ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เช้าวันต่อมา จ้าวซันปลอมตัวเป็นทหารคีรีรัฐลักลอบเข้าวังไปตามช่องทางลับที่เคยใช้อย่างคุ้นเคยสมัยเด็ก เล็ดลอดไปตามหลังคาจนถึงหลังคาตำหนักจึงโดดลงด้านในหมู่เรือน

ระหว่างนั้นมีทหารเดินผ่านไปมาแต่จ้าวซันก็หลบรอดไปได้ เข้าไปในห้องบรรทมเจ้าหลวงพีริยเทพ เปิดประตูเข้าไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทำให้จ้าวซันนึกถึงวันเกิดเหตุจนตนกับพระนางเทวีต้องหนีออกจากวัง จวบจนวันนี้ ณ ที่นี้ ทุกเรื่องราวยังอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ เมื่อวานนี้เอง...

ทันใดนั้น มีเสียงเปิดประตู จ้าวซันพยายามหลบแต่ไม่ทัน มีเสียงตวาดเข้ามา

“ใครน่ะ! เข้ามาได้ยังไง”

ที่แท้คือพ่อบ้านแก่ๆ ที่ถืออุปกรณ์เข้ามาทำความสะอาด นั่นเอง จ้าวซันบอกว่าตนจะเข้ามาถวายพระพรให้กับเจ้าหลวงองค์ก่อน พ่อบ้านหัวเราะหึๆ พึมพำว่าทหารใหม่สินะ สำเนียงก็แปลกหู คงมาจากบ้านนอกคอกนา

“ใช่ครับ” จ้าวซันรีบรับ

“หายาก...ทหารหนุ่มๆ ที่ยังคงจงรักภักดีต่อเจ้าหลวง องค์ก่อน สมัยนี้แทบจะไม่มีแล้ว แล้วเจ้ามาจากเมืองไหนล่ะ” พูดพลางเข้ามามองหน้าใกล้ๆ แล้วเดินเลยไปด้านหลังจ้าวซันที่มีแจกันดอกไม้ตั้งอยู่พูดโดยไม่หันมอง “หน้าตาคุ้นๆถวายบังคมเสร็จแล้วก็รีบออกไปซะ เดี๋ยวถ้าพระนางเข้ามาในนี้แล้วข้าจะเดือดร้อน”

จ้าวซันถามว่าพระนางไหน พ่อบ้านบอกว่าพระนางศิริวาระตีพระเทวีองค์นี้ที่เป็นพระเชษฐภคินีของพระเทวีองค์ที่แล้วไง พลางเอาดอกไม้สดในแจกกันทิ้งถังขยะ จ้าวซันติงว่าดอกไม้ยังสวยอยู่เลย “พระนางจะคอยเอาดอกไม้มาเปลี่ยนให้ทุกวันนั่นแหละ ข้าก็ต้องเอาของเก่าออกไปเดี๋ยวจะโดนกริ้ว”

จ้าวซันฟังแล้วซาบซึ้งใจ ยังคงคุยกับพ่อบ้านต่อ จึงรู้ว่าปัจจุบันผู้คนพูดถึงพระนางเทวีน้อยลงทุกทีแล้ว เพราะหลังจากพระนางหายตัวออกไปจากคีรีรัฐ ข่าวก็ลือไป ต่างๆนานาว่าพระนางเป็นชู้กับภูสินทรแล้วหนีไปด้วยกัน

“ไม่จริง” จ้าวซันโต้ทันที พ่อบ้านออกตัวว่า ตนรู้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าความจริงคืออะไร...

เมื่อจ้าวซันกลับไปที่อาศรมครูเฒ่า ถูกครูเฒ่าตำหนิว่าทำอะไรที่เสี่ยงเกินไปอีกแล้ว บอกว่ามีคนมารอพบอยู่ด้านในนานแล้ว

ผู้ที่มารอพบจ้าวซันคือ หมอสิงหะ นั่นเอง จ้าวซัน ถามว่าทำไมหมอจึงรู้ว่าตนอยู่ที่นี่ ครูเฒ่าบอกว่าตนเป็นคนบอกเอง หมอสิงหะ เสนาบดี และทหารแก่ต่างถวายความคำนับ จนจ้าวซันต้องบอกว่า

“หมอสิงหะ...ทุกท่าน ท่านลุกขึ้นเถิด อย่าต้องมีพิธีรีตองเลย”

จ้าวซันซาบซึ้งจนทำตัวไม่ถูกกับความจงรักภักดีของหมอสิงหะ เสนาบดีและทหารแก่เหล่านั้น

ooooooo

จอมพลจัตุรัสไปหาอสุนีที่บ้านแต่เช้า เห็นอสุนีกำลังว่ายน้ำอยู่ในสระหลังบ้าน ถามอย่างจับพิรุธว่า

“นี่เจ้ามามัวว่ายน้ำเย็นใจอยู่ได้ยังไงอสุนี ราชิดพ่อเจ้าส่งข่าวมาบ้างหรือยัง” อสุนีตอบอึกอักว่าพ่อป่วยหนักอยู่จะส่งข่าวมาได้อย่างไร จัตุรัสถามว่าแล้วโกศินล่ะ อสุนีบอกว่านายพลโกศินก็น่าจะยุ่งอยู่เหมือนกัน จัตุรัสถามอย่างไม่พอใจว่า

“ทุกคนยุ่งกันหมด ยุ่งจนไม่มีใครส่งข่าวอะไรกลับมาได้เลยงั้นเหรอ”

อสุนีติงว่าท่านอาอยากรู้ข่าวอะไรทำไมถึงดูใจร้อน จัตุรัสสวนทันทีว่าอสุนีเองต่างหากที่ดูไม่ร้อนใจเลยทั้งที่ ราชิดเป็นบิดา

“ข้ารู้...แต่จะให้ข้าทำอย่างไง ก็พ่อข้าป่วยมากจริง แต่อีกสักพักท่านพ่อคงถูกส่งให้กลับมารักษาตัวที่นี่ เองแหละ”

จัตุรัสถามอีกว่าราชิดป่วยเป็นอะไร อสุนีทำหน้าวิตกบอกว่าป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง และมีทหารบางคนติดโรคร้ายแรงนั้นแล้ว กระทั่งท่านโกศินก็อาจจะเป็นไปแล้วด้วยก็ได้ จัตุรัสซักว่าโรคอะไร

“มัน...มันเป็นโรคที่น่าอาย ถ้ามีใครรู้เข้าหรือถ้าข่าวรั่วออกมาอาจจะทำให้ประเทศของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ แล้วก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาในคีรีรัฐอีกเลย”

“อสุนี!! เจ้ากำลังปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อหลอกข้าอยู่ใช่ไหม” จัตุรัสจ้องตาไม่กะพริบ อสุนีแกล้งจามไปทางจัตุรัส

“หรือว่าข้า...ตัวก็ร้อนๆ ขึ้นมาแล้ว ข้าอาจจะติดโรคนี้มาด้วยก็ได้ หมอที่ฮ่องกงบอกว่า ระยะฟักตัวของโรคของแต่ละคนช้าเร็วไม่เท่ากัน ข้าขอตัวขึ้นไปใส่เสื้อผ้าและกินยานอนก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกคน” พูดแล้วรีบเดินไปเลย จัตุรัสยังคงมองตามอสุนีไปอย่างสงสัย

ooooooo

จ้าวซันนำตราสุรสีหนาทประจำพระองค์เจ้าหลวง ออกมาให้ครูเฒ่า หมอสิงหะ และเสนาบดีกับทหารแก่ดูทุกคนพากันยกมือพนมปฏิญาณจะต่อสู้เพื่อทวงบัลลังก์คืนให้จ้าวซันให้ได้

แต่จ้าวซันไม่ต้องการให้เกิดนองเลือดในคีรีรัฐอีกเป็นอันขาด เหล่าเสนาบดีถามว่าแล้วจะทำอย่างไร

“ตราสุรสีหนาทอันนี้จะทำให้ไม่เกิดการนองเลือดที่นี่อีก ขอให้ทุกท่านทำตามแผนของเรา คนชั่วต้องได้รับกรรมแต่คนบริสุทธิ์ต้องไม่ถูกใช้เป็นเหยื่อ มันอาจจะทำได้ยาก แต่ถ้าใช้สติปัญญา เราเชื่อว่า...จะต้องสำเร็จในครั้งนี้ ข้าจึงขอความร่วมมือจากทุกคน”

จ้าวซันห่อตราสุรสีหนาทยื่นให้ครูเฒ่า ครูเฒ่ารับไปทูนไว้เหนือหัว...

“กระหม่อมเชื่อ...คีรีรัฐจะต้องรุ่งเรืองสถาพรต่อไป ในภายภาคหน้า เป็นบุญของคีรีรัฐแล้วที่มีพระองค์พี่และพระองค์น้องที่ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม เสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประชาชน ขอทรงได้รับการคารวะจากกระหม่อมในนามปวงประชาคีรีรัฐทั้งมวลด้วยพระเจ้าค่ะ”

จ้าวซันประคองครูเฒ่าลุกขึ้นผายมือให้ทุกคนลุกขึ้น แล้วเดินไปยืนกลางห้อง เอ่ยอย่างเข้มแข็งหนักแน่นราวจอมทัพ

“ตอนนี้ เหลือแค่จัตุรัสเท่านั้นที่ยังเป็นอันตรายต่อคีรีรัฐของเรา ขอให้ทุกคนจงรอคำสั่งจากเราคนเดียว ห้ามทำอะไรไปโดยพลการเด็ดขาด”

ทุกคนรับบัญชาอย่างฮึกเหิม

ooooooo

ที่บ้านสี่ฤดู...ผิงอันเอาอาหารมาให้บราลีที่ห้อง จึงรู้ว่าเธอหนีไปแล้วทิ้งไว้แต่จดหมายลาที่ไม่ได้บอกว่าไปไหน อากงเตือนผิงอันว่าเพื่อความปลอดภัยของ บราลีอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ใคร ผิงอันพยักหน้าทั้งที่ยังตระหนก

หลวงพ่อพาบราลีมาถึงภาคเหนือของไทย เจอสุริยะกับคำฝายกำลังบรรจุอาหารของคนคีรีรัฐลงในกล่องเพื่อส่งไปให้จ้าวซัน สุริยะต่อว่าหลวงพ่อที่ปล่อยให้บราลีมาที่นี่จนได้ ซ้ำยังอาสานำของเหล่านั้นไปส่งจ้าวซันเองด้วย สุริยะพยายามหว่านล้อมแต่ในที่สุดก็แพ้เหตุผลและความดื้อรั้นของบราลี เธอกระโดดลงเรือนำสินค้าล่องไปตามน้ำจนได้ด้วยเหตุผลว่า

“หนูจะไปช่วยองค์ชาย ช่วยทำให้เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยไงล่ะคะ รับรองที่โน่นไม่มีใครมาสนใจหนูหรอก เขาก็คิดว่าหนูเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา หนูน่าจะเป็นคนที่ไปแล้วปลอดภัยที่สุด”

แต่ระหว่างทาง เธอมัวแต่ชื่นชมและขอแวะถ่ายรูปทิวทัศน์ที่สวยงามจนขบวนนักท่องเที่ยวไปกันหมด เธอถูกโจรมาปล้นทั้งอาหารและข้าวของจนเกือบเสียที ดีที่ภูสินทรตามมาช่วยทัน บราลีจึงปลอดภัยและได้ข้าวของทั้งหมดคืน

“โอ๊ย...ดีใจจัง...เกือบแย่แล้วล่ะค่ะ โชคดีที่เจอคุณพอดี” บราลีบอกภูสินทรอย่างไม่หายตกใจ

“เจ้านาง...นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เจ้านางคิดหรือว่าพวกเราจะปล่อยให้เจ้านางไปไหนมาไหนตามลำพัง เวลานี้เจ้านางไม่ใช่คุณบราลี ภีมะมนตรี คนเดิมอีกแล้ว ควรจะเข้าใจได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร” ภูสินทรเดินเข้าใกล้พูดเบาๆ “เจ้านางคือพระคู่หมายขององค์น่านปิงนรเทพ ขอให้เจ้านางรู้ตัวและวางตัวให้เหมาะสมด้วย จะมาทำตัวแก่นๆ กล้าบ้าบิ่น เดินทางอย่างคนสามัญเช่นนี้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว อย่าดื้อนะเจ้านาง ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

บราลีโดนดุเลยจ๋อยไป

ส่วนเหม่ยอิง หลังจากจ้าวซันไปแล้วก็เดินราวกับนางพญาเข้าไปนั่งในห้องจ้าวซัน เรียกประชุมพนักงานบริษัท ประกาศการเข้ามาทำงานแทนจ้าวซันเต็มอำนาจ ประกาศว่าตนคือผู้บริหารฉินเย่ว์กรุ๊ปแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อเข้านั่งแทนที่จ้าวซันในห้อง เหม่ยอิงสั่งอาหล่ีให้ยกรูปของเต้กับจ้าวไทไทออกไปให้หมด จับตาการทำงานของพนักงานจนแทบกระดิกกระเดี้ยไม่ได้  แม้แต่ชาร์จโทรศัพท์มือถือก็ถือว่าเข้าข่ายโกงบริษัทให้เอาไปชาร์จที่บ้าน พนักงานทุกคนทั้งเกลียดทั้งกลัว ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างอึดอัด

ooooooo

ศิขรนโรดมออกมายังท้องพระโรงกับเจ้าหลวงมาทยาธร ถวายคำนับเสด็จพ่อแล้วจะเลี่ยงไปหาครูเฒ่าบอกว่าจะไปอ่านตำราเรื่องการต่างประเทศเพิ่มเติม

จัตุรัสถามว่าจะเสด็จไปโดยลำพังหรือ ศิขรนโรดมมองขวับ “ก็ใช่น่ะสิ...ถามแปลก”

ทั้งสองตอบโต้เชือดเฉือนกันอย่างแหลมคมในเรื่องความปลอดภัยและความไว้วางใจกัน จัตุรัสอ้างว่าเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะองค์ชายเป็นองค์รัชทายาทเพียงพระองค์เดียว เหตุร้ายอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มาทยาธรเห็นด้วย ศิขรนโรดมได้ทีเหน็บจัตุรัสว่า

“จริงด้วยเสด็จพ่อ ข้าก็ลืมคิดไปว่าช่วงนี้ข้าต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ อันตรายมีอยู่ทั่วไป และบางทีก็อาจจะอยู่ในที่ที่เรา-คาด-ไม่-ถึง” แล้วเดินไปพูดตรงหน้าจัตุรัส “งั้นเราไม่ไปแล้ว เราจะอยู่กับเสด็จพ่อในห้องนี้ดีกว่า กลัวเสด็จพ่อจะได้รับอันตรายเหมือนกัน” จัตุรัสสวนไปว่าไม่จำเป็น เพราะเจ้าหลวงมีตนคอยอารักขาอยู่แล้ว “นั่นแหละยิ่งอันตราย”

จัตุรัสถามอย่างไม่พอใจว่าหมายความว่าอย่างไร ศิขรนโรดมพูดเยาะในทีว่า ตนหมายถึงจัตุรัสแก่แล้วเกิดมีคนร้ายบุกเข้ามาลอบปลงพระชนม์จริงๆคงสู้ไม่ไหวเกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมามันจะไม่อันตรายยิ่งกว่าหรือ

ถูกปรามาสเช่นนั้น จัตุรัสท้าประลองฝีมือกันดูไหม ศิขรนโรดมตอบรับทันที หันไปทางมาทยาธร

“เสด็จพ่อ...หม่อมฉันขออนุญาตเสียมารยาท”

ประลองฝีมือกับจัตุรัสไม่นาน ศิขรนโรดมพลาดท่าถูกจัตุรัสเตะที่ขาพับล้มลงแล้วจะเงื้อหมัดชกหน้า

“พอได้แล้ว” มาทยาธรร้องห้าม

ขณะนั้นเอง อสุนีเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ จัตุรัสทำทีพูดว่า หากองค์ชายไม่ออมฝีมือตนคงไม่มีปัญญาสู้

“ก็เห็นๆอยู่ว่าท่านชนะ จะต้องทำเป็นมีมารยาท พูดจาเยินยอข้าหาสวรรค์วิมานอะไร”

มาทยาธรบอกศิขรนโรดมว่าให้จัตุรัสเป็นครูฝึกวิชายุทธ อาจดีกว่าครูเฒ่าที่งุ่มง่ามคนนั้น จัตุรัสหัวเราะแล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุมสวม พูดกับมาทยาธรว่า

“กระหม่อมแค่อยากให้องค์ชายได้รู้จักประมาณตนไว้บ้างก็แค่นั้นพะย่ะค่ะ การเดินไปไหนมาไหนคนเดียวภายในวังตอนนี้คงไม่เหมาะ ยิ่งถ้าฝีมือการต่อสู้ยังแค่เพียงระดับนี้”

อสุนีขอเป็นคนตามเสด็จและอารักขาองค์ชายเอง จัตุรัสมองขวับถามว่าอสุนีเข้ามามีธุระอะไร ศิขรนโรดม ตอบแทนว่า นัดไปหาครูเฒ่าด้วยกัน ย้อนถามประชดว่า “หวังว่าคราวนี้คงไม่มีปัญหาอะไรนะ”

ooooooo

เมื่อไปพบครูเฒ่าที่บ้าน ศิขรนโรดมลงมือซ้อมดาบกับอสุนีอย่างดุเดือดและอารมณ์ร้อนมุ่งแต่จะรุกท่าเดียวไม่ยอมถอย จนครูเฒ่าบอกให้พอก่อน เตือนสติว่า

“ซ้อมไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร รอให้องค์ชายหายพระทัยขุ่นมัวก่อนดีกว่า” ศิขรนโรดมถามว่าเพลงดาบตนเมื่อกี้พอจะสู้กับใครได้ไหม ปรารภอย่างรับไม่ได้ว่า ไม่เข้าใจว่าตนแพ้จัตุรัสได้อย่างไร “มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ องค์ชายต้องอ่านคู่ต่อสู้ให้ออก ยิ่งได้ประมือกันมากครั้งเท่าไหร่ก็จะยิ่งเข้าใจคู่ต่อสู้มากขึ้นเท่านั้น”

ศิขรนโรดมขอให้ครูช่วยสอนให้มากกว่านี้ ครูเฒ่าบอกว่าสอนให้หมดแล้วแต่องค์ชายต้องฝึกเอง ถามหยั่งเชิงว่า

“ลองสู้กับศิษย์เก่าคนหนึ่งของหม่อมฉันดูไหมล่ะ”

ทั้งศิขรนโรดมและอสุนีถามพร้อมกันว่าใคร แต่แล้วศิขรนโรดมก็เดาได้ว่าต้องเป็นจ้าวซันแน่ๆ และพอได้พบก็โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ จ้าวซันถามว่ากลับมาแล้วอาการป่วยต่างๆหายดีแล้วใช่ไหม

“น้องได้พักผ่อน ร่างกายสบายดีแล้ว แต่จิตใจนี่สิ ได้เห็นหน้าคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าพวกมันคิดร้ายต่อเรา แต่ยังใส่หน้ากากประจบประแจงเจ้าพ่อแล้วมัน...”

“จุ๊ๆๆ นักรบอย่าดีแต่พูด มา...มาพิสูจน์กันว่าร่างกายเจ้าแข็งแรงพร้อมแล้วหรือยัง” สิ้นเสียงจ้าวซันคว้าดาบจากที่ตั้งจู่โจมศิขรนโรดมทันที อสุนีตกตะลึงลุกพรวด ส่วนครูเฒ่ามองอย่างตื่นเต้นและสังเกต

ทั้งสองบรรเลงเพลงดาบ รุกและรับกันอย่างสวยงามมาก แต่ศิขรนโรดมจะเป็นฝ่ายถอย หลบ รับ แต่ไม่รุก อสุนีมองอย่างไม่พอใจเห็นช่องโหว่ของจ้าวซันมากมายแต่ศิขร– นโรดมก็ไม่รุก จนจ้าวซันโจมตีครบกระบวนท่าแล้วหยุด

ครูเฒ่าชื่นชมลูกศิษย์ทั้งสอง ส่วนอสุนีลุกขึ้นอย่างทนไม่ได้ ขอประลองดูสักครั้ง เสนอว่า

“หากองค์ชายรัชทายาทกับหม่อมฉัน ร่วมมือสองแรงพร้อมกัน จะเอาชนะองค์ชายน่านปิงนรเทพหรือไม่ มิใช่อะไรพะย่ะค่ะ หม่อมฉันอยากจะเทียบเคียงเท่านั้นว่า หากเราสองแรงจะสามารถปราบนายพลจัตุรัสได้หรือไม่แค่นั้นเอง”

ศิขรนโรดมเรียกปรามอสุนี แต่จ้าวซันสนใจมากอยากรู้ว่าอสุนีกับศิขรนโรดมร่วมกันเช่นนี้จะน่ากลัวสักแค่ไหน ร้องท้า “เข้ามา! อย่าช้า หากช้าก็รับมือเรา!!”

ระหว่างจ้าวซันต่อสู้กับอสุนีและศิขรนโรดมนั้น ครูเฒ่าจับตาดูรู้สึกถึงความรุนแรงที่อสุนีฟาดฟันเหมือนจะฆ่าให้จ้าวซันตายจริงๆ แต่ด้วยฝีมือที่เหนือชั้นกว่า จ้าวซันสามารถทำให้ดาบอสุนีหลุดมือแล้วกระโดดคว้าไว้กลางอากาศ จากนั้นดาบหนึ่งจี้คออสุนีอีกดาบจี้กลางอกศิขรนโรดม การประลองยุทธจบในท่าสวยงามมาก

“เจ้าพี่...ทรงมีฝีมือรุดหน้าไปยิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดิน” ครูเฒ่าชม

“เสียดาย...สมัยนี้ไม่มีใครเอาชนะกันด้วยฝีมือด้วยเพลงยุทธเช่นนี้แล้ว เขาใช้ปืนติดกล้องระยะไกล ระเบิด สารเคมี เพื่อฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวมากมาย ใครฆ่าได้มากกว่า ทำลายได้มากกว่าก็มีอำนาจมากกว่า”

ศิขรนโรดมมองหน้าจ้าวซันอย่างปลื้มสุดๆ อสุนีมองสองพี่น้องด้วยความไม่สบายใจ...

ooooooo

ตกเย็น จ้าวซันพาศิขรนโรดมและอสุนีไปดูคุกที่ผาห่มดอก อันเป็นคุกที่เคยขังภูสินทรและเขาหนีรอดไปได้ จ้าวซันดูสภาพคุกยังแข็งแรง มอบหมายให้ศิขรนโรดมซ่อมแซมทำความสะอาดให้ดี

“เพื่อ...” อสุนีมองหน้าถาม

“เพื่อ...เราจะใช้ที่นี่ให้เป็นที่คุมขังไอ้จัตุรัส ถึงเวลาแล้วที่มันจะต้องเป็นคนที่ถูกจองจำ...ตลอดชีวิต จนตายเป็นผีเฝ้าผาห่มดอกแห่งนี้ตลอดไปอย่างไรเล่า” จ้าวซันมองหน้าศิขรนโรดมและอสุนีอย่างมั่นใจ

ศิขรนโรดมฮึกเหิมมาก แต่...อสุนีนิ่ง...อึ้ง...

จ้าวซันกลับถึงบ้านครูเฒ่า ก็ได้ลิ้มรสซุปมันป่าอาหารพื้นเมืองแบบโบราณของคีรีรัฐ เด็กที่นำมาเสิร์ฟบอกว่าเราได้แม่ครัวคนใหม่มาทำให้ จ้าวซันตักซุปอีกช้อน พลันก็ตะลึงอึ้ง จำได้แม่นว่าเป็นรสมือของคำฝาย ลุกเดินไปที่ห้องครัวทันทีแต่กลับเจอบราลีในชุดทำครัวยืนทำอาหารอยู่

แทนที่จ้าวซันจะดีใจ เขากลับอึ้ง ดุบราลี “พี่สั่งอะไรแล้วไม่เคยทำตามเลยใช่ไหม พี่บอกอะไรม่านฟ้าก็ไม่เคยเชื่อเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ ดื้อ ไม่เคยเคารพไม่เคยเชื่อฟังเลย อยากจะลองดีใช่ไหม”

บราลีที่ดีใจสุดๆ ถูกดุถึงกับซีด ทั้งเสียใจ น้อยใจ ประดังเข้ามาจนน้ำตาคลอ แต่พยายามปกปิดไม่ให้จ้าวซันเห็น จ้าวซันสั่งว่า “พรุ่งนี้ทันทีที่สว่าง ใครที่พาน้องมาต้องพาน้องกลับไป!”

“ไม่มีใครพาหม่อมฉันมาทั้งนั้น หม่อมฉันเดินทางจากฮ่องกง มาถึงคีรีรัฐ ด้วยตัวเอง ระหว่างทาง หม่อมฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง...ต้องลำบากมากแค่ไหน...แต่หม่อมฉันก็มา...และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหอบเอาของพวกนี้มาด้วยทำไม...มาถึงที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจไปเพื่ออะไรเหมือนกัน”

บราลีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ รีบเดินออกจากห้องครัวไป แต่แล้วก็หันกลับมาพูดน้ำตาอาบแก้ม

“หม่อมฉันผิดเองที่ขัดคำสั่ง ไม่ต้องทรงไล่อีกแล้วล่ะค่ะ หม่อมฉันจะไปแล้ว” พูดแล้วเดินเร็วๆ ไป

ooooooo

ความขุ่นเคืองของจ้าวซันและความน้อยใจเสียใจของ บราลี ทำให้ครูเฒ่าต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ บอกจ้าวซันว่า

“เรื่องทุกเรื่อง ฝ่าบาทล้วนจัดการได้หมด เว้นเรื่องนี้ใช่ไหม” จ้าวซันยอมรับว่าหมดปัญญาจริงๆ “เอาล่ะไปเสวยอาหารเย็นก่อนไป...เก่งนักก็ต้องเสวยคนเดียวนะ ช่วยไม่ได้” เมื่อจ้าวซันลังเล ครูเฒ่าสำทับ “ไปสิ...ทางนี้ฉันจะจัดการเอง”

จ้าวซันไปตามคำสั่งของครูเฒ่า แต่ไม่อาจกินอะไรได้ลงคอ เดินไปมองที่ห้องพักของบราลีอย่างรู้สึกผิด

บราลีกลับเข้าห้องเก็บข้าวของเตรียมเดินทาง ครูเฒ่าเข้ามาวางขนมและนมอุ่นๆหนึ่งแก้ว พูดอ่อนโยนอย่างปลอบใจว่า “คืนนี้เธอรับประทานของพวกนี้ไปก่อนก็แล้วกัน แล้วนอนเสีย ตื่นเช้ามาทุกอย่างจะดีขึ้น”

“ท่านครู...” บราลียกมือไหว้ขอบคุณแต่กินไม่ลง ครูเฒ่าบอกว่าให้เวลาองค์ชายหน่อย หากพรุ่งนี้จะทรงให้กลับก็ค่อยกลับ “หนูไม่สนใจหรอกค่ะ ยังไงๆ หนูก็จะกลับทันทีที่สว่างปุ๊บ หนูจะหายตัวไปทันที คอยดูสิแล้วคนบางคนจะรู้สึก”

ครูเฒ่าหัวเราะพูดอย่างเอ็นดูว่า “พอๆกัน เด็กสองคนนี้...แต่ม่านฟ้า เธอสมเป็นผู้หญิงคีรีรัฐจริงๆ ในชีวิตฉันได้พบเจอสตรีคีรีรัฐที่มีจิตใจแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญเช่นเธอมาหลายคน”

“จริงเหรอคะ...แปลว่าที่หนูตัดสินใจมาที่นี่ หนูทำถูกแล้วใช่ไหมคะ” บราลีตื่นเต้นขึ้นมา

“ที่จริง ครูก็ไม่อยากให้หนูมา แต่การที่หนูมาถึงที่นี่ได้ ไม่ยอมแพ้ต่อความลำบากระหว่างเดินทาง แถมยังหอบข้าวของมาฝากพวกเราครบตามความตั้งใจ แม้จะมีภูสินทรเป็นผู้ช่วย ก็ต้องยอมรับในความแน่วแน่ มุ่งมั่น และครูก็ต้องยอมรับว่าหนูมีเลือดของอินปงกับจันทร์แรมเต็มตัวจริงๆ”

บราลีตีบตื้นจนน้ำตาท่วม ลืมเรื่องขุ่นมัวใจไปหมดสิ้น...

คืนนี้ ดวงดาวที่พราวพร่างเต็มท้องฟ้า สวยงามจนบราลีต้องหามือถือมาถ่ายรูป แต่มือถือแบตหมดเลยต้องหาที่ชาร์จใต้เตียง ก้มลากกล่องที่อยู่ใต้เตียงออกมา บังเอิญ กล่องแตกเธอตกใจรีบรวบของที่ทะลักออกมาจะจับเข้าที่พลันก็ชะงักเมื่อเห็นเป็นอัลบั้มรูปและหนังสือเก่าๆ อดไม่ได้ที่จะหยิบมาพลิกดู...

รูปแรกที่เห็น บราลีชะงักคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นมาก่อนถามตัวเองว่า “พระเทวีศุลีมาน...หรือเปล่านะ...” เมื่อเทียบกับไฟล์รูปที่ถ่ายในงานเลี้ยงรับรองแล้วพึมพำ “ใช่จริงๆด้วย” ในรูปนั้นมีหญิงชายคู่หนึ่งนั่งอยู่กับพื้น มีอักษรบรรยายเป็นภาษาคีรีรัฐ เธอค่อยๆสะกดอ่านได้ว่า พระเทวีศุลีมาน-อินปง-จันทร์แรม...

“พ่อ...แม่...” บราลีอุทานนํ้าตาท่วมมือสั่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ตัวเอง...

ooooooo

ที่มุมมืดอุทยานในวัง ศิขรนโรดมเฝ้าพระมารดาอยู่โดยมีแม่นมยืนอยู่ใกล้ๆเหมือนคอยเป็นยาม

พระนางศิริวารตีอยากเข้าเฝ้าน่านปิงนรเทพ ศิขรนโรดมจะหาทางพาเจ้าแม่ออกไปทำบุญข้างนอก เพราะจะให้เจ้าพี่เข้ามาในนี้ก็คงจะเสี่ยงเกินไป

แม่นมไม่อยากให้พระนางออกหน้าเรื่องนี้มากเกินไป บอกว่ามันเป็นเรื่องของพวกผู้ชาย

“เรื่องของผู้ชายหรือนม เพราะเมื่อก่อนฉันปล่อยชีวิต ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในมือผู้ชายไง เขาก็เลยคบคิดกันทำเรื่องเลวร้ายนี้ขึ้น ความรู้สึกผิดบาปถึงหลอกหลอนฉันอยู่ทุกวันทุกคืน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นมก็รู้”

“นมกลัว...” ศิขรนโรดมบอกว่านมไม่ต้องกลัว เจ้าพี่จะไม่ทำร้ายใคร เจ้าพี่ไม่เคยโกหก “หม่อมฉันไม่ได้กลัวเจ้าพี่ของฝ่าบาท หม่อมฉันกลัวคนอื่น...”

ทันใดนั้น มีเสียงเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ใกล้ๆ

ศิขรนโรดมพรวดเข้าไปขู่ให้ออกมา พริบตานั้นมีร่างชุดดำวิ่งออกไปอย่างเร็ว ถูกศิขรนโรดมวิ่งไล่ตามรวบตัวไว้ จึงรู้ว่าคือมิถิลา เธอร้อนใจเป็นห่วงราชิด

“อาการของพ่อเป็นอย่างไร อนาคตของพ่อจะเป็นไปในรูปไหน นอกจากจะปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายฮ่องกงแล้ว ก็น่าจะขึ้นอยู่กับความกรุณาของคุณชายจ้าวซันด้วยไม่ใช่หรือคะ”

ศิขรนโรดมอึ้ง มิถิลามองหน้าอย่างรอคำตอบ...

ooooooo

ที่คุกสเตนลี่ย์ในฮ่องกง ราชิดกับโกศินถูกขังอยู่ที่นั่น แต่อยู่คนละห้อง มองกันไม่เห็น แต่ทั้งสองก็แอบคุยกันผ่านกำแพงกั้น

ทั้งสองแอบคุยกันถึงทางที่จะออกจากคุก โกศินเชื่อว่าอสุนีกับมิถิลาต้องมาช่วยเราได้ ราชิดสั่งให้หุบปากเลย อย่าเอ่ยชื่อสองคนนี้ให้ได้ยินอีก ตนไม่ถือว่าเป็นลูกอีกต่อไป โกศินบอกอีกว่าพันหงปิงก็อยู่ที่นี่เช่นกัน

ตี๋ใหญ่ลูกน้องพันหงปิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยินถามว่า ใครพูดถึงเฮียพันหงปิง แล้วถามทั้งสองว่าอยากออกไปจากที่นี่ไหม โกศินเตือนราชิดว่ามันอาจจะเป็นสายของตำรวจก็ได้

“จะตายอยู่แล้วยังจะมาระแวงนั่นระแวงนี่อีก” ตี๋ใหญ่หัวเราะเยาะ ราชิดถามว่าทำไมถึงรู้ภาษาคีรีรัฐ “เอาเหอะ... นอกจากภาษาของพวกเจ้าแล้ว ข้าก็ยังรู้จักพันหงปิงอย่างดีด้วยนะ ว่าไงข้าถามไปแล้วว่าอยากออกจากที่นี่ไหม”

ราชิดบอกว่าอยาก ไม่มีใครอยากอยู่ในนี้หรอก ตี๋ใหญ่บอกว่าถ้าอยากก็รีบนอนซะ

“โธ่...ไอ้บ้า!” ราชิดฉุนขาด โกศินถามเบาๆว่าเชื่อมันได้หรือ

“อย่าคุยกันเสียงดัง...ข้าจะนอน” ตี๋ใหญ่ตะคอกแล้วคลานกลับไปนอนที่มุม

ราชิดกับโกศินมองไปฝั่งตรงข้ามที่ตี๋ใหญ่อยู่ ต่างงุนงง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับอารมณ์บ้าๆของเขา

ooooooo

มิถิลาไปนั่งกอดเข่าอยู่ริมธารน้ำเล็กๆ เธอคิดถึงพ่อเป็นห่วงพ่อ ศิขรนโรดมมานั่งข้างๆ บอกว่าคิดถึงและเป็นห่วงเธอตลอดเวลาที่ไม่ได้เจอกัน มิถิลาถามว่าจริงหรือ

“ขอให้เชื่อว่า อะไรที่ทำให้เธอกังวล ฉันก็กังวล เหมือนกัน ฉันจะพยายามเต็มที่ที่จะให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงให้เร็วที่สุดและดีที่สุด”

มิถิลาบอกว่าตนเพียงแต่อยากรู้ข่าวพ่อ ไม่ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร ตนเป็นลูกก็ต้องรักพ่อ ศิขรนโรดมยอมรับว่าตนก็อยากรู้ความเป็นไปของราชิดเหมือนกันแม้จะไม่ใช่เพราะความรู้สึกที่รักก็ตาม มิถิลาถามว่าทรงเกลียดพ่อ มากหรือ

“ไม่ถึงอย่างนั้นหรอก ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อเธอ ฉันรักเธอนี่...จะทำไงได้ล่ะ”

มิถิลามองศิขรนโรดมอึ้ง ในขณะที่ศิขรนโรดมมองตอบอย่างจริงจัง จริงใจ

เวลาเดียวกัน ที่คุกสเตนลีย์ ความเคลือบแคลง

สงสัยในตัวตี๋ใหญ่ของราชิดกับโกศินหมดไป เมื่อตี๋ใหญ่พาราชิดกับโกศินถือขันและสบู่ไปอาบน้ำ สวนกับพันหงปิงที่นำนักโทษอีกส่วนมาอาบน้ำ ระหว่างสวนกันตี๋ใหญ่กับพันหงปิงแกล้งชนกันจนขันตกสบู่ร่วง พอผู้คุมมาโวยวาย ต่างก็รีบก้มหยิบสบู่ใส่ขันแต่จงใจสลับก้อนกัน

ระหว่างอาบน้ำ พันหงปิงไม่แตะต้องสบู่ก้อนนั้นเลย จนเมื่อไปถึงห้องขัง พันหงปิงจึงเอาสบู่ถูกับพื้นจนเห็นกระดาษโผล่ออกมา พันหงปิงบิก้อนสบู่ดึงกระดาษออกมาอ่าน มันคือจดหมายติดต่อของพันหงปิงนั่นเอง

ooooooo

วันนี้  เป็นวันที่บราลีจะต้องกลับไปตามคำสั่งของจ้าวซัน เธอกินอาหารเช้าช้าๆ อย่างฝืดคอ ทั้งเพราะกินไม่ลงและจงใจถ่วงเวลาหวังจะได้เจอจ้าวซัน

ระหว่างนั้นเด็กรับใช้มาบอกว่าจะออกไปเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ บราลีอึกอักแต่ในที่สุดก็บอกให้เด็กไปเรียกรถ ครู่หนึ่งครูเฒ่ามาบอกว่าจะเดินทางก็

ต้องรีบไปเพราะสายแล้วแดดจะร้อน

“งั้นหนูไปเลยก็ได้ค่ะ...ให้เด็กไปเรียกรถแล้ว...

แล้ว...องค์ชายยังไม่ลงมาอีกหรือคะ” ครูเฒ่าอึ้งไปนิดนึง บอกว่าตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นเลย “ถ้างั้น...หนูคงไปเลย ดีกว่าที่จะรอให้ตื่นบรรทม แล้วมาไล่หนูอีก” เธอพูดอย่างน้อยใจ

ครูเฒ่าได้แต่มองยิ้มๆ ไม่พูดอะไร

เมื่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างมา บราลีถามว่ารู้จักวัดที่ สร้างเจดีย์อนุสาวรีย์ทหารที่สละชีพเพื่อเจ้าหลวงองค์ก่อนไหม? ไกลจากที่นี่มากไหม? ให้ไปที่วัดนั้นก่อน

เข้าเมืองได้ไหม? คนขี่มอเตอร์ไซค์ที่ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบก็เอาแต่พยักหน้า ส่ายหน้าแล้วก็พยักหน้า แต่ไม่ยอมพูด

บราลีเอากระเป๋ามากั้นระหว่างตนกับคนขี่มอเตอร์ไซค์แล้วขึ้นนั่งคร่อมอย่างคล่องแคล่วมั่นใจ

ที่แท้จ้าวซันปลอมตัวเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ เห็นความคล่องแคล่วมั่นใจของบราลีแล้วก็แอบยิ้มทึ่ง

ส่วนเหม่ยอิง นับวันก็วางอำนาจบาตรใหญ่ปกครองพนักงานอย่างเผด็จการ ไม่พอใจใครก็ไล่ออก หาเรื่องเทเรซ่าว่าทำงานไม่ถูกใจ ไม่มีปัญญาพอ แต่พอเทเรซ่าจะลาออกกลับไม่ให้ลาออกแต่จะไล่ออก เมื่อซ่างกวางซิงติงว่าเทเรซ่าเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ เลยถูกเหม่ยอิงไล่ออกไปอีกคน

เธอประกาศกับพนักงานว่า “ให้ทุกคนรู้ไว้ นับตั้งแต่วินาทีนี้ไปฉันไล่เทเรซ่ากับซ่างกวางซิงออก ถ้าอีกสิบนาทีนี้ยังไม่เก็บของออกไป ฉันจะโทร.ไปแจ้งตำรวจมาจับข้อหาบุกรุก”

เธอร้ายกาจอย่างขาดสติ แม้แต่พนักงานที่เห็นใจเทเรซ่ามาช่วยเก็บของก็ถูกขู่ว่าถ้าใครช่วยจะไล่ออกให้หมด จังหวะนั้นเกาเฟยเข้ามาพอดี เธอสั่งให้เขามาทำงานแทนเทเรซ่าและงานแรกก็คือ...

“ถ้าในอีกห้านาทียังมีพวกแปลกปลอมแฝงตัวอยู่ในบริษัทเราละก็...ให้จัดการโยนพวกมันออกไปที”

เหม่ยอิงเดินเชิดออกไปอย่างสะใจ ซ่างกวางซิงร้อนรนรีบเก็บของสุดชีวิต

ooooooo

ตลอดเวลาที่จ้าวซันขี่มอเตอร์ไซค์พาบราลีเดินทางไป เขาดูแลเธออย่างดี ถึงทิวเขาที่สวยงามก็จอดรถให้ชมวิว เอาน้ำให้ดื่ม จนบราลีชมว่าบริการดีจัง

ไปถึงวัดริมน้ำ บราลีเดินดูไปรอบๆ จนเจอเจดีย์ ขาวที่สลักชื่อ อินปง-จันทร์แรม เป็นภาษาคีรีรัฐ มีกระถางธูปเล็กๆ และแจกันหินซึ่งมีดอกไม้แห้งๆและธูปที่ถูกจุดแล้วอยู่จำนวนหนึ่ง

บราลีมองเจดีย์อย่างตื่นเต้น ตื้นตัน นึกถึงคำพูดของจ้าวไทไท ที่กำชับว่า

“จงไปที่นั่น ที่ที่ท่านถือกำเนิดขึ้นมา ไปกราบบิดามารดาของเจ้าหญิง อัฐิของทั้งสอง ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ ที่วัดตรงแม่น้ำที่เจ้าเดินทางจากมา ไปหาพวกท่านแล้วเจ้าหญิงจะได้รับพลังที่ดีจากท่านทั้งสอง เพื่อไปทำให้เจ้าชายเอาชนะเหล่าศัตรูร้ายทั้งหมดได้”

บราลีอุทานทึ่งว่า “ทำไม...จ้าวไทไทรู้”

“จ้าวไทไทรู้อะไร”

บราลีตกใจหันมอง แล้วก็ยิ่งตกใจเมื่อเห็นจ้าวซันมือถือธูปเทียนและดอกไม้ หนีบหมวกกันน็อกที่ใต้แขน จ้าวซันส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ ถามย้ำว่า “จ้าวไทไทรู้อะไรหรือ” บราลีเริ่มโวยที่เขามาอย่างปิดบังอำพราง

ถูกจ้าวซันบอกให้ไหว้พ่อแม่ก่อน ทำให้บราลีรู้สึกตัว คุกเข่าลงขอประทานอภัยและขอบพระทัยที่เจ้าพี่เมตตาพาตนมาพบพ่อกับแม่

“เวลานี้...เป็นจ้าวซันกับบราลีกันก่อนดีไหม

หาก ใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี” จ้าวซันมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

หลังจากไหว้ อินปงกับจันทร์แรมแล้ว จ้าวซันเล่าว่า

“ที่นี่แหละ ที่พี่ได้เห็นการพลีชีพของพ่อแม่น้อง เป็นครั้งสุดท้าย ที่ได้เห็นคีรีรัฐเมื่อ 20 ปีก่อน...เจ้าป้าได้เป็นองค์ประธานให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อไม่ถึง 10 ปีมานี่เอง พี่ก็ทำได้แค่ช่วยส่งเงินมาทำบุญผ่านทางภูสินทร แต่พี่ก็ตั้งใจมาตลอดว่า สักวันจะพาม่านฟ้ามา”

บราลีตัดสินใจเล่าว่า จ้าวไทไทบอกว่าตนจะช่วยเจ้าพี่ได้หากตนมาที่นี่ จ้าวไทไทมีญาณพิเศษ เพราะฉะนั้นเจ้าพี่ก็ไม่ควรจะไล่ตนกลับ เพราะตนจะช่วยแบ่งเบาภารกิจของเจ้าพี่ได้แน่ๆ จ้าวซันติงว่าเธอไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู อีกทั้งมีอันตรายเต็มไปหมด ทั้งยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ไม่รู้จักใครเลย เป็นคนแปลกหน้าอย่างแท้จริง

“เจ้าพี่ฟังน้องบ้างนะคะ เพราะน้องเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีใครรู้จักนี่แหละค่ะ คือข้อได้เปรียบของน้อง ไม่ใช่ข้อเสียเปรียบ น้องอาจจะทำอะไรได้มากมายที่ตัวเจ้าพี่หรือบรรดาคนของเจ้าพี่ไม่สามารถจะทำได้ จริงไหมคะ”

จ้าวซันอึ้งไปกับเหตุผลของบราลี

ooooooo

เหม่ยอิงนับวันยิ่งบ้าอำนาจเผด็จการ นอกจากยึดฉินเย่ว์กรุ๊ปไล่คนเก่าแก่ออกเอาคนของตัวเองเข้าแทนแล้ว ที่บ้านสี่ฤดู เหม่ยอิงก็มาวางอำนาจบาตรใหญ่

ผิงอันถูกขู่ว่าจะส่งไปเรียนต่างประเทศในช่วงที่จ้าวซันไม่อยู่ แม้แต่อากงคนเก่าแก่ที่ไม่มีที่ไปก็ยังถูกไล่ให้ออกจากบ้านสี่ฤดู มิไยว่าแม่สี่ซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของเธอจะท้วงติงทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง

“เมื่อไม่มีพี่ชายใหญ่หนูก็อยู่ไม่ได้แล้วบ้านนี้ เมื่อไหร่พี่ชายใหญ่จะกลับมา กลับมากะบรี ยัยปีศาจนี่จะได้เป็นฝ่ายไปเสียได้” ผิงอันร้องไห้กับอาม่า

อาม่าเตือนสติว่าสองคนนั้นเป็นคนอื่นแต่เหม่ยอิงเป็นพี่สาวแท้ ผิงอันพูดอย่างปักใจเชื่อแล้วว่า พี่น้องทั้งพ่อเดียวและแม่เดียวกับตน มีใครไหมที่เป็นคนดี มีเมตตากรุณา คนสกุลจ้าวนี่แหละที่ใจร้าย มีแต่คนอื่นที่เป็นคนดี ใจดี และรักเมตตาตนจากใจจริง ไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิดสายเลือดอะไรเลย อาม่าตกใจเตือนว่าอย่าเที่ยวพูดแบบนี้ให้ใครฟังนะ

“เพราะแบบนี้ไง ที่จ้าวไทไทบอกว่าบ้านเราต้องมีอันเป็นไป แบบนี้ไง จ้าวไทไทถึงฝากตระกูลจ้าวไว้กับพี่ชายใหญ่ กะบรี แต่ตอนนี้ สองคนนั้นหายไปไหนหรือเขาจะทอดทิ้งพวกเราแล้ว ม่า...เราจะทำยังไงกันดีฮือๆๆ”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.