ตอนที่ 5
เช้าวันรุ่งขึ้น วัชระไปรับเนตรนภัสตามเวลานัด เมื่อพากันไปที่ร้านเวดดิ้ง หลังจากฟังคอนเซปต์ที่คุณโตโต้บรรยายแล้ว วัชระโพล่งออกไปทันทีว่า ตนไม่เลือกทั้งสองอย่าง
เนตรนภัสหันขวับ ถามต่อหน้าทีมจัดงานแต่งงานมืออาชีพที่แวดล้อมอยู่ว่า
“ทำไมคะ แหนมว่าคอนเซปต์ที่คุณโตโต้บอกมามันก็ดีออก งานกลางวันจัดที่สวนของโรงแรมแบบอังกฤษ แขกมา งานก็เป็นคอนเซปต์รอแยลแอสคอต ใส่หมวกเก๋ มาดูม้าแข่ง ผู้ดีมากกก”
วัชระทำหน้าเอือมๆในขณะที่เนตรนภัสยังเพ้อต่อว่า
“งานกลางคืนก็จัดในโรงแรมบรรยากาศเทพนิยาย...วัชเป็นเจ้าชาย แหนมก็เป็นเจ้าหญิง น่ารักจะตาย ทำไมวัชไม่ชอบ”
“แต่มันแพง” วัชระบอกเบาๆ เนตรนภัสปรายตามองเขา พูดเสียงปกติว่า
“ก็แหนมมีเงินจ่าย เท่าไหร่แหนมก็จ่ายได้ วัชระต้องเดือดร้อนทำไม” วัชระเบือนหน้าหนีเซ็งๆ เนตรนภัสหันไปพูดกับทีมงานว่า “สรุปว่าแหนมชอบทั้งสองแบบนะคะ ทั้งงานกลางวันและงานกลางคืน เอาตามแบบนี้เลย ส่วนเรื่องทำวีทีอาร์ประวัติความรักของเราสองคนก็เริ่มได้เลยนะคะ แหนมขอตรวจบทด้วย”
วัชระหันขวับถามว่า เมื่อกี้พูดอะไร พอเธอชี้แจงว่าทำตำนานความรักของเรา เอาไว้ฉายให้คนในงานดู วัชระถามว่า เรื่องของเราสองคนทำไมต้องไปโพนทะนาให้คนอื่นรู้ด้วย ถามว่าเธอไม่เขินเหรอ ตนไม่เอาด้วย ตนอาย
เนตรนภัสบอกว่าเราก็ทำให้มันเก๋ๆก็ได้ แขกที่มางานเราเขาก็ต้องอยากรู้เรื่องของเรา วัชระพูดประชดอย่างเจ็บแสบว่า
“อยากรู้ขนาดนั้นเลย? แล้วต้องถ่ายตอนที่เรานอนด้วยกันให้เขาดูด้วยรึเปล่า เขาก็คงจะอยากรู้เหมือนกัน”
บรรยากาศตึงเครียดทันที เนตรนภัสปรี๊ดแตก พูดเกือบเป็นตวาดถามเขาว่า เป็นอะไร ตนพูดอะไรก็ขัดไปหมดทุกอย่างตัดบทอย่างหัวเสียว่า
“พอ...พอ...วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน แหนมไม่อยากทะเลาะกับวัชมากไปกว่านี้แล้ว ฤกษ์ไม่ดี!”
พูดจบเนตรนภัสหันไปคว้ากระเป๋าเดินกระแทกเท้าออกไป วัชระได้แต่นั่งเซ็ง ส่วนทีมงานนั้น พากันหลบๆเลี่ยงๆกระเจิงกระจายกันไปหมดแล้ว
ooooooo
เพราะสุพรรณิการ์ทำงานกลางคืน กลางวันจึงเป็นเวลาพักผ่อนของเธอ แต่วันนี้เธอนอนไม่ได้เลยเพราะมีเสียงเจาะเพดานดังกระแทกเข้ามารบกวน ตามด้วยเสียงตอกตะปูดังสนั่น เธอคว้าหมอนมาปิดหูไม่พอยังเอาผ้ามาคลุมทับอีก แต่ก็ไม่อาจสกัดเสียงเหล่านั้นได้
สุดท้ายทนไม่ไหวเด้งตัวขึ้นมาโวยลั่น “โอ้ยยย จะมาเจาะอะไรกันตอนนี้หา! ห้องไหนเนี่ย?!”
เป็นเสียงจากห้องของกริชชัยนั่นเอง วัชระกำลังเจาะเพดานเพื่อทำที่ห้อยกระสอบชกมวย ทั้งเจาะทั้งตอกจนแขวนกระสอบเสร็จ เขาถอยออกมายืนเล็งอย่างพอใจ
เสียงรบกวนเงียบไปแล้ว สุพรรณิการ์พูดอย่างโล่งใจว่าค่อยยังชั่วหน่อย ไม่งั้นได้เจอกันแน่ แต่พอล้มตัวลงนอนก็ได้ยินเสียงตุ้บๆตั้บๆอย่างรุนแรงเข้ามาอีก เธอลุกพรวด คราวนี้หน้าตาเอาเรื่องสุดฤทธิ์
พอจับได้ว่าเป็นเสียงจากห้องไหน เธอตรงลิ่วไปเคาะประตูปังๆๆ ครู่เดียวคนในห้องก็เปิดประตูออกมา
วัชระนั่นเอง...เขาออกมาในสภาพเหงื่อโซม ไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่กางเกงยีนส์เอวต่ำ ดูแล้วทั้งน่าสยองและสยิว จนสุพรรณิการ์มองอึ้งไปชั่วขณะ แม้แต่ปากที่กำลังขยับจะด่าก็ยังชะงักค้าง
“มีอะไร?” เสียงวัชระห้าว กระด้าง ทำให้สุพรรณิการ์ถึงกับหมดอารมณ์ตื่นเต้น พูดเสียงเข้มว่า
“นี่ พูดจากับผู้หญิงให้มันดีๆหน่อย”
วัชระย้อนถามหน้าตาเฉยว่าผู้หญิงเหรอ นึกว่าเป็นทอม เธอแว้ดคืนไปว่าตนไม่ได้เป็นทอม ถูกเขาอบรมอีกว่า ถ้าไม่ใช่ก็ควรจะทำตัวให้มันนุ่มนวลหน่อย แล้วถามห้วนๆว่า “ตกลงมากดกริ่งมีอะไร”
สุพรรณิการ์ถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆห้าวๆคืนไปว่า “ฉันจะนอน เงียบๆหน่อยไม่ได้รึไง”
วัชระมองแล้วถามกวนๆว่า นี่มันจะเที่ยงแล้วจะนอนไปถึงไหนกัน พอเธอบอกว่าตนทำงานกลางคืนกลางวันจึงเป็นเวลานอน เลยถูกวัชระมองแต่หัวจดเท้าถามเยาะๆว่า สารรูปแบบนี้มีคนมาใช้บริการด้วยหรือ
“ไอ้นายหน้าหนวด!!” สุพรรณิการ์แผดเสียงปรี๊ด บอกว่าตนเป็นเจ้าของร้านเหล้าไม่ได้ทำงานอย่างว่า ด่าส่งท้ายว่า “ทุเรศ สกปรก ต่ำ!”
วัชระเอามือปิดหู บ่นว่ามาเป็นชุดเลยหูแทบรับไม่ได้ บอกว่าทีหลังก็พูดให้มันกระจ่างหน่อย แล้วยืนกรานว่าตนทำเสียงเบากว่านี้ไม่ได้หรอก เพราะว่า “มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล” ครั้นเธอโต้ว่านั่นมันรบกวนสิทธิส่วนบุคคลของตนเหมือนกัน ก็ได้รับคำตอบที่ไร้น้ำใจว่า “ก็ช่วยไม่ได้” พูดแล้วเข้าห้องปิดประตูเลย
สุพรรณิการ์โวยวายอยู่หน้าห้อง เรียกให้ออกมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน กลับได้ยินเสียงล็อกประตูดังกริ๊ก ตามด้วยเสียงชกกระสอบตุ้บตั้บ...ตุ้บตั้บ...ตามด้วยเสียงหายใจ พ่นลม ฟืดฟาด...ฟืดฟาด...อีกชุดใหญ่ เธอจ้องประตูจนแทบจะทะลุเข้าไป กัดฟันกรอด...กรอด...
พอกลับถึงห้องตัวเอง เธอพูดอย่างอาฆาตว่า “คอยดูนะ ฉันจะต้องแก้แค้นนายให้ได้นายหน้าหนวดดดด!!” พลันก็หันไปคว้าไม้ถูพื้นมากระหน่ำฟาดข้างฝาที่ติดกันปังๆๆๆ กลายเป็นทั้งสองฝ่ายต่างทำเสียงดังกระแทกกระทั้นใส่กันอย่างดุเดือด
ใช้เสียงกระแทกกระทั้นทะเลาะกันจนเหนื่อย พอนึกได้วัชระก็พูดกับตัวเองขำๆว่า “บ้าพอกันทั้งคู่” ส่วนสุพรรณิการ์ฟาดไม้ถูพื้นจนเหนื่อย ก็เหวี่ยงทิ้ง ล้มตัวนอนบนเตียงอย่างหมดแรง แต่ยังแผดเสียง “อ๊ากกกก” ด้วยความแค้น
เสียงทั้งสองฝ่ายเงียบไปแล้ว ต่างรู้สึกผ่อนคลายที่ได้ปลดปล่อยความกดดันออกมาจนเหนื่อย...เฮ้อ...
ooooooo
ที่ เอ็ม กรุ๊ป อรุณศรีกำลังจะไปพักกลางวัน ก็เจอหนุ่มพนักงานปล่อยเงินกู้มาถามว่าต้องการกู้เงินแบบด่วนจี๋ไหม แล้วจูงใจว่า ถ้าทำกับตนไม่ต้องมีคนค้ำ มีแค่ใบรับรองเงินเดือนอย่างเดียวก็พอ แล้วถามว่าเธอทำงานที่นี่หรือเปล่า
พอเธอบอกว่าใช่ พนักงานคนนั้นก็ยื่นเอกสารให้ บอกว่าให้เธอกู้ได้สิบเท่าของเงินเดือนเลย ถ้าได้เงินเดือนเดือนละสองหมื่นก็จะกู้ได้สองแสน แค่เอาสลิปเงินเดือนมาให้เซ็นเอกสาร 5 นาที เงินก็โอนเข้าแบงก์ทันที ง่าย สบาย ถามว่าสนใจไหม
อรุณศรีรับใบปลิวไปดูอย่างแอบสนใจ แต่ไม่ทันไร กริชชัยก็เดินออกมาเพื่อหาของกินเหมือนกัน เขามองเธอที่ยืนอ่านใบปลิวและมีเจ้าหน้าที่ยืนอธิบายอะไรอยู่อย่างแปลกใจ เขาเห็นหนังสือตัวโตว่า “เงินด่วน” เลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
ขณะอรุณศรีกำลังถูกพนักงานคนนั้นรุกเร้า กริชชัยก็แทรกเข้าไปเรียก อรุณศรีสะดุ้งถอยเลี่ยงจากชายคนนั้นเล็กน้อยและรีบเก็บใบปลิวใส่กระเป๋า
กริชชัยเข้ามาถามว่าทำอะไรอยู่ อรุณศรีตอบอึกอักว่ากำลังจะออกไปทานข้าว เขาบอกว่าตนก็กำลังจะไปเหมือนกัน มองอย่างลังเลนิดหนึ่งแล้วจึงเอ่ยชวน อรุณศรีรีบบอกอย่างนุ่มนวลว่า ตนมีนัดแล้ว
“แฟนเหรอ...” กริชชัยถามอย่างระแวง ไม่ทันที่อรุณศรีจะตอบ เสียงเบญลี่ก็แทรกเข้ามา ขอโทษอรุณศรีที่มาช้าไปหน่อยเพราะติดลูกค้าอยู่ หันทักกริชชัย พอรู้ว่าจะไปหาอะไรทาน เธอชวนไปด้วยกันไหม กริชชัยใจเต้นแรงตื่นเต้น อึกอัก เบญลี่มองลุ้นว่าเจ้านายจะตอบอย่างไร ส่วนอรุณศรียืนรออยู่อย่างอึดอัด
ooooooo
ขณะเดินไปร้านอาหารนั้น เบญลี่ที่ลุ้นและเอาใจช่วยกริชชัยกับอรุณศรีอยู่เงียบๆ เธอเดินคั่นกลาง เมื่อผ่านย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านก็แกล้งเบี่ยงตัวออกจากเดินกลางมาเป็นเดินข้างอรุณศรี ไม่เพียงเท่านั้น ยังแกล้งทำเป็นเดินเซไปกระทบอรุณศรีให้ขยับเข้าใกล้กริชชัยมากขึ้น
เดินกันมาอีกครู่เดียวก็ถึงร้าน เบญลี่ขอตัว ทำเป็นรีบเข้าไปจองโต๊ะ สั่งพนักงานว่า 3 ที่อรุณศรีเริ่มเอะใจว่าจะมีอะไรมากกว่าการทานข้าวกันหรือเปล่า เมื่อเข้าร้านแล้ว เธอติงกับกริชชัยว่าร้านเล็ก ร้อน คนเยอะ เขาจะทานได้หรือ
“ผมมาทานอาหารไม่ได้มาทานบรรยากาศ” เขาตอบตรงๆอย่างที่คิด แต่คนฟังรู้สึกเหมือนพูดกวนๆ
“ก็ลองดู” อรุณศรียิ้มๆ แต่แอบหมั่นไส้เล็กๆนึกในใจว่า เขาต้องทานไม่ไหวแน่ กริชชัยที่พูดอย่างมั่นใจเมื่อครู่นี้ พอเห็นเป็นร้านส้มตำ ก็แอบนึกในใจว่าจะไหวไหมเนี่ย???...
ระหว่างทานส้มตำ เบญลี่มองกริชชัยด้วยความเป็นห่วง อรุณศรีมองลุ้นๆแกมวัดใจกันว่าจะไหวเร้อ...
เบญลี่รู้สึกไม่ดี ขอโทษที่พามาตกระกำลำบาก อรุณศรีพูดเหน็บนิดๆว่ากริชชัยรู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอแบบนี้ แต่เขามาทานอาหารไม่ได้มาทานบรรยากาศ พูดแล้วยิ้มกวนๆ
กริชชัยรู้ตัวว่าถูกเหน็บ มองหน้าเธอแวบหนึ่งพูดลอยๆ แต่เหน็บกลับว่า “ใช่...ไม่ต้องคิดมาก ผมรับได้” ทำเอาอรุณศรีอึ้งไป แต่ก็แอบมองอย่างสังเกต เห็นกริชชัยในอิริยาบถสบายๆก็มองเพลิน อดรู้สึกไม่ได้ว่าท่าทางน่ารักดี
เบญลี่แอบมองอรุณศรีกับกริชชัยอีกต่อหนึ่ง ทำตัวเป็นตัวเชื่อมพูดผ่าภวังค์ของอรุณศรีออกมาว่า
“ตายแล้ว ไม่เคยเห็นคุณกริชทำตัวสบายๆแบบนี้เลยนะคะ ที่จริงคุณกริชทำตัวแบบนี้บ้างก็ดีนะคะ...น่ารักดีค่ะ” พูดแล้วหันไปถามอรุณศรีที่เพิ่งสะดุ้งจากภวังค์ว่า “จริงไหมแอ๊ว...”
อรุณศรีรู้สึกเหมือนถูกเบญลี่อ่านใจออก ตอบไม่เต็มเสียง ไพล่ไปว่า “อื้อ...ก็...แปลกดี” ครั้นถูกกริชชัยถามหน้าตาซื่อๆว่า แปลกแล้วน่ารักหรือเปล่า อรุณศรีมองหน้าทำฟอร์มเข้มบอกว่า “แปลก ก็คือแปลกค่ะ ไม่เกี่ยวกับน่ารัก”
กริชชัยทำเป็นเข้าใจบอกว่า “อ้อ...แล้วไป” แต่เบญลี่ไม่ยอมหยุดแค่นั้นพูดผสมโรง แต่ตีความเป็นว่า
“ใช่...แปลกมากๆ” พอทั้งสองคนหันมองพร้อมกัน เธอก็เฉไฉไปว่า “คือ...มันก็แปลกไงคะ ที่คุณกริชมาทานส้มตำตรงนี้ แล้วก็ทำตัวสบายๆแบบนี้ มันแปลกจริงๆนะคะ...” พูดแล้วมองหน้าทั้งสองพูดต่อเหมือนจะให้รู้เป็นนัยว่า “แปลกกกก...”
พูดแล้วตัวเองก็หมกมุ่นครุ่นคิดกับท่าทีของทั้งสองคนอย่างสาระแน...จัง!
ooooooo
กลับถึงออฟฟิศ ทั้งเบญลี่และอรุณศรีต่างเติมหน้าทาปากก่อนทำงานตามปกติ ระหว่างนั้นก็คุยกันถึงเรื่องเมื่อครู่นี้ อรุณศรียืนยันกับเบญลี่ว่าตนไม่มีอะไรจริงๆ เบญลี่คิดมากไปเอง แต่เบญลี่ยืนยันว่ามี พูดหนักแน่นว่า “พี่ว่าคุณกริชต้องชอบแอ๊วแน่ๆ”
อรุณศรีตกใจแต่ก็ยังแย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนกลับจากวังน้ำเขียวเบญลี่เป็นคนเตือนเองว่าอย่าให้กริชชัยพบกับแฟนของตนเพราะ “คุณกริชเป็นเกย์”
เบญลี่ร้องเสียงดังบอกว่า กริชชัยไม่ได้เป็นเกย์ ที่พูดวันนี้ตนหมายถึงว่า “คุณกริชเขาดูเหมือนจะปิ๊งหนู เพื่ออนาคตอันสวยงาม หนูก็ไม่ควรจะตัดโอกาสโดยการเปิดเผยเรื่องแฟน พี่ไม่ได้หมายความว่าคุณกริชเป็นเกย์” แล้วพูดขำๆว่า ทุกวันนี้มีเกย์จนเกลื่อนแล้ว “ขอเถอะ ขอยกเว้นคุณกริชสักคน เสียดายของ...”
ไม่เพียงชี้แจงเท่านั้น ยังรับรองว่ากริชชัยเป็นชายทั้งแท่ง พูดแล้วรีบออกตัวว่า ไม่ได้หมายความว่าตนเคยพิสูจน์ แต่มั่นใจ ว่าเขามีประสิทธิภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ มองหน้าอรุณศรีถาม หยั่งเชิงว่า
“แอ๊วไม่รู้จริงๆเหรอว่า คุณกริชเขาคิดอะไรๆด้วย...แอ๊วไม่เอ๊ะบ้างเลยเหรอ”
“แอ๊วมีแฟนแล้ว ไม่เอ๊ะอะไรทั้งนั้น” ตอบแล้วยิ้มมั่นใจ เบญลี่ชมว่าเป็นคำตอบที่นางเอกที่สุดในจักรวาล แต่ในขณะที่อรุณศรีบอกเบญลี่ว่าตนไม่ “เอ๊ะ” นั้น ก็แอบเอ๊ะในใจว่า ตกลงเขาชอบตนจริงหรือเนี่ย??
ooooooo
วันนี้ ธีธัชซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้านเอาไปที่คอนโดฯเห็นรถของวัชระจอดอยู่นึกสงสัยว่าวัชระมาทำอะไรที่นี่ พอขึ้นไปที่ห้อง เห็นกระสอบซ้อมมวยห้อยอยู่ก็ยิ่งสงสัย พอถาม วัชระตอบเซ็งๆว่ามาระบายความเครียด ไม่ อยากกลับไปที่บ้านทำให้แม่ไม่สบายใจไปด้วย
“เรื่องแต่งงานหรือ” ธีธัชเดา วัชระพยักหน้า เขาเลยแนะนำเพื่อนรักอย่างกูรู...กูรู้ ว่า “ฉันขอแนะนำ รับรองวิธีนี้ได้ผล แกเลิกกลุ้มแน่ๆ”
วัชระหันมองอย่างสนใจ ธีธัชบอกว่าเจอแบบนี้ต้องตั้งโปรแกรมใหม่ วัชระถามว่าทำยังไง
“เริ่มต้นจาก เลิก! เลิกไปเลยแล้วถ้าแหนมกลับมาคืนดี แกต้องสร้างเงื่อนไขในการคบกันใหม่ ทำให้เขาเห็นว่า การแต่งงานมันเป็นการกีดกันอิสรภาพ ปิดโอกาสตัวเอง คนเรารักกันไม่จำเป็นต้องแต่งงานกันก็ได้ เราต้องค่อยๆล้างสมองทีละนิด...ทีละนิด...แล้ววันนึง ผู้หญิงก็จะเลิกคิดแต่งงานไปเอง”
ธีธัชพูดแล้วยิ้มอย่างภูมิอกภูมิใจ แต่เห็นวัชระยังเครียดก็ยกตัวอย่างของตัวเองให้ฟังว่า
“อย่างกรกนกไง ไม่เคยปริปากเรื่องแต่งงานแม้แต่นิดเดียว โดนฉันล้างสมองไปเรียบร้อย...”
“แต่คุณกรกนกกับแหนมไม่เหมือนกัน ถ้าฉันทำแบบนั้นกับเขาวันนี้ พรุ่งนี้แกเตรียมไปงานศพฉันได้เลย”
ธีธัชสะดุ้ง ถามว่าแหนมถึงขนาดนั้นเลยเหรอ วัชระเล่าซึมๆว่าตอนนี้ตนชักไม่แน่ใจว่าแหนมเป็นคนยังไง เพราะอะไรที่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นเขาก็เป็น อะไรที่คิดว่าเขาไม่น่าทำเขาอาจจะทำก็ได้ ธีธัชที่ทำตัวเป็น “กูรู” เรื่องนี้เลยถามว่าแล้วแบบนี้แต่งกันไปมันจะไหวหรือ
“ไม่รู้นะ ตอนนี้ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น” วัชระมองไปนอกหน้าต่างอย่างกลัดกลุ้ม เสียงเทศน์ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีที่เคยฟังแว่วในความนึกคิด วัชระซึ้งจนเหมือนฟังท่านมาเทศน์อยู่ตรงหน้า...เดี๋ยวนี้...
“ความรัก...เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนอยู่แล้ว โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว สำหรับผู้ที่รักอย่างรู้ตัวที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุข แต่สำหรับผู้ที่รักอย่างลืมตัว ที่ใดมีรัก ที่นั่นก็มีทุกข์...”
ooooooo
เสียงเคาะประตูหน้าห้องของธีธัชดังขึ้น กรกนกที่กำลังแต่งตัวจะไปทำงานลุกไปเปิดประตูนึกแปลกใจว่าทำไมวันนี้เขากลับเร็ว แต่พอเปิดประตูออกไป กลายเป็นลำเภายืนอยู่หน้าห้อง เธอถามงงๆว่า “หนูมาหาใครจ๊ะ”
ลำเภานึกในใจว่าตนไม่ใช่หนูแต่เป็นสาวแล้ว บอกว่า ตนมาหาธีธัช ถามว่าเขาจะกลับกี่โมง ทำเอากรกนกยิ่งงง บอกว่าตนไม่รู้เพราะเขาไม่ได้บอกไว้ ลำเภาพูดหน้าตาเฉยว่า “งั้นฉันรอดีกว่า” แล้วเดินเข้าห้องไปเลย
กรกนกอึ้ง ได้แต่มองตามลำเภาที่เดินเข้าห้องไปเหมือนห้องของตัวเองเหวอๆ
เมื่อลำเภายืนยันว่าตนจะรอธีธัชที่นี่ กรกนกเลียบเคียงถามว่าเธอรู้จักกับธีธัชนานหรือยัง ลำเภาบอกว่าไม่นานยังไม่ถึงเดือน เจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น ครั้นกรกนกถามไม่เต็มเสียงว่าแล้วมาหาเขาที่นี่...?
ลำเภาตอบอย่างไม่ลังเลว่า อยากมาดูว่าเขาอยู่ยังไง เพราะเมื่อเขาจะมาเป็นแฟน ตนก็ต้องมาตรวจดูสภาพความเป็นอยู่ว่าเป็นคนยังไง กรกนกทั้งตกใจทั้งงง ท่าทีเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้น กอดอกถามว่า “เป็นแฟนเนี่ยนะ!”
ลำเภายืนยันว่าใช่ กรกนกถามว่าเธอชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน ก็ได้รับคำตอบที่ไม่สะทกสะท้านว่า
“ฉันชื่อลำเภา เป็นสัตวแพทย์ มาจากบ้าน” กรกนก เอะใจถามว่าเป็นน้องกริชชัยที่ฟาดหัวธีธัชแตกใช่ไหม “นั่นแหละค่ะ...ใช่เลย”
ท่าทางและคำตอบที่ฉะฉานไม่สะทกสะท้านของลำเภา ทำให้กรกนกยิ่งอึ้ง ถามกลัวๆกล้าๆว่า “แล้ว...ทำไม...”
ลำเภาเล่าว่า ธีธัชเคยท้าตนว่า คนอย่างตนจะต้องเป็นแฟน กับหมา ตนก็เลยบอกว่า “หมาที่ชื่อธีธัชก็ไม่เว้น” พูดอย่างหมายมาดว่า “เขาจะต้องมาเป็นแฟนฉันเพื่อลบคำสบประมาท...”
กรกนกทั้งงง ทั้งทึ่งกับความคิดของลำเภา บอกเธอว่างั้นก็ตามสบาย ตนเข้าห้องน้ำประเดี๋ยว แล้วเธอก็แอบโทร.บอกธีธัช เร่งให้เขารีบกลับมาเคลียร์เสีย เพราะลำเภาตั้งหลักรออยู่ที่ห้อง ธีธัชรับปากว่าจะรีบกลับมา แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า
“ยัยเด็กบ๊องรู้จักที่อยู่เราได้ยังไงวะ?”
ooooooo
เหตุเพราะว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 ชั่วโมง ธีธัชเตือนวัชระว่าอย่าลืมไปขอโทษลำเภาด้วย ตนอุตส่าห์เสียสละบากหน้าไปขอโทษมาแล้ว ต่อไปก็คิวเขา วัชระรับปากว่าเป็นทางผ่านพอดีเดี๋ยวตนจะแวะไปขอโทษก่อนก็แล้วกันจะได้จบๆไป พูดอย่างไม่หายเคืองว่า “แล้วแกไม่ต้องลากฉันไปซวยอีกเลยนะ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก เด็กอะไรก็ไม่รู้ เพี้ยน!”
หลังจากนั้น 4 ชั่วโมง วัชระก็ได้รับโทรศัพท์จากธีธัชขณะขับรถกลับคอนโดฯเพื่อไปจัดการกับลำเภา จึงรู้ว่าลำเภารู้ที่อยู่ของเขาจากวัชระนั่นเอง วัชระบอกว่าตนไม่เห็นลำเภาจะเพี้ยนตรงไหนเลย น่ารักดีออก พูดจาดี แล้วยังทำกับข้าวให้ตนกินด้วย เมื่อลำเภาถามที่อยู่ของเขา ตนก็บอกไป ไม่เห็นจะเสียหาย
“แกไม่เสีย แต่ฉันเสียเว้ย ตอนนี้ยัยหนูตะเภาไปนั่งจ๋อรอฉันอยู่ในห้อง กรโทร.มาจิกให้ฉันรีบไปเคลียร์ สำหรับแกยัยลำเภาอาจจะไม่เพี้ยน แต่สำหรับฉัน เพี้ยนมาก!!”
หลังจากธีธัชวางสายไปแล้ว วัชระถามตัวเองอย่างสงสัยว่า “แล้วลำเภาไปห้องไอ้ธีทำไม?”
ooooooo
ลำเภาคอยอยู่ที่ห้องธีธัชจนเย็น จู่ๆก็ลุกพรวด บอกว่า ต้องกลับแล้วเพราะได้เวลาไปให้อาหารหมา ฝากบอกธีธัชด้วยว่าแล้วจะมาหา พูดจบก็เดินออกไปเลย ทำเอากรกนกงง...เดาไม่ออกว่าลำเภาจะมาแนวไหนกัน?
เมื่อธีธัชกลับมาถึงห้อง ถูกกรกนกซักถามก็โวยวายใส่เธอว่า เด็กนั่นสติไม่ดี ดักคอว่าอย่าบอกนะว่าหึงเด็กนั่น
“จะไปรู้เหรอ วันนึงธีอาจจะแพ้กลายเป็นหมาตัวใหม่ของเขาก็ได้ จะบอกให้นะ ลำเภาไม่ได้เพี้ยนแต่ฉลาดมาก...บางทีอาจจะฉลาดกว่าธีด้วยซ้ำ” แล้วเธอก็บอกเขาว่า “ธี...ไปเลิกเด็กนั่นซะ”
ธีธัชย้อนถามว่าตนไม่ได้เป็นอะไรกับเด็กนั่นจะไปเลิกได้ยังไง กรกนกบอกว่าให้เลิกเล่นเกมเสีย ยอมไปขอโทษที่พูดไม่ดีกับเขาเรื่องที่ให้เขาไปเป็นแฟนกับหมา แล้วอย่าเล่นเกมท้าทายอะไรกันอีก
ธีธัชปฏิเสธทันทีว่าไม่มีทางเสียฟอร์ม ยัยหนูตะเภานั่นจะได้หัวเราะเยาะตนไปตลอดชีวิตปะไร กรกนกขอร้องว่าให้ทำเพื่อตนได้ไหม ธีธัชอึกอัก ไม่รับปาก เธอเห็นท่าทีเขาแล้วพานน้ำตาจะไหล เลยหันไปหยิบกระเป๋าเดินออกจากห้องไป
เห็นกรกนกออกไปในอารมณ์นั้น ธีธัชอ้าปากจะเถียง จะเรียก แต่ก็ไม่เถียงและไม่เรียก ปล่อยให้เธอออกจากห้องไปเงียบๆมึนๆ ครู่หนึ่งเขาลุกขึ้นเตะเก้าอี้แต่พลาดไปโดนขาโต๊ะเข้าอย่างจังจนร้องลั่นกุมเท้า เสียหลักเซไปล้มกระแทกพื้นหัวไปชนเคาน์เตอร์โครม!
“โอ๊ย...ทำไมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้วะเนี่ย ฮึ่ย...ยัยลำเภา ยัยเด็กบ๊อง เพราะเธอคนเดียว ฮึ่ม...เจอดีแน่!!”
ooooooo
หลังจากเกริ่นเรื่องเงินสี่แสนกับอรุณศรีแล้ว คืนนี้ปรานต์ขับรถมาดักพบเธอที่หน้าบ้าน พอเห็นเธอลงจากรถแท็กซี่ก็ปราดเข้าไปหา ถูกอรุณศรีต่อว่าที่จะมาทำไมไม่บอกก่อน ก็ระแวงหาว่าเธอซ่อนใครไว้ในบ้านหรือเปล่าถึงต้องให้บอกก่อน
อรุณศรีขอร้องว่าอย่ามาหาเรื่องกันเลยตนเหนื่อยถามว่าที่มานี่มีอะไรหรือ ปรานต์จึงบอกว่าเรื่องที่ตนถามไว้ตกลงเธอมีให้ไหม
อรุณศรีถอนใจยังไม่อยากตอบตอนนี้ พากันเดินเข้าบ้าน แล้วจึงบอกว่าตนไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก งานที่ทำนี่ก็ได้ไม่เยอะ
ปรานต์ถามว่าแล้วเงินตอนที่เป็นพริตตี้ล่ะ อรุณศรีสะอึกไปนิดหนึ่งก่อนจะแจกแจงให้ฟังอย่างเสียความรู้สึกว่า
“แอ๊วก็ต้องกินต้องใช้ เวลาไปไหนมาไหนกับปรานต์ที แอ๊วก็ต้องออก ปรานต์กินเที่ยวแต่ที่แพงๆแล้วเงินมันจะไปเหลืออะไร”
ปรานต์เลือดขึ้นหน้าหาว่าเธอโทษว่าตนทำให้เธอไม่มีเงิน สั่งให้เอาสมุดบัญชีมาให้ดู จะเข้าแย่งกระเป๋าถือไปค้น อรุณศรีกอดกระเป๋าไว้แน่นบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ เกิดยื้อแย่งกันเสียงดัง จนโอบบุญกลับมา ถามว่าทำอะไรกัน ปรานต์จึงชะงัก อรุณศรีตัดบทว่าวันนี้ตนไม่มีอะไรจะพูดแล้วให้กลับไปเสีย ปรานต์ยังตื๊อจนโอบบุญบอกว่า
“น้องฉันบอกให้กลับ...ฟังไม่รู้เรื่องรึไง”
ปรานต์จึงจำต้องกลับไปอย่างหัวเสีย แต่เพราะต้องการเงินมาก คืนนี้จึงส่งข้อความมาง้ออรุณศรีว่า
“ขอโทษที่ใจร้อนมากไป ปรานต์ยังรักแอ๊วเหมือนเดิมนะ”
แต่พฤติกรรมซ้ำซากของปรานต์ ทำให้อรุณศรีเริ่มเบื่อหน่ายแล้ว วางโทรศัพท์ลงข้างตัวอย่างหมดแรง...
ooooooo
ลำเภาเข้าไปเห็นรูปใหม่ของอรุณศรีที่กริชชัยเพิ่งวาดเสร็จ เธอติดใจเรื่องความรักของกริชชัย เมื่อเจอตัวจึงถามตรงๆว่า แอบรักเขาข้างเดียวอย่างนี้มีความสุขหรือ เลยถูกย้อนถามว่า แล้วที่ตัวเองกวนประสาทธีธัชแบบนี้มีความสุขหรือ ทำให้ลำเภาชะงัก ถามว่าเขาไปฟ้องอะไรหรือ
“มันบอกว่าเภาจะเอามันเป็นแฟนให้ได้”
“เขาอยากดูถูกเภาทำไม ทั้งดูถูกทั้งท้าทาย เภายอมไม่ได้” ลำเภาขึงขังขึ้นมาทันที
กริชชัยเตือนน้องว่า ธีธัชไม่ใช่ “หมา” แต่เป็น “เสือ” ลำเภาก็สวนไปทันทีว่าตนรู้ พอเขาถามว่าแล้วไม่กลัวหรือ เธอตอบอย่างมั่นใจว่าไม่ต้องห่วง ตนรู้ว่าจะทำได้แค่ไหน
“เภา...เล่นกับหมา ระวังหมาจะเลียปาก เล่นกับเสือ ระวังเสือจะขย้ำ”
“เสือกระดาษน่ะสิ ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัว เอาแต่ห่วงหล่อ หลีสาวไปวันๆ คนแบบนี้ต้องเจอของจริง...ถ้านายธีธัชไม่อยากเดือดร้อน ก็รีบมาขอโทษเภาต่อหน้าสาธารณชน แล้วเภาจะยอมยกโทษให้ ถ้าไม่ขอโทษ ก็เตรียมตัวเป็นแฟนเภาได้เลย”
พูดแล้วลำเภาเดินผละไปเลย กริชชัยมองตามแล้วส่ายหน้า ถอนใจ...เฮ้อ...
ooooooo
วันนี้วัชระไปที่ทำงานในสภาพที่หน้าตาแฮงก์ๆ เจอเจ้านายพอดี เจ้านายแสดงความยินดีด้วยที่จะแต่งงานแล้ว ส่วนเรื่องงานที่จะย้ายนั้น จะหาช่องทางให้ ไม่ต้องเกรงใจเพราะสีรุ้งเป็นเพื่อนสนิทของภรรยาตน
วัชระขอบคุณและขอโทษที่เนตรนภัสมารบกวน ส่วนเรื่องงานนั่นเขาถามงงๆว่าย้ายอะไรหรือ จึงรู้ว่าเนตรนภัสมาขอให้ย้ายเขาไปทำงานในแผนกอื่น
เมื่อไปเจอเนตรนภัสที่บ้าน วัชระต่อว่าเธอที่ไปขอย้ายงานตน ยืนยันว่าตนขอทำงานที่เดิม เธอพูดอย่างไม่ชอบใจว่า ไม่อยากให้เขาไปทำงานเสี่ยง อยากให้เขาทำงานเกี่ยวกับเอกสารหรือไม่ก็งานประชาสัมพันธ์อย่างน้อยก็ได้ออกโทรทัศน์
“แต่ผมไม่อยากออกโทรทัศน์ ผมอยากไปจับโจร ไปจับผู้ร้าย”
“แต่เรากำลังจะแต่งงานกัน วัชจะให้แหนมมีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา ไม่รู้ว่าวัชจะตายเมื่อไหร่อย่างนั้นหรือ” วัชระพูดอย่างผิดหวังว่าเธอไม่เข้าใจตน ถูกเธอสวนทันควันว่า “วัชก็ไม่เข้าใจแหนมเหมือนกัน!!”
ทั้งสองต่างมองหน้ากันนิ่ง แล้วเนตรนภัสก็พูดลำเลิกว่า ตนต้องเสียสละมากแค่ไหนที่แต่งงานกับเขา ต้องยอมเสีย “ความโสด” เสีย “ความสุข” ถามว่าเขาย้ายงานเพื่อตนแค่นี้ ทำไม่ได้หรือ พอวัชระจะชี้แจง เธอก็ยกมือห้าม
“พอได้แล้ววัช แหนมไม่อยากพูดเรื่องนี้ แหนมมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ งานแต่งเราใกล้จะมาถึงแล้วนะคะ แหนมไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ”
วัชระผงะกับคำว่า “ไร้สาระ” แต่พอจะพูด เธอก็ตัดบทว่า
“พรุ่งนี้แหนมนัดร้านที่จะทำแหวนแต่งงานไว้ตอนสิบโมงเช้า วัชมารับแหนมด้วย แล้วก็ห้ามขัดแหนมต่อหน้าคนอื่นเหมือนครั้งที่แล้วอีกนะ แหนมไม่ชอบ!”
พูดเสร็จเนตรนภัสเดินไปเลย วัชระก็ได้แต่ยืนอึ้ง อัดอั้นอยู่คนเดียว...ตามเคย
ooooooo
กลับมาถึงคอนโดฯของกริชชัย วัชระก็ชกกระสอบอย่างบ้าระห่ำระบายความกดดัน เสียงชกกระสอบดังไปถึงห้องของสุพรรณิการ์ที่กำลังพักผ่อน เธอหงุดหงิดมากคว้าหมอนมาปิดหูแผดเสียง “โอ๊ยยยย นายหน้าหนวด!”
ไม่นานนักก็มีเสียงกระทุ้งกระแทกจากห้องข้างๆ ดังเข้ามาในห้องกริชชัย วัชระรู้ว่าเป็นฝีมือใคร เหลือบดูนาฬิกาพึมพำอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า “หกโมงเย็นแล้ว ยังจะนอนอยู่อีก ตื่นได้แล้ว!”
ว่าแล้ววัชระก็ชกกระสอบทรายต่อ ส่วนสุพรรณิการ์ก็ใช้ไม้ถูพื้นฟาดใส่ผนังห้องไม่หยุด ทั้งสองฝ่ายกระหน่ำสู้กันด้วยเสียง ตอบโต้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
พอเหนื่อยต่างก็หยุด แต่สุพรรณิการ์ยังหอบไปคำรามไปอย่างแค้นใจว่า “มันจะมากไปแล้วนะ”
อยากจะแก้แค้นให้สาแก่ใจ สุพรรณิการ์หาวิธีใหม่ที่จะเล่นงานวัชระฝ่ายเดียว คิดแล้วโทร.หาติ๋มถามว่า วันนี้ที่โรงงานมีรถเข้ามาส่งน้ำปลาที่กรุงเทพฯ หรือเปล่า พอรู้ว่ามีก็บอกให้ส่งรถมาที่คอนโดฯ ตนหนึ่งคัน ให้คนขับทิ้งกุญแจรถไว้แล้วนั่งรถกลับระยองไปเลย วางแผนแล้วก็นั่งยิ้มพึมพำอย่างสะใจ “รู้ฤทธิ์นังฝ้ายน้อยไปเสียแล้ว!”
ฝ่ายวัชระ พอเห็นเสียงฟาดผนังเงียบไป ก็พูดอย่างสมน้ำหน้าว่า “หมดฤทธิ์แล้วล่ะสิ หึๆ”
ooooooo
แต่พอวัชระลงมาจะไปทำงานก็หัวเสีย เมื่อเจอรถกระบะบรรทุกของหนักอึ้งจอดขวางอยู่ที่ท้ายรถตน พอเดินไปเข็นปรากฏว่ารถไม่เขยื้อนเลยเพราะติดเบรกมือไว้ เขาหัวเสียเดินสำรวจพลางบ่นว่า “รถใครวะเนี่ย”
สุพรรณิการ์นั่งอยู่ในรถสปอร์ตคันหรู เห็นวัชระหัวเสียเพราะเอารถออกไม่ได้ ก็พึมพำอย่างสะใจก่อนออกรถไปว่า
“ฝันไปเถอะ! รอไปก่อนนะคุณตำรวจ!!”
เสียงออกรถของสุพรรณิการ์ทำให้วัชระหันมอง พอรู้ว่าเป็นใครก็ร้องเรียกให้กลับมาก่อน พลางวิ่งตามไปจนเหนื่อยหอบแฮ่ก ย้อนกลับมาที่รถกระบะอีกที จึงเห็นข้างรถกระบะเขียนไว้ว่า “สุพรรณิการ์น้ำปลาดี”
พอเห็นป้าย วัชระก็เปลี่ยนจากโกรธเป็นขำ หัวเราะเยาะพูดเสียงดัง
“สุพรรณิการ์น้ำปลาดี ฮ่ะๆๆๆ ที่แท้ก็เป็นคุณหนูโรงงานน้ำปลา นี่ลงทุนเอารถมาจอดขวางเลยเหรอ ฮ่ะๆๆ ทุ่มเทว่ะ”
ooooooo
คืนนี้ขณะอรุณศรีนั่งคุยและดื่มเล่นๆ กับสุพรรณิการ์ที่ร้านสาดสุรา หวานนารีของเธอนั่น สุพรรณิการ์เล่าเรื่องที่ตนเอารถขนน้ำปลาไปขวางรถของวัชระจนออกไม่ได้อย่างสะใจ อรุณศรีฟังแล้วหัวเราะขำๆที่เพื่อนลงทุนถึงขนาดนั้น ถามว่าถ้าเกิดเขาชนรถขนน้ำปลาพังล่ะ ไม่เสี่ยงเกินไปหรือ
สุพรรณิการ์มั่นใจว่าวัชระไม่กล้าทำ หรือถ้าทำก็ไม่กลัว เชื่อว่ากริชชัยต้องเข้าข้างตนอยู่แล้วเพราะเขาชอบเธอ อรุณศรียืนยันว่าเรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด พอดีนึกได้ว่ากริชชัยฝากค่ารักษาพยาบาลมาให้ สุพรรณิการ์รับซองแล้วบอกว่าจะเอาไปทำบุญทั้งหมด ถามเพื่อนอย่างติดใจสงสัยว่า กริชชัยดีกับพนักงานทุกคนแบบนี้หรือเปล่า เธอถึงคิดว่าเขาไม่ได้ชอบตัวเอง
“เขาทำอะไรให้ฉัน เงินนี่เขาให้แกไม่ใช่ฉัน และเขาก็ทำเพราะช่วยเพื่อนเขาไม่เกี่ยวกับฉัน เพราะฉะนั้น การที่เขาจ่ายเงินมาให้แก มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบฉัน” อรุณศรีชี้แจงอย่างละเอียด กระนั้นสุพรรณิการ์ก็ยังยื่นหน้าเข้ามาถามว่า
“แล้วถ้าฉันพิสูจน์ได้ว่าเขาชอบแก...แกจะชอบเขาหรือเปล่า??”
คำถามเหมือนท้าของสุพรรณิการ์ ทำเอาอรุณศรีนิ่งอึ้ง ตอบไม่ออก ยกแก้วขึ้นดื่มต่ออย่างครุ่นคิด
ooooooo
กริชชัยถูกทั้งธีธัชและวัชระหวนกลับมาเล่นงาน วัชระบอกกริชชัยให้สั่งสุพรรณิการ์เอากุญแจรถกระบะมาให้ หรือไม่ก็ไปเลื่อนรถออกให้เร็วที่สุด กริชชัยโวยวายว่าทำไมต้องมาโทษตนคนเดียว ทั้งที่สองคนโดยเฉพาะธีธัชที่ไปท้าลำเภาไว้เอง และลำเภาก็บอกแล้วว่าถ้าธีธัชยอมขอโทษตนต่อหน้าสาธารณชนก็จะยกโทษให้
ธีธัชยืนกรานไม่ยอมขอโทษเพราะตนไม่ผิด กริชชัยเลยตัดเชือกว่าถ้าอย่างนั้นตนก็ช่วยอะไรไม่ได้ หาทางแก้ปัญหากันเองก็แล้วกัน แล้วหันมาทางวัชระกล่าวโทษว่าตนบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปมีเรื่องกับสุพรรณิการ์ก็ไม่ฟัง
วัชระถามว่าเธอมาฟ้องอะไรหรือ กริชชัยหน้าเครียดบอกว่าเธอไม่ได้ฟ้อง แต่ผู้จัดการคอนโดฯบอกว่า เธอไปร้องเรียนว่าเขาทำเสียงดังรบกวนจนเธอไม่ได้พักผ่อน วัชระสบถว่า “แสบจริงๆ”
“ส่วนเรื่องรถเดี๋ยวฉันจัดการให้เอง แกไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแล้วก็หยุดหาเรื่องคุณฝ้ายเขาได้แล้ว ฉันไม่อยากซวยไปด้วย!” กริชชัยชี้หน้าวัชระแล้วหยิบสูทเดินออกไปเลย
ธีธัชหน้าเหวอ ร้องถามตามหลังว่า ทีวัชระช่วยได้แล้วทำไมไม่ช่วยตนด้วย วัชระหันตอบแทนกริชชัยว่า ก็เพราะแกช่วยตัวเองได้ พอธีธัชทำหน้าปุเลี่ยนๆ วัชระชี้แจงว่า
“ฉันหมายถึงช่วยเหลือตัวเอง แค่แกไปขอโทษลำเภาเรื่องก็จบ ไม่เห็นจะยาก” พูดจบก็เดินไปอีกคน
“ไม่ยากสำหรับแก แต่สำหรับฉันมันเป็นไปไม่ได้เว้ย!” ธีธัชพูดตามหลังเพื่อนไปอย่างทำใจไม่ได้ แต่ก็รีบตามไป
ooooooo
สุพรรณิการ์กับอรุณศรีนั่งแท็กซี่กลับถึงหน้าคอนโดฯก็พากันเดินเมาๆไป อรุณศรีถามสุพรรณิการ์ที่เมามากกว่าว่า จำทางกลับห้องได้รึเปล่า สุพรรณิการ์ คุยโวว่าชั้นนี้แล้ว แต่ไพล่พาไปทางออกจากคอนโดฯ เลยพากันหัวเราะขำๆเมาๆ
ขณะเดินเข้าคอนโดฯนั่นเอง เจอกริชชัยเดินสวนออกมาพอดี เขามองสองสาวที่ท่าทางเมาๆ โดยเฉพาะสุพรรณิการ์ทักทายเขาอย่างคะนองปาก พอกริชชัยจะเดินไป เธอบอกว่าอย่าเพิ่งไปเพราะยังไม่ได้พูดความในใจกันเลย
พอกริชชัยหยุด สุพรรณิการ์ถามโพล่งออกไปว่า “คุณไม่ได้เป็นเกย์ใช่ไหม แอ๊วมันบอกว่าคุณเป็นเกย์เป็นตุ๊ด ฉันบอกว่าไม่เป็น มันก็ไม่เชื่อตกลงคุณเป็นป่าวล่ะ”
อรุณศรีตกใจมากรีบขอโทษกริชชัยบอกว่าเพื่อนเมาไปหน่อย แล้วลากสุพรรณิการ์ไป แต่เพื่อนไม่ยอมไปบอกว่ายังไม่ได้รับคำตอบเลย กริชชัยเลยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติว่า
“เดี๋ยวก่อน ผมจะออกไปซื้อของกินที่หน้าปากซอย พวกคุณต้องการอะไรรึเปล่า”
อรุณศรีปฏิเสธทันที แต่สุพรรณิการ์สั่งอย่างเร็วว่า เอาบะหมี่สองห่อน้ำหนึ่งแห้งหนึ่งแยกน้ำซุปเพราะจะเอามาซด บอกเพื่อนรักที่ถามว่าเอาจริงหรือว่าจริงเพราะตนหิว
กริชชัยบอกว่าเดี๋ยวซื้อมาฝาก อรุณศรีพูดอย่างเกรงใจว่าอย่าหาว่าใช้เลยนะ เขายิ้มกว้างบอกว่าไม่ได้ใช้แต่ตนอาสาเอง
พอกริชชัยแยกไปเท่านั้น สุพรรณิการ์ก็รูดไหลลงไปกองที่พื้นอย่างหมดสภาพ
ooooooo
ระหว่างรอบะหมี่นั้น กริชชัยส่งข้อความไปถามธีธัชที่กำลังสำราญในเมมเบอร์คลับอยู่กับบรรดาสาวๆ ธีธัชเลี่ยงออกมาโทร.คุยกับกริชชัย เพื่อปรึกษาในฐานะ “กูรู” ในกลุ่มว่า คืนนี้อรุณศรีคงค้างกับสุพรรณิการ์ที่นี่ และถ้าตนค้างรอจนเจอเธอพรุ่งนี้จะน่าเกลียดไหม
ธีธัชถามว่าจะน่าเกลียดอะไรต่างคนต่างนอนห้องตัวเองไม่ได้ไปนอนห้องเดียวกันสักหน่อย ครั้นกริชชัยถามอีกว่า ถ้าพรุ่งนี้ตนชวนเธอไปที่ทำงานด้วยกันมันจะน่าเกลียดไหม
ธีธัชตอบอย่างระอากับความอ่อนหัดของเพื่อนว่า ถ้าพาเข้าโรงแรมก่อนถึงบริษัทสิน่าเกลียด แต่ถ้าเธอเป็นฝ่ายชวนเองก็โอเค กริชชัยบ่นว่าไม่รู้ว่าตนโทร.มาถามถูกคนหรือเปล่า ธีธัชรับรองว่าถูกคนที่สุดแล้ว พอดีเหลือบเห็นสาวไฮโซคนหนึ่งเดินมากดบีบีหาเพื่อน ธีธัชเปลี่ยนเรื่องทันที พูดเสียงดังคนเดียวว่า
“ได้ครับแม่ เดี๋ยวผมซื้อกลับไปให้ครับ คุณแม่จะทานโจ๊กตอนเช้านะครับ แล้วคุณพ่อจะทานอะไรครับ” พูดไปก็ชำเลืองดูว่าหญิงสาวสนใจฟังหรือเปล่า พอเห็นเธอยิ้มๆ กับความน่ารักของตนก็ยิ่งคุย
กริชชัยฟังแล้วงง ถามว่า “พ่อใคร พ่อฉันอยู่อังกฤษ พ่อแกอยู่บนสวรรค์ แกจะซื้อโจ๊กไปให้พ่อไหนวะ”
ธีธัชไม่สนใจ ยังคงพล่ามว่า “ครับ...ได้ครับแม่ คร้าบ...คร้าบ...กลับไม่ดึกครับ แม่นอนไปเลยนะครับไม่ต้องรอเดี๋ยวธีซื้อโจ๊กเจ้าอร่อยไปให้ สวัสดีครับ”
ธีธัชวางสายอย่างยิ้มแย้มมีความสุข หญิงสาวยืนฟังอยู่ยิ้มให้เอ่ยชมว่า “น่ารักจังเลยนะคะ โทร.รายงานคุณแม่ด้วย”
“ลูกชายคนเดียวน่ะครับ ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง” พูดแล้วหันหลังจะเดินไปทำทีเหมือนไม่สนใจ หญิงสาวพูดขึ้นว่า
“เอ่อ...แล้วเมื่อกี้ที่บอกว่าโจ๊กเจ้าอร่อยมันอยู่ที่ไหนเหรอคะ บิบี่...อยากไปลองทานบ้างจัง” พูดแล้วยิ้มใสๆให้
ส่วนกริชชัยที่ปรึกษาปัญหาของตัวเองอยู่ดีๆ เพื่อนก็พล่ามถึงโจ๊ก พูดถึงพ่อถึงแม่ จนวางสายไป ได้แต่ยืนงงทำนองว่าพูดอะไรของมัน
ooooooo
กริชชัยเอาบะหมี่สองห่อกลับไปกดออดหน้าห้องสุพรรณิการ์ เจ้าของห้องออกจากห้องน้ำพอดี อรุณศรีเตือนเพื่อนว่าทำตัวดีๆหน่อยนะ พลางเดินไปเปิดประตู
กริชชัยเห็นอรุณศรีในรูปลักษณ์ใสๆ ไร้เครื่องสำอางก็มองอึ้งในความน่ารักของเธอ พอรับห่อบะหมี่พร้อมกับส่งเงินให้ กริชชัยไม่รับบอกว่าตนซื้อมาฝาก อรุณศรีขอบคุณและขอโทษที่เพื่อนใช้ กริชชัยบอกว่า “พวกคุณเมา ผมไม่ถือ”
“ฉันไม่ได้เมานะคะ” อรุณศรีรีบชี้แจง กริชชัยพูดยิ้มๆ ว่าเดินเซขนาดนั้นตนไม่เชื่อ เธอเลยแก้เกี้ยวว่า “นานๆ จะได้ดื่มทีเลยจัดหนักไปหน่อย”
“เป็นผู้หญิง ดื่มจนเมาดูแลตัวเองไม่ได้ทั้งสองคนแบบนี้ มันดูไม่ดี คราวหน้าระวังให้มันมากกว่านี้หน่อยนะ เมาแบบนี้มันอันตราย”
อรุณศรีหน้าชาเหมือนถูกด่าตรงๆ เลี่ยงถามว่าตกลงเงินนี่ไม่เอาใช่ไหม เขาทำเสียง “ฮื่อ...” ในลำคอ เธอรีบขอบคุณและจะปิดประตู เขารีบร้องบอก
“เดี๋ยว...คุณบอกเพื่อนคุณเหรอว่าผมเป็นเกย์”
อรุณศรีสะอึกอึ้ง ยืนตัวชาพูดอะไรไม่ออกเลย
ooooooo










