ตอนที่ 1
ที่ด้านนอกเรือนจำในยามเย็น...
เสียงสวดมนต์แบบถอยหลังกังวานชวนสยอง... บรรดาภูตผีจากอเวจีกำลังเคลื่อนไหวไปมา แล้วทะลุ กลุ่มควันดำออกมา ล่องลอยเข้าหากำแพงเรือนจำ ท่ามกลางเสียงสวดคาถาปลุกผียังดังอย่างต่อเนื่อง...
บนหอคอยรักษาการณ์...ผู้คุมพร้อมอาวุธคอยตรวจตราอยู่
ส่วนที่ห้องพัศดีและผู้คุมนักโทษ...ทั้งหนูและแมลงสาบจำนวนมากออกจากรอยแตกของกำแพงวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ทั้งพัศดีและผู้คุมยกเท้าหลบกันพัลวัน มองตามหนูและแมลงสาบที่วิ่งผ่านห้องไปที่ทางเดินในเรือนจำ
ที่กำแพงและหอคอยรักษาการณ์ อีกาตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ขอบหน้าต่างของหอคอยรักษาการณ์ ผู้คุมที่อยู่บนหอคอยมองอีกาอย่างตระหนก พริบตาเดียวอีกาก็บินมาเกาะนับร้อยตัว กลุ่มเมฆสีดำแผ่ขยายปกคลุมเต็มท้องฟ้าเรือนจำทันที!
ภูตผีจากอเวจี เคลื่อนเข้าไปในเรือนจำ ผ่านห้องขังอื่นๆ จนถึงห้องขังเดี่ยว เป็นเหล็กกล้าหนาทึบ มีอักขระอาคมขนาดใหญ่จารึกไว้ เสียงสวดคาถาน่าสยองก้องออกมาจากห้องขังเดี่ยวนั่นเอง!
ในห้องขังเดี่ยวที่ปิดทึบ มีอักขระอาคมจารึกไว้ ทั้งบนประตู เพดาน ผนัง พื้น เต็มไปหมดนี้...
ทิว หนุ่มใหญ่วัย 40 เศษ หนวดเครารุงรัง แขนขาถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวน นั่งหลับตาทำสมาธิ สวดคาถาปลุกผีแบบถอยหลัง รอบตัวมีควันดำลอยม้วนล้อมเขาไว้ เสียงกรีดร้องของภูตผีดังระงมอย่างโหยหวน
ทันใดนั้น มีเสียงเคาะผนังดังขึ้นจากทุกทิศทาง
เงาดำของภูตผีหลายสิบตนทะลุผนังเข้าออกไปมา ทิวที่หลับตาอยู่สัมผัสถึงอำนาจลี้ลับที่มารายล้อม หยุดสวดคาถา แสยะยิ้ม พริบตานั้น ควันดำก็พวยพุ่งเข้าไปในจมูก พอเขา กางมือออกตัวก็สั่นเทิ้ม แผดเสียงลั่นรับพลังอันมหาศาลนั้น หลอดไฟที่ทางเดินระเบิดขึ้นพร้อมกัน ไฟดับพรึ่บ!
เมื่อควันดำลอยเข้าจมูกทิวจนหมด เขาหยุดสั่น คอตก พริบตาเดียวก็ผงกหัวขึ้น ลืมตาฟึ่บ ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นเขาร่ายมนต์คาถาบทใหม่เป็นภาษาเขมร อักขระอาคมที่จารึกไว้ในห้องค่อยๆเลือนหายไปหมดสิ้น และดวงตา ของทิวก็กลับมาเป็นปกติ แต่ตาขวางอย่างคนวิกลจริต
ทิวว่าคาถาสลัดโซ่ตรวนที่พันธนาการ เป่าคาถาลงฝ่ามือสะบัดใส่ประตูจนกระเด็นเปิดออกอย่างแรง
“ฮ่าๆๆ ไอ้ผู้การเพชร...ถึงเวลาชำระแค้นของข้าแล้ว!” ทิวระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ooooooo
เมื่อ 10 ปีก่อน...
ทิวในวัยฉกรรจ์ มีสร้อยเครื่องรางของขลังประคำสะพายย่ามที่มีทั้งดินเจ็ดป่าช้า หุ่นพยนต์ เศษกะโหลกผี เดินเข้ามาหาเพชร นายพลตำรวจโทผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ
ทั้งในทางบุ๋นและบู๊ โดยเฉพาะเรื่องไสยเวท และตะกรุดสามกษัตริย์
“ผมชื่อทิวครับท่าน ผมชื่นชมท่านมาก อยากเรียนวิชาอาคมจากท่าน รับผมเป็นลูกศิษย์ด้วยนะครับ”
ทิวทำท่าจะคุกเข่ากราบ เพชรในชุดครึ่งท่อน ห้อยตะกรุดสามกษัตริย์ที่คอ รีบจับเขาไว้
“เดี๋ยวๆ คุณ เข้าใจผิดแล้วละ ผมไม่รับสอนใคร อีกอย่างผมก็ไม่ได้ใช้คาถาอาคมมานานแล้ว”
“แต่ผมอยากเรียนจริงๆ ผมอยากเอาวิชาไปช่วยคน ไปปราบพวกโจรเหมือนท่าน นี่ผมก็ฝึกมาบ้างแล้ว รับรอง ว่าผมต้องเรียนรู้เร็วแน่ๆ ผมจะทำให้ท่านดู”
ทิวถอยไป หยิบขวดที่บรรจุผงกระดูกผีออกมา แขวนย่ามไว้ที่ต้นไม้ก่อนมาบริกรรม เปิดจุกขวดโรยไปที่ดิน เสียงภูตผีหวีดขึ้นทันที ร่างสีดำเลือนรางหลายตัวเข้ารุมล้อมเพชรพุ่งไปมา
เพชรรวบรวมสมาธิปลุกตะกรุดแล้วถอดออกชู เกิดแสงวาบ บรรดาผีลอยกระเด็นไปเข้าตัวทิวจนผงะ ตาลอยเหลือกเหลือแต่ตาขาว
“แย่แล้ว” เพชรร้อง กระเต็นวิ่งออกมาจากในบ้านถามว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นทิวก็ตกใจ เพชรร้องบอก “กระเต็น...ไปเอามีดหมอในห้องพระมา”
ระหว่างที่กระเต็นวิ่งไปเอามีดหมอ เพชรก็ถูกทิวกระโจนเข้าบีบคอ ต่อสู้กันจนเพชรสะบัดหลุด กระเต็นถือมีดหมอมาโยนให้ เพชรเอามีดหมอจี้ที่หน้าผากทิว เงาดำพุ่งออกจากร่างทิวล้มลงทันที กระเต็นถามว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร
“พวกคลั่งวิชาอาคม ไปตระเวนฝึกวิชาไสยดำเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ นี่ไปเอาผงกระดูกผีตายโหงมาปลุกวิญญาณแล้วก็ควบคุมไม่ได้จนเข้าตัว ปล่อยไว้จะเป็นอันตราย” เพชรแบะเสื้อทิวเห็นรอยสักอักขระขอมเต็มแผ่นอก ถึงกับส่ายหน้า
“แล้วจะทำยังไง”
“ต้องคัดถอนด้วยคาถามงกุฎแก้ว”
ooooooo
เพชรนำร่างทิวไปที่ห้องพระ ท่องอาคม อังมือไปที่รอยสัก กระเต็นถือน้ำมนตร์อยู่ข้างๆ ครู่เดียวรอย
สักค่อยเลือนหายไป เพชรเอาน้ำมนตร์ราดหัวทิวเขาสะดุ้ง เด้งขึ้นมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“ฉันคัดถอนไสยเวทย์ทุกอย่างออกจากตัวนายหมดแล้ว ต่อไปห้ามฝึกคาถาอาคมสุ่มสี่สุ่มห้า กลับไปทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียซะ” ทิวถามหาย่าม เพชรบอกว่า “ของในนั้น ไม่ใช่ของดี มีแต่วิญญาณร้ายสิงสู่เก็บไว้จะเป็นอันตราย ฉันทำลายทิ้งหมดแล้ว”
“ไม่! ผมทุ่มเทสะสมของขลัง ฝึกฝนอาคมตั้งหลายปี ท่านจะทำอย่างนี้กับผมไม่ได้ เอาของของผมคืนมา เอาอาคมของผมคืนมา” ทิวโผนเข้าทำร้ายเพชร แต่เพชรหลบทันต่อยทิวจนร่วง
ทิวถูกตำรวจลากไป ใจยังไม่ยอมแพ้ ตะโกนไปตลอดทาง...
“แกไม่ยอมสอนวิชาฉัน เพราะกลัวฉันจะเก่ง กว่าแก ไอ้คนใจแคบเห็นแก่ตัว เสียแรงที่ฉันนับถือ คอยดู ฉันจะต้องเป็นจอมขมังเวทที่เก่งกว่าแกให้ได้!”
เพชรกับกระเต็นมองตามทิวไปอย่างไม่สบายใจ...
ooooooo
เมื่อทิวกลับถึงบ้าน ก็เก็บตัวบริกรรมฝึกไสยเวท จนบัวผู้เป็นเมียอุ้มลูกมาเรียกให้ออกไปกินข้าว บัวตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อทิวหันมอง มีเลือดออกจากปาก ตาขวางตวาดใส่
“แก...นังปีศาจ” บัวตกใจถอยกรูด แต่ถูกทิวตามไปเอามีดจ้วงแทงไม่ยั้ง!
เพชรเป็นคนนำกำลังตำรวจไปล้อมจับทิว ตำรวจที่เข้าไปคนหนึ่งวิ่งออกมาอ้วกเป็นตะขาบ อีกสองคนชักปืนแต่ยังไม่ทันยิงควันสีดำก็พุ่งเข้าใส่จนปืนร่วง จับคอตัวเองบีบตาเหลือกถลนแล้วอ้วกออกเป็นตะขาบเหมือนกัน
เพชรถือปืนวิ่งเข้าไป เห็นทิวยืนผงาดกางมือแหงนหน้าอ้าปากดูดวิญญาณกลับเข้าร่าง เพชรรู้ทันทีว่านั่นคือวิชาดูดวิญญาณ ทิวมองเพชรถามเย้ยว่า
“ไอ้ผู้การเพชร เห็นหรือยังว่า ฝีมือฉันร้ายกาจขนาดไหน ฮ่าๆๆ” แล้วเป่ามนต์ลงมีดขว้างใส่เพชร แต่เพชรและตำรวจที่ตามมาหลบทันหันยิงใส่ แต่ทิวหายวับแล้วกลับมายืนข้างหลัง ใช้มีดหมอฟันตำรวจตายเหลือ
แต่เพชรคนเดียว
“วันนี้แกต้องตาย ฉันจะเป็นหนึ่งในแผ่นดินนี้” ทิวกางแขนปล่อยวิญญาณออกจากปากพุ่งเข้าเล่นงานเพชร
ทิวคลั่งใช้ไสยดำเล่นงานตำรวจที่เพชรนำมาตายไปคนแล้วคนเล่าอย่างเหี้ยมโหด แต่เพชรก็มีตะกรุดสามกษัตริย์เอาชนะไสยดำ จนสามารถเหวี่ยงเชือกมัดทิวไว้ได้ ทิวเกลือกกลิ้งไปกับพื้นจนไปชนศพบัวกับลูก ก็ชะงัก
“ทิว...ฉันเตือนนายแล้ว...ว่าไสยดำจะทำลายชีวิตนาย”
“ไม่...ไม่...อ๊ากกกก!!” ทิวแผดเสียง เมื่อรู้ว่าลูกเมียตายแล้ว...
นั่นคืออดีตระยะใกล้ก่อนที่ทิวจะถูกจับมาขังเดี่ยว
ปัจจุบัน... เมื่อเกิดเหตุที่ห้องขังเดี่ยว ผู้คุมพากันวิ่งมาดู ประตูห้องขังถูกพัง เมื่อมองเข้าไปในห้องไม่มีทิวอยู่ในนั้นแล้ว อักขระอาคมก็หายไปหมด เมื่อผู้คุมหันกลับก็ถึงกับผงะเมื่อทิวมายืนขวางทางออกดวงตาแดงวาบ พริบตานั้นทิวพุ่งเข้ากัดคอผู้คุมกระชากเนื้อติดปากมาถ่มทิ้ง
ผู้คุมคนแรกลงไปนอนกุมคอเลือดทะลักดิ้นทุรนทุราย อีกหลายคนตามมาก็ถูกทิวร่ายคาถา ผู้คุมยิงก็ไม่เข้าซ้ำปืนในมือยังหันกลับมาระเบิดใส่หน้าตัวเองด้วย!
เสียงวิทยุสื่อสาร เรียกศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉินขอกำลังเสริมก็ดังขึ้น เสียงจากว.แจ้งพัศดีว่า
“นักโทษอุกฉกรรจ์หนีออกมาได้ ฆ่าผู้คุมไปสองนาย เรากำลังตามจับ” พูดไม่ทันจบก็มีเสียงร้อง “อ๊ากกกก” แล้วเสียงติดต่อก็เงียบหายไป พัศดีเห็นท่าไม่ดีรีบกดสัญญาณเตือนภัย
ผู้คุมทั้งเรือนจำ ต่อสู้กับทิวที่ใช้ทั้งคาถา ไสยดำ อำนาจลึกลับเล่นงานบาดเจ็บล้มตาย จนกระทั่งรถขนนักโทษเข้ามาก็ถูกทิวใช้ เอ็ม 16 ยิงกราด ผู้คุมยืนเป็นแผงยิงใส่ทิวก็ไร้ผล จนกระทั่งรถขนนักโทษเข้ามาใกล้ถึงประตู ทิวโยนปืนทิ้งหันไปร่ายคาถาเป่าลงที่มือตัวเองบังเกิดไฟลุกพรึบขึ้น
ทิวสะบัดมือออก ลูกไฟพุ่งเข้าไปกระแทกประตูจนระเบิดสนั่นหวั่นไหว พัศดีและผู้คุมที่เหลือกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง รถขนนักโทษแล่นทะลวงฝ่าเปลวไฟหายไปในกลุ่มควัน
ooooooo
เช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใส ภายในเทคโนโลยีอาชีวะสหวิช กำลังมีการเตรียมงานออกบูธแสดงนิทรรศการและผลงานของนักเรียนแต่ละแผนกกระจายอยู่มุมต่างๆ ทำงานตามหน้าที่ของตัวเองกันอย่างขะมักเขม้น
ที่เวทีการแสดง กล้า ไพรีพ่าย หนุ่มรูปงามเสน่ห์แรงรวยอารมณ์ขัน ศิษย์เก่าวัยยี่สิบเศษมาร่วมงาน กำลังเล่นกีตาร์ครวญเพลงรักอย่างได้อารมณ์ กวาดตาหวานหว่านเสน่ห์ให้นักเรียนสาวที่กรี๊ดกร๊าดกันอยู่ด้านล่าง พากันตะโกนเรียก
“พี่กล้า...พี่กล้า...พี่กล้า” เป็นจังหวะอย่างคลั่งไคล้ ยิ่งกล้าหลิ่วตาให้เสียงกรี๊ดก็ถล่มทลายจนนักเรียนร่างท้วมคนหนึ่งอินจัดถึงกับเป็นลม
กล้าร้องเพลงจบท่ามกลางเสียงกรี๊ด เขามีลูกเล่นเยี่ยงงานคอนเสิร์ตทั่วไป เรียกเสียงตอบรับจากพวกสาวๆ จนเพื่อนนักดนตรีคนหนึ่งบอกว่า ตนร้องสิบเพลงยังไม่ได้ยินเสียงกรี๊ดเท่าเขาร้องเพลงเดียวเลย แต่พอบอกให้ร้องอีกสักเพลง กล้าบอกว่า
“นัดน้องไว้ที่โรงยิม เดี๋ยวเสร็จธุระจะมาช่วย”
แต่พอลงจากเวทีก็ถูกสาวๆ กรูกันเข้ามากลุ้มรุมขอถ่ายรูปบ้าง ขอลายเซ็นบ้าง ช่วยซับเหงื่อบ้าง ยื้อแย่งกันเข้าหาจนแทบจะมีเรื่องกัน กล้าอาศัยความสามารถพิเศษมุดออกจากวงสาวๆ หลบออกมาเจอเปี๊ยกมาตามพอดี เปี๊ยกถามว่า
“พี่กล้า ทำไรอยู่นี่ ไอ้นุมันรออยู่”
ooooooo
ที่แผนกการเรือน... เสียงเพลงไทยเดิมดังออกมาจากเครื่องเล่นเทป ราชาวดีสาววัยสิบเก้าดาวนักเรียนนาฏศิลป์ กำลังซ้อมระบำอวยพรกับดวงใจและเพื่อนๆ อยู่ในโถงของแผนกการเรือน เธอรำอย่างอ่อนช้อยงดงามเด่นกว่าเพื่อน
แต่แล้วการซ้อมก็ต้องชะงัก เมื่อถูกงามตาคู่แข่งของราชาวดีที่เป็นขาแดนซ์มาไล่บอกว่าหมดเวลาของเธอแล้ว ให้ไปซ้อมที่อื่น โดยมีนงคราญคู่หูลูกไล่คอยเป็นลูกคู่
“จะซ้อมไปทำไมมากมาย รำโบราณคร่ำครึแบบนี้ไม่มีใครดูอยู่แล้ว รู้ตัวไหมว่าพวกเธอน่ะเชยขนาดไหน มัวแต่เอิงเงยๆยุคนี้เขาดิสโก้กันหมดแล้ว” งามตาเยาะเย้ย
“ของพวกนี้...เป็นรากเหง้าของพวกเราทุกคนนะงามตา ถึงเธอไม่ชอบก็ไม่ควรจะดูถูก เพราะเท่ากับเธอไม่เคารพบรรพบุรุษของตัวเอง”
ราชาวดีโต้นิ่มๆกลับถูกงามตาลามปามว่าตนไม่ได้มีแม่เป็นนางรำแบบเธอ ทำให้ดวงใจเพื่อนสนิทของราชาวดีทนไม่ได้โกรธแทนเพื่อนสวนไปว่า “งามตา! พูดอย่างนั้นได้ไง เธอก็รู้ว่าแม่วดีเสียไปแล้ว”
ราชาวดีไม่อยากมีเรื่อง บอกดวงใจว่าช่างเถอะเราไปซ้อมข้างตึกก็ได้ ดวงใจพูดแบบ “ฝากไว้ก่อน” ว่าวันนี้เป็นวันมงคลตนยกให้ แต่ครั้งต่อไปมีเรื่อง!
“คอยดูนะ เย็นนี้ การแสดงของเราต้องฆ่ารำไทยของยัยราชาวดีตายสนิท” งามตาเย้ยตามหลัง นงคราญถามว่าแล้วตกลงจะไปดูนุกูลชกมวยไหม งามตาเหยียดปากว่าเรื่องอะไรต้องไปด้วย “อ้าว...ก็แกเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้ามันขึ้นชกแกจะรับรักมัน”
“เชื่อก็โง่แล้ว ทึ่มอย่างนั้นฉันจะเอามาทำอะไร บ้านฉันไม่มีที่นาซะด้วยสิ เอ้า...เปิดเทปเริ่มซ้อมได้”
นงคราญกดเทปเพลงฝรั่งที่กำลังดังแล้วโพสท่าเต้นยั่วยวนเปรี้ยวจี๊ด
ooooooo
ที่โรงยิม นุกูลกำลังซ้อมเตะต่อยอยู่กับป๋อง
อย่างตั้งใจสุดๆ มีโป้ง ร้องเชียร์ท่าทางตุ้งติ้งให้สู้ไว้ลายเพื่อน้องงามตาแต่ป๋องที่ล่อเป้าให้บ่นว่าต่อยสิบหมัดถูกหมัดเดียวแบบนี้จะรอดไหมเนี่ย
“เฮ้ย...ข้าหลอกล่อคู่ต่อสู้เว้ย...ระดับนุกูล ศิษย์กล้าไม่แพ้ใครอยู่แล้ว” นุกูลโวทั้งที่เหนื่อยหอบจนตัวโยน
โป้งเห็นกล้าไม่มาสักที เดินออกไปดู แต่พอพ้นประตูก็ชะงัก เมื่อเห็นโจ๊กอริต่างโรงเรียนเดินอาดๆมากับพวก 6 คน มีอาวุธนานาชนิดติดมือมาทุกคน โป้งตกใจถอยกรูดไปรวมกับป๋องและนุที่ยืนหน้าซีดอยู่
“กู โจ๊ก พ่อสหวิช ไหน ใครวะที่ชื่อไอ้กล้า” โจ๊กเดินกร่างเข้ามาถาม
ที่หน้าโรงยิม กล้าเพิ่งมาถึง ถามเปี๊ยกว่านุฟอร์มเป็นยังไง เปี๊ยกพูดอย่างหนักใจว่ากลัวจะไม่พ้นยกแรกด้วยซ้ำ เสนอว่า “ผมว่าพี่สอนคาถามหาละลวยหรือเมตตามหานิยมให้มันจะดีกว่า”
“คนเรานะเว้ยไอ้เปี๊ยก จะได้อะไรมามันต้องได้มาด้วยความสามารถไม่ใช่คาถาอาคม”
กล้าพูดไม่ทันขาดคำ ป๋องกับโป้งก็สะบักสะบอมออกมาฟุบกองที่พื้น พูดแทบไม่เป็นภาษาว่า “ไอ้นุแย่แล้วพี่...”
กล้ากับเปี๊ยกวิ่งเข้าไปเห็นนุกูลปากแตกกองกับพื้นหมดสภาพ กล้าเข้าไปหานุกูลไม่ทันได้พูดอะไรกัน โจ๊กก็เดินก๋าเข้ามาถาม “มาแล้วเหรอวะไอ้กล้าสหวิชาที่เขาร่ำลือกันมานานว่า แกมีของดีก็เลยอยากมาขอดูหน่อย”
“อาทิตย์ก่อน ไอ้นุกับฉันไปตีสนุ้ก แล้วเกิดเขม่นกับพวกมัน ไอ้นุมันอ้างชื่อพี่ บอกว่าพี่เป็นลูกผู้การจอมขมังเวท” เปี๊ยกเดินคอเอียงออกมา พอกล้าบอกว่าตนไม่มีของดีอะไรทั้งนั้น โจ๊กก็โวยหาเรื่อง
“อะไรวะ อุตส่าห์มาถึงนี่ ไม่ให้เกียรติเพื่อนต่างสถาบันเลยนี่หว่า เซ็งว่ะ เซ็งๆๆ” ว่าแล้วลุกไปเตะนุอั้กๆๆ
กล้าสะอึกเข้าไปสั่งให้หยุด มันท้า “ถ้าไม่หยุดล่ะ...” ว่าแล้วเหยียบมือนุขยี้ๆๆจนนุร้องลั่น
“ผัวะ!” กล้ากระโดดเตะก้านคอโจ๊กร่วงไม่เป็นท่า เพื่อนโจ๊กรุมกันเข้ามาใช้ทั้งท่อนเหล็ก มีด เล่นงาน แต่กล้าใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่าหลบและคว้าอาวุธของมันฟาดคืนจนพวกมันล้มบาดเจ็บ แต่ไม่ซ้ำเพราะต้องการสั่งสอนเท่านั้น
“ไป! ที่นี่มีแต่นักเรียนไม่มีนักเลง!” กล้าไล่ตะเพิด พวกลูกน้องโจ๊กช่วยกันหิ้วปีกลูกพี่ออกไปอย่างหมดท่า
“นุ...เป็นไงมั่ง” กล้ารีบเข้าไปดู นุร้องโอดครวญว่าเจ็บไหล่ กล้าหน้าเครียดเพราะนุจะต้องขึ้นชกอยู่แล้ว...
ooooooo
กระเต็นแม่ของกล้าในวัย 40 เศษ ทำอพาร์ตเมนต์ให้เช่า มีสมพรเป็นผู้จัดการช่วยดูแล วันนี้มาตรวจงานและรับเงินที่สมพรเก็บจากผู้เช่าห้อง บางรายยังไม่มีจ่ายกระเต็นก็ไม่บีบคั้นให้รออีกสองสามวันดูอีกที
ขณะกระเต็นสะพายกระเป๋าเดินไปที่จอดรถใต้อพาร์ตเมนต์นั่นเอง มีคนร้ายตามไปกระชากกระเป๋าเงิน กระเต็นวิ่งไล่แต่ชนชาวบ้านล้มเลยต้องดูแลทำให้คนร้ายหนีหลุดไปจากสายตา กระเต็นฉุกคิด หันไปรูดใบไม้ใบเล็กๆ ขนาดใบมะขามในกระถาง พนมมือเป่ามนต์ พอแบมือออก ใบไม้ก็กลายเป็นฝูงต่อฝูงแตนบินหึ่งออกไปทันที
กระเต็นวิ่งตามไป เห็นคนร้ายกำลังร้องโวยวายปัดป่ายมือไล่ฝูงต่อฝูงแตนที่รุมกันเข้าไปต่อย แต่พอมันล้มลงฝูงต่อฝูงแตนก็กลายเป็นใบไม้ร่วงกราวรอบตัว กระเต็นเดินเข้าไปยื่นมือ “กระเป๋าเร็ว!”
มันไม่เพียงไม่ให้ยังชักมีดเดินเข้าหา กระเต็นว่าคาถาเสียงก้อง พอมันเสียบมีดไปที่ตัวกระเต็น เกิดแสงสว่างวาบขึ้น มันผงะถอยออกไปตกใจจนมีดหลุดมือทรุดลงไปกองกับพื้นตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ กระเต็นมองแล้วส่ายหัวระอาใจ
เมื่อตำรวจมาเอาตัวไป พบว่ามันเป็นนักวิ่งราวตัวฉกาจที่ทางการกำลังต้องการตัว หมดธุระแล้วกระเต็นขอตัวสะพายกระเป๋าลงจากโรงพัก สังหรณ์ใจบางอย่างหันไปมองก็ไม่เห็นอะไรจึงเดินออกไปอย่างไม่สบายใจนัก
ที่ลับตา...มีสายตาคู่หนึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของกระเต็นอย่างมาดร้าย!
กลับถึงบ้าน กระเต็นเรียกจวนสาวใช้มาบอกว่าตนจะเข้าห้องพระถ้าไม่จำเป็นห้ามกวน บอกจวนว่า
“วันนี้กล้าไปงานโรงเรียนเก่าคงกลับดึก จวนก็กินข้าวเย็นแล้วปิดครัวปิดบ้านเลย ให้กล้าไขกุญแจเข้าบ้านเอง”
“ค่ะ...คุณนายคะคือ...คือตอนกลางวันที่คุณนายไม่อยู่ จวนชอบได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่รอบๆบ้านน่ะค่ะ”
กระเต็นบอกว่าคงเป็นแมวข้างบ้านวิ่งเข้ามา จวนคิดว่าไม่น่าจะใช่
“งั้นเราก็หูฝาด เพราะบ้านนี้ไม่มีขโมยที่ไหนกล้าเข้าหรอก” พูดแล้วกระเต็นเดินขึ้นข้างบน ปล่อยให้จวนยืนขนลุกขนพองมองไปรอบตัวหวาด แต่ไม่เห็นว่า...
ที่รั้วบ้านมีหุ่นพยนต์นุ่งโจงกระเบนแดงถือดาบเดินเฝ้าอยู่หน้าบ้าน!
ooooooo
ที่เวทีมวยงานโรงเรียนเทคโนโลยีอาชีวะสหวิช การชกมวยเริ่มขึ้นแล้ว โฆษกประกาศชกชิงถ้วยแชมป์มวยสหวิชคู่แรก เสก ไทกนก ชกกับ นุกูล ศิษย์สหวิช
แต่เพราะนุกูลถูกหามส่งโรงพยาบาล กล้าจึงขึ้นชกแทน
งานนี้ ภูมินทร์ หนุ่มใหญ่วัย 30 เศษ พ่อเลี้ยงเจ้าของปางไม้ มีธุรกิจมืดอยู่เบื้องหลัง แม้จะชอบสะสมพระเครื่องแต่ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม พาคมกับสมุนอีก 4 คนมาในงาน เขาสั่งคมกับสมุนทั้ง 4 เบาๆ
“แยกกันตรงนี้ หาตัวมาให้ฉันให้ได้ แล้วก็ระวังอย่าให้เอิกเกริก เข้าใจไหม”
คมรับคำ สั่งไอ้มิ่งให้แยกย้ายกันหา ส่วนตนจะไปกับพ่อเลี้ยง แล้วทั้งหมดก็แยกกันตรงนั้น...
ที่มุมหนึ่งในงาน คะนึงนิจวัย 19 น้องสาวคนเดียวของพ่อเลี้ยงภูมินทร์ เธอชอบแหกกฎ หัวแข็ง แต่มีน้ำใจและกล้าหาญ กำลังนั่งวาดรูปให้เด็กสาวคนหนึ่ง จู่ๆก็ขอพักแป๊บหนึ่ง เอามือกุมท้องวิ่งตัวงอออกไป หญิงสาวที่เป็นนางแบบลุกขึ้นดูภาพลายเส้นที่คะนึงนิจวาด ถึงกับด่า “เนี่ยเหรอรูปเรา ฝีมือห่วยแตกที่สุด” แล้วกวาดตามองหาคะนึงนิจอย่างจะเอาเรื่อง
ooooooo
ภูมินทร์กับคมเดินมาได้ยินเสียงเชียร์มวยอึกทึกจึงชวนกันแวะไปดู เช่นเดียวกับงามตาและนงคราญซึ่งแต่งหน้าเสร็จแล้วแต่ยังไม่แต่งตัว ทนเสียงเร้าใจนั้นไม่ไหวแวะไปดู นงคราญติงเพื่อนว่า ไหนว่าจะไม่มาดูนุกูลชกให้เสียลูกตาไง
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว นานๆจะมีผู้ชายมายอมเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อฉันสักที อีกอย่างเวทีมวยก็มีแต่ของสวยๆงามๆให้ดู หรือแกไม่สน”
“ยิ่งกว่าสนอีก” นงคราญรีบบอก หัวเราะกันคิกคักเดินแทรกเข้าไปชะเง้อชะแง้ดูบนเวทีมวย
ภูมินทร์กับคมก็แทรกเข้าไปดู เห็นลีลาของกล้าที่ขึ้นชกแทนนุกูลขณะกระโดดศอกใส่เสกจนล้มลงตาลอยก็พอใจมาก กล้าเข้าไปประคองเสกขึ้นเอ่ย...
“ขอโทษ...หวังว่าทุกอย่างจะจบบนเวทีนี้นะเพื่อน”
งามตากับนงคราญตะลึงในความหล่อเท่ของกล้า แต่งามตาไม่รู้จักกล้า ถามว่านั่นใครหรือ สาวท้วมที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อุทานอย่างสมเพชว่า
“ต๊ายนี่เธอไม่รู้จักพี่กล้าสุดหล่อ ศิษย์เก่าสหวิชเหรอ เชยมาก...”
โฆษกขึ้นไปชูมือกล้า ไพรีพ่าย เป็นฝ่ายชนะ พวกสาวๆกรี๊ดกันสนั่น คมพูดอย่างหมั่นไส้ว่า “ฝีมือหางแถว”
“แต่ฉันว่ามันใช้ได้ว่ะ” ภูมินทร์พอใจ
โฆษกประกาศหาผู้ท้าชิงอีก ใครพร้อมให้กระโดดขึ้นมาเลย ทุกคนหันมองแต่ไม่มีใครกระโดดขึ้นเวที จนโฆษกประกาศว่า “ถ้าไม่มีก็ขอประกาศให้นายกล้า...”
“เดี๋ยว!!” เสียงภูมินทร์ขัดขึ้น ทุกคนหันมองเป็นตาเดียว เขาประกาศว่ายังเหลือผู้ท้าชิงอีกคน แล้วหันไปสบตาคม
คมรู้งานกระโดดขึ้นเวทีทันที ภูมินทร์ชูสร้อยทองในมือให้ทุกคนดู ประกาศว่าถ้าใครชนะเอาทองเส้นนี้ไปเลย เสียงฮือฮากระหึ่มขึ้น โฆษกบอกให้ผู้ท้าชิงไปพันมือได้เลย
“ไม่ต้อง...ใช้นวมมันไม่สะใจ...ต้องชกมือเปล่า กล้าสมชื่อไหมไอ้น้อง” คมท้า พอกล้าตกลง กรรมการคนหนึ่งไม่เห็นด้วย บอกว่าเปลี่ยนกฎตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้ ภูมินทร์ลุกไปจับไหล่กระซิบข้างหูว่า
“กฎอะไรมันก็เปลี่ยนได้ทั้งนั้น อย่าเข้มงวดนักเลย” พลางดึงชายแจ๊กเกตโชว์ปืนที่เอว กรรมการคนนั้นหน้าซีด อนุมัติทันที แล้วเดินไปบอกกรรมการคนอื่นๆ ทุกคนหน้าซีดเงียบเป็นเป่าสากกันหมด
ooooooo
“แก๊ง!” ระฆังดังขึ้น กล้ากับคมเดินเข้าหากันทันที กล้าโชว์ลีลามวยไทยได้เก๋าและเท่มาก เล่นเสียคมถลำไปพิงเชือก เรียกเสียงเฮดังลั่นรอบสนาม
ภูมินทร์มองคมอย่างไม่พอใจ ในขณะที่คมเสียหน้ามาก เลยว่าคาถาเป่าพรวดไปตอนที่กล้าเงื้อหมัด ทำเอากล้าชะงักค้างยืนมึน ถูกคมพุ่งเข้าต่อยกระเด็นไปติดเชือก ภูมินทร์รู้ทันทีว่าคมเล่นไม่ซื่อ ส่วนกล้าสลัดหัวไล่ความมึนรวบรวมสติ
พอตั้งสติได้ กล้าท่องคาถานะจังงังที่พ่อเคยสอนไว้ตั้งแต่เขาอายุเพียง 10 ขวบ เขาสูดลมหายใจตั้งสติ หลับตา พอคมเงื้อหมัดเข้าต่อย กล้าหลบได้ทั้งที่หลับตาอยู่ แต่พอกล้าต่อยคืนโครมเดียว คมก็ร่วงลงไปนอนจุกให้กรรมการนับถึง 9 ก็ยังลุกไม่ขึ้น เลยถูกตัดสินแพ้ กรรมการหันไปจับมือกล้าชูเป็นฝ่ายชนะ ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของสาวๆและแฟนมวยทั้งสนาม
เมื่อคมลงมาขอโทษ ภูมินทร์จิกตาใส่ พูดเบาๆ
“ฉันเห็นนะไอ้คมว่าแกใช้อะไร ขนาดแกเล่นไม่ซื่อยังคลานเหมือนหมา แกนี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”
คมหน้าเหลือสองนิ้ว ทั้งเสียใจทั้งอาย...
ooooooo
กล้าได้รับรางวัลจากกรรมการท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องแสดงความยินดี ภูมินทร์ให้สร้อยคอทองคำตามที่ประกาศไว้ แต่กล้าไม่รับ บอกว่าตนชกมวยในฐานะนักกีฬา ไม่ได้คิดหวังเงินทองอะไร
“แต่พี่ชื่นชมฝีมือน้องมาก รับไปเถอะ พี่เป็นผู้ใหญ่ อย่าให้ต้องเสียคำพูดเลย” เมื่อกล้าจำต้องรับไว้ ภูมินทร์แนะนำตัวเอง “พี่...ภูมินทร์ เป็นเจ้าของปางไม้ไพรพญา ถ้าอยากได้งานดีๆ ก็ไปหาพี่ได้ทุกเมื่อ”
กล้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่าตนไม่ถนัดงานใช้กำลัง เหลือบมองคมแล้วเดินเลี่ยงไปอย่างไม่อยากมีเรื่องด้วย แต่คมยังแค้นตามไปพูด “แกกับฉันต้องได้เจอกันอีกแน่”
“ถ้าเจอกันแบบแฟร์ๆ เมื่อไหร่ก็ได้” กล้ารับท้าเดินลงจากเวที
งามตากับนงคราญแหวกผู้คนเข้ามากรี๊ดกล้า แนะนำตัวเองอย่างกระสัน
“งามตา อยู่แผนกการเรือนค่ะพี่กล้า ไปดูงามตา เต้นโชว์ต่อนะคะพี่กล้า นะคะ...” เธอเกาะแขนเขาฉอเลาะ กล้าฉุกคิดได้ว่าคงจะเป็นงามตาที่นุกูลชอบ เลยปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า
“พี่อยากไปมากเลยนะครับ แต่เผอิญพี่มีธุระต้องไปเยี่ยมเพื่อน นุกูลน่ะครับ ที่จริงเขาต้องขึ้นชก”
นงคราญสะกิดงามตายิกๆ เร่งว่าได้เวลาขึ้นเวทีแล้ว พอดูนาฬิกา งามตาตกใจ อุทานพร้อมกันว่า “ไม่ทันแล้ว” สองสาวออกวิ่งอ้าวไปทันที
ooooooo
ที่หน้าห้องนํ้าหญิง คะนึงนิจเดินหน้าเพลียๆออกมาบ่นว่า เพราะมะม่วงดองแท้ๆเชียว แล้วก็ยิ่งหน้าซีดเมื่อเห็นลูกน้องภูมินทร์สองคนยืนชะเง้อชะแง้มองหาอะไรอยู่ เธอหลบแว้บไปหลังแผงขายเสื้อยืดกับหมวก
ฉุกคิดได้ และก็ไวเท่าความคิด พอคนขายเผลอก็จิ๊กทั้งเสื้อและหมวกวิ่งหลบแว้บเข้าห้องนํ้าชาย ไวเป็นปรอท
กล้าเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนํ้าชายเสร็จแล้วออกมายืนฉี่ที่โถ คะนึงนิจเปลี่ยนเป็นชุดที่จิ๊กมาดูเป็นเด็กผู้ชาย ก้มหน้างุดๆเดินผ่านหลังกล้าที่ยืนฉี่อยู่
แต่พอออกไปเห็นสองคนนั้นยังอยู่เลยรีบผลุบกลับเข้ามา ไปยืนข้างๆกล้า สองคนนั้นเดินเข้ามาคุยกันว่า
“นี่มันห้องนํ้าชายนะเว้ย จะเจอเหรอวะ”
“นายสั่งให้หาก็หาไปเถอะน่า” ทั้งสองเดินไปชะโงกดูตามห้องส้วมทีละห้อง...ทีละห้อง...
กล้าดูอาการของคะนึงนิจที่มายืนข้างๆ แต่ไม่ฉี่ ท่าทางกลัวๆ เดาว่ามีเรื่องไม่ปกติแน่ เลยแกล้งทำเป็นเมาเซไปกอดคอหาทางช่วยพาออกไป ถามเบาๆว่า “หนีพวกมันอยู่ใช่ไหมน้องชาย ไปมีเรื่องอะไรกัน”
“ผมเปล่านะครับ แค่เหยียบเท้ากัน มันก็จะเอาเรื่อง พี่ช่วยผมด้วย”
“พี่จะช่วยนายเอง ไม่ต้องกลัว” แล้วกล้าก็ทำเสียงเมาๆ ชวน “ไปกินเหล้ากันต่อดีกว่าวะไอ้น้อง ไปๆ” แล้วกอดคอกันออกจากห้องนํ้าไป ปล่อยให้ลูกน้องภูมินทร์สองคนเดินดูตามห้องส้วมต่อไป...
พอออกจากห้องนํ้า คะนึงนิจบอกว่าพวกมัน
คงไม่ตามมาแล้ว ขอบคุณพลางเอามือกล้าที่พาดบ่าตัวเองออก
“เฮ้ยเล็กน้อย แต่ยังไงนายน่าจะออกกำลังกายให้มันแข็งแรงกว่านี้นะ เป็นผู้ชายกล๊องแกล๊งแบบผู้หญิง จะโดนรังแกง่ายๆ”
“ครับพี่...งั้นผมลาเลยนะครับ” พูดแล้วยกมือไหว้เดินไป ถอดหมวกพัดแก้ร้อน ภูมินทร์เห็นเข้าพอดี รีบแหวกคนตาม คะนึงนิจรู้ตัวรีบใส่หมวกวิ่งไปหากล้า บอกว่า “พวกมันมาอีกแล้ว” กล้าพาซื่อกอดคอเธอเดินแทรกหายเข้าไปในหมู่ผู้คน
ภูมินทร์ตามไปมองหา คมถามว่าเจอแล้วใช่ไหม เขาบอกว่าคิดว่าใช่ เห็นวิ่งไปหน้าเวที แล้วแหวกคนตามไป
ระหว่างกอดคอกันเบียดผู้คนหนีอยู่นั้น มือกล้าไปถูกหน้าอกคะนึงนิจเข้า เขาชะงักมองหน้า “นี่...นาย...”
พอถูกจับได้ คะนึงนิจอายมาก ผลักกล้าออกวิ่งมุดเข้าไปในกลุ่มผู้คน กล้าเป็นห่วงรีบแหวกคนตามไป...
ooooooo










