ตอนที่ 4
หาญวิ่งไปทางที่พวกนักเรียนตีกัน แล้วว่าคาถานะจังงังจนพวกนั้นหยุดกึกกับที่กันหมด หาญวิ่งตามไป เจอเบิ้มกำลังจะฟันนุกูลที่มีแต่มือเปล่า ก็เคลื่อนตัวอย่างเร็วเข้าไปขวาง ถามเบิ้มว่าทำไมต้องทำร้ายคนไม่มีทางสู้ด้วย
เบิ้มไม่ฟังเสียงเงื้อมีดสุดแขนฟันหาญ ถูกหาญว่าคาถาตีไม่ถูกแทงไม่เข้า มีดที่เบิ้มฟันลงไปเกิดแสงวาบแล้วลื่นพรืดไป หาญสั่งให้หยุด เบิ้มปรี่เข้าแทงซ้ำก็ลื่นพรืดอีกจนตัวเองถลำไป
“คาถาแคล้วคลาด” จุกพากษ์อย่างผู้รู้ พอเบิ้มตวัดมีด ถูกหาญกำมือขึ้นเป่าคาถาสะบัดมีดร่วงจากมือเบิ้ม จุกพากษ์อย่างเมามัน “ว้าว...คาถาปัดอาวุธ ไอ้จุกได้เห็นเป็นบุญตาเสียที”
หลังจากกำราบเบิ้มแล้ว พวกที่ถูกนะจังงังมนต์เริ่มคลาย แต่ละคนงงตัวเอง เบิ้มวิ่งพรวดออกมา หาญสั่งหยุด
“ตอบข้ามา พวกเอ็งสู้กันทำไม” เบิ้มบอกว่าเพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย สหวิชหยามหน้าไทกนก พวกตนต้องเอาคืน หาญถามว่า “หยามหน้ายังไง มันย่ำยีลูกเมียเอ็ง เหยียดหยามพ่อแม่ ปล้นชิงทำร้ายเอ็งรึ? พวกเอ็งไม่รู้จักหรอกว่า ชายชาตรีที่แท้เป็นยังไง ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย คือปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า และยินยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาความถูกต้อง แบบนี้ซิถึงจะมีทั้งเกียรติทั้งศักดิ์ศรี”
หาญว่าคาถาคงกระพันชาตรีเมื่อถูกเบิ้มขว้างระเบิดใส่จึงยังยืนสง่าอยู่ท่ามกลางควันระเบิด พวกเบิ้มเห็นดังนั้นตกใจกลัวพากันหนีกระเจิง
ooooooo
ขุนโชติเพ่งกสิณหาอาวุธของตน เสือดำกับเสือไทนั่งคอยอยู่เงียบๆ ไม่นานขุนโชติก็ลืมตาบอกว่า
“ข้ารู้แล้วว่าอาวุธคู่กายของพวกเราอยู่ที่ใด”
ทั้งหมดพากันไปที่พิพิธภัณฑ์ทุ่งพระกาฬ กวาดตาหาอาวุธประจำกายของตัวเอง...
ร.ต.อ.ชุมพล ชักดาบประจุพรายออกจากฝัก ดาบมีอักขระสีเลือดเด่นชัด ผู้กองดูดาบแล้วบอกว่าดาบโบราณแบบนี้ในตลาดมืดคงราคาหลายแสน ถามเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สองคนว่า รู้ไหมว่าดาบหายไปตอนไหน
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ บอกว่าเมื่อวาน ยังเห็นอยู่ มารู้ว่าหายก็ตอนที่ ผอ.สั่งให้เช็กวัตถุโบราณทั้งหมดเย็นนี้เอง
“สงสารก็แต่ไอ้โจรที่เอาไป ของเก่าแก่เป็นร้อยปีอย่างนี้ วิญญาณเจ้าของคงหวงน่าดู เอาล่ะ ผมจะไปคุยกับท่าน ผอ.ต่อ ห้องนี้ก็อย่าเพิ่งเปิดให้ใครเข้าชมจนกว่าผมจะอนุญาต” ผู้กองส่งดาบคืนให้เจ้าหน้าที่แล้วออกจากห้องไป
เจ้าหน้าที่ทั้งสองมองหน้ากันหนาวๆร้อนๆ แล้วตัดสินใจโทร.ไปบอกเสี่ยไพบูลย์ขอเลื่อนนัดการส่งของ เพราะตำรวจเพิ่งกลับไปตนไม่อยากเสี่ยง แต่พอหันกลับก็ผงะ เจอขุนโชติ เสือดำ และเสือไทยืนหน้าถมึงทึงอยู่
มันถามหน้าซีดเผือด
“พวกแกเป็นใครวะ เข้ามาได้ยังไง!”
“ข้าคือขุนโชติแห่งทุ่งพระกาฬ ข้ามาเอาดาบประจุพรายของข้าคืน” เจ้าหน้าที่ดึงกระบองออกมา ถูกขุนโชติจับไว้ ถามอีก “ดาบของข้าอยู่ไหน!” เสือไทก็ถาม “ขวานของข้า?” เสือดำทวง “หน้าไม้ของข้าด้วย”
เจ้าหน้าที่ตกใจเชื่อว่าเป็นผี ไม่ทันทำอะไรก็ถูกเสือไทพุ่งเข้าหักคอตายไปคนหนึ่ง ฐานบังอาจทำร้ายขุนโชติ คนที่เหลือตะโกนว่าโจรปล้นแล้วจะหนี ถูกเสือดำคว้าตัวไว้ตวาดใส่
“ข้าไม่ได้มาปล้น ข้ามาเอาของของข้าคืน”
ooooooo
เจ้าหน้าที่คนนั้นพาขุนโชติ เสือดำ และเสือไทเข้าไปในห้องจัดแสดง ขุนโชติเห็นรูปหลวงณรงค์ฤทธิโยธาที่ผนังห้องมีดอกไม้สักการะถามว่าทำไมภาพหลวงณรงค์อยู่ที่นี่
เจ้าหน้าที่บอกว่า ห้องนี้เป็นประวัติของหลวงณรงค์ที่ทำความดีกำจัดชุมโจรทุ่งพระกาฬจนหมดสิ้น พูดไม่ทันขาดคำดี เสียงเสือไทก็ร้องบอกอย่างดีใจว่า “อยู่ที่นี่จริงๆ”
ที่นั่นมีดาบประจุพรายเล่มหนึ่ง ขวานของเสือไทและหน้าไม้ของเสือดำ เสือไทถีบกระจกแตก ขุนโชติคว้าดาบถาม
“ดาบของข้า ใยเหลือเล่มเดียว อีกเล่มหนึ่งอยู่ที่ใด” เจ้าหน้าที่บอกว่าหายไปแล้ว ถูกขุนโชติตวัดดาบจ่อคอหอยถามว่าหายไปได้ยังไง เจ้าหน้าที่คนนั้นยอมรับหูตาเหลือกว่าพวกตนขโมยไปขายขอให้อโหสิให้ด้วย ตนจะทำบุญอุทิศไปให้
ขุนโชติฟันร่างเจ้าหน้าที่คนนั้นขาดสองท่อน เสือดำถามว่าฆ่ามันแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหลวงณรงค์อยู่ไหน
“มันคงอยู่ที่พระนครนั่นแหละวะ เราบุกไปกุดหัวมันคืนนี้กันเลยพี่” เสือไทเสนอ
“ข้าจักเอาเลือดหัวเอ็งมาล้างตีนข้า ไอ้หลวงณรงค์!” สิ้นเสียง ขุนโชติฟันภาพหลวงณรงค์ขาดเป็นเสี่ยง
เวลาเดียวกัน ที่โถงบ้านภูมินทร์ในกรุงเทพฯ เขากำลังโมโหที่คมไปเอาตัวคะนึงนิจกลับมาไม่ได้ เสี่ยไพบูลย์เดินขาเป๋เข้ามาบอกว่า
“น้องของพ่อเลี้ยงไม่ได้กลับไปที่อพาร์ตเมนต์นั่นหลายวันแล้ว แต่คนของผมสืบหาที่อยู่ใหม่ของคุณนิจมาจนได้” เสี่ยเอาแผนที่บ้านเริงให้ดู ภูมินทร์จะจัดการกับคะนึงนิจถามคมว่ารู้ใช่ไหมว่าจะทำยังไง คมรับคำว่าคราวนี้จะไม่ให้พลาด
จากนั้นทั้งสองเจรจาซื้อขายดาบประจุพรายกัน ภูมินทร์ชอบมาก เสี่ยบอกว่าตอนนี้มีแค่เล่มเดียว อีกเล่มยังเอามาไม่ได้ ภูมินทร์พูดอย่างพอใจว่า ถึงมีแค่เล่มเดียวตนก็จะซื้อ รับดาบไปดูอย่างชื่นชม
ooooooo
งามตารับไม่ได้ที่กล้าเขียนจดหมายบอกว่าตนไม่ได้จีบเธอแต่เป็นแค่พ่อสื่อให้นุกูล เธอเสียหน้ามากเพราะประกาศไปทั้งโรงเรียนแล้วว่ากล้าเป็นของตน ตกเย็นก็ลิ่วไปที่บ้านราชาวดีทันที
กดกริ่งเรียกที่หน้าบ้าน พอราชาวดีมาเปิดประตูพวกงามตาก็ดาหน้าเข้าไปทันที ราชาวดีถามว่ามีอะไรหรือ ก็ถูกงามตาตบผัวะ แล้วปรี่เข้าล็อกแขนพูดใส่หน้า
“ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามายุ่งกับคนของฉัน” ราชาวดียังงง เลยถูกงามตาตบอีกผัวะจนล้ม ก้มขู่ “จำไว้ ห้ามยุ่งกับพี่กล้าของฉันอีก!”
งามตาสั่งให้ราชาวดีสาบานว่าจะเลิกยุ่งกับกล้า เธอไม่สาบานเพราะไม่เคยทำอย่างที่ถูกกล่าวหา ไล่ให้ออกจากบ้านตนไปเลย งามตาไม่เพียงไม่ไปหากแต่ยังให้พวกรุมทำร้ายราชาวดีด้วย ถูกคะนึงนิจที่เห็นเหตุการณ์คว้าถังน้ำถูพื้นสาดใส่ เมื่อยังหยุดพวกงามตาไม่ได้ เลยหันไปคว้าจอบที่พิงอยู่เงื้อขู่
“รึว่า...อยากจะโดนของแข็ง อย่าคิดว่าฉันไม่กล้านะ”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” งามตาเห็นท่าไม่ดีพูดอาฆาตแล้วพากันวิ่งหนี ชนเริงที่เดินเข้ามาก็วิ่งผ่านไปไม่ขอโทษ เริงมองงงๆ หันไปเห็นสภาพของราชาวดีถามว่าเกิดอะไรขึ้น คะนึงนิจทนไม่ไหวโบ้ยว่าเรื่องนี้ให้ถามกล้าเอาเองดีกว่า
“นายกล้า? เรื่องนี้เกี่ยวกับนายกล้าด้วยหรือ!” เมื่อกล้าจะมาเรียนวาดรูป เลยถูกเริงไล่ตะเพิดให้กลับไป
เพราะกลัวราชาวดีเข้าใจผิด คืนนี้กล้าแอบไปหาเธอ เจอคมกับพวกมาโปะยาสลบเริงแล้วบุกขึ้นไปโปะยาสลบราชาวดีแล้วอุ้มไป
กล้ากับคะนึงนิจมาเห็นเหตุการณ์จึงพากันขึ้นมอเตอร์ไซค์ไล่ตาม แต่พอคมพาราชาวดีไปให้ภูมินทร์ ปรากฏว่าจับผิดตัว เพราะภูมินทร์สั่งให้ไปจับตัวคะนึงนิจแต่กลับเอาตัวราชาวดีมา คมหูตาเหลือกบอกว่าจะไปจับตัวมาใหม่ แต่ไหนๆ นายก็ต้องตาต้องใจราชาวดีอยู่แล้ว...พูดแล้วทำหน้ากรุ้มกริ่ม ถูกภูมินทร์ตวาด
“หยุดปากพล่อยๆของแกเลยนะ ฉันไม่สิ้นคิดขนาดฉุดผู้หญิงมาทำเมียหรอก ไสหัวไปไหนก็ไป” แล้วหันมองราชาวดีที่ยังสลบอยู่อย่างครุ่นคิด...
ooooooo
คะนึงนิจพากล้ามาหน้าบ้านภูมินทร์บอกว่าราชาวดีต้องถูกพามาที่นี่แน่ กล้าแปลกใจว่าทำไมเธอมั่นใจ เธอบอกว่าไม่ต้องถามรีบหาตัวราชาวดีให้เจอก่อนดีกว่า
กล้ามองเข้าไปในบ้านเห็นภูมินทร์กำลังอุ้มราชาวดีขึ้นข้างบน ทั้งสองช่วยกันจัดการยาม คะนึงนิจหยิบปืนยามแล้วรีบพากันเข้าไปในบ้าน
ภูมินทร์อุ้มราชาวดีไปวางที่เตียงถอดแจ็กเกตของตัวเองห่มให้ เธอรู้สึกตัวพอดีถามอย่างตกใจว่าที่นี่ที่ไหน พอรู้ว่าเป็นบ้านภูมินทร์ เธออ้อนวอนปล่อยตนไปเถิดอย่าทำอะไรตนเลย
“เธอไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด เอาเป็นว่าฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน แล้วจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง ฉันเป็นลูกผู้ชายพอที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันทำ”
แต่ราชาวดีก็ยังหวาดกลัว หนีไปซุกอยู่มุมห้อง ภูมินทร์หยิบเสื้อแจ็กเกตที่หล่นจะไปคลุมให้ ก็ถูกกระชากหน้าหงายชกเปรี้ยงเข้าเต็มหน้า
กล้านั่นเอง! ราชาวดีดีใจมาก กล้าบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้วนะวดี พี่มาช่วยแล้ว”
ภูมินทร์พุ่งไปที่ลิ้นชักจะหยิบปืน คะนึงนิจเอาปืนจ่อสั่งพี่ชายให้เก็บปืนเสีย ด่าพี่ชายว่าเมื่อไหร่จะหยุดทำเรื่องเลวๆเสียที
“ฟังก่อนสิ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด พี่ให้คนไปจับตัวนิจมา แต่มันจับผิดตัว พี่ไม่มีเจตนาร้ายกับเพื่อนของนิจเลย”
จากการโต้เถียงกันทำให้กล้ารู้ว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน คะนึงนิจเอาปืนจ่อภูมินทร์ไว้ กล้ารีบพารา–ชาวดีลงมาที่ห้องโถง คมมาเจอสั่งลูกน้องจับกล้า คะนึง–นิจที่เอาปืนจี้ภูมินทร์เป็นตัวประกันลงมาเจอสั่งให้หยุด ภูมินทร์ส่งสัญญาณให้คมถอยแล้วอาศัยจังหวะที่คะนึง–นิจเผลอ สะบัดปืนหล่นจากมือเธอ กล้ารีบเตะปืนไปไกลๆ
“แกกล้ามาเหยียบจมูกฉันถึงถิ่น ถ้าวันนี้แกรอดออกไปได้อย่าเรียกฉันว่าพ่อเลี้ยงภูมินทร์” แล้วสองหนุ่มก็ถาโถมเข้าชกต่อยกัน จนถอยร่นไปชนแท่นวางดาบประจุพรายล้ม ภูมินทร์คว้าดาบฟัน กล้ายกเก้าอี้รับ เก้าอี้ถูกฟันขาดสองท่อน เมื่อกล้าหลบลงใต้โต๊ะ ภูมินทร์
แทงทะลุโต๊ะลงไปเฉียดหน้ากล้าเส้นยาแดงเดียว!
กล้าฉวยโอกาสที่ภูมินทร์กำลังขาดสติ พาสองสาวหนีออกไป บอกคะนึงนิจให้พาราชาวดีหนีไปก่อนเพราะขืนหนีไปด้วยกันจะไม่รอด ตนจะถ่วงเวลารอให้ราชาวดีรีบไปแจ้งตำรวจ
ภูมินทร์ไล่ตามมาเอาดาบฟันกล้า ตะกรุดสามกษัตริย์เรืองแสงวาบขึ้น เสื้อถูกฟันขาดเผยให้เห็นตะกรุด กล้างงตัวเองที่ไม่เป็นอะไรเลย ส่วนภูมินทร์มองตะกรุดพึมพำอย่างเดาออกว่า
“ตะกรุดนั่นทำให้มันหนังเหนียว มีของดีนักเหรอมึง! ได้!!”
คมหยิบหน้าผากผีตายโหงขึ้นมาบริกรรมคาถาเป่าลง สั่ง “ไอ้โหงพราย จัดการมัน”
กล้าไม่ทันตั้งตัวว่าคาถาไม่ทัน ได้แต่ยกมือขึ้นป้อง แต่ตะกรุดสามกษัตริย์ก็เรืองแสงขึ้นเกิดเป็นครอบแก้วครอบตัวกล้าไว้ พวกโหงพรายฝ่าเข้าไปไม่ได้
ภูมินทร์เห็นอานุภาพของตะกรุดสามกษัตริย์ก็อยากได้มาก แต่พริบตานั้นโหงพรายกลับพุ่งเข้าหาเขาจนดาบประจุพรายหลุดจากมือ ภูมินทร์ตาแข็งหงายตึงทันที กล้าถือโอกาสนั้นวิ่งหายไปในความมืด
คมกับพวกตกใจรีบวิ่งเข้ามาดูภูมินทร์ ร้องเรียกอย่างไรเขาก็ยังคงนอนตาแข็งค้างอยู่อย่างนั้น!
ooooooo
เมื่อพากันกลับถึงหน้าบ้านราชาวดี คะนึงนิจขอโทษทั้งสองที่พี่ชายตนก่อเรื่องขึ้น กล้าถามคะนึงนิจว่าทะเลาะอะไรกับพี่ชายถึงได้หนีออกจากบ้าน คะนึง-นิจไม่กล้าบอกเรื่องพี่ชายค้าของเถื่อน ตัดไม้ทำลายป่า บอกแต่ว่าพี่ชายขัดใจไม่ให้เรียนวาดรูป ตนเลยหนีออกมาหาเงินเรียนเอง
คุยกันพักหนึ่งกล้าคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นคะนึงนิจที่ไหน พอทบทวนกันจึงจำได้ แต่สาวเจ้างอนประชดว่า
“แหมไม่นึกออกซะชาติหน้าเลยล่ะ”
เพราะไม่อยากให้เพื่อนและเริงเดือดร้อน คะนึงนิจขอกลับไปอยู่อพาร์ตเมนต์ตามเดิม แต่พอไปถึงมีปัญหากับสมพรเพราะยังค้างค่าเช่าอยู่ สมพรไม่ยอมให้เข้าห้อง โชคดีที่หาญมารู้เรื่องเลยช่วยเจรจาจนสมพรยอมให้อยู่ต่อ
ฝ่ายภูมินทร์ถูกผีเข้า โดนจับขังในห้องร้องโวยวายให้ปล่อยทุบประตูโครมคราม คมไปตามเสี่ยไพบูลย์มาดู เสี่ยจึงให้เหล็งไปตามยอดซึ่งเป็นอาจารย์ทางคุณไสยมาทำลายอำนาจผีร้ายจนภูมินทร์ฟื้นขึ้นมา เขาขอบใจอาจารย์ยอดและมอบเงินให้ปึกหนึ่ง บอกว่า “ถือเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ”
เสี่ยไพบูลย์พยายามหว่านล้อมภูมินทร์ให้ยอมเป็นศิษย์อาจารย์ยอด แต่ภูมินทร์พูดอย่างยโสว่า
“ไม่จำเป็น ผมสะดวกใจที่จะทำทุกอย่างให้เป็นธุรกิจมากกว่า” ทำให้อาจารย์ยอดไม่พอใจ เสี่ยไพบูลย์ผิดหวัง เมื่อเดินออกมา ภูมินทร์พึมพำ “คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะก้มหัวให้ใคร”
กล้ากลับบ้านเอาเช้าวันรุ่งขึ้น ถูกกระเต็นดักถามจับโกหก กล้าจำนนเพราะกระเต็นรู้เรื่องจากนุกูลหมดแล้ว เขาขอโทษแม่ บอกว่าตนไม่ตั้งใจจะโกหก เพียงแต่ไม่อยากให้แม่เป็นห่วงเท่านั้น
กระเต็นยื่นคำขาดให้กล้าเลิกข้องแวะกับผู้หญิงคนนั้นและให้เตรียมตัวบวช กล้าขอแม่ว่าตนยังไม่พร้อม
“เพราะผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม ยังไงแกก็ต้องบวช ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่พร้อม”
“แม่จะให้ผมบวชเพราะเชื่อเรื่องเบญจเพส แต่ผมไม่เชื่อ คนเราฝืนดวงชะตาได้ ผมมีสองมือที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง ถ้าผมต้องมีอันเป็นไปจริง ผมก็คงหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่พ้น เวลาที่เหลือ ผมขอเลือกเผชิญหน้ากับมัน ทำในสิ่งที่ผมเชื่อ ดีกว่าอยู่อย่างหวาดกลัวแบบนี้”
“แกจะเชื่อหรือไม่เชื่อแม่ไม่ห้าม แต่เรื่องบวชแกรับปากแม่แล้ว ลูกผู้ชายสัญญาแล้วก็ต้องทำให้ได้”
กระเต็นยื่นคำขาดแล้วออกไปหาหาญที่อพาร์ตเมนต์ปรึกษาเรื่องกล้าว่าจะทำอย่างไรดี หาญจึงจัดการให้กล้าไปพักที่วัด เจ้าอาวาสพาไปที่พัก ให้นุ่งขาวห่มขาว กระเต็นพอใจมาก ก่อนกลับบอกกล้าว่า
“แล้วแม่จะแวะมาหาบ่อยๆ ตั้งใจท่องขานนาค หลวงพ่อท่านสั่งสอนอะไรก็ตั้งใจเรียนรู้ อย่าทำให้แม่ผิดหวังอีกนะ”
เมื่อออกไปกับหาญ กระเต็นถามว่าที่นี่ปลอดภัยสำหรับกล้าใช่ไหม
“ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจากวิบากกรรมที่เคยทำหรอก แต่อย่างน้อยกุศลกรรมที่ได้รับใช้พระศาสนา คงจะช่วยคุ้มครองกล้าได้ ระหว่างนี้เราควรสืบข่าวไอ้ทิวให้รู้แน่ชัดว่ามันตายหรือยัง ถ้ามันยังอยู่เอ็งก็ต้องระวังตัวเหมือนกัน”
“หนูไม่กลัวหรอกค่ะ ขอให้กล้าปลอดภัย หนูยินดีแลกชีวิตกับมัน” กระเต็นพูดจากหัวใจของคนที่เป็นแม่
พวกขุนโชติเสือดำเสือไทพากันเข้าพระนครหมายกุดหัวหลวงณรงค์ แต่ถูกตำรวจจับฐานขโมยดาบโบราณและของอื่นที่มีค่า ขุนโชติและสมุนทั้งสองฆ่าตำรวจชุดจับกุมจนเหลือแต่ผู้กองหัวหน้าชุด
แต่ผู้กองกับขุนโชติสื่อความหมายกันไม่รู้เรื่องเพราะต่างยุคต่างสมัย แม้แต่รถยนต์ขุนโชติก็เรียกว่าเกวียนเหล็ก เห็นเฮลิคอปเตอร์บินมา เสือดำตกใจถามว่านั่นตัวอะไร ขุนโชติเห็นท่าไม่ดีสั่งสมุนทั้งสองถอยไปตั้งหลักกันก่อน
ขุนโชติว่าคาถาย่นระยะทางมวลอากาศแหวกเป็นช่องแล้วทั้งสามก็หายไป ผู้กองมองตะลึงทึ่งก่อนหมดสติไป
กระเต็นได้ข่าวตำรวจชุดจับกุมถูกฆ่าตาย เธอถามสุพจน์ที่มาหาว่าจะเป็นพวกทิวหรือเปล่า หาญผ่านมาได้ยินชื่อทิวจึงแอบฟัง ได้ยินสุพจน์บอกว่าเขาก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าพวกนั้นไปขโมยดาบโบราณจากพิพิธภัณฑ์แล้วปล้นรถชาวบ้านมา แต่ตำรวจที่รอดตายบอกว่าพวกมันยิงไม่เข้าและยังหายตัวได้ด้วย
“แสดงว่าพวกมันมีวิชาอาคม” กระเต็นหนักใจ สุพจน์ปลอบใจว่าอย่ากังวลไปเลย ตนจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรครอบครัวเพชรได้ เพราะ “ครอบครัวเพชรก็เหมือนครอบครัวผม” ทำให้กระเต็นค่อยสบายใจขึ้น
กระเต็นเสนอขอพบตำรวจคนนั้นสักครั้ง เพราะตนเคยประมือกับทิวมาถ้าได้คุยรายละเอียดตนอาจจะระบุได้ว่าคนร้ายเป็นทิวหรือเปล่า
เมื่อสุพจน์กลับไปแล้ว หาญออกมาหากระเต็น เธอถามว่าได้ยินหมดแล้วใช่ไหม คิดว่าคนร้ายใช่ทิวหรือเปล่า
“จะใช่หรือไม่ใช่เราก็ประมาทไม่ได้ เป็นไปได้ที่ทิวอาจจะไปตามพรรคพวกมาเพิ่ม” กระเต็นเป็นห่วงกล้าขึ้นมา หาญบอกว่า “พ่อจะคอยดูกล้าเอง เอ็งไปสืบทางตำรวจเถอะ เผื่อได้เบาะแสเพิ่มเติม”
กระเต็นรีบออกไป หาญมองตามอย่างหนักใจ สังหรณ์ว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว...
ooooooo
ขุนโชติ เสือดำ เสือไท ไปซุ่มสังเกตการณ์อยู่ในกอหญ้าริมตลิ่ง เสือไทกับเสือดำปรารภกันว่าทุกอย่างมันดูแปลกหูแปลกตาไปหมด หรือเราจะหลงมาอยู่ในย่านฝรั่งที่เขาร่ำลือกัน
“มิใช่ดอก ไอ้หลวงณรงค์มันสะกดวิญญาณพวกเอ็งกับข้าไว้ในถ้ำนานสักกี่ปีก็ไม่รู้ได้ ข้าต้องหาคนที่จักแจ้งเรื่องนี้ให้กระจ่าง” ขุนโชติจ้องไปข้างหน้าแววตาแค้น
แล้วขุนโชติก็ได้รับความกระจ่าง เมื่อเห็นกระถินเด็กนักเรียน ป. 6 แต่งตัวมอซอถือข้าวสองห่อเดินมา พอออกไปทัก กระถินเห็นทั้งสามหิวโซจึงแบ่งข้าวให้อย่างมีน้ำใจ นั่งดูทั้งสามอย่างพินิจพิจารณาทักว่าแต่งตัวเหมือนในหนังสือเลย
ขุนโชติบอกว่าพวกตนเป็นคนในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง กระถินตาโตลำดับรัชกาลให้ฟังว่า ตอนนี้เป็นรัชกาลที่ 9 กำลังฉลองรัตนโกสินทร์สองร้อยปีกัน แสดงว่าพวกลุงอายุเป็นร้อยปีแล้ว
เมื่อได้รับความกระจ่างเช่นนี้ ขุนโชติพึมพำอย่างอาฆาตแค้นว่า
“นี่ข้าตายไปแล้วร้อยปีจริงรึ แล้วข้าจะฟื้นขึ้นมาล้างแค้นกับผู้ใด ไอ้หลวงณรงค์...” เมื่อนึกถึงความ แค้นในอดีต ขุนโชติประกาศก้อง “ข้าขอสาบาน ต่อให้เอ็งไม่อยู่บนแผ่นดินนี้แล้ว ลูกเอ็งหลานเอ็งก็ต้องชดใช้กรรมที่เอ็งทำไว้กับข้าอย่างสาสม!”
แล้วขุนโชติก็สอนคาถาเรียกปลาให้กระถินไว้เลี้ยงตัวเองตอบแทนที่กระถินให้ข้าวและเล่าเรื่องราวพระนครในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ให้ฟัง กระถินท่องคาถาได้อย่างรวดเร็ว เรียกปลามาออได้อย่างน่าอัศจรรย์
เสือดำกับเสือไทถามขุนโชติว่า เสือพลัดถิ่นอย่างเราจักทำเยี่ยงไรต่อไป และป่านนี้หลวงณรงค์ก็คงตายไปแล้ว เราจะไปล้างแค้นกับผู้ใด
“ขึ้นชื่อว่าเสือ อยู่ที่ใดก็ต้องเป็นเสือวันยังค่ำ แม้นไอ้หลวงณรงค์มันจักสิ้นชื่อไปแล้ว ข้าก็จักตามทวงคืนสมบัติที่มันชิงไป แล้วกุดหัวลูกหลานมันมาสังเวยแค้น”
เสือดำกับเสือไทยิ้มสะใจที่ขุนโชติมุ่งมั่นที่จะเอาสมบัติกลับคืนและแก้แค้นให้จงได้
ooooooo
กระเต็นกับหาญไปพบสุพจน์ที่ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลเพื่อคุยกับตำรวจที่รักษาตัวอยู่ จากการพูดคุยทั้งสองรู้ว่าหัวหน้าโจรใช้ดาบที่ขโมยมาได้อย่างคล่องแคล่วอย่างกับนักรบโบราณ และมีอาคมด้วย ตำรวจเล่าอย่างอัศจรรย์ใจว่า
“ผมไม่อยากเชื่อหรอกนะว่ายุคนี้แล้ว แต่กระสุนของเราทำอะไรมันไม่ได้เลย มันไม่ใช่คน ผมเห็นกับตาว่าพวกมันหายตัวไปในอากาศ”
หาญบอกกระเต็นว่า พวกนี้ไม่ใช่ทิวแต่เราก็วางใจไม่ได้ และเราต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันมาจากไหนมีเจตนาอะไรกันแน่ จากนั้นหาญเพ่งตาทิพย์ เห็นขุนโชติว่าคาถาย่นระยะทางแล้วมวลอากาศแหวกเป็นทางให้ขุนโชติกับพวกหนีไป หาญลืมตาอย่างตกใจบอกกระเต็นว่า
“พวกมันใช้คาถาย่นระยะทางหนีไป ถ้าออกตามหาในรัศมี 5 กิโลนี้ เราอาจเจอเบาะแส” หาญสังหรณ์ใจว่าโจรพวกนี้จะเป็นภัยยิ่งกว่าทิวเสียอีก แต่ไม่บอกกระเต็นให้กังวล
ระหว่างเดินทางกลับนี่เอง ทั้งสองเจอกระถินกำลังว่าคาถาเรียกปลา หาญเข้าไปถาม กระถินเล่าจ๋อยๆ ว่าตนเรียกปลามาเอง มีลุงใจดี 3 คนสอนวิชาเรียกปลาให้ คุยอวดๆว่า
“พวกลุงเขาตัวใหญ่ ไม่ใส่เสื้อ มีรอยอะไรไม่รู้เต็มตัวไปหมดเลย” กระเต็นถามทันทีว่าถือดาบด้วยใช่ไหมกระถินเอียงคอถามว่า “น้ารู้ได้ไงล่ะ”
กระเต็นบอกว่าพวกนั้นเป็นผู้ร้ายหนีตำรวจมา ถามว่าพวกมันอยู่ไหน กระถินเถียงว่าไม่จริง ลุงพวกนั้นเป็นคนดี
“ลุงหนูอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ยังไงน้าขอเจอกับเขาหน่อยได้ไหม น้ามีธุระสำคัญกับพวกเขา” หาญหว่านล้อมกระถินถึงพาทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามร่องสวน ชี้ให้ดูเพิงมุงสังกะสีอยู่ไกลๆบอกว่าข้ามท้องร่องนี้ไปก็ถึงแล้ว
“เอ็งกลับไปเถอะ จากนี้พวกน้าไปเองได้ ขอบใจนะ” หาญบอกกระถินเกรงปะทะกันแล้วหนูน้อยจะไม่ปลอดภัย
กระเต็นกับหาญเตรียมพร้อมต่อสู้ แต่ปรากฏว่าถูกกระถินหลอกจึงพากันกลับ ส่วนกระถินรีบไปเล่าให้ขุนโชติฟังว่ามีคนมาตามหาและถามถึงดาบเล่มนั้นด้วย แต่ตนเลยหลอกไปทางอื่นแล้ว
ขุนโชติหน้าเครียดบอกเสือดำกับเสือไทว่า “พวกโปลิศมันคงออกตามล่าเรา ไม่ผิดแน่”
ooooooo
เพราะภูมินทร์อยากได้ตะกรุดสามกษัตริย์ที่คอกล้า เมื่อรู้ว่ากล้าคิดถึงราชาวดีจนไม่มีสมาธิในการฝึกขานนาค คมจึงใช้หุ่นพยนต์ปลอมเป็นราชาวดีไปหลอกกล้าออกมาแล้วทำร้ายราชาวดีจนกล้ายอมเอาตะกรุดสามกษัตริย์แลกตัวเธอมา
ระหว่างนั้นเอง ลูกน้องคมแอบมาข้างหลังใช้มีดอาบระดูแทงกล้าทำให้อาคมในตัวกล้าเสื่อม กล้าถูกภูมินทร์ และลูกน้องรวมทั้งเสี่ยไพบูลย์รุมล้อมเข้ามาทำร้าย เมื่อคมยื่นตะกรุดสามกษัตริย์ให้ ภูมินทร์รับไปผูกที่คอหัวเราะเยาะกล้าว่าหลงผู้หญิงไม่ลืมหูลืมตา
เมื่อคมพนมมือพึมพำคาถาทำให้ราชาวดีกลายเป็นหุ่นพยนต์ กล้าแค้นใจมากด่า “แก...แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”
ภูมินทร์ต้องการฆ่ากล้าด้วยมือ รับปืนจากเสี่ยไพบูลย์ยิงกล้า เป็นจังหวะที่หาญจะมาดูกล้าสวดมนต์เห็นเข้า โดดเข้าขวาง กล้าปรือตามองหาญแล้วสลบไป
ส่วนเสี่ยไพบูลย์พอเห็นหาญก็ขาสั่นร้องบอกภูมินทร์ให้หนี แต่ภูมินทร์บอกว่าต้องฆ่ากล้าให้ได้ก่อน เสี่ยบอกว่านั่นคือเสือหาญ ภูมินทร์หัวเราะเยาะว่า ป่านนี้ มันแก่จนเข้าโลงไปแล้วและตนก็มีตะกรุดสามกษัตริย์ด้วยจะกลัวอะไร
“ตะกรุดดอกนี้ไม่ใช่ธรรมดา เอ็งจิตใจต่ำช้า บุญบารมีไม่ถึง มีก็เหมือนไม่มี คืนข้ามาเสียดีกว่า”
ภูมินทร์ยิงหาญทันที แต่หาญหลบได้และโต้กลับอย่างเหนือชั้นกว่า เสี่ยไพบูลย์เห็นดังนี้ให้เหล็งพาเดินกะเผลกๆหนีไป ปล่อยภูมินทร์ให้ถูกหาญเล่นงานจนจุก หาญตรงเข้ากระชากตะกรุดที่คอ
“นี่ไม่ใช่ของของเอ็ง!”
หาญเก็บตะกรุดตรงไปหากล้าที่สลบอยู่ว่าคาถา อากาศแหวกเปิดทาง พอหาญอุ้มกล้าเดินออกไปในช่องอากาศก็ปิดลง ภูมินทร์มองตาค้าง!
ooooooo










