กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ณ ราตรีนี้...ภายใต้พระจันทร์สีขาวซีด มีแสง ประทีป โคมไฟวอมแวมจากปราสาทราชวัง และวัดทรงไทยใหญ่พม่า

ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นเศร้านี้...ในห้องบรรทมเจ้าหลวงพีริยเทพ แห่งพระราชวังคีรีรัฐ เสียงแก้วชั้นดีตกกระทบพื้นหินแตกเสียงบาดใจ! ที่พื้นมีน้ำสีแดงใสที่เหลืออยู่กระเซ็นกระจายที่พื้น...

แก้วตกจากมือพระเทวีศุลีมาน...มือที่ถือแก้วตกลงข้างตัว ร่างทรุดลง องค์เจ้าหลวงพีริยเทพรีบประคองรับไว้!

“เจ้าพ่อ...เจ้าแม่เป็นอะไรเจ้าข้า...” น่านปิงใน

วัย 8 ขวบถามอย่างตื่นตะลึง วิ่งเข้าไปเขย่าตัวมารดา อย่างตระหนก

เจ้าหลวงอุ้มพระเทวีนอนลงที่บรรทม หันมองน่านปิงด้วยสายตาที่ปวดร้าว

น่านปิงถามว่าเจ้าพ่อประทานสิ่งใดให้เจ้าแม่ดื่ม... เจ้าหลวงบอกว่าแม่เพียงแค่หลับไปเท่านั้น ไม่นานก็จะฟื้นตื่นขึ้น แล้วดึงน่านปิงออกจากตัว จับบ่าทั้งสองข้าง มองหน้าบอก

“เจ้าต้องเข้มแข็ง...ต่อไปเจ้าจะต้องเป็นคนดูแลแม่ของเจ้าแทนพ่อ...เข้าใจไหม...” น่านปิงพยักหน้าดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา เจ้าหลวงบอกน่านปิงอีกว่า “พาแม่เจ้าตามอินปง ราชองครักษ์ไป...ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออกไปจากคีรีรัฐ!!”

น่านปิงกางมือออกสุดแขนถลาเข้าไปจะกอดบิดา แต่เจ้าหลวงเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง เร่งรัดอย่างร้อนใจ

“อย่ามามัวเสียเวลา...รีบไปเลย...ไม่ต้องห่วงพ่อ”

ขณะนั้นเอง อินปงราชองครักษ์ร่างกำยำแต่งกายด้วยชุดดำมีผ้าคลุมหน้าที่ยังไม่ได้ปิดให้ดี วิ่งเข้ามาก้มกราบแทบเท้าเจ้าหลวง “ต้องรีบเสด็จแล้วพระเจ้าค่ะ พวกมันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว” เจ้าหลวงหันไปที่พระเทวีบนที่บรรทมพยักหน้าให้อินปง อินปงจึงเข้าไปกราบเจ้าหลวงขอพระราชทานอภัยก่อนช้อนร่างพระเทวีที่ไม่ได้สติขึ้น

เจ้าหลวงเดินไปหยิบจอกน้ำจัณฑ์ในถาดทองที่วางอยู่ข้างที่บรรทม ยกจอกขึ้นมือสั่นเล็กน้อยจนน้ำสีดำในจอกกระเพื่อม เจ้าหลวงดื่มน้ำจัณฑ์รวดเดียวหมดด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืนกับรสชาติแล้วทรุดนั่งบนเตียง พลันก็นึกอะไรได้รีบเอื้อมมือไปควานหาถุงไถ้ไหมที่เย็บอย่างแข็งแรงมีกล่องไม้ข้างใน ยื่นให้น่านปิง พูดอย่างลำบาก...

“ตรา...ประจำตัวเจ้าหลวงแห่งคีรีรัฐ...เก็บ...ไว้... ให้ดี...ไปได้...แล้...ว...”

น่านปิงรับไถ้มาคล้องกับตัว อินปงอุ้มร่างพระเทวีน้ำตาปริ่ม จ้องเจ้าหลวงพูดอย่างแน่วแน่

“แล้วกระหม่อมจะตามไปถวายการรับใช้ฝ่าบาทเหมือนดังเช่นในภพนี้”

เจ้าหลวงในสภาพจะสิ้นแรงแล้ว โบกมือให้น่านปิงรีบไป...รีบไป...อินปงจึงอุ้มพระเทวีออกไป น่านปิงวิ่งตามไป แต่ยังไม่ละสายตาจากเสด็จพ่อ...

เจ้าหลวงทุรนทุราย ในขณะที่เสียงฝีเท้าทหารกำลังย่ำมาตามบันไดตึกพระราชวัง!

ooooooo

ที่สวนป่าหลังวังคีรีรัฐ...อินปงอุ้มพระเทวีวิ่งมาที่มีดาบสะพายไขว้อยู่กลางหลัง ร้องบอกน่านปิงที่วิ่งตามมาว่าเราต้องไปให้พ้นชายแดนในคืนนี้ น่านปิงถามว่าทำไมไม่พาเจ้าพ่อไปด้วย อินปงหยุดชี้แจงแก่น่านปิงว่า

“เจ้าหลวงคีรีรัฐ จะต้องประทับใต้เศวตฉัตรของคีรีรัฐ ไม่ว่าจะยังทรงพระชนม์หรือสิ้นพระชนม์...เวลาเหลือน้อยแล้ว หากช้า พระเทวีรู้สึกพระองค์เราจะหมดหนทาง”

เสียงเอะอะดังใกล้เข้ามา อินปงเร่งฝีเท้าวิ่งเร็วขึ้น น่านปิงวิ่งตามไปไม่เหลียวหลังอีกเลย...

พากันวิ่งไปถึงอุทยานหลังวัง น่านปิงสะดุดล้มลงเท้าแพลง น่านปิงพยายามลุกยืนแต่เจ็บจนล้มลงอีก อินปงวางพระเทวีลงกลับมาดูน่านปิง ก็ถูกทหารสี่คนวิ่งตามมาทัน เงื้อดาบหมายฟันอินปง!

น่านปิงร้องบอกอินปงทำให้หลบทัน ทหารนายนั้นตะโกนบอกพรรคพวกว่า “พบแล้ว...ทางนี้...ทางนี้!!”

อินปงชักดาบออกประจันหน้า ฟาดฟันทหารที่วิ่งเข้ามาทีละคนจนตายไป 3 คน คนที่ 4 เงื้อดาบสุดแขนจะฟัน พลันก็มีลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาปักทะลุกลางอกตายคาที่!

ชายชุดดำเดินออกมาสะบัดชายผ้าคลุมหน้าไปข้างหลัง เผยให้เห็นใบหน้าดุดัน ผิวคลํ้าตาลึก อินปงร้องอย่างตกใจ

“ภูสินทร!”

“องครักษ์ตำหนักหน้า คนของเสด็จลุง” น่านปิงจำได้ ภูสินทรก้มหัวทำความเคารพน่านปิงแล้วหันพูดกับอินปง

“ข้าได้รับคำสั่งจากพระเทวีพี่นาง ให้มาคอยติดตามระวังหลังให้ท่าน จงเชื่อใจข้า เร็วเข้าเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ”

“งั้นรีบไปที่ประตูหลังวัง เมียข้ารออยู่ที่นั่น” อินปงบอกแล้วช้อนร่างพระเทวีขึ้นมา ส่วนภูสินทรคุกเข่าช้อนตัวน่านปิงอุ้มวิ่งตามกันไปอย่างรวดเร็ว

แต่วิ่งไปได้ไม่นานก็มีทหารอีกคนโผล่พรวดจากพุ่มไม้เล็งธนูใส่! น่านปิงร้องตะโกนให้ระวัง ภูสินทรก้มตัวลงผลักน่านปิงกลิ้งไปในพงหญ้าใกล้ๆ ชักดาบออกมาพร้อมสู้ ตะโกนบอกอินปงที่หันมองว่ารีบไป ทางนี้ตนจัดการเอง

ภูสินทรเห็นว่าคือราชิดราชองครักษ์ของเจ้าชายมาทยาธรพี่ชายของเจ้าหลวงพีริยเทพกับโกศิณคนสนิท ราชิดสั่งฆ่าทันที แม้ภูสินทรจะเก่งกาจสามารถแต่เพราะฝ่ายนั้นมีคนมากกว่าจึงตะโกนบอกให้อินปงกับน่านปิงรีบหนีไป ส่วนตัวเองต่อสู้ต้านพวกนั้นเต็มกำลัง แม้จะได้รับบาดเจ็บหลายแผลแต่ก็สู้ไม่ถอย!

ooooooo

อินปงพาพระเทวีกับน่านปิงมาลงเรือติดประทุนที่จอดรออยู่ในพงหญ้า พระเทวีกอดน่านปิงร้องไห้เมื่อรู้ว่าเจ้าหลวงจากไปแล้ว ครํ่าครวญน่าเวทนา...

“เจ้าพี่...ทรงพระทัยดำนัก แล้วเราสองคน...จะอยู่ต่อไปอย่างไร...เมื่อไร้พระองค์...”

ที่ข้างเรือ คำฝายหญิงใบ้ที่เป็นคนดูแลราชบุตรและพระเทวีถือไต้คอยผลักเรืออยู่ อินปงถือดาบหันรีหันขวางอยู่บนฝั่งเร่งพระเทวีให้ทำตามพระประสงค์ของเจ้าหลวงเถิด ให้เร่งเสด็จโดยเร็ว ตนขอฝากลูกสาวให้ตามเสด็จไปด้วย พลางจันทร์แรมเมียอินปงส่งทารกหญิงให้พระเทวี

“พระเทวี...จันทร์แรมฝากม่านฟ้าด้วยเพคะ” จันทร์แรมเอ่ยนํ้าตาไหลพราก

พระเทวีตั้งสติ ค่อยๆ เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า “จริงสินะ...หน้าที่ของเราคือปกปักรักษาและทำนุบำรุงน่านปิงนรเทพ จันทร์แรม...อินปง...ข้าให้สัญญาว่าจะดูแลม่านฟ้าของเจ้าให้เหมือนกับเลือดเนื้อของข้า เพื่อตอบแทนความภักดีของเจ้าทั้งสองคน เจ้ามอบชีวิตให้ข้ากับลูกชาย เพราะฉะนั้น ข้าขอสาบาน ชีวิตของข้ากับน่านปิงนรเทพ จะเป็นของม่านฟ้าด้วย”

จันทร์แรมเอื้อมมือจับที่เท้าน่านปิง เอ่ย “เจ้าอ้าย...หม่อมฉันฝากเมยให้เป็นข้ารองพระบาทเพคะ”

น่านปิงถามทั้งสองว่าทำไมไม่ไปด้วยกัน อินปงพูดอย่างระแวดระวังว่า ตนถวายเมยไปแทนแล้ว เร่งน่านปิงให้รีบเสด็จ พลางนั่งลงกราบลากับพื้นดิน จันทร์แรมรีบทำตาม อินปงเร่งให้คนเรือรีบเดินทาง บอกคำฝายให้ส่งไต้ให้ตน

เสียงฝีเท้าม้าเป็นหมู่ห้อตะบึงจนพื้นสะเทือนใกล้เข้ามา อินปงเร่ง “รีบไป!” คำฝายผลักเรือออกแล้วกระโดดขึ้นเรือ คนเรือสองคนรีบแจวออกไป

ooooooo

บนฝั่ง...จันทร์แรมเอาผ้าคลุมหัวย่อตัวลงเปิดสวิตช์ตะเกียงหลอดฟูลโอเรสเซนท์สว่างจ้า ส่วนอินปงกระชับดาบมั่น ทั้งสองพากันวิ่งแยกไปอีกทางเพื่อลวงทิศ

ราชิดและโกศิณถือไต้ควบม้านำทหารอีก 5 นายพร้อมธนูและดาบตรงมาถึงจุดลงเรือของพระเทวี ราชิดกับโกศิณลงมาส่องไต้ดูเห็นรอยหลายคนทั้งชายหญิง ราชิดก้าวไปริมธารมองไปในความมืด ไม่พบสิ่งใดนอกจากกระแสนํ้าที่ไหลแรง...

ทันใดนั้น ทหารที่อยู่บนหลังม้าร้องบอก “นั่น อยู่บนนั้น ท่านราชิด ท่านโกศิณดูครับ”

เมื่อทุกคนมองตามจึงเห็นแสงตะเกียงสว่างจ้าวูบวาบลอดออกมาจากแนวไม้

“ใช้ตะเกียงของในวังแบบนี้ไม่ใช่ชาวบ้าน นายพราน หรือทหารชายแดนแน่ๆ หน็อย! คิดจะหนีไปไหน นึกว่าจะพ้นข้าหรือ...” ราชิดกระโดดขึ้นหลังม้าสั่งเหี้ยม “ตามไป! ฆ่าให้หมด!!!”

ขบวนม้าของราชิดห้อตะบึงตามแสงไฟไป อินปงกับจันทร์แรมเห็นแสงไต้ตามขึ้นมาเป็นสายจึงยิ่งล่อเป้าพากันวิ่งสูงขึ้นไปอีก

น่านปิงนั่งอยู่ที่ประทุนเรือ มองภาพเหตุการณ์จากแสงไฟสองฝ่ายที่เข้าต่อสู้กัน จันทร์แรมถูกธนูล้มลง อินปงสู้ยิบตา ไม่นานแสงตะเกียงก็ดับวูบลง...
น่านปิงนํ้าตาไหลพรู คุกเข่าที่ประทุนเรือ วางมือสองข้างลงบนตักกำแน่นบีบมืออย่างแค้นใจ!

ที่นิ้วชี้น่านปิงมีแหวนทองหัวพลอยสีนํ้าเงินเข้มเม็ดใหญ่รูปไข่ มีวาวแสงเปล่งวาบในความมืด

นั่นคือน่านปิงวัย 8 ขวบ ในคืนที่พลัดพรากจากไปอย่างสูญเสียใหญ่หลวงในชีวิต...

ooooooo

วันนี้...จ้าวซัน หนุ่มวัยฉกรรจ์กำพวงมาลัยเรือเร็วขับไปอย่างเร็ว ที่นิ้วนางขวาของจ้าวซันสวมแหวนเรือนทองขาว หัวแหวนเป็นพลอยสีนํ้าเงินเข้มเม็ดโตรูปไข่ เปล่งประกายวาบๆในแดดกล้า

เขาคือน่านปิงนั่นเอง!

จ้าวซันได้มาอยู่กับเต้ นักธุรกิจใหญ่ในฮ่องกง วันนี้เขาขับเรือเร็วไล่ล่าเพื่อขัดขวางมิให้ฉินเจียงลูกชายของเต้ในวัยอ่อนกว่าเขาค้ายาเสพติดทำผิดกฎหมาย จ้าวซันขับเรือเร็วไล่ไปจนทัน ทำให้พวกนักค้ายาที่นัดพบกันกลางทะเลพากันขับเรือหนี ส่วนฉินเจียงรีบเอายาเสพติดหย่อนลงทะเลทำลายหลักฐาน ซํ้าเรือของฉินเจียงยังน็อก สำลักแล้วดับไป...

จ้าวซันขับเรือวนดูรอบๆ เรือของฉินเจียง ฉินเจียงได้แต่มองพี่ชายบุญธรรมอย่างแค้นจัด!

เมื่อพากันกลับมาถึงท่าเรือใหญ่ ฉินเจียงอ้างว่าตนพาแฟนไปนั่งเรือเล่นเท่านั้น จ้าวซันดักคออย่างรู้ทันว่าถ้าคิดจะโกหกก็หัดสร้างเรื่องให้ฉลาดกว่านี้หน่อย เตือนสติว่า

“ฉินเจียง...ถ้าเต้ยังมีชีวิตอยู่...”

“เต้ตายไปนานแล้ว!” ฉินเจียงสวนขวับ “แล้ว หลังจากที่เต้ตาย คนที่เต้เก็บมาจากถังขยะหน้าโบสถ์ก็ทำทุกอย่างเพื่อทำลายลูกชายคนเดียว ลูกชายที่แท้จริงของเต้!”

“จ้าวฉินเจียง” จ้าวซันเรียกเต็มยศ ถอดแว่นดำออก “ไม่มีใครทำลายแก มีแต่ตัวแกที่จะทำลายตัวเอง แกคบคนชั่ว ที่ชักพาแกไปในทางหายนะ”

จ้าวซันเตือนฉินเจียงว่า “ให้เข้าประชุมที่ฉินเยว่กรุ๊ปบ้าง ฉันมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา แกควรจะสนใจธุรกิจของครอบครัวมากกว่าธุรกิจต้องห้ามพวกนี้”

“อะไรคือธุรกิจต้องห้าม!” ฉินเจียงถามอย่างท้าทาย

“ค้ายา ค้าคน ค้าอาวุธ 3 ธุรกิจต้องห้ามที่เต้สั่งไว้เด็ดขาดว่า ไม่ให้คนตระกูลจ้าวไปข้องเกี่ยว แกจำไม่ได้หรือ”

ฉินเจียงถามจ้าวซันว่าเป็นใครถึงมาตามจิกตนนัก นึกว่าตัวเองเป็นตำรวจรึไง จ้าวซันเตือนสติว่าถ้าเมื่อกี้ตนมาช้ากว่านี้...ดีแค่ไหนที่ตนมาเจอก่อน แทนที่จะเป็นตำรวจ ฉินเจียงถามว่าแล้วใครเป็นคนไปบอกตำรวจ?

จ้าวซันบอกไม่รู้ อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ส่งข่าวให้ตนก็ได้ ขณะนั้นเอง เต๋อเป่ามือขวาของจ้าวซันเข้ามาบอกว่า อาฉีขอเวลาซ่อมเรือ 2 วัน แล้วหันบอกจ้าวซัน “คุณชายใหญ่ครับ ใกล้ถึงเวลานัดแล้วนะครับ”

“ยังทัน” จ้าวซันบอกหลังจากดูนาฬิกา แล้วหันไปทางฉินเจียงพูดสำทับ “หวังว่าประชุมบริษัทฉินเยว่ กรุ๊ปคราวหน้า ไท้เผ่งคงเข้ามาเป็นประธานในที่ประชุมนะครับ เทเรซ่าบอกว่า แจ้งไปแล้ว คอนเฟิร์มแล้วด้วย อย่าอ้างว่า ไม่มีใครเชิญ” พูดแล้วจ้าวซันเดินออกไปเท่ๆ เต๋อเป่ากวาดตามองรอบๆ อีกทีก่อนเดินตามจ้าวซันไป

ฉินเจียงมองตามไปทั้งแค้นทั้งเสียหน้า

ระหว่างนั่งรถกลับโดยมีเต๋อเป่าเป็นคนขับ จ้าวซันโทรศัพท์คุยกับอาหลี่คนขับรถประจำตัว ถามเรื่องเครื่องบินลงตามกำหนดหรือเปล่า สั่งอาหลี่ให้จัดการดูแลให้เรียบร้อยตามที่สั่งด้วย อย่าให้ผิดพลาดเด็ดขาด

พอวางสายจากอาหลี่ เต๋อเป่าถามว่า “ที่จริง...คุณชาย ตั้งใจจะไปรับเองนี่ครับ”

“ใช่...แต่บังเอิญ...มันมีอะไรเข้ามาแทรกหลายอย่าง ไม่งั้นฉันควรจะได้ดูแลเขาด้วยตัวเอง” จ้าวซันนิ่งไป แววตาอ่อนโยน...

ooooooo

10 กว่าปีก่อน...เวลานั้น น่านปิงอายุ 12 ปี และม่านฟ้าหรือเมย อายุ 6 ขวบ ทั้งสองเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กเล็กพื้นเมืองในโบสถ์คริสต์ทางเหนือ

ด้วยความเป็นห่วงเมย เจ้าแม่ปรารถกับหลวงพ่อว่า เลี้ยงดูเมยมาแต่แบเบาะ รักเหมือนลูกในไส้ แต่ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร ตนไม่ต้องการให้ม่านฟ้าหมกตัวอยู่ในป่าดอย น่านปิงเดินอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นว่า ตนดูแลเมยได้ และที่นี่ก็สงบสุขดี

“สงบสุขก็จริง แต่วันหนึ่ง น่านปิงก็ต้องไปเรียนต่อ แม่ต้องการให้ลูกมีความรู้ ความสามารถ แล้ววันนึง... หากแม่เป็นอะไรไป ตอนที่น่านปิงก็ไม่อยู่แล้ว จะให้เมยเป็นเด็กผู้หญิงโง่เง่าเยี่ยงข้าทาสที่คอยเจ้านายอยู่กับบ้านอย่างนั้นหรือ ให้เขาไปเสียตอนนี้ก่อนจะจดจำอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่านี้”

“ทำไมครับ ทำไมเจ้าแม่ไม่อยากให้เมยจดจำอะไรๆ”

“ชีวิตของเมย ควรจะมีความสุขมากกว่าชีวิตของลูกไงล่ะน่านปิง แม่เพิ่งไปอธิษฐานกับพระเจ้า บอกกล่าวให้อินปงกับจันทร์แรม พ่อแม่ของเมยให้รับรู้ว่า เราจะทำให้เมยได้มีชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์แบบที่สุดและมั่นคงยั่งยืน ไม่โลดโผนหรือต้องเสี่ยงอะไรอีก”

“ไม่ต้องห่วง คนที่จะเลี้ยงดูเมยเป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์ ไว้ใจได้ สามีเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ภรรยาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และเป็นทายาทตระกูลเจ้าทางเหนือของไทย ที่เป็นเจ้าของกิจการโรงงานอุตสา– หกรรมทอผ้าไหมที่ลำพูนด้วย” หลวงพ่อให้ความมั่นใจ

“แล้วลูกจะได้เจอกับเมยอีกไหม” น่านปิงถามสีหน้าเศร้า

ooooooo

แล้ววันรุ่งขึ้น เมยแต่งตัวสวยจะไปเที่ยวตามที่เจ้าแม่บอก น่านปิงรู้ว่าน้องจะจากไปแล้ว มองน้องลงเรือนไปอย่างใจหาย จนเจ้าแม่ต้องจับมือไว้เตือนสติว่า

“เราพูดกันแล้วนะลูก เพื่ออนาคตของน้อง เราต้องให้เขาไป อีกอย่าง ลูกก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องอนาคตอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย แม่ยอมรับ ว่าแม่มีความ สามารถพอที่จะปกป้องเมยได้ ถ้าหากว่าพวกมัน...สำหรับลูก แม่ไม่ห่วง แต่ชีวิตม่านฟ้า...แม่ต้องตอบแทนความดีของพ่อแม่เขาด้วยการทำให้ชีวิตม่านฟ้ามีแต่ความสุข...”

แม้ว่าน่านปิงจะเข้าใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งลงบันไดเรือนตามไปดูที่ท่าน้ำริมแม่น้ำ เห็นเมยที่เริงร่าให้หลวงพ่อจูงเรือไปคิดว่าจะได้ไปเที่ยว น่านปิงมองตามน้องไปอย่างอดใจหายไม่ได้

ขณะน่านปิงยืนน้ำตาคลออยู่นั้น คำฝายมาคุกเข่าจับมือน่านปิงไปกุม เงยหน้าพยายามพูดประสาคนใบ้ น่านปิงอ่านปากและท่าทางแล้ว พูดให้คำฝายฟังอีกทีว่า ตนแปลถูกหรือไม่

“ถ้าเจ้ากับเมยมีวาสนาต่อกัน จะต้องได้พบกันอีก”

“จะไม่มีสิ่งใดในโลก ที่จะมาขวางกั้นเราได้” และ...“เราจะต้องรอ รอจนกว่าจะถึงวันนั้น”

คำฝายพยักหน้าดีใจที่น่านปิงเข้าใจภาษาใบ้ของตน

ooooooo

จ้าวซันยังนั่งอยู่ในรถ...เขาดูนาฬิกาแล้ว ตื่นเต้นเมื่อนึกถึงว่าเครื่องบินกำลังแลนดิ้งแล้ว

ที่สนามบินฮ่องกง เครื่องบินแลนดิ้งพอดี...

บราลี...สาวสวย เอวบางร่างน้อยสูงเพรียว นุ่งกางเกงขาสั้นเสื้อเชิ้ตเข้ารูปกับแจ็กเกตหนังชนิดบางเข้ารูปเอวสั้นผมหยักศกถูกรวบไว้หลวมๆ ลากกระเป๋าใบขนาดกลางพลางพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่นุ่มนวล

เธอกำลังต่อว่าหลินจื้อเหม่ยที่นัดกันไว้ แต่ว้อทแอพมาบอกตอนตนอยู่บนเครื่อง มาเปิดเจอตอนตนอยู่ฮ่องกงแล้วว่า มารับไม่ได้ เพราะต้องไปเยี่ยมคุณย่าที่ป่วยหนักอยู่ที่เฉิงตู ให้เธอเที่ยวรอสัก 2-3 วันค่อยเจอกัน บราลีบ่นเพื่อนอย่างหงุดหงิดว่า

“ยัยบ๊องเอ๊ย...เออๆๆ โอเคๆๆแค่นี้นะ” พอกดวางก็ปลอบใจตัวเองให้ฮึดสู้ แต่ก็โทร.อีกเบอร์ที่เมมไว้

เป็นเบอร์ของสุริยะ ทันทีที่มีเสียงโทร.เข้า สุริยะรับสายทักทันทีเหมือนรออยู่ว่า

“บรีหรือลูก...พ่อรู้เรื่องหมดแล้วนะ...ก็เรื่องหลิน–

จื้อเหม่ยไปรับลูกที่แอร์พอร์ตไม่ได้น่ะสิ”

บราลีถามว่าหลินจื้อเหม่ยโทร.มาบอกหรือ สุริยะบอกว่าตนโทร.ไปหาก่อนหน้านี้สัก 2 ชั่วโมง เล่าว่า

“พ่อโทร.ถามเขาเรื่องลูกว่า จะอยู่เที่ยวกี่วัน จะไปไหนอะไรยังไงบ้าง...ก็พ่อห่วงลูกนี่นา หลินจื้อเหม่ย ก็เลยบอกพ่อแล้วทั้งหมด”

บราลีพูดงอนๆว่า แบบนี้ตนกลับไปหาพ่อที่กรุงเทพฯดีกว่า สุริยะบอกให้ใจเย็นๆ พ่อจัดการแก้ปัญหาให้แล้ว บอกรายละเอียดว่า “ลูกออกมาข้างหน้าสนามบินเลยนะ จะมีรถมารอรับลูกอยู่แล้ว”

บราลีถามงงๆว่า รถใคร รับไปไหน สุริยะบอกว่าเพื่อนพ่อเอง เขาอาสาจะดูแลลูกอย่างดีตลอดเวลาที่ลูกรอหลินจื้อเหม่ยบอกให้สบายใจว่า

“ทั้งที่พัก แล้วก็ทุกอย่าง เขาจะเป็นคนพาลูกไปเที่ยวที่ที่สนุก พาไปกินอะไรอร่อยๆ ลูกไม่ต้องเกรงใจเลย เพื่อนพ่อคนนี้เขาเป็นคนดีมาก” สุริยะพูดเสียงแจ่มใสเหมือนอำๆ อะไรอยู่

บราลีทวนเสียงชืดๆว่า เพื่อนพ่อ...ตนต้องไปเที่ยวกับอาแปะอาเจ็ก แล้วจะสนุกหรือ

“สนุกสิบลี เพื่อนพ่อคนนี้เขาไม่ใช่คนธรรมดา พ่อรับประกันว่า ลูกจะชอบฮ่องกงมากๆเลย เออ...คนรถที่จะมารับลูกชื่ออาหลี่นะ พูดภาษาอังกฤษได้ หน้าตาเหมือนคนรถไทยๆบ้านเรานี่แหละ กิริยามารยาทดี สุภาพเรียบร้อย have a good time in hongkong นะลูก” พูดเสร็จกดวางแล้วยืนอึ้งๆอย่างรู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน แต่ก็ตัดใจ

บราลีเดินออกมาเห็นหลี่ยืนชูป้าย WELCOME MISS BARALI BHIMAMONTRI ยืนยิ้มเต็มหน้ามองมาทางบราลีราวกับรู้จักกันดี เธอเดินเข้าไปหายิ้มงงๆ

“สวัสดีครับ มายเนมอิสอาหลี่ มาสเตอร์จ้าวซันให้ผมมารับคุณไปโฮเต็ลครับ มิสบาราลี ภีมามนตรี”

“บราลี ภีมะมนตรี ค่ะ” บราลีแก้ให้ยิ้มๆ ไม่ทันตั้งตัวหลี่ก็มารับกระเป๋าลากไปพลางผายมือเชิญไปที่รถ บราลีตามไปเห็นรถหรูก็ตาโต อึ้ง ทึ่งกับการต้อนรับที่คาดไม่ถึง

เมื่อไปถึงโรงแรมเธอยิ่งอึ้งกับการต้อนรับที่เป็นทางการและห้องพักที่หรูหรา หลี่บอกว่า มาสเตอร์จ้าวซันเลือกโรงแรมนี้ เพราะเห็นทิวทัศน์ของฮ่องกงที่สวยมาก

บราลีเริ่มสนใจมาสเตอร์จ้าวซันขึ้นมา ถามว่ามาสเตอร์จ้าวซันรออยู่ที่โรงแรมหรือ

“มิได้ขอรับ มาสเตอร์จ้าวซันทำงานอยู่ ท่านขอให้คุณพักผ่อนตามสบาย แล้วเลิกงานท่านจะมารับออกไปข้างนอกขอรับ”

บราลีถามว่ามาสเตอร์จ้าวซันทำงานอะไรหรือ หลี่บอกว่าหลายอย่าง ครั้นถามว่าหลายอย่างมีอะไรบ้าง หลี่ตอบกว้างๆตามเคยว่า ก็ค้าขายบ้าง อะไรบ้าง บราลียิ่งอยากรู้ถามว่าค้าขายสินค้าอะไร

“ก็สินค้านั่นบ้าง นี่บ้างครับ”

บราลีเริ่มหงุดหงิดกับคำตอบที่จับต้องไม่ได้มองไม่เห็นตัวตนของหลี่ แต่พยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัวไว้ ส่วนหลี่ก็เหล่มองบราลีรู้สึกว่าคนนี้ไม่ธรรมดา แล้วเอามือถือขึ้นมากดจึ๊กหนึ่ง

หลี่ส่งสติกเกอร์การ์ตูนโอเคให้จ้าวซันนั่นเอง เขากดดูแล้วถอนใจโล่งอกบอกเต๋อเป่าว่า

“หลี่รับแขกของฉันออกมาเรียบร้อยแล้ว”

ooooooo

ขณะจ้าวซันบ่ายหน้าไปโบสถ์นั่นเอง ถูกเหม่ยอิงลูกสาวของเต้กับภรรยาคนที่ 3 ที่แอบพอใจจ้าวซันขับรถสปอร์ตสีแดงไล่บี้อย่างน่าหวาดเสียว

“เต๋อเป่า พอเถอะ ฉันไม่อยากมีปัญหา จอดคุยกะเขาหน่อย” จ้าวซันบอก พอจอดรถ เหม่ยอิงก็จอดเทียบลงไปคุยกัน เหม่ยอิงตัดพ้อต่อว่าจ้าวซันว่าขับรถหนีตนทำไม จ้าวซันบอกว่าตนจะรีบไปโบสถ์ เพราะมีธุระกับหลวงพ่อ จะมาประชุมกิจกรรมของโรงเรียนเด็กกำพร้าที่เต้ของเราอุปถัมภ์มาตั้งแต่ต้น ถามว่าขับรถไล่ตามมาขนาดนี้จะไปร่วมประชุมด้วยไหม

เหม่ยอิงปฏิเสธทันที บอกว่าที่พยายามตามเขาก็เพราะโทร.ก็ไม่รับ แต่จู่ๆก็มาเจอเลยไล่ตาม พลางหยิบตั๋วรอยัลบาลเลท์ที่ได้มาสองใบชวนไปดูด้วยกันคืนนี้หนึ่งทุ่ม

จ้าวซันขอบใจที่นึกถึง แนะว่าให้ชวนผิงอันลูกสาวเต้กับคุณนายสี่ในวัยทีนเอจไปดีกว่า ตนไม่ว่างเพราะมีนัดแล้วขอตัวไปประชุม เหม่ยอิงกระฟัดกระเฟียดไปขึ้นรถขับปี๊ดปร๊าดจี๊ดจ๊าดไปตลอดทางอย่างระบายอารมณ์

จ้าวซันกับเต๋อเป่ามองหน้ากันเพลียๆ

ooooooo

เมื่อจ้าวซันไปถึงโบสถ์ พอหลวงพ่อรู้ว่าเขายังไม่ได้เจอม่านฟ้า ก็รำพึงว่า

“หลายปีแล้วสินะ เห็นแต่ในรูปที่เธอส่งมาให้ดูอยู่บ่อยๆ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ พ่อยังจำภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ เต้นเร่าๆร้องไห้จะกลับบ้านจะหาแม่หาพี่เจ้าได้อยู่เลย”

“ผมก็ยังจำได้ไม่ลืม” จ้าวซันยิ้มอ่อนโยน

จ้าวซันมาที่โบสถ์ครั้งนี้ก็เพื่อพบกับแขกพิเศษ แม้หลวงพ่อจะไม่รู้ว่าแขกพิเศษของเขาคือใคร แต่ก็มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรที่ขัดกับแนวทางของพระเจ้าและสันติภาพ

เมื่อได้เวลา หลวงพ่อพาจ้าวซันไปที่หลังโบสถ์ซึ่งเป็นพื้นสีเขียวมีป่าสนแวดล้อม ไม่นานก็มีเฮลิคอปเตอร์มาบินวนแล้วลงจอด

ผู้ที่ก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์คือภูสินทรนั่นเอง! พอเดินมาถึงที่จ้าวซันรออยู่ ภูสินทรทรุดลงกราบแทบเท้า แล้วเงยหน้ามองจ้าวซันเอ่ยด้วยความปลื้มปีติน้ำตาปริ่ม “ฝ่าบาท...”

“มีเพียงดวงตาของเจ้าเท่านั้น ที่ยังมีประกายที่เราคุ้นเคย” จ้าวซันเอ่ยมองภูสินทรไม่วางตา

“หม่อมฉันจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าเพื่อความสะดวก...หากจะกลับไปที่นั่น” ภูสินทรเอ่ย จ้าวซันพูดอย่างไม่หายทึ่งว่าเราเกือบจำเจ้าไม่ได้ ภูสินทรยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า “แม้ใบหน้าจะเปลี่ยนไป แต่จิตใจของกระหม่อมยังจงรักภักดีต่อเจ้าหลวงและองค์รัชทายาทไม่เสื่อมคลาย”

“ลุกขึ้น...” จ้าวซันส่งมือให้ภูสินทรประคองให้ยืนขึ้นแล้วโอบกอดกันอึดใจ ภูสินทรจึงเอ่ยว่าตนคิดว่าไม่สมควรกราบทูลทางโทรศัพท์จึงตัดสินใจมาเฝ้าเอง แล้วเล่าว่า

“สายของเรารายงานมาว่า องค์รัชทายาทสิขรนโรดมกำลังจะเสด็จเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและทรงทอดพระเนตรตลาดงานหัตถกรรมซึ่งเวลานี้กำลังเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของคีรีรัฐ”

“ศิขรนโรดม...น้องชายของข้า...ราชบุตรแห่งเจ้าลุง และเจ้าป้าของข้า”

“หลังจากองค์รัชทายาทเสด็จไปประเทศไทยแล้ว จะเสด็จมาที่ฮ่องกงเป็นการส่วนพระองค์”

“ตามคำเชิญของสภาหอการค้าฮ่องกง...ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลัง...ก็คือ...”

“เป็นฝ่าบาทเอง” ภูสินทรมองทึ่ง เห็นจ้าวซัน

ยิ้มเยือกเย็นก็ยิ่งตื่นเต้น “กระหม่อมก็แอบคิดว่าอาจจะเป็นฝ่าบาทแต่อีกใจก็ยังหวั่นว่า จะทรงเสี่ยงเกินไป”

ฟังแล้วจ้าวซันนิ่งไป...ภูสินทรย้ำว่า “พระองค์อย่าทรงประมาท ข้าเชื่อว่า พวกมันก็ยังคงตามหาตัว พระองค์อยู่เพราะปราศจากตราประจำพระองค์ เจ้าหลวงก็มิอาจครองราชย์ได้อย่างถูกต้อง”

จ้าวซันเตือนภูสินทรว่าเขาเองก็ต้องระวังแม้จะแปลงโฉมและเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเทพแล้วก็ตาม เพราะพวกนั้นตาแหลมคมนัก วางใจไม่ได้ ถามว่าแล้วมีใครตามเสด็จมาบ้าง

“พลเอกราชิด” ภูสินทรบอก จ้าวซันถามว่าเป็นพลเอกแล้วหรือ ภูสินทรพยักหน้า “พวกมันทุกคน เวลานี้ใหญ่โตคับประเทศกอบโกยทรัพย์แผ่นดินและมีบัญชีฟอกเงินอยู่ในต่างประเทศทุกคน”

จ้าวซันเอ่ยชื่อ ราชิดกับจัตุรัส ภูสินทรพูดหน้าเหี้ยม เกรียมว่าตนรอวันที่จะได้เผชิญหน้ากับพวกมันอีกครั้ง!

ภูสินทรเล่าถึงเหตุการณ์ขณะถูกราชิดกับจัตุรัสจับไปขังทรมานที่ผาห่มดอกว่า พวกนั้นทรมานตนอย่างทารุณเพื่อให้บอกว่าพระเทวีกับองค์รัชทายาทน่านปิงนรเทพหนีไปไหน แต่ตนก็ไม่ยอมก้มหัวให้ ไม่ยอมปริปากจนมันพูดกันว่าจะไปจับนางบายศรีเมียตนมาทรมานให้ดู ก็ไม่ทำให้ตนยอมจำนนได้

แล้วจู่ๆภูสินทรก็ทำตาเหลือกเหมือนคนไร้สติ หมอเดินมาจากด้านหน้าบอกว่าสมองถูกกระทบกระเทือนจนเลอะเลือนแล้วเดินเข้ามาขอตรวจอาการ จัตุรัสถามว่าจะเตรียมทำไม หมอถามว่าหรือท่านอยากให้มันตายแล้วความลับเรื่องพระเทวีก็จะตายไปกับมัน ราชิดพยักหน้ากับจัตุรัสบอกหมอว่า “ให้ดูหน่อยก็ดีช่วยให้มีสติสัมปชัญญะเร็วๆด้วย”

หมอจึงเอายาให้กิน บอกภูสินทรว่า “กินยาซะ ทุกคนอยากให้เจ้าหายป่วย”

หลังจากจับกรอกยาเข้าปากภูสินทรแล้ว หมอยังเอาซองยาวางไว้ บอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องกินอีกหน แล้วหมอก็ออกไปกับราชิดและจัตุรัส

ตกดึก ภูสินทรกระหายน้ำจึงควานหยิบคนโทน้ำมารินใส่แก้ว มือปัดถูกซองยาหล่น ภูสินทรฉุกคิดถึงตอนที่หมอให้ยา หมอบีบข้อมือเขาอย่างผิดปกติ ทั้งย้ำว่า “กินยาซะ ‘ทุกคน’ อยากให้เจ้าหายป่วย” พอฉุกคิดได้ก็เปิดซองหยิบยาออกมา มีเศษกระดาษพับเล็กๆร่วงลงมา ภูสินทรเหลือบมองยามสองคนเห็นหลับอยู่ก็โล่งใจรีบคลี่กระดาษอ่าน

“วันเพ็ญลอยพระประทีปเตรียมตัวให้พร้อม ทหารยามจะถูกวางยา จงตามคนที่เปิดประตูให้ ทำตามที่สั่งโดยไม่ต้องถาม ขอให้โชคดี”

ภูสินทรเอากระดาษแผ่นนั้นใส่ปากเคี้ยวและกลืนลงไป ตาเป็นประกายอย่างมีความหวังขึ้นอีกครั้ง!

ooooooo

ภูสินทรรายงานว่า ราชิดจะตามเสด็จครั้งนี้ และเป็นเครื่องมือบังหน้าลักลอบซื้ออาวุธ คาดว่าเพื่อก่อกบฏยึดอำนาจ

“สิขรนโรดม จะเป็นเพียงตุ๊กตาเสียกบาลของ พวกมันเท่านั้น” จ้าวซันอ่านเกมออก ภูสินทรบอกว่าผู้ที่ค้าอาวุธให้มันเป็นคนมีอิทธิพลในฮ่องกง ทำให้ จ้าวซันสงสัยว่าเป็นใคร! ภูสินทรบอกว่าตนยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด เมื่อกลับเมืองไทยแล้วได้ข่าวอะไรจะรีบแจ้งทันที ส่วนจ้าวซันก็บอกว่าทางนี้ก็จะช่วยสืบหาคนมีอิทธิพลในฮ่องกงที่ว่านั้นอีกแรงหนึ่ง

ก่อนที่ภูสินทรจะกลับไป ้จาวซันถามถึงคำฝายว่าสบายดีหรือ ถามถึงพระเจดีย์ของเจ้าแม่ บอกว่าอีกไม่นานเราคงได้กลับไปถวายบังคม ฝากบอกคำฝายว่า ม่านฟ้าของเรากลับมาแล้ว ตอนนี้อยู่ที่นี่เป็นแขกของตนเอง

“พระองค์ทรงหมายถึง...”

“ใช่...ม่านฟ้า...บราลี ลูกสาวคนเดียวของอินปงและจันทร์แรม องครักษ์ที่ยอมสละชีวิตเพื่อเราและเสด็จแม่ บอกคำฝายว่า ม่านฟ้าสบายดี คำฝายคงดีใจ”
จ้าวซันยืนส่งภูสินทรขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ในภารกิจ

ooooooo

บราลีอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาดูโทรศัพท์ปรากฏว่าแบตหมดจึงเสียบชาร์จไว้ แล้วออกไปที่ระเบียงวัดอากาศ ปรากฏว่าเย็นนิดๆ กำลังสบาย
กลับมานั่งกัดกินแอปเปิ้ลดูทีวีรายการสารคดีท่องเที่ยวในฮ่องกง เห็นแนะนำตลาดสแตนลีย์นึกอยากไป ดูนาฬิกาคว้ากระเป๋าออกจากห้องไป ลืมโทรศัพท์ที่ชาร์จแบตอยู่ พอออกพ้นห้องเท่านั้น เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น ดังจนดับแล้วดังอีกจนดับ ก็ไม่มีคนรับสาย

เต๋อเป่าเป็นคนโทร.เข้ามา เมื่อโทร.เข้ามือถือไม่มีคนรับสาย จึงโทร.ไปที่โอปอเรเตอร์ จึงรู้ว่าในห้องไม่มีคนรับสาย จ้าวซันไม่สบายใจ เพราะเป็นคนบอกให้บราลีรอรับโทรศัพท์แล้วไม่ได้โทร.มา คิดว่าบราลีคงโกรธ หรืองอน หรือไม่พอใจ แต่เต๋อเป่าคิดว่าไม่น่าจะใช่

“ไม่แน่หรอก ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนคนนึงเลยล่ะ แกขับรถให้เร็วกว่านี้ได้ไหม” จ้าวซันเริ่มหงุดหงิด

บราลีออกจากโรงแรมไปโดยไม่มีใครเห็น แต่ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ เธอสวนกับรถจ้าวซันที่ขับเข้าโรงแรมพอดี!

บราลีออกไปขึ้นแท็กซี่แล้วจึงรู้ว่าลืมเอาโทรศัพท์มา แต่ก็ปล่อยเลยตามเลย

ส่วนจ้าวซันรีบขึ้นไปดูที่ห้อง แม่บ้านบอกว่าห้องน้ำยังเปียกแสดงว่าเพิ่งออกไป โทมัสบอกว่าตนจะคอยดูให้ถ้าเธอกลับมาจะให้โทร.บอกที่เบอร์ส่วนตัวไหม?

“ไม่ต้องครับ ผมจะรออยู่แถวนี้”

ทุกคนมองหน้ากันทึ่ง ที่จ้าวซันเครซี่ผู้หญิงคนนี้มาก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.