ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พันหงปิงและตี๋ใหญ่วางแผนแหกคุกโดยมีราชิดกับโกศินช่วยกันก่อความวุ่นวายขึ้นในเรือนจำ ฆ่าทั้งผู้คุมและนักโทษที่ขัดขวาง ดับไฟ แล้วมุดโถส้วม คลานไปตามท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกสู่ทะเล

ทั้งสี่ต้องทนกับความโสโครกของท่อส้วมและกลิ่นเหม็นเพื่อหนีออกไปให้ได้ พากันมุดๆๆ ไปจนถึงโพรงใหญ่

“หยุดๆๆ นอนพักกันก่อน รออีก 4 ชั่วโมง ให้ข้างนอก มืดก่อน” ตี๋ใหญ่สั่ง ราชิดกับโกศินนอนไม่ลง แต่เมื่อถูกพันหงปิงขู่ว่า อย่าทำให้แผนแหกคุกของตนพังสั่งให้นอนรอ โกศินถามว่าพวกเจ้าหน้าที่จะไม่ตามมาเจอเราก่อนหรือ

“ไอ้พวกที่ตายกันมากมาย กับความเสียหายในนั้น คงทำให้ข้างในวุ่นๆกันอีกนานแหละน่า” พันหงปิงนอนพูดสบายใจ ตี๋ใหญ่บอกว่ากว่าพวกนั้นจะรู้ว่าพวกเราหายไปก็คงอีกพักใหญ่ พูดอย่างสะใจว่า

“ไอ้รูส้วมของผมนี่ จ้างมันก็ไม่มีวันเจอง่ายๆ หรอก ฮ่ะๆๆ”

“อั๊วเลือกคบคนไม่ผิดเลยว่ะ อาตี๋ใหญ่” พันหงปิงกับตี๋ใหญ่หัวเราะกันครื้นเครง ในขณะที่ราชิดกับโกศินทำหน้าพะอืดพะอมจะอ้วกให้ได้

รอจนได้เวลา ทั้งหมดจึงพากันมุดตามท่อระบายน้ำออกสู่ทะเล ว่ายน้ำเข้าฝั่งแล้วมีคนของตี๋ใหญ่ปลอมเป็นตำรวจเอารถมารับพาไปส่งที่ท่าเรือเดินทางไปมาเก๊า

พันหงปิงถามตี๋ใหญ่ว่าแน่ใจนะว่าจะไม่ไปด้วยกัน ตี๋ใหญ่บอกว่าตนคงต้องหลบอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่เพราะเมียยังอยู่ในคุก ราชิดพูดอย่างซึ้งใจและผูกพันว่า อย่าลืม ถ้าไปคีรีรัฐเมื่อไรพวกตนจะตบรางวัลให้อย่างงาม

ตี๋ใหญ่ยืนส่งจนเรือพาทั้งสามออกสู่ทะเลไปไกลลิบ...

ooooooo

นายพลจัตุรัส สงสัยการหายตัวไปของราชิดและโกศิน และไม่เชื่อที่อสุนีบอกว่าทั้งสองติดโรคระบาดร้ายแรง ส่งทหารไปสืบที่ฮ่องกง

ทหารที่ไปสืบกลับมารายงานว่าไม่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับโรคระบาดและไม่มีชาวคีรีรัฐเป็นคนไข้อยู่ในโรงพยาบาล จัตุรัสถามว่าแล้วราชิดหายไปไหน ทหารคนนั้นบอกว่าไม่มีเบาะแสเลย

“ทำไมอสุนีถึงบอกว่าพ่อมันป่วย มันโกหกข้าทำไม มันรู้อะไรหรือว่ามันรวมหัวอะไรกับพ่อมันแล้วไม่บอกข้า” จัตุรัสระแวง “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ทหารนายนั้นยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้จัตุรัสดู

“นี่คือข่าวสุดท้ายเกี่ยวกับการเสด็จเยือนฮ่องกง รายงานแค่ว่าการต้อนรับองค์รัชทายาทจากคีรีรัฐเป็นไปด้วยความราบรื่นดี ด้วยฝีมือการต้อนรับของคุณชายใหญ่แห่งอาณาจักรจ้าว...คุณชายจ้าวซัน”

จัตุรัสรับไปดูรูปจ้าวซันในหนังสือพิมพ์บอกว่าหน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันมาแล้ว

“เขาเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในฮ่องกง ไม่แปลกที่ท่านจะคุ้นหน้าครับ”

“คุณชายจ้าวซัน...” จัตุรัสพึมพำมองรูปจ้าวซัน

อย่างไม่หายสงสัย

ooooooo

บราลีถูกพาตัวกลับมาที่บ้านครูเฒ่า จ้าวซันสั่งให้รออยู่ที่นี่  แม้เธอจะทั้งรบเร้า งอแงอย่างไร จ้าวซันก็ยังคงยืนกรานให้รออยู่ที่นี่เท่านั้น เมื่อเธองอน จ้าวซันง้ออย่างอ่อนโยน

“ได้โปรดเถอะม่านฟ้า อยู่รอพี่ที่นี่ พี่สัญญาว่าจะไปไม่นาน พรุ่งนี้เวลาเย็นๆ พี่จะกลับมาพร้อมข่าวดี”

ในที่สุดบราลีก็ยอมรออยู่ที่นี่ แต่ใจไม่ยอมแพ้ จ้าวซันกอดเธอไว้แนบแน่นราวกับจะเป็นการกอดครั้งสุดท้าย พอปล่อยมือก็เดินไปขึ้นรถ

ส่งจ้าวซันมองตามไปจนลับตาแล้วบราลีหันกลับทันที ครูเฒ่าถามว่าคิดจะทำอะไร

“เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร จะไปอาบน้ำนอนค่ะ” พูดแล้วเดินเลี่ยงไป ครูเฒ่ามองตามแล้วส่ายหน้าเบาๆ

จ้าวซันไปพบภูสินทร คืนที่นอนพักแรมกันในป่า จ้าวซันฝันร้าย สะดุ้งตื่นขึ้นมาเล่าให้ภูสินทรฟังว่า

“เราฝันร้าย ฝันว่าราชิด โกศิน มาอยู่ที่นี่กับไอ้จัตุรัสด้วย แล้วเสด็จลุงก็มายืนตรงนี้ ส่วนศิขร เป็นคนยิงเราตาย”

ภูสินทรบอกว่าคงทรงวิตกกังวลถึงวันพรุ่งนี้ก็เลยเก็บเอาไปฝัน พูดกลั้วหัวเราะว่า

“เป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น องค์ชายศิขรคงไม่มีวันจะทำเช่นนั้น เช่นเดียวกับเจ้าหลวงมาทยาธร คงไม่มีวันจะทรงประทับยืนได้อีกแล้ว ที่แน่นอนที่สุดคือ ราชิดกับโกศิน มันไม่มีทางออกมาจากคุกที่ฮ่องกงข้ามน้ำข้ามทะเลมาได้แน่ๆพะย่ะค่ะ”

“นั่นสิ ฝันร้าย...ต้องกลายเป็นดีแน่ๆ” จ้าวซันหัวเราะเบาๆ

ooooooo

หลังจากส่งทหารไปสืบแต่ไม่ได้เบาะแสของราชิดกับโกศินแล้ว นายพลจัตุรัสเชื่อว่าอสุนีมีลับลมคมใน จึงกราบทูลมาทยาธร อสุนีถูกเรียกตัวมาสอบสวน

มาทยาธรสอบสวนด้วยตัวเองโดยมีจัตุรัสคอยฟังอยู่ด้วย ทำให้อสุนีต้องระมัดระวังการตอบอย่างมาก เมื่อถูกซักเรื่องราชิดป่วยแต่ไม่มีชื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ฮ่องกง อสุนีบอกว่าพ่อตนอาการทุเลาแล้วอีกไม่นานคงจะกลับมา

จัตุรัสหาว่าอสุนีเจตนาทูลความเท็จต่อหน้าพระพักตร์โทษคืออะไรน่าจะรู้ดี แล้วก็แฉข้อมูลจากทหารที่ไปสืบมาต่อหน้าพระพักตร์มาทยาธร คาดคั้นอสุนีว่า

“เจ้าสมคบกับใคร แอบทำอะไรลับหลังฝ่าบาทหรือเปล่า”

“เป็นไปได้ไหมว่าราชิดและโกศินไม่ได้ป่วยแต่ไม่กลับมา ทั้งๆที่ไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ซึ่งหมายความว่าพวกนั้นอาจอยู่ในอันตราย” มาทยาธรตั้งข้อสังเกต

อสุนีขอโอกาสตนเดินทางไปฮ่องกงบอกให้ราชิดรีบติดต่อกลับมา มาทยาธรเห็นด้วย ทำให้จัตุรัสแค้นใจมากที่ไม่สามารถเล่นงานอสุนีและเค้นเอาความจริงได้

อสุนีรีบไปตำหนักศิขรนโรดม รายงานว่าเจ้าหลวงจะให้พ่อติดต่อกลับมาด่วน เราจะทำอย่างไรดี

“รีบจัดการให้เรียบร้อยเร็วๆเถอะ” ศิขรนโรดมบอกแล้วพากันออกจากตำหนัก ขึ้นรถจี๊ปเล็กแบบทหารออกไปโดยอสุนีเป็นคนขับและศิขรนโรดมนั่งข้างๆไม่นาน จัตุรัสกับลูกน้องในรถสีดำที่ซุ่มอยู่ก็ขับตามออกไป

ooooooo

แม้จะรับปากกับจ้าวซันว่าจะอยู่รอเขาที่บ้านครูเฒ่า แต่บราลีวางแผนตามไป โดยหลอกเด็กรับใช้ว่าจะไปเที่ยวชมพระราชวัง แล้วให้เด็กแอบพาหนีออกจากบ้าน

เมื่อไปถึงทางเลี้ยวเข้าหน้าวัง บราลียัดเงินใส่มือเด็กบอกให้รีบกลับไป ถ้าครูเฒ่าถามก็ให้บอกว่าไม่รู้ว่าตนไปไหน บอกเด็กว่าตนก็แค่อยากมาเที่ยวชมวัง ถ่ายรูปตามประสานักท่องเที่ยวเท่านั้น แล้วเธอก็รีบวิ่งไปทำทีร่วมขบวนกับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเข้าวัง

เมื่อเอาตัวรอดตามนักท่องเที่ยวเข้าวังแล้ว บราลีหาทางหลบไปจากคณะหายไปในแนวต้นไม้จนถึงเขตวังฝ่ายใน โชคดีไปเจอห้องเก็บเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของหญิงชาววัง เลยแอบเปลี่ยนชุดเป็นหญิงชาววัง แต่เพราะรีบเร่งและไม่คุ้นชินจึงดูไม่เรียบร้อย ถูกเจ้าหน้าที่ติติงทั้งผมที่เกล้าไม่เรียบร้อยแล้วยังมีเป้ด้วย ถามว่าเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมบ้านมาหรือ ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วไปทำงาน

โยนเป้ไปที่ชั้นวางของที่ระเบียง จัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกแม่นมมาบอกว่าตรงนี้เป็นที่ประทับของพระเทวีที่กำลังจะเสด็จมาถึง

บราลีรีบคลานหลบไปชิดฝาแอบดู

บังเอิญพระเทวีเห็นบราลี ทักว่านั่นเด็กใหม่หรือ ไม่เคยเห็นหน้า ถามว่าชื่ออะไร บราลีพนมมือตัวสั่นบอก ว่าชื่อม่านฟ้า พระเทวีชมว่าชื่อเหมือนคนโบราณ ถามว่าอยู่ตำหนักไหน

บราลีตอบมั่วไปว่าอยู่ตำหนักใหม่ ซึ่งทั้งพระเทวี และแม่นมไม่ติดใจสงสัยอะไร บราลีรีบกราบแล้วถอยออกไป พอได้จังหวะก็ลุกวิ่งอ้าวไปสุดชีวิต พระเทวีกับแม่นมมองตามงงๆ ส่ายหน้ากับความตื่นกลัวของบราลี

ooooooo

ศิขรนโรดมและอสุนีขับรถไปในป่าที่ริมนํ้าเวียงสาย จอดรถแล้วลงไปส่องกล้อง ถ่ายรูปแล้ว

ทำทีปรึกษาอะไรกัน จัตุรัสที่ตามมามองอย่างสงสัย ว่าสองคนนี้มาทำอะไร ทิวทัศน์แถวนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าถ่ายรูป ดูท่าทางแปลกๆ

แล้วจัตุรัสกับพวกก็ผงะ เมื่อศิขรนโรดมทำทีส่องกล้องหันไปรอบๆ มาหยุดที่จัตุรัสกดชัตเตอร์แชะ! แล้วหัวเราะกับอสุนี พูดขำๆว่าเสียดายเป็นกล้องไม่ใช่ปืน ไม่อย่างนั้นก็คงเรียบร้อย แล้วพากันหัวเราะงอหายอย่างเจตนายั่วยุอีกฝ่าย

ได้ผล! จัตุรัสเผยตัว เดินมาหา ศิขรนโรดมทำเป็น ตกใจถามว่าท่านแอบตามพวกเรามาหรือ?

“หม่อมฉันมาถวายอารักขาต่างหาก เพราะไม่ไว้ใจไอ้เด็กคนนี้” ปากพูดกับศิขรนโรดม แต่ตาจ้อง

จิกอสุนี แล้วแกล้งถาม “หรือว่าฝ่าบาทก็ร่วมมือกับอสุนี”

“เราก็ร่วมมือกับอสุนีทุกเรื่อง ท่านจัตุรัสหมายถึงเรื่องอะไรอีกล่ะ”

“หม่อมฉันเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฮ่องกง ทำไมท่านราชิดกับโกศินไม่กลับมา หรือว่าองค์ชายใหญ่กำลังจะทำการกบฏ”

“หึๆ ท่านกล้าพูดถ้อยคำเหล่านี้ต่อหน้าองค์ชายรัชทายาทเชียวหรือ จะมั่นใจเกินไปหรือเปล่าท่านจัตุรัส พรรคพวกของท่านไม่อยู่ ไม่ได้ทำให้ท่านรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้างเลยหรือ” ศิขรนโรดมปราม

“องค์ชายรับสั่งแบบนี้ ก็แปลว่า องค์ชายทรงทราบดีว่าพรรคพวกของหม่อมฉันไม่อยู่เพราะเหตุไร”

“แล้วท่านจัตุรัสกับพรรคพวกกำลังวางแผนจะทำอะไรกันอยู่ล่ะ” ศิขรนโรดมย้อนถาม จัตุรัสหันไปจ้องอสุนีถาม

“อสุนี...หรือว่า...เจ้าเองที่ทรยศ”

“ใครกันแน่ที่ทรยศ ใครกันแน่ที่คิดจะรวบอำนาจไปจากเจ้าหลวงและองค์รัชทายาท” อสุนีสวนทันควัน ถูกจัตุรัสยกปืนเล็งทันที

“อะไรกัน นี่พวกเจ้ากล้าทำเช่นนี้กับคนของเราต่อหน้าเรา” ศิขรนโรดมพูดอย่างใจเย็น อสุนีก็เตือนสติว่า

“ท่านจัตุรัส ท่านรู้ตัวไหม ท่านกำลังทำอะไรอยู่”

จัตุรัสหันกระบอกปืนไปทางศิขรนโรดมแทน พูดอย่างเผยตัวเต็มที่ว่า

“หม่อมฉันไม่มีทางเลือกแล้ว พวกฝ่าบาทกำลังทำอะไรกันอยู่ ทำไมท่านราชิดไม่กลับมา ไม่แม้แต่จะติดต่อมา แล้วหม่อมฉันจะติดต่อเขาก็ทำไม่ได้ ทำไม!!”

ศิขรนโรดมอึ้ง จัตุรัสหน้าเครียดจัด ดึงกล้องถ่ายรูปในมือศิขรนโรดมไปทันที

ooooooo

บราลียังวนอยู่ในอุทยานตำหนักหลวง ต้องคอยหลบทหารและบรรดาเจ้าหน้าที่หญิงที่เดินผ่านไปผ่านมา มองไปที่กลุ่มผู้หญิง เห็นกำลังตัดใบไม้ดอกไม้เพื่อนำไปปักแจกัน แต่พอหันมาก็สะดุ้งเมื่อเจอทหารมายืนมองถามยิ้มๆว่า

“ดอกไม้ที่ตำหนักฝ่ายในไม่พอหรือจ๊ะ ถึงต้องมาเก็บของตำหนักหลวงนี่”

“จ้ะ” บราลีตอบยิ้มแย้ม ทหารมองๆแล้วเดินผ่านไป บราลีหันมองไปที่ตำหนักหลวงแล้วรีบมุ่งไปที่ศาลาด้านหน้า ไปถึงพบแต่ความว่างเปล่า บราลีมองรอบๆ พึมพำ “เฮ้อ...นี่หรือ ตำหนักหลวง แปลว่า เป็นที่ประทับของเจ้าหลวงหรือเปล่า” พอมองไปอีกด้านก็ชะงัก เมื่อเห็นรูปเจ้าหลวงมาทยาธรคู่กับเทวี-

สิริวาระตีเต็มตา!

“เจ้าหลวงมาทยาธร” บราลีแหงนมองภาพนั้นเขม็ง “คนที่ฆ่าเจ้าพ่อของน่านปิงนรเทพ แล้วเป็น

ต้นเหตุให้พ่อแม่เราตาย”

บราลีเดินสำรวจต่อไป เหลือบเห็นประตูห้องหนึ่งแง้มๆอยู่จึงผลุบเข้าไป เห็นเตียงใหญ่โตสวยงามตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เดาได้ว่าต้องเป็นห้องบรรทมของเจ้าหลวง ตกใจหันหลังจะออกไป ก็ต้องชะงักหน้าซีดเผือด

“ใคร!!” เสียงมาทยาธรถามดุๆ บราลีรีบนั่งกับพื้นก้มหน้าถวายคำนับ มาทยาธรเคลื่อนวีลแชร์มาช้าๆ จากด้านใน ถามสำทับ “ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร มาทำไม”

บราลีอึกอักนึกไม่ทัน พูดตะกุกตะกัก “องค์เจ้าหลวง เอ่อ...หม่อมฉัน...เอ่อ...” พอดีเหลือบเห็นถาดผลไม้บนโต๊ะ เลยโมเม “หม่อมฉัน...เอาผลไม้พวกนี้มาถวายเพคะ”

“ขอบใจ” แต่พอบราลีจะออกไปก็ถาม “ใครใช้เจ้ามา สิริวาระตีใช่ไหม”

“ใช่เพคะ...พระเทวีทรงใช้ให้หม่อมฉัน...” บราลี เงยหน้า พลันมาทยาธรก็ชะงัก ตกใจเล็กน้อยอุทาน...

“จันทร์แรม...”

บราลีชะงักอึ้ง...

ooooooo

ศิขรนโรดมและอสุนีถูกจัตุรัสและทหารติดตามสองนายคุมเดินไปในป่าทึบ หมายจะฆ่าศิขรนโรดม แล้วป้ายสีให้อสุนี

“เจ้าคิดว่าจะสังหารข้ากันง่ายๆอย่างนั้นหรือท่านจัตุรัส แล้วเจ้าไม่สงสัยหรือว่าเรากับอสุนีมาทำอะไรที่นี่”

จัตุรัสสวนไปทันทีว่าจะเสด็จมาทำไมไม่สำคัญ ศิขรนโรดมบอกว่า “สำคัญสิ เรามาเพราะอยากให้เจ้าตามไงล่ะ!”

“ใช่...เพราะท่านขี้สงสัยไม่น้อย เรื่องพ่อข้าหายไปไม่กลับมา ท่านก็ถามซํ้าถามซากอยู่นั่น...สงสัยข้ากับองค์ชายไม่หยุด ข้าก็กะแล้วว่าท่านต้องอยากติดตามความเคลื่อนไหวของข้ากับองค์ชายแน่ๆ เราก็เลยทำให้ท่านสนใจและตามมาได้จริงไงล่ะ” อสุนีพูดเย้ย

ศิขรนโรดมถามว่าทำไมไม่ฉุกคิดว่าพวกตนปล่อยให้ตามมาง่ายๆ แล้วไม่เห็นมีอะไรเลย จัตุรัสเสียหน้าตัดบทว่า ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะจะต้องทรงอำลาจากโลกนี้ไปแล้ว

จัตุรัสพูดไม่ทันขาดคำดี ก็มีลูกดอกพุ่งมาปักคอทหารที่ตามมาคนแรกลูกดอกปักต้นคอ อีกคนลูกดอกปักหลังคอควํ่าไปทั้งสองคน จัตุรัสตกใจพุ่งเข้าล็อกคอศิขรนโรดมแต่พลาด ถูกศิขรนโรดมหลบ พลิกมาฟันข้อมือจนปืนร่วง อสุนีคว้าปืนไว้ได้ จัตุรัสผงะถามหน้าเผือดว่า ศิขรนโรดมเป็นพวกไหนเพราะลูกดอกแบบนี้ตอนนี้ทหารหนุ่มไม่มีใครใช้กันแล้ว

ภูสินทรปรากฏตัวออกมา จัตุรัสจำไม่ได้ ภูสินทร บอกให้ทบทวนความจำหน่อยก็แล้วกัน แต่มีอีกคนที่ท่านควรจำไม่มีวันลืมมาด้วย สิ้นเสียง จ้าวซันปรากฏตัวขึ้น บอกว่าจัตุรัสจำไม่ได้หรอกเพราะเวลาผ่านมานานแล้ว จัตุรัสจำได้ว่าเขาคือนักธุรกิจฮ่องกงถามว่ามาแส่อะไรกับปัญหาการเมืองภายในประเทศเล็กๆนี้ด้วย

“คิดอะไรไกลตัวจริง ลองคิดดูใกล้ๆหน่อยสิ ลองดูหน้าชัดๆสิ” พอจัตุรัสเขม้นมองชัดๆถึงกับผงะอุทาน

“น่านปิงนรเทพ!!” จัตุรัสหน้าซีดเหงื่อกาฬแตกพลั่ก

“เป๊ะเว่อร์...” จ้าวซันยิ้มเหี้ยม ศิขรนโรดม อสุนี และภูสินทรพากันยิ้มสะใจ!

ooooooo

จ้าวซันกับจัตุรัสเผชิญหน้ากันอย่างท้าทาย พอจำได้จัตุรัสพูดเหยียดหยันว่า นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว จ้าวซันสวนทันทีว่าผิดกับตนที่นึกอยู่เสมอว่าชาตินี้จะต้องมาเจอกันอีกให้ได้

เมื่ออยู่ท่ามกลางคนของจ้าวซัน จัตุรัสก็เริ่มหวาดมองไปรอบๆ พูดดักคอว่า “ลูกผู้ชายไม่หมาหมู่กันหรอกเว้ย”

“ไม่ต้องกลัว เราไม่มีพฤติกรรมอย่างที่พวกเจ้าเคยทำกับเราและครอบครัวของเราหรอก”

จัตุรัสอึ้งไปครู่หนึ่งจึงท้า “ดี...งั้นได้โปรดทรงสั่งสอนผู้ชราสักครั้ง” แล้วตั้งท่าพร้อมสู้ ศิขรนโรดมร้องเตือนจ้าวซันอย่าประมาท เห็นแก่ๆอย่างนี้แต่ฝีมือร้ายกาจนัก

จ้าวซันไม่ประหวั่นพรั่นพรึง เข้าต่อสู้กับจัตุรัสอย่างระมัดระวัง แม้จัตุรัสจะล่วงสู่วัยชรา แต่มีพลกำลังและความปราดเปรียวสูงจนจ้าวซันก็ไม่อาจต่อกรได้ง่าย ภูสินทรทนดูไม่ได้จะเข้าไปช่วย อสุนีติงว่ายังไม่เห็นมีทีท่าว่าองค์ชายจะเพลี่ยงพลํ้า ศิขรนโรดมก็บอกให้ใจเย็นๆ

“กระหม่อมไม่เข้าใจเลย กับไอ้คนเลวๆพรรค์นี้ องค์ชายจะต้องไปใช้กฎกติกามารยาทกับมันทำไม

ให้พวกเราทั้งหมดออกไปจัดการมันแค่นี้ก็สิ้นเรื่อง”

ภูสินทรฮึดฮัด

“เราอยากให้เจ้าพี่ปราบมันจนหมอบแทบพระบาท ให้มันยอมรับในพระบารมีอย่างไม่มีข้อแม้มากกว่า”

“แล้วสิ่งที่มันทำกับเจ้าหลวงพระองค์ก่อนล่ะ แล้วที่ทำกับบายศรีเมียของหม่อมฉันล่ะ คนอย่างมันสมควรที่จะได้รับศักดิ์ศรีนี้ด้วยเหรอ”

ศิขรนโรดมไม่ตอบ หันมองการต่อสู้ของจ้าวซันกับจัตุรัสที่กระโดดไปสู้กันบนก้อนหินใหญ่กลางสายนํ้า จังหวะหนึ่งจัตุรัสเพลี่ยงพลํ้าตกลงไปในนํ้า จ้าวซันกระโดดตามไปจับมือไพล่หลังแล้วกดนํ้า จัตุรัสดิ้นทุรนทุราย จ้าวซันยกขึ้นมาแล้วกดลงไปอีก จัตุรัสทะลึ่งขึ้นพ่นนํ้าออกมา ตะคอกทั้งที่สำลักนํ้า

“จะฆ่าก็ฆ่า ไม่ต้องมาทรมาน”

“จะไม่ร้องขอชีวิตหน่อยเหรอ”

“ไม่!”

“ไม่ร้องขอกับเราก็ไปร้องขอกับ “ภูสินทร”เอาแล้วกัน”

จัตุรัสตะลึงอึ้ง พอจำภูสินทรได้ จัตุรัสถึงกับช็อกอุทาน “ภะ...ภูสินทรเหรอ” สิ้นเสียง ภูสินทรก็เตะไปที่หน้าจัตุรัสจนหน้าหงาย

แต่จัตุรัสไม่แม้แต่จะร้อง ซํ้าท้าทายเมื่อถูกจ้าวซัน กับภูสินทรพาไปที่ผาห่มดอกในสภาพสะบักสะบอมว่า

“เอาเลย ทำให้เหมือนกับที่ข้าทำกับเอ็งไว้ทุกอย่างเลยนะ มันจะได้สาสมกัน ไหนล่ะเหล็กร้อนๆ เอามานาบตัวข้าด้วยสิ...เสียดายที่ข้าไม่มีเมีย เจ้าก็เลยพามาให้มันฆ่าตัวตายต่อหน้าข้าไม่ได้ ฮ่ะๆๆ”

ภูสินทรเดินเข้าไปตบจัตุรัสไม่ยั้ง จนจ้าวซัน

บอกให้พอก่อน ก็ถูกจัตุรัสถ่มถุยใส่ด่าว่า นิสัยที่ชอบทำตัวเป็นพระเอกแบบนี้แหละตนเกลียดนัก เลยถูก

จ้าวซันตบเสียฉาดใหญ่พูดใส่หน้าว่า

“มันยังตายตอนนี้ไม่ได้ ทุกอย่างกำลังจะจบแล้ว ทิ้งมันไว้ที่นี่สักพักเถอะ” แล้วจ้าวซันกับภูสินทรก็เดินออกไป

“แน่ใจเหรอว่าจะจบ พวกเจ้าประเมินข้าตํ่าไปแล้ว ฮ่ะๆๆๆ” จัตุรัสระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนจ้าวซันกับภูสินทรหันกลับมองงงๆ “ข้าคิดไว้แล้วว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นที่ฮ่องกง ทำให้ราชิดไม่กลับมา นึกว่าข้าโง่เหรอ จะบอกให้ พวกเจ้ารู้เอาไว้ ตอนนี้ชีวิต

เจ้าหลวงมาทยาธรอยู่ในกำมือของข้าแล้ว จะบีบก็ตาย จะคลาย...ก็ตายอยู่ดี!”

จ้าวซันตวาดว่าโกหก จัตุรัสพูดอย่างเป็นต่อว่าตนทำงานกับเจ้าหลวงมาตลอดยีิ่สิบปี เจ้าหลวงไว้ใจตนยิ่งกว่าใคร จะหลอกพาไปไหนมาไหนก็แสนง่าย

จ้าวซันถามว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร”

“ลองปล่อยให้ข้าตายดูสิ...รับรองว่าจะไม่มีใครได้พบเจอเจ้าหลวงอีกต่อไป” จัตุรัสหัวเราะอย่างเป็นต่อ จนจ้าวซันกับภูสินทรมองหน้ากันอย่างชั่งใจว่าจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี

ooooooo

มาทยาธรจ้องหน้าบราลีไม่วางตา ปากก็พึมพำว่าเหมือนมาก เหมือนจนน่าตกใจ ถามเธอว่าชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร และเข้ามาในวังนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

บราลีคิดไม่ทัน ตอบอึกอักว่ามารดาของตนพามาถวายให้เป็นข้ารับใช้พระเทวี ถูกมาทยาธรตวาดว่าโกหกเพราะธรรมเนียมการเอาลูกมาถวายเป็นข้ารับใช้ในวังถูกยกเลิกไปสิบกว่าปีแล้ว และสำเนียงคีรีรัฐของเธอก็ฟังแปร่งหู

บราลีหาทางหลบ อ้างว่าเอาผลไม้มาถวายหากไม่โปรดก็จะยกออกไปพลางจะหนี มาทยาธรยิ่งระแวงเรียกทหารเข้ามาสั่งจับบราลีไปสอบสวน ถามว่าแล้วจัตุรัสไปไหน ทหารที่เข้ามาไม่ตอบ พยักหน้าให้กันแล้วลงมือปฏิบัติการทันที คนหนึ่งเข็นรถเข็นพามาทยา–ธรออกไป มาทยาธรเอะใจถามว่า

“เฮ้ย...เดี๋ยว พวกเจ้าจะพาเราไปไหน จับอีนางคนนั้นสิ”

ทหารคนหนึ่งก้มบอกบราลีเบาๆ ว่า “ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด เข้าใจไหม! ไม่อย่างนั้น!!” ขู่แล้วเห็นบราลีหลับตาปี๋ก็เสียงอ่อนลง “ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นหรอกน้องสาว รีบไปเสียเถอะ”

บราลีแอบตามไปอย่างสงสัย จนถูกทหารจับได้ดุว่าตามมาทำไมอยากรู้อยากเห็นแบบนี้สงสัยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เธอแกล้งถามว่าพี่ทหารชื่ออะไรกลัววันหลังจะไม่ได้เจอกันอีก ทำให้ทหารท่าทีอ่อนลง แต่บราลีก็ยังแอบมองทหารที่พามาทยาธรไป

ภูสินทรเข้ามาในห้องบรรทมของมาทยาธร พอดีพระเทวีเข้ามาอย่างรีบร้อนตกใจเพราะมาทยาธรถูกลักพาตัวหายไป ซ้ำจัตุรัสก็ไม่อยู่ จึงมีแต่ศิขรนโรดมกับมิถิลาที่คอยติดตามมาดูแล ช่วยค้นหา

เมื่อไม่พบร่องรอย ศิขรนโรดมบอกพระมารดาว่า “เสด็จแม่ต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะเราไม่รู้ว่าตอนนี้ใครเป็นพวกใคร และเสด็จแม่ก็ต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน เอาอย่างนี้ เดี๋ยวลูกจะให้ทหารตามไปอารักขาส่งถึงพระตำหนักเลย”

ส่งพระมารดาไปแล้ว ศิขรนโรดมเรียกภูสินทรที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาถามว่าได้ความว่าอย่างไร

“ไอ้จัตุรัสมันน่าจะได้องค์เจ้าหลวงไปเป็นตัวประกันแล้วจริงๆ ฝ่าบาท” ภูสินทรรายงาน

ooooooo

ที่ผาห่มดอก จัตุรัสเย้ยหยันจ้าวซันว่าไม่มีทางหาเจ้าหลวงเจอ พื้นที่ทุกตารางนิ้วของคีรีรัฐไม่มีใครรู้จักดีเท่าตน จ้าวซันถามว่าเขาจะเอาอะไร?

จัตุรัสย้อนถามว่าจ้าวซันต้องการอะไร กลับมาเพื่อทวงบัลลังก์คืนใช่ไหม

“เรากลับมาเพื่อทวงถามความยุติธรรม คนชั่วอย่างพวกเจ้า ควรจะได้รับผลกรรมได้แล้ว”

“โอ๊ย...ขำ...ความยุติธรรมไม่มีหรอกองค์ชาย โลกนี้มันมีแต่ความจริงที่ว่า ใครดีใครได้ ใครชนะคนนั้นคือคนดีคนถูกต้อง ใครแพ้คนนั้นก็เลวเป็นกบฏ” แล้วถามว่า “ฝ่าบาทไม่อยากทราบแล้วหรือว่าเจ้าหลวงอยู่ไหน”

“เจ้าคงลืมไปว่าเราเองก็เป็นคนคีรีรัฐเหมือนกัน เรื่องแค่นี้คงไม่ยากอะไร แต่ถ้าเราหาเจ้าหลวงไม่พบ ก็จะไม่มีใครมาพบเจ้าที่นี่เหมือนกัน” พูดแล้วเดินออกจากคุกไปไม่หันกลับมามองอีกเลย ปล่อยให้จัตุรัสตะโกนเรียกอยู่อย่างนั้น

ooooooo

บ้านสี่ฤดูที่ฮ่องกง เหม่ยอิงบ้าอำนาจไม่เกรงแม้แต่เจ้าไทไท เธอเรียกช่างมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านสี่ฤดูตามใจชอบ แม่สี่ อาม่า กับผิงอันทักท้วงกระทั่งถามว่าได้ขออนุญาตจ้าวไทไทแล้วหรือยัง ก็ถูกตวาดว่า

“จะต้องไปขอทำไม หนูเป็นคนออกเงิน หนูอนุญาตเอง แม่ใหญ่เกี่ยวอะไร” อาม่าติงว่าทำแบบนี้ฮวงจุ้ยบ้านจะเสียหมด ก็ดูถูกว่า “แล้วไอ้ฮวงจุ้ยเดิมที่ว่ากันว่าดีนักดีหนาฉันก็ไม่เห็นช่วยส่งเสริมอะไรคนในบ้านเลย แม่สี่ก็จนลง แม่ใหญ่ก็เจ็บออดๆแอดๆ”

ผิงอันยํ้าว่ายังไงก็น่าจะบอกไทไทหน่อย เพราะแม่ใหญ่ยังใหญ่ที่สุดในบ้าน อาม่าเชื่อว่าไทไทรู้ต้องไม่ยอมแน่

“เดี๋ยวก็รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร” เหม่ยอิงผยอง เดินอาดๆไปที่ห้องจ้าวไทไท แต่พอเปิดประตูผัวะเข้าไป ก็ถูกจ้าวไทไทที่จิบนํ้าชารออยู่ไล่ตะเพิดทันที

“เอาอีนางกากีนี่ออกจากบ้านไป อย่าให้มันเข้ามาเหยียบที่นี่...อีคนอัปมงคล ออกไป! ถือว่าจ้าวซันไม่อยู่แล้วคิดจะทำอำนาจบาตรใหญ่งั้นหรือ” เหม่ยอิงเถียงอย่างไม่ยำเกรง เมื่อถูกจ้าวไทไทสาปแช่งว่าไม่ได้ตายดีแน่ ก็พูดกวนประสาทว่า

“ด่าไปเถอะ อัดอั้นไว้เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองจะแตกตายก่อน”

เหม่ยอิงทั้งทำลายความเชื่อถือเรื่องฮวงจุ้ยและวัตถุมงคลในบ้านอย่างบ้าอำนาจ กระทั่งปลดรูปเต้ออก เลยถูกมุมกรอบรูปบาดนิ้วเลือดไหลโกรก

“ลางร้าย...ฮ่ะๆๆ ลางร้าย เลือดไหลอาบสังเวยเซ่นภูติผีฮ่าๆๆ” จ้าวไทไทหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเสียงกึกก้องไปทั้งบ้านสี่ฤดูฟังน่ากลัว

ooooooo

จ้าวซันในชุดอำพรางสีดำกลับมาที่บ้านครูเฒ่า ถามครูเฒ่าและภูสินทรที่นั่งอยู่ รู้จากครูเฒ่าว่ายังไม่ได้เบาะแสเจ้าหลวงเลย ภูสินทรเสนอว่าเมื่อจัตุรัสไม่ยอมบอกก็ทรมานมันจนกว่าจะบอก

“จัตุรัสมันมีพิษมากกว่าที่เราคิด” จ้าวซันเครียด พลันก็นึกได้ถามว่าม่านฟ้าไปไหน

แล้วจ้าวซันก็หงุดหงิดยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าบราลีออกไปเที่ยวในเมือง บ่นทั้งพระครูและตำหนิทั้งเด็กที่พาไป แล้วสั่งเด็ก

“เจ้ารีบไปเอาม้ามา” หันบอกภูสินทร “คืนนี้เราจะต้องตามหาม่านฟ้าให้พบก่อนที่จะสายเกินไป”

แต่ยังไม่ทันออกไป ก็มีรถม้าคันหนึ่งพาบราลีมาส่งบอกครูเฒ่าที่ออกมารับหน้าว่า

“มีคนหลงทางมา เขาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ครู ข้าเลยพามาส่ง”

ที่แท้คือบราลีนั่นเอง เธออยู่ในชุดชาววังแต่หน้าตาเนื้อตัวมอมแมมสภาพอิดโรย พอเจอจ้าวซันเธอถูกดุทันที

“สนุกนักใช่ไหม ทำไมถึงชอบทำตัวมีปัญหานัก ชอบทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงอยู่เรื่อย”

บราลีโต้ว่าไม่ได้ชอบ ตัดพ้อว่า “ฝ่าบาทไม่ทรงเคยเห็นค่าความหวังดีที่หม่อมฉันมีให้เลยสักครั้ง”

“เธอเองก็ไม่เคยเห็นค่าความห่วงใยที่ฉันมีให้เหมือนกัน”

โต้เถียงกันอย่างมีแง่งอน จนภูสินทรถามบราลีว่าไปไหนมา เธอบอกว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือเจ้าหลวงมาทยาธรถูกลักพาตัวไป จ้าวซันถามว่าแล้วรู้ไหมว่าเจ้าหลวงอยู่ที่ไหน

บราลีพาจ้าวซันไปยังวัดร้างที่หลังวังบอกว่าพวกมันเอาตัวเจ้าหลวงมาไว้ที่นี่ แต่พอบราลีจะตามจ้าวซันเข้าไปในวัดก็ถูกสั่งให้รออยู่ตรงนี้ บราลีไม่ยอมโต้เถียงกันจนเกือบถูกทหารที่เดินลาดตระเวนจับได้ ดีแต่บราลีใช้ความเป็นหญิงอ่อยทหารเหล่านั้น

พอจ้าวซันจัดการทหารเหล่านั้นหมดก็มอบปืนพกให้บราลีถือไว้เพื่อป้องกันตัว ระหว่างรอตนอยู่ข้างนอก บราลีไม่ยอม อ้างสารพัดเหตุผลจนสุดท้ายอ้างว่ากลัวผี จ้าวซันก็เลยต้องยอมให้เข้าไปด้วยกัน

ooooooo

เข้าไปในบริเวณวัดร้าง เริ่มเห็นแสงเทียนวอมแวมจากโบสถ์เก่าๆ ทั้งสองย่องกริบเข้าไปแอบดู

จ้าวซันชะงักกึก เมื่อเห็นร่างชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถวีลแชร์แน่นิ่งหันหน้าไปทางพระประธานคอเอียงไปข้างหนึ่ง จ้าวซันรีบเดินเข้าไปจับวีลแชร์หันมาบอก “เจ้าลุง...หม่อมฉันมาช่วย” แต่พอเห็นหน้าชัดๆ จ้าวซันช็อก เพราะนั่นคือราชิด!

“คุณไม่ควรมาที่นี่” ราชิดยิงเปรี้ยง เจ้าซันเซร่วงลง บราลีตกใจช็อกอยู่ในเงามืด ราชิดลุกจากวีลแชร์พลันโกศินก็เดินออกมา เยาะเย้ยว่า

“จุ๊ๆๆ เก่งจริงๆ จ้าวซัน แต่คุณมาผิดที่ผิดเวลา ที่ของคุณคือฮ่องกงไม่ใช่ที่นี่ ตายซะเถอะ” โกศินเอาปืนจี้ทันที แต่ไม่ทันเหนี่ยวไก ปืนอีกกระบอกก็ยิงเปรี้ยง!

“เฮ้ย...มันมีพวก” ราชิดร้องบอก บราลีกลิ้งตัวไปอีกมุมแล้วยิงอีกเปรี้ยงไปที่ราชิด

ทั้งสองมองหน้ากันแล้วเผ่นกันไปคนละทาง บราลีวิ่งเข้ามาดูจ้าวซันถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดนยิงตรงไหน?

“ยัง...ยังไม่ตาย...มันยังชาๆ”

“เลือดออกมากเลยเพคะ ทำไงดี ลุกไหวไหมเพคะ” พลางประคองจ้าวซันลุกขึ้น

ทันใดนั้น ปรากฏเงาการเคลื่อนไหวอยู่หลังองค์พระประธาน บราลีหันปืนไปร้องถาม “ใคร!”

เงานั้นคลานออกมาในความมืด บราลีเล็งปืนคำราม “ตาย!!”

“อย่า!! จ้าวซันร้องห้าม มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมาเบาๆ จ้าวซันกุมบาดแผลที่ไหล่เดินไปดู บราลีถือปืนคอยคุ้มกันข้างหลัง

จากแสงเทียนวอมแวม เห็นร่างที่คลานออกมาเงยหน้าขึ้น จ้าวซันคุกเข่าลงมองหน้า บราลีร้องเตือน

“เจ้าพี่ ระวัง”

“เจ้าพี่หรือ...เจ้าพี่...ไหนกัน...”

ที่แท้คือมาทยาธรนั่นเอง พอมาทยาธรเห็นหน้าเจ้าซันถึงกับผงะร้องโวยวายอย่างหวาดผวา

“พีริยเทพ...ไม่...พีริยเทพตายไปแล้ว ไม่จริง...ไม่จริง...กลัวแล้ว...ผีหลอก...ๆ...ๆ” มาทยาธรตะกายหนีสุดชีวิตจนหมดแรงฟุบลง

จ้าวซันกับบราลีมองตามอย่างสมเพช...อนาถใจ...

ooooooo

ที่นอกเมือง ราชิดกับโกศินตบหน้าทหารที่ไปเข็นวีลแชร์พามาทยาธรมาจนคว่ำ ทหารของจตุรัสอีกสองสามคน รีบหมอบอย่างหวาดกลัว ราชิดชักปืนออกมาเล็งใส่

“พวกเจ้าอาจหาญจับตัวเจ้าหลวงมาทั้งๆที่ไม่มีความมั่นใจอะไรทั้งนั้น ไม่มีกำลังสนับสนุนแล้วเหตุไรจึงทำอะไรโง่เง่านัก”

ทหารนายหนึ่งบอกว่าพวกตนทำตามคำสั่งของจัตุรัสที่ว่าหากเขาหายตัวไปก็ให้จับเจ้าหลวงไว้เป็นตัวประกันทันที

ราชิดถามว่าจัตุรัสหายไปไหน โกศินคาดว่าอาจจะเสียท่าจ้าวซันแล้วก็เป็นได้

“ทำไมทุกอย่างถึงได้ผิดพลาดหมดอย่างนี้ เจ้าหลวงก็รอด นายพลจัตุรัสก็หายตัวไป อาวุธก็ไม่มี ไอ้น่านปิงก็อยู่ที่นี่ซะงั้น” ราชิดสบถ โกศินเปรยว่า ไม่นึกว่าเราต้องมาทำสงครามกับคุณชายจ้าวซัน “ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ก็หยุดข้าไม่ได้” ราชิดคำรามแล้วถามทหาร “พวกเจ้ายังอยากร่วมสู้รบกับข้าไหม”

พวกทหารคำนับอย่างพร้อมสู้ ราชิดจิกตาอย่างมุ่งมั่นที่จะก่อกบฏให้สำเร็จ!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.