ตอนที่ 6
สุพรรณิการ์ลืมตาสะลึมสะลือมองไปที่ประตู เห็นอรุณศรีกับกริชชัยยืนคุยกันอยู่นานก็บ่นอย่างหงุดหงิดว่า “คุยอะไรของมัน นานจังเว้ย...หิว...”
อรุณศรียืนมึนตื้ออยู่ครู่ใหญ่ จึงถามไม่เต็มเสียง “คุณโกรธหรือเปล่า” แล้วก็รู้สึกโล่งใจเมื่อเขาบอกว่าไม่โกรธ แต่เธอติดค้างตนอยู่ คือ “คุณพูดถึงผมข้างหลัง คุณนินทาว่าร้ายผม”
อรุณศรีโต้ว่าตนไม่ได้ว่าร้าย แต่เขาเป็นคนยอมรับเองว่าเป็นจริงๆ กริชชัยแย้งว่าตนไม่เคยบอกว่าเป็น ทำเอาอรุณศรีอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า “ก็ตอนที่ฉันบอกว่าคุณเป็น คุณไม่ปฏิเสธ”
“ไม่ปฏิเสธ ไม่ได้แปลว่าผมยอมรับ” กริชชัยเสียงเข้มขึ้น อรุณศรีชักสีหน้าว่าเขาเจ้าเล่ห์ กริชชัยยิ้มนิดๆอย่างเป็นต่อ ขณะพูด “คุณคิดเอง เออเอง ผมไม่อยากแย้งให้คุณหน้าแตกก็เลยปล่อยเลยตามเลย”
เมื่อถูกหาว่าพูดเองเออเอง อรุณศรีพูดประชดว่า “พูดซะตัวเองดูดีเลยนะคะ ก็ได้ค่ะ...ฉันผิดเองที่พูดนินทาลับหลังคุณ เพราะ ‘ความเข้าใจผิด’ ฉันขอโทษ”
“ผมรับคำขอโทษ แล้วคราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก”
อรุณศรีมองหน้าเขาอย่างหมั่นไส้มาก พูดกึ่งตำหนิกึ่งตัดพ้อแกมประชดประชันว่า
“ในสายตาคุณ ฉันคงเป็นผู้หญิงที่แย่มาก คุณถึงต้องคอยห้ามโน่นห้ามนี่ ห้ามกอดห้ามหอมแก้มกับผู้ชายในที่สาธารณะ เพราะมันดูไม่ดี ห้ามเมาเพราะมันอันตราย แล้วยังห้ามนินทาว่าร้ายคุณอีก...ท่าทางคุณคงเป็นคนดีมากกกกก... ไม่เคยทำอะไรแย่ๆ แล้วก็ไม่เคยพูดถึงฉันต่อหน้าเพื่อนคุณ!”
“ผมพูด” กริชชัยสวนไปทันทีด้วยเสียงค่อนข้างดัง “แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องไม่ดี...เรื่องที่ไม่ดีผมพูดต่อหน้าคุณ ผมไม่เอาไปพูดลับหลัง...หวังว่าคุณคงจะเข้าใจ”
พูดจบกริชชัยหันหลังเดินไปเลย อรุณศรีถือห่อบะหมี่มองตามเหวอๆในสมองมีแต่คำถามมากมาย...
ooooooo
เมื่อมาจัดบะหมี่ใส่ชามนั่งกินกัน สุพรรณิการ์กินอย่างหิวโหยด้วยอาการที่ยังเมาๆ อรุณศรียังคิดไม่ตก พูดเสียงดังขณะจะเดินมานั่งกินบะหมี่ว่า “ฉันไม่เข้าใจ...”
สุพรรณิการ์หยุดสาวบะหมี่เข้าปาก ถามว่า ไม่เข้าใจอะไร อรุณศรีมานั่งพูดอย่างระบายความอัดอั้นว่า
“ฉันไม่เข้าใจนายฉันน่ะสิ แกบอกว่าเขาชอบฉัน พี่เบญลี่ก็บอกว่าเขาชอบฉัน แต่แววตาเขามันไม่ได้บอกว่าอย่างนั้น และคำพูดมันก็ไม่ใช่ เขาคอยจับผิดเรื่องส่วนตัวฉัน แล้วก็เอามาด่าต่อหน้า ฉันว่าเขาต้องโรคจิตแน่ๆ”
“แกนั่นแหละบ้า ถ้าเขาไม่สนใจแก เขาจะจับตาดูแกทำไมหา!” สุพรรณิการ์ถาม อรุณศรีอ้างว่าเขาหาเรื่องเพื่อไล่ตนออก ทำเอาสุพรรณิการ์หยุดกินบะหมี่ถามว่า “แกคิดงั้นจริงเหรอ งั้นมาพิสูจน์กัน ฉันจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อพิสูจน์ว่าจริงๆแล้ว คุณกริชชัยเขาชอบแกหรือเปล่า ฉันจะเอาตัวเข้าใกล้ชิดเขา แล้วก็หาทางทอดสะพานให้เขา ถ้าเขาไม่หวั่นไหวก็แสดงว่าเขาชอบแกจริง แต่ถ้าเขาหวั่นไหว...เขาก็เสร็จฉัน”
“เพ้อเจ้อ” อรุณศรีตะโกนใส่หูเพื่อนเหมือนจะปลุกให้หายเมา สุพรรณิการ์ถามว่าไม่ทำอย่างนี้แล้วจะรู้ได้ไงว่าเขาสนใจเธอ อรุณศรีบอกว่า “ไม่ต้องเลย ฉันไม่ได้อยากจะรู้อะไรทั้งนั้น ฉันแค่ไม่อยากซวยเพราะโดนเจ้านายเกลียดขี้หน้า ส่วนเรื่องที่เขาชอบฉัน...ฉันยังยืนยันว่า มันเป็นไปไม่ได้!”
อรุณศรีทำเสียงเข้มหน้าจริงจังมั่นใจ ทั้งที่กำลังถูกความหวั่นไหวชำแรกเข้าหัวใจ แต่ยังไม่กล้ายอมรับเท่านั้น
ooooooo
เพราะตัดสินใจนอนที่คอนโดฯ เพื่อพรุ่งนี้เช้าจะได้ชวนอรุณศรีไปออฟฟิศด้วยกัน กริชชัยจึงให้คนขับรถกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน ลำเภาจัดให้ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าคอนโดฯยังตกแต่งไม่เสร็จแล้วจะนอนยังไง
พอได้เสื้อผ้าจากคนขับรถแล้ว คืนนี้กริชชัยนอนที่โซฟาเอาเสื้อสูทห่มช่วงอก แม้จะนอนไม่สบายนัก แต่มีความสุข ที่เห็นใบหน้าสดใสของอรุณศรีในความนึกคิด
เช่นเดียวกัน อรุณศรีก็อดคิดเห็นใบหน้าของกริชชัยไม่ได้ โดยเฉพาะอิริยาบถสบายๆ และเผ็ดส้มตำจนต้องถลกแขนเสื้อถอดเนกไทเหงื่อท่วมใบหน้า เป็นภาพที่ดูน่ารักมาก คิดแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
ฝ่ายสุพรรณิการ์ที่อาสาจะทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชักที่พร้อมจะให้วัวพันหลัก เวลานี้หลับไปอย่างหมดสภาพแล้ว
ooooooo
เช้านี้ ขณะลำเภากำลังอาบน้ำให้สามหมาตัวแสบอยู่นั้น จู่ๆธีธัชก็มากดออดหน้าบ้าน ลำเภาชะโงกจากพุ่มไม้มาดูว่าเป็นใคร พอเห็นเป็นธีธัชที่ตั้งหน้าตั้งตากดออด ก็ถือสายยางที่กำลังอาบน้ำให้น้องหมาอยู่ติดมือไปด้วย พอเจอหน้าก็ถาม นิ่งๆกวนๆ พลางเปิดประตูให้ว่า
“มาหาแต่เช้าเลย คิดถึงขนาดนั้นเชียว?”
แค่คำทักทายก็ทำเอาธีธัชเหวอ เขาพูดปรามๆว่า ตนมีเวลาไม่มากรีบคุยให้รู้เรื่องแล้วจะได้รีบกลับ
ลำเภาทำหน้าตาเฉย บอกว่ามาก็ดีแล้วกำลังอยากได้คนช่วยอยู่พอดี ธีธัชบอกว่าตนจะมาเคลียร์เรื่อง...แต่พูดไม่ทันจบ ลำเภาก็ยัดสายยางใส่มือบอกว่าอยากเคลียร์ก็ถือสายยางแล้วเดินตามมา
ธีธัชรับสายยางเดินตามลำเภาไปที่สระอาบน้ำหมาเคืองๆ พอเขาเดินตามไปถึงก็ถูกสามหมาพากันเห่าเสียงขรม จนลำเภาบอกว่าไม่ต้องเห่า เขาจะมาช่วยม่ามี้อาบน้ำให้
“ใครบอกว่าฉันจะช่วย” ธีธัชถามเสียงขุ่น ลำเภาทำหูทวนลมสั่งเขาให้ส่งแชมพูให้ เขาก็หยิบส่งให้ทันที พอรู้สึกตัวก็โวยวายว่ามาใช้ตนทำโน่นทำนี่ได้ไง ตนเป็นเพื่อนพี่ชายเธอไม่ใช่เด็กรับใช้แล้วก็ไม่ใช่คนอาบน้ำหมาด้วย
ลำเภาถามว่ามีเรื่องจะเคลียร์กันไม่ใช่หรือ งั้นก็รีบช่วยกันก่อน แล้วสั่งให้หยิบผ้าเช็ดตัวมาให้ พอธีธัชโวยวายก็ปรามว่า ถ้าไม่ทำก็ไม่ต้องคุย ถ้าอยากคุยก็ต้องช่วย ว่าแล้วก็หันไปเปิดน้ำก๊อกอย่างแรง สายยางสะบัดตามแรงดันของ น้ำ ฉีดน้ำใส่ธีธัชเต็มๆ เขาหลบเซไปตกสระ เสื้อผ้าผมเผ้าเปียกหมด สามหมารุมกันเห่าเหมือนหัวเราะเยาะ พอเขาขึ้น จากสระกำลังรีดน้ำตามตัว ก็ถูกน้องหมาตัวแสบวิ่งมาสะบัดน้ำใส่อีกพอเบี่ยงตัวหลบเลยตกน้ำไปอีกรอบ
กลายเป็นเรื่องขบขันของลำเภา แต่ธีธัชหัวเสียมาก บ่นอย่างทำอะไรเธอไม่ได้ว่า
“ฮึ่ย....แสบทั้งคนทั้งหมา”
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเขาจะเอาเสื้อผ้าที่เปียกไปอบในไมโครเวฟ ก็ถูกลำเภาโวยวาย แล้วเอาชุดของกริชชัยให้เปลี่ยน ธีธัชในสภาพไม่ใส่เสื้อเหมือนยืนโชว์กล้าม ทำให้ลำเภาอดมอง ไม่ได้ พอเขารู้ตัวก็รีบกอดอกอย่างหวงตัว ถามว่าจ้องอะไร
“แล้วมาถอดอะไรตรงนี้เนี่ย ไหนๆกล้าถอดโดยไม่เกรงใจ ก็จำใจต้องดูสักหน่อย เห็นของหมา ของแมว ของหมูของวัวมาเยอะแล้ว เห็นของคนสักทีก็ดีเหมือนกัน”
ธีธัชผงะเสียงเขียวใส่ “ยัยเด็กบ๊อง พูดออกมาได้ไงไม่อายปาก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นน้องไอ้กริช จัดหนักไปแล้ว” พูดแล้วก็หลบไปหลังตู้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ลำเภาเอาของกริชชัยมาให้เหนียมๆ
“คิกๆๆโธ่...นึกว่าจะแน่” ลำเภาหัวเราะคิกคัก
ooooooo
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ธีธัชพูดเป็นการเป็นงานว่า ตนไม่มีเวลามาเล่นกับเธอแบบนี้ เรื่องที่เธอจะเอาตนเป็นแฟน ตนไม่เอาเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ ธีธัชพูดๆๆๆ อย่างไม่เว้นช่องให้ลำเภาได้แทรกเลยว่า
“เรื่องที่เธอจะมาเป็นแฟนฉันหรือฉันไปเป็นแฟนเธอ มันเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่มีวันจะมาเป็นแฟนเธออยู่แล้ว เธอก็รู้แล้วต่อจากนี้ ห้ามเธอไปที่คอนโดฯฉันอีก ที่สำคัญเธอเป็นผู้หญิงยิงเรือเที่ยวบุกไปห้องผู้ชาย ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน มันน่าเกลียดรู้หรือเปล่า”
“ฉันรู้” ลำเภาตอบ ทำให้ธีธัชโล่งอกที่พูดกันเข้าใจ แต่หารู้ไม่ว่า ระหว่างที่เขาพูดนั่น ลำเภาเดินนำออกไป ทางประตูรั้ว แล้วแอบเบี่ยงตัวกลับเข้ามาพอเขาพูดจบ เธอบอกว่า “ฉันรู้” แล้วพูดต่อหน้าตาเฉยว่า
“แต่ตอนนี้เราเป็น ‘แฟน’ กัน เพราะฉะนั้นก็ไปห้องของคุณได้ เหมือนที่คุณก็มาบ้านฉันได้ แถมยังมาซะเช้าตรู่ นี่ถ้าไม่รักกันจริงก็คงจะไม่ทำ” พูดแล้วยิ้มแฉ่ง พร้อมกับปิดประตูรั้วใส่หน้าย้ำว่า “หมดเวลาสำหรับแฟน ตอนนี้ฉันต้องการเวลาเป็นส่วนตัว...” พูดจบหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปเลย
กว่าธีธัชจะรู้ตัวว่าลำเภาถือตนเป็นแฟน ก็ไม่มีโอกาสพูดแล้ว แต่ยังไม่ยอมแพ้ คิดหาทางแก้เกมต่อไป
ooooooo
เช้าแล้ว อรุณศรีตื่นขึ้นมาก็วิ่งพล่านหาของไม่เจอ เพราะเมื่อคืนเมาๆวางของไม่เป็นที่ ยิ่งดูนาฬิกาก็ยิ่งร้อนใจกลัวไปทำงานไม่ทัน
หารู้ไม่ว่า มีคนแอบวางแผนจะมารับไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อกริชชัยมากดออดที่หน้าห้องถามว่าจะไปทำงานหรือยัง จะไปด้วยกันไหม อรุณศรีรีบตอบรับทันที หาของอย่างเร็วจนครบแล้ว คว้ากระดาษปากกามาเขียนอะไรยุกยิกๆวางไว้ให้สุพรรณิการ์แล้วรีบออกไปทันที
ระหว่างทางเธอนั่งนิ่ง ออกจะเกร็งเล็กน้อย ส่วนกริชชัย คอยชำเลืองมอง รู้สึกมีความสุขอย่างประหลาดที่ได้อยู่ใกล้เธอ แม้จะเพียงเวลาสั้นๆก็ตาม
เมื่อไปใกล้ถึงหน้าออฟฟิศ เธอขอให้เขาส่งตรงนี้ก็ได้ เพราะไม่อยากเป็นจุดเด่นในสายตาใครๆ กริชชัยตามใจ เขาจอดรถรอจนเธอลงและปิดประตูให้แล้วจึงค่อยๆเคลื่อนรถออกไป
ปรานต์มาเห็นอรุณศรีลงจากรถหรูพอดี ตาร้อนผ่าวใจร้อนรุ่ม พุ่งรถเข้าไปปาดหน้ารถของกริชชัยจนฝ่ายนั้นเบรกเสียงลั่น แต่พอแกล้งกริชชัยแล้ว ปรานต์ก็ไม่สนใจรีบบึ่งเข้าไปในออฟฟิศอย่างแรง เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่น
“จะรีบไปไหน” กริชชัยมองอย่างสงสัย แต่พอดูดีๆก็รู้สึกคุ้น ครู่เดียวก็นึกออกว่าเคยเห็นรถคันนี้มาส่งอรุณศรีในเช้าวันหนึ่ง พอคิดออกแววตาก็เครียดขึ้นทันที
ooooooo
ปรานต์ไปดักอรุณศรีถามว่าเมื่อคืนไม่กลับบ้านไปไหนอยู่กับใคร พออรุณศรีบอกว่าค้างบ้านสุพรรณิการ์ ปรานต์ถามอย่างไม่พอใจว่า “นอนกับฝ้ายหรือนอนกับผู้ชายกันแน่” ทำให้อรุณศรีเลือดขึ้นหน้าถามว่า พูดบ้าอะไร
“ก็พูดในสิ่งที่เห็น ปรานต์เห็นแอ๊วลงจากรถไอ้ผู้ชายคนนั้น มันเป็นใคร บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่ามันเป็นใคร”
“เขาเป็น ‘เจ้านาย’ ของแอ๊ว!” อรุณศรีโพล่งออกไปอย่างสุดกลั้น
ที่มุมหนึ่ง กริชชัยมองมาเห็นปรานต์คุยอยู่กับอรุณศรีอย่างตึงเครียด จึงจอดรถนั่งดูอย่างเป็นห่วง
ปรานต์ยังคาดคั้นอรุณศรี พูดประชดว่าเป็นเจ้านายรวย ขับรถแพงๆอย่างนี้นี่เองเธอถึงยอมไปด้วย ทำให้อรุณศรีหมดความอดกลั้น ปรามว่าถ้าสติแตกแล้วก็กลับไปเสียไม่อยากทะเลาะด้วย เมื่อปรานต์ยังไม่ยอมหยุด เธอบอกว่าไม่เชื่อก็ไปถามสุพรรณิการ์ดู ก็ถูกปรานต์เยาะเย้ยว่าเตี๊ยมกันมาแล้วน่ะสิ ทำเป็นจับโกหกเธอว่า
“ถ้าไปนอนกับนังทอมฝ้าย แล้วมากับเจ้านายได้ยังไง ถ้าเชื่อ ปรานต์ก็เป็นควายแล้ว”
อรุณศรีสุดทนกับความเจ้าอารมณ์และหยาบคายของปรานต์ได้ ปรามว่าพูดดูถูกเพื่อนตนอย่างนี้ ให้กลับไปเสีย ถ้าไม่กลับตนจะเรียก รปภ.มาลากออกไป อย่าคิดว่าตนไม่กล้า เป็นคนรักไม่ได้เป็นพ่อ ถ้าเหลืออดตนเอาจริงแน่
ปรานต์เห็นเธอเอาจริงก็ยอมกลับ ขณะนั้นเอง เขาเห็นรถของกริชชัยจอดอยู่หน้าบ้านก็จิกตามองอย่างเตรียมหาเรื่องเต็มที่
ooooooo
ฝ่ายกริชชัยเมื่อเห็นว่าอรุณศรีปลอดภัยแล้วก็หันเก็บของในรถเปิดประตูรถลงมา แต่พอเดินได้สองสามก้าวก็ได้ยินเสียงปรานต์ถามเกือบเป็นตะคอกว่า “คุณเป็นใคร?” พลางถลกแขนเสื้อโชว์กล้าม ถามอีก “แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าผมเป็นอะไรกับแอ๊ว”
กริชชัยบอกว่า ถ้าเขากังวลเรื่องระหว่างตนกับอรุณศรีขอบอกเลยว่า เขากำลังเข้าใจผิด เพราะตนแค่รับเธอนั่งรถมาด้วยกันเท่านั้น ปรานต์ถามอีกว่ารับที่ไหน
พอกริชชัยบอกว่าคอนโดฯ ปรานต์ก็โวยทันทีว่านี่ขนาดแอบซื้อคอนโดฯให้กันแล้วหรือ
“คอนโดฯของผมกับคอนโดฯของเพื่อนอรุณศรีอยู่ที่เดียวกัน และเมื่อคืนผมก็เจอเขาโดยบังเอิญ ตอนเช้าก็เลยชวนนั่งรถมาทำงานด้วยกัน เพื่อนเขาชื่อสุพรรณิการ์หรือคุณฝ้าย ไม่ทราบว่าคุณรู้จักหรือเปล่า ถ้าคุณไม่เชื่อคำพูดผม ก็สอบถามไปทางคุณฝ้ายได้”
คำชี้แจงอย่างเยือกเย็น อย่างละเอียดของกริชชัย ทำให้ปรานต์เริ่มมีสติขึ้น แต่ยังจ้องหน้ากริชชัยอย่างไม่เชื่อใจนัก กริชชัยยังคงมองตอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ
อรุณศรีกำลังจะขึ้นลิฟต์เหลือบเห็นสองหนุ่มยืนคุยกันอยู่ เธอตกใจมากกลัวมีเรื่อง
ในที่สุดปรานต์ก็ต้องเป็นฝ่ายยอมถอย บอกว่าเชื่อที่กริชชัยเล่า พูดแก้เกี้ยวว่าตนเข้าใจผิดเอง อย่าถือก็แล้วกัน เพราะเป็นใครก็ต้องคิดที่เห็นแฟนตัวเองมากับคนอื่น กริชชัยเตือนสติว่าอรุณศรีเป็นคนดีมาก ไม่มีอะไรที่เขาต้องคิดมากเลย
เพื่อกันท่ากริชชัย ปรานต์บอกว่าตนกับอรุณศรีรักกันตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยและความสัมพันธ์ก็ “ลึกซึ้ง” มากกว่าคำว่า “แฟน” อาจมีทะเลาะกันบ้าง เพราะเธอเป็นคนขี้น้อยใจ ตนมีเวลาให้น้อยเลยหนีมานอนกับเพื่อน แล้วพูดอย่างไม่กระดากปากว่า “ผมคงต้องหาเวลาอยู่กับเขาให้มากกว่านี้ ผมต้องขอบคุณด้วยที่มาส่งแฟนผม แต่คราวหน้าผมคงไม่รบกวน แฟนผม ผมดูแลเองได้”
ปรานต์ไปแล้ว กริชชัยยังยืนอึ้งอยู่ที่เดิม แต่ในใจสุดแสนเสียดายที่อรุณศรีมีแฟนเป็นคนแบบนี้...
เมื่อกริชชัยเดินไปที่หน้าลิฟต์เจออรุณศรียังยืนอยู่ เธอดักรอถามเขาว่าปรานต์พูดอะไร พูดไม่ดีกับเขาหรือเปล่า กริชชัยตอบสบายๆ ว่าเปล่า เขาแค่หึงเธอเท่านั้น ตนเข้าใจ อรุณศรีถามอย่างไม่สบายใจว่า แล้วปรานต์พูดอะไรกับเขาบ้าง
กริชชัยไม่ตอบ แต่มองเธอด้วยแววตาที่เสียดายมาก ทำให้เธอยิ่งสงสัย อยากรู้
ooooooo
เพราะวันนี้ต้องไปรับเนตรนภัสไปร้านทำแหวนแต่งงาน วัชระยังเอารถออกไม่ได้ จึงโทร.ถามกริชชัยแต่เช้าว่าได้กุญแจรถกระบะจากคุณหนูโรงงานน้ำปลาแล้วหรือยัง
กริชชัยแก้ปัญหาด้วยการให้วัชระไปเอารถมอเตอร์ไซค์ของตนที่บ้านลำเภาไปใช้แทน ลำเภาเอากุญแจรถมาให้ วัชระหนักใจว่าขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับเนตรนภัสแบบนี้ รับรองเรื่องยาวแน่
วัชระเห็นอาหารวางอยู่ที่โต๊ะดูน่ากิน ถามว่าลำเภาทำเองหรือน่ากินจังแล้วขอกินด้วยคน ลำเภาบอกว่านั่นมันอาหารหมา วัชระทำคอย่น แต่ดูนาฬิกาแล้วก็ตัดสินใจว่าอาหารหมาก็หมาเถอะ ขอกินก็แล้วกัน ลำเภาบอกให้รอแป๊บเดียว แล้วหยิบอาหารหมาไปวางที่พื้นก่อนเดินเข้าครัวไปทำอาหารให้เขา
วัชระมองสามหมาที่กินอาหารไปชำเลืองมองตนไปอย่างระแวงว่าจะแย่งกิน ก็หัวเราะขำๆแล้วเดินตามลำเภาไป
ooooooo
การเข้าครัวช่วยกันทำอาหารไปคุยกันไป ทำให้ สนิทกันขึ้น ลำเภาปรารภเรื่องกริชชัยว่าเป็นคนเงียบๆ เฉยๆ แต่ที่จริงเป็นคนคิดมาก แถมรักเดียวใจเดียว ไม่รู้ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงไม่ชอบก็ไม่รู้
วัชระฟังอย่างไม่สนใจนัก เพราะคิดหนักเรื่องของตัวเองอยู่ พูดจากความรู้สึกของตัวเองว่า เรื่องหัวใจบังคับกันไม่ได้ จะบังคับได้ก็แต่ตัว แต่ใจมันไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอม ทำเอาลำเภาฟังแล้วงง ถามว่า พูดอะไร
“ก็...เรื่องไอ้กริชไง มันเป็นคนขี้อาย จะให้ไปตามจีบอรุณศรีมันก็ไม่ทำ ส่วนอรุณศรีก็มีแฟนแล้ว เขาอาจจะไม่ชอบไอ้กริชก็ได้ เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อน...” แล้วถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “เภามีแฟนหรือเปล่าล่ะ?”
“ไม่มี...แต่กำลังจะเป็นแฟนกับคุณธีธัช พนันกันไว้ ฉันจะต้องสยบเขาให้ได้” ลำเภาพูดอย่างมุ่งมั่นจริงจัง จนวัชระมองเหวอถามว่า เอาจริงหรือ ตอนธีธัชบอก ตนยังคิดว่า เธอพูดเล่น
“ใครพูดเล่น...นี่เป็นคนจริง! พูดจริงทำจริง อีกไม่นานนายธีธัชต้องมาเป็นแฟนเภา มาเป็นหมาใหญ่ประจำบ้านนี้...”
ความจริงจังที่จะเอาธีธัชมาเป็น “หมาใหญ่” ในบ้านของลำเภา ทำเอาวัชระอึ้ง พูดไม่ออกเลย
ooooooo
เนตรนภัสปรี๊ดแตกเมื่อเลยเวลานัดแล้ววัชระยังไม่มารับซ้ำยังปิดมือถือด้วย สีรุ้งถามลูกอย่างเป็นห่วงว่าเป็นอะไร
เนตรนภัสโวยวายว่า วัชระทำแบบนี้ไม่ให้เกียรติตน นอกจากไม่มาตามนัดแล้วยังปิดมือถือด้วย ทำแบบนี้มันมากไปแล้ว
สีรุ้งถามลูกอย่างกังวลใจว่า ขอถามเป็นครั้งสุดท้ายว่า แน่ใจหรือที่จะแต่งงานกับวัชระ เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า มั่นใจ เพราะตนบอกเพื่อนไว้หมดแล้วเรื่องจะแต่งงาน ถ้าต้องยกเลิกเพราะวัชระไม่ยอมแต่งงาน ตนทนไม่ได้ ยอมไม่ได้!
นรีวรรณฟังอยู่ หลังจากนั้นเธอพูดกับสีรุ้งว่าตนรู้สึกผิดไม่น่าไปแหย่พี่เรื่องเพื่อนๆ แต่งงานกันหมดเหลือแต่พี่คนเดียวที่ยังไม่มีวี่แวว เลยทำให้พี่สติแตกแบบนี้ สีรุ้งเอามือจับหัวนรีวรรณพูดปลอบใจว่า
“ไม่ใช่ความผิดของนุ้ยหรอกลูก พี่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะตัวเขาเอง เรารู้ว่าพี่เขาเครียดก็อย่าไปชวนทะเลาะเพิ่มความเครียดให้เขาก็แล้วกัน”
นรีวรรณรับปากแม่ แต่อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ถามว่า “แม่ว่า...ที่พี่วัชเขาหนีพี่แหนมแบบนี้ เพราะเขาไม่อยากแต่งหรือเพราะว่าเขามีคนอื่น?”
ข้อสังเกตของนรีวรรณ ทำให้สีรุ้งฉุกคิด แอบกังวลใจขึ้นมาเหมือนกัน
ooooooo
ในที่สุด วัชระก็ไม่ได้ไปหาเนตรนภัสตามนัด เขากลับมาที่คอนโดฯของกริชชัย จัดแจงเปลี่ยนซิมมือถือ แล้วโทร.บอกลูกน้องว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์เฉพาะห้ามบอกคนอื่นไม่ว่าจะเป็นใคร สั่งงานลูกน้องแล้วก็ถอนใจอย่างกังวลกับเรื่องที่กำลังจะตามมา
เดินไปที่โต๊ะ เห็นใบสั่งงานของกริชชัยให้ติดตั้งโคมไฟ และอื่นๆตามที่ได้ทำเครื่องหมายไว้ที่ผนังแล้ว วัชระหยิบสว่านลงมือเจาะผนังตามจุดที่กริชชัยกำหนดทันที
เป็นเรื่อง! สุพรรณิการ์ที่ยังแฮงก์อยู่ลุกขึ้นมาโวยวาย แล้วเดินดุ่มๆไปทุบประตูห้องกริชชัยไม่ยั้ง วัชระฟังเสียงทุบประตูก็เดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร เปิดประตูออกมาอย่างพร้อมจะมีเรื่องทันที
กลายเป็นว่า สุพรรณิการ์กำลังเงื้อมือจะตบประตูห้อง วัชระเปิดออกมาพอดี เลยรับตบหน้าเขาไปเต็มๆผัวะ!
“โอ๊ย...นี่คุณมาตบผมทำไมเนี่ย” วัชระโวยวาย แต่ สุพรรณิการ์สะใจที่ตบผิด บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ซ้ำยังเยาะเย้ยว่า “ถ้าตั้งใจจะแรงกว่านี้!”
วัชระถามอย่างระอาใจว่า จะระรานชีวิตตนไปถึงไหน สุพรรณิการ์สวนไปทันทีว่า พูดเสียน่าสงสาร ถามว่าตนโดนเขาทำทั้งโดนชนสะโพกทั้งมือซ้น ทั้งถูกแกล้งไม่ได้พักผ่อน ไม่น่าสงสารกว่าหรือ
ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างไม่มีทีท่าจะจบ วัชระเลยเข้าห้องไป สุพรรณิการ์ลุยตามเข้าไปอย่างลืมกลัว ถูกวัชระดึงกระดาษที่ติดไว้ที่ผนังหันมาแปะที่หน้าผากเธอ สุพรรณิการ์ดึงกระดาษออกมาดู วัชระอ้างข้อความในกระดาษว่า
“ระเบียบการเข้าตกแต่งห้องชุด เขาบอกว่า ทุกคนมีสิทธิ์เข้าตกแต่งห้องชุดได้ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และตอนนี้มันก็เป็นเวลาเที่ยงของวันพุธ เพราะฉะนั้นผมก็มีสิทธิ์จะเจาะผนังได้อย่างเต็มที่”
ถูกวัชระเอาระเบียบมาอ้าง ทำให้สุพรรณิการ์พูดไม่ออก พาลหาว่าเขาหาเรื่องกวนตนใช่ไหม วัชระหาว่าเธอเองนั่นแหละหาเรื่องตนไม่เลิก ถามกวนๆว่า หรือว่า...หาเรื่องอยากเจอตน ถูกสุพรรณิการ์เยาะเย้ยว่า “อย่างนายน่ะ ต่ำกว่ามาตรฐาน!”
ต่างโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายวัชระมีเงื่อนไขว่า ถ้าอยากนอนสงบๆก็ไปเลื่อนรถเสีย สุพรรณิการ์สวนไปทันทีว่าถ้าเขาอยากให้ตนเลื่อนรถก็ต้องเลิกเจาะ ถ้าไม่เลิกเจาะ ก็ไม่เลื่อน!
“ถ้าไม่เลื่อนก็ไม่ต้องนอน” วัชระตัดบทแล้วหันไปเจาะผนังไม่สนใจเธออีกเลย สุพรรณิการ์เอามืออุดหูร้องตะโกนว่าไม่นอนก็ได้ แล้วกลับห้องไปอย่างแค้นใจ วัชระหยุดเจาะมองตามเธอไปขำๆ เป็นความรู้สึกผ่อนคลายที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว...
ส่วนสุพรรณิการ์ที่บอกว่าไม่นอนก็ได้นั้น กลับถึงห้องก็ครุ่นคิดคุมแค้นจะหาทางเอาคืนวัชระเสียให้เจ็บแสบยังไงดี
ooooooo
ทริปลูกค้าวีไอพี ลองรถใหม่จากกรุงเทพฯไปวังน้ำเขียวได้ฤกษ์แล้ว กริชชัยเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆเพื่อตรวจสอบความพร้อม
เบญลี่รายงานว่า เพื่อนร่วมเดินทางทั้งหมด 15 คน ห้องพักจองไว้พร้อม อาหารตนก็ส่งรายการไปให้ทางโรงแรมเตรียมแล้ว ฝ่ายเครื่องก็เตรียมช่างไว้ 2 คนเป็นคนรู้จักรถของลูกค้าเป็นอย่างดี จะนำหน้าขบวนและปิดท้ายอย่างละคน
ฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็ประสานงานกับตำรวจทางหลวงขอรถนำและจ้างพยาบาล 2 คนทั้งยังเช่ารถพยาบาลที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตไว้อีกหนึ่งคัน มีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำกับเราตลอดทริป
มาถึงฝ่ายกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ซึ่งอรุณศรีเป็นผู้รับผิดชอบ เธอรายงานสั้นๆแต่ได้ใจความว่า
“เรื่องกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ดิฉันติดต่อนักดนตรีและแจ้งให้ทางโรงแรมเตรียมสถานที่และอุปกรณ์สำหรับการเล่นเกมไว้แล้วค่ะ”
“ดี...ทริปนี้ถึงจะเป็นทริปเล็กๆแต่ลูกค้าทุกท่านมีความสำคัญ ขอให้ทำงานกันอย่างเต็มที่ และเพื่อเป็นการขอบคุณที่ทุกคนช่วยกันจัดงานเปิดตัวผมออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ผมอนุญาตให้พาคู่สมรสและลูกๆไปได้ ถือเป็นรางวัล”
เบญลี่ถามทันทีว่าพากิ๊กไปได้ไหม กริชชัยอนุญาตแต่มีข้อแม้อย่างรู้ทันว่าพาไปได้คนเดียว แล้วหันไปคุยกับทีมงานอย่างเป็นกันเองว่า “ขอให้ทุกคนทำงานให้เต็มที่เพื่อความพอใจอย่างสูงสุดของลูกค้าของเรา”
เลิกประชุมแล้ว กริชชัยบอกอรุณศรีว่าเสาร์อาทิตย์นี้
เธอจะพาแฟนไปด้วยก็ได้ตนอนุญาต เธออึ้งไปนิดหนึ่งก่อนบอกว่า “ขอบคุณค่ะ ฉันจะลองถามปรานต์ดูนะคะ”
“ปรานต์...ชื่อแปลกดีนะ” กริชชัยพึมพำ เธอบอกว่าครั้งแรกที่เจอกันตนก็สะดุดหูเหมือนกัน “คุณก็...ลองถามแฟนคุณดู ถ้าเขาไปได้ด้วย เขาจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องระหว่างคุณ...กับผม”
“ค่ะ...ฉันก็คิดแบบนั้น” อรุณศรีตอบไปอย่างนั้นทั้งที่ยังงงๆแล้วเอ่ยว่า เมื่อไม่มีอะไรแล้วตนขอตัวไปทำงานต่อ
พออรุณศรีออกไปจากห้อง กริชชัยก็งงตัวเองว่าพูดอะไรออกไปเนี่ย ส่วนอรุณศรีพอออกพ้นหน้าเขาแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า “อย่างนี้เนี่ยนะ ที่เขาเรียกว่า...แอบชอบ”
ooooooo
และแล้ว เรื่องของวัชระก็กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เมื่อเนตรนภัสตามตัวไม่เจอ ทั้งยังปิดมือถืออีก คนอย่างเนตรนภัสจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ เธอจึงตามล่าวัชระ
เมื่อวัชระขี่มอเตอร์ไซค์ของกริชชัยกลับมาที่ทำงาน เขาชะงักกึกเบรกรถทันทีเมื่อเห็นรถของเนตรนภัสจอดอยู่ที่ลานจอดรถ โทร.สั่งลูกน้องให้เอาเอกสารไปให้ที่เกิดเหตุเลยตนจะไม่เข้าที่ทำงานแล้ว ทั้งยังกำชับห้ามบอกคนอื่นด้วย
แม้วัชระจะรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองแต่เขาก็ไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเนตรนภัสที่ตามจิกไม่ปล่อย
เมื่อไปที่ทำงานไม่เจอตัว เนตรนภัสใช้โทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานของวัชระ โทร.ไปหากริชชัย ถามว่าวัชระอยู่ไหน เมื่อกริชชัยบอกว่าคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อเช้าเรื่องกุญแจรถแล้วก็เรื่องตกแต่งคอนโดฯ จากนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย
เนตรนภัสถามว่ากุญแจรถอะไร กริชชัยบอกว่ารถมอเตอร์ไซค์ของตน แต่ก็รับปากจะตามหาให้ ถ้าตามเจอตัวจะให้รีบติดต่อกลับ เนตรนภัสย้ำว่า “ทันที” แล้ววางสาย
วางสายจากเนตรนภัสแล้ว กริชชัยสงสัยว่าวัชระไปทำเรื่องอะไรไว้อีกแล้ว พึมพำ “ไอ้วัชท่าทางจะโคม่าว่ะ”
ส่วนเนตรนภัสยังติดใจเรื่องตกแต่งคอนโดฯ ที่กริชชัยพูดถึง เธอลุกจากโต๊ะวัชระออกไปทันที
ooooooo
เนตรนภัสโทร.หาธีธัชที่กำลังคิดหาทางสลัดให้พ้นจากลำเภาที่จะเอาตนเป็นแฟนให้ได้อยู่ที่ห้อง เธอถามว่ามีกุญแจคอนโดฯ ของกริชชัยไหม ตนมายืนกดออดหน้าห้องจนนิ้วจะกุดอยู่แล้วยังไม่เห็นมีใครมาเปิดประตู ทั้งยังบอกว่า เชื่อว่าวัชระต้องอยู่ในห้องแน่ๆ เพราะเห็นรถของเขาจอดอยู่หน้าคอนโดฯ
ธีธัชจึงเล่าเรื่องรถของวัชระออกไม่ได้เพราะถูกรถน้ำปลาจอดปิดท้ายอยู่ วัชระเลยเอารถมอเตอร์ไซค์ของกริชชัยไปใช้แทน บอกเธอว่ารอที่คอนโดฯ จะเสียเวลาเปล่าๆกลับไปรอที่บ้านเสีย ตนตามวัชระเจอเมื่อไรจะให้รีบติดต่อกลับ
“ทันที!” เนตรนภัสย้ำ แล้วจึงยอมกลับไป
สุพรรณิการ์ได้ยินเสียงกระหน่ำกดออดห้องกริชชัยไม่หยุดจึงแอบฟัง ได้ยินเสียงเนตรนภัสคุยโทรศัพท์ก็จับความได้ว่าหญิงสาวคนนั้นเรียกตัวเองว่าแหนม ก็สงสัยว่าจะเป็นแหนมคนเดียวกับที่ตนเคยได้ยินกริชชัยขู่วัชระครั้งก่อนหรือเปล่า แล้วที่หญิงสาวคนนั้นพูดถึงวัช จะหมายถึงวัชระหน้าหนวดนั่นหรือเปล่า??
ooooooo
คืนนี้วัชระกลับถึงบ้านก็แปลกใจที่เห็นเพื่อนทั้งสองนั่งคอยอยู่ แววบอกว่ามาคอยจนกินข้าวอิ่มไปรอบหนึ่ง และกำลังจะหิวอีกรอบแล้ว วัชระถามว่ามาหาตนมีเรื่องอะไร
กริชชัยถามทันทีว่าปิดเครื่องทำไม แหนมโทร.มาจิกตนกับธีธัชให้วุ่นวายไปหมด ธีธัชก็บอกวัชระว่า อย่าหนีแบบนี้เลย ถ้าไม่อยากแต่งงานก็เลิกไปเสีย
วัชระยอมรับว่าตนยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้จริงๆ ชี้แจงว่า ตั้งแต่แหนมคิดจะแต่งงานก็มาวุ่นวายกับชีวิตตนไปหมด ทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน กริชชัยถามว่าแล้วเมื่อก่อนเธอไม่เป็นแบบนี้หรือ
“ไม่เลย...ทุกครั้งที่เจอกันก็กินข้าว ช็อปปิ้ง ดูหนังแล้วก็เข้าโรงแรม ตื่นมาก็แยกกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่พอจะแต่งงานกัน เขาโทร.จิกฉันตลอด เดี๋ยวก็ต้องไปทำโน่นทำนี่เยอะแยะวุ่นวายไปหมด แล้วนี่ยังจะมาก้าวก่ายเรื่องงาน ไปขอให้เจ้านายย้ายฉันไปอยู่แผนกอื่น ฉันว่า...มันมากไป”
“ก็บอกแล้วให้เลิก” ธีธัชโพล่งขึ้น “เลิกแล้วล้างสมอง ตั้งกฎใหม่ ผู้หญิงนะเว้ย พอมีคำว่าแต่งงานในสมองเมื่อไหร่พฤติกรรมเปลี่ยนทุกคน!!”
กริชชัยติงธีธัชว่า วัชระเครียดอยู่แล้วจะไปซ้ำเติมทำไมอีก แต่วัชระกลับบอกว่าธีธัชพูดถูกแล้วสาธยายความอัดอั้นว่า
“แหนมเปลี่ยนไปเยอะมาก จนฉันลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนฉันอยู่กับเขาได้ยังไง และเอาเข้าจริงๆ เขาก็ไม่รู้จักฉันเลยสักนิด ไม่รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เขากำลังจะ “เปลี่ยน” ให้ฉันเป็น “สามี” ในแบบที่เขาต้องการ”
วัชระระบายอย่างอัดอั้น กริชชัยพยักหน้าอย่างเข้าใจ วัชระระบายอีกว่า
“ถ้าไม่มีเรื่องแต่งงาน แล้วอยู่เป็นแฟนกันไปเรื่อยๆ แบบเมื่อก่อน มันไม่มีปัญหา ฉันก็ไม่เข้าใจ แค่เปลี่ยนจากคำว่า “แฟน” เป็น “สามี” ทำไมแหนมจึงต้องทำให้มันวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ด้วย”
“เพราะอย่างนี้ไง ฉันถึงไม่เคยคิดจะแต่งงาน” ธีธัชได้ทีพูดอย่างมั่นใจมาก แล้วก็ยกคำของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มาพูดให้เพื่อนฟังว่า “ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายด้วยความหวังว่าพวกเขาจะเปลี่ยน ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงด้วยความหวังว่าพวกเธอจะไม่เปลี่ยน ดังนั้น ทุกคนจึงพบกับความผิดหวัง”
สามหนุ่มต่างนิ่งไปกับความรักที่ไม่ลงตัวสักคน
ooooooo
ที่ร้านสาดสุรา หวานนารี ของสุพรรณิการ์ คืนนี้ทั้งสุพรรณิการ์และอรุณศรีไปนั่งดื่มเบาๆ แต่คุยเรื่องหนักๆ กัน เมื่ออรุณศรีปรับทุกข์ให้เพื่อนฟังว่าทางบริษัทอนุญาตให้พาครอบครัวหรือคนรักไปในงานที่จะจัดในวันเสาร์อาทิตย์นี้ แต่ตนไม่อยากให้ปรานต์ไป เพราะไม่อยากเป็นตัวตลกมากไปกว่านี้ บ่นให้เพื่อนฟังว่า
“แค่ปรานต์ไปพูดแบบนั้นฉันก็เซ็งจะแย่อยู่แล้ว”
สุพรรณิการ์ถามว่ามีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า เพราะเห็นปรานต์ตามจิกเธอผิดปกติและตัวเธอก็มานอนที่นี่บ่อยๆ อรุณศรีจึงบอกว่าปรานต์ยืมเงินตน สุพรรณิการ์ด่าโพล่งไปทันทีว่า
“ไอ้ผู้ชายสิ้นคิด ยืมเงินแฟนใช้ โธ่เอ๊ย...ไหนคุยนักคุยหนาว่าขายเครื่องเสียงรถได้คอมฯ ดี เจอหน้าฉันทีไร อวดรวยใส่ตลอดเชอะ!”
ด่าปรานต์แล้วถามอรุณศรีว่ายืมเท่าไหร่ พอรู้ว่าสี่แสนก็โวยดังกว่าเก่า ยุเพื่อนรักว่าอย่าให้ยืม รับรองว่าให้ไปแล้วไม่ได้คืนแน่ อรุณศรีก็ยังมีแก่ใจบอกว่าตอนนี้ตนมีอยู่สองแสน ถ้าเอาทองที่แม่ให้ไปขายอาจจะได้อีกเป็นแสน
สุพรรณิการ์บอกเพื่อนรักว่าอย่าให้ยืมเด็ดขาด ยิ่งทองที่แม่ให้ก่อนตายยิ่งไม่ควรเอาไปขาย
อรุณศรีถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม ไม่รู้จะทำอย่างไรดี สุพรรณิการ์เลยบอกให้ไปบอกปรานต์ว่าถ้าเดือดร้อนจริงๆ ให้มาหาตน เงินแค่สี่แสนจิ๊บๆ อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าตนกล้าให้ยืม ปรานต์จะกล้ามายืมหรือเปล่า
ooooooo
ขณะที่ปรานต์กำลังจนตรอกนั้น เขาเอาเงินหนึ่งแสนที่มีอยู่ไปจ่ายให้เสี่ย ก่อนบอกว่าอีกสี่แสนขอเวลาอีกหน่อย เสี่ยถามว่าเขามีปัญหาเรื่องเงินอะไรหรือเปล่า ปรานต์รีบบอกว่า ไม่มี เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้แค่สี่แสนสบายอยู่แล้ว แต่พอดีช่วงนี้ลงทุนทองเยอะไปหน่อย ขายก็ไม่ได้เลยสะดุดนิดหน่อย
เสี่ยคนนั้นบอกว่าไม่มีก็ดีแล้ว เพราะเขาเป็นทั้งหุ้นส่วนเป็นทั้งผู้จัดการร้าน ถ้าเกิดปัญหาเรื่องเงิน หุ้นส่วนคนอื่นอาจจะไม่ไว้ใจ ย้ำว่า “ยังไงคุณก็รีบเคลียร์อีกสี่แสนมาแล้วกันผมไม่อยากมีปัญหา”
“ได้ๆ อีกไม่กี่วัน เดี๋ยวจัดให้หมดเลย” ปรานต์รับคำยิ้มสบายๆ ทั้งที่ใจร้อนรุ่ม
พอถูกเร่งรัดเรื่องเงิน ปรานต์ก็นึกโมโหอรุณศรีขึ้นมาหาว่าถามเรื่องเงินทีไรก็โยกโย้ทุกที ตกลงมีหรือไม่ก็ไม่ตอบ
แต่แล้วก็เหมือนหมูวิ่งมาชนปังตอ เมื่อจู่ๆก็เดินชนกับเจ๊เกียวเจ้าของคิวรถตู้แถวอนุสาวรีย์ชัยฯเข้าอย่างจัง เจ๊เกียวไก่แก่แม่ปลาช่อน พอเห็นความหล่อล่ำบึ้กของปรานต์ก็สยิวขึ้นมา ความฉุนความตกใจ กลายเป็นดีใจ อารมณ์เกรี้ยวกราดก็กลายเป็นอ่อนโยน
ปรานต์เข้าไปขอโทษเจ๊เกียว เมื่อรู้ว่าเป็นคนทำคิวรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็สนใจจี๋ทันที ส่วนเจ๊พอรู้ว่าปรานต์เป็นผู้จัดการร้านที่นี่ ต่างก็มองกันอย่างถูกใจ เจ๊บอกว่าดีแล้วที่มาเจอเขา เพราะตนกำลังจะเอารถตู้มาติดเครื่องเสียงพอดีจะได้ไม่ต้องไปหาที่ไหนอีก
“ด้วยความยินดีครับ ผมจะดูแลพี่เกียวอย่างใกล้ชิดที่สุดเลย” พูดแล้วส่งสายตามากกว่าเรื่องงาน
“ดีจ้ะ...พี่ชอบคนเอาใจดูแลดีๆ พี่จะได้ไม่ไปไหน... หมายความว่า...จะได้ไม่ไปทำร้านอื่นไงจ๊ะ” เจ๊เกียวทำหวานใส่ ปรานต์ตอบรับผ่านสายตาหวานเชื่อมเช่นกัน
ooooooo
ธีธัชยังหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องลำเภา ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร คิดถึงคำพูดของกริชที่ว่าให้ทำตัวเป็นพี่ชาย เพราะถ้ามีปัญหากับลำเภา พ่อแม่เธอเอาเขาตายแน่
คิดแล้ววิธีทำตัวเป็นพี่ชายแบบนี้ใช้กับลำเภาคงไม่รอดแน่ จึงหาวิธีเข้าทางผู้ใหญ่ โทรศัพท์ถามเบญลี่ว่าทราบที่ทำงานของพ่อลำเภาไหมว่าอยู่โรงพยาบาลไหน
พอรู้จากเบญลี่ว่าคุณพ่อของเธอกำลังไปดูงานต่างประเทศก็ผิดหวัง คิดเข้าทางคุณแม่เธอแทน พอรู้ว่าคุณแม่เธอชื่อจามรี โอสถชัยเลิศ เช็กว่าทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลไหน ก็รีบจดยิกๆแล้วไปหาทันที
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลที่เบญลี่บอก ธีธัชดูชื่อที่จดไว้ในกระดาษเล็กๆ อีกที เดินไปเจอบอร์ดที่ติดชื่อแพทย์ เช็กอีกทีตรงกันแล้ว ก็ตัดสินใจฮึดสู้ทั้งที่ใจหวั่นๆ พึมพำว่า
“ฉันพูดเธอไม่ฟัง เล่นของสูงเลยแล้วกัน...”
ooooooo
เมื่อเข้าไปที่ร้านอาหารโรงพยาบาล ธีธัชกวาดตามองหาบุคคลที่ต้องการพบ จนเห็นนั่งทานอาหารอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งนั่งหันหลังให้อยู่ ธีธัชสูดลมหายใจลึกๆเดินตรงไปหา
ทันใดนั้น หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้วยหันมา ธีธัชชะงักกึก ยืนอึ้ง ก้าวขาแทบไม่ออก เพราะเธอคือลำเภานั่นเอง ส่วน ลำเภาก็มองเขาด้วยความแปลกใจ จนจามรีผู้เป็นแม่ถามว่า
“เภามีอะไรเหรอลูก?”
“ยังไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่า...น่าจะมี”
จามรีมองลูกสาวงงๆ ส่วนลำเภาหรี่ตามองธีธัชอย่างไม่ไว้ใจว่าจะมาไม้ไหนกันอีก
ooooooo










