่หวังอะไรเลย ทรงสละได้ทุกสิ่งราวกับเทพเจ้าก็ไม่ปาน” อสุนีประชดประชัน ทำให้ศิขรนโรดมยิ่งไม่พอใจ แต่อสุนีคิดอะไรบางอย่างในใจแล้ว

ooooooo

เต๋อเป่ายังอยู่โรงพยาบาลในสภาพที่หมอกับพยาบาลพากันงุนงงว่าทำไมอาการของเขาไม่ดีขึ้นสักที ทั้งที่สมองไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรเลย พยาบาล ตั้งข้อสังเกตว่าเขาแกล้งบ้าหรือเปล่า หมอคิดว่าคงไม่ใช่

แต่ผู้กองเหลียงจับได้ว่าเต๋อเป่าแกล้งบ้าเพราะมาได้ยินเต๋อเป่าเผลอตะโกน “เฮ้อ...น่าเบื่อจริงโว้ย”

เมื่อจับได้ว่า เต๋อเป่าแกล้งบ้า ผู้กองเกลี้ยกล่อมให้บอกความจริง โดยจะรับรองความปลอดภัยให้ เต๋อเป่าจึงต้องเล่าความจริงให้ฟังว่าตนถูกเหม่ยอิงพยายามฆ่า ผู้กองบอกว่าตำรวจก็ระแคะระคายเหมือนกัน แต่เห็นจ้าวซันมอบหมายให้เหม่ยอิงดูแลบริษัทแทนและเกาเฟยก็มาเป็นผู้ช่วย ตำรวจจึงตัดข้อสงสัยที่ว่าสองคนนี้เป็นคนร้ายออกไป
“คุณชายจ้าวซันยังไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม” ผู้กองเหลียงถาม

“คิดว่ายัง ว่าแต่ทำไมคุณชายรองถึงยอมปล่อยให้คุณเหม่ยอิงเข้าไปครองบริษัทได้ง่ายๆ”

“จ้าวฉินเจียงกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย และก็มีคดีติดอยู่มากมาย คงทำอะไรไม่ได้มากตอนนี้” ผู้กองบอก

“รีบติดต่อคุณชายจ้าวซันตอนนี้ด่วนเลย คุณชายจ้าวซันอยู่ไหน” เต๋อเป่าร้อนใจ แต่ตำรวจทุกคนก็ส่ายหน้าสิ้นหวัง

หลังจากได้ข้อมูลจากเต๋อเป่าแล้ว ผู้กองให้หมวดจางกับจ่าหมงไปเฝ้าเต๋อเป่าไว้อย่าเพิ่งให้ออกจากโรงพยาบาล ให้เขาทำเป็นบ้าต่อไป ส่วนเหม่ยอิงกับเกาเฟยเรายังจับไม่ได้เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

“ผมให้ทุกฝ่ายพยายามติดต่อคุณชายจ้าวซันแล้ว แต่ยังไม่มีใครติดต่อได้เลย” อเล็กซ์เอ่ย

“นึกซิว่ามีใครที่พอจะติดต่อคุณชายจ้าวซันได้อีกบ้าง” ผู้กองสั่ง ตำรวจได้แต่มองหน้ากันเครียดๆ

ooooooo

วันนี้...ขณะจ้าวซันกับบราลีไปลาครูเฒ่าที่บ้าน ศิขรนโรดมตามไปขอร้องให้บราลีช่วยพามิถิลากลับวัง ถ้างานนี้สำเร็จก็จะยอมให้ทั้งสองกลับฮ่องกง

แต่เมื่อบราลีพาศิขรนโรดมไปที่วัดแม่น้ำเวียงสา เห็นมิถิลากำลังช่วยงานสำนักอยู่อย่างเศร้าเหม่อลอย บราลีให้ศิขรนโรดมเข้าไปหาและหว่านล้อมมิถิลากลับ แต่ศิขรนโรดมกลับไม่กล้า บราลีจึงพากลับวันหลังค่อยมาจัดการใหม่

หลังจากนั้น พระเทวีก็ไปหามิถิลาด้วยตัวเอง เล่าอดีตของตัวเองให้ฟังว่า เมื่อยี่สิบปีที่แล้วตนก็เคยคิดจะมาบวชที่นี่เหมือนกัน บวชไม่สึกเลยด้วย มิถิลามองตะลึง พระเทวีเล่าอีกว่า

“แต่สุดท้ายก็มีคนมาเตือนสติฉันว่า การบวชไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ฉันก็เลยกลับไป เผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้น ค่อยๆทนแก้มันไปเรื่อยๆ อาศัยคนคนนั้นคอยเป็นกำลังใจให้ฉันเสมอมา”

“ดีจังเลยนะเพคะที่พระองค์มีคนคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา”

“จริงๆแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจให้กำลังใจฉันหรอก แต่ฉันอาศัยเขาเป็นกำลังใจมากกว่า” มิถิลาถามว่าใครหรือ “ลูกชายของเรา...ศิขรนโรดม...ศิขรเป็นเด็กดี อ่อนโยนมาตั้งแต่เล็กจนโต”

มิถิลาเสียความรู้สึกขอตัวไปทำงานต่อ พระเทวีตัดสินใจขอร้อง “มิถิลา...กลับไปแต่งงานกับศิขรได้ไหม” แต่ถูกมิถิลาปฏิเสธเพราะตนตั้งใจจะมาศึกษาพระธรรมและตัดเรื่องทางโลกแล้วจริงๆ เธอกราบแทบเท้าพระเทวีหมอบนิ่ง

เพราะศิขรนโรดมไม่ยอมแตะต้องอาหาร เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง จ้าวซันเข้าไปดูจึงรู้ว่ามีไข้สูงมาก เขาปรารถกับบราลีอย่างหนักใจว่า “เจ้าน้องทรงมาเป็นแบบ นี้...แล้วเราจะกลับไปได้ยังไง”

ส่วนที่ฮ่องกง วันนี้เหม่ยอิงโกรธตาแทบลุกเป็นไฟ เมื่อเกาเฟยมาบอกว่า ที่ดินตรงร้านของซูหลิงนั้นผิงอันมาซื้อตัดหน้าไปแล้ว!

เหม่ยอิงกลับไปเล่นงานผิงอันอย่างหนัก คาดคั้นถามว่าเอาเงินจากไหน ธนาคารที่ไหนเขาให้กู้เพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผิงอันเผชิญหน้าตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ฉันไม่บอก!”

เหม่ยอิงกรี๊ดสุดเสียง ถามว่า จ้าวซันใช่ไหม ติดต่อจ้าวซันได้แล้วใช่ไหม ผิงอันหันมาทำหน้าเย้ยแต่ไม่ตอบแล้วเข้าห้องปิดประตูเลย เหม่ยอิงตามไปกระหน่ำทุบประตูแทบพัง จนอากง อาม่า และแม่สี่พากันส่ายหน้า...

ooooooo

อาการไข้จนเพ้อของศิขรนโรดมทำให้พระเทวี วิตกมาก เฝ้าเช็ดตัวลดความร้อนให้ ได้ยินศิขรนโรดมเพ้อไม่เป็นภาษาก็พึมพำอย่างสะเทือนใจ

“โธ่...ลูกหนอลูก ทรงแข็งแรงมีพระอนามัยดีแท้ๆ ทำไมกลายเป็นอ่อนแออย่างนี้ ลูกคือเจ้าหลวงของคนทั้งคีรีรัฐ ใครๆก็ฝากความหวังไว้ที่ลูกนะลูก...”

แม่นมขอประทานอภัยที่ตนเป็นต้นเหตุนี้ เพราะตนไม่รู้จริงๆ ว่าองค์เจ้าหลวงจะทรงรักมิถิลาขนาดนี้ สัญญาว่า “ต่อไป หม่อมฉันจะไม่บ่น ไม่ว่า ไม่ทำอะไรไม่ดีต่อคุณมิถิลาอีกแล้ว”

“เอาเถอะแม่นม...เรื่องมันแล้วไปแล้ว อย่ามามัวแต่โทษตัวเองเลย” พระเทวีปลอบ แม่นมภาวนาขอให้มิถิลากลับเร็วๆ ด้วยเถิด “นม...ฉันว่า รีบไปตามหมอหลวงมาเถอะ ท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ”

ขณะนั้นเอง จ้าวซันเข้ามาพร้อมบราลี เห็นสภาพของศิขรนโรดมแล้วตกใจถามว่า

“ทำไมเจ้าหลวงเป็นขนาดนี้ เจ้าหลวงมีโรคประจำพระองค์หรือเปล่าเจ้าป้า กระหม่อม”

“ทอดเนตรเอาเองก็แล้วกัน เจ้าหลวงไม่มีพระโรคทางกายอะไรเลย แต่พระทัยน่ะสิ ทรงมีพระทัยที่อ่อนแอเกินไป เช่นนี้แล้ว...ฝ่าบาทจะยังทิ้งน้องไปได้ลงคออีกหรือเพคะ”

จ้าวซันไม่ตอบ นั่งลงที่เตียงข้างตัวน้องด้วยสีหน้าหนักใจ...

เหตุการณ์บังคับให้จ้าวซันกับบราลีต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เด็ดขาดรวดเร็ว ด้วยการให้บราลีแต่งชุดดำไปอุ้มมิถิลาจากวัด ขณะเธอกำลังตากผ้า บราลีใช้ผ้าคลุมหัวและพันตัวมิถิลาอุ้มออกไป

“ม่านฟ้า...คุณคิดจะทำอะไรน่ะ เอาผ้าออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ” บราลีตกใจถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็นตน “ฉันจำกลิ่นน้ำหอมท่านได้น่ะสิ กลิ่นน้ำหอมฝรั่ง...ท่านทำบ้าอะไร คิดจะแก้แค้นข้าหรือ”

บราลีบอกว่าระหว่างเราไม่มีความแค้น จ้าวซันก็เตือนว่า ให้ปล่อยวางเรื่องเก่าเสียเถิด ขอร้องว่าก่อนบวชพวกตนจะพาไปดูคนคนหนึ่งก่อน แล้วหากเธอยังต้องการบวช พวกเราจะพากลับมาส่งทันที

ooooooo

มิถิลาถูกพาไปที่บ้านพักตากอากาศริมน้ำตก ที่นั่นภูสินทรและคนของเขายืนกันอยู่เต็มไปหมด มิถิลาชะงัก บราลีคว้ามือไว้

“ไม่มีอะไรเป็นอันตรายกับเธอหรอกน่า สิ่งที่

น่ากลัว คือ คนคนหนึ่ง อาจจะอาการหนักหนาสาหัสกว่านี้”

มิถิลาถามว่าใคร จ้าวซันเชิญเธอเข้าไปดูเองก็แล้วกัน...มิถิลาจะกลับ ภูสินทรเข้ามาขอร้องให้เธอให้ความร่วมมือ บราลีจึงอาสาเข้าไปเป็นเพื่อน แล้วเดินนำไป

พอเข้าไปเห็นสภาพของศิขรนโรดม มิถิลาอึ้ง แต่ยังไม่วางใจถามว่าแกล้งทำหรือเปล่า แล้วเข้าไปดูใกล้ๆ พอดีศิขรนโรดมขยับตัวลืมตา เห็นมิถิลาลางๆ

ศิขรนโรดมก็ยิ้มออกมาถามอย่างตื่นเต้นดีใจ

“มิถิลา...นี่...นี่เราคงฝันไปสินะ” แล้วหลับไปอีก

เมื่อเข้าไปจับตัว มิถิลาถึงกับสะดุ้งถามว่าทำไมทรงมีไข้สูงขนาดนี้ เธอจับมือศิขรนโรดมร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างสะเทือนใจ

เมื่อศิขรนโรดมรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง มิถิลาดีใจมาก โผเข้าเรียก “เจ้าหลวง...ฝ่าบาท...ทรงเป็นยังไงบ้างเพคะ ปวดพระเศียรหรือว่าปวดเมื่อยตัวหรือเปล่า ทรงติดเชื้อในกระแสพระโลหิตเพคะ”

แต่ศิขรนโรดมไม่ได้สนใจคำถาม เฝ้าแต่จ้องหน้ามิถิลาถามว่าตนฝันไปหรือเปล่า...นี่คือความจริงใช่ไหม...

“จริงสิเพคะ หม่อมฉันมาถวายรับใช้เจ้าหลวงแล้ว เหมือนที่เคยรับใช้ ตอนที่เราไปต่างประเทศด้วยกัน”

ทั้งคู่ต่างระลึกถึงวันเวลานั้นที่สนิทสนมและสนุก

สนานกันมาก แต่พอกลับมาถึงคีรีรัฐเรากลับห่างเหินกัน

“หม่อมฉันไม่มีทางอื่นเพคะ...ไม่มีจริงๆ ในฐานะที่หม่อมฉันเป็นลูกของท่านพ่อ หม่อมฉันคิดว่าหากหม่อมฉันไปล้างบาปแทนท่าน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หม่อมฉันไม่อาจอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เกลียดชังหม่อมฉัน”

ศิขรนโรดมถามว่า แล้วคนที่รักเธอล่ะ มิถิลาก้มหน้าตอบแผ่วเบา “หม่อมฉันไม่คู่ควรกับความรักของใคร”

“แม้แต่ความรักของฉันงั้นเหรอ”

“ไม่มีใครรับได้หรอกเพคะ”

ทั้งสองต่างอ้างเหตุผลของตัวเอง จนศิขรนโรดม ขอให้เธอไว้ใจตน ตนจะปกป้องและทำให้ทุกคนยอมรับ เธอให้ได้

“ฉันเป็นเจ้าหลวงไม่ใช่เหรอ ถ้าแค่ดูแลเธอ

คนเดียว ฉันยังทำไม่ได้ แล้วฉันจะไปดูแลคนทั้งคีรีรัฐได้ไง...แต่งงานกับฉัน อยู่กับฉันตลอดไปนะ...มิถิลา...”

มิถิลาพยักหน้าเขินๆ ศิขรนโรดมแทบหายไข้ในวินาทีนั้นเลย...

หลังจากนั้น พระเทวีเรียกอสุนีมาพบ เอ่ยปากขอน้องสาวเขามาเป็นพระเทวีของเจ้าหลวง อสุนีหมอบกราบขอถวายมิถิลา เจ้าหลวงจะโปรดให้ไปรับใช้อะไรสุดแท้แต่นํ้าพระทัย

นาทีนี้...ทั้งพระเทวีและมาทยาธรต่างยิ้มให้กันอย่างโล่งใจ...

ooooooo

ผู้กองเหลียง เร่งสืบและติดตามเกาเฟยและเหม่ยอิง โดยเฉพาะเส้นทางการเงินของทั้งสอง

เกาเฟยถูกติดตามและถ่ายรูปขณะเขาอยู่ในชุดราคาแพง ขับรถหรู ไม่ว่าเดินไปทางไหนในบริษัทฉินเย่ว์ พนักงานต่างพากันหลีกทางและทำความเคารพ

ภาพเกาเฟยเดินอย่างยิ่งใหญ่เข้าบริษัท ถูกบันทึกไว้ทุกระยะ
ส่วนทางด้านการเงิน อเล็กซ์กดแล็ปท็อปให้

เต๋อเป่าและผู้กองเหลียงดูพลางอธิบาย

“เส้นทางของเงินที่เข้าไปที่บัญชีของเกาเฟย ที่เวียดนามและที่เมืองจีน มาจากบัญชีของบริษัทในเครือฉินเย่ว์กรุ๊ปทั้งสิ้น เป็นบริษัทที่จ้าวเหม่ยอิงเพิ่งเข้าไปบริหารแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหลังจากจ้าวซันไม่อยู่นี่เอง”

“หลักฐานเท่านี้ยังไม่พออีกหรือครับ ส่วนเรื่องการปล้นรถสื้อฉวนคนรถตายก็เป็นฝีมือมันแน่ๆ แต่ผมหาหลักฐานพยานไม่ได้เท่านั้น พวกคุณต้องหาทางเข้าไปในโรงงานกันเองว่าหลังจากการปล้นวันนั้นแล้วมันเกิดอะไรขึ้นในโรงงานหรือเปล่า”

พอดีหมวดจางที่ไปสืบมาถึง หมวดจางรายงานว่า เหม่ยอิงยกเลิกการซื้อวัตถุดิบของบริษัทคู่ค้าเก่าหลายแห่ง และไปซื้อจากร้านใหม่ในเมืองจีนที่คุณภาพต่างจากสเปกมาก เหม่ยอิงบอกว่าเป็นการลดต้นทุน ทำให้ขายได้กำไรมากขึ้น

เต๋อเป่ามองทะลุว่า เหม่ยอิงคงไม่ได้ใช้ของผิดสเปกเพื่อกำไรที่มากขึ้นอะไรนั่นหรอก ผู้กองเหลียงถามว่าแล้วทำเพื่ออะไร เต๋อเป่าฟันธงว่า

“เพื่อทำลายจ้าวซัน!”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.